ในรอบปีผลผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเกรดพรีเมี่ยมเริ่มวาง

เดือนกุมภาพันธ์ แล้วจะมีปริมาณผลผลิตมากสุดในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน จนกระทั่งลดลงแล้วหมดในช่วงเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ ผลผลิตที่ออกขายในช่วงฤดูกาลของทุกสวนจะพร้อมกัน เพราะเมื่อผลผลิตออกพร้อมกันจึงมักสร้างปัญหาเรื่องราคาขาย

แนวทางที่คุณชลธิชาวางแผนไว้คือการปลูกมะม่วงนอกฤดูเพื่อให้มีผลผลิตในช่วงเดือนสิงหาคม จะช่วยทำให้ราคาขายสูงเพราะในช่วงนั้นไม่มีผลผลิตมะม่วง ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด ที่ส่งผลต่อราคาลดลง แล้วถือเป็นการช่วยกระจายผลผลิตสู่ตลาดไม่ให้กระจุกอยู่ในเฉพาะในช่วงฤดูเท่านั้น

“การผลิตมะม่วงคุณภาพให้มีรสอร่อย ผิวสวย ผลมีขนาดพอเหมาะ หรือที่เรียกว่าเกรดพรีเมี่ยมเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะต้องดูแลเอาใจใส่ทุกอย่างด้วยความใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรค แมลงศัตรู สภาพอากาศ วิธีปลูก เก็บผลผลิต กว่าจะมาเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองที่มีรสหวาน สีสวย ผิวเนียน ผู้ทำงานทุกคนจะต้องผ่านการฝึกฝนจนมีทักษะ ความชำนาญ ขั้นตอนกระบวนการทุกอย่างต้องละเอียดประณีต เป็นการผลิตมะม่วงที่ต้องมีความอดทน เพื่อจะได้มะม่วงคุณภาพเกรดพรีเมี่ยมอย่างแท้จริง” ประธานกลุ่มมะม่วงคุณภาพบ้านวังน้ำบ่อกล่าว

ตระกูล “โสวรรณะตระกูล” ที่มี นายชม เป็นหัวหน้าครอบครัว ย้ายจากแถบสะพานพระราม 6 ไปทำมาหากินอยู่ที่อำเภอเมือง นครนายก โดยยึดอาชีพการเกษตร ปลูกทุเรียนและไม้ผลอื่นๆ

ก่อนที่นายชมจะเสียชีวิตได้แบ่งที่ดินให้กับลูกๆ ทุกคน ซึ่งมีอยู่ 5 คน ด้วยกัน สวนละอองฟ้า 1 รู้จักกันดีในฐานะที่รวบรวมทุเรียนพันธุ์ดีไว้กว่า 40 พันธุ์ มี คุณชาตรี โสวรรณะตระกูล เป็นเจ้าของในปัจจุบัน สมาชิกของครอบครัวนี้เคยเล่าให้ฟังว่า สมัยที่นายชมดูแลสวนทุเรียนอยู่ ลูกๆ ซึ่งเป็นหนุ่ม ไปหาน้ำมารดต้นทุเรียนในหน้าแล้ง ต้องไปแบ่งน้ำกับชาวบ้าน บางทีกระทบกระทั่งกัน เกือบจะมีเรื่อง เมื่อลูกๆ มารายงาน นายชม บอกว่า “เอาทุเรียนไว้ก่อน” นั่นแสดงว่า นายชมรักและผูกพันกับทุเรียนอย่างมาก น่าดีใจ ที่ทุกวันนี้ ทั้งรัฐและเอกชน เห็นความสำคัญพันธุกรรมทุเรียนสวนละอองฟ้า 1 มีการอนุรักษ์และนำไปเผยแพร่ในวงกว้างพอสมควร

