ให้ผลผลิตรวม 3 ปีแรก 3,378 ผล/ไร่ โดยให้ผลผลิตเป็นมะพร้าว

กะทิ ไม่น้อยกว่า 18% ซึ่งต้นมะพร้าวธรรมดาจะไม่มีผลเป็นมะพร้าวกะทิให้ผลผลิตเร็ว โดยต้นแรกออกจั่นอายุ 2 ปี 5 เดือน และต้นมะพร้าวจำนวนครึ่งหนึ่งของสวน ออกจั่นเมื่ออายุ 3 ปี 1 เดือน และให้ผลผลิตเมื่อทะลายแรกสูงจากพื้นดิน 73 เซนติเมตร

พื้นที่แนะนำ พื้นที่ที่เหมาะสม

ควรมีอุณหภูมิเฉลี่ย 20-34 องศาเซลเซียส หน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร ปลูกในที่ที่มีการระบายน้ำดี ถ้าปลูกในที่ลุ่ม ควรยกร่อง ไม่ควรปลูกที่สูงเกิน 500 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ในกรณีพื้นที่ปลูกแล้งนานเกิน 3 เดือน ต้องมีระบบการให้น้ำอย่างเพียงพอ

ข้อควรระวัง

ปลูกให้ห่างจากมะพร้าวธรรมดา ถ้ามีต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบ ให้ห่างจากมะพร้าวธรรมดาอย่างน้อย 300 เมตร ถ้าเป็นทุ่งโล่งให้ห่างจากมะพร้าวธรรมดาอย่างน้อย 5 กิโลเมตร เพื่อป้องกันการผสมข้ามหรือถ่ายละอองเกสร (เรณู) จากละอองเกสรมะพร้าวธรรมดา ซึ่งจะทำให้ได้ผลมะพร้าวกะทิไม่ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ (ตามกฎของเมนเดล)

พันธุ์ลูกผสมกะทิชุมพร 84-2

มะพร้าวกะทิลูกผสมระหว่างน้ำหอม x กะทิ (NHK) และมลายูสีเหลืองต้นเตี้ย x กะทิ (YDK) ผ่านการรับรองพันธุ์ เมื่อปี พ.ศ. 2554

ลักษณะทั่วไป

มะพร้าวกะทิลูกผสมพันธุ์ชุมพร 84-2 หรือมะพร้าวพันธุ์ NHK ต้นแรกออกจั่นเมื่ออายุ 2 ปี 7 เดือน มีจำนวนต้นออกจั่นครบร้อยละ 50 ของจำนวนต้นที่ปลูกอายุ 3 ปี 3 เดือน ความสูงของจั่นแรก เมื่อมะพร้าวออกจั่นแรก หลังจากติดผล ทะลายมะพร้าวจะโน้มลง ทำให้ผลมะพร้าวปลายทะลายอยู่ต่ำลงตามความยาวของจั่น พันธุ์ NHK มีผลปลายทะลายอยู่เหนือพื้นดิน 71 เซนติเมตร พันธุ์ NHK ให้ผลผลิตมะพร้าวกะทิ 348 ผล/ไร่ และให้ผลผลิตมะพร้าวธรรมดา 1,569 ผล/ไร่ ลักษณะพิเศษของ NHK คือร้อยละ 55 ของต้นมะพร้าวที่ปลูก จะให้ผลผลิตมะพร้าวกะทิที่มีกลิ่นหอม ซึ่งในแต่ละต้นจะให้ผลเป็นมะพร้าวกะทิ ร้อยละ 25 และเป็นผลให้มะพร้าวกะทิที่มีกลิ่นหอม ร้อยละ 6 ในช่วงอายุ 4-7 ปี ให้ผลผลิตมะพร้าวกะทิ 348 ผล/ไร่ มะพร้าวธรรมดา 1,569 ผล/ไร่ เนื้อมะพร้าวกะทิมีเปอร์เซ็นต์ไขมัน ประมาณร้อยละ 10.69 เนื้อมะพร้าวธรรมดามีเปอร์เซ็นต์น้ำมัน ประมาณร้อยละ 57 มะพร้าวธรรมดามีเนื้อมะพร้าวแห้งต่อผลเฉลี่ย 312 กรัม ผลมะพร้าวกะทิ มีเนื้อมะพร้าวกะทิเฉลี่ย 730 กรัม/ผล แยกเป็นพวก

