ในแง่การปลูกและจัดการ ดร. ไกรลาศ กล่าวว่า ในเขตชลประทาน

หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 สามารถปลูกได้ตลอดปี ส่วนพื้นที่ปลูกที่อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม การปลูกให้เตรียมดินโดยการไถกำจัดวัชพืช 2 ครั้ง ใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 2,000 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ รองพื้น จากนั้นไถกลบอีก 1 ครั้ง

การเตรียมท่อนพันธุ์จากต้นพันธุ์หญ้าที่มีอายุ ประมาณ 90 วัน นำต้นพันธุ์มาตัดเป็นท่อนๆ ให้มีข้อติดอยู่ไม่น้อยกว่าท่อนละ 2 ข้อ ต้นพันธุ์ 1 ต้น ตัดเป็นท่อนพันธุ์ได้ ประมาณ 3 ท่อน นำไปขยายพันธุ์ โดยใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 120 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 80 เซนติเมตร ใช้ท่อนพันธุ์ ประมาณ 400 กิโลกรัม ต่อไร่

หลังการปลูก 2-3 สัปดาห์ ให้กำจัดวัชพืชครั้งแรก จากนั้นควรกำจัดวัชพืชหลังการตัดทุกครั้ง พร้อมกับการใส่ปุ๋ยปรับปรุงดิน โดยใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0 อัตรา 20 กิโลกรัม ต่อไร่ หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ตอบสนองต่อการให้น้ำได้ดี หากให้น้ำแบบระบบพ่นฝอยทุก 3-5 วัน หรือปล่อยน้ำเข้าแปลง ทุกๆ 7-10 วัน จะสามารถผลิตหญ้าสดได้ตลอดทั้งปี

เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวหญ้าครั้งแรกเมื่ออายุ 75 วัน จากนั้นตัดใช้ประโยชน์ได้ทุกๆ 60 วัน การปลูกหญ้าในพื้นที่ชลประทาน หรือให้น้ำโดยใช้น้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วจากโรงงานอุตสาหกรรม จะสามารถผลิตหญ้าสดได้ตลอดปี ตัดเกี่ยวหญ้าได้ 5-6 ครั้ง ต่อปี มีผลผลิตน้ำหนักสด ประมาณ 70-80 ตัน ต่อไร่ หรือคิดเป็นน้ำหนักแห้ง ประมาณ 10-12 ตัน ต่อไร่ ต่อปี เพียงพอสำหรับการเลี้ยงโค 5-6 ตัว สามารถลดพื้นที่เลี้ยงสัตว์ เหมาะสำหรับผู้มีพื้นที่ปลูกพืชอาหารสัตว์น้อย แต่มีจำนวนสัตว์มาก

คุณภาพทางอาหารสัตว์ หญ้าอายุ 60 วัน มีวัตถุแห้งเฉลี่ย 17.3 เปอร์เซ็นต์ มีโปรตีนเฉลี่ย 10.6 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใยรวม 42.6 เปอร์เซ็นต์ และมีคาร์โบไฮเดรตละลายได้ 33.3 เปอร์เซ็นต์ จึงถือว่าเป็นพืชอาหารสัตว์คุณภาพดี มีคุณค่าอาหารสัตว์สูง เหมาะสำหรับการใช้เลี้ยงสัตว์ที่ให้ผลผลิตสูง เช่น โคนม และสามารถนำไปผลิตเป็นพืชหมักได้ดี เนื่องจากมีคาร์โบไฮเดรตที่ละลายได้สูง

ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ เล็งเห็นว่า การส่งเสริมปลูกหญ้าเนเปียร์ เป็นจุดเริ่มต้นในการส่งเสริมพัฒนาการใช้พันธุ์พืชอาหารสัตว์ที่มีสมรรถนะการผลิตสูงในระบบการผลิตปศุสัตว์ของประเทศไทย แค่ปลูกหญ้าเนเปียร์ พื้นที่ 1 ไร่ จะเป็นอาหารเลี้ยงโคได้ไม่น้อยกว่า 5 ตัว ตั้งแต่ ปี 2554 เป็นต้นมา กรมปศุสัตว์จึงเร่งรัดกระจายท่อนพันธุ์หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศ เน้นส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกร และฟาร์มปศุสัตว์ ร่วมกันผลิตหญ้าเชิงบูรณาการ โดยนำน้ำเสียจากอุตสาหกรรมมาปลูกหญ้า ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้ง 5 ด้าน คือ ลดมลภาวะ ลดโลกร้อน ผลิตพืชอาหารสัตว์คุณภาพดี เพิ่มผลผลิตเนื้อและนม และเพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร

ดร. ไกรลาศ กล่าวว่า ตอนนี้การเลี้ยงโคในประเทศเวียดนามกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายผลิตโคเนื้อส่งขายตลาดจีน เกษตรกรจะไปซื้อโครุ่นราคาถูกจากออสเตรเลียมาเลี้ยงขุน กินหญ้าเนเปียร์เป็นอาหารหลัก เพื่อช่วยให้โคเติบโตเร็วภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน อุตสาหกรรมโคขุนของเวียดนามกำลังเติบโตอย่างเต็มที่ เพราะฟันกำไรจากการขายโคได้ ตัวละ 20,000 บาท แค่เลี้ยงโคขุนสัก 500,000 ตัว ส่งขายจีน โกยกำไร แค่ตัวละ 20,000 จะสร้างผลกำไรได้มากมายมหาศาล

