ในส่วนของหน่อที่เกษตรกรควรเลือกเก็บไว้ในกอ

อาจารย์กัลยาณีแนะนำให้เลือก หน่อใบดาบ หรือดูที่โคนต้น ให้เลือกต้นที่โคนใหญ่ๆ ซึ่งแสดงว่ามีอาหารสะสมมาก สมบูรณ์มาก จะเป็นต้นที่ให้เครือใหญ่

“แต่ถ้าเป็นต้นที่ใบใหญ่และมีลักษณะลำต้นเรียวเล็ก หรือถึงแม้ว่าจะเป็นต้นที่เป็นใบดาบ แต่โคนเล็กก็อย่าไปเอา ให้ปาดทิ้งไปเลย นอกจากนี้ หน่อที่จะไว้ควรเป็นหน่อที่ไกลจากต้นแม่หน่อย ประเภทขึ้นติดโคนต้นแม่อย่าไปเอา สาเหตุเพราะต้นกล้วยจริงๆ คือเหง้า หน่อที่แตกมาจากต้นแม่จะเป็นหน่อที่แตกมาจากเหง้า ซึ่งค่อนข้างจะลอยตามต้นแม่ แต่ถ้าเป็นหน่อที่ไกลจากต้นแม่คือ เหง้าที่มุดดินไปแตกใหม่ มีความแข็งแรงเหมือนกับต้นที่ปลูกใหม่ โคนจะลอยช้า”

พร้อมกันนี้ อาจารย์กัลยาณียังได้ให้คำอธิบายต่อไปถึงข้อแนะนำที่ให้ใช้วิธีการปาดหน่อออกแทนที่จะขุดหน่อทิ้งว่า ด้วยการขุดหน่อนั้นจะเป็นการเสียทั้งเวลาและแรงงาน แต่การปาดหน่อ เดือนละ 1 ครั้ง จะเป็นวิธีการที่ช่วยประหยัดทั้งเวลาและแรงงาน

“แต่ถ้าต้องการเอาหน่อที่ไม่ต้องการนั้น ขุดขายสามารถทำได้ แต่มีข้อแม้ว่า ต้องดูต้นแม่ตกเครือหรือไม่ ถ้าตกเครือไม่ให้ขุดหน่อขาย เพราะจะมีผลกระทบต่อขนาดของลูกกล้วย ถ้าขุดหน่อจะทำให้ลูกกล้วยไม่ใหญ่ มีลักษณะแคระแกร็น ถ้าจะขุดหน่อจำหน่ายให้ขุดเมื่อเครือกล้วยจากต้นแม่แก่พร้อมเก็บเกี่ยวหรือเก็บเกี่ยวเครือกล้วยจากต้นแม่แล้ว และต้นต่อไปยังไม่ตกเครือ เป็นจังหวะที่สามารถขุดหน่อจำหน่ายได้”

เทคนิคปลูกกล้วยน้ำว้าเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้ได้ผลดี
สำหรับต้นกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ซึ่งมาจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ปัจจุบันสถานีวิจัยปากช่อง ได้ผลิตจำหน่าย ซึ่งเกษตรกรที่นำต้นพันธุ์ของสถานีไปปลูกนั้น อาจารย์กัลยาณีบอกว่า มีเทคนิคที่ต้องใส่ใจ ดังนี้

หนึ่ง คัดเลือกต้นพันธุ์ที่มีขนาดความสูง 15 เซนติเมตรขึ้นไป หรือมีเส้นรอบวงต้นมากกว่า 3.5 เซนติเมตร หากต้นเล็กกว่านี้จะพบปัญหาเรื่องการดูแล และอัตราการตายสูง

สอง เตรียมแปลงปลูก ระยะ 3×3 หรือ 4×4 เมตร ขนาดหลุมปลูก 50x50x50 เซนติเมตร เพื่อให้ระบบรากเดินดี ขึ้นโคนช้า ระยะปลูกขึ้นอยู่กับการดูแล ถ้าดูแลดี กอกล้วยใหญ่ ควรปลูกระยะ 4×4 เมตร 1 กอ ควรใว้เพียง 4 ต้นเท่านั้น

สาม คลุกเคล้าปุ๋ยคอกผสมดินประมาณหลุมละ 2 กิโลกรัม รองก้นหลุมขึ้นมาประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วจึงปลูกต้นกล้วยและกลบบริเวณโคนต้นให้แน่น ทำแอ่งดินรอบต้นเพื่อเก็บน้ำรักษาความชื้นของดิน และควรรองก้นหลุมด้วยฟูราดานป้องกันหนอนกอกล้วยประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อหลุม

