ให้การสนับสนุน ส่งเสริม และเร่งรัดการปลูกมะพร้าว

การเพิ่มผลผลิตมะพร้าว การปลูกแทนมะพร้าว การปรับปรุงสวนเสื่อมโทรม และสวนมะพร้าวใหม่ ให้กับเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ในระยะเริ่มต้น และจะขยายภารกิจทั้ง 2 ออกไปทั่วทุกภาคของประเทศในอนาคต เพื่อให้สามารถเพิ่มผลผลิตมะพร้าวพอเพียงต่อความต้องการบริโภคในประเทศ เพื่อลดการนำเข้ามะพร้าว และผลิตภัณฑ์มะพร้าวจากต่างประเทศ

2.1 ภารกิจที่ 1

เป็นภารกิจที่เร่งด่วนที่สุด คือปรับปรุงสวนเสื่อมโทรมที่ให้ผลผลิตต่ำ เป้าหมาย ปีละ 28,828 ไร่ คุณลักษณะของสวนมีดังนี้

สงเคราะห์ ไม่เกิน 20 ไร่ จำนวนต้นมะพร้าว/ไร่ ไม่ต่ำกว่า 19 ต้น

ผลผลิต ไม่เกิน 30 ผล/ต้น

อายุ ไม่เกิน 40 ปี

พันธุ์ปลูก พันธุ์ไทยพื้นเมืองต้นสูง

สนับสนุนวัสดุปลูก 1. ปุ๋ยเกรด 13-13-21 4 กิโลกรัม/ต้น/ปี และหินปูนโดโลไมท์ 2 กิโลกรัม/ต้น/ปี

กำจัดวัชพืช
ระยะเวลาดำเนินโครงการ 4 ปี

2.2 ภารกิจที่ 2

เป็นภารกิจเร่งด่วนรองจาก ภารกิจที่ 1

ปลูกแทนสวนมะพร้าวอายุมาก เป้าหมาย 699,000 ไร่ คุณลักษณะของสวนมีดังนี้

สงเคราะห์ ไม่เกิน 20 ไร่ จำนวนต้นที่ปลูกแทนไม่ต่ำกว่า 19 ต้น/ไร่ สภาพการเจริญเติบโตของมะพร้าว ไม่สามารถปรับปรุงให้ได้ผลผลิตสูงขึ้นได้

ผลผลิต ต่ำกว่า 30 ผล/ต้น หรือไม่ให้ผลผลิตเลย

อายุ มากว่า 50 ปี

พันธุ์ปลูก พันธุ์ไทยพื้นเมืองต้นสูง แผนปฏิบัติการ (Operation Plan)

จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรสวนมะพร้าวรายย่อย (Coconut Smallholders Development Committee) เพื่อควบคุมนโยบายสนับสนุนเร่งรัดการดำเนินงาน และประเมินผลการดำเนินงานทุกๆ 6 เดือน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามวิสัยทัศน์ที่ได้วางกรอบไว้

โดยคณะกรรมการมีอำนาจในการแต่งตั้งอนุกรรมการปฏิบัติการประจำจังหวัด และคณะทำงานในพื้นที่ที่ปฏิบัติงาน โดยคณะกรรมการฯ เป็นผู้สรรหางบประมาณ โดยใช้วิธีการเช่นเดียวกับเงิน Cess เพื่อเป็นงบประมาณดำเนินการปฏิบัติงานของการยางแห่งประเทศไทย ในกรณีของมะพร้าวให้ได้การหักภาษีรายได้จากการส่งออกมะพร้าว หรือผลิตภัณฑ์มะพร้าว ในอัตรา 1-1.5% (อาจต้องมีการเสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้อง)

บุคคลที่ควรจะเป็นคณะกรรมการฯ มีดังนี้

ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์/รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน
เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เป็นรองประธาน
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร (กวก.)
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร (กสก.)
ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)
ผู้แทนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
ผู้แทนกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
ผู้แทนองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้
กรรมการและเลขานุการกรม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)
ผู้ช่วยเลขานุการคณะทำงาน กรมวิชาการเกษตร (กวก.)
ผู้ช่วยเลขานุการคณะทำงาน กรมส่งเสริมการเกษตร (กสก.)

ความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility)

ยุทธศาสตร์เร่งรัดเพิ่มผลผลิตมะพร้าวให้เพียงพอบริโภคในประเทศจะสัมฤทธิ์ผลได้นั้น ต้องมีองค์กรที่รับผิดชอบโดยตรง ในการดำเนินการ ภารกิจทั้ง 2 ภารกิจ คือ โครงการปรับปรุงสวนเสื่อมโทรม โครงการปลูกแทนสวนเก่าอายุมาก ตามที่ได้เสนอในเบื้องต้น ต้องมีคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรสวนมะพร้าวรายย่อยเป็นองค์กรที่คอยกำกับดูแล และให้นโยบาย สรรหางบประมาณ และประเมินผลดำเนินงาน คาดว่า ภารกิจที่ 1 จะทำให้ผลผลิตมะพร้าวเพิ่มขึ้นเพียงพอสมความต้องการของปี 2562 ได้ ภายใน 15 ปี กล่าวคือ (166,492 ตัน)

ต้องปรับปรุงสวน ปีละ 28,828 ไร่ ผลผลิตจะต้องเพิ่มขึ้นปีละ 11,099 ตัน เพื่อสะสมรวมกัน 15 ปี จะได้ผลผลิต 166,485 ตัน งบประมาณเฉพาะค่าวัสดุ คือ ปุ๋ยเกรด 13-13-21 และหินปูนโดโลไมท์ ใส่มะพร้าว ต้นละ 4 กิโลกรัม และ 2 กิโลกรัม/ปี เป็นงบประมาณค่าปุ๋ย จำนวน 2,190.93 ตัน ราคาตันละ 17,000 บาท เป็นเงิน 37.246 ล้านบาท ใช้หินปูนโดโลไมท์ จำนวน 1,095.46 ตัน ราคาตันละ 4,000 บาท เป็นเงิน 4.381 ล้านบาท รวมค่าวัสดุปุ๋ย และหินปูนโดโลไมท์ เป็นเงิน 41.627 ล้านบาท งบประมาณจะใช้ปีละ 41.627 ล้านบาท (เฉพาะค่าปุ๋ย และค่าหินปูนโดโลไมท์) หากดำเนินการครบ 15 ปี จะใช้งบประมาณค่าปุ๋ยและวัสดุปรับปรุงดิน เป็นเงินรวม 624.405 ล้านบาท

โครงการปรับปรุงสวนเสื่อมโทรมสามารถเร่งรัดเพิ่มผลผลิตได้ ทั้งนี้ต้องมีความพร้อมด้านงบประมาณ บุคลากร วัสดุอุปกรณ์ ฯลฯ ที่รัฐบาลต้องจัดสรรให้

สำหรับ ภารกิจที่ 2 โครงการปลูกแทนมะพร้าวอายุมาก เป็นโครงการที่ต้องใช้งบประมาณ และเวลา กล่าวคือ อาจใช้เวลา 30-40 ปี จึงจะครบ 1 รอบ ของการปลูกแทน เนื่องจากมะพร้าวเป็นพืชยืนต้นที่ให้ผลผลิตช้า ประมาณ 5-6 ปี และมีอายุยืนอย่างน้อย 60 ปี เปรียบเทียบกับพืชอื่นๆ เช่น ธัญพืช พืชผัก ซึ่งให้ผลผลิตเร็ว ภายใน 3-4 เดือน ระยะเวลา งบประมาณ และบุคลากร จะเป็นข้อจำกัดที่จะทำให้โครงการนี้ประสบผลสำเร็จหรือล้มเหลว

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) รายงาน ในปี 2551 มีมะพร้าวที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ประมาณ 699,000 ไร่ ของพื้นที่ปลูกมะพร้าว หรือประมาณ 65 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ปลูกมะพร้าว ในปี 2559 ซึ่งมีจำนวน 1.16 ล้านไร่ จากสถิตินี้ แสดงให้เห็นว่ามีมะพร้าวที่มีอายุมากพร้อมที่จะต้องปลูกแทนถึง 65 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ปลูกมะพร้าวทั้งประเทศ ในปีปัจจุบัน (2562) เบื้องต้นหากเราใช้ 699,000 ไร่ เป็นฐานในการเริ่มต้นปลูกแทน เมื่อประมวลแล้วหากใช้จำนวนต้นเฉลี่ย/ไร่ 19 ต้น เราจะต้องโค่นล้มมะพร้าวถึง 13.281 ล้านต้น

