ให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้หลายปีขั้นตอนในการปลูกหญ้าเนเปียร์นั้น

คุณอารีย์ บอกว่า ไม่ได้มีขั้นตอนอะไรที่ซับซ้อน ใช้พื้นที่เดิมจากการปลูกอ้อยมาปลูกหญ้าเข้าไปทดแทน โดยช่วงแรกก่อนที่จะนำหญ้าลงมาปลูก จะไถพรวนดินภายในแปลงและตากทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ จากนั้นไถพรวนดินอีกครั้งหนึ่งเพื่อตีดินให้ละเอียดมากขึ้น พร้อมกับผสมปุ๋ยคอกที่ได้จากโคที่เลี้ยงไว้ มาใส่ลงไปภายในแปลง ตากดินทิ้งไว้อีก 1 สัปดาห์

จากนั้นก่อนนำหญ้าเนเปียร์ลงมาปลูกในแปลง จะปล่อยน้ำเข้าแปลงให้แฉะทั้งหมดเสียก่อน แล้วจึงนำท่อนพันธุ์หญ้าเนเปียร์มาปลูกให้มีลักษณะตั้งเอียง อยู่ที่ 45 องศา “ท่อนพันธุ์หญ้าเนเปียร์ที่เอามาปลูก มีความยาวอยู่ที่ 20 เซนติเมตร ปลูกให้มีระยะห่างระหว่างต้น อยู่ที่ 40-50 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างแถว อยู่ที่ 1.20 เมตร คล้ายๆ กับปลูกอ้อย เมื่อปลูกลงไปแล้วดูแลจนโตให้เกิดหน่อใหม่ คอยหมั่นดูดินในแปลง ถ้าเห็นว่าดินแห้ง ก็ใส่น้ำเข้าแปลง พอหญ้าเนเปียร์ได้อายุ 2 เดือน ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 ประมาณ 3 กระสอบ ในพื้นที่ 5 ไร่ จากนั้นรอต่อไปอีก 2 เดือน หญ้าเนเปียร์ชุดแรกก็จะโตพร้อมให้ตัดขายได้” คุณอารีย์ บอก

เมื่อหญ้าเนเปียร์โตสมบูรณ์แล้ว การตัดออกจากกอต้องตัดให้เสมอดิน เพื่อที่เวลาเกิดหน่อขึ้นมาใหม่จะได้หน่อที่อวบสมบูรณ์ หลังจากตัดหญ้าขายแล้ว ให้ใส่น้ำเข้าพื้นที่ปลูกทันที พร้อมกับใส่ปุ๋ยบำรุง คือปุ๋ยเคมีสลับกับปุ๋ยคอก จะช่วยให้เกิดหน่อใหม่ที่เร็วกว่าชุดแรก ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ก็ได้หญ้าเนเปียร์ชุดใหม่ตัดขายได้ทันที

ส่วนในเรื่องของการป้องกันโรคและแมลงนั้น คุณอารีย์ บอกว่า ตั้งแต่ปลูกมายังไม่พบการเข้าทำลายของโรคและแมลงให้เกิดความเสียหาย ทำให้ไม่มีการใช้สารเคมีในการจัดการ ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าหญ้าที่ปลูกทุกต้น เมื่อสัตว์กินเข้าไปแล้วมีความปลอดภัยไม่เกิดอันตรายแน่นอน