สี่ ปลูกเสร็จให้น้ำตามทันทีให้ชุ่มชื้นพอเพียง ไม่เช่นนั้นต้นจะเหี่ยวเฉา ใบแห้งและยุบตัว บางต้นตาย บางต้นแตกต้นใหม่ขึ้นแทนทำให้อายุต้นไม่สม่ำเสมอกัน

ห้า ในระยะเดือนแรกต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ และดินต้องชุ่มชื้นเพียงพอ เป็นเดือนที่ต้องเอาใจใส่อย่างมาก หากเป็นการให้น้ำแบบฝอยหรือมินิสปริงเกลอร์ จะทำให้ต้นตั้งตัวได้เร็ว สามารถสร้างใบและลำต้นใหม่ได้ดี โอกาสรอดสูงกว่าการลากสายยางรดน้ำ และเริ่มให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ประมาณ 100-150 กรัม ต่อต้น หลังปลูกได้ 1 เดือน และเดือนที่ 2 ส่วนเดือนที่ 3 ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแทน

หก เดือนที่ 2 และ 3 ต้นกล้วยจะมีต้นและใบใหม่ทั้งหมด ปัญหาคือหญ้าขึ้นคลุมต้น ต้องถากหญ้าบริเวณโคนต้น และฉีดยาฆ่าหญ้าพาราควอต ระหว่างแถว ต้องระวังอย่าให้ละอองยาโดนต้นกล้วย จะทำให้ต้นชะงักและตายได้

เจ็ด เดือนที่ 4 การเจริญเติบโตเร็วมาก ทั้งความสูงและรอบวงต้นใกล้เคียงปลูกจากหน่อพันธุ์ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดต้นปลูกเริ่มแรก ถ้าสูง 15 เซนติเมตร ขึ้นไป จะโตทันกัน ถือว่าเดือนนี้เป็นเดือนที่ต้นรอดตายทั้งหมด การดูแลทำเช่นเดียวกับการปลูกด้วยหน่อ โดยให้ปุ๋ย 15-15-15 หรือ 16-16-16 ประมาณ 100-150 กรัม ต่อต้นในเดือนที่ 4 และ 5 ส่วนเดือนที่ 6 ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแทนและงดใส่ปุ๋ยจนกว่าจะแทงปลี ถึงจะใส่ปุ๋ยเคมีอีกครั้ง จนกระทั่งหลังเก็บเกี่ยวถึงจะเริ่มให้ปุ๋ยในรอบใหม่

แปด เดือนที่ 6 หรือ 7 กล้วยเริ่มแทงหน่อ และสะสมอาหารเพื่อการตกเครือ

เก้า เดือนที่ 9 กล้วยเริ่มแทงปลี การแทงปลีหรือตกเครือจะเร็วหรือช้ากว่าหน่อพันธุ์ ขึ้นอยู่กับขนาดลำต้นปลูกเริ่มแรกและการดูแลรักษา หากต้นพันธุ์ที่มีขนาดความสูง 15 เซนติเมตรขึ้นไป หรือมีเส้นรอบวงต้นมากกว่า 4 เซนติเมตร การตกเครือใกล้เคียงกับหน่อพันธุ์ ขนาด 1 เมตร หากต้นมีขนาดใหญ่กว่านี้ การตกเครือจะเร็วกว่าหน่อพันธุ์ และหากเล็กกว่านี้การตกเครือจะช้ากว่าหน่อพันธุ์ อายุเครือกล้วยจากการแทงปลีจนกระทั่งเก็บเกี่ยวมีอายุประมาณ 4 เดือน เท่ากับหน่อพันธุ์กล้วยน้ำว้าทั่วไป

“กะเพรา” ถือเป็นผักสวนครัวที่ปลูกง่าย ใครพอมีพื้นที่สักนิด หรือแค่ที่วางกระถางต้นไม้เล็กๆ สักหน่อย แค่หว่านเมล็ด รดน้ำก็ปลูกขึ้นแล้ว แต่ถ้าใครกินบ่อยก็อาจจะแตกยอดไม่ทันใจนัก เรามีเทคนิคให้ต้นกะเพราแตกใบเยอะๆ มาฝากกัน เป็นเคล็ดลับที่ไม่ลับของชาวสวนกะเพรา ผู้เด็ดใบขายมานับไม่ถ้วน!