ละอองฟ้า 2 เด่นมะยงชิด และมะปรางหวาน

ผู้ที่ได้ครอบครองที่ดิน บริเวณบ้านเลขที่ 153 หมู่ที่ 3 ตำบลสาลิกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก จำนวน 12 ไร่ 2 งาน คือ คุณวชิระ โสวรรณะตระกูล เดิมที ที่ดินแปลงดังกล่าว ปลูกทุเรียนมาก่อน แต่หลังๆ ผลผลิตไม่ดีนัก คุณวชิระ จึงหาพืชที่ให้ผลตอบแทนดี ดูแลรักษาไม่ยากนักมาปลูก จากการทดลองปลูกโน่นปลูกนี่อยู่หลายปี สุดท้ายมาลงตัวที่มะยงชิด โดยปลูกพันธุ์ทูลเกล้า นอกจากนี้ ยังมีมะปรางหวานพันธุ์แม่ระมาด

มะปราง…จะดูที่ต้นและใบ แล้วบอกว่าเป็นมะปรางยาก แต่ดูได้ที่ผล ส่วนใหญ่แล้วมะปราง ผลมีขนาดไม่ใหญ่ มะปรางบางต้นเมื่อผลเขียวอยู่ รสไม่เปรี้ยว เมื่อสุกรสหวาน เนื้อไม่กรอบ มะปรางบางต้นรสเปรี้ยวจัด มีเกษตรกรพยายามคัดเลือกพันธุ์มะปรางผลใหญ่ เพื่อตอบสนองผู้บริโภค ซึ่งก็พบบ้าง แต่ขนาดยังสู้มะยงชิดไม่ได้

พันธุ์มะปรางหวานแหล่งดั้งเดิมและรู้จักกันดี อยู่ตำบลท่าอิฐ อำเภอเมืองนนทบุรี

มะยงชิด…เป็นไม้ผลตระกูลมะปรางที่มาแรง และได้รับความสนใจจากผู้ปลูกและผู้บริโภคอย่างมาก เพราะผลมีขนาดใหญ่ มักจะเห็นเจ้าของสวน นำเสนอว่า มะยงชิดของตัวเองขนาดใหญ่ โดยถ่ายรูปคู่กับไข่ไก่ เคยมีผู้ทำสถิติไว้โดยนำผลผลิตมะยงชิดมาชั่งได้ 10-12 ผล หนัก 1 กิโลกรัม ขนาดเล็กใหญ่ นอกจากพันธุกรรมแล้ว หากปริมาณติดผลน้อย หรือบำรุงปุ๋ย ผลก็จะใหญ่ได้

คุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งของมะยงชิดนั้น เนื้อกรอบกว่ามะปราง รสชาติหวานอมเปรี้ยว ความเปรี้ยวพบมากที่เปลือก ดังนั้น เวลารับประทาน จึงนิยมปอกเปลือก

คุณวชิระ บอกว่า มะยงชิดทูลเกล้า ปลูกครั้งแรกเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ซื้อกิ่งพันธุ์มา ราคา 500 บาท เจ้าของบอกว่า ไม่สามารถปลูกทีเดียวได้ เพราะราคาสูง จึงปลูกครั้งแรกจำนวนไม่กี่ต้น จากนั้นได้ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นโดยวิธีทาบกิ่ง จนทุกวันนี้ มีมะยงชิดทูลเกล้าอยู่ทั้งหมด 300 ต้น

“มะยงชิดทูลเกล้า ออกดอกติดผลดก ออกดอกง่าย ผลขนาดใหญ่สุดเคยชั่งได้ 12 ผล ต่อกิโลกรัม ขนาดเท่าไข่ไก่ เนื้อกรอบ เมล็ดเล็ก เปอร์เซ็นต์เนื้อที่กินได้สูง” คุณวชิระ พูดถึงมะยงชิดทูลเกล้า

สำหรับมะปรางหวานพันธุ์แม่ระมาด เป็นมะปรางที่ออกดอกติดผลดีเช่นกัน ผลขนาดใหญ่ ทรงยาว รสชาติหวานสนิท เจ้าของปลูกไว้จำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีมะปรางพันธุ์พื้นเมือง ที่เก็บรวบรวมพันธุ์มาจากบริเวณใกล้เคียง ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้า ถึงช่วงมีผลผลิต มักถามหาอยู่เป็นประจำ

