ไข่ไก่ออร์แกนิกที่พัฒนาขึ้นนี้ เกิดขึ้นภายใต้แบรนด์ “อัครา”

เป็นเบสท์ ควอลิตี้ บาย เทสโก้ (Best Quality by Tesco) ภายใต้แนวคิด “ฟีล เดอะ เนเจอร์” (Feel the Nature) ที่ผ่านการรับรองจากกรมปศุสัตว์ว่าปลอดภัยจากสารเร่งฮอร์โมน เร่งสี และยาปฏิชีวินะ โดยขายแพ็กละ 10 ฟอง ในราคาแพ็กละ 89 บาท

เสริมทัพไข่ออร์แกนิก ให้คนไทยบริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง ต่อคน ต่อปี

แม้ว่าไข่ออร์แกนิกจะเริ่มลงสู่ตลาดเทสโก้ โลตัส เป็นก้าวแรก ภายใต้กลุ่มอัครา กรุ๊ป แต่ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการบริโภคไข่ไก่ในเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ หรือในมิติของสุขภาพยังมีออกมาน้อยมาก จนทำให้เกิดความสับสนว่า การบริโภคไข่ไก่จะส่งผลดีต่อสุขภาพจริงหรือ และจะส่งผลให้เกิดโรคอะไรตามมาหรือไม่ ประเด็นเหล่านี้ส่งผลต่ออัตราการบริโภคไข่ไก่ในไทยด้วยเช่นกัน

คุณธนาวุฑ เอื้อละพันธ์ รองประธานกรรมการ อัครา กรุ๊ป จำกัด เล่าถึงประเด็นนี้ว่า มีข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับการบริโภคไข่ไก่ มีการรับรองจากกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกาว่า ไข่ไก่บริโภคได้โดยไม่ได้ส่งผลเรื่องคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ ยังได้มีโอกาสคุยกับนักวิจัย และได้ร่วมประสานการทำงานกับกรมอนามัย รวมทั้งอาจารย์จากหลายภาควิชา สมาคมผู้เลี้ยงไข่ไก่, สมาคมผู้ผลิตและผู้ค้าไข่ไก่ และสมาคมผู้เลี้ยงไข่ไก่ภาคใต้ จับมือกันไปขอทุนจากซีพี และซีพีก็มาเป็นพี่เลี้ยง เพื่อทำการรณรงค์ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง ต่อคน ต่อปี ซึ่งเป็นนโยบายภาครัฐที่เป็นหลักว่า นโยบายบริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง ต่อคน ต่อปี จะต้องทำอย่างไรต่อ โดยภาครัฐจัดประชุมกันในทุก 3-4 เดือน ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพราะเปิดเป็นอนุกรรมการเอจจ์ บอร์ด (Egg Board) ซึ่งงานใหญ่จะมีอีกที วันที่ 14 ตุลาคมนี้ เป็นงานวันไข่โลก จะมีงานที่ห้างฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต ซึ่งจัดมา 2-3 ปีแล้ว

“มีอินเตอร์เนชั่นแนล เอจจ์ คอมมิชชั่น ของภาคพื้นยุโรป และมีคอมมิตตี และประกาศให้วันที่ 14 ตุลาคม เป็นวันไข่โลก พยายามให้ประเทศสมาชิกจัดงาน กระตุ้นเรื่องการบริโภค และให้ความรู้เรื่องสารอาหารของไข่ไก่ด้วย” คุณธนาวุฑ เล่าให้ฟัง

ส่วน คุณเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ประธานคณะกรรมการดำเนินโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง ต่อคน ต่อปี เปิดใจถึงประเด็นการบริโภคไข่ไก่ให้ “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ฟังว่า ในอดีตที่ผ่านมา ผู้บริโภคคนไทยยังมีความเชื่อว่า การกินไข่มีโทษและไม่มีประโยชน์ หลายคนมีความเชื่ออย่างนั้น โดยเฉพาะผู้บริโภคที่สูงวัยจะไม่ยอมรับเรื่องการบริโภคไข่ไก่ เพราะกลัวเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่งผลให้การบริโภคไข่ไก่ของคนไทยไม่สามารถเติบโต และเปอร์เซ็นต์การกินไข่ เทียบต่อคนต่อปี วันนี้อยู่ที่ 200 ฟองเศษๆ ต่อคน ต่อปี แต่ถ้าเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว ไม่ว่าจะเป็นใกล้ประเทศที่ใกล้ประเทศไทย อาทิ จีน มีอัตราการบริโภคไข่ไก่ 340 ฟอง ต่อคน ต่อปี, ญี่ปุ่น 330 ฟอง ต่อคน ต่อปี, มาเลเซียใกล้ๆ 300 ฟอง ต่อคน ต่อปี ยิ่งถัดไปปีต่อไปจะเป็น 310-320 ฟอง ต่อคน ต่อปี ยังไม่พูดถึงเม็กซิโก และเยอรมนี ส่วนสหรัฐอเมริกาบอกว่า กินไข่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง ก็ยังมีอัตราการบริโภคในประเทศตั้ง 290 ฟอง ต่อคน ต่อปี