โดยวิธีนั้นง่ายมากคือ ทุกๆ เช้าให้เด็ดยอดอ่อนของใบกะเพราทุกวัน (ยอดที่เป็นดอก) อย่าให้ออกดอกได้ เพราะเจ้าดอกกะเพรา คือ การขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของมัน ถ้าเราคอยเด็ดดอกออก ต้นกะเพราก็จะเข้าใจว่าไม่สามารถขยายพันธุ์ต่อได้ ทำให้ต้องรีบแตกหน่อ ออกดอก ออกใบให้เยอะขึ้น เป็นการแกล้งให้กะเพราเข้าใจผิด (คงเข้าใจผิดว่าจะสูญพันธุ์ต้องรีบ ออกดอก ออกลูก มาเพิ่ม)

“กะเพรา” เป็นทั้งอาหารและยาชั้นเลิศใช้ทางการแพทย์อายุรเวทมายาวนานกว่า 5 พันปี ในภาษาฮินดี เรียกว่า Tulsi หมายความว่า ไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบได้ กะเพรา มี 2 สายพันธุ์คือ กะเพราขาว และกะเพราแดง ประโยชน์ของกะเพราต่อร่างกายมีมากมาย ดังนี้

ด้านสมอง-อารมณ์ พบว่าช่วยลดความวิตกกังวล ความเครียดและอาการซึมเศร้าได้ ซึ่งลดความเครียด ปรับสมดุลธาตุในร่างกายและจิตใจ

ด้านการมองเห็น พบว่า สารสกัดด้วยน้ำจากกะเพราแดง การลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจกได้อีกทางหนึ่ง และมีการมองเห็นที่ดีขึ้น กะเพราแดงมีสารที่สำคัญต่อการมองเห็น ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ เบต้าแคโรทีน ลูทีน และซีแซนทีน นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดได้ด้วย

ด้านระบบเมตาบอลิซึม (น้ำตาลในเลือด/ไขมันในเลือด) ชาวอินเดียและชาวปากีสถานใช้กะเพราทั้งแบบต้มน้ำกินและแบบผงเพื่อรักษาเบาหวาน หรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ด้านระบบทางเดินหายใจ ใบกะเพรามีเอกลักษณ์ด้านกลิ่นและรส คือ กลิ่นฉุนรสออกเผ็ดร้อน ส่งผลดีต่อระบบทางเดินหายใจ ตำรายาไทยระบุว่ากะเพราช่วยขับเสมหะ ขับเหงื่อ แก้ไข้ และมีการศึกษาในคนไข้หอบหืดยืนยันว่า กะเพราทำให้ปอดมีการทำงานดีขึ้น การหายใจสะดวกขึ้น และยังมีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรงขึ้นได้อีกด้วย

ด้านระบบทางเดินอาหาร ตำรายาไทยใช้ใบและยอดกระเพราเป็นยาบำรุงธาตุ ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม แก้ปวดท้อง แก้อาการจุกเสียดในท้อง ทำให้เรอ แก้ท้องร่วง แก้คลื่นไส้อาเจียน

ผลไม้ไทยปีนี้ไม่มีอะไรฮิตติดลมบนเท่าทุเรียนอีกแล้ว ตั้งแต่เกิดมามีชีวิตอยู่หลายสิบปีไม่เคยปีไหนกินทุเรียนแพงเป็นพิเศษเท่ากับปีนี้ สงสารแต่ชาวสวนมังคุดกับลองกอง ปีนี้ท่าจะไปไม่ค่อยรอด ผู้เขียนลงใต้ในช่วงเดือนที่ผ่านมาชาวสวนลองกองโอดโอยกันบอกไม่ไหว ลองกองขายคาสวนได้แค่กิโลกรัมละ 10 บาท ค่าขึ้นก็กิโลละ 3 บาท แล้วจะเหลือให้ชาวสวนได้ 7 บาท ไม่พอค่าปุ๋ย ค่าแรง

ชาวสวนกล้วยไม่ต้องพูดถึง ราคาไม่ได้เรื่องมาตั้งแต่ปี 60 ผู้เขียนได้เตือนเรื่องนี้กับเพื่อนชาวสวนไว้ เพราะก่อนหน้านั้นสวนกล้วยบอกว่าจากปกติขายหน่อปีละจำนวนหมื่น ปีนั้นจำหน่ายหน่อไปเกือบสองแสนหน่อ กล้วยน้ำว้าตายสนิทเห็นได้จากทุกแผงมีกล้วยสุกติดแผงตลอด ซึ่งก่อนหน้านี้กล้วยราคาแพงไม่ทันเหลืองก็ถูกซื้อไปก่อนแล้ว ผู้เขียนจึงเลี่ยงไปปลูกกล้วยไข่กับกล้วยเล็บมือนางก็ไม่วายโดนอานิสงส์ไปด้วย เพราะความเป็นกล้วยเหมือนกัน

