ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 หลังจากใส่ปุ๋ยครั้งแรกไปประมาณ 2-3 เดือน

ใส่ปุ๋ยผสมจากปุ๋ย 4 สูตร คือ สูตร 13-13-21, 16-16-16, 21-0-0 และ 0-0-60 โดยใช้สัดส่วนการผสมเป็นน้ำหนักแต่ละสูตร คือ 100, 100, 100 และ 50 กิโลกรัมตามลำดับ แล้วนำไปใส่สับปะรด ต้นละ 15 กรัม โดยใส่ที่กาบใบล่างๆ การใส่ปุ๋ยทั้ง 2 ครั้ง หากช่วงนั้นไม่มีฝนหรือฝนทิ้งช่วงไป ต้องให้น้ำตามทันทีหลังการใส่ปุ๋ย โดยจะให้น้ำ 2 ครั้ง ห่างกัน 1-2 วัน เพื่อให้น้ำไปละลายปุ๋ย และซึมลงไปในดินบริเวณรากสับปะรด สับปะรดดูดไปใช้ได้เลย และจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะการปลูกสับปะรดตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน ซึ่งปริมาณฝนจะทิ้งช่วงไปบ้าง แต่โชคดีที่สภาพดินฟ้าอากาศทางจังหวัดระยอง ฝนจะไม่ทิ้งช่วงนานเกินไป จะมีฝนตกลงมาเป็นระยะๆ ทำให้สับปะรดเขตนี้ได้เปรียบกว่าทางภาคตะวันตก เพียงแต่ต้องคอยสังเกตและติดตามดูสภาพดินฟ้าอากาศว่าแล้ง/ขาดฝนนานไปหรือเปล่า เพื่อให้น้ำเพิ่มเติมได้ทันเวลา ไม่ปล่อยให้ต้นสับปะรดแสดงอาการเหี่ยวเฉา เพราะหากปล่อยถึงจุดนั้น แม้ต่อมาจะให้น้ำ ต้นสับปะรดจะฟื้นตัวได้ช้ามาก และจะไม่เป็นไปตามเวลาที่เราต้องการในรอบการเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งโรงงาน อาจเสียโอกาสหากราคาสับปะรดสูงขึ้น อีกอย่างคุณภาพของปุ๋ยสูตรต่างๆ ของแต่ละบริษัทคุณภาพจะแตกต่างกัน บางยี่ห้อใช้แล้วใบสับปะรดออกสีเขียวเข้มดำ ใบเป็นมัน ดูงามชัดเจน แต่ของบางบริษัทใบสับปะรดจะออกสีเขียวนวล สีเขียวอ่อนกว่าอย่างชัดเจน

สรุปว่า “ทำอย่างไร ให้ต้นสับปะรดเติบโต และงอกงามได้อย่างต่อเนื่อง อย่าปล่อยให้ชะงัก จนใบแสดงอาการเหี่ยว จะใช้เวลาอีกนาน กว่าที่ต้นสับปะรดจะฟื้นตัว ไม่เหมือนพวกมันสำปะหลัง ที่เราใส่ปุ๋ยไว้แล้ว ช่วงผ่านหน้าแล้งดูว่าไม่มีการเติบโต ดูโทรมมาก ใบโกร๋น กร๊องแกร๊งเหมือนจะตาย แต่พอฝนตกลงมาเท่านั้น มันฟื้นตัวได้เร็วมาก ในเวลาแค่ครึ่งเดือนจะแตกยอดพุ่งยาวไปเป็นไม้บรรทัด แต่สับปะรดจะไม่เป็นเช่นนั้น จึงต้องประเมินสภาพอากาศ โดยฟังการพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา และเข้าดูแปลงสับปะรดโดยตลอด“

ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 3 เว้นช่วงห่างจาก ครั้งที่ 2 ประมาณ 2-3 เดือน ใช้สูตร สัดส่วนการผสม และอัตราการใส่ต่อต้น เหมือนกับการใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 และหากช่วงเวลานั้นไม่มีฝนตก ก็จะให้น้ำตาม 2 ครั้ง เช่นเดียวกัน

ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 4 ในช่วงผ่านฤดูแล้ง เพื่อให้ต้นสับปะรดเติบโตและสมบูรณ์เต็มที่ และก่อนที่จะฉีดฮอร์โมนเร่งการออกดอกประมาณ 30 วัน จะฉีดปุ๋ยเสริมทางใบ ต้นขนาดกลางใช้เป็นปุ๋ยเกล็ด สูตร 10-5-30 แต่ถ้าเป็นต้นที่โตผ่านฤดูฝน จะใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 ต้นละ 1 ช้อนแกง ซึ่งต้นสับปะรดจะดูดปุ๋ยไปใช้ได้จนถึงระยะก่อนออกดอกถึงระยะสร้างดอก เป็นการเตรียมต้นสับปะรดให้สมบูรณ์อย่างเต็มที่

ฉีดปุ๋ยเสริมอีก 2 ครั้ง หลังจากที่สับปะรดออกดอกแล้ว เพื่อให้ได้สับปะรดลูกใหญ่ ได้ไซซ์มาตรฐานของโรงงาน เนื่องจากระบบการซื้อขายผลสับปะรดของโรงงานแปรรูป ที่กำหนดไว้ 2 ขนาด คือ ผลใหญ่ น้ำหนักตั้งแต่ 1 กิโลกรัมขึ้นไป และผลเล็ก น้ำหนักที่ต่ำกว่า 1 กิโลกรัมลงมา ซึ่งราคาผลสับปะรดทั้ง 2 ขนาดนั้น แตกต่างกันมาก จึงจำเป็นต้องทำให้ได้ผลสับปะรดไซซ์ใหญ่ให้ได้มากที่สุดในแต่ละรุ่นของการปลูก นั่นเป็นรายได้ที่ต่างกันมากด้วย

ดังนั้น จึงต้องมีการฉีดปุ๋ยเสริมในช่วงที่สับปะรดออกดอกติดผลแล้ว เพราะปริมาณธาตุอาหารที่ใส่มาตลอดช่วงก่อนการเร่งการออกดอกนั้น ยังอาจจะไม่เพียงพอหากหวังจะได้ผลสับปะรดไซซ์ใหญ่ให้มากที่สุด หรือเป็นไซซ์ใหญ่ทั้งรุ่น ปุ๋ยที่ใช้ฉีดช่วงนี้เป็นปุ๋ยเกล็ด สูตร 10-5-30 หรือ สูตร 5-10-30 ผสมน้ำที่ระดับความเข้มข้น 3-5 เปอร์เซ็นต์ โดยฉีดพ่นลงในต้นสับปะรดหลังฉีดฮอร์โมนเร่งการออกดอกไปแล้ว 30-40 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่มองเห็นดอก/ผล สับปะรดยังอยู่ในยอด ยังไม่โผล่พ้นยอดขึ้นมา และฉีดพ่นอีกครั้งที่อายุดอก/ผล 70-80 วัน (ระยะดอกแห้ง/ตาแหลม) เป็นการให้ปุ๋ยสับปะรดครั้งสุดท้าย หลังจากนั้น จะเป็นการให้น้ำช่วยและทำกิจกรรมอื่นต่อเนื่องไป

ให้น้ำเพิ่มความชื้นและช่วยละลายปุ๋ย… สับปะรด เป็นพืชที่มีอายุจากช่วงปลูกถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตนานกว่า 1 ปี แม้ว่าจะทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้ดี แต่ก็ต้องการปริมาณน้ำที่เหมาะสม แต่ไม่มากเมื่อเทียบกับไม้ผลชนิดอื่น ซึ่งถ้าต้นสับปะรดขาดน้ำนานเกินไป จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตที่ไม่ได้ขนาดต้นที่เหมาะสม จะให้ลูกไซซ์เล็ก ขายในราคาลูกเล็ก ชาวไร่จะเสี่ยงต่อการขาดทุน ดังนั้น การให้ต้นสับปะรดได้รับน้ำที่สม่ำเสมอตลอดถึงช่วงออกดอกสร้างผล จะทำให้สับปะรดโตเร็ว และให้ผลผลิตที่ดีกว่ารอรับน้ำฝนจากธรรมชาติแต่อย่างเดียว โดยเฉพาะช่วงที่สับปะรดโต/ออกผลผ่านฤดูแล้ง ต้องให้น้ำตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-เมษายน ทั้งนี้ต้องสังเกตความชื้นของดิน สภาพต้นสับปะรด และสภาพอากาศประกอบกันไปด้วย