อย่างที่แนะนำไปแล้วว่า กิ่งพันธุ์ช่วงแรกๆ มีราคาแพง เจ้าของจึงเรียนรู้การขยายพันธุ์ ซึ่งพบว่า ใช้วิธีทาบกิ่งดีและเร็วที่สุด นอกจากขยายพันธุ์เพื่อปลูกแล้ว ส่วนหนึ่งเจ้าของยังเผยแพร่ให้กับผู้สนใจ มีคนจากแหล่งปลูกมะยงชิดขึ้นชื่อในปัจจุบันซื้อหาไปปลูกกันมาก เช่น พิจิตร สุโขทัย รวมทั้งอีสานและภาคเหนือ ผู้ที่ปลูกอยู่บริเวณใกล้เคียงก็ไปอุดหนุนคุณวชิระอย่างต่อเนื่อง

“มีนำไปปลูกที่อีสานและภาคเหนือได้ผลดี โดยเฉพาะผู้ที่มีระบบน้ำให้ ผลผลิตที่เขาได้ส่วนหนึ่งยังส่งกลับมาขายที่นครนายกเลย เพราะที่นี่เปรียบเหมือนตลาดกลางไปแล้ว” คุณวชิระ บอก

เจ้าของแนะนำว่า มะยงชิดเดิมเป็นไม้ป่า ต่อมาได้รับการเอาใจใส่ จึงกลายเป็นพืชสวน ดังนั้น เมื่อปลูกลงดินไปแล้ว ช่วงแล้งควรดูแลเรื่องน้ำ หากผู้ที่ปลูกเป็นการค้า พื้นที่ 5-10 ไร่ หรือมากกว่านี้ ควรมีระบบน้ำให้ เพราะช่วงแล้งมีโอกาสตาย หากไม่รดน้ำ

ช่วงที่ต้นยังไม่โตนัก คุณวชิระ ปลูกพืชตระกูลถั่ว เป็นการปรับปรุงบำรุงดิน รอบๆ โคนต้น เป็นที่ชัดเจนว่า ดินบริเวณโคนต้นดีขึ้น ต้นมะยงชิดเติบโตเร็วผิดปกติ สิ่งหนึ่งที่เจ้าของทำหลังจากปลูกคือ การเสริมรากให้กับมะยงชิด ในส่วนนี้ได้รับคำแนะนำว่า อย่าเสริมชิดเกินไป เพราะจะทำให้เบียดแน่นเมื่อต้นและรากที่เสริมโตขึ้น

การไว้ผล ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น หากทรงพุ่มใหญ่ก็เริ่มไว้ผลตั้งแต่ปีที่ 2 อาจจะได้ปีหนึ่งไม่มาก ผ่านปีที่ 5 ไปแล้ว จึงจะเก็บเกี่ยวได้เต็มที่

มะยงชิด จำนวน 300 ต้น ปีที่ดกๆ เจ้าของเก็บผลผลิตได้ถึง 10 ตัน สวนอื่นๆ ก็มีมากเช่นกัน ราคาขายจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 200 บาท แต่หากปีใดผลผลิตมีไม่มาก ราคาจะสูงขึ้น กิโลกรัมละ 300 บาท สำหรับมะยงชิดขนาดผลใหญ่

ปี 2560 สถานการณ์การติดผลไม่ดีนัก คุณวชิระ บอกว่า มะยงชิดจะออกดอกราวเดือนมกราคมต่อเดือนธันวาคม

หากปีใด อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส นานติดต่อกันราว 1 สัปดาห์ การออกดอกและติดผลของมะยงชิดจะดีมาก ผลผลิตจะมีชุดใหญ่ แต่หากปีใดหนาวๆ ร้อนๆ หมายถึง อากาศเย็น 2 วัน ร้อน 3 วัน เป็นอย่างนี้แล้ว จะทำให้มะยงชิดออกดอกติดผลไม่ดี แล้วก็มีหลายรุ่น