หากใช้เวลา 30 ปี ต้องโค่นล้มมะพร้าว ปีละ 442,700 ต้น หรือปีละ 23,300 ไร่ ดูเหมือนว่าจะทำได้ยาก น่าจะขยายเวลาเป็น 40 ปี จะเหมาะกว่าปริมาณจำนวนต้นที่จะโค่นล้มน้อยกว่าระยะเวลา 30 ปี กล่าวคือ จะโค่นล้มมะพร้าวเพียง 332,025 ต้น หรือ จำนวน 17,475 ไร่ ในการโค่นล้มต้นมะพร้าว จะมีต้นมะพร้าวที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จำนวนมาก จากผลการทดลองปลูกแทนมะพร้าวในฟิลิปปินส์ นำต้นมะพร้าวที่โค่นล้มแล้วไปเลื่อยต้นหนึ่ง จะได้ไม้มะพร้าวประมาณ 0.25 ลูกบาศก์เมตร ฉะนั้น การปลูกแทนมะพร้าวอายุมาก จะมีไม้มะพร้าวจำนวนมหาศาล นำไปใช้ประโยชน์ได้ ทำให้เกิดอุตสาหกรรมไม้มะพร้าวขึ้นได้ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจชุมชนและเกิดการจ้างงาน จากข้อมูลดังกล่าว ปริมาณที่จะได้ไม้มะพร้าว ปีละประมาณ 83,000 ลูกบาศก์เมตร เมื่อสิ้นสุดโครงการ 40 ปี ปริมาณไม้มะพร้าวทั้งหมดรวม 3.32 ล้านลูกบาศก์เมตร จะมีมูลค่ามหาศาล

ในการปลูกแทนมะพร้าวอายุมากนั้น ขั้นตอนดำเนินงานต้องมีการสำรวจขึ้นทะเบียนขอรับการสงเคราะห์ ขั้นตอนการทำงาน ควรนำวิธีปฏิบัติการปลูกแทนยางของการยางแห่งประเทศไทย มาใช้ในการปลูกแทนมะพร้าว และควรใช้วิธีการสงเคราะห์ในหลักการ ให้การสงเคราะห์รายละไม่เกิน 20 ไร่ เงินสงเคราะห์ ไร่ละ 16,000 บาท ระยะเวลา 5 ปี มีการเบิกเงินสงเคราะห์เป็นงวดๆ ตามความก้าวหน้าของกิจกรรมการปลูกแทน สำหรับค่าโค่นล้มต้นมะพร้าวควรนำอุตสาหกรรมการแปรรูปไม้ เข้ามาร่วมในโครงการ อาจเป็นภาครัฐ หรือเอกชน ปัญหาของการโค่นล้มมะพร้าว หากไม่มีการนำมะพร้าวไปแปรรูป หรือเคลียร์พื้นที่สวนไม่ได้ ต้นมะพร้าวและกิ่ง ใบ ทะลาย จะเน่าเปื่อยอยู่ในสวน เป็นแหล่งขยายพันธุ์ของด้วงแรด ด้วงงวง ซึ่งเป็นศัตรูพืชทำลายมะพร้าวที่สำคัญ และยังเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคมะพร้าวอีกด้วย

งบประมาณที่จะใช้ในโครงการระยะยาว คือ 40 ปี ที่เป็นรอบแรกของโครงการปลูกแทนที่จะประมาณการได้ มีดังนี้ ตาราง อัตราการใช้ปุ๋ยเกรด 13-13-21 และหินปูนโดโลไมท์ (ตามอายุมะพร้าว) และปริมาณการใช้ในการปลูกแทนมะพร้าวอายุมาก พื้นที่ 87,375 ไร่ (1,660,125 ต้น) ระยะแรก 5 ปี

* ราคาปุ๋ยเกรด 13-13-21 ตันละ 17,000 บาท จำนวน 23,241.75 ตัน เป็นเงิน 385.109 ล้านบาท

ราคาหินปูนโดโลไมท์ ตันละ 4,000 บาท จำนวน 13,281.00 บาท เป็นเงิน 53.124 ล้านบาท

ราคาหน่อพันธุ์มะพร้าว หน่อละ 30 บาท (1,660,125 หน่อ เป็นเงิน 49.804 ล้านบาท)