“คนบริโภคไข่ไก่น่าจะบริโภคได้มากกว่านี้ ทั้งบำรุงสมอง บำรุงสายตา สร้างสุขภาพให้แข็งแรง เพราะในส่วนวิชาการวันนี้ ก็ได้ออกมาพูดแล้วว่า การกินไข่ไม่ใช่ทำให้เกิดโรคหัวใจอุดตัน งานวิจัยฮาร์วาร์ดก็ออกมาพูดว่า บริโภคไข่ไก่ได้ ตอนนี้แผนยุทธศาสตร์ที่เราทำคิดว่าจากนี้ไป แผนงานบางอย่าง บางยุทธศาสตร์ก็เริ่มออกแล้ว บางยุทธศาสตร์ก็เพิ่งเริ่มต้น ตอนนี้จะเห็นภาพยุทธศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำยังให้การรณรงค์ให้เด็กนักเรียนในต่างจังหวัด ซึ่งเราเรียกว่า ไข่โรงเรียน

ทำยังไงให้เด็กนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนชนบท ต่างจังหวัด สามารถบริโภค หรือกินไข่ได้เท่ากับเด็กที่อยู่ในเมือง คนสูงอายุ ทำยังไงเราถึงจะเปลี่ยนความเชื่อของเขาว่า กินไข่วันนี้ มันมีประโยชน์ ไม่ใช่มีโทษ วันนี้งานวิจัยจากต่างประเทศได้ออกมาเผยแพร่และในสหรัฐอเมริกาก็ได้ถอดแบล็กลิสต์ไข่ไก่ออกไป จากก่อนหน้านี้ระบุว่าไข่ไก่ทำให้เกิดคอเลสเตอรอล และทำให้เกิดโรคหัวใจ คือผมมองว่าประเทศไทยยังไม่ได้นำความรู้ใหม่ๆ เหล่านี้ออกมาเผยแพร่กันอย่างทั่วถึง เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราต้องทำก็คือ ให้คนเข้าใจไข่ไก่ว่าบริโภคได้ ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศว่า ทำอย่างไร ให้วันที่ 14 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันไข่โลก มีกิจกรรมเมนูไข่ แข่งขันกินไข่ วิชาการไข่ มีสินค้าราคาถูก วันนั้นก็จะถือว่าเป็นอีกวันที่เราจะช่วยกันกินไข่ให้พอเพียง” คุณเรวัติ เล่าให้ฟังถึงแผนระยะสั้นและระยะยาวการกระตุ้นให้คนไทยบริโภคไข่ไก่

เพราะฉะนั้น ใครที่กังวลใจเรื่องการบริโภคไข่ไก่ ก็คลายความกังวลไปได้ และที่สำคัญวันนี้มีทางเลือก “ไข่ไก่ออร์แกนิก” เพื่อสุขภาพ มาเป็นอีกโอกาสให้เกิดการดูแลสุขภาพ ซึ่งหากใครสนใจอยากจะเรียนรู้การเลี้ยงไก่ออร์แกนิก ขอคำแนะนำได้ที่ กรมปศุสัตว์ และลองติดต่ออัครา กรุ๊ป เพื่อเข้าชมฟาร์มซึ่งมีการจัดบรรยากาศฟาร์มไว้เป็นศูนย์การเรียนรู้ไว้แล้ว

ท่ามกลางวิกฤติราคาข้าวตกต่ำ หากชาวนาไม่ต้องง้อพ่อค้าคนกลางและเจ้าของโรงสีได้ทุกราย ก็คงจะดีไม่น้อย

