ในเรื่องของการทำตลาดเพื่อส่งจำหน่ายผลผลิตทั้งหมด

ภายในสวนนั้น คุณทศพร บอกว่า ไม่ได้มีความกังวลในเรื่องนี้มากนัก เพราะครอบครัวของเธอทำสวนมาหลายสิบปี โดยตลาดที่ส่งจำหน่ายหลักๆ จะเป็นโครงการหลวงที่เป็นศูนย์อยู่ใกล้บ้าน โดยเมื่อเจอปัญหาต่างๆ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ของโครงการหลวงค่อยให้คำปรึกษาอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ผักทุกชนิดที่ปลูกมีความปลอดภัย ไม่ใช่เฉพาะฟักแม้วเพียงอย่างเดียว ผักชนิดอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

โดยฟักแม้วที่เธอแบ่งปลูก 1 ไร่ สามารถเก็บยอดส่งจำหน่ายได้ 30-50 กิโลกรัม ต่อวัน ช่วงที่ให้ผลผลิตมากที่สุดจะเป็นช่วงฤดูฝน และช่วงที่ให้ผลผลิตน้อยจะเป็นช่วงหน้าแล้งที่บางครั้งได้น้อยสุดอยู่ที่ 20 กิโลกรัม ต่อวัน

“ราคาขายที่ส่งให้กับโครงการหลวงก็จะอยู่ที่ 28 บาท ต่อกิโลกรัม โดยทางศูนย์จะเป็นผู้กำหนดราคาให้ บางช่วงที่ผลผลิตมีน้อยราคาก็จะเกิน 28 บาท แต่ส่วนมากจะยืนพื้นอยู่ที่ราคานี้ ถึงจะเก็บวันเว้น แต่ผลผลิตที่ออกมาค่อนข้างสมบูรณ์ บวกกับมีการปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี ก็ยิ่งทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ ก็ได้ผลกำไรที่สามารถนำเงินมาใช้เก็บใช้จ่ายภายในครัวเรือนได้” คุณทศพร บอก

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักในการทำเกษตรแต่ยังไม่กล้าที่จะลงมือทำ คุณทศพร แนะนำว่า ทุกอย่างต้องเริ่มต้องทดลอง ถึงแม้จะมีเวลาน้อยแต่ถ้าชื่นชอบในการทำเกษตร ก็จะยิ่งช่วยให้มีความสุขเหมือนได้พักผ่อน ต่อไปถ้าสิ่งที่ทำให้ผลผลิตมากและมีตลาดที่แน่นอนอยากมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ก็สามารถลาออกจากงานประจำมาทำเกษตรที่ชอบ เพราะไม่ได้มีความสุขเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้อยู่ใกล้ชิดครอบครัวโดยที่ไม่ต้องจากบ้านไปไหนไกล

“สำหรับตัวเราเองชอบงานทางด้านนี้ เพราะไม่ชอบงานที่จะอยู่ในกฎเกณฑ์ ไม่ชอบที่จะถูกบังคับจากการทำงานในบริษัทใหญ่ ชอบที่จะเป็นนายตัวเองมากกว่า เพราะเราเหนื่อยเราก็หยุดพักได้ เราอยากได้เงินมากๆ เราก็ทำให้มากขยันให้มาก โดยที่ตัวเราเองสามารถกำหนดในเรื่องของรายได้เราเอง แต่ก่อนที่จะลงมือ ต้องศึกษาให้ดีเสียก่อน เพราะบางครั้งใจรักอย่างเดียวไม่ได้ ต้องศึกษาให้มากๆ เพราะทุกอย่างมีเงินลงทุนทั้งนั้น เมื่อประสบผลสำเร็จดีแล้วสิ่งต่างๆ ที่เราหวังก็จะได้ตามมาเอง” คุณทศพร แนะนำ

งาน Healthcare 2020 จัดระหว่าง วันที่ 3-6 กันยายน 63 ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ 10.00 – 20.00 น. นอกจากมี ตรวจสุขภาพฟรี จากกว่า 10 โรงพยาบาลชั้นนำแล้ว ยังมีเวิร์กช็อปชุบชูสุขภาพใจฟรี ถึง 7 คอร์ส โดย 7 วิทยากร ผู้อยู่ในแวดวงงานศิลปะ คราฟท์ และจิตวิญญาณ ช่วยเยียวยาจิตใจ ผ่อนคลาย และสร้างแรงบันดาลใจ เดินทางสะดวก โดยทางด่วน และ MRT ลงสถานีสามย่าน ทางออกที่ 2 Workshop ดี มีให้เรียนฟรีทุกวัน