** รวมงบประมาณปลูกแทนมะพร้าวระยะแรก 5 ปี จำนวน 87,375 ไร่ เป็นเงิน 498.037 ล้านบาท

*** เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับปุ๋ยเกรด 13-13-21 หินปูนโดโลไมท์ และค่าหน่อพันธุ์มะพร้าว

**** สงเคราะห์ไร่ละ 16,000 บาท ระยะเวลา 5 ปี งบประมาณ 1,398.00 ล้านบาท

หากให้เงินสงเคราะห์ปลูกแทนมะพร้าวเท่ากับเงินสงเคราะห์ปลูกแทนยางพารา น่าจะเหมาะสมคือ ไร่ละ 16,000 บาท ในระยะเวลา 5 ปี เงินส่วนใหญ่ใช้ไปเพื่อเป็นค่าปุ๋ย และค่าหินปูนโดโลไมท์ บำรุงดินและค่าหน่อพันธุ์มะพร้าว เป็นเงิน 498.037 ล้านบาท

ปัจจุบัน ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ได้ทำงานวิจัยด้านปรับปรุงพันธุ์มะพร้าว ได้พันธุ์ลูกผสมที่ให้ผลผลิตมากกว่าพันธุ์พื้นเมืองต้นสูงถึง 1-2 เท่า มีอยู่หลายพันธุ์ หากใช้พันธุ์ลูกผสมนี้ปลูกแทน จะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น สนองความต้องการบริโภคภายในประเทศได้อย่างแน่นอน หากโครงการปลูกแทนเดินคู่ขนานไปกับโครงการปรับปรุงสวนเสื่อมโทรม

พันธุ์ที่กล่าวถึงมี สวีลูกผสม 1 ให้ผลผลิต 2,300 ผล/ไร่/ปี (มีขนาดผลเล็ก) พันธุ์ลูกผสมชุมพร 2 ให้ผลผลิต 1,800 ผล/ไร่/ปี และมีพันธุ์ใหม่ที่กำลังจะผลิตหน่อได้ในปี 2563 เป็นพันธุ์ลูกผสมสามทาง คือ มลายูสีเหลืองต้นเตี้ยxเวสท์อัฟริกันต้นสูงxมะพร้าวใหญ่ (ไทยต้นสูง) เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง มีขนาดผลใหญ่ และขนาดกลาง ให้ผลผลิต 2,372 ผล/ไร่/ปี นอกจากนี้ ยังผลิตหน่อพันธุ์ไทยพื้นเมืองต้นสูง คัดเลือกพันธุ์ในการปลูกแทน ควรให้เกษตรกรเป็นผู้ตัดสินใจว่า จะปลูกพันธุ์อะไร

ยุทธศาสตร์เร่งรัดเพิ่มผลผลิตมะพร้าวให้พอกับการบริโภคในประเทศ จะบรรลุเป้าหมายได้ ต้องมีองค์กรที่รับผิดชอบ และคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรสวนมะพร้าวรายย่อย เป็นผู้รับผิดชอบในด้านนโยบาย การจัดสรรงบประมาณ และบุคลากร ดังได้กล่าวมาแล้ว ในการพัฒนาสวนมะพร้าวรายย่อย จะเป็นการช่วยทำให้เศรษฐกิจ และสังคมในชุมชนดีขึ้น พร้อมทั้งเกิดการจ้างงาน ซึ่งจะมีผลดีกับครัวเรือนของเกษตรกรรายย่อยไม่น้อยกว่า 3 แสนครอบครัว

วัตถุประสงค์ของการเขียนบทความนี้ ก็เพื่อกระตุ้นให้ผู้ที่รับผิดชอบหรือเกี่ยวข้องกับการพัฒนามะพร้าวได้ทราบ เพื่อหาทางแก้ปัญหาต่อไปสำหรับหลักการหรือรูปแบบ (Model) เป็นเพียงข้อเสนอ เมื่อดำเนินการจริงๆ แล้วผู้เกี่ยวข้องสามารถแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม

หากดูประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนามะพร้าว เพื่อเพิ่มผลผลิตโดยวิธีการปลูกแทนสวนมะพร้าวอายุมาก และปรับปรุงสวนเสื่อมโทรม เช่น ประเทศอินโดนีเซีย ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในสองโครงการนี้ ตั้งแต่ ปี 2531 ในการดำเนินงานประสบกับปัญหาหลายอย่าง อาทิ มีหน่อพันธุ์ดีไม่พอใช้กับโครงการ งบประมาณ และบุคลากรไม่พอ แต่โครงการเหล่านี้ไม่ได้หยุดชะงักเสียทีเดียว จนปัจจุบันประเทศอินโดนีเซียใช้เวลา ประมาณ 30 ปี ในการพัฒนามะพร้าวเลื่อนระดับจากผู้ผลิตมะพร้าวเป็น อันดับ 2 รองจากประเทศฟิลิปปินส์ เป็นผู้ผลิตรายใหญ่มะพร้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก มีพื้นที่ปลูกมะพร้าวมากกว่า 23 ล้านไร่ และทำนองเดียวกันประเทศฟิลิปปินส์ ก็ได้ดำเนินโครงการทั้ง 2 โครงการ อย่างต่อเนื่อง ในปี 2531 เช่นกัน สามารถเพิ่มพื้นที่ปลูกมะพร้าวได้มากกว่า 22 ล้านไร่ ครองอันดับ 2 ของผู้ผลิตมะพร้าวรายใหญ่ของโลก จะเห็นได้ว่าการพัฒนาเพื่อยกระดับให้ผลผลิตมะพร้าวเพิ่มสูงขึ้นนั้น ต้องใช้เวลามาก

ต้นอ่อนผักบุ้ง มีคุณค่าทางสารอาหารมากกว่าผักบุ้งปกติ 3-5 เท่า รสชาติของต้นอ่อนผักบุ้ง ไม่แตกต่างจากผักบุ้งใหญ่มากมายนัก แต่ต้นอ่อนผักบุ้งอร่อยกว่าผักบุ้งต้นใหญ่ ด้วยเพราะมีความอ่อนนุ่ม และกรอบมากกว่า

ต้นอ่อนผักบุ้ง สามารถประกอบอาหารได้หลายเมนู อาทิ ผัดผักบุ้งน้ำมันหอย, ผัดผักบุ้งไฟแดง, ทำสลัดผัก หรือจะทำเมนูต้มจืด แล้วใส่ต้นอ่อนผักบุ้งด้วยก็ได้ สำหรับวิธีการเพาะต้นอ่อนผักบุ้ง คุณรติรัตน์ อธิบายไว้ดังนี้

เริ่มจาก ล้างเมล็ดผักบุ้งในน้ำสะอาดก่อนการนำเมล็ดผักบุ้งแช่ในน้ำ ประมาณ 12 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย หลังจากนั้น เอาเมล็ดมาห่อผ้า เพื่อรักษาความชื้น คลุมผ้าไว้ประมาณ 12 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เมล็ดจะเริ่มงอก
หลังจากนั้น เตรียมดินในตะกร้าสี่เหลี่ยม สูงประมาณ 4-5 นิ้วเพื่อง่ายต่อการขนย้าย วางความหนาของดินไม่เกิน 1 นิ้ว และผสมมูลไส้เดือนลงไปด้วย เพื่อเป็นอาหารของพืช ส่วนดินที่ใช้เป็นดินขุยมะพร้าว ซึ่งจะมีส่วนผสมของดินน้อย

เมื่อเมล็ดผักบุ้งที่คลุมไว้ เริ่มมีรากงอกเล็กน้อย ให้นำเอาโปรยลงไปในตะกร้าที่เตรียมดินเอาไว้ เกลี่ยให้เต็มพื้นที่ โรยลงไปแค่พอเหมาะ
หลังจากนั้น ให้โรยขุยมะพร้าวกลบทับบางๆ อีกชั้น เพื่อช่วยกักเก็บความชื้น รดน้ำทุกวัน
ตะกร้าที่เพาะต้นอ่อนผักบุ้งต้องวางอยู่ในร่ม อากาศถ่ายเทสะดวก และต้องไม่วางตากแดด เนื่องจากเวลาวางตากแดดจะทำให้อัตรางอกน้อยลง
หลังจากนำเมล็ดลงตะกร้า ประมาณวันที่ 2-3 เมล็ดจะเริ่มงอกออกมาเป็นราก ยาวประมาณ 1-2 นิ้ว