หญ้าเนเปียร์ เป็นพืชที่ตอบสนองต่อการให้น้ำและปุ๋ย หากวันนี้เกษตรกรตัดหญ้าเนเปียร์ออกขาย พรุ่งนี้ ต้นหญ้าที่ถูกตัดจะงอกขึ้นมาใหม่ทันที เกษตรกรสามารถตัดต้นหญ้าเนเปียร์ออกขายได้ทุกๆ 2 เดือน แค่ลงทุนปลูกหญ้าเนเปียร์เพียงครั้งเดียว หากเกษตรกรดูแลจัดการแปลงปลูกอย่างดี สามารถเก็บเกี่ยวหญ้าเนเปียร์ออกขายได้ยาวนานถึง 10 ปี เรียกว่าให้ผลตอบแทนนานกว่าการทำไร่อ้อยเสียอีก เพราะอ้อยปลูกแค่ 3 ปี ก็ต้องรื้อแปลงทิ้งเพื่อปลูกใหม่ จึงอยากให้เกษตรกรหันมาสนใจปลูกหญ้าเนเปียร์เป็นพืชเศรษฐกิจตัวเลือกใหม่ในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตร(ผอ.อตก.)กล่าว”งานสินค้าเกษตรคุณภาพ เกษตรอินทรีย์วิถีปักษ์ใต้”ครั้งที่ 2 ที่ จ.สงขลาว่างานสินค้าเกษตรคุณภาพฯ ต้องการส่งเสริมอาชีพให้ชาวใต้ หารายได้เสริมจากการทำสวนยางพารา ด้วยการส่งเสริมด้านเกษตรอินทรีย์ อบรมเพาะเห็ดแครงให้ป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่มีสารอาหารสูงมากและมีความต้องการของตลาด อกต.จะรับซื้อคืน กก.ละ 100-150 บาท

นายบัณฑิต ส่งนวล เกษตรกรเพาะเห็ดแครง จ.กระบี่กล่าวว่าตนเล็งเห็นว่าเห็ดแครง เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่ตลาดยังต้องการสูงเนื่องจากปราศจากสารเคมีและมีคุณค่าทางสารอาหารครบ จึงต้องการอบรมการเพาะเห็ดแครงเพิ่มเติม เพื่อนำความรู้และเทคนิคไปขยายกิจการ ขณะนี้ตนมีรายได้จากการเพาะเห็ดแครงเดือนละ 40,000-50,000 บาท หากมีช่องทางการจำหน่ายมากกว่าปัจจุน ตนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น

ชุมชนที่กำลังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของไทยก็คือ ชุมชนปากน้ำประแส

เป็นชุมชนแห่งหนึ่งของอำเภอแกลง จังหวัดระยอง ชุมชนแห่งนี้เป็นหมู่บ้านชายทะเลที่เคยรุ่งเรืองในอดีต หมายถึงว่า สมัยที่ยังไม่มีถนนบางนา-ตราดนั้น ใครจะเข้ากรุงเทพฯ จะพากันมาลงเรือที่ปากน้ำประแส

ปัจจุบันชุมชนปากน้ำประแสยังรักษาสภาพทั่วไปเหมือนในอดีตที่มีอาชีพประมงเป็นหลัก อาหารทะเลของที่นี่ นอกจากสดแล้วราคายังถูกด้วย นักท่องเที่ยวเกือบทุกคนถ้าได้มาเที่ยวที่นี่ มักจะซื้อปลาแห้ง กุ้งแห้ง และกะปิเป็นของฝาก

ล่าสุดก็เมื่อไม่นานมานี้มีเพิ่มขึ้นอีกสิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวจะต้องซื้อไปกินเองและเป็นของฝาก สิ่งนั้นคือ ชาใบขลู่ ที่จริงต้นขลู่ซึ่งเป็นวัชพืชได้ขึ้นงอกงามอยู่ที่ชายทะเลและใกล้ๆ กับป่าชายเลนที่ปากน้ำประแสมานานแล้ว

ชาวบ้านและชาวประมงอย่างดีก็แค่นำใบอ่อนของต้นขลู่มาลวกกินกับน้ำพริก แต่แล้วอยู่ๆ ชาใบขลู่เกิดโด่งดังขึ้นมาเอง จากประจวบคีรีขันธ์และใกล้เคียงที่ได้นำใบขลู่มาทำเป็นชาใบขลู่

ที่ชาใบขลู่โด่งดังเพราะมีสรรพคุณหลายอย่าง เช่น ลดความดันโลหิต แก้โรคเบาหวาน แก้ท้องอืด ขับลม เส้นตึง แต่ที่แน่ๆ ก็คือ หากกินทุเรียนแล้วกินชาใบขลู่ไปด้วยก็จะไม่ร้อนใน ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ชอบกินทุเรียนเป็นอย่างยิ่ง

ทว่าโดยส่วนตัว ผมรู้จักชาใบขลู่มาจากเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งคือ คุณบรรเจิด นามจิตร ได้นำมาให้เพื่อนๆ กิน โดยยืนยันว่าทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น

