ในแต่ละปี ประเทศไทยส่งออกสินค้าอาหารไปทั่วโลก

มีมูลค่าสูงนับล้านล้านบาท มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะ “ครัวของโลก” ทั้งมีแนวโน้มว่าอุตสาหกรรมอาหารไทยปี 2561 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปี 2560 ราว 7% มีมูลค่าส่งออกอยู่ที่ 1.07 ล้านล้านบาท โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ อาเซียน สัดส่วนส่งออกประมาณ 30% ญี่ปุ่น 14% สหรัฐ 10% จีนและแอฟริกา สัดส่วนเท่ากันที่ 9%

พูดได้เต็มปากว่า มาตรฐานการผลิตสินค้าอาหารจากไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งในด้านคุณภาพและความปลอดภัย ถึงกระนั้นก็ยังมีข่าวคราวอยู่เป็นระยะ กรณีสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยอันดับต้น ๆ สั่งกักสินค้าอาหารบางรายการจากไทย อ้างตรวจพบเชื้อแบคทีเรีย Salmonella พบยาฆ่าแมลงตกค้าง หรือสารตะกั่วตกค้าง แปลว่าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ยังไม่นับกรณีคล้าย ๆ กันที่เกิดกับประเทศคู่ค้าอื่น ๆ

หลังจากสหรัฐประกาศใช้กฎหมาย Food Safety Modernization Act (FSMA) ไปเมื่อเดือน พ.ค. 2559 ผู้ผลิตอาหารส่งออกรายใหญ่ต้องเร่งปรับตัว จัดทำ Food Safety Plan ตามระเบียบ Preventive Controls for Human Food ซึ่งมีความเข้มข้นมากกว่า HACCP เดิมในหลายประเด็น ในขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กยังไม่ตื่นตัวมากนัก

ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่ต้องการส่งออกสินค้าไปสหรัฐอเมริกา จะถูกบังคับตามระเบียบใหม่ให้ดำเนินการตั้งแต่ ก.ย. 2559 ในขณะที่ผู้ประกอบการโรงงานขนาดเล็กกำหนดให้ดำเนินการภายใน ก.ย. 2560 แต่จนถึงขณะนี้ ผู้ประกอบการ SMEs หลายรายยังไม่ทราบระเบียบใหม่นี้เพราะลำพังเพียง GMP และ HACCP นั้นไม่เพียงพอเสียแล้ว หากต้องการส่งสินค้าอาหารไปขายในสหรัฐอเมริกา

มาตรฐานการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัยที่จะบริโภค กลายเป็นข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับผู้ผลิต ปัจจุบันมีระบบคุณภาพมากมาย ได้แก่ GMP, HACCP, BRC, IFS, SQF, ISO 9000, ISO 22000 เป็นต้น แต่มาตรฐานการนำเข้าของประเทศคู่ค้าอาจมีข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละประเทศปลีกย่อยไปอีก โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ food safety ซึ่งมักมีการเพิ่มเติม หรือปรับปรุงอยู่เสมอ

ที่น่าห่วงคือ ผู้ประกอบการ SMEs โรงงานอุตสาหกรรมอาหารของไทย ที่มีจำนวนสัดส่วนมากถึง 93% หรือประมาณ 7,440 ราย (ที่เหลืออีกราว 7% หรือราว 560 ราย เป็นโรงงานขนาดใหญ่) ยังไม่นับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่ได้จดทะเบียนกับกรมโรงงานฯ รวมแล้วอีกนับแสนราย ซึ่งยังไม่มีความพร้อมทั้งบุคลากร เงินทุน เทคโนโลยีการผลิต และองค์ความรู้ต่าง ๆ รวมทั้งขาดการปรับตัวที่รวดเร็วตามการเปลี่ยนแปลง

สำหรับโรงงานขนาดใหญ่อาจแก้ปัญหาเรื่อง food safety ด้วยการใช้เทคโนโลยีการผลิตอาหารในอนาคต โดยใช้เครื่องจักร หรือหุ่นยนต์ เพื่อลดความเสี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการปนเปื้อนในระหว่างการผลิต ลดปัญหาการควบคุมคุณภาพ และสามารถติดตั้งตรวจสอบย้อนกลับได้ง่ายขึ้น แต่สำหรับ SMEs ไม่น่าจะเป็นเรื่องง่ายนัก