วางแผนการผลิตดี หญ้ามีขายได้ทุกสัปดาห์

ในการส่งหญ้าเนเปียร์ขายในแต่ละครั้งนั้น คุณอารีย์ บอกว่า จะจัดสรรพื้นที่การตัดให้ลงตัว เพื่อที่หญ้าจะได้โตหมุนเวียนสลับกันไป ทำให้คุณอารีย์สามารถตัดขายได้ตลอด ส่วนตัวคุณอารีย์เองก็มีการแบ่งเวลาให้ลงตัวในการทำอาชีพเสริมนี้ด้วย โดยช่วงเช้าจะตัดหญ้าเนเปียร์ภายในแปลงมาพักไว้ที่บ้าน ช่วงเย็นหลังสอนหนังสือจะนำหญ้าเข้าเครื่องสับให้ละเอียด โดยผู้ที่ช่วยเหลือเป็นกำลังหลักคือสามี เมื่อบดเสร็จเรียบร้อยก็เตรียมส่งลูกค้าในวันถัดไป แล้วช่วงเช้าวันรุ่งขึ้นก็จะไปช่วยกันกับสามีตัดหญ้าที่แปลงเตรียมไว้มาบดเวลาเย็น เมื่องานเช้าเสร็จคุณอารีย์ก็จะเตรียมตัวไปสอนหนังสือ จากนั้นให้สามีเป็นผู้ดำเนินการนำหญ้าที่ผ่านการสับเรียบร้อยแล้วไปส่งให้กับลูกค้าที่สั่งไว้

“หญ้าเนเปียร์ที่แปลงจะวางแผนการปลูกไว้อย่างดี ถ้าบางช่วงหญ้ามีมากๆ สามารถตัดขายได้ วันละ 1 ตัน แต่ถ้าช่วงรอโตหน่อย ใน 1 อาทิตย์ จะได้เฉลี่ยอยู่ที่ 4-5 ตัน ลูกค้าก็จะสั่งเราให้ไปส่งทุกอาทิตย์ ซึ่งหญ้าชนิดนี้ตัดใส่ถุงดำไว้นานๆ มันก็จะเป็นหญ้าหมัก เราก็มีทำขายได้ตลอด ราคาขายก็อยู่ที่ ตันละ 1,200-1,300 บาท ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนเลี้ยงโคในพื้นที่นี้เป็นหลัก ก็ถือว่าเป็นอาชีพเสริมที่ทำรายได้ดีทีเดียว” คุณอารีย์ บอก

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อสร้างรายได้ คุณอารีย์ บอกว่า เรื่องของการปลูกหญ้าเนเปียร์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะให้มีหญ้าตัดขายได้ตลอดทั้งปีนั้น ในเรื่องของพื้นที่ค่อนข้างสำคัญ ควรมีระบบน้ำที่เพียงพอให้กับแปลงหญ้า เมื่อถึงช่วงฤดูแล้งจะช่วยให้มีผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี พร้อมทั้งดูในพื้นที่ด้วยว่ามีฟาร์มที่เลี้ยงโคหรือทำปศุสัตว์ด้านอื่นๆ หรือไม่ ก็จะทำให้หญ้าที่ผลิตออกมามีตลาดส่งขายแน่นอน เกิดเป็นอาชีพที่มั่นคง

เวลานี้หากจะเอ่ยถึงชื่อไม้ที่มีราคาแพงที่สุดในโลก เชื่อว่าท่านทั้งหลายคงจะนึกถึง ไม้พะยูง รวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน ทั้งนี้เนื่องจาก ไม้พะยูง เป็นไม้เนื้อแข็ง เนื้อไม้มีสีสันและลวดลายที่สวยงาม เป็นที่ต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะจีน สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน นำไปสู่ปัญหาการลักลอบตัดไม้ภายในประเทศ

ประกอบกับไม้พะยูงหายาก และเป็นไม้หวงห้าม “ปลูกได้แต่ตัดยาก” มีการประเมินกันว่า การลักลอบซื้อขายไม้พะยูงขณะนี้ ลูกบาศก์เมตรละ 200,000-600,000 บาท เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การตัดใช้สอยหรือตัดจำหน่ายจะยุ่งยากก็ตาม แต่มีเกษตรกรจำนวนหนึ่ง ได้ปลูกต้นพะยูงเพื่อเป็นการปลูกป่า สร้างความสมดุลทางธรรมชาติและเป็นเงินออมแก่ตนเองหรือลูกหลาน อย่างเช่น

คุณทรงเดช บุญอุ้ม อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 153 หมู่ที่ 7 บ้านศิลามงคล ตำบลหนองสวรรค์ อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู โทร. (087) 061-6891 ซึ่งเป็นประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ด้วย