เพื่อนๆ ทุกคนเชื่อ เพราะเดิมทีคุณบรรเจิดจะเดินไปไหนมาไหนต้องใช้ไม้เท้า

แต่พอได้กินชาใบขลู่เพียงไม่กี่เดือนสามารถเดินได้โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้า ถึงขนาดเพื่อนคนที่ว่านี้เรียกชาใบขลู่เสียใหม่ว่าชาทิ้งไม้เท้า ถึงแม้ผมเชื่อว่า ชาใบขลู่ต้องดีแน่กับโรคกระดูก แต่เนื่องจากร่างกายของผมไม่มีปัญหาเรื่องกระดูก ถึงแม้เพื่อนให้มากิน ผมก็กินบ้างไม่กินบ้าง

แต่พอได้ไปพบชาใบขลู่ที่ชุมชนบ้านประแสผมก็อดซื้อมากินไม่ได้ เพราะถ้ากินเป็นประจำเหมือนกับน้ำก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร คิดว่าเป็นการกินชาจีนก็แล้วกัน ราคาก็ไม่แพงด้วย

ที่ชุมชนบ้านประแส มีบ้านที่ผลิตชาใบขลู่ส่งขายไปทั่วประเทศ ไม่ได้ส่งเอง แต่จะมีคนมาซื้อไปขายต่อบ้าง สั่งซื้อมาทางไปรษณีย์บ้าง

การผลิตชาใบขลู่ของที่นี่ไม่ได้ทำคนเดียวแต่ตั้งเป็นกลุ่มรวมแล้ว 30 กว่าคน โดยแบ่งงานกันทำ มีรายได้ก็มาแบ่งกัน ซึ่งทำให้ทุกคนมีรายได้ โดยเฉพาะคนสูงอายุ นอกจากได้เพลิดเพลินกับการได้ทำงานแล้วยังได้เงินใช้อีก

หัวหน้ากลุ่มชื่อ ชะโลม วงศ์ทิม ปัจจุบันอายุ 71 ปี เดิมมีอาชีพประมง

หัวหน้ากลุ่มได้เล่าความเป็นมาและเป็นไปของการทำชาใบขลู่ให้ผมฟังว่า เริ่มทำชาใบขลู่มา 6 ปีแล้ว โดยมีผู้รู้มาสอนให้ กิจการก้าวหน้าดีพอสมควร

ขั้นตอนการผลิตชาใบขลู่จะเริ่มจากใช้คนในกลุ่มไปตัดต้นขลู่ซึ่งขึ้นอยู่ทั่วไป แต่จะเลือกเฉพาะต้นที่ขึ้นอยู่ในป่าไกลจากถนน เพราะจะปลอดภัยจากสารพิษที่พ่นออกมาจากรถยนต์ นำกิ่งใบขลู่มาเด็ดเอาแค่ใบแล้วนำไปทำความสะอาดด้วยน้ำ

จากนั้นเอาใบขลู่ลงหม้อนึ่งเพื่อลดความกร่อย

แล้วนำใบขลู่ไปตากในตู้กระจกที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อไล่ความชื้น

เมื่อความชื้นถูกกำจัดจากแสงอาทิตย์หมดแล้ว ก็นำเข้าเตาอบจนแห้งอีกครั้ง เป็นอันเสร็จพิธี

หัวหน้ากลุ่มบอกว่าการทำชาทุกชนิดไม่ว่าจะทำจากอะไร ถ้าทำไม่ดีจะมีเชื้อราซึ่งแทนที่กินแล้วจะได้ประโยชน์ก็จะมีโทษ “ชาใบขลู่ของที่นี่จึงต้องทำอย่างดี ไม่ให้เกิดเชื้อรา ถึงจะเก็บไว้นานเป็นปีก็ไม่เป็นไร” แกยืนยัน เมื่อผมถามว่าถ้าชาใบขลู่ขายดีขึ้นอีกจะมีปัญหาเกี่ยวกับวัตถุดิบหรือไม่

หัวหน้ากลุ่มบอกว่า ไม่มี เหตุที่ไม่มีก็เพราะต้นขลู่ขึ้นง่ายขยายพันธุ์เองไปตามธรรมชาติได้อย่างรวดเร็ว ส่วนการขายนั้นมีปัญหาในระยะแรก ปัจจุบันจากปากต่อปากทำให้ขายดีขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญชาใบขลู่กินแล้วมีประโยชน์จริงๆ โดยผู้กินรับรองผล จึงสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อไปดื่ม

วันนั้นผมอุดหนุนด้วยการซื้อติดมือมา 4 ถุง ถุงละ 60 บาท ถุงหนึ่งๆ มีน้ำหนักเพียงขีดเดียวหรือเท่ากับ 100 กรัม แต่เยอะมาก สามารถกินได้หลายวัน เพราะชงแต่ละครั้งใช้แค่ประมาณ 10 ใบเท่านั้น หากจะดื่มน้ำชาใบขลู่เหมือนดื่มน้ำ ซองหนึ่งๆ ดื่มได้เป็นเดือน ราคาขายจะเหมาะสมหรือเปล่าไม่รู้ แต่ได้รับคำอธิบายจากหัวหน้ากลุ่มว่า

ใบขลู่สดๆ หนัก 25 กิโลกรัม พอนำมาผ่านขั้นตอนทำเป็นชาใบขลู่แล้วจะเหลือเพียง 5 กิโลกรัมเท่านั้น

ราคาขายชาใบขลู่กิโลกรัมละ 600 บาท ก็จะได้ 3,000 บาท บางวันก็ทำได้มากกว่านี้ บางวันก็ได้น้อย อยู่ที่สมาชิกจะมาร่วมกันทำมากน้อยแค่ไหน

แบ่งเงินรายได้กันแล้ว ก็พออยู่กันได้ แต่ละคนแต่ละวันมีค่าใช้จ่ายน้อย เพราะเป็นชุมชนที่มีบ้านเรือนอยู่ใกล้ๆ กัน เดินไปทำงานได้ โดยเฉพาะคนสูงอายุนั้นจะพากันมาช่วยทำกันมากเป็นพิเศษ เพราะอยู่บ้านก็เหงาไม่รู้จะทำอะไร เมื่อยก็พัก ทุกคนได้ทั้งงานได้ทั้งเงิน และได้ทั้งด้านจิตใจ เพราะจะมีความสุขกับการทำงาน และบางคนมาหารายได้เสริมเท่านั้น เพราะมีอาชีพอื่นทำเป็นหลักอยู่แล้ว

เกือบลืมบอกไปว่า ถ้าผู้อ่านและไม่ได้อ่านท่านใดต้องการซื้อชาใบขลู่ไปกินเพื่อสุขภาพ ติดต่อสั่งซื้อได้ที่ 55 หมู่ 7 บ้านแสมผู้ ตำบลปากน้ำประแส อำเภอแกลง จังหวัดระยอง 21170 โทรศัพท์ (038) 661-7201 มือถือโทร (089) 832- 9850

หัวหน้ากลุ่มบอกว่าผู้ใดต้องการยินดีส่งชาใบขลู่ให้ก่อน จ่ายเงินภายหลังได้ครับ เมื่อ เวลา 17.58 น. ของวันที่ 5 กันยายน 2554 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายสุเมธ ตันติเวชกุล ในฐานะประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร เนื่องในโอกาสนำคณะเข้าเฝ้าฯ ณ ห้องประชุมสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช

ซึ่งในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับการเลือกชนิดพืชเพื่อปลูกในพื้นที่สูงหรือบนภูเขาว่า “ควรพิจารณาเรื่องของดินถล่มด้วย เพราะเมื่อดินถล่มลงมาแล้ว จะทำให้หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านเสียหายไปหมด เป็นปัญหาที่หนักมาก เพราะมีคนเสียชีวิต เมื่อเร็วๆ นี้ ที่กระบี่ก็มีถล่ม ที่สตูลก็หนักหน่วงมาก ที่กระบี่หล่นลงมาทำให้เสียชีวิตหลายราย เพราะไปปลูกยาง คนค้าขายยาง เพราะเป็นต้นไม้ที่โตเร็ว แข็งแรง มันโตเร็วก็จริง แต่ทำให้ดินถล่มมากมาย ที่ภาคอีสานไปปลูกยางนึกว่าเป็นผลที่ดี แต่ดินถล่มเยอะ ที่ภาคเหนือก็มี เหตุการณ์ดินถล่มทำให้ชาวบ้านเสียหายมาก ต้องปลูกพืชที่รักษาดินให้ดี ต้องเลือกต้นที่จะปลูก ถ้าปลูกต้นไม้ที่มีรากแก้ว อาจโตช้า ก็ต้องเลือก อย่างเอาหญ้าแฝกที่มีรากลงลึกเหมือนเป็นรากแก้วมาร่วมปลูกก็อาจจะแก้ได้

ปลูกหญ้าแฝกเป็นแนวอย่างไร ต้นไม้ที่เป็นต้นไม้มีรากแก้ว หรือต้นไม้ที่โตเร็ว ต้องสลับกันดีๆ อาจจะแก้ปัญหาดินถล่มได้ อันที่น่ากลัวที่สุด สมัยนี้อาจทำอะไรเร็ว ให้ต้นไม้โตเร็ว การเลือกต้นไม้มาปลูกควรทำสลับกัน เพราะตั้งแต่ทำโครงการเกี่ยวกับต้นไม้โตเร็ว ทั่วทั้งประเทศมีดินถล่มและเกิดมากขึ้น ภาคใต้ก็มากขึ้น ภาคเหนือก็เกิดแถวๆ อุตรดิตถ์ ภาคอีสานก็ยังเป็นมากขึ้น เป็นผลตรงข้ามที่ต้องการ ประชาชนต้องเจอกับการถล่มของภูเขา ปลูกต้นไม้โตเร็วแล้วต้นไม้เหล่านั้นก็ถูกพัดพาถอนรากจนถล่มลงมาทับบ้านทลาย จึงต้องศึกษาให้ดี”

จึงนับเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสเรื่องการนำหญ้าแฝกมาใช้ประโยชน์ต่อการอนุรักษ์หน้าดิน และแก้ไขปัญหาการพังทลายของหน้าดินที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของราษฎรไทย

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงสภาพปัญหาและสาเหตุที่เกิดขึ้น และทรงเล็งเห็นศักยภาพของหญ้าแฝก ซึ่งเป็นพืชที่จะช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและรักษาความชุ่มชื้นไว้ในดินได้ จึงพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับหญ้าแฝก เพื่อใช้ป้องกันและแก้ปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดินอย่างต่อเนื่องตลอดมา

ในประเทศไทยนั้น ได้มีการดำเนินงานตามโครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาตั้งแต่ ปี 2534 จนถึงปัจจุบัน โดยนำแนวทางพระราชดำริมากำหนดเป็นนโยบาย มีงานวิจัยและพัฒนาการบริหารจัดการการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์