– มีเนื้อฟูเต็มกะลา น้ำข้นเหนียว ร้อยละ 19.55

– เนื้อฟูปานกลาง น้ำข้นเล็กน้อย ร้อยละ 42.46

– เนื้อฟูเล็กน้อย น้ำใส ร้อยละ 37.99

ผลมะพร้าวกะทิที่มีเนื้อและน้ำหอมสามารถปรับปรุงพันธุ์ต่อไปโดยการเพาะเลี้ยงเอมบริโอจะได้ต้นพันธุ์ที่เป็นมะพร้าวกะทิน้ำหอมต้นเตี้ย เนื้อมะพร้าวกะทิมีเส้นใยอาหาร 6.93 กรัม/100 กรัม ซึ่งสูงกว่าเนื้อมะพร้าวธรรมดา 3.3 เท่า

ลักษณะเด่น

ให้ผลผลิตรวม 3 ปีแรก 1,917 ผล/ไร่ โดยให้ผลผลิตเป็นมะพร้าวกะทิ ไม่น้อยกว่า 18 เปอร์เซ็นต์

ต้นแรกออกจั่นอายุ 2 ปี 7 เดือน และต้นมะพร้าวจำนวนครึ่งหนึ่งของสวน ออกจั่นเมื่อ 3 ปี 3 เดือน ให้ผลผลิตเมื่อทะลายแรกสูงจากพื้นดิน 71 เซนติเมตร

ต้นมะพร้าว จำนวน 55% ของสวนให้ผลผลิตมะพร้าวกะทิที่มีกลิ่นหอม ซึ่งในแต่ละต้นจะให้ผลเป็นมะพร้าวกะทิ 25% และเป็นมะพร้าวกะทิที่มีกลิ่นหอม 6%

นอกจากนี้ ยังมีมะพร้าวที่ปลูกเฉพาะถิ่นและพบลักษณะที่ดี

มะพร้าว คุณพรสิน เต็กสงวน

คุณพรสิน เต็กสงวน อยู่บ้านเลขที่ 51 หมู่ที่ 2 ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มีอาชีพทำสวน โดยหมุนเวียนปลูกคล้ายๆ เกษตรกรรายอื่น อย่าง องุ่น มะนาว ฝรั่ง ชมพู่ มะพร้าวน้ำหอม

ที่วัดปรีดาราม ใกล้บ้านคุณพรสิน มีงานประกวดมะพร้าวทุกปี ทั้งมะพร้าวแกงและมะพร้าวน้ำหอม คุณพรสินนำผลผลิตของตนเองไปประกวด เคยได้รางวัล ส่วนหนึ่งของคนอื่นได้รางวัลเขาก็ไปซื้อหามาปลูก เป็นอยู่อย่างนี้กว่า 30 ปี มาแล้ว

หลังๆ มะพร้าวคุณพรสินอยู่ตัว พบลักษณะที่ดีทั้งมะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวแกง เมื่อนำไปประกวดจึงคว้ารางวัลมานับไม่ถ้วน มะพร้าว ผศ. ประสงค์ ทองยงค์

ผศ. ประสงค์ ทองยงค์ อยู่บ้านเลขที่ 39/1 หมู่ที่ 1 ตำบลวัดเพลง อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี

ครอบครัวของ ผศ. ประสงค์ ปลูกมะพร้าวมานาน เดิมเป็นมะพร้าวแกง ต้นสูงมาก ปัจจุบันต้นยังอยู่ อายุกว่า 100 ปี

สำหรับมะพร้าวน้ำหอม ผศ. ประสงค์ พบลักษณะมะพร้าวในท้องถิ่นแปลกและแตกต่างจากถิ่นอื่น คือมีผลขนาดใหญ่เหมาะต่อการส่งออก น้ำหอม

บางลักษณะผลขนาดใหญ่ เหมือนมะพร้าวแกง แต่ต้นเตี้ยมาก

บางต้นผลดกและเป็นกะทิ

ลักษณะของมะพร้าวที่ ผศ. ประสงค์ มีอยู่ เรียกชื่อพันธุ์ว่า รบ.1, รบ.2, รบ.3 และ รบ.4