“กิติศักดิ์ สิงห์คำ” เขาเป็นหนึ่งในชาวนาแดนดินถิ่นอีสาน บ้านมะยาง ตำบลหนองแค อำเภอราษีไศล ที่สร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นกับกลุ่มชาวนาในทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นกลุ่มนาแปลงใหญ่ในจังหวัดศรีสะเกษ ด้วยการชักชวนเพื่อนพ้องน้องพี่ เข้าสู่วิถีการปลูกข้าวคุณภาพ ประเภท ข้าวอินทรีย์ ข้าวกล้องงอก ทดแทนการปลูกข้าวแบบเดิมๆ ที่ต้องคอยลุ้นกับราคากลาง และพึ่งพาโรงสีข้าวขนาดใหญ่ โดยมีสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ศรีสะเกษ หรือ สกต.ศรีสะเกษ เป็นพี่เลี้ยงสำคัญ ส่วนเทสโก้ โลตัส เข้ามาเป็นช่องทางจำหน่ายภายใต้แบรนด์ ไรซ์ บัดดี้

“เราเป็นชาวนากลุ่มเล็กๆ ที่ทำอาชีพนี้ด้วยใจรัก มุ่งมั่น กับการทำนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ผมมองเห็นว่า การทำข้าวคุณภาพ ในกระบวนการอินทรีย์ เพื่อตอบรับกระแสการบริโภคปลอดภัย เป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้ราคาข้าวดีขึ้น พร้อมๆ กับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปด้วย จึงรวมตัวกันส่งเสริมการทำนาแบบคุณภาพให้มากขึ้น โดยมีสกต. คอยช่วยเหลือในเรื่องการรวบรวมผลผลิตไปสีที่โรงสีข้าวของสกต.เอง ซึ่งเป็นโรงสีข้าวอินทรีย์ที่ได้มาตรฐาน ISO 17065”

กิติศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า “ปัญหาช่วงแรกของเราคือ ทำข้าวคุณภาพแล้ว แต่ขายไม่ได้ เข้าไม่ถึงคนกิน แต่เมื่อธกส. และเทสโก้ โลตัส เข้ามาช่วยในเรื่องการตลาด ทำให้สินค้าดีๆ ไปสู่ผู้บริโภคได้มากขึ้น ชาวนาที่เคยทำแบบเดิมๆ ก็หันมาสนใจมากขึ้นเพราะข้าวขายได้ราคา แทนที่จะได้ราคาตันละไม่ถึงหมื่นบาทในปัจจุบัน ก็ได้ราคา 20,000 บาทต่อตัน สองเท่าตัว ทำให้เกิดแรงจูงใจและเป็นกำลังใจให้ชาวนาอย่างพวกเรา”

“ชวนชัย บัวภู่” เป็นประธานคณะกรรมการสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ศรีสะเกษ บอกเล่าด้วยรอยยิ้มว่า สหกรณ์ของเรามีความเข้มแข็งขึ้นมาก ซึ่งกว่าจะเปลี่ยนวิถีชีวิตและความคิดของชาวนาได้นั้นไม่ง่ายต้องทำทั้ง
กระบวนการนั้นคือ ทำให้มีต้นทุนน้อยที่สุด การมีโรงสีเอง การมีตลาดรองรับ ลูกค้าไว้ใจในมาตรฐานความปลอดภัย

“พวกเรายึดหลักของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ในเรื่องคุณธรรม ความซื้อสัตย์ อย่ามีความโลภ การตั้งสหกรณ์ของเราจึงเกิดขึ้นโดยมีสมาชิก 130,901 ราย ทำหน้าที่ช่วยเหลือเกษตรกรโดยการจัดจำหน่าย รวบรวมข้าว แปรรูป ด้วยโรงสีข้าวของเราซึ่งไม่ใช่โรงสีขนาดใหญ่แต่เป็นโรงสีออร์แกนิกที่ได้รับมาตรฐาน ISO 17065 เรียกว่า เป็นศูนย์กลางในการสีข้าวแบบออร์แกนิกของแถบนี้เลย”

ผลผลิตที่ได้จากชาวนากลุ่มอินทรีย์ในจังหวัดศรีสะเกษนี้ ถือเป็น ข้าวหอมมะลิอินทรีย์คุณภาพที่มีความปลอดภัย ซึ่งไรซ์ บัดดี้ วางจำหน่ายในเทสโก้ โลตัส 121 สาขา ราคากิโลกรัมละ 75 บาท และได้รับการยอมรับว่าเป็นต้นแบบของการผลิตข้าวคุณภาพโดยกลุ่มชาวนาหัวคิดทันสมัยที่มีความห่วงใยสังคมและสิ่งแวดล้อม
ที่สำคัญ ชาวนากลุ่มนี้มีความสุข หลุดจากวงจรการเป็นชาวนาแบบเดิมๆ ไม่ต้องคอยลุ้นกับราคากลางข้าวที่ในปัจจุบันที่ดิ่งลงเรื่อยๆ เหลือแค่ 6,000 -7,000 บาท ต่อตันเท่านั้น!