คุณทรงเดช เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่การเกษตรหลายแปลง รวมกันประมาณ 89 ไร่ มีอาชีพหลักคือ ทำการเกษตร โดยทำในรูปแบบไร่นาสวนผสม ได้แก่ ทำนา 30 ไร่ ปลูกพืชผสมผสานหลายอย่าง ได้แก่ กล้วยหอมทอง 400 กอ กล้วยน้ำว้า 600 กอ เพกา 130 ต้น มะพร้าวน้ำหอมกว่า 100 ต้น

ปลูกพืชล้มลุก เช่น ข้าวโพดข้าวเหนียว รุ่นละ 1-2 ไร่ ถั่วลิสง 10 ไร่ มีสระน้ำ ประมาณ 5 ไร่ ได้ปล่อยปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สก และปลานวลจันทร์ รวมประมาณ 5,000 ตัว เลี้ยงวัว 10 ตัว และไก่ สามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย แต่กิจกรรมที่ผมภูมิใจและเป็นการสร้างความสมดุลให้แก่ธรรมชาติและเป็นเงินออมด้วยคือ การปลูกไม้พะยูง พื้นที่ 49 ไร่ หรือประมาณ 19,600 ต้น

ได้เริ่มปลูกไม้พะยูง ตั้งแต่ ปี 2537 (14 พฤษภาคม) พื้นที่ 2 ไร่ ใช้ระยะปลูก 2×4 เมตร (200 ต้น/ไร่) ปลูกไม้สัก 5 ไร่ ใช้ระยะปลูก 2×4 เมตร โดยกรมป่าไม้ได้สนับสนุนต้นกล้าไม้และเงิน 3,000 บาท ต่อไร่ แบ่งจ่าย 5 ปี

ต่อมาเห็นว่า ไม้พะยูง โตเร็วและมีมูลค่าสูง ตลาดต้องการสูง น่าจะเป็นการออมเงินที่มีมูลค่าสูงไว้ให้ลูกหลาน จึงได้ปลูกมากขึ้น ในปี 2557-2558 โดยการสนับสนุนของกรมป่าไม้ 3,000 บาท/ไร่ แต่คราวนี้แบ่งจ่าย 3 ปี โดยใช้ระยะปลูก 2×2 เมตร (400 ต้น/ไร่) เต็มพื้นที่ 49 ไร่

วิธีการปลูก การดูแลรักษา

เริ่มจากไถเตรียมดิน จากนั้นเกลี่ยหน้าดินให้เรียบ แล้วปลูกเหมือนกับการปลูกป่าทั่วไป ขุดหลุมเท่าขนาดถุงกล้าไม้ ไม่ได้ขุดหลุมใหญ่เหมือนกับการปลูกไม้ผลแต่อย่างใด โดยใช้ระยะปลูก 2×2 เมตร ปลูกฤดูฝน ถ้าฝนตกก็ไม่ต้องให้น้ำ หลังปลูก 1 เดือน ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา ต้นละ 1 ช้อนแกง และใส่อีกครั้งปลายฤดูฝนในช่วงสิงหาคมถึงกันยายน

เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งหากมีการปลูกพืชแซมในช่องว่างระหว่างแถว จะทำให้มีรายได้เพิ่ม เป็นการให้น้ำแก่ไม้พะยูงไปในตัวด้วย พืชที่ปลูก ได้แก่ ถั่วลิสง 10 ไร่ ปอเทือง 22 ไร่ ปลูกหญ้าเนเปียร์ 2 ไร่ และข้าวโพดข้าวเหนียว

จากนั้นก็ย้ายไปปลูกแปลงอื่นๆ ต่อไป คือให้ไม้พะยูงได้รับน้ำด้วยเช่นกัน จะทำให้เรามีรายได้หมุนเวียนตลอดปี และจากการสังเกตพบว่า หากพะยูงได้รับน้ำในช่วงฤดูแล้งภายใน 2-3 ปี จะมีการเจริญเติบโตดีมาก แต่ก็ทำได้เพียงไม่กี่ไร่ และจากการสังเกตหากให้น้ำฤดูแล้งด้วยสัก 2-3 ปีแรก เมื่ออายุ 20 ปี จะได้ขนาดโตพอๆ กับปลูกแบบอาศัยน้ำฝนอย่างเดียว 25 ปี