รบ. ย่อมาจาก ราชบุรี ถิ่นกำเนิดของมะพร้าวนั่นเอง มะพร้าว คุณนงค์นารถ ห่วงเจริญ

คุณนงค์นารถ ห่วงเจริญ อยู่บ้านเลขที่ 76/20 ตำบลท่าทองหลาง อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา มีพื้นที่ทำสวนกว่า 50 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ที่นี่เขาคัดพันธุ์ ว่าต้นไหนน้ำมะพร้าวหอมมากหอมน้อย โดยการดูปลายราก หากมีสีชมพูถือว่าหอมมาก เมื่อตัดตามขวางที่ราก หากพบเห็นสีชมพู ต้นนั้นเมื่อนำไปปลูกได้มะพร้าวน้ำหอมมากเช่นกัน เมื่อตัดหรือใช้มือขยี้ที่ราก แล้วดม มะพร้าวน้ำหอมแท้ ที่รากจะมีกลิ่นหอม

แหล่งมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ “โอกินาวา” เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะริวกิว ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น มีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นเป็นเกาะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งภาษา วัฒนธรรม และการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ต่างกับดินแดนส่วนอื่นของญี่ปุ่น เกาะโอกินาวาประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่ที่อยู่กระจัดกระจายในบริเวณกว้าง มีหาดทรายขาวสวย น้ำทะเลสีครามและปะการังที่ยังสมบูรณ์ ทำให้โอกินาวาเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักร้อนในฝันของชาวญี่ปุ่น

คนประเทศญี่ปุ่นบนเกาะโอกินาวา ได้ชื่อว่ามีอายุยืนที่สุดในโลก ถือเป็นเกาะที่มีประชากรอายุเกิน 100 ปี มากที่สุดในโลก จากข้อมูลการศึกษาวิจัย พบว่า สภาพแวดล้อม วัฒนธรรม นิสัยคนโอกินาวาเป็นคนชอบผ่อนคลายไม่เครียด และอาหารการกินของคนโอกินาวามักจะรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่ง 3 อันดับ อาหารโอกินาวาที่รับประทานแล้วอายุยืน คือ

ผัดมะระโอกินาวา หรือ เรียก “โกยะ จัมปุรุ” (Goya Champuru)
ผัดสาหร่ายคอนบุ (คูบุอิริจิ)
น้ำส้มโอกินาวา (ชีกัวชา)
โดยเฉพาะ โกยะ จัมปุรุ หรือ ผัดมะระ จัดเป็นอาหารพื้นเมืองยอดนิยมของจังหวัดโอกินาวา ที่ไปเกาะแห่งนี้แล้วต้องรับประทานให้ได้ มะระนั้นถือว่าเป็นผักที่มีวิตามินซีสูงในลำดับต้นๆ ส่วนรสขมในมะระเกิดจากสารที่เรียกว่า “โมโมดิซิน” ซึ่งให้รสขม มีสรรพคุณช่วยเจริญอาหาร และเป็นยาระบายอ่อนๆ และสาร “ชาแลนทิน” ที่อยู่ในเปลือก มีสรรพคุณทางยาในการลดน้ำตาลในเลือด และรักษาโรคเบาหวาน ที่โอกินาวาเชื่อกันมาแต่สมัยโบราณว่าความขมของมะระจะช่วยทำให้เลือดสะอาดและช่วยเรื่องความดันเลือดให้คงที่ ด้วยความที่มะระมีวิตามินซีมาก สูงกว่ามะนาว 2-3 เท่าตัว มากกว่าผักกะหล่ำปลีถึง 4 เท่า ทำให้มะระเป็นตัวแทนอาหารของโอกินาวามาอย่างยาวนาน

นอกจากวิตามินซีแล้วยังมีวิตามินอี และยังมีแร่ธาตุต่างๆ มีใยอาหารอยู่มาก เหมาะสำหรับการป้องกันความอ่อนเพลียที่เกิดในหน้าร้อน มะระโกยะ (goya) มักจัดอยู่ในเมนูอาหารของโอกินาวา ซึ่งให้พลังงาน 1 แคลอรี ต่อกรัม และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง มะระโกยะนอกจากนำมาใช้ประกอบอาหารชนิดต่างๆ แล้ว ยังนำมาทำเป็นน้ำปั่นหรือคั้นสดไว้ดื่มก็ได้ หรือฝานบางๆ ใส่ในแซนด์วิช หรือใช้เป็นผักเคียงในเมนูซูซิ จากข้อมูลพบว่า คนบนเกาะโอกินาวา เป็นที่แรกในญี่ปุ่นที่เริ่มรับประทานมะระ ก็จะเป็นที่รู้จักและนิยมรับประทาน ด้วยเป็นพื้นที่แรกๆ ที่รับประทานมะระ พื้นที่ปลูกมะระจึงอยู่ที่เกาะโอกินาวา ถือว่าเป็นแหล่งเดียวในญี่ปุ่นที่ปลูก โดยเฉพาะเมืองยาอิเสะ จังหวัดโอกินาวา เมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือนเกาะโอกินาวา เมนูที่พลาดไม่ได้เลยนั้นคือ ผัดมะระโอกินาวา (โกยะ จัมปุรุ) ที่นำมะระมาซอยเป็นชิ้นบางๆ ผัดใส่ไข่ ใส่หมู ใส่เต้าหู้ โรยด้วยปลาป่น