ที่ประชุมสมาคมผู้ผลิตยางธรรมชาติ(ANRPC) ย้ำ การเพิ่มปริมาณการใช้ยางช่วยแก้ปัญหาราคายางพาราได้ยั่งยืน พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายการใช้ยางธรรมชาติของกลุ่มประเทศสมาชิกต้องไม่ต่ำกว่า 50% ในช่วง 3 ปีแรกนี้

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า ในการประชุมสมัชชาประจำปี 2559 ของสมาคมผู้ผลิตยางธรรมชาติ The Association of Natural Rubber Producing Countries (ANRPC) ณ เมือง Guwahati รัฐ Assam ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 17-22 ตุลาคม 2559ที่ผ่านมา มีประเทศสมาชิกเข้าร่วมประชุม จำนวน 11 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย จีนอินเดีย ศรีลังกา เวียดนาม กัมพูชา สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และ ปาปัวนิวกินีโดยที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่า ควรผลักดันหรือพยุงราคายาง เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง โดยการใช้ยางพาราให้มากขึ้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ดีและยั่งยืนที่สุด ดังนั้น การใช้ยางธรรมชาติในการทำถนนลาดยางถือเป็นอีกวิธีในเพิ่มปริมาณการใช้ยาง

“ทั้งนี้ ในที่ประชุม ANRPC จึงมีข้อตกลงว่า ประเทศสมาชิกต้องกำหนดเป้าหมายการใช้ยางธรรมชาติในถนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของถนนที่สร้างใหม่และซ่อมแซมในช่วง 3 ปีแรก และเพิ่มเป็นร้อยละ 100 ภายใน 5 ปี ซึ่งหากประมาณการใช้ยางพาราผสมยางมะตอยของประเทศสมาชิก ANRPCเมื่อใช้ในการลาดถนนทุกเส้นทางทั้งหมดแล้ว จะสามารถเพิ่มปริมาณการใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าปีละ 1 ล้านตันโดยผู้แทนแต่ละประเทศจะต้องนำข้อเสนอแนะไปรายงานต่อรัฐบาลของแต่ละประเทศตามช่องทางที่เหมาะสม สำหรับประเทศไทยอาสาที่จะให้ความรู้ทางวิชาการและเป็นที่ปรึกษาให้กับประเทศสมาชิกเนื่องจากประเทศไทยมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีมากที่สุด” ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติม

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช องค์พระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักโดยไม่คำนึงถึงความเหนื่อยยากของพระองค์เอง อันเป็นที่ประจักษ์แก่ปวงพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด ทรงมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในด้านทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า สิ่งแวดล้อม และพลังงาน เพื่อประโยชน์ของภาคการเกษตรไทยซึ่งเป็นอาชีพหลักของพสกนิกรชาวไทยมาตั้งแต่ในอดีต

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ก่อตั้งเมื่อปีพุทธศักราช 2477 ถือเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีรากฐานทางการเกษตรที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณสนองงานด้านต่างๆ นับตั้งแต่ครั้งแรกที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินมายังแม่โจ้ และได้สนองงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการหลวง และโครงการในพระองค์อีกหลายโครงการ โดยเฉพาะด้านการเกษตร สืบเนื่องเรื่อยมาดังนี้

เสด็จพระราชดำเนินมาแม่โจ้เป็นครั้งแรก

นับตั้งแต่องค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย (อกท.) ได้เริ่มก่อตั้งเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อปีพุทธศักราช 2504 ที่วิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ โดยอาศัยรูปแบบของ FFA จากประเทศสหรัฐอเมริกา ผสมผสานกับ FFP ของประเทศฟิลิปปินส์ และได้เจริญรุดหน้าเป็นที่รู้จักในระดับประเทศ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการของ อกท. หน่วยแม่โจ้ ในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ณ สนามกีฬาแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2515 ซึ่งได้รับความสนพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2516 นับเป็นวันมหามงคลยิ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรกิจกรรม อกท. หน่วยแม่โจ้ ทรงมีพระราชดำรัสแก่นักศึกษาและคณาจารย์ เป็นครั้งแรกที่แม่โจ้ โดยมี อาจารย์วิภาต บุญศรี วังซ้าย นำคณะนักศึกษา เฝ้าฯ รับเสด็จด้วยความปลื้มปีติ จึงถือเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญของชาวแม่โจ้