การเตรียมตัวให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายด้านอาหารของประเทศคู่ค้า เพื่อรับมือกับการสร้างความปลอดภัยอาหารในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นความรู้แจ้งในข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ ด้านมาตรฐานการผลิตต่าง ๆ กฎหมาย ระเบียบ ข้อกำหนดหรือกติกาใหม่ ๆ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จึงเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้น ๆ ที่ผู้ประกอบการ SMEs ไม่ควรละเลย ที่สำคัญ ต้องเปิดใจรับเทคโนโลยีการผลิตใหม่ ๆ ให้ทันยุคทันสมัย แม้เพียงนำมาประยุกต์ใช้บางส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่อง food safety ตามความเหมาะสมของศักยภาพตนเอง ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ทั้งหมดทั้งมวลนั้น มีหน่วยงานภาครัฐหลายแห่งที่คอยอัพเดตข้อมูล และให้คำปรึกษาทั้งด้านเงินทุน และเทคโนโลยีการผลิตต่าง ๆ สามารถเลือกใช้บริการได้ตามสะดวกครับ

ในระยะสิบปีที่ผ่านมา ฉันไปสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta) ในเวียดนามมาหลายสิบรอบ เห็นแล้วได้แต่อิจฉาเขา พื้นที่ทั้งหมดเกือบ 20 ล้านไร่ ตอนใต้สุดของประเทศ เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์เสียนี่กระไร เขามีแม่น้ำใหญ่ 4 สาย ไหลลงทะเลในบริเวณนี้ นี่รวมแม่น้ำโขงด้วย มีแม่น้ำเครือข่ายอีกนับร้อยนับพันสายพาดโยงไปมาทั่วผืนดิน

แม่น้ำแต่ละสายของเขาใหญ่โตโอฬาร เรือข้ามแม่น้ำต้องใช้เรือใหญ่แบบเรือเดินทะเล บางแม่น้ำกว้างกว่า 2 กิโลเมตร (เรื่องแม่น้ำนี่ไว้วันหลังคุยกันยาว คร่าวๆ คือประเทศเพื่อนบ้านเราเขามีแม่น้ำใหญ่กว่าบ้านเรามาก อย่าง อิระวดี ของพม่าก็กว้างเป็นกิโล ของเรานี่เจ้าพระยาช่วงปากน้ำโพ ที่ถือว่าเป็นช่วงที่กว้างที่สุดก็ไม่น่าจะถึง เพราะฉะนั้นให้เราหยุดเพ้อว่าบ้านเราอุดมสมบูรณ์กว่าใครอื่นเขา)

สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงมี 12 จังหวัด พื้นที่ 25 ล้านไร่ ประชากรไม่ถึง 20 ล้านคน พื้นที่ส่วนหนึ่งติดกับกัมพูชาประมาณว่าเดินข้ามกันได้ และนั่งรถไม่นานก็ถึงพนมเปญเลยทีเดียว พื้นที่แถวนั้นมีคนเขมรเชื้อสายจามอยู่ และอยู่กันมาเนิ่นนานก่อนการตัดแผ่นดินออกเป็นประเทศ พื้นที่ที่คนจามอาศัยอยู่จะมีวัดพุทธอยู่มากมาย เพราะพวกเขานับถือพุทธเถรวาทเหมือนไทย

ใครว่าเวียดนามไม่ให้นับถือศาสนาน่ะพูดผิดนะจ๊ะ เขาแค่ไม่ให้เอาศาสนามาแบ่งคน คือจะนับถือศาสนาอะไรก็นับถือไป แต่ไม่ต้องมากรอกเอกสารว่า ฉันเป็นพุทธ เป็นคริสต์ อะไรต่างๆ นานา