กลับมาที่ทุเรียนด้วยราคาทุเรียนที่แพงในปีก่อนและปีนี้แพงขึ้นอีกเพราะ แจ็ค หม่า สั่งออเดอร์มาล่วงหน้าจำนวนมาก ชาวสวนยางภาคใต้เมื่อโค่นยางแล้วมักจะปลูกทุเรียนสารพัดสายพันธุ์ ประกอบกับได้ข่าวว่าแถบประเทศเพื่อนบ้าน จีนมาระดมปลูกกันขนานใหญ่ แต่ผลจะออกอีก 5-6 ปี ตอนนั้น ไม่รู้ราคาทุเรียนจะเป็นอย่างไร ค้ากับจีนต้องระมัดระวังกว่าค้ากับชาติอื่น ดูตัวอย่างยางพาราปะไร ขึ้นถึงกิโลกรัมละร้อยกว่าบาท พวกลดการซื้อเสียเฉยๆ เพราะผลผลิตที่ตัวเองมาปลูกไว้ที่ลาวออกมา ปัจจุบัน เหลือ 3-4 โลร้อย ทำเอาน้ำตาซึมกันไปทุกหัวระแหง บวกกับผู้นำบอกให้ไปขายดาวอังคารเลยซีดกันไปอีก

หลายปีให้หลังมานี้เรามีทุเรียนพันธุ์ใหม่ๆ ที่รสชาติถูกอกถูกใจคอทุเรียน เช่น สาลิกา ทุเรียนพื้นเมืองที่จังหวัดพังงา ทุเรียนหลิน-หลงลับแล ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ทุเรียนมูซังคิง ทุเรียนโอวฉี่ (หนามดำ) ของมาเลเซีย และทุเรียนที่พบใหม่ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ที่เราจะนำมาเสนอวันนี้

ปลูกพืชไม่ได้หวังผล
คุณเกียมฟุย แซ่ชิน หรือ คุณแฮปปี้ เจ้าของสวนแฮปปี้ แห่งบ้านน้ำพุร้อน ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เล่าให้ฟังว่า “เมื่อ 50-60 ปีก่อน แม่ได้ปลูกทุเรียนด้วยเมล็ด เหมือนคนสมัยก่อนที่กินผลไม้อะไรอร่อยก็จะนำเมล็ดมาปลูก สันนิษฐานว่าเป็นเมล็ดของทุเรียนก้านยาว ต้นที่ว่านี้อยู่ในแปลงทุเรียนก้านยาว ผมเห็นว่ากินอร่อยจึงทำการทาบกิ่งมาปลูกไว้หลายต้น แต่ไม่ได้เอาใจใส่นัก

ต่อมาต้นดั้งเดิมมันตาย ยังคงเหลือต้นที่ทาบกิ่งไว้มาปลูกได้ไม่กี่ต้น แต่ก็ทยอยตายเนื่องจากไม่ได้เอาใจใส่จนเหลือต้นแม่พันธุ์เพียงต้นเดียว เพราะในสวนของผมมีทั้งทุเรียนก้านยาว หมอนทอง พวงมณี ชะนี อีกทั้งยางพาราที่ต้องดูแล ทุเรียนพันธุ์อะไรก็ขายส่งได้ในราคา 40 บาทเหมือนกันหมด”

ชาวมาเลย์ตามหา
ทุกๆ ปีทางสวนก็ตัดทุเรียนที่สวนขายให้กับร้านค้าหน้าตลาดบ่อน้ำร้อน มีผู้ซื้อจากมาเลย์ซื้อไปกินจากที่ร้าน ติดใจในรสชาติ ทำให้ปีต่อมาชาวมาเลย์ได้กลับมาซื้ออีกครั้งที่ร้านเก่าและตามหาสวนทุเรียนด้วยความยากลำบาก เพราะบริเวณนั้นมีทุเรียนกันแทบจะทุกสวน จนกระทั่งปีต่อมา จึงมาสอบถามที่สวนคุณแฮปปี้ พร้อมกับอธิบายลักษณะของผลและรสชาติทุเรียน ทำให้คุณแฮปปี้นึกไปถึงต้นนี้ทันที จึงเอามาให้ทดลองชิม ปรากฏว่าเป็นต้นนี้จริงๆ ที่ชาวมาเลย์ติดใจ