“ต้นพะยูงที่ปลูก ปี 2537 ขณะนี้ประมาณ 23 ปี จำนวน 400 ต้น แต่ละต้นน่าจะได้ไม่ต่ำกว่าครึ่งลูกบาศก์เมตร หากประเมินลูกบาศก์เมตรละ 200,000 บาท (ขั้นต่ำ) พะยูงจะมีมูลค่า ต้นละ 100,000 บาท เลยทีเดียว จึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรมาปลูกกันให้เยอะๆ เพราะขณะนี้กรมป่าไม้กำลังหาแนวทางแก้ไขระเบียบเพื่อให้ตัดขายได้ง่ายขึ้น” คุณทรงเดช กล่าว

คุณจรัส เต็มเมธาวิทยาเลิศ ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้หนองบัวลำภู สำนักงานตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดหนองบัวลำภู โทรศัพท์ (081) 708-0687 โทรศัพท์ (042) 311-554 ให้ข้อมูลว่า ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกป่าตามโครงการส่งเสริมการปลูกต้นไม้เพื่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีวัตถุประสงค์
1. เพื่อเพิ่มพื้นที่ปลูกไม้เศรษฐกิจ สำหรับการใช้สอยให้เพียงพอภายในประเทศ และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร
2. เพื่อสร้างอาชีพด้านป่าไม้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น
3. เพื่อเพิ่มจำนวนต้นไม้ที่จะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยสร้างสมดุลธรรมชาติ

โดยมีหลักเกณฑ์ในการสนับสนุนจากภาครัฐ ได้แก่
1. สนับสนุนกล้าไม้คุณภาพตามความต้องการชนิดต่างๆ จำนวน ไร่ละ 200 ต้น
2. สนับสนุนเงินทุนแก่เกษตรกร ไร่ละ 3,000 บาท โดยแบ่งจ่าย 3 ปี ตามหลักเกณฑ์ดังนี้

ปีที่ 1 จ่ายไร่ละ 1,500 บาท โดยปลูก 200 ต้น ต่อไร่ เมื่อสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ตรวจสอบผลการปลูกต้นไม้ตามโครงการถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ต้องมีจำนวนต้นไม้ที่ปลูกเฉลี่ย ร้อยละ 90 ขึ้นไป ของพื้นที่ที่ร่วมโครงการ

ปีที่ 2 จ่ายไร่ละ 800 บาท เมื่อตรวจสอบผลการปลูกซ่อมบำรุงรักษาต้นไม้และมีจำนวนต้นไม้ที่ปลูกเฉลี่ย ร้อยละ 80 ของพื้นที่ที่ร่วมโครงการ

ปีที่ 3 จ่ายไร่ละ 700 บาท เมื่อตรวจสอบผลการปลูกซ่อมบำรุงรักษาต้นไม้และมีจำนวนต้นไม้ที่ปลูกเฉลี่ย ร้อยละ 70 ของพื้นที่ที่ร่วมโครงการ

สำหรับต้นไม้ที่ปลูกในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นไม้สัก ไม้ยางนา ไม้พะยูง หรือไม้หวงห้ามอื่นๆ สามารถนำไปขึ้นทะเบียนสวนป่าตามพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. 2535 หรือแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อความสะดวกในการแจ้งตัดฟัน ทำไม้เพื่อใช้สอยส่วนตัว หรือเพื่อการค้าได้

ซึ่งในปัจจุบัน ทางกรมป่าไม้ กำลังปรับปรุงกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้เจ้าของพื้นที่ที่ปลูกต้นไม้หวงห้ามในที่ดินของตนเองสามารถตัดฟันแปรรูปได้ โดยไม่ยุ่งยากในขั้นตอนการขออนุญาต ซึ่งจะทำให้ประชาชนให้ความสนใจในการปลูกไม้เศรษฐกิจเพื่อการค้า ประชาชนจะสามารถออมเงินออมทรัพย์ในรูปของต้นไม้ได้มากขึ้น ซึ่งกรมป่าไม้มีโครงการส่งเสริมหลายรูปแบบ ทั้งการสนับสนุนกล้าไม้ ความรู้ทางวิชาการ และเงินอุดหนุนต่างๆ