การทำเกษตรแบบผสมผสาน หรือไร่นาสวนผสม ไม่มีคำจำกัดความ ไม่มีกติกาหรือกฎตายตัว ว่าต้องเป็นพืชชนิดใด เลี้ยงสัตว์ชนิดใด ทั้งนี้ เพราะแต่ละพื้นที่และท้องถิ่นมีสภาพทางธรรมชาติที่แตกต่างกัน เพียงแต่การผสมผสานนี้ขอให้ยึดหลัก สร้างความร่มรื่น แล้วให้พืชหลายชนิดที่ปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกันมีการเกื้อกูลกันทางธรรมชาติให้มากที่สุด และสำคัญที่สุดคือผู้ปลูกต้องได้ประโยชน์มากที่สุด แล้วยังสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน

คุณจินดา ฟั่นคำอ้าย อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 2 ตำบลผาปัง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง อดีตศึกษานิเทศก์ จังหวัดลำปาง เป็นอีกท่านหนึ่งที่สนใจการทำเกษตรผสมผสาน แล้วตั้งใจเดินตามแนวทางนี้ในบั้นปลายชีวิต จึงวางแผนล่วงหน้าก่อนจะเกษียณอายุราชการเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา

อดีตศึกษานิเทศก์ท่านนี้ให้เหตุผลที่เลือกแนวทางการทำเกษตรกรรมแบบผสมผสาน เนื่องจากสมัยที่รับราชการได้มีโอกาสเดินทางไปดูงาน ตลอดจนศึกษาหาความรู้ด้านการทำเกษตรหลายแห่ง หลายด้าน ล้วนพบว่าการทำเกษตรกรรมแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยวจะเกิดความเสี่ยงต่อความเสียหายมาก เพราะรายได้ของการมีชีวิตแบบชาวไร่ ชาวนา ส่วนใหญ่เกิดจากการทำเกษตรกรรม แล้วเมื่อมีความเสียหายจากการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวแล้ว พวกเขาจะได้รับผลกระทบโดยตรงทันที แล้วจะอยู่กันอย่างไร

“หนทางออกที่ดีที่สุดคือ การทำสวนเกษตรผสมผสาน ทั้งนี้ การผสมผสานอาจไม่มีกฎตายตัว ว่าต้องปลูกพืชชนิดใด ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพของแต่ละพื้นที่ แต่ละท้องถิ่น”

กำหนดกิจกรรมในสวนเกษตรผสมผสานทุกชนิดต้องเป็นอินทรีย์เท่านั้น
คุณจินดา มีพื้นที่อยู่จำนวน 19 ไร่ ได้จัดสรรแบ่งพื้นที่การปลูกพืชชนิดต่างๆ รวมถึงยังได้ขุดบ่อเลี้ยงปลา และเลี้ยงไก่ด้วย แล้วยังทำนาข้าวเหนียวนาปี พันธุ์ กข 6 จำนวนพื้นที่ 17 ไร่

ข้าวในนาของคุณจินดาปลูกเน้นความเป็นอินทรีย์ตั้งแต่เริ่มแรกที่ต้องดูแลบำรุงดินก่อนปลูกข้าวตามฤดูกาล โดยไม่มีการเผาตอซังแต่จะไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด แล้วปล่อยเศษฟางข้าวไว้กลางทุ่งเพื่อให้เน่าเปื่อยเป็นปุ๋ยในดิน อีกทั้งได้นำถั่วลิสงที่ชาวบ้านเก็บเกี่ยวแล้วนำมาเข้ากระบวนการทำปุ๋ยหมัก แล้วผสมกับฟางข้าว ขี้วัว ขี้ไก่ เศษใบไม้ ใส่ลงในดิน

แนวทางนี้ทำให้ข้าวในนาของคุณจินดาได้ผลผลิตครั้งละประมาณ 250 ถุง (ถุงละ 42 กิโลกรัม) เขาบอกว่า เป็นผลผลิตที่สูงเพราะปลูกแบบอินทรีย์ด้วยการใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และต่างจากชาวบ้านแหล่งอื่นที่มักเผาตอซัง แล้วบ่นว่าได้ผลผลิตน้อย