ในพื้นที่ 25 ล้านไร่นี้ อุดมสมบูรณ์ขนาดถูกเรียกเป็นชามข้าว (rice bowl) ของเวียดนาม และของโลก ผลิตข้าวได้หนึ่งในสามของเวียดนาม ขณะที่มีพื้นที่เป็นแค่หนึ่งในสิบของประเทศ

สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงยังถูกระบุว่าเป็นสวรรค์แห่งความหลากหลายทางชีววิทยา มีสรรพสิ่งมากมายให้ศึกษา ค้นหา กว่าหนึ่งพันสายพันธุ์ นอกจากมีข้าวสมบูรณ์มากแล้ว อาหารทะเลก็มากมายเหลือจะจาระไน

ในสายตาฉัน สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงสวยทั้งเวลาเรามองบนดิน ดูเส้นสายแม่น้ำตัดกันฉวัดเฉวียน เห็นแผ่นดินอุดมเขียวขจีทอดยาวสุดลูกหูลูกตา และสวยทั้งยามมองมาจากบนอากาศ นั่งเครื่องบินผ่านสามเหลี่ยมนี้เราจะเห็นเส้นแม่น้ำพาดพันกันเป็นลวดลายสวยงาม บนพื้นหลังเขียวขจี ยามปกติเมื่อมองจากบนเครื่องบินเราจะเห็นเส้นแม่น้ำจะเป็นสีเขียวเข้ม แต่ยามน้ำหลากเส้นที่พาดพันกันเหล่านั้นจะเปลี่ยนเป็นสีส้มจัด ฉันประจักษ์สายตามาแล้วในทุกสภาพ สวยทุกสภาพ สง่างามอย่างยากจะบรรยาย

ใครนั่งเครื่องบินไปหรือกลับจากญี่ปุ่น ขอแนะนำให้จ้องดูสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงให้ได้ ทำไม เรียกสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ทั้งที่มีแม่น้ำอีกมากมายหลายสาขาไหลมารวมกันในพื้นที่นี้? เพราะแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยาวกว่า 4,000 กิโลเมตร ไหลผ่านเกือบทุกประเทศในภูมิภาคนี้ ทั้งจีน ไทย ลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนาม เป็นแม่น้ำนานาชาติที่คนในพื้นที่นี้ดื่มกินอาบร่วมกัน

สามเหลี่ยมแม่น้ำโขง เริ่มต้นจากเมืองโฮจิมินห์ซิตี้ หรือไซ่ง่อน แล้วก็กินพื้นที่ตอนใต้ของเมืองนี้ทั้งหมดไปจนจดทะเล เมืองสำคัญคือ เมืองคันเถ่อ เป็นเมืองใหญ่สุด รองจากโฮจิมินห์ซิตี้ มีมหาวิทยาลัย มีสนามบิน มหาวิทยาลัยของเมืองนี้เน้นศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสามเหลี่ยมแม่น้ำโขงนี้เป็นหลัก

การวิจัยนี้เองที่พบว่า พื้นที่สามเหลี่ยมแม่น้ำโขงกำลังจมลงสู่ทะเลอย่างช้าๆ นักวิจัยคนสำคัญ อย่าง Dr. Le Anh Tuan ผู้บริหารศูนย์ศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่มีต่อสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง บอกฉันว่าสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทรุดตัว เฉลี่ยปีละ 2.5 เซนติเมตร

“อีกร้อยปีข้างหน้าอาจไม่มีสามเหลี่ยมปากน้ำโขงอีกต่อไป หากไม่มีการแก้ไขการทรุดตัวของแผ่นดิน การกัดเซาะของน้ำทะเล การรุกคืบของน้ำเค็มเข้ามาในแผ่นดินอย่างรวดเร็วอย่างที่เกิดต่อเนื่องมานับสิบปี”

Dr. Le Anh Tuan บอกว่า ในอีกสิบปีข้างหน้า ถนนสายสำคัญในเมืองคันเถ่อจะถูกน้ำท่วมอย่างเป็นกิจจะลักษณะ และจะจมอย่างถาวรในอีกราวห้าสิบปีข้างหน้า