เมื่อคุณแฮปปี้ทราบว่าทุเรียนต้นนี้เป็นทุเรียนที่มีรสชาติดี จนกระทั่งชาวมาเลย์มาตามหาถึงสวนก็เลยทำต้นพันธุ์ไว้ปลูกในสวนประมาณ 300 ต้น เมื่อ 3 ปีก่อนจนกระทั่งปัจจุบันต้นเจริญเติบโตได้พอสมควร แล้วจึงขยายพันธุ์ไว้จำหน่ายในปัจจุบัน จากสวนร้อยกว่าไร่ที่ปลูกทั้งทุเรียนและผลไม้อื่นรวมถึงยางพารา แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เหลือต้นทุเรียนยาวลิ้นจี่ที่ให้ผลผลิตได้เพียงต้นเดียว ซึ่งให้ผลผลิตปีนี้ 72 ผล ผมมีโอกาสได้ชิมเพียงแค่ไม่มาก แต่ขอบอกว่าเป็นทุเรียนที่มีรสชาติอร่อยมาก ถือเป็นทุเรียนชั้นแนวหน้า ซึ่งผมได้จองผ่านเรื่องในฉบับนี้ไว้เลยสำหรับปีหน้า 2 ลูก

มูลเหตุของชื่อ ยาวลิ้นจี่
ตามข้อสันนิฐานของคุณแฮปปี้ว่า ทุเรียนยาวลิ้นจี่นี้น่าจะกลายพันธุ์มาจากทุเรียนพันธุ์ก้านยาว ลักษณะของผลทุเรียนยาวลิ้นจี่ตอนขนาดเท่ากำปั้นจะมีลักษณะเหมือนผลลิ้นจี่จึงเป็นที่มีของชื่อ ยาวลิ้นจี่ ผลที่สมบูรณ์จะมีน้ำหนักประมาณ 3.5-4.5 กิโลกรัม และมี 5 พู แต่ที่ไม่สมบูรณ์จะมีแค่ 4 พู ก้านปลิงจะยาวในตอนแรกแต่เมื่อใกล้สุกก้านผลจะสั้นไม่เหมือนก้านยาว หนามของก้านยาวจะอูมๆ และทู่ ส่วนหนามของผลยาวลิ้นจี่จะแหลมคล้ายทรงพีระมิด ที่ก้นผลจะยุบเมื่อใกล้สุก ใบของทุเรียนยาวลิ้นจี่จะเรียวยาวไม่กว้าง ปลายใบแหลม

สำหรับรสชาติของทุเรียนพันธุ์ยาวลิ้นจี่ ซึ่งปีนี้มีแค่ 72 ผล ส่วนใหญ่ได้ส่งไปประเทศมาเลเซีย คนไทยได้ชิมไม่มากนัก ผมมีโอกาสได้ชิมจากเพื่อนที่คุณแฮปปี้ส่งให้ชิม 2 ลูก แบ่งกันชิมคนละคำสองคำรวมสิบกว่าคน ทุกคนบอกอร่อยหมด คุณแฮปปี้บอกว่า กลิ่นทุเรียนยาวลิ้นจี่จะหอมเหมือนดอกกล้วยไม้ป่า ซึ่งผมก็ว่าหอมจริงๆ แต่บอกไม่ถูกว่าหอมเหมือนอะไร เนื้อของทุเรียนจะล่อนไม่ติดเมล็ดเหมือนทุเรียนพื้นเมือง ค่อนข้างเนียนละเอียดคล้ายครีม หวานกำลังดี สำหรับคอทุเรียน นับเป็นทุเรียนรสชาติเกรดพรีเมี่ยมได้จริงๆ อยู่ในชั้นเดียวกับก้านยาว ชะนีไข่ กบสุวรรณ พวงมณี มูซังคิง หลงลับแล ทีเดียว สนนราคาที่ชาวมาเลย์มาซื้อกันหน้าสวนคือ กิโลกรัมละ 600 บาท เนื่องจากผลทุเรียนมีจำกัด แต่ละท่านที่ซื้อจะได้คนละไม่กี่ลูกเพราะคุณแฮปปี้ต้องการแบ่งๆ ให้ชิมกันทั่วๆ ทุกคน

ทุเรียนยาวลิ้นจี่ เป็นทุเรียนพันธุ์หนักระยะเวลาจากดอกบานจนถึงสุก จะใช้เวลาประมาณ 135-140 วัน ระยะการปลูก 9 คูณ 9 เมตร รูปแบบการปลูกของสวนคุณแฮปปี้ จะไม่เป็นการปลูกแบบพืชเชิงเดี่ยวมากนักแต่จะมีการปลูกผลไม้อื่นร่วมด้วย ประกอบกับลักษณะพื้นที่ตรงนี้ของเบตงเป็นพื้นที่ติดป่าที่ยังอุดมสมบูรณ์ความชื้นค่อนข้างดี น้ำท่าก็อุดมสมบูรณ์ ตอนเช้าอุณหภูมิประมาณ 24-25 องศา มีหมอกให้เห็นบางๆ ตามบริเวณใกล้เขา