ซึ่ง “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 886-7398, (056) 613-021 ได้นำพันธุ์ “มะระขี้นกยักษ์” โอกินาวา มาปลูกที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร นานประมาณ 2 ปี พบว่ามีการเจริญเติบโตดีมาก สามารถออกดอก ติดผลดกมาก และมะระมีรสชาติดีเหมือนที่ปลูกบนเกาะโอกินาวาทีเดียว อายุการเก็บเกี่ยวเร็ว คือ ประมาณ 2 เดือน หลังย้ายกล้าปลูกลงแปลง และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน 1-2 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับการบำรุงดูแลรักษา โดยจุดเด่นของมะระโอกินาวาคือ รสชาติไม่ขมมาก นำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเช่นเดียวกับมะระทั่วไป

ปัจจุบัน “สวนคุณลี” สามารถผลิตและจำหน่ายผลมะระขี้นกยักษ์โอกินาวา ส่งขายร้านอาหารในกรุงเทพฯ และขายปลีกที่สวน ได้กิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งได้รับการตอบรับจากคนรับประทานเป็นอย่างดี ซึ่งมีการวางแผนการปลูกให้ผลผลิตมีขายตลอดทั้งปี และยังคัดเลือกพันธุ์มะระขี้นกยักษ์โอกินาวาเพื่อผลิตเมล็ดจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจนำไปปลูกต่อด้วย

การปลูก

“มะระขี้นกยักษ์” โอกินาวา เริ่มต้นจากเพาะกล้ามะระโอกินาวาโดยการเพาะเมล็ด ทำได้ 3 วิธี ดังนี้

วิธีเพาะในแปลง การเพาะด้วยวิธีนี้ต้องพรวนดินให้ร่วนซุย ผสมปุ๋ยมูลสัตว์เพื่อให้ดินร่วนซุยยิ่งขึ้น นำเมล็ดมะระมาเรียงห่างกัน ประมาณ 3 เซนติเมตร กลบด้วยดินหนา 2-3 เซนติเมตร เอาฟางคลุม รดน้ำ 3-4 วัน รอจนต้นกล้ามีใบจริง 2 ใบ หรืออายุประมาณ 8-10 วัน ก็ย้ายแปลงปลูก โดยก่อนการถอนกล้าควรรดน้ำให้ชุ่มเสียก่อน เพื่อต้นกล้าไม่บอบช้ำมากนัก
วิธีการเพาะกล้าในถุงดำเล็ก นำดินผสมปุ๋ยคอกและวัสดุปลูกที่หาได้ใส่ถุงดำ ขนาด 7×8 เซนติเมตร แช่เมล็ดมะระในน้ำ ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วนำเมล็ดเพาะใส่ถุง ถุงละ 1 เมล็ดรดน้ำให้พอชุ่ม เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ จึงย้ายลงแปลงปลูก