อันนี้น่าตกใจนะ เพราะคันเถ่อน่ะอยู่ห่างจากชายทะเลหลายสิบกิโลเชียว

ส่วนจังหวัดติดทะเลน่ะ จะจมกันในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้านี่แน่นอน Dr. Le Anh Tuan บอก

เขาบอกด้วยว่า ได้มีความพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลเวียดนามแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ซึ่งรัฐบาลก็รับทราบ แต่การแก้ไขปัญหาระบบน้ำ ระบบดินของแผ่นดินอันกว้างใหญ่นี้ต้องใช้งบประมาณสูงมาก ในขณะที่เวียดนามเองไม่มีเงินทองมากมาย นอกจากนั้น ปัญหาบางอย่างยังเกิดจากประเทศต้นน้ำ เช่น การก่อสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงที่มีมากมายทั้งในเขตจีน ลาว

เวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศท้ายน้ำต้องรับผลพวงนั้นอย่างยากจะหลบเลี่ยง ได้มีความพยายามเจรจากับประเทศต้นน้ำให้นึกถึงความเดือดร้อนที่จะเกิดขึ้นกับคนเวียดนามท้ายน้ำ

“แต่ทุกประเทศก็รักษาผลประโยชน์ของตนเอง มากกว่าจะสนใจผลกระทบที่จะเกิดกับประเทศอื่น” เขาบอกอย่างขมขื่น นอกจากน้ำทะเลกัดเซาะ แผ่นดินทรุดตัวลงเรื่อยๆ น้ำทะเลหนุนเข้ามาทำให้แหล่งน้ำจืดเสียหาย นาข้าวล้มตายเพราะปัญหานี้แล้ว ที่ดินบนฝั่งแม่น้ำหลายสายก็ทรุดตัว มีบ้านเรือนนับร้อยหลังคาเรือนและคนหลายสิบคนสังเวยชีวิตไปกับการพังทลายของตลิ่ง

แม่น้ำในเวียดนามนั้นไหลแรงและเชี่ยวกราก กัดเซาะตลิ่งอย่างรุนแรง บ้านเรือนริมตลิ่งพังทลาย จนตอนนี้คนเวียดนามพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่สร้างบ้านริมตลิ่ง ทั้งที่มันเป็นวิถีชีวิตที่สืบต่อกันมาหลายรุ่นคน

ข้างบนแผ่นดินตลิ่งริมแม่น้ำหลากหลายสายทรุดพังคร่าชีวิตคน ข้างล่างน้ำทะเลก็หนุนขึ้นมา ดูดกลืนแผ่นดินทุกเมื่อเชื่อวัน แผ่นดินอันอุดมนี้ถูกคุกคามอย่างรุนแรง และถ้าไม่มีการแก้ไขอะไร เช่น การสร้างตลิ่งป้องกันการพังทลายของดิน การแก้ไขปัญหาน้ำเค็มรุกคืบ หรือการกัดเซาะชายฝั่ง

สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงอันไพบูลย์ ก็จะสูญสิ้นในอีกไม่นาน เมื่อไม่นานมานี้ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ กรุงเทพฯ จัดแถลงข่าวเรื่อง การที่กรมปศุสัตว์ของไทยได้อนุญาตอย่างเป็นทางการ ให้ส่งออกเนื้อลูกวัว (Veal) และเนื้อวัว (Beef) จากประเทศเนเธอร์แลนด์ มายังประเทศไทย และการขยายระยะเวลาการส่งออกลูกไก่ (Day-Old-Chick) และไข่ฟัก (Hatching Egg) จากเนเธอร์แลนด์ มายังประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

ผลจากความพยายามในความร่วมมือระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศ เพื่อส่งเสริมการค้าและนวัตกรรมด้านปศุสัตว์ระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์ให้เข้มแข็งในระดับนานาชาติ

ฯพณฯ มร. พอล เม้งเฟล (H.E. Mr. Paul Menkveld) อุปทูตเนเธอร์แลนด์ (Charge’ d’affaires a.i.) กล่าวในการแถลงข่าวว่า เนเธอร์แลนด์ในฐานะผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร อันดับ 2 ของโลก ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการเกษตรและอาหารในระดับโลก มีความมุ่งมั่นพัฒนาและกระชับความร่วมมือกับประเทศไทยด้านการค้า การลงทุน และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ในฐานะที่ทั้งสองประเทศต่างก็เป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญของโลกเช่นเดียวกัน

โดย มร. อารีย์ เวลเฮาเซ่น (Mr. Arie Veldhuizen) ทูตเกษตรของเนเธอร์แลนด์ กล่าวเสริมว่า หลังจากการระบาดของโรควัวบ้าในยุโรปเมื่อหลายปีก่อน การส่งออกและนำเข้าสินค้าเนื้อวัวระหว่างไทยและเนเธอร์แลนด์ได้หยุดชะงักไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและเนเธอร์แลนด์ได้แสวงหาความร่วมมือ เพื่อแก้ไขสถานการณ์ คณะของกรมปศุสัตว์ของไทยได้ตอบรับคำเชิญของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในการเดินทางไปตรวจสอบระบบห่วงโซ่การผลิตและควบคุมเนื้อวัว ตลอดจนผลิตภัณฑ์เนื้อวัวที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ อันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการด้านความปลอดภัยอาหาร เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค อีกทั้งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเนื้อวัวและเนื้อลูกวัวที่ผลิตและส่งออกโดยเนเธอร์แลนด์มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคในไทยอย่างแท้จริง

ใน ปี 2559 กรมปศุสัตว์ จึงได้อนุมัติอย่างเป็นทางการให้เนเธอร์แลนด์ส่งออกเนื้อลูกวัว และเนื้อวัวมายังประเทศไทย ในปีเดียวกัน คณะของกรมปศุสัตว์ได้เดินทางไปตรวจสอบระบบห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมไก่ทั้งระบบของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการด้านความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ในปี 2560 กรมปศุสัตว์ของไทยได้อนุมัติอย่างเป็นทางการสำหรับการส่งออกลูกไก่และไข่ฟัก จากเนเธอร์แลนด์มายังประเทศไทย

โดยขั้นตอนสุดท้ายคือ กระบวนการด้านเอกสารสุขภาพสัตว์ (Veterinary or Health Certificate) Click here to enter text. เพื่อการส่งออกเนื้อลูกวัว เนื้อวัว ลูกไก่ และไข่ฟัก จากเนเธอร์แลนด์มาไทย ได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานของทั้งสองประเทศ ผู้บริโภคของไทยจึงสามารถมั่นใจเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าปศุสัตว์ที่ส่งออกจากเนเธอร์แลนด์

ศาสตราจารย์ ดร. อัล ไดเฮาเซ่น (Prof. Dr. Aalt Dijkhuizen) ประธานคณะกรรมการเกษตรและอาหาร เนเธอร์แลนด์ ให้ข้อมูลว่า เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศขนาดเล็ก มีพื้นที่เพียง 45,000 ตารางกิโลเมตร จำนวนประชากร 17 ล้านคน แต่เป็นผู้ส่งออกอาหาร อันดับ 2 ของโลก สาขาเกษตรและอาหารที่สำคัญของเนเธอร์แลนด์ ได้แก่ สินค้าพืชสวนในระบบโรงเรือน โคนม เนื้อลูกวัว หมู และไก่ ร้อยละ 70 ของสินค้าเกษตรและอาหารที่เนเธอร์แลนด์ผลิตได้เพื่อการส่งออก อุตสาหกรรมอาหารก่อให้เกิดการจ้างงาน ประมาณร้อยละ 10 ของการจ้างงานทั้งประเทศ จำนวนประชากรของโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลต่อความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความต้องการอาหารจากแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง (นมโค เนื้อสัตว์ และผัก) ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของเนเธอร์แลนด์

“การเพิ่มผลผลิตด้านเกษตรและอาหารต้องดำเนินบนหลักการ “ผลิตให้ได้มากกว่า ด้วยการใช้ทรัพยากรที่น้อยกว่า” แนวโน้มการผลิตอาหารในอนาคต คือผลิตให้ได้มากขึ้นบนวิถีที่ยั่งยืน โดยการใช้ที่ดินน้อยลง” ศาสตราจารย์ ดร. อัล ไดเฮาเซ่น กล่าว

ประธานคณะกรรมการเกษตรและอาหาร เนเธอร์แลนด์ บอกด้วยว่า จากความเข้าใจเดิมๆ ที่ว่าการผลิตปศุสัตว์นั้นก่อให้เกิดมลภาวะจากการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณสูงกว่าการผลิตพืชอาหาร แท้จริงแล้วแทบไม่มีความแตกต่างกันเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความก้าวหน้านวัตกรรมการเลี้ยงไก่ในปัจจุบัน มีความยั่งยืนสูงมาก

ผลการวิจัยเปรียบเทียบปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ต่อการผลิต 1 กิโลกรัม เนื้อหมู เนื้อไก่ เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ เต้าหู้ มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 4.5 ; 2.6 ; 2.3 ; 2.0 กิโลกรัม ตามลำดับ นั่นหมายถึงว่า อุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ปัจจุบันมีความยั่งยืนและก้าวหน้าด้านนวัตกรรมอย่างเด่นชัด

ปัจจุบัน มีปริมาณไก่ทั่วโลกประมาณ 56 ล้านตัว ภายในอีกสิบปีข้างหน้า หรือ ปี ค.ศ. 2050 ถ้าเรายังผลิตไก่ด้วยนวัตกรรมของปัจจุบัน ความต้องการไก่ คือ 131 พันล้านตัว ในทางกลับกันถ้าหากการเลี้ยงไก่ได้รับการพัฒนาด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ความต้องการไก่จะเหลือ 100 พันล้านตัว หมายความว่า

– สามารถลดการใช้อาหารสัตว์ได้ 147 ล้านตัน

– ลดการใช้ที่ดิน 40 ล้านเฮกตาร์ (ประมาณ 2 ใน 3 ของขนาดพื้นที่ประเทศไทย)

– ลดการใช้น้ำ 290 พันล้านลิตร มร. พอล เบลท์แมน (Mr. Paul Beltman) ผู้แทนจากสมาคมเนื้อแห่งประเทศเนเธอร์แลนด์ (Dutch Meat Association) กล่าวถึงคุณภาพเนื้อลูกวัวจากเนเธอร์แลนด์ว่า เนเธอร์แลนด์เป็นผู้ผลิตเนื้อลูกวัวรายใหญ่ที่สุดของโลก ร้อยละ 70 ของเนื้อลูกวัวที่ผลิตได้จะส่งออกไปทั่วโลก โดยมีตลาดสหภาพยุโรปเป็นตลาดหลัก แต่ละขั้นตอนของการเลี้ยงและการผลิตเนื้อลูกวัวแต่ละตัวในทุกๆ ฟาร์ม ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดโดยหน่วยงานด้านสวัสดิภาพสัตว์ และความปลอดภัยด้านอาหารของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ มีการตรวจสอบเรื่องคุณภาพและมาตรฐานโดยหน่วยงานอิสระระดับนานาชาติอย่างครบวงจร สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในทุกขั้นตอนจนถึงวัวแต่ละตัว ณ ฟาร์มเลี้ยง รวมทั้งมีมาตรการการลงโทษในกรณีที่มีการฝ่าฝืนกฎหมายข้อบังคับเรื่องมาตรฐานและความปลอดภัย ครอบคลุมตั้งแต่ฟาร์ม โรงงานอาหารสัตว์ จนถึงโรงเชือด

ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทแวนดรี (VanDrie Group) icid2018.org คือผู้ผลิตและส่งออกเนื้อลูกวัวรายใหญ่ที่สุดของเนเธอร์แลนด์ กลุ่มบริษัทแวนดรี มีพนักงานทั้งสิ้น 2,250 คน โดยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงในเครือข่าย 1,100 ราย ความต้องการลูกวัวเพื่อป้อนให้แก่โรงเชือดของบริษัทในแต่ละปี มีจำนวน 1.5 ล้านตัว จัดเป็นผู้ผลิตและส่งออกเนื้อลูกวัวรายใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก นอกจากนี้ บริษัทยังประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องด้านปศุสัตว์ที่เกี่ยวโดยเฉพาะการผลิตเนื้อลูกวัว และอุตสาหกรรมโคนม ได้แก่

– ผลิตอาหารหยาบ สำหรับเลี้ยงสัตว์ 184,000 ตัน ต่อปี

– ผลิตนมผง สำหรับเลี้ยงลูกโค 450,000 ตัน ต่อปี

– ปริมาณการค้าสินค้าวัตถุดิบจากนมโค 175,000 ตัน ต่อปี

– ส่งออกไป 60 ประเทศ ทั่วโลก จากฐานการผลิต ใน 4 ประเทศ (เนเธอร์แลนด์ อิตาลี ฝรั่งเศส และเบลเยียม) ในส่วนของ บริษัท เอโกร (EKRO) เป็นหนึ่งในบริษัทลูกของกลุ่มแวนดรี เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2534 มีกำลังการผลิต 425,000 ตัว (ลูกวัว) ต่อปี หรือ 140 ตัน เนื้อถอดกระดูกต่อวัน มีพนักงาน 450 คน ลูกค้าในแถบเอเชีย ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และประเทศไทย

เนื้อลูกวัวมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับอาหารที่ใช้เลี้ยง เช่น เลี้ยงด้วยนมโคเป็นหลัก และเสริมอาหารพิเศษเพื่อช่วยเรื่องการย่อย เนื้อลูกวัวไม่จะมีสีชมพูอ่อนๆ กลิ่นหอมแบบครีมนม เนื้อชุ่มและนุ่มมาก แต่ราคาสูง แต่ถ้าเลี้ยงด้วยนมโคและอาหารหยาบแบบครึ่งต่อครึ่ง จะได้เนื้อที่เป็นสีกุหลาบ นุ่ม แต่ราคาย่อมเยา เป็นต้น โดยสรุปเนื้อลูกวัวจากเนเธอร์แลนด์จัดเป็นสินค้าพรีเมี่ยม

กล่าวโดยสรุปได้ว่า เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ในการส่งเสริมการค้าและนวัตกรรมด้านปศุสัตว์ รวมถึงการแสดงให้เห็นถึงมาตรการด้านความปลอดภัยอาหาร เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคเนื้อวัวในไทยอย่างแท้จริง

ขอขอบคุณ คุณศราวุธ ฉันทจิตปรีชา เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการเกษตร สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ผู้ช่วยเหลือในการแปลภาษาให้เข้าใจอย่างถูกต้อง เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานภาพฝีพระหัตถ์ สุนัข 2 ภาพ ภาพฝีพระหัตถ์ภาพแรก เป็นภาพสุนัขหูตั้ง ตากลมโต สีน้ำตาล โดยลักษณะหูตั้งและตากลมโตนั้นแสดงถึงความฉลาดเฉลียว ใฝ่รู้ใฝ่เรียน อีกทั้งสุนัขตัวนี้มีหน้าตาเบิกบานต้อนรับปีใหม่
เปรียบดังว่า ปีจอปีนี้ทุกคนจะมีแต่ความสุขตลอดปีดังพรพระราชทาน ปีจอขอให้ร่าเริง ภาพฝีพระหัตถ์ภาพที่ 2 เป็นภาพสุนัขพันธุ์ดัชชุน (Dachshund) หรือ พันธุ์ไส้กรอก สายพันธุ์เยอรมัน ที่มีลักษณะเตี้ยล่ำ ฉลาด มีลักษณะเฉพาะตัวคือชอบไล่ล่า โดยเฉพาะตัวแบดเจอร์ (Badgers) ในภาษาเยอรมันคำว่า Dach แปลว่าตัวแบดเจอร์ (Badgers) ส่วนคำว่า Hund แปลว่าหมา เป็นที่มาของคำว่า Dachshund หมาไล่แบดเจอร์