นอกจากนั้น สวนแห่งนี้ยังปลูกพืชสวนครัว ได้แก่ พริก ข่า ตะไคร้ หรือไม่เว้นแม้แต่พืชกินใบ อย่างกะหล่ำปลี ผักกาดดอก ซึ่งเป็นพืชที่เหมาะกับช่วงอากาศหนาว ดังนั้น จึงวางแผนปลูกพืชเหล่านี้ด้วยการเพาะไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วนำไปปลูกในพื้นที่ทำนาหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้วในช่วงปลายปี

อีกส่วนของพื้นที่สวนเกษตร คุณจินดาได้ทำเป็นสวนมะนาวพันธุ์ตาฮิติ มีทั้งแบบปลูกลงดินกับปลูกในวงบ่อ เหตุผลที่ทำเช่นนี้เพราะต้องการเปรียบเทียบการเจริญเติบโต การให้ผลผลิต และความทนทาน โดยมีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 80 ต้น ระยะปลูก 4 เมตร ต้นพันธุ์เป็นกิ่งตอน มีอายุปลูก 8 เดือน และยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของมะนาวพันธุ์ตาฮิติ คือออกดอกติดผลตลอดปี โดยไม่ต้องใช้สารเร่ง มีการดูแลบำรุงต้นมะนาวและดินด้วยปุ๋ยคอก แกลบ ผสมกับมูลวัว มูลควาย นอกจากนั้น จะให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 และฉีดน้ำสมุนไพรไล่แมลงปีละ 1 ครั้ง และใส่ปุ๋ยคอกปีละ 2 ครั้ง

เจ้าของสวนบอกเหตุผลที่ต้องปลูกมะนาวพันธุ์นี้ เพราะต้องปลูกร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนซึ่งจะมีผลกับการตลาด เนื่องจากมีภาคเอกชนมารับซื้อแบบทำสัญญารายปีกันในราคากิโลกรัมละ 20 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่เหมาะสมเพราะเป็นการเฉลี่ยราคาทั้งปี

ส่วนไก่ที่เลี้ยงมี 2 พันธุ์ คือ ไก่พื้นเมือง และไก่พันธุ์ประดู่หางดำ มีรวมกันทั้งหมด 100 กว่าตัว เป็นประดู่หางดำจำนวน 48 ตัว ทั้งนี้ ไก่ทั้งหมดจะปล่อยให้หากินตามธรรมชาติกับให้อาหารจากผักกะหล่ำปลี ผักบุ้ง กล้วย มาต้มผสมกับรำ มีบ่อปลาจำนวน 4 บ่อ เลี้ยงปลาสวาย ปลาจะละเม็ด และปลานิล แล้วนำพืชผักมาใช้เป็นอาหารปลา นอกจากนั้น มีรายได้เป็นรายปีอยู่กับสวนยูคาลิปตัสจำนวนหมื่นกว่าต้น บนเนื้อที่ 30 กว่าไร่

เดินตามแนวทางนี้แทบไม่ต้องใช้เงิน จึงมีเหลือออม
ชุมชนของคุณจินดาไม่มีตลาดหรือร้านค้า อีกทั้งยังมีความเป็นอยู่แบบชาวชนบท ซึ่งชาวบ้านแต่ละครัวเรือนมักทำเกษตรกรรมไว้บริโภคในครัวเรือนโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ ด้วยเหตุนี้แต่ละครัวเรือนจึงมักทำเกษตรแบบผสมผสาน ขณะเดียวกัน ถ้ามีผลผลิตมากเกินก็มักส่งเข้าไปขายในตลาด

คุณจินดา เผยว่า วิถีชีวิตที่เรียบง่ายแบบนี้ถือเป็นความพอเพียง ครอบครัวของเขาแทบจะไม่ต้องใช้เงินเลย เพียงแต่อาจมีรายได้เกี่ยวกับวัสดุปรุงกับข้าว อย่าง กะปิ น้ำปลา น้ำตาลทราย ผงชูรส เท่านั้น ซึ่งเป็นรายจ่ายที่ไม่มาก แล้วไม่ต้องซื้อบ่อย จึงมีความเป็นอยู่แบบพอเพียง สร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืน

“การที่สามารถบอกได้อย่างเต็มปาก เพราะประสบกับทุกสิ่งที่ปฏิบัติมาด้วยตัวเอง และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทุกอย่างที่ในหลวงทรงมอบให้ชาวบ้านเป็นของจริง เพราะทุกวันนี้ชีวิตมีความพอเพียงจริง มีเงินเหลือออมจริง”