วันที่ 4-5 ต้นอ่อนจะเริ่มโตขึ้นความยาวประมาณ 4-5 นิ้ว เริ่มมีใบเขียว แต่ต้นอ่อนจะมีเปลือกเกาะอยู่เยอะตามยอดต้นอ่อน จะไม่ยอมหลุดออกจากลำต้น และต้องดึงเปลือกออก
วันที่ 7 ต้นอ่อนผักบุ้งจะเริ่มโตขึ้น ต้นสามารถตัดได้ แต่สำหรับคุณรติรัตน์ เธอบอกว่า จะตัดในวันที่ 8 ไม่เกินวันที่ 10 ซึ่งสำหรับเธอ วันที่ 8 เป็นช่วงที่ต้นอ่อนผักบุ้งกำลังออกพองามและน่ากิน

“ไผ่เป๊าะหวาน” ลำต้นไม่ตรง เป็นไผ่เปลือกบาง มีเส้นผ่านศูนย์กลางลำ 6 นิ้ว สูง 8-10 เมตร ปล้องยาวโดยประมาณ 12 นิ้ว เนื้อไม้บาง ลักษณะใบมีสีเขียวเล็กคล้ายหอก ก้านมีสีเหลือง มักพบกระจายพันธุ์ตามชายแดนไทย-พม่า แถบจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดตากมีบ้างเป็นบางพื้นที่ เป็นต้นกล้าที่มาจากเมล็ด จึงไม่ต้องห่วงเรื่องไผ่จะแก่และตายขุย อยู่ได้ไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี หน่อมีขนาดใหญ่เต็มที่ 2.5-3 กิโลกรัม รสชาติหวาน กรอบ ไม่มีเสี้ยน เนื้อเยอะ นิยมนำมาต้มจืด ผัดหน่อไม้ใส่หมู และใส่ในกระเพาะปลา อร่อยอย่าบอกใคร

คุณเฉลิม ยานะวงษ์ เกษตรกรผู้ปลูกไผ่ เจ้าของไร่ ยานะวงษ์ ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 336 หมู่ที่ 9ตำบลพะวอ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

คุณเฉลิม ได้เริ่มปลูกไผ่มาแล้วกว่า 7 ปี มีอาชีพเดิมคือ ทำไร่ข้าวโพด แต่เนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้งที่นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น บวกกับราคาข้าวโพดไม่ดี คนปลูกเยอะ แรงงานหายาก ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน คุณเฉลิมจึงเริ่มหันมาปลูกไผ่เป๊าะ โดยให้เหตุผลที่เลือกปลูกไผ่เป๊าะว่า ไผ่เป๊าะมีราคาดี ราคาซื้อขายกันในสวนกิโลกรัมละ 40 บาท ถ้าขยันหน่อยก็นำไปวางขายตามริมถนนแม่สอด

ก็จะได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 50 บาท ซึ่งปลูกไผ่เป๊าะมาได้ระยะหนึ่งก็รู้เลยว่า ไผ่เป๊าะ ไม่ทำให้ผิดหวัง ปลูกแล้วให้ผลผลิตดีเกินคาด แถมมีเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย โดยเฉพาะปีนี้ผลผลิตออกมาไม่เยอะ เนื่องจากเจอพิษแล้ง อากาศร้อนจัด ซึ่งถือได้ว่าการปลูกไผ่เพื่อขายหน่อสด และแปรรูปเป็นแผ่น เป็นอาชีพช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับคุณเฉลิมได้เป็นอย่างดี จนในปัจจุบันนี้คุณเฉลิมได้หยุดทำไร่ข้าวโพด และหันมาปลูกไผ่เป็นอาชีพหลัก สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวนับแสนบาทต่อเดือน

ปัจจุบัน ที่สวนของคุณเฉลิม ปลูกไผ่เป๊าะ 300-400 ต้น หรือประมาณ 5 ไร่ และได้มีการขยายพื้นที่ปลูกจนในปัจจุบันมีไผ่เป๊าะทั้งสิ้น 10 ไร่ ให้ผลผลิตดีและราคาสูง โดยที่สวนคุณเฉลิมปลูกไผ่โดยใช้วิธีการเพาะเมล็ด เพราะสามารถกำหนดระยะเวลาการปลูกได้ และการปลูกไผ่ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดจะดูแลง่าย ไม่ต้องกังวลว่ารากจะเน่า