คุณชาญวิทย์ ให้ข้อมูลต่อว่า เริ่มให้น้ำกับต้นสับปะรด ตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน หรือต้นเดือนธันวาคมเป็นต้นไป และจะให้น้ำทุก 7 หรือ 15 วัน แล้วแต่สภาพความแห้งแล้งของอากาศในขณะนั้น เพราะช่วงนี้สับปะรดส่วนใหญ่กำลังออกดอก/สร้างผล เป็นสับปะรดที่เกิดจากการฉีดเร่งด้วยฮอร์โมน หรือที่ออกดอกเองตามธรรมชาติบางส่วน (ชาวไร่เรียกกันว่า สับปะรดหน้าปี) ที่จะไปเก็บเกี่ยวผลผลิตในระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน ดังนั้น พอเข้าฤดูหนาวต่อฤดูร้อน (พฤศจิกายน-เมษายน) เป็นช่วงที่แล้งยาวนานมาก ความชื้น/น้ำในดินจะลดน้อยลงไปอย่างรวดเร็ว ความชื้นในอากาศลดลง แสงแดดร้อนจัดเข้มขึ้น และอุณหภูมิสูงกว่าปกติ สภาพแวดล้อมเช่นนี้หากไม่ให้น้ำช่วยบ้าง ผลผลิตสับปะรดจะไม่ได้ตามเป้าหมายที่เราต้องการ ผมให้น้ำครั้งละ 12,000 ลิตร ต่อไร่ และให้น้ำต่อเนื่องทุก 7-15 วัน จะไปหยุดให้น้ำก็ก่อนการเก็บผลผลิต ประมาณ 15-20 วัน สับปะรดจะให้ผลที่ใหญ่สม่ำเสมอเกือบทั้งแปลง

ฉีดฮอร์โมนเร่งการออกดอก สับปะรด ที่ผ่านการเจริญเติบโตมา 7-9 เดือน เราต้องฉีดพ่นฮอร์โมนเพื่อเร่งการออกดอก แม้ว่าโดยปกติสับปะรดเป็นพืชที่ออกดอกได้เองตามธรรมชาติ เมื่อผ่านช่วงที่อุณหภูมิของอากาศเย็นลงในฤดูหนาว ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม-มกราคม ของปี แต่การออกดอกตามธรรมชาติจะไม่สม่ำเสมอ มีหลากหลายรุ่นเพราะต้นสับปะรดแต่ละต้นมีการตอบสนองต่ออุณหภูมิที่เย็นได้แตกต่างกัน ดังนั้น เพื่อที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตส่วนใหญ่ได้พร้อมกัน จึงจำเป็นต้องฉีดฮอร์โมนเร่งการออกดอก ซึ่งต้นสับปะรดต้องโตสมบูรณ์ ได้ขนาด สังเกตว่าต้องมีลำต้นและโคน(ชาวไร่เรียก สะโพก) ที่ใหญ่พอ ซึ่งหากนำต้นสับปะรดมาชั่งดู น้ำหนักต้องได้ไม่ต่ำกว่า 2.5-3 กิโลกรัม ซึ่งน้ำหนักของผลสับปะรดที่ได้จะเป็นครึ่งหนึ่งของน้ำหนักต้น ณ วันที่เราฉีดฮอร์โมนเร่งการออกดอก ตรงนี้เป็นจุดที่เป็นข้อปฏิบัติของชาวไร่สับปะรดที่มีประสบการณ์

สำหรับการเร่งการออกดอกสับปะรดนั้น ผมใช้สารอีทีฟอน (ชื่อการค้า อีเทรล) จำนวน 650 ซีซี ผสมกับปุ๋ยยูเรีย(สูตร 46-0-0) จำนวน 12.5 กิโลกรัม ผสมกับน้ำ 1,000 ลิตร แล้วนำไปหยอดหรือฉีดพ่นลงในยอดสับปะรด ต้นละ80-100 ซีซี ได้ประมาณ 10,000 ต้น โดยทำ 2 ครั้ง ห่างกัน 3-5 วัน การฉีดฮอร์โมนเร่งการออกดอกสับปะรดควรทำตอนเย็น หรือตอนกลางคืนจะได้ผลดี โดยหลังจากการฉีดฮอร์โมนเร่งการออกดอกไป 45 วัน ดอกสับปะรดสีแดงจะโผล่ขึ้นจากกลางลำต้น แล้วพัฒนาเป็นผลที่สมบูรณ์ และเข้าสู่ระยะแก่และสุกจนเก็บเกี่ยวได้ ที่อายุ 150-155 วัน นับจากวันที่ฉีดฮอร์โมนเร่งการออกดอก จากประสบการณ์พบว่า ต้นสับปะรดที่สมบูรณ์จะออกดอกไม่ต่ำกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลต่อการสุกของสับปะรดที่พร้อมกัน เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เกือบหมดในรุ่นเดียว ช่วยลดเวลาการทำงานและลดต้นทุนการผลิตได้อีกส่วนหนึ่ง

สังเกตว่าสับปะรดแปลงนี้ของคุณชาญวิทย์ ทำไมไม่มีการคลุมผลหรือห่อผลเลย เหมือนไร่สับปะรดคนอื่น เขาอธิบายว่า เป็นผลมาจากการปลูกระบบแถวคู่ จำนวนต้นที่มาก/แน่นพอ และการใส่ปุ๋ยเร่งให้สับปะรดเติบโตเร็ว มีใบที่กว้างยาว ใบสับปะรดจะช่วยบังแสงแดดได้ดี ไม่ต้องคลุมหรือใช้กระดาษห่อผลเลย ผลสับปะรดไม่แสดงอาการผลไหม้ (เปลือกเป็นสีน้ำตาล) นับว่าเป็นอีกแนวทางที่ชาวไร่ต้องนำมาคิด เพราะจำนวนต้นต่อไร่ที่ 8,000 ต้นนั้น นอกจากทำผลผลิตได้สูงกว่าแล้ว ยังเป็นการใช้พื้นที่ที่มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการผลิตได้ด้วย โดยเฉพาะค่าแรง ค่าไถดิน ค่าสารควบคุมวัชพืช

เก็บเกี่ยวผลผลิตตามความต้องการของตลาด

หลังจากฉีดฮอร์โมนเร่งการออกดอกไปแล้ว ประมาณ 150 วัน เรื่อยไป สับปะรดเริ่มแก่และสุก พร้อมเก็บเกี่ยวได้แล้ว ตรงนี้ขึ้นกับ 2 อย่าง ที่ต้องนำมาประกอบการเก็บผลผลิต สิ่งแรกคือ การรับซื้อจากโรงงานแปรรูป ที่ต้องการผลสับปะรดแก่และสุกระดับไหน สุกปาดเหลือง หรือสุกตลอดผล และอีกอย่างคือ ช่วงที่สับปะรดแก่สุก ในแต่ละช่วงเดือนของแต่ละปี คุณภาพสับปะรดจะแตกต่างกันได้ ทั้งหน้าหนาว หน้าแล้ง หน้าฝน จึงต้องนำมาประกอบกันด้วย เพื่อจะเก็บผลผลิตให้ได้คุณภาพดีทั้งตลาดโรงงานและตลาดผลสด

ผลผลิตสูงต่อไร่ กำไรคุ้มการลงทุน

พันธุ์ทองระยองขายผลสด
จากที่ผ่านมา สับปะรดแปลงหนึ่ง เนื้อที่ปลูก 14.5 ไร่ จำนวนต้นปลูก 120,000 ต้น คิดเป็น 8,275 ต้น ต่อไร่ ผลผลิตที่เก็บได้รวม 194.4 ตัน (194,450 กิโลกรัม) เป็นผลใหญ่ 194,250 กิโลกรัม ผลเล็ก 200 กิโลกรัม ผลผลิตเฉลี่ยต่อต้น 1.61 กิโลกรัม ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 13.38 ตัน ส่วนแปลงที่เก็บไปหมาดๆ เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2563 ในเนื้อที่ 5 ไร่ ปลูกสับปะรดไป 40,000 ต้น เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 51 ตัน (51,000 กิโลกรัม) ผลผลิตเฉลี่ยต่อต้น 1.3 กิโลกรัม ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 10.2 ตัน เป็นผลใหญ่เกือบทั้งหมด มีผลเล็กแค่ 300 กิโลกรัม เท่านั้น ส่วนราคารับซื้อของโรงงานวันที่ส่งผลผลิต อยู่ที่ 12 บาท ต่อกิโลกรัม ก็ลองคำนวณดูว่าจะเป็นเท่าไร

เทคนิคการบริหารจัดการ

การปลูกสับปะรดเป็นอาชีพหลักนั้น ต้องมีการดูแลและปฏิบัติที่สม่ำเสมอทุกระยะ มีการวางแผนการปลูก การปฏิบัติในกิจกรรมที่ต้องดำเนินการ ซึ่งในแต่ละแปลงมีพัฒนาการของต้นสับปะรดที่แตกต่างกัน พื้นที่ปลูกสับปะรด 350 ไร่นั้น จัดว่าเป็นแปลงใหญ่มาก ต้องมีการบริหารที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา ทั้งการจัดคนงานประจำและบางโอกาสที่มีแรงงานสมทบเอาแรงกันจากของเพื่อนๆ เราต้องดูแลคนงานให้ดี ทั้งในภารกิจหน้าที่แต่ละคนระหว่างที่ทำงานในไร่สับปะรด และนอกเวลางานของแต่ละครอบครัว ต้องเอาใจใส่ทุกเรื่องที่ทำได้ จัดรางวัล/สิ่งตอบแทนกับกลุ่ม/คนที่ทำงานดี ตามลำดับผลงานในแต่ละปีไป เครื่องมืออุปกรณ์ที่ต้องใช้/ของจำเป็นต้องเตรียมให้ครบ มีสภาพพร้อมใช้งานได้ตามเวลาที่ต้องทำงาน จะแบ่งหน้าที่กันไปในแต่ละกิจกรรม เพื่อให้มีความชำนาญแต่ละด้าน งานจะไปได้เร็ว และมีคุณภาพ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยให้การบริหารจัดการไร่สับปะรดมีการดำเนินงานไปได้อย่างเป็นระบบ เรียกว่า ต้องครองคนถึงจะได้งานตามคุณภาพ เป็นประสบการณ์ที่ชาวไร่ท่านนี้นำมาใช้ จนประสบความสำเร็จของอาชีพการทำไร่สับปะรด

คุณชาญวิทย์ นับว่าเป็นเกษตรกรชั้นแนวหน้าคนหนึ่งในการประกอบอาชีพการปลูกสับปะรด รายได้จากการทำไร่สับปะรดนั้นเป็นหลักของครอบครัว ที่ทำต่อมาอย่างต่อเนื่อง สร้างฐานะของครอบครัวได้อย่างสบาย ส่งลูกได้เรียนต่อได้อย่างไม่ต้องกังวล ครอบครัวที่ช่วยกันทำมาหากิน ย่อมเป็นกำลังใจให้อย่างดี พลังใจยังมาจากบุตรอีก 2 คน ที่มีผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมมาก ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมจนเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา โดยบุตรชายคนพี่เรียนอยู่ ปีที่ 3 สาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ส่วนบุตรสาวคนน้องกำลังเข้าเรียนเตรียมวิศวกรรมไฟฟ้า ที่มหาวิทยาลัยแห่งเดียวกับพี่ชาย

ในโอกาสที่ได้สัมภาษณ์เชิงลึกกับ คุณชาญวิทย์ วงษ์สมุทร ครั้งนี้ มีแต่เรื่องดีๆ มาถ่ายทอดสู่ผู้อ่าน ครั้งนี้ได้รับรู้กับสิ่งที่เป็นภูมิปัญญาในการปลูกสับปะรดคุณภาพ ซึ่งจะหาข้อมูลที่นำไปปฏิบัติได้จริงไม่ง่ายนัก เพราะคนไทยไม่ชอบการขีดเขียนและจดบันทึก อีกอย่างที่ยากมากกว่าคือ จะไม่ได้รับการถ่ายทอดข้อมูลจากผู้รู้จริง ทำจริง มาเล่าประสบการณ์และกลเม็ดเคล็ดลับให้กันโดยง่าย เพราะคนไทยหวงวิชา…จริงหรือไม่ ท่านคงประสบกับตัวเองมาบ้างแล้ว

ต้องขอขอบคุณ คุณชาญวิทย์ วงษ์สมุทร เป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านมา ณ โอกาสนี้ ท่านที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สายตรงโทร. 081-982-3776 ยังมีเรื่องราวของชาวไร่สับปะรดฝีมืออีกหลายท่าน อีกไม่นานจะเก็บมาเล่าสู่กันครับ

อาชีพเกษตรกรรม นอกจากจะเป็นกระดูกสันหลังของชาติแล้ว ยังกลายเป็นอาชีพรองรับสำหรับผู้คนทุกเพศทุกวัย ทุกระดับการศึกษา หรือแม้กระทั่งนักธุรกิจร้อยล้าน พันล้าน จะประสบความสำเร็จจากอาชีพประจำแล้วอยากทำเกษตรเพิ่ม หรือผิดหวังจากงานประจำแล้วมาทำเกษตรก็ได้ทั้งนั้น ขอเพียงมีใจรักและความตั้งใจ อาชีพเกษตรกรรมไม่เคยทำร้ายใครอยู่แล้ว

คุณชยพล กลมกล่อม สมาร์ทฟาร์มเมอร์นักพัฒนา อยู่บ้านเลขที่ 388 หมู่ที่ 19 ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา อดีตเป็นนักธุรกิจบ้านจัดสรรอยู่ที่กรุงเทพฯ ประสบวิกฤตฟองสบู่แตก ปี 2540 เจอกับภาวะหนี้สินมากมาย จึงได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็นหนทางดำเนินชีวิต และเบนเข็มอาชีพสู่การเป็นเกษตรกรปลูกผักมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปีแล้ว

จุดเปลี่ยน จากปลูกผัก 500 ไร่
สู่วิถีชีวิตเกษตรกรพอเพียง
คุณชยพล เล่าว่า หลังจากหมดเนื้อหมดตัวจากวิกฤตฟองสบู่แตก ตนใช้เวลากว่า 2 ปี ในการเริ่มทำชีวิตใหม่ เริ่มต้นกับอาชีพใหม่ คือการมุ่งมั่นที่จะเป็นเกษตรกร โดยเริ่มจากการเช่าพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวานส่งไร่สุวรรณ จำนวน 5 ไร่ จากนั้นค่อยขยับขยายเช่าพื้นที่ปลูกเพิ่มเป็น 80 ไร่ เพราะมองว่ามีตลาดที่แน่นอนแล้ว แต่ปลูกได้เป็นระยะเวลาเพียง 2 ปี รายได้ก็ยังไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร จึงคิดที่จะมองหาพืชผักชนิดอื่นมาปลูกแทน พอดีกับที่ไปเห็นคนอื่นปลูกผักแล้วรายได้ดี จากนั้นก็ค่อยๆ ศึกษาเรียนรู้วิธีการปลูกผักมาเรื่อยๆ จนเริ่มทดลองปลูกผักอายุสั้นบนพื้นที่เล็กๆ เช่น คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดหอม ผีกชี ช่วงหลังการปลูกผักใบทำรายได้ดี จึงทำเป็นแปลงใหญ่เช่าพื้นที่เพิ่มขึ้นมาจากเดิมเช่าไว้ประมาณ 100 ไร่ ก็เช่าเพิ่มขึ้นมาอีก ทั้งหมดเป็น 500 ไร่ เลือกปลูกกุยช่ายเขียวและขาวเป็นส่วนมาก เนื่องจาก

กุยช่ายขาว จะปลูกซ้ำพื้นที่ไม่ได้ คนมีพื้นที่น้อยทำได้ยาก คู่แข่งก็จะน้อยตามไปด้วย

2. เรื่องของการตลาด การทำกุยช่ายขาวต้องลงทุนในเรื่องของกระถางครอบ ซึ่งก็ดีจริงๆ แต่ก็คิดว่าไม่คุ้มกับค่าเช่าปีละล้านกว่าที่เสียไป ประกอบกับตอน ปี’57 ต้องประสบกับภัยแล้ง แหล่งน้ำไม่พอสำหรับทำแปลงใหญ่ ตั้งแต่นั้นมาก็ค่อยๆ มีการลดสเกลเหลือน้อยๆ กลับมาทำบนที่ดินของตัวเองที่มีอยู่ 40 ไร่ ทำแต่พอเพียง ปลูกผักอินทรีย์ ทุกวันนี้มีความสุขทั้งกายและใจ รวมถึงรายได้ที่เข้ามาอย่างไม่ขัดสน เพราะที่สวนผักปากช่อง นอกจากจะปลูกผักแล้ว ยังเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกด้วย

ปลูกผักให้สนุก สไตล์เกษตรกรปากช่อง
เปรียบสวนผักเป็นตู้เย็นประจำบ้าน-ตลาด
เจ้าของบอกว่า คติในการทำเกษตรของตนคือ ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก เนรมิตสวนผักให้กลายเป็นตู้เย็นข้างบ้านที่ไม่ต้องเสียบไฟ ซึ่งคตินี้ก็มาจากการปลูกผักของที่สวน จะไม่เน้นปลูกผักชนิดเดียว แต่จะเน้นให้มีความหลากหลาย ถ้าเปรียบสเกลในบ้านเมื่ออยากกินอะไรก็หาเก็บได้ตามข้างบ้าน พริก ใบมะกรูด ข่า ตะไคร้ มีหมด เสมือนมีตู้เย็นอยู่ข้างบ้าน แต่ถ้าเปรียบเทียบระดับการค้า สวนผักปากช่อง ก็เปรียบเสมือนตู้เย็นประจำตลาดที่แม่ค้าร้านไหนมาเปิด อยากได้ผักอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นตระกูลผักสลัด กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค ฟินเล่ บัตเตอร์เฮด เบบี้คอส หรือผักที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงอย่างเคล ราชินีผักใบที่นี่ก็มี รวมไปถึงผักสวนครัวและพืชสมุนไพร ทั้งผักบุ้ง คะน้า กวางตุ้ง มะเขือเทศ โหระพา ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พืชสมุนไพรที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่ สวนผักปากช่อง ก็มีหมดเกือบทุกชนิด เรียกได้ว่าครบครัน ได้สุขภาพกายที่ได้กินผักปลอดสารพิษ ได้ทั้งสุขภาพใจ เพราะได้มาสูดอากาศที่บริสุทธิ์ ชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ที่ทาง สวนผักปากช่อง จัดไว้ให้ สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้รอบละ 400 คน จากแนวคิดง่ายๆ สู่การต่อยอดพัฒนาเป็นรายได้ที่ไม่หยุดนิ่ง เพียงคิดและวางแผนเป็น

ขั้นตอนปลูกผักอินทรีย์ในโรงเรือน
ขั้นตอนการจัดสรรพื้นที่ ในตอนนี้มีพื้นที่ทำโรงเรือนปลูกผักทั้งหมด 5 ไร่ แบ่งทำเป็นหลายๆ โรงเรือนติดกัน โดยความกว้างของแต่ละโรงเรือน กว้าง 8 เมตร ยาว 52 เมตร ซึ่งเป็นโรงเรือนที่มีขนาดใหญ่ เพราะมีการแบ่งทำเป็นส่วนของศูนย์การเรียนรู้ไปในตัว

ขั้นตอนวางแผนการปลูก ที่สวนจะสลับพื้นที่ปลูกไปเรื่อย มีการวางแผนการผลิต ใน 1 สัปดาห์ จะมีการเพาะกล้า 2 ครั้ง ให้สัมพันธ์กับจำนวนแปลงที่มี ดังนั้น ผักที่สวนจะมีออกมาขายสู่ตลาดทุกวัน วันละ 70-80 กิโลกรัม

ขั้นตอนการปรุงดิน ปรุงดินอย่างไรให้ได้ธาตุอาหารหลักของพืชครบ ทั้งไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ส่วนผสมในการปรุงดินมีดังนี้

มูลสัตว์
รำข้าว
แกลบดำ
แกลบดิบ และตัวสำคัญช่วยย่อยสลายวัตถุดิบเอามาเป็นธาตุอาหารหลักของพืช
ขั้นตอนการเพาะเมล็ด ต้องมีการใส่ใจในการเพาะ ผักสลัดต้องใช้เวลาเพาะกล้าประมาณ 15 วัน หลังจากนั้นก็นำต้นที่สมบูรณ์แข็งแรงมาลงปลูกในแปลงต่ออีก 30 วัน ดูแลรดน้ำ ให้ฮอร์โมน เมื่อพืชเจริญเติบโตครบ 45 วัน ก็สามารถตัดสู่ผู้บริโภคได้

ขั้นตอนการรดน้ำ ค่อนข้างเป็นปัญหาหลักของที่สวน สมัครเล่น GClub เพราะว่าน้ำผิวดินตอนนี้ที่ฟาร์มไม่ค่อยมี จำเป็นต้องใช้น้ำใต้ดิน ดังนั้น จึงมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ที่สวนมีวิธีแก้ปัญหาด้วยการสูบน้ำใส่ถังพักไว้ ครั้งละประมาณ 200,000 ลิตร และมีระบบการจัดการ เพราะพื้นที่ตรงนี้มีความลาดเอียง จึงได้มีการจัดตั้งแท็งก์น้ำไว้บนจุดที่สูงที่สุด แล้วปล่อยน้ำให้ไหลลงมา เรียกว่า การไหลแบบกราวิตี้ คือการที่ปล่อยให้น้ำไหลจากที่สูงลงที่ต่ำตามธรรมชาติ เท่ากับการใช้น้ำที่สวนไม่ได้ใช้ปั๊มเลย

ปริมาณการรดน้ำ ใช้เป็นหัวมินิสปริงเกลอร์เปิดออกมาเป็นละอองฝอย รดน้ำเช้าและบ่าย ในกรณีที่อุณหภูมิสูงจะเพิ่มปริมาณการรด เป็นวันละ 3 ครั้ง เช้า-สาย-บ่าย จะไม่รดตอนเย็น เนื่องจากความชื้นสูง จะทำให้พืชเกิดโรคง่าย

ปุ๋ย ไม่ต้องใช้มาก เพราะพืชได้รับธาตุอาหารจากการปรุงดินเมื่อตอนแรกไปแล้ว ส่วนธาตุอาหารรองและจุลธาตุ จะได้มากจากน้ำหมักผลไม้ น้ำหมักปลา การหมักจะต้องใช้เวลา 6 เดือนขึ้นไป ก็จะได้เรื่องธาตุอาหารรอง

ทำไม ต้องปลูกผักในโรงเรือน
ตระกูลผักสลัดหรือผักใบทุกชนิดจะไม่ชอบฝน เพราะเม็ดของน้ำฝนทำให้ใบผักแตกเสียหายได้ง่าย
ช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืชได้ในระดับที่ดี แต่สำหรับสวนที่ทำเป็นการท่องเที่ยวด้วย ก็จะกันไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวเข้าออกโรงเรือนเป็นประจำ แมลงศัตรูพืชอาจแฝงเข้ามาพร้อมนักท่องเที่ยว อันนี้ต้องทำใจ ส่วนวิธีการป้องกันคือ ใช้น้ำส้มควันไม้ หรือใช้เชื้อราบิวเวอเรียในการป้องกันและกำจัด
ผลผลิต 70-80 กิโลกรัม ต่อวัน 2,000 กิโลกรัม ต่อเดือน ถ้าเปรียบเทียบกับขนาดโรงเรือนถือว่าผลผลิตยังน้อย เพราะว่าถ้าปลูกเต็มพื้นที่จริงๆ 5 ไร่ ค่าเฉลี่ยแล้ว ต่อเดือนจะได้ผลผลิต 1,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อเดือน แต่เนื่องจากพื้นที่โรงเรือนถูกแชร์ออกไปเป็นฐานกิจกรรม เป็นพื้นที่สำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยว โซนเลี้ยงสัตว์ โซนจัดสวนในพื้นที่ไปด้วย

รายได้ต่อเดือน รวมทั้งท่องเที่ยวและผลิตผักเฉลี่ยต่อเดือน ประมาณ 200,000-300,000 บาท หักค่าใช้จ่ายไปประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือคือกำไร ถือว่าพึงพอใจมากที่ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้เป็นนายตัวเอง และได้สุขภาพที่ดีกลับคืนมา

ต้นทุน การเริ่มต้นปลูกผักไม่ยาก อันดับแรกคือ ต้องมีใจก่อน ถ้ามีใจแล้วจะมีพื้นที่สัก 1 ตารางเมตร ก็สามารถที่จะเริ่มทำได้ มีถ้วยถัง กะละมังแตกก็ปลูกผักหลังบ้านได้ หรือซื้อเมล็ดพันธุ์ เตรียมดินที่จะปลูก ลงทุนไม่ต้องมาก ค่อยๆ เรียนรู้จากน้อยๆ ไปหามาก มีเงินแค่หลักร้อยก็เริ่มปลูกผักไว้กินเองได้

ตลาดผักยังมีอีกกว้าง แต่จะทำอย่างไร
ให้เข้าถึงตลาดเหล่านั้น
คุณชยพล บอกว่า ตลาดผักในประเทศและต่างประเทศจริงๆ แล้วยังมีอีกกว้าง มูลค่าการซื้อขายพืชผักปีหนึ่งเป็นหมื่นล้าน แต่ทีนี้ต้องขึ้นอยู่กับผู้ผลิตแล้วว่าจะทำอย่างไรให้เข้าถึงตลาดที่มีอยู่ให้ได้ ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งความต่อเนื่องในการผลิตผักของเกษตรกรก็มีผลในเรื่องของการขาย ถัดมาคือคุณภาพของผัก หวาน กรอบ ยิ่งเป็นผักอินทรีย์ตลาดยิ่งมีความต้องการสูง จากนั้นเมื่อมีทั้งสองข้อที่พูดมาครบแล้ว ก็ไม่ต้องกลัวเรื่องการตลาด เดินเข้าไปหาตลาดด้วยตัวเองอย่างมั่นใจได้เลย ยกตัวอย่าง