แม่โจ้ กับโครงการหลวง

ในปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯ ให้คณาจารย์จาก 3 สถาบันการศึกษา ซึ่งรวมถึงคณาจารย์จากวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ (มหาวิทยาลัยแม่โจ้) ออกไปส่งเสริมอาชีพชาวเขาหมู่บ้านต่างๆ ในถิ่นทุรกันดารหลายแห่ง เรียกชื่อในสมัยนั้นว่า โครงการหลวงพัฒนาชาวเขา โดยแต่ละสถาบันต้องรับผิดชอบหมู่บ้านที่เข้าไปพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ ซึ่งอาจารย์จากแม่โจ้ก็ได้ผลัดเปลี่ยนกันออกไปปฏิบัติงานติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอ จนถึงปัจจุบันมหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้ร่วมสนับสนุนงานวิจัยค้นคว้าร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวงหลายส่วน และมีพื้นที่ดูแลรับผิดชอบงานส่งเสริม จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สาใหม่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งหลวง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหมอกจ๋าม ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวง และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะ นอกจากนั้น ยังมีศิษย์เก่าแม่โจ้กระจายตัวถวายงานในศูนย์พัฒนาโครงการหลวง ทั้ง 38 แห่ง ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนืออีกด้วย ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวแม่โจ้ที่ได้ผลิตบัณฑิตคนเกษตรแม่โจ้ สนองงานในพระองค์ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง

วันที่ 2 มีนาคม 2521 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมีพระราชกระแสรับสั่งให้มหาวิทยาลัย หาลู่ทางเพื่ออนุรักษ์และพัฒนาต้นน้ำห้วยแม่โจ้และพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกในฤดูแล้งแก่ราษฎร ซึ่งมหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้ดำเนินการสนองพระราชประสงค์ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2527 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินไปพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยโจ้ และได้มีพระราชกระแสรับสั่งให้กรมชลประทานพิจารณาสร้างอ่างเก็บน้ำขึ้นบริเวณต้นน้ำ และได้มีพระราชกระแสรับสั่งให้อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดทำแปลงปลูกไม้ใช้สอยสำหรับหมู่บ้านบ้านโปงและหมู่บ้านใกล้เคียง ตลอดจนส่งเสริมบริการด้านการเพาะปลูกพร้อมทั้งพัฒนาอาชีพ และในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2530 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตร โครงการพระราชดำริบ้านโปง ในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยโจ้ โดยมีพระราชกระแสรับสั่งให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยคณาจารย์ นักศึกษา ช่วยกันดูแลรักษาและให้ปลูกไม้โตเร็วเพิ่มเติม ดังนั้น มหาวิทยาลัยแม่โจ้จึงได้ริเริ่มโครงการอนุรักษ์ ศึกษาและพัฒนาป่าบ้านโปงขึ้น เนื้อที่ 3,686 ไร่ และเนื้อที่ 907 ไร่ โดยได้รับอนุมัติจากกรมป่าไม้ (เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและศึกษาวิจัย ส่งเสริมอาชีพ พัฒนาให้เป็นไปตามแนวพระราชดำริ)

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2538 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังมหาวิทยาลัยแม่โจ้อีกครั้ง และได้เสด็จพระราชดำเนินไปอ่างเก็บน้ำ ทอดพระเนตรสภาพน้ำและสภาพป่าสงวนแห่งชาติป่าสันทราย พื้นที่โครงการพัฒนาบ้านโปงฯ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ส่งผลให้ในปัจจุบันป่าบ้านโปงเป็นป่าใกล้เมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของชาวเชียงใหม่ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเกษตรเชิงอนุรักษ์ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ดูแลร่วมกับชุมชน