ทั้งหมดนี้ เพื่อให้การนำหญ้าแฝกไปใช้ประโยชน์เกิดความสัมฤทธิผลในพื้นที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ มีการจัดทำแปลงและช่วยเผยแพร่ผลงานหญ้าแฝก

ดังพระราชดำริ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 “ให้ใช้หญ้าแฝกในการพัฒนา ปรับปรุงบำรุงดินและฟื้นฟูดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งแก้ไขปัญหาดินเสื่อมโทรม ดำเนินการขยายพันธุ์ ทำให้เกิดมีกล้าหญ้าแฝกเพียงพอด้วย ที่สำคัญต้องไม่ลืมหน้าที่ของหญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำ และเพื่อการรักษาดิน ให้ทุกหน่วยงานและหน่วยงานราชการที่มีศักยภาพในการขยายพันธุ์ให้ความร่วมมือกับกรมพัฒนาที่ดิน ในการผลิตกล้าหญ้าแฝกและแจกจ่ายกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้พอเพียง”

จากการดำเนินงานที่ทุกหน่วยงานได้ร่วมแรงร่วมใจในการสนองพระราชดำริ นับแต่วันแรกที่มีพระราชดำรัสจวบจนปัจจุบัน ความสัมฤทธิผลของหญ้าแฝกได้ปรากฏให้เห็นแล้วอย่างมากมาย อาทิ ช่วยป้องกันการพังทลายของดินขอบถนนบนพื้นที่สูง เช่น เส้นทางไปโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย ช่วยพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพดินที่โครงการพัฒนาที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดราชบุรี และดินดานที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น

“พยาบาล” นับเป็นอีกหนึ่งอาชีพในฝันของเด็กผู้หญิงหลายคนในวัยเยาว์ เพราะมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี คนยกย่อง อยู่ในสถานที่สะอาดสะอ้าน ได้ช่วยเหลือคนอื่น

แต่สำหรับ “ดุสิตา ธรรมสถิตพร” หรือ ไหม หญิงสาวในวัยเพียง 27 ปี เลือกที่จะปฏิเสธตำแหน่งพยาบาลดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งโรงพยาบาลกรุงเทพฯ เงินเดือนหลายหมื่นบาท มาสวมบทบาทเกษตรกรปลูกเมล่อนในพื้นที่ 8 ไร่ ที่ ต.เขาเพิ่ม อ.บ้านนา จ.นครนายก โดยเธอตั้งปณิธานไว้ว่า การเป็นเกษตรกรจะต้องไม่ “ยากจน” เสมอไป

และเชื่อไหมว่าอดีตนางพยาบาลคนนี้ ภายหลังเป็นเกษตรกรเพียงปีเดียว ปัจจุบันเธอมีรายได้สัปดาห์ละ 60,000 บาท มากกว่าที่เป็นพยาบาลซะอีก

คุณไหม เล่าว่า หลังจากเรียนจบพยาบาลเฉพาะทางจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปี 54 ก็ทำงานตามที่เรียนมา ณ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง แผนกผู้ป่วยมะเร็งนาน 4 ปี ทำงานวันละ 12 – 13 ชั่วโมงทุกวัน สุขภาพเริ่มแย่ ค่าเม็ดเลือดทุกตัวตกลงทุกปี ประกอบกับสามีเป็นหมอ แนะนำว่าให้ลาออกจากงาน เพื่อไปรักษาตัวเอง แต่เนื่องจากไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่น ไปได้ลองทานเมล่อน รสชาติดีมาก หวาน กรอบ อร่อย เลยเกิดไอเดียกลับมาปลูกเมล่อนที่เมืองไทย ตอนที่คุณไหมไปกินเมล่อนที่เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น เธอบอกว่า ประทับใจมาก แต่ราคาค่อนข้างแพง ชิ้นเล็กๆ 90 บาท คิดว่าเมืองไทยก็สามารถปลูกได้ เลยมาหาข้อมูล ซึ่งพบว่า ที่เทพมงคลฟาร์มเมล็ดพันธุ์ อยู่ที่จ.มหาสารคาม เปิดโรงเรียนสอนผู้ที่สนใจอยากปลูกเมล่อน ชื่อว่า “โรงเรียนเกษตรกรไทยไม่จน จึงไปเรียน แล้วกลับมาตั้งใจปลูกอย่างจริงจัง

ก่อนตัดสินใจปลูกเมล่อน หญิงสาวเคยคิดจะทำธุรกิจบ้านพักคนชรา เธอมองว่า ต้นทุนเดิมเป็นพยาบาล ประกอบกับมีที่ดิน 60 ไร่ ที่จังหวัดนครนายก แต่เนื่องจากที่ดินอยู่ไกลจากถนนใหญ่มาก หากเกิดเหตุฉุกเฉินกลัวไปโรงพยาบาลไม่ทัน เลยล้มเลิกความคิดนี้ และคิดว่าการปลูกเมล่อนนี่ล่ะ ที่จะยึดเป็นอาชีพหลักเพราะตั้งใจไว้ว่าอยากจะทำธุรกิจขายสุขภาพดี