วิธีการเพาะกล้างอกวิธีเพาะกล้ามะระโอกินาวา นำเมล็ดพันธุ์มะระโอกินาวามาแช่น้ำอุ่นไว้ ประมาณ 1 คืน หรือราว 5-8 ชั่วโมง เช้าอีกวันก็นำเมล็ดมาห่อกับผ้าเปียกน้ำหมาดๆ นำไปบ่มไว้ในกระติกน้ำหรือกล่องโฟม หรือใช้ถุงร้อนคลุมอบก็ได้ เพื่อให้เมล็ดมะระออกรากเร็วและงอกดีขึ้น ประมาณ 2 วัน เมื่อเปิดดูจะเห็นรากสีขาวๆ โผล่ออกมา เลือกเมล็ดที่รากงอกนั้น แล้วนำไปปลูกในถาดเพาะกล้าหรือถุงดำขนาดเล็ก เพื่อให้ง่ายในการดูแลรักษาต้นกล้า ดังนั้น แนะนำให้เพาะกล้าเสียก่อน การย้ายเมล็ดต้องทำด้วยความระมัดระวังอย่าให้รากอ่อนที่งอกจากเมล็ดหัก ควรใช้ไม้กดจิ้มวัสดุปลูกให้เป็นหลุมเสียก่อน แล้วนำเมล็ดหยอดลงไปใช้ปลายนิ้วชี้กับนิ้วโป้งบีบดินหรือวัสดุปลูกกลบเมล็ดเบาๆ จากนั้นรดน้ำอย่างสม่ำเสมออย่าให้แฉะ จนต้นมะระโอกินาวามีใบจริง 2-3 ใบ ก็สามารถย้ายปลูกในแปลงหรือถุงดำขนาดใหญ่ได้ ในช่วงที่เลี้ยงกล้าต้องหมั่นระวังแมลงที่จะมากัดกินยอด เช่น ตั๊กแตน และแมลงปีกแข็ง เป็นต้น
วิธีหยอดลงหลุมปลูกในแปลงเลย นำเมล็ดมะระแช่น้ำอุ่นไว้อย่างน้อย 5-8 ชั่วโมง เพื่อกระตุ้นการงอกและทำให้เปลือกมะระขี้นกยักษ์โอกินาวานิ่มก่อน แล้วนำไปหยอดกลบที่หลุมปลูก หลุมละ 1-2 เมล็ด ในแปลงปลูกได้เลย

หลังการย้ายปลูก แนะนำใช้สารไดโนทีฟูแรน เช่น สารสตาร์เกิล จี อัตรา 2 กรัม ต่อหลุมปลูก หรือต่อต้น ใช้รองก้นหลุม ทั้งแบบย้ายจากกระบะ หรือย้ายจากแปลงเพาะกล้า หยอดพร้อมเมล็ดพันธุ์ โรยรอบโคนต้นหลังปลูกสามารถป้องกันแมลงศัตรูได้หลายชนิด ซึ่งอยู่ในกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์ ที่พบในยาสูบทั่วไป มีความเป็นพิษต่ำมากต่อมนุษย์ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก ปลา และสิ่งแวดล้อม ออกฤทธิ์ดูดซึมเข้าทางระบบราก สามารถป้องกันกำจัดแมลงที่หลบซ่อนอยู่บนต้นพืชและใต้ดินได้ดี มีประสิทธิภาพออกฤทธิ์ควบคุม และกำจัดแมลงได้ยาวนาน 30-45 วัน ป้องกันกำจัดแมลงบนดิน เช่น เพลี้ยจักจั่นฝ้าย เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง แมลงหวี่ขาว เพลี้ยไฟ หนอนแมลงวันชอนใบ หนอนแมลงวันเจาะลำต้น ด้วงเต่าแตง และแมลงใต้ดิน เหมาะสำหรับพืชผัก โดยเฉพาะพืชผักส่งออก

กล้ามะระโอกินาวามีใบจริง 3-5 ใบ หรือหลังเพาะเมล็ดราวๆ 30-45 วัน ก็สามารถย้ายปลูกลงแปลงได้ หรือปลูกลงถุงดำใบใหญ่ในกรณีที่ดินปลูกไม่ดีต้องการปรุงดินปลูกเองหรือมีพื้นที่ปลูกน้อย ระยะปลูก ระหว่างหลุมปลูกให้ห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ 1-1.50 เมตร ในกรณีทำค้างแบบกระโจม แต่ถ้าทำขึ้นค้างแบบสี่เหลี่ยมก็เลือกขนาดค้างได้ตามความเหมาะสม การย้ายกล้าก็จะเหมือนพืชผักทั่วไปคือ นิยมย้ายปลูกในช่วงเวลาเย็นที่แสงแดดไม่ร้อนมากนัก เพื่อไม่ให้ต้นกล้าเหี่ยว มะระเป็นไม้เถามีมือเกาะ จำเป็นต้องทำค้างเพื่อให้มะระเลื้อยขึ้นไปได้ ซึ่งการทำค้างต้องใช้ไม้ไผ่ ยาวประมาณ 2.50-3.0 เมตร ปักลงข้างๆ หลุมปลูก หรือข้างๆ ถุง แล้วรวบปลายไม้ทำเป็นจั่วหรือกระโจม มัดให้เหลือปลายไม้ไว้ หรือทำค้างแบบสี่เหลี่ยมตามความต้องการ แล้วใช้ตาข่ายไนล่อนขึงให้ต้นมะระเลื้อยเกาะขึ้นไป