เบตง มีสิ่งที่น่าสนใจที่สามารถนำมาเขียนอีกมากมาย แต่พอดีผู้เขียนมีโอกาสอยู่ที่เบตงเพียงไม่นานนัก จึงสามารถนำข้อมูลมาเสนอเพียงไม่กี่เรื่อง โอกาสหน้าถ้ามีก็จะนำเรื่องราวของชาวเบตงมานำเสนอได้อีก ถ้ามีโอกาสขอเชิญท่านที่ชอบท่องเที่ยวไปดูสิ่งแปลกๆ ใหม่ อำเภอเบตงจะเป็นสถานที่น่าเที่ยวอย่างยิ่ง ปีหน้าสนามบินเบตงถ้าเสร็จตามกำหนดก็จะเปิดให้บริการแล้วรับรองว่าสะดวกปลอดภัย ผมไปสัมผัสเบตงแล้วเหมือนย้อนยุคไปตอน 40 ปีที่ภูเก็ต หน้าตาคนก็มีความคล้ายคลึงกัน

สนใจต้นพันธุ์ทุเรียนยาวลิ้นจี่ จากสวนคุณเกียมฟุย แซ่ชิน หรือ คุณแฮปปี้ เจ้าของสวนแฮปปี้ แห่งบ้านน้ำพุร้อน ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 093-612-1825 สามารถส่งต้นพันธุ์ถึงบ้านท่านได้ทั่วประเทศ ต้นพันธุ์ทุกต้นจะมีสติ๊กเกอร์ของสวนติดให้ โปรดสังเกตให้ดี ส่วนราคาสอบถามกันเอาเองครับ

ลิ้นจี่ เป็นผลไม้สำคัญทางเศรษฐกิจของภาคเหนือตอนบน แต่เกษตรกรก็มีความเสี่ยงในด้านการผลิต คือผลแตกและร่วง การห่อช่อผลลิ้นจี่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าว อีกทั้งยังได้ผลผลิตที่มีคุณภาพพรีเมี่ยม (Premium) สีสวยและราคาดี

คุณนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่โดยทั่วไปมักจะประสบปัญหาสำคัญ 2 ประการ คือ ผลแตก และผลร่วง ทั้งนี้เพราะในช่วงที่ลิ้นจี่ติดผลเจริญเติบโตใกล้จะเก็บเกี่ยวเพื่อจำหน่าย ประมาณปลายเดือนเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งช่วงนี้สภาพอากาศร้อนและเจอฝนตกสลับกัน 2-3 ครั้ง จึงทำให้ผลลิ้นจี่แตกและร่วง ด้วยเหตุนี้เกษตรกรส่วนมากจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งเก็บผลผลิตและจำหน่าย ทำให้ได้ราคาต่ำ กรมส่งเสริมการเกษตร จึงขอแนะนำเกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ ดังนี้

การปฏิบัติดูแลลิ้นจี่ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน (ช่วงของการพัฒนาผล)

เกษตรกรควรให้น้ำ 250-350 ลิตร/ต้น สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
ใส่ปุ๋ยเคมี เช่น 15-15-15 ผสม 60-0-0 สัดส่วน 1:1 อัตรา 1-2 กิโลกรัม/ต้น
ป้องกันศัตรูพืช
– ไข่หนอนเจาะขั้วผลเกิน 5% พ่นไซฟลูทริน 30 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร

– เพลี้ยหอย หรือ เพลี้ยแป้ง เกิน 20% พ่นคลอร์ไพริฟอส 30 มิลลิลิตร ผสมปิโตรเลียมสเปรย์ออยล์ 30 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร พ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน

– โรคผลเน่า พ่นเมตาแลกซิล 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

ห่อช่อผลในระยะที่ลิ้นจี่เริ่มเข้าสี คือมีสีแดง ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ โดยใช้กระดาษโคบอนสีขาว ขนาด 38×54 เซนติเมตร โดยพับครึ่งกระดาษ แล้วทากาวแป้งเปียกติดขอบกระดาษในลักษณะพับถุง เปิดหัว-ท้าย จากนั้นตัดแต่งช่อผลและใบ โดยตัดแต่งผลลิ้นจี่ที่มีลักษณะไม่ได้คุณภาพ ไม่สมบูรณ์ และเป็นโรคออก รวบช่อผลและใช้มืออีกข้างสอดถุงกระดาษเลื่อนขึ้นปิดช่อไม่ให้ผลโผล่
จากนั้นรวบปากถุงด้านบนมัดด้วยตอก โดยไม่ต้องรัดให้แน่น เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ การห่อช่อผลในลักษณะนี้ จะช่วยป้องกันโรคแมลงและหนอนเจาะขั้ว ป้องกันผลแตกร่วง ทำให้ได้ลิ้นจี่คุณภาพเกรดพรีเมี่ยม “ไหล่ยก อกตั้ง ก้นป้าน ร่องลึก เนื้อกอด ในแห้ง กลิ่นหอม รสหวาน” สำหรับกระดาษโคบอนที่ใช้ห่อช่อผลนี้ จะใช้ได้ 2-3 ฤดูกาลผลิต ทนต่อแรงลมไม่ฉีกขาดง่าย เมื่อเจอฝนน้ำซึมผ่านแห้งเร็ว หลังจากห่อช่อผลแล้ว ประมาณ 30 วัน ก็เก็บเกี่ยวจำหน่ายได้ราคาดี

5. หยุดพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช 15 วัน ก่อนการเก็บเกี่ยว

การห่อช่อผลลิ้นจี่ ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต สินค้าที่ได้มีคุณภาพและตลาดต้องการ ที่สำคัญเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น จากปี 2561 ที่ผ่านมา เกษตรกรจังหวัดพะเยาที่ห่อช่อผลลิ้นจี่ สามารถสร้างตลาดตกลงการซื้อขายล่วงหน้า ประกันราคา กิโลกรัมละ 80 บาท ในขณะที่ลิ้นจี่ไม่ห่อช่อผล จำหน่ายได้เพียง กิโลกรัมละ 30 บาท นับว่าเป็นความสำเร็จของศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และการรวมตัวของเกษตรกรที่ทำระบบเกษตรแปลงใหญ่ลิ้นจี่จังหวัดพะเยาตามนโยบายของรัฐบาล ปัจจุบันได้ขยายผลในพื้นที่ มีเกษตรกรได้ห่อช่อผลลิ้นจี่ไปแล้วกว่า ร้อยละ 20 “ลดแตก ลดร่วง ราคาดี มีคุณภาพพรีเมี่ยมด้วยการห่อช่อผลลิ้นจี่”

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ คุณสังเวียน ชัยทิพย์ สมาร์ทฟาร์มเมอร์ (Smart Farmer) เจ้าของแปลงเรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และประธานกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ลิ้นจี่ อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา โทร. 097-941-1159

คนทำงานกินเงินเดือนในปัจจุบัน SBOBETG8.COM ถูกทำงานภายใต้การกดดัน ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำผ่านมามีความรู้สึกไม่มั่นคงในหน้าที่การงาน พลอยทำให้ความรู้สึกมั่นคงในฐานะที่ต้องรับผิดชอบครอบครัวก็คลอนแคลนด้วย ในช่วงโควิดที่ผ่านมาก็เช่นกัน ช่วงที่ถูกกักตัวในบ้าน ทำให้เราคิดถึงความมั่นคงในอาหารว่าจะมีกินไหม สำหรับเนื้อสัตว์เป็นเรื่องที่ไม่น่ากังวลนัก ถ้าเราซื้อมาฟรีชไว้ก็เก็บไว้ได้หลายเดือน แต่ผักซื้อเก็บในตู้เย็นไม่ได้หลายวัน จำเป็นต้องซื้อมาบ่อย แต่การออกไปซื้อช่วงนั้นค่อนข้างยาก

คุณเหมียว หรือ คุณเดือนเต็มดวง บุญคง จบปริญญาตรี สถาปัตย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และจบปริญญาโทสถาปัตย์ จากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ในปี พ.ศ. 2548 ได้เข้าทำงานด้านการตลาดของบริษัทที่นำเข้าวัสดุก่อสร้างจากต่างประเทศในฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ ในกรุงเทพมหานคร ทำงานอยู่ได้ 17 ปี ตำแหน่งสุดท้ายคือ ผู้ช่วยกรรมการจัดการบริษัท ด้านพัฒนาธุรกิจและการตลาดในบริษัทดังกล่าว มีความรู้สึกอยากจะดูแลครอบครัวและสุขภาพให้มากกว่านี้ ตอนทำงานต้องอยู่คอนโดฯ ใกล้ที่ทำงานเพราะบ้านกับที่ทำงานไกลกัน วันหยุดถึงได้กลับมาบ้าน ทำให้ไม่มีเวลาให้ครอบครัว และเพราะมีความสนใจเรื่องสุขภาพต้องการกินอาหารปลอดภัย จึงพยายามเสาะหาแหล่งที่ปลูกพืชอินทรีย์เพื่อซื้อหาผักปลอดภัยมาบริโภค ในตลาดที่ขายผักอินทรีย์ความเชื่อถือก็ไม่ถึงกับเต็มร้อย และในช่วงโควิดที่ผ่านมาหาซื้อผักอินทรีย์ไม่ง่ายนัก การปลูกผักเองแม้เป็นบางส่วนก็ยังรู้สึกเบาใจไปบ้างพอควร

ปลูกผักบนระเบียงคอนโดฯ

ต่อมามีโอกาสได้ไปสวนคุณจอห์น นอนไร่ ที่ปากช่อง หาซื้อผักในสวนมากิน จึงคิดว่าจะปลูกกินเองที่บ้าน แต่ด้วยต้องอาศัยอยู่บนคอนโดฯ ซึ่งมีข้อจำกัดหลายอย่าง แต่คุณจอห์น บอกว่า “อยากปลูกอะไรปลูกเลยอย่างรีรอ ถ้าในพื้นที่จำกัดให้ปลูกในกระถาง ไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อม อยากทำทำเลย ปลูกอะไรก็ได้ที่เรากินและเป็นผักที่ปลูกง่ายๆ” จึงเริ่มปลูกผักที่ชอบกินและง่ายสุดคือผักเป็ด เนื่องจากตอนอยู่คอนโดฯ ได้ผูกปิ่นโตอาหารไว้รายหนึ่ง มักจะมีผักเป็ดใส่มาเพื่อแนมกับอาหารเผ็ดอยู่เสมอ จึงคุ้นชินและชอบกิน

ด้วยความเป็นคนชอบกินผักปั่น จึงพยายามหาผักอินทรีย์ที่แท้จริง เพราะผักที่กินจะเป็นผักดิบนำมาปั่น ถ้ามีสารพิษอยู่จะอันตรายมาก จึงเริ่มปลูกผักเป็ดที่ระเบียงคอนโดฯ โดยใส่กระถางพลาสติก ผักเป็ดเป็นผักปลูกง่าย เพียงตัดชำรดน้ำให้ถึง ชอบแดดรำไรจนถึงร่ม ถ้าแดดแรงใบจะเล็กลง ค่อนข้างแกร็นและใบแข็ง ปลูกและขยายผักเป็ดไปเรื่อยๆ จนมีหลายกระถาง จึงเพิ่มปลูกพริก จิงจูฉ่าย กุยช่าย กะเพรา ในกระถาง เนื่องจากผักมีน้อยจึงมีเวลาเอาใจใส่ได้ใกล้ชิด ศัตรูพืชก็ไม่มีเนื่องจากอยู่บนคอนโดฯ ชั้น 8 ลมก็ค่อนข้างดี แต่ไม่ได้ใช้น้ำหมักเพราะกลัวกลิ่นรบกวนข้างห้อง วัสดุปลูกที่ใช้เป็นดินถุงผสมกับขี้วัวถุง ขุยมะพร้าว และแกลบ นำมาหมักใส่กะละมังประมาณ 1 เดือนจึงนำมาใช้ ทำให้มีผักกินอยู่ตลอด ถึงแม้จะไม่มากมายหลายชนิดและจำนวนไม่มากก็มีความสุขกับการปลูกผักและได้กินมัน ทำเช่นนี้อยู่ประมาณ 7 ปี เมื่อลาออกจากงานก็กลับมาอาศัยอยู่ที่บ้านที่รังสิต และประกอบอาชีพส่วนตัว ทำให้มีเวลามากขึ้น เพราะไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปทำงานทั้งไปและกลับ

จากที่ทิ้งขยะมาเป็นสวนผัก

กลับมาอยู่บ้านที่รังสิตเป็นบ้านมีบริเวณแต่ได้เทปูนไปแทบทั้งหมดทำให้ต้องปลูกในกระถาง แต่พอดีข้างบ้านเป็นที่ดินจัดสรร 75 ตารางวาไม่ได้มีสิ่งปลูกสร้าง แต่มีคนเอาขยะมาทิ้งจนรกไปหมด เป็นมลภาวะทางสายตา สุดท้ายนำเอาหมาตายมาทิ้งเน่าส่งกลิ่นเหม็นจนทนไม่ไหว จึงได้พยายามติดต่อหาเจ้าของ โดยไปที่สำนักงานเขตที่ดิน แต่ก็ติดต่อไม่ได้เนื่องจากเจ้าของย้ายที่อยู่ จึงได้ตัดสินใจล้อมรั้วไม่ให้คนเอาขยะมาทิ้ง และทยอยเก็บขยะไปเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งได้นำมาหมักปุ๋ย