ทรงประกาศเกษตรทฤษฎีใหม่ครั้งแรกที่แม่โจ้

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2538 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงประกาศเกษตรทฤษฎีใหม่ครั้งแรกในประเทศไทย ณ อาคารแผ่พืชน์ สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ ความว่า “ทฤษฎีใหม่เป็นวิธีปฏิบัติการเกษตรอีกแนวทางหนึ่งสำหรับเกษตรกรที่มีที่ดินจำนวนน้อย มีหลักสำคัญอยู่ว่า แต่ละแปลงจะแบ่งออกเป็นส่วน สมมติว่า แปลงหนึ่งมี 15 ไร่ จะปลูกข้าว 5 ไร่ ปลูกไม้ผล พืชไร่ และพืชผักสวนครัว 5 ไร่ ขุดสระน้ำ 3 ไร่ ปลูกที่อยู่อาศัยและอื่น ๆ อีก 2 ไร่ วิธีนี้ได้ทดลองปฏิบัติขั้นแรกมานานพอสมควร และได้ผลดีที่น่าพอใจระดับหนึ่ง ในขั้นที่สองก็จะต้องรวมกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ ด้วยความร่วมมือของหน่วยราชการ มูลนิธิ และเอกชน เพื่อช่วยเหลือในด้านการผลิต การตลาด และในขั้นที่สามจะต้องร่วมมือกับสถาบันการเงินและการพลังงานเพื่อช่วยเหลือด้านการจัดตั้งและบริหารโรงสี ร้านสหกรณ์ รวมทั้งสนับสนุนการลงทุน” มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้สนองพระบรมราโชวาท จึงได้ตั้งฐานเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ฯ ขึ้น และดำเนินการเผยแพร่องค์ความรู้เรื่อยมา

แม่โจ้ เปิดการสอนหลักสูตรศาสตร์ของพระราชา “การพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืน”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงได้พระราชทานแนวทางการพัฒนาที่ใช้ แนวคิดอันเหมาะสมและสอดคล้องกับภูมิสังคม ซึ่งทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานความคิดเรื่องความพอเพียง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยการสนับสนุนของ ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศอีกหลายท่าน จึงได้จัดการศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืน ผลิตมหาบัณฑิตที่มีความรอบรู้ทั้งในด้านทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อเผยแพร่ให้สังคมเรียนรู้พระราชปรัชญา แนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน อันนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยได้เปิดการเรียนการสอนมาตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน ถือได้ว่ามหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกและแห่งเดียวที่เปิดหลักสูตรที่น้อมนำองค์ความรู้ศาสตร์ของพระราชาอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งหลายประการที่ยกมานี้ เป็นเพียงเศษเสี้ยวของพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ได้ทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด มหาวิทยาลัยแม่โจ้ขอประกาศเจตนารมณ์อันมุ่งมั่น เพื่อสืบสานปณิธานของพระองค์ท่าน กษัตริย์นักเกษตรของปวงชนชาวไทย เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อภาคการเกษตรไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

ปวงข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยแม่โจ้ ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ราคายางยังทรงตัวได้ดี เหตุฝนชุกผลผลิตออกน้อย รวมทั้งราคาน้ำมันดิบโลกเริ่มขยับสูงขึ้น แถมปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจจีนมีทิศทางเป็นบวกและออร์เดอร์ยาง 2 แสนตันที่จีนซื้อจาก กยท.ยังไม่ยกเลิก เผยผู้ส่งออกยางรุมตอมสต๊อก 3.1 แสนตัน ขอซื้อจาก กยท.เพียบ

แหล่งข่าวจากวงการยางพาราเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” haveyoursayonline.net ถึงสถานการณ์ยางพาราของไทยว่า ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาราคายางยังทรงตัวเคลื่อนไหวในกรอบแคบ อาทิ ยางแผ่นดิบในตลาดท้องถิ่น วันที่ 21 ก.ย. 2559 กก.ละ 50.15 บาท เพิ่มเป็น กก.ละ 51.40 บาท ในวันที่ 21 ต.ค. 2559 น้ำยางสดหน้าโรงงานจาก กก.ละ 49 บาท เป็น กก.ละ 54 บาท ยางแผ่นรมควันชั้น 3 จากกก.ละ 53.81 บาท เป็น กก.ละ 55.80 บาท สาเหตุที่ราคายางยังทรงตัวและขยับขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากฝนยังคงตกชุกทำให้ชาวสวนยางกรีดยางลำบาก ผลผลิตจึงออกสู่ตลาดไม่มากนัก ในขณะที่สต๊อกยางของผู้ประกอบการมีค่อนข้างน้อย และยังมีปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันดิบในตลาดยังทรงตัวสูงในระดับ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ดีกว่าที่คาดจากการที่กลุ่มโอเปกอาจตกลงลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบกับรัสเซียได้ในช่วงปลายปีนี้ ทำให้ธนาคารโลก (World Bank) ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกปีหน้า โดยระบุว่าราคาน้ำมันดิบในปี 2560 จะมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มจากที่คาดการณ์ไว้เดือนกรกฎาคมที่ระดับ 53.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