ภายใต้กรอบของวิถีพอเพียงที่จะต้องนำทรัพยากรทางธรรมชาติในพื้นที่มาทำเกษตรกรรม คุณจินดานำแกลบจากข้าวที่ปลูกมาเผาแล้วจะนำไปใช้ในการผสมปุ๋ยและเป็นวัสดุปลูกพืช มีการเผาถ่านเองจากต้นไม้ในละแวกบ้านเพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง แล้วยังนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ประโยชน์ด้วย

ปลูกไผ่ รักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างรายได้
นอกจากพืชหลายชนิดแล้ว ไผ่ ยังเป็นพืชสำคัญของชาวตำบลผาปัง เนื่องจากชุมชนนี้มีการนำไผ่มาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ทั้งสิ่งของเครื่องใช้และพลังงาน อีกทั้งยังมีส่วนช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านทุกหลังคาเรือนจึงมีการเพาะเลี้ยงไผ่เพื่อสร้างรายได้

คุณจินดาปลูกไผ่กิมซุ่ง เหตุผลที่เลือกเพราะสามารถให้หน่อได้ตลอดทั้งปี ซื้อมาเพียงต้นเดียว แล้วนำมาขยายพันธุ์ได้เป็นจำนวนกว่า 50 ต้น บางส่วนที่ขยายแล้วนำไปปลูกริมรั้ว เป็นกำแพงทางธรรมชาติ แล้วมีโครงการเพาะ-ขยายต่อไปอีกไม่จำกัด เพราะมองว่าเป็นพืชที่ปลูกง่าย การดูแลไม่ยุ่งยาก เพียงแต่อย่าขาดน้ำ แล้วยังมีตลาดรองรับที่แน่นอนด้วย

เจ้าของสวนรายเดิมชี้ว่า ไผ่สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี แต่สำหรับเขาเลือกบางวิธีที่เหมาะสมและมีความสะดวกสอดคล้องกับพื้นที่ อย่างเช่น การแยกกอหรือเหง้า การชำปล้อง และการปักชำแขนง

พร้อมกับให้รายละเอียดว่า ถ้าเป็นการขยายพันธุ์โดยการแยกกอหรือเหง้า ควรเลือกเหง้าที่มีอายุ 1-2 ปี โดยตัดตอให้สูงประมาณ 50-80 เซนติเมตร แล้วทำการขุดเหง้ากับตอออกจากกอแม่ และต้องระวังอย่าให้ตาที่กอเหง้าเสียหาย เพราะตานี้จะแตกเป็นหน่อต่อไป

อย่างไรก็ตาม การขยายพันธุ์วิธีนี้จะได้เหง้าแม่ที่สะสมอาหารอยู่มาก จึงมีอัตราการรอดตายสูง ทำให้หน่อแข็งแรงและได้หน่อเร็วกว่าวิธีขยายพันธุ์โดยการใช้กิ่งแขนงหรือลำ

อีกวิธีคือการขยายพันธุ์โดยการชำปล้อง ซึ่งต้องเลือกลำที่มีอายุประมาณ 1 ปี แล้วนำมาตัดเป็นท่อนๆ แต่ละท่อนมี 1 ข้อ โดยจะต้องตัดตรงกลางท่อน ให้รอยตัดทั้งสองข้างห่างจากข้อประมาณ 1 คืบ และต้องมีแขนงติดอยู่ประมาณ 1 คืบ แล้วจึงนำไปชำในแปลงเพาะ ให้วางอยู่ระดับดินแล้วให้ตาหงายขึ้น ทั้งนี้ ต้องระวังอย่าให้ตาได้รับอันตราย เพราะจะทำให้หน่อไม่งอก หลังจากนั้น เทน้ำใส่ปล้องไผ่ให้เต็ม

วิธีสุดท้ายคือ การขยายพันธุ์โดยใช้กิ่งแขนงปักชำ โดยให้เลือกกิ่งแขนงที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-1.5 นิ้ว ดูรากของกิ่งแขนงที่มีสีน้ำตาลหรือน้ำตาลอมเหลือง และมีรากฝอยแตกจากรากแขนงแล้ว ให้เลือกกิ่งแขนงที่ใบยอดคลี่แล้ว และกาบหุ้มตาหลุดหมดแล้ว หรือเลือกกิ่งแขนงที่มีอายุ 4-6 เดือน ถ้าเป็นกิ่งค้างปียิ่งดี

ภายหลังที่ได้กิ่งแขนงแล้ว ให้ตัดแยกกิ่งแขนงออกจากลำไผ่ ตัดปลายกิ่งออกให้เหลือ 80-100 เซนติเมตร การปักชำควรจะทำในปลายฤดูฝนหรือในราวเดือนกันยายน-ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีกิ่งแขนงมาก โดยต้องเตรียมแปลงเพาะชำด้วยการไถพรวนดิน ควรตากดินทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์