จะเห็นว่า การปลูกไม้พะยูง เป็นไม้เศรษฐกิจและเพื่อการค้า คงจะเป็นจริงในไม่ช้านี้ ประกอบกับไม้พะยูงเป็นพันธุ์ไม้พระราชทานปลูกเป็นมงคลประจำจังหวัดหนองบัวลำภูด้วย ดังนั้น จึงขอเชิญชวนท่านทั้งหลายใช้โอกาสนี้ปลูกไม้พะยูง เพื่อเป็นการออมเงินไว้ในไร่นา ทำเร็วราคาดีกว่า ทำช้าราคาอาจตก ไม่แน่เหมือนกันนะครับ ผ่านไป 20 ปี อาจเป็นเศรษฐีโดยไม่รู้ตัว

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทรนด์รักสุขภาพถือได้ว่ากำลังมาแรง จะเห็นได้ว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สูงอายุ หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจฟิตเนสต่างๆ กำลังได้รับความนิยม และยังส่งผลมาถึงธุรกิจขายอาหารเพื่อสุขภาพ คนหันมาใส่ใจในการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น

ผักผลไม้ ถือเป็นเมนูโปรดที่คนรักสุขภาพนึกถึงเป็นอันดับแรก ส่งผลให้ตลาดหันมานิยมและมีความต้องการผักสลัดมากขึ้น เกษตรกรที่ติดตามข่าวสารหลายท่านได้ช่วงชิงโอกาสจากกระแสต่างๆ เหล่านี้ คิดผลิตเป็นรายได้ หันมาปลูกผักสลัดส่งตลาดกันยกใหญ่ แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าทำเกษตรแล้วไม่มีอะไรที่ได้มาง่าย ต้องคำนึงถึงพื้นที่ ดิน ฟ้า อากาศ ใครอดทน ขยัน หมั่นพัฒนา และหมั่นหาการตลาดก็รอด…ครั้งนี้ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จะพาท่านมารู้จักการปลูกผักปลอดสารให้ได้ผล ที่สวนผักครูสรรเสริญ ตำบลหนองย่างเสือ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

อาจารย์สงบ เพียรทำดี เลขที่ 72 หมู่ที่ 13 ตำบลหนองย่างเสือ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี จาก ผอ. ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกร เล่าว่า ตนจบการศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรกรรมบางพระ หลังจากนั้นได้บรรจุเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยเกษตรกรรมสิงห์บุรี สอนทางด้านสัตวศาสตร์ จนกระทั่งรับตำแหน่งสุดท้ายคือ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ซึ่งเป็นวิทยาลัยเกษตรเฉพาะการ หมายความว่าโครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงานการอาชีวศึกษากับศูนย์ศิลปาชีพบางไทร และ ศปก. ดำรงตำแหน่งนาน 17 ปี ได้ลาออกก่อนเกษียณ 1 ปี เพื่อมาทำเกษตร

อาจารย์สงบ หรือคนเกษตรรู้จักกันดีในนามครูสงบ ลาออกก่อนเกษียณ 1 ปี เพื่อมาปลูกผักปลอดสาร จุดเริ่มต้นคือ ทำเพื่อเอาไปใช้เอง

“ก่อนหน้านั้น เราทำบาร์สลัดในห้างโมเดิร์นเทรด บิ๊กซี โลตัส ทำตั้งแต่โลตัสที่แม่สายถึงบิ๊กซีปัตตานี ก็ต้องใช้ผักเยอะวัตถุดิบเยอะ เกิดปัญหาได้วัตถุดิบไม่ตรงต่อความต้องการของเรา ผักถือเป็นวัตถุดิบตัวแรกที่จำเป็นในบาร์สลัด เพราะฉะนั้นคุณภาพ ปริมาณ ต้องเพียงพอ เมื่อเกิดปัญหาซ้ำบ่อยๆ จึงตัดสินใจที่จะออกมาปลูกเอง พูดง่ายๆ ว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากไฟท์บังคับเรื่องวัตถุดิบไม่ตรงต่อความต้องการของเรา” อาจารย์สงบ เล่า

อาจารย์สงบ เล่าว่า พื้นที่ตรงนี้เริ่มจากการปลูกพืชไร่ มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย จึงมีการใช้สารเคมีในปริมาณมากมาก่อน แต่สาเหตุที่มาเลือกพื้นที่ปลูกตรงนี้ เพราะเมื่อก่อนตนเป็นอาจารย์สอนด้านสัตวบาล สอนทางด้านโคเนื้อ โคนม มาตลอด เวลามาดูงาน หรือมีลูกศิษย์ส่วนใหญ่แล้วเขามีพื้นเพอยู่แถวนี้กันทั้งนั้น จึงเกิดความคุ้นเคยกับที่นี่ ช่วงมาใหม่ๆ มีปัญหามาก เพราะจุดมุ่งหมายของเราคือ ปลูกผักปลอดสารบนดิน แต่พื้นที่ตรงนี้มีการใช้สารเคมีเยอะ พื้นที่ถูกใช้มานาน และถูกใช้ไม่ตรงงานหลัก จึงเริ่มวางแผนปรับปรุงดินยกใหญ่ โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสัตว์ ขี้ไก่หมัก ขี้วัว ผสมปรับให้ดินร่วนซุ่ยขึ้น มาใหม่ๆ ดินแข็ง รดน้ำไม่ได้เลย ทำแบบนี้อยู่หลายเดือน จนเริ่มปลูกผักได้ดีขึ้น

ปลูกผักสลัด ปลอดสารทุกชนิด บนเนื้อที่ 27 ไร่

ปัจจุบัน มีพื้นที่ทั้งหมด 47 ไร่ แบ่งปลูกผักปลอดสาร 27 ไร่ เนื่องจากว่าพื้นที่ตรงนี้อากาศถ่ายเท ระดับความสูงจากน้ำทะเล ประมาณ 300-400 เมตร สภาพดินหลังปรับปรุงมีช่องอากาศ ดินร่วน ระบายน้ำได้ดี เหมาะกับการปลูกผัก

ที่นี่เริ่มจากการปลูกผักสลัดปลอดสาร มีทั้ง กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค ฟิลเล่ เรดคอรัล บัตเตอร์เฮด ไอซ์เบิร์ก คอส เบบี้คอส

จากผักสลัด ก็มองเห็นว่าน่าจะปลูกผักชนิดอื่นที่นำไปใช้ประกอบกันได้ ประกอบกับเคยอ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เรื่องต้นอ่อนทานตะวัน จึงเป็นการจุดประกายให้เริ่มปลูกเพิ่มอีกชนิด ใหม่ๆ จินตนาการว่าเหมือนถั่วงอก ลองล้อมคอกเลี้ยง และความที่ไม่คุ้นชินกับผักประเภทนี้ ไปซื้อเมล็ดมาก็ไม่งอก ทำแล้วก็ทิ้ง จึงเริ่มแกะรอยตามนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน แล้วนึกถึงหลักความจริง ในเมื่อมีสีเขียว ต้องมีแสง ก็ดูเรื่องแสง สุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ

และอีกประการที่เราเรียนรู้จากการปลูกต้นอ่อนทานตะวันคือ เมื่อปลูกถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยว ต้องมีเทคนิค เราเคยอ่านมาว่าให้ใช้กรรไกรตัด จริงๆ แล้วถ้าใช้กรรไกรตัดรากจะช้ำ ส่งผลให้เน่าเร็ว พอช้ำเก็บไว้ไม่ได้นาน ส่งไปที่บาร์สลัด เก็บไว้ได้เพียง 1-2 วัน ก็เสีย จากจุดนั้นจึงเริ่มศึกษาว่าเกิดจากอะไร และได้คำตอบมาว่า

การตัด
อุณหภูมิ ความชื้น เมล็ดพันธุ์ เราค่อยศึกษา เปลี่ยนจากการตัดด้วยกรรไกรเป็นมีด แต่ต้องเป็นมีดที่คมกริบ และยึดความสะอาดเป็นสำคัญ
จนกระทั่งทุกวันนี้ ต้นอ่อนทานตะวันของอาจารย์เรียกได้ว่าอยู่แนวหน้าในเรื่องของคุณภาพ หากแช่ตู้เย็น อยู่ได้ 1 สัปดาห์ แทบจะไม่เปลี่ยนแปลง

นอกจากการปลูกผักสลัดและต้นอ่อนทานตะวัน อาจารย์สงบได้มีการพัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ จนทุกวันนี้มีแปลงปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ แปลงถั่วพู มะระ และแตงกวาญี่ปุ่น เพิ่มขึ้นมา เรียกได้ว่ากำลังไปได้ดีในทุกผลผลิตที่ทำ

เลิกทำสลัดบาร์ หันมาปลูกผัก ส่งร้านอาหารแทน

อาจารย์สงบ เล่าว่า หลังจากทำธุรกิจสลัดบาร์ตามห้างโมเดิร์นเทรดเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี เริ่มเกิดปัญหาค่าแรงงานที่เพิ่มขึ้น สู้ไม่ไหว จึงหยุดทำธุรกิจสลัดบาร์ ช่วงที่เลิกทำเกิดความกลุ้มใจว่า จะนำผักที่ปลูกจำนวนมากขนาดนี้ไปส่งที่ไหน แต่ด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่น และบวกกับเงินที่ลงทุนไปเยอะแล้ว จึงไม่เสียกำลังใจ อย่าง ต้นอ่อนทานตะวัน รับช่วงต่อจากพ่อค้าเดิม ส่วนผักสลัดก็ส่งตามร้านอาหาร โอท็อป แต่ส่วนมากแล้วนำสินค้าไปเสนอที่ไหน ไม่ค่อยมีคนปฏิเสธ เพราะของมีคุณภาพ ขายไปขายมาไม่น่าเชื่อว่าต้องตัดต้นอ่อนขาย วันละ 80-100 กิโลกรัม รวมกับผักชนิดอื่นที่ต้องตัดส่งด้วย วันหนึ่งแล้วต้องตัด วันละ 300-400 กิโลกรัม แต่ก็ยังไม่พอขาย

ปลูกผักปลอดสารลงดินไม่ยาก

อาจารย์สงบ เล่าถึงการผลิตว่า ขั้นตอนการเตรียมดิน ไถพรวนหน้าดิน ตากแดดไว้ประมาณ 7-14 วัน ทุกครั้งที่ปลูกจะรองด้วยปุ๋ยอินทรีย์ เน้นขี้ไก่หมักเป็นหลัก เพราะในขี้ไก่มีแกลบเยอะ ทำให้ดินร่วนซุย ช่วยเติมช่องอากาศในดิน ทำให้ระบายน้ำดี พืชผักได้รับอากาศที่เหมาะสม

หลังจากรองพื้นด้วยปุ๋ยอินทรีย์เสร็จ ให้ใช้รถไถโรตารี่ ทำแปลงให้เหมาะกับอุปกรณ์ของเรา ขับถอยหลังเข้าไปร่องหนึ่งใช้เวลาไม่เกิน 2-3 นาที หลังจากนั้น ใช้คนแต่งให้เป็นร่องสวยงาม เมื่อแต่งแปลงปลูกเสร็จแล้ว ให้เริ่มเอาฟางมาคลุมเพื่อรักษาความชื้น และเมื่อเวลารดน้ำถือเป็นการป้องกันไม่ให้ดินแซะเข้าไปในกาบใบผักได้ ผักจะสะอาด ถ้าไม่มีฟางช่วยในกาบใบขี้ดินจะเต็มไปหมด