คุณไหมเริ่มทำไร่เมล่อน เมื่อเดือน กรกฎาคม 58 บนพื้นที่ 8 ไร่ จ.นครนายก ตั้งชื่อว่า พ.ฟาร์ม ซึ่งเงินลงทุนเธอขอยืมจากคุณพ่อ 2 ล้าน เพื่อสร้างโรงเรือน 16 โรงเรือน ปลูกเมลอนฉลี่ยโรงเรือนละ 400 ต้น สร้างระบบน้ำหยด ค่าแรงพนักงาน นับว่าท้าทายมาก เพราะไม่มีความรู้เลย หญิงสาวต้องคอยถามผู้รู้ตลอดเวลา

สำหรับสายพันธุ์เมล่อนที่อดีตพยาบาลสาวปลูก เธอบอกว่า เน้นที่ความหลากหลาย มีประมาณ 10 สายพันธุ์ อาทิ พันธุ์แสนหวาน (เนื้อจะสีส้ม รสชาติหวานกรอบ) ภูไท (เนื้อเหมือนฝักทอง) ฮิเดโกะ (เนื้อและรสชาติเหมือนเมล่อนญี่ปุ่น) นอกจากนั้นยังมี จันทร์ฉาย ไข่ทองคำ ฮามิกัว หรือแตงทิเบต ปลูกสลับหมุนเวียนไป โดยเมล่อนทุกลูกจะถูกตรวจโดยเครื่องมือวัดความหวาน โดยเฉลี่ยลูกละ 14 องศาบริกซ์

ด้านจำนวนผลผลิต เจ้าของไร่ บอกว่า ปัจจุบันปลูกเมล่อนทั้งหมด 16 โรงเรือน (ปลูกเมลอนฉลี่ยโรงเรือนละ 400 ต้น) ทุกๆ 3เดือนจะเก็บเมล่อนได้เฉลี่ยสัปดาห์ละ 150 – 200 ลูก น้ำหนักลูกละ 1.2 – 1.5 กิโลกรัม จำหน่ายเกรด A ราคา 115 บาท/กก. ราคาเกรด B กิโลกรัมละ 80 บาท ซึ่งราคาต้นทุนเมล่อนกิโลกรัมละ 85 บาท

ในส่วนของผลเมล่อนที่ตกเกรด และผลอ่อนจนต้องปลิดทิ้ง จะนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ อาทิ ไอศกรีมเมล่อน สาคูเมล่อนนมสด พายเมล่อน สลัดเมล่อน ซาลาเปาเมล่อน สมูทตี้เมล่อน ส้มตำเมล่อน จำหน่ายที่ร้านหน้าสวน สามารถสร้างรายได้ปีละกว่า 1 ล้านบาทเลยทีเดียว

นอกจากไร่ปลูกเมล่อนแล้ว อดีตพยาบาลสาวยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น เธอมองการณ์ไกล นำพื้นที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของจังหวัดนครนายก

“โรงเรือนของไหมวิวดี ล้อมรอบด้วยภูเขา ใกล้ทุ่งนาเขียวขจีสวยงามมาก เลยเปิดให้คนภายนอกเข้ามาชม รวมถึงจำหน่ายเมล่อนและขายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเมล่อน ลูกค้าสามารถเข้ามาตัดผลได้เอง ขายแบบไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง”

ตลอดเวลาที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรดิน และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่สนับสนุนการบริหารจัดการดินอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนและเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในประเทศและนานาประเทศ ถึงพระวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการบริหารทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน โดยทรงให้ความสำคัญกับทรัพยากรดิน ทรงเป็นผู้นำและปฏิบัติด้วยพระองค์เอง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขปัญหาดิน การพัฒนาและอนุรักษ์ดิน ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา

ทรัพยากรดิน ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญในการผลิตทางการเกษตร ซึ่งถือได้ว่ามีความสำคัญต่อเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย การที่ทรัพยากรดินเสื่อมโทรม ขาดความอุดมสมบูรณ์ ไม่มีการอนุรักษ์ ขาดการปรับปรุงบำรุงดิน หรือการดูแลรักษา นับเป็นอีกหนึ่งความทุกข์ยากให้กับเกษตรกรมากมายขึ้น

ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในทุกๆ ภาคของประเทศอย่างสม่ำเสมอ ทรงรับทราบความเดือดร้อนของราษฎรในแต่ละพื้นที่ จากปัญหาทางด้านศักยภาพของทรัพยากรดินในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เนื่องมาจากความเสื่อมโทรมของดิน เช่น พื้นที่ที่มีปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน พื้นที่ดินทรายจัด พื้นที่ดินดาน และพื้นที่ดินพรุในภาคใต้ตอนล่าง

พระองค์ ทรงศึกษาถึงที่มาของสาเหตุและปัญหาวิธีการแก้ไขในรูปแบบต่างๆ ให้แก่เกษตรกร ทั้งปัญหาที่มาจากสาเหตุธรรมชาติและปัญหาที่เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเกษตรกรเอง จนเกิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอย่างมากมาย ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดยแนวพระราชดำริที่ทรงมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงานในโอกาสต่างๆ นั้น ได้ถูกนำไปขยายผลในการปฏิบัติจนเกิดประโยชน์ในการพัฒนาที่ดินให้แก่ราษฎรอย่างทั่วถึงทุกภูมิภาคของประเทศไทย