อย่าง ปี 2560 ได้ผลผลิตราว 1 ตัน เท่านั้น ทั้งๆ ที่เคยได้ 6-10 ตัน ในปีที่ผ่านๆ มา ซึ่งเกษตรกรชาวสวนมะยงชิดรายอื่นๆ ก็ประสบกับสถาณการณ์นี้เหมือนกัน

เจ้าของสวนแนะนำว่า หลังเก็บผลผลิตหมดเดือนเมษายน ต้องตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง ที่ผ่านมาบางปีตัดแต่งกิ่งให้ไม่มากนัก ปรากฏว่า มีเชื้อราที่ต้น มีสาเหตุมาจากเชื้อแอนแทรกโนส ดังนั้น เจ้าของฉีดพ่นสารเคมีกันราให้บ้าง ปีละครั้งสองครั้งก็สามารถป้องกันกำจัดได้ เรื่องของปุ๋ย หลังเก็บเกี่ยวและตัดแต่งกิ่ง เจ้าของเน้นปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เพื่อบำรุงต้นให้สมบูรณ์ ส่วนหนึ่งก็หมักปุ๋ยชีวภาพใช้เอง

ถึงแม้บางปี ผลผลิตมะยงชิดมีไม่มาก แต่ราคาขยับสูงขึ้น กิโลกรัมหนึ่ง 300 บาท เจ้าของจึงอยู่ได้ เรื่องของต้นทุนก็สำคัญ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก รวมทั้งปุ๋ยชีวภาพ ลดต้นทุนได้มากทีเดียว

กิ่งพันธุ์มะยงชิดทูลเกล้าและมะปรางหวานแม่ระมาด ที่ทำอย่างมีคุณภาพ ก็สร้างงานทำเงินให้กับสวนแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง

ถามแทนผู้อ่านว่า ปลูกอย่างไร จึงจะทำให้มะยงชิดรอดตาย

“ต้องดูแลเรื่องน้ำ ควรสม่ำเสมอ ไม่ต้องมากเกินไป ผมนี่ 3 ปีแรกดูแลเหมือนลูก พอผ่าน 3 ปีไปแล้ว ดูแลง่ายมาก ศัตรูของเขามีน้อย ที่พบคือ แอนแทรกโนสเท่านั้นเอง ใบของมะยงชิดจะเขียวทั้งปี ทำต้นเตรียมต้นให้ออกดอกติดผลง่ายมาก แต่ก็อย่างว่า ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ คนที่จะปลูกมะยงชิดต้นสองต้น รอบๆ บ้านทำได้ สวยด้วย ให้ร่มเงา พอหน้าหนาวต่อหน้าร้อนก็มีผลผลิตให้ชิม ใครจะปลูกเป็นการค้าหากมีพื้นที่มากก็ทำได้ ดูราคาสิ 200-300 มาตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ปลูกกันมานาน ทุกวันนี้ก็ยังเท่าเดิม ปีที่มีน้อยราคายิ่งสูงขึ้น” คุณวชิระ บอก

ปลูกมะยงชิดมา 25 ปี ถือว่าคุณวชิระเป็นเกษตรกรที่มีองค์ความรู้ พบอุปสรรคและการแก้ไขมาหลายรูปแบบ จึงเป็นเกษตรกรผู้รู้ และมีคุณค่าอย่างยิ่ง

ในวัย 71 ปี ถึงแม้ร่างกายบางส่วนโดยเฉพาะที่ขาไม่ดีนัก แต่เจ้าตัวยังขับรถเข้าสวน ตัดแต่งกิ่ง ดูโน่นทำนี่ไม่ได้หยุด ด้วยเหตุนี้ เวลาพูดคุยด้วย จึงมีข้อมูลใหม่ๆ ให้ทราบอยู่เสมอ