เริ่มต้นในขณะที่เตรียมดินปลูก ควรใส่ปุ๋ยคอกเก่าคลุกเคล้าลงไปในดินด้วย เพื่อช่วยให้ดินร่วนอุ้มน้ำให้อยู่ในดินได้นาน และช่วยรักษาสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้อยู่ในระดับเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช หลังปลูกมะระได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ก็จะเริ่มให้ปุ๋ยเคมี ใส่ปุ๋ยทุก 7 วันครั้ง โดยจะเน้นใส่ปุ๋ยเสมอ เช่น สูตร 16-16-16 หลักการคือ เน้นการให้ปุ๋ยบ่อย แต่ให้ครั้งละไม่มาก ให้มะระได้กินปุ๋ยอย่างต่อเนื่อง ถ้าสังเกตว่าต้นมะระยอดแตกไม่ค่อยดี ยอดไม่เดิน ก็อาจจะเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยสูตรตัวหน้า (ไนโตรเจน) สูง อย่าง 25-7-7 พอยอดมะระเดินดีแล้วก็ค่อยกลับมาใช้ 16-16-16 ยืนพื้นตามเดิม หรือในบางพื้นที่อาจจะหาซื้อปุ๋ย สูตร 25-7-7 ไม่ค่อยมี จะสามารถผสมปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 อัตรา 1 ส่วน กับปุ๋ยที่มีสูตรตัวหน้า (ไนโตเจน) สูง เช่น ยูเรีย (สูตร 46-0-0) หรือ แคลเซียมไนเตรต (สูตร 15-0-0) เลือกใช้ตามความเหมาะสม อัตรา 1 ส่วน นำมาผสมกัน

ส่วนการให้ปุ๋ยทางใบ ฮอร์โมน สารป้องกันกำจัดโรคและแมลง จะฉีดพ่นทุกๆ 5-7 วัน ตั้งแต่ช่วงปลูกแรกๆ พอมะระแตกใบมา 4-5 ใบ ก็เริ่มฉีดพ่นแล้ว เพื่อเร่งต้นให้โตเร็ว แตกยอดเลื้อยขึ้นค้างได้เร็ว โดยจะฉีดพ่นทั้งฮอร์โมนสลับกันไป เช่น สาหร่ายสกัด เร่งการแตกยอดแตกใบ แคลเซียม-โบรอนอี เสริมให้ต้นแข็งแรง ช่วยให้ดอกดี ผสมเกสรดี ติดผลได้ดี แมกนีเซียมเดี่ยว ช่วยทำให้ใบเขียว ขยายลูก สร้างเนื้อ

ช่วงมะระขี้นกยักษ์โอกินาวา อายุได้ 30 วัน หรือพบว่าเริ่มเห็นดอกของมะระ ให้รดน้ำ วันละ 1-2 ครั้ง ตามความเหมาะสม การให้น้ำวันละกี่ครั้งหรือให้ปริมาณเท่าไร ต้องดูความชื้นของดินและสภาพอากาศประกอบ ช่วงที่มะระออกดอกตลอดระยะเวลาที่เลี้ยงผลจะขาดน้ำไม่ได้เลยในช่วงนี้ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ต้นมะระไม่ค่อยอยากจะโต ใบดูไม่สดชื่น เมื่อได้น้ำสม่ำเสมอทุกวันระยะนี้มะระจะติดดอกติดผล สังเกตต้นมะระถ้าสมบูรณ์ดี ยอดพุ่งดี มันจะติดดอกติดผลดีมาก