มีข้อแม้ว่า ก่อนนำฟางมาคลุมต้องนำมาสางก่อน เพื่อให้เม็ดข้าวที่ติดมาหลุดออก ไม่งั้นตอนนำไปคลุมต้องมานั่งถอนข้าวทิ้งแย่เลย

ระยะห่างระหว่างหลุม 30×30 เซนติเมตร แล้วแต่ช่วงฤดูกาล หากเป็นช่วงฤดูหนาวจะปลูกให้ห่าง เพื่อให้ใบกางแผ่ได้ดี ถ้าเป็นหน้าร้อน หรือหน้าฝน ผักจะไม่ค่อยโต ให้ปลูกระยะชิด คือประมาณ 25×25 เซนติเมตร ตามสภาพ ระยะห่างมีผลต่อการเจริญเติบโต ถ้าปลูกห่างโอกาสเกิดโรคน้อย เพราะมีการระบายอากาศที่ดี ถ้าปลูกชิดจนเกินไป อากาศอบอ้าวถือว่าเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้ดี ทำให้เกิดโรคได้ง่ายยิ่งขึ้น

การดูแล รดน้ำ เช้า-เย็น ในเวลาที่เหมาะสม GClub ระบบน้ำใช้สปริงเกลอร์ วางท่อหลักตามถนน ยาวประมาณ 300-400 เมตร หลังจากนั้น ต่อระบบให้น้ำออกซ้าย-ขวา เป็นก้างปลา เพราะฉะนั้นเราจะไปปลูกตรงไหนน้ำก็เข้าถึง

ปุ๋ย มีการนำผักที่เหลือไปหมัก มาทำปุ๋ยไว้ใช้เองบ้าง แต่ปลูกจำนวนมาก ปุ๋ยที่เราทำไม่พอใช้ จึงต้องซื้อปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์จากทางบริษัท ที่ต้องมีเลขกำกับของกรมวิชาการเกษตร เพราะผักของเราเป็นผักมาตรฐาน GAP

โรคและแมลง ผักประเภทนี้แมลงไม่กวน นอกจากอากาศไม่เหมาะสมเลย คือ ร้อนแดดจ้า ก่อให้เกิดเพลี้ยไฟบ้าง โรคจะเจอช่วงที่อากาศร้อนชื้น เหมาะกับการเจริญเติบโตของโรค วิธีป้องกันช่วงหลังมีอินทรียวัตถุที่เป็นออร์แกนิก ช่วยได้เยอะ บางทีถ้าเยอะมากให้ชิงตัดก่อน แต่อาจไม่ได้น้ำหนักตามที่ต้องการ

ใช้ซาแรนคลุม ประโยชน์ 3 อย่าง

ในช่วงที่เริ่มปลูกใหม่ ให้ใช้ซาแรนสีดำ 60 เปอร์เซ็นต์ ช่วยพรางแสงผักที่เกิดใหม่ให้เสียหายน้อยลง คลุมให้พอตั้งตัวได้ก็เริ่มเปิด วิธีเปิด ให้เปิด 1 เว้น 1 ไม่ใช่เปิดหมด 100 เปอร์เซ็นต์

ผักสลัดใบกว้าง บางตัวเวลาพายุเข้า ลมแรง ฝนเม็ดใหญ่ จะตีทะลุใบผัก เพราะฉะนั้นซาแรนช่วยได้

ผักประเภทนี้ ถ้าฤดูกาลไม่เหมาะสม อย่างหน้าร้อน ผักจะขม คือเครียด จะสร้างยางขึ้นมา ทำให้พืชผักขม เราก็ใช้ซาแรนช่วยบังแดดให้ขมน้อยลง คือมีอะไรที่ละเอียดปลีกย่อยเยอะ ถ้าหน้าหนาว ผักจะรัดแน่น มีผลตอนขาย ในขณะที่ผักน้ำหนักเท่ากัน แต่ด้วยความที่ผักรัดแน่น ทำให้ดูขนาดเล็ก ถ้าเทียบกับอีกอันดูใหญ่ ใบแผ่ ผู้รับซื้อจะดูว่าไม่แพงได้เยอะ น่าซื้อกว่า