สวนละอองฟ้า 2 ไปไม่ยาก จากนครนายกไปทางน้ำตกสาลิกา 11 กิโลเมตร สวนอยู่ตรงสามแยก

ผู้สนใจปลูก สอบถามได้ตามที่อยู่ หรือโทรศัพท์ 081-481-4287 หรือ 089-699-3083 เบอร์หลังนี่เป็นลูกของคุณวชิระ ทุกวันนี้ ค่าครองชีพสูงเป็นเงาตามตัว คนวัยเกษียณ หรือมนุษย์เงินเดือนที่มีภาระดูแลครอบครัว หลายรายอาจแบกรับต้นทุนค่าครองชีพไม่ไหว ต้องมองหาช่องทางเพิ่มรายได้ หรืออาชีพเสริม หากใครมีพื้นที่ว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ อยากชวนมาปลูกกล้วยน้ำว้ายักษ์ ซึ่งเป็นสินค้าขายดีเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปีแล้ว ยังเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามินซี โปรตีน แคลเซียม และโพแทสเซียม ที่ดีต่อสุขภาพร่างกายทุกเพศทุกวัย

กล้วยน้ำว้ายักษ์ของแท้ ดั้งเดิม 100% ต้องมาจาก ไร่พัชชา อาจารย์พัชนี ตุษยะเดช ที่การันตีคุณภาพ “กล้วยหวีใหญ่ยักษ์สะใจ” อาจารย์พัชนี ตุษยะเดช เป็น 1 ใน 10 โหราศาสตร์หญิงยอดนิยมของประเทศไทย และผู้เชี่ยวชาญด้านลายมือ ที่ใช้เวลาในยามว่างไปทำการเกษตร ปลูกกล้วยน้ำว้า ในชื่อ “ไร่พัชชา” ตำบลหนองปรือ อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี

กล้วยน้ำว้ายักษ์ ไร่พัชชา 1 หวี มีน้ำหนักประมาณ 4-5 กิโลกรัม เฉลี่ย 1 ผล มีขนาดความยาว 6 นิ้ว ขนาดรอบผล 7-8 นิ้ว น้ำหนักผลละ 3-4 ขีด หรือ 3 ผล น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ราคาขายหน้าสวน สูงถึงหวีละ 30-35 บาท

กล้วยน้ำว้ายักษ์ไร่พัชชา เป็นกล้วยน้ำว้าพันธุ์ไส้ขาว เปลือกบาง เนื้อแน่น ทนแล้ง และมีรสชาติหวานหอมอร่อยกว่ากล้วยมะลิอ่องทั่วไป เนื้อฟูนุ่ม เหมาะสำหรับนำไปดัดแปลงเป็นของหวานได้หลากหลายเมนู เช่น กล้วยเชื่อม กล้วยบวชชี กล้วยแขก ฯลฯ

พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกกล้วย 60 ต้น ใช้เวลาปลูกดูแล 14-15 เดือน ก็เก็บผลผลิตออกขายได้ กล้วยน้ำว้ายักษ์ 1 ต้น ให้ผลผลิต 1 เครือ เครือละ 13 หวี ขายในราคาเริ่มต้นที่หวีละ 30 บาท หลังจากนั้นต้นกล้วยจะทยอยให้ผลผลิต 2-3 เดือน/ครั้ง

ควรตัดแต่งใบกล้วยเมื่อต้นกล้วยเริ่มโตจนถึงเก็บเกี่ยว โดยเลือกใบแก่ และใบที่เป็นโรคออก ตัดให้เหลือประมาณ 7-12 ใบ เพื่อป้องกันต้นกล้วยโค่นช่วงออกปลี เพื่อใช้ใบปรุงอาหาร และเพิ่มความเจริญเติบของผลกล้วย

กล้วยน้ำว้ายักษ์ หากดูแลบำรุงเต็มที่ 1 กอ ปลูกไว้หน่อละ 3 ต้น จะได้ผลผลิตเครือใหญ่ยักษ์อลังการ ให้ผลผลิตเครือละ 7 หวี น้ำหนักเฉลี่ยหวีละ 5-7 กิโลกรัม ซึ่งเป็นกล้วยน้ำว้าเกรดพรีเมียร์ เหมาะสำหรับขึ้นหิ้ง ไหว้พระบูชาเทพยดา ที่สำคัญขายได้ราคาสูง หวีละร้อยกว่าบาท

หากเลี้ยงหน่อกอละ 15 ต้น จะได้กล้วยน้ำว้าหวีใหญ่ เหมาะสำหรับใช้ทำขนม หากดินดี สามารถเลี้ยงหน่อกอละ 20 ต้น ได้กล้วยหวีใหญ่กว่ากล้วยมะลิอ่องทั่วไปแน่นอน ทุกวันนี้ไร่พัชชาของอาจารย์พัชนี ปลูกกล้วยน้ำว้ายักษ์กอใหญ่มากกว่า 10 ต้น โดยไม่ต้องใช้ไม้ค้ำยันต้นเลย เพราะลำต้นกล้วยน้ำว้ายักษ์จะคานกันเอง รากยึดเกาะกันแน่น เจอลมพัดแรงก็ไม่ต้องห่วงว่าต้นกล้วยจะล้ม

จุดเด่น กล้วยน้ำว้ายักษ์

กล้วยน้ำว้ายักษ์ มีลักษณะเด่นด้านกายภาพที่ดีกว่ากล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง เนื่องจากพบว่า กล้วยน้ำว้ายักษ์ มีโคลมาโซน N 4 ชุด ขณะที่กล้วยน้ำว้ามะลิอ่องมี โคลมาโซน N 3 ชุด

“ดังนั้น กล้วยน้ำว้ามะลิอ่องจึงสู้กล้วยน้ำว้ายักษ์ไม่ได้ในเรื่องขนาดหวีใหญ่ แม้คุณภาพเนื้อกล้วยใกล้เคียงกัน แต่กล้วยน้ำว้ายักษ์ มีเนื้อเหนียวหนึบและมีรสชาติความหวานมากกว่า ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ตรวจสอบและรับรองโดยห้องปฏิบัติการกลาง ประเทศไทย จำกัด (Central Lab) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนั้น หากใครคิดจะสร้างแบรนด์กล้วยแปรรูป แนะนำให้ใช้กล้วยน้ำว้ายักษ์เป็นวัตถุดิบป้อนโรงงาน เพราะให้ผลผลิตจำนวนมาก และตอบโจทย์ตลาดได้ดีกว่า” อาจารย์พัชนี กล่าว

ส่วนใบตองกล้วยน้ำว้ายักษ์ มีขนาดใหญ่และใบหนา เหมือนใบตองกล้วยตานี แต่ใบตองกล้วยน้ำว้ายักษ์มีสีเขียวอ่อนกว่าเล็กน้อย ใบตองกล้วยน้ำว้ายักษ์ตัดออกขายได้ โดยนำไปใช้ประดับตกแต่งจานอาหารคาวหวาน ใช้ห่อขนม หรือใช้ในงานประดิษฐ์ต่างๆ ได้เช่นเดียวกับใบตองกล้วยตานี เช่น งานบายศรี ทำกระทง ฯลฯ

ส่วนปลีกล้วยน้ำว้ายักษ์มีขนาดใหญ่ น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 3-5 กิโลกรัม ต่อหัว เรียกว่ามีขนาดใหญ่กว่าขวดน้ำอัดลม 1.5 ลิตรเสียอีก โดยทั่วไปเกษตรกรสามารถขายหัวปลีหน้าสวนในราคาหัวละ 5 บาท แต่หัวปลีกล้วยน้ำว้ายักษ์ขายส่งได้ราคาสูง หัวละ 10-15 บาท เป็นที่นิยมของลูกค้า เพราะนำไปทำอาหารเมนูต้มยำ ทำแกงต่างๆ ได้เนื้อหัวปลีจำนวนมาก แล้วยังมีรสชาติอร่อยอีกต่างหาก

แนะปลูกกล้วย เป็นรายได้เสริม

ทุกวันนี้ อาจารย์พัชนี วัย 72 ปี มีธุรกิจมากมาย แต่แบ่งเวลาว่างมาปลูกดูแลกล้วยน้ำว้ายักษ์เป็นรายได้เสริมได้อย่างสบายๆ เพราะกล้วยน้ำว้า เพราะเป็นไม้ผลที่ปลูกดูแลง่าย ใช้แรงงานน้อย

“อาชีพเสริมที่ดีที่สุดในปัจจุบันต้องประกอบด้วย 5 ปัจจัย คือ ไม่ใช้ทุน ไม่ใช้เวลา ไม่ใช้แรง ไม่ยุ่งยาก ตลาดหาง่าย ซึ่งอาชีพปลูกกล้วยน้ำว้ายักษ์ตอบโจทย์นี้ได้อย่างดี จึงขอเชิญชวนผู้สนใจทำเกษตรหลังเกษียณ หรือคนไทยหัวใจเกษตร ที่ยังมีพื้นที่ว่างให้ลองปลูกกล้วยยักษ์เป็นไม้ผลทางเลือก เริ่มต้นปลูก 1 ไร่ ใช้เงินลงทุนซื้อกล้าพันธุ์กล้วยจากวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จากนั้นเตรียมแปลงปลูกโดยขุดหลุมลึก 50 เซนติเมตร หลังปลูก 3 วัน รดน้ำสัก 1 ครั้ง ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอบำรุงต้นทุกๆ 20 วัน เสริมด้วยปุ๋ยทางใบ ปลูกดูแล 14 เดือน สามารถเก็บผลผลิตออกขายเฉลี่ยต้นละ 300 บาท” อาจารย์พัชนี กล่าวในที่สุด

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ปัจจุบัน กัญชากำลังมาแรง ผมอยากทราบว่า ในกัญชานั้นมีสารอะไร ที่บอกว่า สามารถรักษาได้สารพัดโรค แล้วกัญชาต่างกับกัญชงอย่างไร และพืชอีกชนิดหนึ่งคือ กัญชาแมว เป็นพืชชนิดเดียวกันหรือไม่อย่างไร คำถามของผมอาจจะเชย แต่คำตอบก็เป็นประโยชน์กับตัวผมเองและผู้อ่านท่านอื่นๆ อีกด้วย ผมจึงขอรบกวนคุณหมอให้ข้อมูลรายละเอียดของพืชทั้งสามชนิดดังกล่าว ผมขอขอบคุณ หมอเกษตร มาในโอกาสนี้

ปัจจุบัน ในบ้านเรามีการกล่าวขวัญถึงกัญชากันอย่างกว้างขวางและเกือบทุกวงการ กัญชา (Cannabis หรือ Marijuana ก็เรียกกัน) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L.subsp.indica มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปเอเชีย ตั้งแต่ไซบีเรีย แถบเปอร์เซีย และทางตอนเหนือของอินเดีย ต่อมามีผู้นำมาปลูกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงอินโดนีเซีย และหมู่เกาะแปซิฟิก

กัญชา มีลำต้นสูง 90-150 เซนติเมตร ใบแหลมเป็นแฉก ลึกเข้าไปในก้านใบ คล้ายมือมนุษย์ที่แบออก มี 5-7 แฉก แต่ละแฉก กว้าง 0.3-1.5 เซนติเมตร และยาว 6-10 เซนติเมตร ขอบใบเป็นจักรแบบฟันเลื่อย ลำต้นเป็นต้นเดี่ยวไม่แตกสาขา เป็นประเภทไม้ล้มลุก แต่มีอายุข้ามปี ต้นเพศผู้กับเพศเมียแยกกันอยู่คนละต้น ดอกมีสีเขียว ดอกเพศผู้ออกตามข้อ ส่วนดอกเพศเมียจะออกที่ปลายยอด

สารสำคัญที่พบในกัญชาคือ แทงบอล SBOBET สารแคนนาบินอยล์ (Cannabinoids) ประกอบด้วย สารเตตร้าไฮโดร แคนนาบินอยล์ (Tetrahydro Cannabionol : THC) พบมากที่ช่อดอกเพศเมีย มีสรรพคุณช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการได้รับเคมีบำบัด ลดอาการปวด รักษาโรคลมชัก ช่วยผ่อนคลาย แต่หากเสพเข้าไปในปริมาณมากจะทำให้เกิดอาการประสาทหลอน เห็นภาพลวงตา หูแว่ว ควบคุมตัวเองไม่ได้ และสารสำคัญอีกชนิดหนึ่ง สารแคนนาบินอล (Cannabinol : CBD) มีคุณสมบัติในการช่วยลดอาการเจ็บปวด ลดการอักเสบของแผล ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

กัญชง (Hemp) มีรูปร่างลักษณะคล้ายกับกัญชา แต่เนื่องจากมีสารสำคัญ ทั้ง THC และ CBD ต่ำมาก จึงไม่ได้จัดอยู่ในประเภทยาเสพติด ทั้งนี้ ลักษณะคือมีเส้นใยคุณภาพดีนำมาใช้ในการถักทอได้ดีมาก กัญชง เป็นพืชล้มลุกอายุข้ามปี มีความสูง 1-6 เมตร รูปร่างคล้ายกัญชา แต่มีข้อแตกต่างที่ชัดเจนคือ ขอข้อ หรือชั้นของกิ่งสูงชะลูดกว่ากัญชา กัญชงมีใบเหมือนกัญชา แต่มีสีเขียวซีดกว่า

ส่วนที่เหมือนกันคือ ต้นเพศผู้กับต้นเพศเมียแยกกันอยู่คนละต้น และเมล็ดแก่เต็มที่มีขนาดเล็ก และรูปร่างกลมรีเหมือนกัน และ กัญชาแมว (Catnip) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nepeta cataria จัดอยู่ในประเภทมินท์ หรือสะระแหน่ ต้นเดี่ยวสูงเฉลี่ยประมาณ 1 เมตร พบเห็นขึ้นอยู่ตามที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป มีสารออกฤทธิ์ ชื่อว่า Nepetalactone

ผลของสารชนิดนี้ช่วยให้แมวแสดงอาการร่าเริง แต่ในทางตรงข้ามในสุนัขกลับทำหน้าที่คล้ายยานอนหลับ ส่วนที่แมวชอบกัดกินคือส่วนราก ส่วนสรรพคุณทางยาสำหรับมนุษย์ ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้นและช่วยลดอาการไข้ได้ดี รูปร่างหน้าตาของกัญชาแมว เป็นประเภทใบเดี่ยว ทรงพัด กลมรี กว้างและยาว 5-6 เซนติเมตร ก้านใบยาวเท่ากัน ที่ 5-6 เซนติเมตร ออกเวียนรอบต้นเดี่ยวไม่มีแตกแขนง ออกดอกสีเขียว เป็นช่อรูปแบบเหมือนลูกชิ้นที่อยู่ในไม้เสียบทิ้งระยะห่างๆ แต่มีรูปร่างเหมือนขันเล็กๆ คว่ำลงแทนลูกชิ้น ในหนึ่งช่อจะมีดอกเพศเมีย 10-14 ดอก ส่วนเกสรเพศผู้จะอยู่ปลายสุดของช่อ

ปัจจุบัน มีผู้ผลิตเมล็ดและต้นกล้าจำหน่ายในราคาค่อนข้างแพง คอยจับตาดูครับว่า อนาคตอาจมีภาคประชาสังคมหันมาให้ความสนใจมากขึ้นก็เป็นได้