ทั้งนี้ ต้องขุดร่องให้เป็นแนวเหนือ-ใต้ ลึกประมาณ 15 เซนติเมตร ให้ร่องห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อให้กิ่งแขนงได้รับแสงแดดทั่วทุกด้าน นำกิ่งแขนงปักชำลงในร่อง ห่างกันประมาณ 15-20 เซนติเมตร หลังจากนั้นแล้ว ประมาณ 6-8 เดือน จะเริ่มแตกแขนงใบและรากที่แข็งแรง พร้อมที่จะย้ายลงปลูกในแปลงได้

พึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ ไม่ต้องเสียค่าไฟ
ในปัจจุบัน ชุมชนที่คุณจินดาอาศัยอยู่ยังไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง ดังนั้น เขาจึงต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ที่ใช้กับทุกอย่างในบ้าน มีการต่อระบบวงจรไว้แต่ละจุด แบ่งแยกตามความต้องการใช้งานอย่างชัดเจน

โดยความรู้เรื่องการต่อระบบพลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์นี้ได้มาจากลูกชายที่ขายแผงโซลาร์เซลล์เป็นคนสอนให้ นอกจากนั้น เขายังให้ความช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนจากการใช้แบตเตอรี่ที่ชำรุดด้วยการนำมารีไซเคิลใหม่ โดยเป็นการช่วยเหลือฟรี

สวนเกษตรผสมผสานของคุณจินดาจึงถือเป็นต้นแบบของแหล่งความรู้ แนวทางการทำอาชีพเกษตรกรรมแบบพึ่งพาตนเองที่ยั่งยืน แล้วได้รับการจัดตั้งเป็น “ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ประจำตำบลผาปัง” จึงเป็นสถานที่สำหรับให้ผู้คนที่สนใจเกษตรทฤษฎีนี้เข้ามาเรียนรู้กันอย่างเต็มที่

“ปัจจุบันเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากจนทำให้คนที่อยู่ในอาชีพเกษตรกรรมหลงไปตามกระแส แล้วมักลืมความเป็นอยู่แบบดั้งเดิม แต่ถ้าทุกคนสนใจที่จะเอาใจใส่ในอาชีพด้วยการแสวงหาความรู้การใช้ชีวิตแบบวิถีพอเพียงได้อย่างถ่องแท้ ชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนก็จะมีความแข็งแรงและมั่นคง และที่สำคัญในเมื่อปฏิเสธเทคโนโลยีเหล่านั้นไม่ได้ ก็ยอมรับมาใช้ แต่ควรเลือกใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้ตรงและเกิดประโยชน์กับตัวเรา” คุณจินดา กล่าว

“กล้วยไข่ต้นเตี้ย” พัฒนาจาก กล้วยไข่ GI กำแพงเพชร ผลทดลองสำเร็จ โดย วว. “ดร. กุศล เอี่ยมทรัพย์” ตัดปัญหากวนใจ กล้วยไข่หักล้ม จากลมพายุ

บนโลกใบนี้ไม่มีอะไรแน่นอน โดยเฉพาะภัยที่เกิดจากธรรมชาติ ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะเป็นภัยจากลมพายุ หรือภัยเกิดจากอุทกภัย ล้วนสร้างความเสียหายอย่างหนักหนาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่ในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร

ย้อนไป ในปี 2554 เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่ในหลายพื้นที่ของจังหวัดกำแพงเพชร ได้รับผลกระทบจากลมพายุหลายลูก และอุทกภัย น้ำท่วมในห้วงเวลาเดียวกัน สร้างความเสียหายอย่างสาหัสสากรรจ์

ครั้งนั้นผู้เขียนได้ออกพื้นที่สำรวจไปพร้อมๆ กับท่านเกษตรอำเภอเมืองกำแพงเพชร คุณคำปริว จันทร์ประทักษ์ (ปัจจุบัน เกษียณอายุราชการแล้ว) สิ่งที่พบเห็นกล้วยไข่ของเกษตรกรล้มระเนระนาดราบเป็นหน้ากลอง ให้รู้สึกหดหู่ใจ ในหลายพื้นที่ของจังหวัดกำแพงเพชร ไม่ว่าจะเป็นในเขตอำเภอเมือง โกสัมพีนคร คลองขลุง คลองลาน เป็นต้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกกล้วยไข่มากที่สุดของจังหวัด

ปัญหาที่เกิดจากลมพายุดังกล่าว ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่ของจังหวัดกำแพงเพชรเกิดความท้อแท้ และลดจำนวนพื้นที่การปลูกกล้วยไข่ลงมาทุกปีๆ จากเดิมมีมากถึง 20,000 กว่าไร่ ปีต่อมาเหลือหมื่นกว่าไร่ กระทั่งมาถึงปี 2554 เหลืออยู่เพียง 6,500 ไร่ และไม่น่าเชื่อเมื่อถึงปี 2561 จะเหลืออยู่เพียง 3,000 ไร่ จากบันทึกรายงานของสภาเกษตรกรจังหวัดกำแพงเพชร

หลายฝ่ายจึงมาขบคิดกับปัญหาที่แก้ไม่ตกคือ ภัยจากลมพายุ ทำให้ต้นกล้วยไข่ที่กำลังออกผลอ่อนหักโค่นล้มเสียหาย การชดเชยจากภาครัฐก็ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่จึงหันไปทำอาชีพอย่างอื่นแทน

เมื่อสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยรับทราบปัญหาต่างๆ ร่วมกับสภาเกษตรกรจังหวัดกำแพงเพชร ในการคิดแก้ไขปัญหากล้วยไข่หักล้มจากลมพายุที่ว่านี้

พร้อมกับได้นำความรู้ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยพัฒนาต้นกล้วยไข่ให้เตี้ยลง หรือ ย่อส่วนจากต้นที่สูง ก็ทำให้มันเตี้ยลง เพื่อหลบลมพายุ ภายใต้ชื่อ “โครงการพัฒนาเกษตรกรด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตผลทางการเกษตรภาคเหนือ (กล้วยไข่)”

จากการเปิดเผยของ ดร. กุศล เอี่ยมทรัพย์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ซึ่งเป็นผู้ดูแลโครงการนี้ ระบุว่า เป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา เนื่องจากจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสินค้า GI ของจังหวัดกำแพงเพชร ได้ลดจำนวนลงอย่างน่าใจหาย กล้วยไข่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด จึงเริ่มทดลองและทำการวิจัยไปพร้อมๆ กัน ในปี 2562 ภายใต้แนวคิดในการลดความสูงของต้นกล้วยไข่ (กล้วยเตี้ย) โดยใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช เพื่อแก้ปัญหาต้นกล้วยไข่หักล้มจากลมพายุ

ส่วนพื้นที่ในการทำแปลงทดลองสาธิต ดร. กุศล เอี่ยมทรัพย์ นักวิจัยอาวุโส คัดเลือกไว้ 3 พื้นที่ ซึ่งเป็นชุมชนเกษตรนวัตกรรม ประกอบด้วย

1. กลุ่มแปลงใหญ่กล้วยไข่ ตำบลสระแก้ว อำเภอเมืองกำแพงเพชร
2. กลุ่มแปลงใหญ่กล้วยไข่ ตำบลท่าพุทรา อำเภอคลองขลุง
3. กลุ่มแปลงใหญ่กล้วยไข่ ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอคลองลาน
ส่วนขั้นตอนการทดลองนั้น เป็นการใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ชื่อว่า สารพาโคลบิวทราโซล เพื่อลดความสูงและเพิ่มความแข็งแรงของต้นกล้วยไข่ โดยใช้ในปริมาณ ในอัตราส่วน 5 กรัม หรือครึ่งช้อนแกง โดยราดหรือโรยสารพาโคลบิวทราโซล ลงดินบริเวณโคนต้นกล้วยไข่ จากนั้นรดน้ำตาม ในช่วงอายุกล้วยไข่ 3-5 เดือน ซึ่งมีความเหมาะสมในด้านความสูง ประมาณ 1.0-1.5 เมตร จึงราดสารพาโคลบิวทราโซล

ผลของการราดสารที่ว่านี้ ก็จะทำให้ต้นกล้วยไข่หยุดชะงักในด้านความสูง หรือชะลอการยืดตัวของลำต้น ลำต้นกล้วยส่วนบนก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้น (ทรงกระบอก) และมีความแข็งแรงมากขึ้น นอกจากนี้ ต้นกล้วยที่ราดสารจะมีผลผลิตเร็วกว่ากล้วยปกติ 2-3 สัปดาห์ และความสูงก็จะหยุดอยู่เพียงแค่ 1.0-1.5 เมตร เมื่อเทียบกับต้นกล้วยไข่ที่ไม่ได้ราดสารก็จะมีความสูงไปตามปกติ สูงได้มาก 2.5-3.0 เมตร

เมื่อควบคุมด้านความสูงในระยะแรกของต้นกล้วยไข่ได้แล้ว ระยะต่อมาคือ การเพิ่มขนาดและน้ำหนักผลกล้วยไข่ โดยการพ่นสาร จิบเบอเรลลิน ความเข้มข้น 50-100 ppm หลังจากตัดปลีออก ให้ฉีดพ่นไปที่ผลกล้วยอ่อน จำนวน 3 ครั้ง เว้นระยะ 4 วัน ต่อครั้ง เพื่อขยายขนาดของผลกล้วยไข่ และผลลัพธ์ที่ได้ทำให้กล้วยมีขนาดผลใหญ่ ยาวขึ้น และน้ำหนักมากขึ้น และยังช่วยแก้ปัญหากล้วยไข่นอกฤดูที่มีผลขนาดเล็ก ให้มีความสมบูรณ์ผลใหญ่ขึ้นได้อีกด้วย

คุณแสน ภาคภูมิ เกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่กล้วยไข่ หมู่ที่ 7 บ้านคลองสมุย ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอคลองลาน ซึ่งเป็น 1 ใน 3 แปลงทดลอง ที่ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงต้นกล้วยไข่ให้เตี้ยลง และได้ผลผลิตมากที่สุด ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การปรับปรุงกล้วยไข่ให้เตี้ยนับว่าได้ผลดีมาก ในด้านความสูงสามารถหลบลมพายุได้ และผลผลิตที่ได้ก็ไม่แตกต่างจากกล้วยไข่ปกติมากนัก ผลดีที่ได้อีกอย่างคือ เปลือกของผลกล้วยไข่หนาขึ้น นับว่าดีต่อการขนส่ง กล้วยไม่ช้ำ

ส่วนขั้นตอนวิธีการปรับปรุงกล้วยไข่ทรงเตี้ย ซึ่งไม่มีความยุ่งยากอะไร ก็เหมือนกับการปลูกกล้วยไข่ตามปกติ จากแปลงกล้วยไข่ 15 ไร่ แบ่งมาทำแปลงทดลอง 2 ไร่ โดยเริ่มจากการไถกลบปรับปรุงดินเพื่อเตรียมปลูกกล้วยไข่ตามปกติ จากนั้นนำหน่อกล้วยไข่ลงปลูกเพื่อการทดลอง จำนวน 750 ต้น ช่วงเดือนธันวาคม 2561 กล้วยไข่ก็จะเจริญเติบโตตามปกติ จนเข้าสู่เดือนที่ 4 เดือนมีนาคม 2562 จึงนับเป็นการเริ่มต้นการทดลอง ด้วยการราดสารพาโคลบิวทราโซล ที่โคนต้นกล้วยไข่ ตามคำแนะนำของนักวิจัย ในปริมาณ 5 กรัม หรือครึ่งช้อนแกง ราดเพียงครั้งเดียว ความสูงของกล้วยไข่ก็จะหยุดอยู่เพียง 1.0-1.5 เมตร จากนั้นก็ดูแลกล้วยไข่ใส่ปุ๋ยตามปกติ คือสูตรเสมอ 15-15-15 สองถึงสามครั้งต่อเดือนแล้วแต่โอกาส

จนผ่านไปอีก 4 เดือน กรกฎาคม 2562 เมื่อกล้วยออกหวีจนสุดปลี จึงตัดปลี จากนั้นก็ฉีดพ่นสารจิบเบอเรลลิน ที่ผลอ่อนเครือกล้วยไข่ โดยฉีด 3 ครั้ง เว้นระยะ 4 วัน ต่อครั้ง ซึ่งการฉีดสารตัวนี้ช่วยให้กล้วยไข่มีผลใหญ่และยาวขึ้น พร้อมๆ กับการใส่ปุ๋ย สูตร 16-8-8 ต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง ต่อเดือน แล้วแต่โอกาส เพื่อช่วยในการเร่งลูก เร่งผิว เวลากล้วยแก่ผลจะไม่แตก ไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวในเดือนตุลาคม 2562 และเป็นครั้งแรกที่ได้นำผลผลิตจากกล้วยไข่ต้นเตี้ยไปออกโชว์ในงานแสดงกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร เมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา

จากบทสรุปผลการทดลอง การันตีโดยเกษตรกรตัวจริง อย่าง คุณแสน ภาคภูมิ ให้ข้อมูลต่ออีกว่า การใช้สารพาโคลบิวทราโซล ราดเพียงครั้งเดียว ก็สามารถหยุดการเจริญเติบโตด้านความสูงอย่างเห็นได้ชัด ผ่านไปอีก 4 เดือน เมื่อกล้วยไข่ตกหวีออกเครือจึงฉีดพ่นสารจิบเบอเรลลิน ก็จะทำให้กล้วยได้คุณภาพมีผลที่ใหญ่ขึ้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นองค์ประกอบสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกกล้วยไข่ปกติ หรือการปลูกกล้วยไข่ในแปลงทดลอง ถ้าสภาพดินฟ้าอากาศไม่อำนวย น้ำไม่เพียงพอ ดินไม่ดี ทำอย่างไรกล้วยก็ออกมาไม่สมบูรณ์ดีเท่าที่ควร ซึ่งการทดลองครั้งนั้นเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อสภาพอากาศทั้งดินและน้ำ จึงทำให้ผลการทดลองตรงตามวัตถุประสงค์ สมบูรณ์ 100%

ส่วนผลผลิตที่ได้เมื่อเปรียบเทียบกล้วยไข่ปกติกับกล้วยไข่ในแปลงทดลอง จะมีผลต่างขาดเกินกันนิดหน่อยด้านน้ำหนักต่อเครือ อาทิ กล้วยไข่ปกติ น้ำหนัก 12-13 กิโลกรัม ในขณะที่กล้วยไข่เตี้ยจากแปลงทดลอง จะได้น้ำหนัก 11 กิโลกรัมกว่าๆ แต่ข้อดีของกล้วยไข่ต้นเตี้ยไม่ต้องไปแข่งความสูง เสี่ยงกับลมพายุ ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

หวังว่านวัตกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์ กับงานวิจัย GClub V2 ในการปรับปรุงต้นกล้วยไข่ให้เตี้ยลง เพื่อป้องกันภัยจากลมพายุครั้งนี้ จะได้รับการตอบรับจากเกษตรกรเพิ่มจำนวนพื้นที่การปลูกกล้วยไข่มากขึ้นจากเดิมที่มีอยู่ โดยการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร คุณเทวัญ หุตุเสวี ได้รับรายงานความก้าวหน้าผลทดลองไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในการประชุมร่วม เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา

เกษตรกรท่านใดต้องการเข้าเยี่ยมชมแปลงกล้วยไข่ทดลอง “กล้วยไข่ต้นเตี้ย” สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่กล้วยไข่ คุณแสน ภาคภูมิ เลขที่ 126 หมู่ที่ 7 บ้านคลองสมุย ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร

ประชาชนชาวจังหวัดพะเยาต่างได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 จนไม่สามารถประกอบกิจการและทำงานอะไรนอกพื้นที่บ้านได้ ทำให้ชาวบ้านหันมาทำการเกษตร แบบเศรษฐกิจพอเพียง พออยู่ พอกิน พอขาย สร้างรายได้ให้กับครอบครัว แทนการออกไปทำงานนอกบ้าน โดยทำสวน สร้างงาน สร้างเงิน แบบพอเพียง ไร้ปัญหาเรื่องผลกระทบการว่างงานจากโรคโควิด-19 ด้วย

โดย คุณสราวุฒิ พิกุล อายุ 46 ปี บ้านเลขที่ 12 หมู่ที่ 14 บ้านสันขะเจ๊าะ ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เป็นผู้ใหญ่บ้าน บ้านสันขะเจ๊าะ ได้ทำการเกษตรพอเพียงแบบผสมผสานโดยการใช้พื้นที่ของตนเองจำนวน 3 ไร่ ทำเป็นสวนพิกุล ปลูกบ้านหลังเล็กๆ ไว้อาศัยพักผ่อน และทำการเกษตรพอเพียงแบบผสมผสาน ปลูกกล้วยตามริมรั้ว มะละกอ ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงเป็ด ห่าน ไก่งวง ไก่พันธุ์พื้นเมือง และทำปุ๋ยน้ำหมักไว้ใช้เอง ทำบัญชีครัวเรือน ควบคุมรายรับ-รายจ่ายทุกๆ เดือน อยู่อย่างมีความสุขบนพื้นฐานความพอเพียง โดยจะนำผลผลิตทั้งผักทั้งไข่ไปขายในตลาดชุมชนของหมู่บ้านทั้งตอนเช้าและตอนเย็น สร้างรายได้ให้กับครอบครัวทุกวัน วันละ 300-400 บาท