กรมพัฒนาที่ดิน ได้ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2506 นับเป็นหนึ่งหน่วยงานที่ได้ทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทด้านการพัฒนา ในโครงการสำคัญต่างๆ ตามพระราชดำริ

กรมพัฒนาที่ดิน เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานภายใต้โครงการพระราชดำริต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาดินเสื่อมโทรมและฟื้นฟูทรัพยากรดิน การพัฒนาที่ดิน การจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในหลายรูปแบบ เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินทำการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ทั้งนี้ จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมพัฒนาที่ดิน ดูแลรับผิดชอบอยู่ 150 กว่าโครงการ ครอบคลุมพื้นที่ 49 จังหวัด อีกทั้งได้มีการนำผลสำเร็จของโครงการพระราชดำริมาขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่โครงการและใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการเผยแพร่ความรู้ผ่านเครือข่ายหมอดินอาสาที่มีอยู่ในทุกพื้นที่ ส่งผลให้เกษตรกรได้พัฒนาอาชีพทางการเกษตร มีที่ดินทำกินได้อย่างปกติสุข ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างยั่งยืนสืบไป

ที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดิน ได้เข้าไปดำเนินการร่วมกับหลายหน่วยงานนั้นต่างประสบผลสำเร็จ สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้ชัดเจน อาทิ การแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว โดยทฤษฎีแกล้งดิน ในพื้นที่ บ้านโคกอิฐ-โคกใน ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส ได้ดำเนินการฟื้นฟูที่ดินจนสามารถเพิ่มผลผลิตข้าว จาก 5-10 ถัง ต่อไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 40-50 ถัง ต่อไร่ ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

การแก้ไขปัญหาดินเสื่อมโทรม ในพื้นที่โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งจากเดิมพื้นที่ดินส่วนใหญ่เป็นดินตื้น เนื้อดินเป็นดินร่วนปนทรายและปนกรวด มีชั้นดานแข็งอยู่ข้างล่าง ทำให้เพาะปลูกพืชไม่ได้ กรมได้น้อมนำแนวพระราชดำริเข้าไปดำเนินการวางแผน และจัดระบบปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ พร้อมทั้งปรับปรุงบำรุงดินร่วมกับการปลูกหญ้าแฝก เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ทำให้ดินกลับมามีความชุ่มชื้น สามารถเพาะปลูกพืชได้หลายชนิด

สำหรับศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่กรมพัฒนาที่ดินรับผิดชอบเป็นเจ้าภาพหลักมีอยู่ 2 ศูนย์ คือศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทรา ค่อนข้างจะเห็นภาพชัดเจน เดิมพื้นที่ดังกล่าวได้มีการใช้ประโยชน์จากป่าไม้จนหมดไปแล้ว พื้นที่มีสภาพเสื่อมโทรม เป็นดินทราย ขาดความอุดมสมบูรณ์ กรมการพัฒนาที่ดินได้สนองพระราชดำริ โดยการบริหารจัดการทรัพยากรดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดินแต่ละประเภท ตั้งแต่เริ่มโครงการ เมื่อปี พ.ศ. 2522 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงเป็นลำดับ

แห่งที่ 2 ศูนย์ศึกษาการพัฒนา พิกุลทอง จังหวัดนราธิวาส ที่นี่ดูแลในเรื่องพื้นที่พรุ โดยแบ่งพื้นที่เป็น 3 ส่วน คือ เขตสงวน เขตอนุรักษ์ที่จะฟื้นฟู และเขตพัฒนา ซึ่งเกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ได้ สำหรับปัญหาของที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องดินเปรี้ยว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยที่จะแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวบริเวณขอบพรุให้ได้ เพื่อชาวบ้านจะได้ใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชชนิดต่างๆ ได้ ทางโครงการจึงได้ดำเนินการสนองพระราชดำริ จัดทำโครงการ “แกล้งดิน” ด้วยการขังน้ำในพื้นที่ เพื่อเร่งปฏิกิริยาทางเคมีของดิน ให้ปล่อยกรดกำมะถันออกมา ทำให้ดินเปรี้ยวจัด จากนั้นจึงหาวิธีการปรับปรุงฟื้นฟูดิน เช่น ฟื้นฟูดินด้วยปูนขาว จนดินมีสภาพดีพอที่จะทำการเพาะปลูกได้

ในขณะที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอื่นๆ เช่น โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ จังหวัดเชียงใหม่ โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน จังหวัดสกลนคร โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย จังหวัดเพชรบุรี กรมพัฒนาที่ดิน จะทำหน้าที่ดูแลเรื่องดิน ปัจจัยพื้นฐานทางด้านการเกษตร จะต้องปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีโครงสร้างที่ดี จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝก และการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ สารเร่ง พด. ต่างๆ ในการรักษาสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน

…นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างล้นพ้น จนสร้างความอยู่ดีมีสุขแก่ทวยราษฎร์ และได้รับสมญานามว่า ธ ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนา ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก ที่มิใช่เพียงขจรไปทั่วแผ่นดินไทย แต่ยังเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศทั่วโลกอีกด้วย

“เราสมควร…แกล้งดิน…โดยทำให้มันเปรี้ยว แล้วเราจะได้ทำวิศวกรรมย้อนรอย เพื่อจะได้รู้วิธีแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดสภาพเปรี้ยวแบบที่เคยเป็น ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการดูแลดินประเภทนี้ในอนาคต”

จากกระแสพระราชดำรัสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับสั่งให้ “แกล้งดิน” ในพื้นที่พรุให้เปรี้ยวที่สุด โดยใช้เวลา 2 ปี หลังจากนั้น ให้ทดลองปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว ข้าวโพด และพืชผัก ถ้าพืชดังกล่าวขึ้นไม่ได้ ก็แสดงว่า ดินเปรี้ยวจนถึงที่สุดแล้ว จากนั้นให้หาทางปรับปรุงพื้นที่ดินดังกล่าวให้สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจให้จงได้ และเมื่อได้ผลให้นำเอาเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาดินเปรี้ยวจัดที่พบในพื้นที่พรุ หรือพื้นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลของประเทศสืบต่อไป

ด้วยเหตุที่ดินในพื้นที่พรุ หรือพื้นที่ราบลุ่มตามชายฝั่งทะเลของประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวที่มีชั้นดินและสีเทาปนน้ำเงิน ซึ่งมีสารประกอบไพไรต์ (สารประกอบเหล็กซัลไฟต์) รองรับอยู่ข้างล่าง เมื่อดินเปียกดินนี้จะไม่ค่อยเปรี้ยว แต่ถ้าปล่อยให้ดินแห้ง สารประกอบไพไรต์จะทำปฏิกิริยากับอากาศและปลดปล่อยกรดกำมะถัน และมีจุดประสีเหลืองเหมือนฟางข้าวออกมา ทำให้ดินมีฤทธิ์เป็นกรดจัด หรือดินเปรี้ยวจัด การเกิดปฏิกิริยาทางเคมีดังกล่าว หากปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ต้องใช้เวลานานนับหลายๆ ปี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงรับสั่งให้ระบายน้ำออกและทดน้ำเข้าสลับกันไป เพื่อให้ดินแห้งและเปียกเป็นระยะๆ ทำให้เร่งปฏิกิริยาทางเคมีให้เกิดขึ้นโดยสะดวก ซึ่งผลของการดำเนินงานตามพระราชดำริ ทำให้สามารถ “แกล้งดิน” จนเปรี้ยวถึงที่สุดภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี

การนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชดำริแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวจัดโดยใช้น้ำชะล้างความเป็นกรด ควบคู่ไปกับการควบคุมน้ำใต้ดินให้อยู่ในระดับเหนือดินเลน ที่มีสารประกอบไพไรต์ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ทำให้กรดถูกล้างออกไปจากดิน ด้วยวิธีการระบายน้ำออกแบบง่ายๆ ในขณะเดียวกัน การควบคุมน้ำดังกล่าว จะช่วยป้องกันไม่ให้ดินแห้งและเกิดกรดขึ้นมาอีก ซึ่งถือว่าเป็นแก้ไขปัญหาอย่างถาวรและทำได้ง่าย แต่การใช้น้ำชะล้างดินต้องใช้เวลานาน 2-4 ปี จึงชะล้างกรดออกไปได้มากพอที่จะใช้ปลูกพืชไดh

ดังนั้น เพื่อร่นระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาให้ปลูกพืชได้เร็วขึ้น กรมพัฒนาที่ดิน ได้สนองพระราชดำริโดยการใช้วัสดุปูนใส่ลงไปในดินก่อน ประมาณ 1-3 ตัน ต่อไร่ วัสดุปูนควรเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ทางภาคใต้ให้ใช้หินปูนฝุ่น ทางภาคกลางให้ใช้ปูนมาร์ล จากนั้นจึงใช้น้ำล้างความเป็นกรด ซึ่งจากการทดลองพบว่า หลังจากการไถพรวนแล้วหว่านวัสดุปูน แล้วใช้น้ำชะล้างกรด หรือปล่อยน้ำให้แช่ขัง แล้วระบายน้ำออกก็สามารถปลูกพืชต่างๆ ได้ทันที และให้ผลผลิตคุ้มกับการลงทุน

คุณสหรัฐและคุณเจษฏาภรณ์ เกษสกุล ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 57/1 หมู่3 ตำบลบางกระจะ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

แต่เดิมคุณสหรัฐ SBOBET ทำงานอยู่ที่กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จังหวัดจันทบุรี ต่อมาได้ลาออก มาทำอาชีพค้าขายยางพารา จากนั้นเปลี่ยนมาเป็นค้าขายมะละกอ โดยซื้อผลผลิตจากเกษตรกรไปจำหน่ายที่ตลาดสี่มุมเมืองและตลาดไท ระหว่างที่ซื้อมะละกอไปขายนั้น คุณสหรัฐพบว่า เกษตรกรมักประสบปัญหามีโรคระบาดในแปลง ผลผลิตมีน้อย บางช่วงของไม่พอส่ง เพื่อให้มีผลผลิตส่งอย่างต่อเนื่อง เขาจึงลงมือปลูกมะละกอเองส่วนหนึ่ง โดยการเช่าที่ปลูก เมื่อปลูกไปได้สักพัก ราว 2-3 ปี ก็ย้ายที่ปลูก ทั้งนี้เพื่อลดการระบาดของโรคและแมลงนั่นเอง

ตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงปัจจุบัน ย้ายมาหลายแปลงแล้ว พื้นที่จะหมุนเวียนอยู่ระหว่างจันทบุรี ปราจีนบุรี และสระแก้ว