การห่อผลมะระ

ซึ่งผู้ปลูกจะห่อผลหรือจะไม่ห่อผลก็ได้ ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ เช่น พื้นที่ที่ไม่มีแมลงศัตรูระบาดมากนัก เช่น แมลงวันทอง ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องห่อผล แต่ถ้าเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดก็สามารถห่อผลได้ เมื่อมะระอายุได้ประมาณ 30-40 วัน หลังปลูก จะออกดอกและติดผลจนลูกโต พอผลมะระโตได้ 7-10 วัน หลังดอกโรย หรือผลมะระ ผลยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร ก็เริ่มห่อผลได้ทันที (ถ้าห่อตอนผลเล็กมากกว่านี้ จะทำให้ผลเหลืองและร่วง) กรณีที่ต้องการห่อผลเพื่อเลี่ยงการทำลายจากแมลงวันทองหรือแมลงศัตรูที่จะมาทำลายผิว 
แต่ในพื้นที่ไม่มีการระบาดจากแมลงวันทองก็ไม่จำเป็นต้องห่อผลก็ได้ เวลาห่อผลสามารถใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ ทำเป็นถุง ขนาด 15×20 เซนติเมตร ปากถุงเปิดทั้งสองด้าน นำปากถุงด้านหนึ่งสวมผลมะระ แล้วใช้ที่เย็บกระดาษเย็บปากถุงให้แขวนอยู่บนก้านของผลมะระ ถุงห่อรีเมย์ก็จะมีเชือกรูดสวมถุงมัดได้ทันที ถุงห่อสีขาว ก็จะมีลวดมัดให้ที่ปากถุง (ถุงห่อรีเมย์ และถุงห่อสีขาว บริษัท ชุนฟง มีจำหน่าย) ผลมะระที่ห่อผลจะค่อนข้างสวย ผิวมีสีเขียวอ่อน

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม นายหลาง วงษ์ราช อายุ 65 ปี อดีต ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 9 ต.บ้านกลับ อ.หนองโดน จ.สระบุรี จากเดิม ตนเคยเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และไร่”ยาสูบ” แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าควร

ต่อมาตนเองได้หันมา ปลูกต้นดอกรัก ทำสวนรัก รวมกับญาติๆ 3 ราย ที่บ้านดงสัก รวมพื้นที่ที่ปลูกต้นดอกรัก กว่า 10 ไร่ ปัจจุบัน เก็บดอกรักส่งขายทุกวัน ทั้งมีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวนรัก ในราคากิโลกรัม ละ 80 -100 บาท ขยายพันธุ์ด้วยกิ่ง และ สำหรับกิ่งพันธุ์ยังขายได้อีก กิ่งละ 5 บาท หนึ่งปี เกษตรกร รวมทั้ง 3 รายที่ปลูก ใน 1 ปี มีรายได้กว่า 300,000 บาท

สำหรับกิ่งพันธ์ที่นำมาปลูกมี 4 สายพันธุ์ พันธุ์รักแก้ว , พันธุ์แก่นจันทร์, พันธุ์รัก ตุ้มเล็ก, พันธุ์รักตุ้มใหญ่, แต่ที่ชาวบ้านนิยม นำมาปลูกคือ พันธุ์รักแก้ว มี ดอกดกมาก ดอกอ้วนป้อม และมีน้ำหนักน้อย เหมาะสำหรับนำไปร้อยเป็นพวงมาลัย

นายหลาง วงษ์ราช อดีต ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่ามีข้อควรระวัง ….. การเก็บดอกรัก ต้องระวังยาง ถูกผิวหนังทำให้ระคายเคือง แสบคัน หากถูกศีรษะ จะทำให้ผมร่วงได้ หากกระเด็นเข้าตา จะทำให้ตาพร่ามัว หรือบอดได้ ต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง

อาจารย์ประทีป กุณาศล นักวิชาการเกษตรอิสระ ให้ข้อมูลว่า มะพร้าวเป็นสินค้าที่ตลาดมีการขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะตลาดในประเทศจีน จึงเป็นสินค้าที่คนจีนนิยมบริโภค และตลาดใหญ่ๆ อีกแห่งที่ตามมาคือตลาดในสหรัฐอเมริกา ถือเป็นตลาดใหญ่ไม่แพ้กัน เพราะผู้ที่ชื่นชอบดื่มน้ำมะพร้าวเล็งเห็นถึงคุณค่าทางโภชนาการที่จะได้รับจึงนิยมบริโภคมากขึ้น จึงทำให้ ณ เวลานี้ มะพร้าวจึงเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง

“เมื่อความนิยมมีมากขึ้น โดยเฉพาะมะพร้าวที่ปลูกในไทย จึงทำให้ตลาดค่อยๆ ขยายออกไป ซึ่งผมมองว่ามะพร้าวไม่น่าจะเหมือนพืชชนิดอื่นที่ราคาจะมีแนวโนม ลดลงเร็ว เพราะถ้าเรามองจากความต้องการของตลาดโลกแล้วค่อนข้างสูงมาก และที่สำคัญยังเป็นพืชที่น่าจะคงราคาดีแบบนี้ไปได้อีกหลายปี เพราะตลาดต้องการทั้งมะพร้าวอ่อนและมะพร้าวแก่ ก็ทำให้ความต้องการยังมีมากขึ้น ดังนั้น ผลผลิตทุกวันนี้ก็ยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ” อาจารย์ประทีป กล่าว