ไผ่เป๊าะ นิยมนำมาทำต้มจืด สมัคร Royal Online V2 เพราะไผ่เป๊าะมีรสชาติหวาน นอกจากทำแกงจืดอร่อยแล้ว ยังนิยมนำไผ่เป๊าะไปใส่ในกระเพาะปลา นอกจากไผ่เป๊าะแล้ว ที่สวนของคุณเฉลิมยังปลูกไผ่รวกหวาน แต่ตอนนี้เริ่มจริงจังกับการปลูกไผ่หกยักษ์ โดยเริ่มทดลองปลูกไผ่หกยักษ์มาเป็นระยะเวลา 3 ปี ปลูกบนพื้นที่กว่า 60 ไร่

“ไผ่หกยักษ์ ก็เป็นไผ่อีกชนิดที่น่าปลูก ที่สำคัญไผ่หกยักษ์ดูแลง่ายกว่าไผ่เป๊าะ ให้น้ำเพียง 2 ปีแรก หลังจากนั้น ก็ปล่อยได้ ให้ดูแลเรื่องวัชพืชอย่างเดียว แต่ต้องบอกก่อนว่า ไผ่หกยักษ์ จะมีราคาถูกกว่าไผ่เป๊าะ โดยราคาแต่งหัวสด กิโลกรัมละ 7 บาท ถ้าแปรรูปเป็นแผ่น ขายได้ 10บาท ที่ไร่เราทำได้ตามความต้องการของลูกค้า ถ้าอยากได้หน่อสด เราก็ขาย ถ้าอยากได้แบบแปรรูปเป็นแผ่น เราก็ทำให้ได้” คุณเฉลิม กล่าว

วิธีการปลูกไผ่เป๊าะหวาน
ขุดหลุม กว้าง 50×50 เซนติเมตร ลึก 30 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างหลุม 8×8 เมตร โดยก่อนปลูกให้ใส่ปุ๋ยหมักจากเศษไม้รองพื้น ประมาณ 6-7 กำมือ แล้วใส่ดินผสมไปเล็กน้อย และนำกิ่งตอนลงหลุม เอาดินกลบเป็นอันเสร็จขั้นตอน หลังจากนั้นให้ดูเรื่องปุ๋ย จะใส่ช่วงเดือนธันวาคม เพราะต้องการให้ใบไผ่ร่วงลงมาก่อน เรียกวิธีนี้ว่า แกล้งไผ่

เรื่อง น้ำ…ปลูกไผ่เป๊าะต้องดูแลเรื่องน้ำเป็นสำคัญ เริ่มให้น้ำตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ไผ่เป๊าะจะเริ่มให้ผลผลิตประมาณเดือนมีนาคมถึงเมษายน ช่วงที่เหมาะกับการปลูกคือช่วงมีนาคม เพราะถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนน้ำเยอะเกินไป จะทำให้รากไผ่เน่า แต่ก็ต้องดูแลเรื่องน้ำให้ดี ถ้าปล่อยทิ้งไว้หลายวันโดยไม่รดน้ำเลย รสชาติไผ่จะไม่อร่อย

“ไผ่เป๊าะ ตอนจากกิ่งจะเริ่มปลูกเดือนมีนาคม ใช้ระยะเวลาในการปลูก 3 ปี ถึงจะเก็บผลผลิตได้ โดย 1 ปี ไผ่เป๊าะจะให้ผลผลิต 1 ครั้ง โดยใช้ระบบสปริงเกลอร์ในการรดน้ำ เริ่มรดน้ำช่วงเดือนธันวาคม ความถี่ในการรดน้ำให้รดแบบวันเว้นวันจะเหมาะสมที่สุด” คุณเฉลิม กล่าว

เทคนิคการปลูก ให้ได้หน่อเยอะๆ
คุณเฉลิม บอกว่า การปลูกไผ่ให้ได้หน่อเยอะๆ ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงบังคับให้ใบร่วงให้ไวที่สุด ยิ่งใบร่วงเร็วเท่าไหร่ ยอดจะแทงออกมาใหม่เร็วเท่านั้น เมื่อยอดออกมาใหม่จนครบหมดต้น คราวนี้อีกไม่นานไผ่เป๊าะจะเริ่มให้หน่อ ให้ผลผลิตออกมา นอกจากนี้ คุณเฉลิม ยังแนะนำอีกว่า ถ้ามีคนงาน ก็ให้คนงานตัด หรืออีกวิธีคือ ใช้สารเคมีพ่น