“นอกจากนี้ยังมีข่าวดีล่าสุดจากจีนในฐานะประเทศผู้ใช้ยางพารารายใหญ่ของโลกได้ประกาศตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมการลงทุนในสินทรัพย์คงที่ยอดการค้าปลีกและผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)ที่ออกมาในทางบวกเหมือนกัน ซึ่งต่างจากปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ส่งออกยางของไทยมีความเชื่อมั่นในตลาดจีนมากขึ้นกว่าเดิม” แหล่งข่าวกล่าว

ขณะเดียวกันสัญญาขายยาง 2 แสนตันของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ให้กับบริษัท ซิโนเค็ม รัฐวิสาหกิจของจีนที่มีการส่งมอบไปแล้วในลอตแรก 1.66 หมื่นตันยังคงอยู่ คาดว่าหากมีการเซ็นสัญญารถไฟความเร็วสูงเฟสแรกระหว่างไทย-จีน ในเส้นทาง กรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา ได้ในปลายปีนี้ ก็จะมีการส่งมอบกันในส่วนที่เหลือต่อไป เพราะสัญญาซื้อขายเป็นสัญญามิตรภาพที่ผูกพันกับรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ที่มีข้อครหาเรื่องน้ำหนักและคุณภาพยางในการส่งมอบลอตแรกมีปัญหาไม่เป็นความจริง เพราะเรื่องนี้หน่วยงาน CCIC ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางในการตรวจสอบคุณภาพและน้ำหนักดูแลสัญญานี้อยู่ และถึงไม่มีการส่งมอบยางให้ซิโนเค็ม ก็มีบริษัทนำเข้าจากจีนหลายรายต้องการซื้อยางจาก กยท.อยู่

“ช่วงนี้ยางที่ออกสู่ตลาดมีน้อย เห็นได้จากผู้ประกอบการส่งออกยางพาราและผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยางพาราในประเทศจำนวนมากมีความสนใจซื้อยางพาราในสต๊อกของกยท.จำนวน3.1แสนตันกันมากแต่เรื่องนี้ต้องให้คณะกรรมการขายยางพาราที่มีดร.ธีธัช ขาวสะอาด ผู้ว่าการ กยท. ในฐานะประธานคณะกรรมการขายยางพารากำหนดวิธีการอย่างไรบ้าง ทั้งปริมาณ คุณภาพ ราคาและอื่น ๆ เช่น คุณสมบัติผู้ซื้อ เงื่อนไขการซื้อ เป็นต้น”

ยังอุ่นใจ – ราคายางที่ทรงตัวได้ดีระดับหนึ่งในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ยังต้องจับตามองกันต่อไปกับปัจจัยราคาน้ำมันดิบโลก เศรษฐกิจจีน และภาวะฝนตกว่าจะเกิดลานิญามากหรือไม่ ตั้งแต่ภาคใต้ของไทยไปจนถึงมาเลเซียและอินโดนีเซีย

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ก่อนหน้านี้ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย หรือ TMB Analytics ได้ประเมินแนวโน้มราคายางพาราใน 1-2 ปีข้างหน้าจะยังคงทรงตัว โดยพิจารณาจาก 4 ปัจจัยคือ

ปัจจัยแรก คือ ปริมาณความต้องการใช้ โดยยางพาราส่วนใหญ่ถูกนำใช้ในอุตสาหกรรมยางล้อ ซึ่งจะเติบโตตามอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งนี้ บริษัท IHS Automotive ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมรถยนต์ คาดว่ายอดขายรถยนต์โลกในปี 2559-60 จะเพิ่มขึ้นประมาณ 3.0-4.0% ต่อปี คาดว่าจะส่งผลทำให้ปริมาณความต้องการใช้ยางพาราโลกขยายตัวประมาณ 3.0-3.5% ต่อปี