คุณบวร ศาลาสวัสดิ์ อยู่บ้านเลขที่ 138 หมู่ที่ 3 ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เป็นเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมก้นจีบ บนเนื้อที่ 10 ไร่ มีต้นมะพร้าวอยู่ประมาณ 400 ต้น เรียกง่ายๆ ว่าเป็นผู้คว่ำหวอดในเรื่องการปลูกมะพร้าว จากความสำเร็จที่เกิดขึ้นจึงทำให้การปลูกมะพร้าวเป็นงานที่สร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

จากเกษตรกรพืชล้มลุก ผันพื้นที่ทำสวนมะพร้าว

คุณบวร เล่าให้ฟังว่า เดิมทีมีอาชีพทำเกี่ยวกับการเกษตรตั้งแต่สมัยคุณพ่อคุณแม่ คือการปลูกพืชจำพวกหอมแดงและพริก ต่อมาเมื่อมีโอกาสได้ลงมือทำอย่างเต็มตัว จึงเริ่มรู้สึกอยากจะปรับเปลี่ยนการปลูกพืชชนิดอื่น จึงได้ตัดสินใจพลิกผืนดินมาทำสวนมะพร้าวตั้งแต่ปี 2548 โดยหาซื้อพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมก้นจีบมาจากอำเภอบ้านแพ้ว

“ช่วงนั้นมองว่าดินที่สวนน่าจะปลูกมะพร้าวน้ำหอมได้ดี สมัคร Royal Online จึงอยากลองปรับเปลี่ยนดูบ้าง ก็เลยหาซื้อต้นพันธุ์มา ซึ่งต้นพันธุ์ที่จะปลูกได้ดีต้องเป็นต้นแม่ที่มีอายุอย่างต่ำ 10 ปีขึ้นไป เพราะถ้าเอาอายุน้อยเกินไปจะทำให้ต้นที่ปลูกเมื่อเติบโตเต็มที่ต้นจะยืดสูงเกินไป และก็ออกลูกช้า ลูกอาจไม่ดกเท่าที่ควร ดังนั้น สายพันธุ์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการเลือกนำมาปลูก” คุณบวร บอกถึงวิธีการเลือกสายพันธุ์มะพร้าว

ซึ่งอายุของต้นกล้าที่นำมาปลูกภายในแปลงสวนควรมีอายุประมาณ 5 เดือน จึงจะเหมาะสม ในขั้นตอนแรกก่อนที่จะปลูกมะพร้าวน้ำหอม คุณบวร บอกว่า จะเตรียมพื้นที่ปลูกให้เป็นร่องสวนเสียก่อน คือทำสันร่องให้มีความกว้าง 4 เมตร ส่วนภายในร่องน้ำมีความลึกประมาณ 2 เมตร โดยให้ภายในร่องมีน้ำหล่ออยู่ตลอดทั้งปี เพราะมะพร้าวเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก

“พอเราเตรียมพื้นที่ปลูกเรียบร้อยแล้ว ก็เอาดินเลนมาใส่รองก้นหลุมได้เลย เสร็จแล้วก็ปลูกให้มิดผลไปเลย อย่าให้ผลลอยขึ้นมา เพราะถ้าโตมากขึ้นจะทำให้โคนต้นลอยพ้นดิน ทำให้โค่นล้มได้ โดยระยะห่างปลูกที่ดีที่สุดคือ 6×6 เมตร ซึ่งช่วงที่ยังต้นเล็กอยู่เราก็ดูแลไปเรื่อยๆ จนต้นมะพร้าวมีอายุประมาณ 2 ปีครึ่ง ก็จะเริ่มตกจั่นให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้” คุณบวร อธิบาย

เมื่อปลูกต้นมะพร้าวลงดินได้ประมาณ 1-2 เดือน ในช่วงนี้จะเริ่มใส่ปุ๋ยสูตร 25-7-7 ในอัตราส่วน 100 กรัม ต่อต้น เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อบำรุงต้นให้มีความสมบูรณ์ และเมื่อต้นมีขนาดใหญ่ขึ้นก็จะทำการเพิ่มจำนวนปุ๋ยให้มีขนาดที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย