ได้น้อมนำเอาหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ และหลักปรัชญาเศรษฐกิจ

พอเพียงของรัชกาลที่ 9 มาเป็นหลักในการดำรงชีวิต และใช้แก้ปัญหาทางการเกษตรจนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เกษตรกรทั่วไป ทำให้คุณนิวัฒน์ได้รับรางวัลหมอดินอาสาดีเด่น ระดับจังหวัด ประจำปี 2562 จากกรมพัฒนาที่ดิน และได้รางวัลปราชญ์เกษตรดีเด่น ในระดับเขต ประจำปี 2562 จากกรมส่งเสริมการเกษตร

เปิดบ้านเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตร

ปัจจุบัน คุณนิวัฒน์ เปิดบ้านเลขที่ 89/2 หมู่ที่ 7 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โทรศัพท์ 087-390-7426 และ 099-080-2555 เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอหาดใหญ่ มีเกษตรกรและผู้สนใจแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมและเรียนรู้วิถีเกษตรผสมผสานยางในพื้นที่แห่งนี้ตลอดทั้งปี

เกษตรกรที่แวะเข้ามาเยี่ยมชมพื้นที่แห่งนี้จะได้เรียนรู้หลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ประยุกต์การใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างคุ้มค่า ในสัดส่วน 30:30:30:10 จากใน 100 ส่วน ที่นี่มีพื้นที่ปลูกยางพารา ขุดสระน้ำ เลี้ยงปลา สร้างที่อยู่อาศัย เรียนรู้เทคนิคการทำปุ๋ยน้ำหมัก เพื่อนำไปใช้ทาหน้ายางเพื่อยืดอายุการกรีดยางพารา และช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตได้อีกทางหนึ่ง

จุดเริ่มต้นปลูกพืชผสมยาง

เดิมที คุณนิวัฒน์ ปลูกยางพาราเต็มพื้นที่ ต่อมาเจอปัญหาราคายางพาราตกต่ำ และต้นยางไม่สามารถผลิตน้ำยางได้ตามที่ต้องการ เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพดินที่ไม่เหมาะสม คุณนิวัฒน์จึงสมัครเข้าอบรมเป็นหมอดินอาสา กับสถานีพัฒนาที่ดินสงขลา สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 ก็ได้รับคำแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยางพารา เป็นปลูกพืชผสมผสานยาง จะสร้างรายได้เพิ่มได้ดีกว่าปลูกยางพาราเป็นพืชเชิงเดี่ยว

คุณนิวัฒน์ ตัดสินใจ โค่นต้นยางเล็กอายุ 4 ปี จำนวนหนึ่ง เพื่อนำพื้นที่ดังกล่าวมาปลูกพืชผสมยาง สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ทุกวัน ปัจจุบัน คุณนิวัฒน์มีพื้นที่ทำกินทั้งหมด 13 ไร่ มีการปลูกพืชผักไม้ผลประเภท กล้วย ผักกูด หมาก มะละกอ แตงกวา บวบ ลองกอง ทุเรียน มะนาว ฯลฯ ปลูกไม้ใช้สอย พืชสมุนไพร เลี้ยงสัตว์ปีก (เป็ด ไก่บ้าน ไก่ป่า) และสัตว์น้ำ (ปลาดุก ปลาหมอ กุ้ง) การเลี้ยงผึ้ง การเลี้ยงหมู ทำปุ๋ยใช้เอง ปรากฏว่า คุณนิวัฒน์ลดพื้นที่ปลูกยางพาราทำเกษตรผสมผสาน ทำรายได้มากกว่าสวนยาง 7 เท่า

การปลูกผักกูด

คุณนิวัฒน์ มีรายได้หลักจากผักกูด ทั้งการขายยอดผักกูดและต้นพันธุ์ผักกูด ผักกูดปลูกดูแลง่าย ลงทุนปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอด คุณนิวัฒน์มีพื้นที่ปลูกผักกูดประมาณ 5 ไร่ สามารถเก็บผลผลิตขายส่ง ราคากิโลกรัมละ 40 บาท ขายปลีก กิโลกรัมละ 50 บาท สร้างรายได้มากกว่าเดือนละ 30,000 บาท

หากใครสนใจปลูกผักกูด คุณนิวัฒน์ให้คำแนะนำว่า การเตรียมดิน ให้ขุดหลุมลึกประมาณ 25 เซนติเมตร ผสมปุ๋ยอินทรีย์รองก้นหลุม ปลูกผักกูดในระยะห่าง 30×30 เซนติเมตร ปลูกโดยใช้ต้นพันธุ์ที่แตกหน่อจากต้นแม่ ประมาณ 3-4 ใบ ลงปลูก ควรให้น้ำระบบสปริงเกลอร์ในแปลงปลูกผักกูดให้ชุ่มอย่างสม่ำเสมอ

โดยธรรมชาติแล้ว ต้นผักกูด ไม่ชอบแสงแดดจัด เงาพรางแสง ตั้งแต่ 60-80% ของต้นกล้วยและไม้ผลยืนต้น เช่น ทุเรียน ลองกอง ฯลฯ ผักกูด ไม่ค่อยมีปัญหาโรคและแมลง ไม่มีการใช้สารเคมี จึงเหมาะสำหรับปลูกเป็นพืชผักปลอดสารพิษ ด้านการดูแลรักษา คุณนิวัฒน์ บอกว่า ต้องคอยถอนวัชพืชที่มีอยู่ในแปลงเป็นระยะ เมื่อต้นผักกูดเจริญเติบโตได้เต็มพื้นที่แล้ว จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดินให้กับกล้วยเช่นกัน

หลังปลูกประมาณ 1 เดือน ใส่ปุ๋ยคอก ไร่ละ 30 กระสอบ ใส่ปุ๋ยคอก เดือนละ 1 ครั้ง หลังปลูกประมาณ 6 เดือน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยการเด็ดยอดด้วยมือ เก็บผลผลิตออกขายได้ วันละ 60-70 กิโลกรัม จะมีรายได้จากการขายผักกูดไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท ต่อวัน เลยทีเดียว ต้นผักกูดยิ่งถอนออก ยิ่งแพร่พันธุ์ ต้นพันธุ์ผักกูดปลูกง่าย จำหน่ายได้ตลอดทั้งปีทุกฤดูกาล

“ต้นพันธุ์ผักกูดจากสวนของผมมีคุณภาพดี ลูกค้าเชื่อถือ ท้องตลาดทั่วไปขายต้นพันธุ์ในราคา ต้นละ 2 บาท ลูกค้า​ก็ไม่เอา​ อยากซื้อสินค้าจากสวนผม ที่ขาย ต้นละ 3 บาท​ เพราะผักกูดสวนของผมคัดแต่พันธุ์ผักกูดต้นใหญ่​ให้ลูกค้า เมื่อนำไปปลูกจะมีอัตราการรอด 100% เต็ม แถมใช้เวลาปลูกสั้นๆ ก็เก็บยอดผักกูดออกขายได้แล้ว ขณะที่ท้องตลาดทั่วไปนิยมขายพันธุ์ผักกูดต้นเล็ก เมื่อนำไปปลูก ต้องใช้เวลา 6-8 เดือน จึงจะสามารถเก็บยอดผักกูดออกขายได้ ซึ่งเป็นการเสียเวลามากไป ลูกค้าไม่ชอบ​” คุณนิวัฒน์ กล่าว

ในสวนแห่งนี้ คุณนิวัฒน์ ปลูกกล้วยนานาสายพันธุ์ เช่น กล้วยหอมทอง กล้วยเล็บมือนาง กล้วยหิน และกล้วยน้ำว้า เก็บผลผลิตออกขายได้ทุกวัน ข้อดีของการปลูกกล้วยคือ ตลาดต้องการตลอดทั้งปี สามารถแปรรูปได้หลากหลายรูปแบบ แทบไม่มีศัตรูรบกวนและไม่ต้องดูแลอะไรมาก ขายได้ราคาดี ตลาดต้องการสูง สามารถปลูกแซมร่วมกับพืชอื่น หรือปลูกรวมกันเป็นแปลงเดียวก็ได้

กล้วยหอมทองของที่นี่ รสชาติอร่อยมาก เป็นที่นิยมของตลาด ผลสุกมีสีเหลืองทองแบบทองแดงเข้มๆ หวีใหญ่ ผลสุกงอมยิ่งอร่อยมาก หากแขวนไว้ผลสุกจะร่วงทีละลูก แม้เปลือกเปลี่ยนเป็นสีดำ แต่เนื้อกล้วยไม่ช้ำไม่เละ กล้วยหอมสงขลากินอร่อยกว่ากล้วยหอมทองทั่วไป คุณนิวัฒน์ตั้งราคาขายปลีกกล้วยหอมทองในราคากิโลกรัมละ 40 บาท ก็มีคนซื้อ กล้วยอีกชนิดที่ขายดีคือ กล้วยหิน นิยมใช้เป็นอาหารเลี้ยงนกกรงหัวจุก ขายได้ราคาดี ตกหวีละ 35-50 บาท หยวกกล้วยหิน เป็นหยวกกล้วยที่อร่อยที่สุดในบรรดาหยวกกล้วยทุกชนิด แถมขายได้ราคาดี ถึงกิโลกรัมละ 30 บาท หยวกกล้วยหินต้นเดียวขายได้หลายร้อยบาท

หากใครแวะมาเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ ต้องแวะไปเรียนรู้เทคนิคการทำโรงเรือน หรือ “เล้าเป็ดแบบเคลื่อนที่” ที่เกิดจากภูมิปัญญาของคุณนิวัฒน์ เขาใช้ซาแรนกั้นบริเวณเลี้ยงเป็ด ภายในมีคอกเล็กๆ ที่ทำจากโครงเหล็กสูงสัก 1 เมตร ใช้ไม้วางพาดเป็นร่มเงาให้เป็ดใช้เป็นที่อาศัยหลับนอน เล้าเป็ดของที่นี่ เปิดโล่งตามธรรมชาติ ถ่ายเทอากาศได้ดี มีพื้นที่กว้างขวางให้เป็ดเดินเล่นและหากินแบบไม่เครียด ทำให้เป็ดอารมณ์ดี ไข่ดกมากๆ

เมื่อต้องการย้ายเล้าเป็ดไปยังพื้นที่อื่นๆ ในสวน คุณนิวัฒน์จะเก็บซาแรนที่ใช้กั้นบริเวณพื้นที่เลี้ยงเป็ดออก ย้ายคอก (รังนอนของเป็ด) ไปตั้งในพื้นที่ใหม่ที่ต้องการ เป็ดก็จะเดินตามคอก (รังนอน) ไปยังพื้นที่แห่งใหม่โดยอัตโนมัติ หลังจากนั้น คุณนิวัฒน์ จึงใช้ซาแรนกั้นบริเวณเล้าเป็ดแห่งใหม่ ก็ถือว่าเสร็จขั้นตอน หากเป็นคอกขนาดเล็ก คุณนิวัฒน์จะย้ายพื้นที่เลี้ยงเป็ดทุกๆ 1 สัปดาห์ ส่วนคอกขนาดใหญ่จะย้ายพื้นที่ใหม่ทุกๆ 1 เดือน

คุณนิวัฒน์ บอกถึงข้อดีของเล้าเป็ดแบบเคลื่อนที่ว่า จะทำให้เป็ดมีแหล่งอาหารใหม่อยู่ตลอดเวลา วัชพืช แมลง หอย ที่อยู่ในบริเวณที่กั้นคอกจะกลายเป็นอาหารเลี้ยงเป็ดตามธรรมชาติแล้ว คุณนิวัฒน์ยังทำอาหารเสริมสำหรับเลี้ยงเป็ด โดยใช้เศษปลา เศษกุ้ง ที่ซื้อมาจากตลาด มาต้มให้สุก มาใช้เลี้ยงเป็ดในแต่ละสัปดาห์ ทำให้เป็ดเติบโตแข็งแรงให้ไข่ดกมาก ข้อดีประการต่อมาของเล้าเป็ดแบบเคลื่อนที่คือ มูลเป็ด กลายเป็นปุ๋ยคอกชั้นดีในการบำรุงต้นไม้ภายในสวน

นอกจากนี้ คุณนิวัฒน์ ยังนำความรู้ที่ได้จากการเป็นหมอดินมาประยุกต์การทำปุ๋ยหมัก โดยการนำมูลสัตว์มาหมักกับสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ที่ได้จากสถานีพัฒนาที่ดินสงขลา เพื่อเก็บไว้ใช้ดูแลผลผลิต นอกจากปุ๋ยหมักแล้ว คุณนิวัฒน์ยังมีน้ำหมักชีวภาพที่ได้จากเศษผักผลไม้เหลือใช้ในพื้นที่มาใช้ในแปลงเพาะปลูกด้วย เรียกว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบที่มีอยู่รอบตัวมาใช้หมุนเวียนให้เกิดประโยชน์อีกครั้ง ช่วยสร้างผลผลิตที่ปลอดภัย ทั้งช่วยลดต้นทุนการผลิต แถมได้ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ที่มีคุณภาพอีกต่างหาก

หากมีข้อสงสัยประการใด สามารถติดต่อสอบถามคุณนิวัฒน์ได้ทางเบอร์โทรศัพท์ จากสภาพอากาศร้อนชื้นในช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมะเขือเทศเฝ้าระวังโรคที่เกิดจากไวรัส 4 โรค คือ โรคใบหงิกเหลือง โรคใบด่างเรียวเล็ก โรคใบด่าง และโรคเหี่ยวลาย ที่สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของมะเขือเทศ กรณีโรคใบหงิกเหลือง จะพบใบยอดและใบอ่อนหดย่นหงิกสีเหลือง ขอบใบม้วนงอ ยอดเป็นพุ่ม ใบแตกใหม่เล็ก ต้นแคระแกร็น ไม่ติดผล หรือติดผลน้อยมาก ส่วนโรคใบด่างเรียวเล็ก มักพบใบด่างสีเขียวเข้มสลับสีเขียวอ่อน ม้วนงอ ต่อมาใบเรียวเล็กกว่าปกติ หากรุนแรงมาก ใบจะเรียวเล็กเหลือแต่เส้นกลางใบ ต้นชะงักการเจริญเติบโต ไม่ติดผล หรือมีผลเล็ก ถ้าเกิดโรคในระยะกล้า จะทำให้ต้นแคระแกร็น ไม่ติดผล

สำหรับโรคใบด่าง จะมีใบด่างสีเขียวเข้มสลับสีเขียวอ่อนหรือสีเหลือง ใบอ่อนหดย่นเป็นคลื่นมีขนาดเล็กกว่าปกติ และใบยอดที่ปลายกิ่งบิดเกลียว ต้นชะงักการเจริญเติบโต ติดผลน้อย ผลด่าง หากเกิดโรคในระยะกล้า ต้นแคระแกร็น ใบเล็กและลดรูป ในส่วนของโรคเหี่ยวลาย มักพบใบมีแผลเนื้อเยื่อตายสีน้ำตาลเข้มหรือดำกระจายทั่วทั้งใบ หรือเกิดรอยด่างสีเหลือง ใบยอดด่างและยอดสั้น ใบอ่อนแห้งตายจากปลายใบเข้าหาโคนใบ ใบแก่มีสีเหลืองขนาดเล็กกว่าปกติ ตามแนวยาวของลำต้นและก้านใบมีรอยขีดสีน้ำตาลเข้มหรือดำ ต้นชะงักการเจริญเติบโต ผลเสียรูปทรง ผิวผลพบเนื้อเยื่อตายเป็นวง กรณีรุนแรง กิ่งและลำต้นเปลี่ยนเป็นสีดำ เหี่ยวเฉา และตายในที่สุด

ในพื้นที่ที่พบการระบาดของทั้ง 4 โรคนี้ ให้เกษตรกรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อไวรัสและแมลงพาหะ ถ้าพบต้นที่เป็นโรคให้ถอนแล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที ควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรเมื่อใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว ให้เก็บเศษซากพืชส่วนที่หลงเหลือในแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก หากพบโรคในแปลงที่จะปลูกฤดูถัดไป ไม่ควรปลูกพืชอาศัยของเชื้อใกล้แปลงปลูกมะเขือเทศ เช่น ขึ้นฉ่าย ยาสูบ งา กะเพราขาว ตำลึง หงอนไก่ บานไม่รู้โรย ทานตะวัน พืชตระกูลแตง พืชตระกูลถั่ว และพืชตระกูลมะเขือ อีกทั้งควรเลือกใช้กล้าพันธุ์มะเขือเทศที่ต้านทานโรค แข็งแรง และปลอดโรคมาปลูก

นอกจากนี้ ตัวเชื้อไวรัสสาเหตุโรคทั้ง 4 โรคยังไม่มีสารป้องกันกำจัดโดยตรง แต่สามารถป้องกันได้โดยพ่นสารกำจัดแมลงที่เป็นพาหะนำโรค อาทิ แมลงหวี่ขาว พ่นด้วยสารอะซีทามิพริด 20% เอสพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ส่วนเพลี้ยอ่อน พ่นด้วยสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร และเพลี้ยไฟ พ่นด้วยสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

จะเรียกว่า “แปลงใหญ่” ก็คงไม่เต็มปากนัก เพราะเพิ่งเป็นปีแรกของเกษตรกรกลุ่มนี้ ที่ตัดสินใจจดทะเบียนวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ จากการส่งเสริมและสนับสนุนของสำนักงานเกษตรอำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู แต่หลังจากนี้ เกษตรกรกลุ่มนี้ พร้อมใจกันดำเนินกิจกรรมตามระเบียบปฏิบัติของการจดทะเบียนวิสาหกิจแปลงใหญ่ เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้การค้าขายคล่องขึ้น และสามารถต่อรองราคาผลผลิตไปในทิศทางที่ดี

การจดทะเบียนวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่มะม่วง ตำบลหนองสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู เพิ่งดำเนินไปเมื่อปลายปี 2562 ที่ผ่านมา แต่ความแข็งแรงของเกษตรกรกลุ่มนี้ รวมตัวกันมายาวนาน ในชื่อของ “กลุ่มไม้ผล” โดยมีผลไม้ คือ มะม่วง เป็นไม้ผลชูโรงหลักของกลุ่ม

คุณคำพันธ์ วงศ์รินยอง ประธานกลุ่มวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่มะม่วง บอกว่า กลุ่มเพิ่งจดทะเบียนวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ได้ไม่นาน แต่เกษตรกรรวมกลุ่มกันในนามของ กลุ่มไม้ผล มานานหลายสิบปีแล้ว และมี “มะม่วง” เป็นไม้ผลหลักที่ขึ้นชื่อ และทำรายได้ให้กับกลุ่ม

อดีต มะม่วง เป็นพืชที่ปลูกตามหัวไร่ปลายนา และตามบ้านของเกษตรกรทุกหลัง เก็บกิน เหลือมากก็ขาย มีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามาซื้อที่หลังคาบ้าน มะม่วงที่พ่อค้าแม่ค้าให้ราคาซื้อขาย คือ พันธุ์เขียวเสวย ฟ้าลั่น โชคอนันต์ และแก้วขมิ้น เน้นมะม่วงสายพันธุ์กินดิบ เมื่อเห็นเป็นราคา เกษตรกรจึงเพิ่มพื้นที่ปลูกตามที่ดอน ทำให้มีพื้นที่ปลูกมะม่วงเฉพาะตำบลหนองสวรรค์ กว่า 600 ไร่ แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 320 ไร่ เพราะ 6-7 ปีก่อน รัฐบาลส่งเสริมให้ปลูกปาล์มและยางพารา ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งหยุดปลูกมะม่วง หันไปปลูกยางพาราและปาล์มแทน หรือบางรายลดพื้นที่ปลูกมะม่วงลง ปลูกยางพาราหรือปาล์มแทน

พันธุ์มะม่วงที่กลุ่มวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่มะม่วง ปลูกไว้ ได้แก่ เขียวเสวย ฟ้าลั่น โชคอนันต์ แก้วขมิ้น และระยะหลังเริ่มทดลองปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง

คุณคำพันธ์ เล่าว่า ดินในพื้นที่ตำบลหนองสวรรค์ เป็นดินร่วนปนทราย เหมาะแก่การปลูกไม้ผลประเภทมะม่วงมาก ทั้งยังไม่มีระบบชลประทานใกล้เคียง มีเพียงคลองซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่ปลูกมะม่วงพอสมควร แต่เพราะมะม่วงเป็นพืชทนแล้ง ทำให้ไม่ต้องดูแลรดน้ำมาก อาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติก็ให้ผลผลิตพอจำหน่ายได้ราคา แต่ถ้าปีไหนปริมาณน้ำฝนมีมาก ก็ช่วยให้ผลผลิตได้มากและสมบูรณ์ ขายได้ราคามากกว่าปกติ

แม้มะม่วงจะเป็นพืชทนแล้ง และให้ผลผลิตจำหน่ายเป็นรายได้หลักของชาวตำบลหนองสวรรค์ แม้ไม่ต้องทำระบบน้ำเช่นแปลงมะม่วงที่อื่น แต่เกษตรกรที่นี่ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หากปริมาณน้ำฝนมีมาก หรือมีแหล่งน้ำที่นำมาใช้ในแปลงมะม่วงได้เพียงพอ ก็จะช่วยให้ได้ผลผลิตมะม่วงที่สมบูรณ์และปริมาณผลผลิตที่มาก สร้างรายได้ที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้นไปอีก

เมื่อระบบชลประทานไม่มี แหล่งน้ำอยู่ห่างไกล การเจาะบ่อบาดาลก็เป็นอีกทางเลือก แต่เกษตรกรก็มีงบประมาณไม่มากพอจะเจาะบ่อบาดาลได้ทุกแปลง จึงอาศัยการหล่อเลี้ยงน้ำฝนให้กับมะม่วงตามธรรมชาติ ดังนั้น ภัยที่จะมีผลต่อผลผลิตมะม่วงแต่ละปี จึงขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ

คุณบุญเพ็ง เต็มสัตย์ สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่มะม่วง อดีตประธานกลุ่มไม้ผล เล่าว่า จำนวนสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่มะม่วง มี 43 ราย พื้นที่ 320 ไร่ ลดลงจากเดิมที่มีกว่า 600 ไร่ ปัจจัยที่ทำให้ผลผลิตมะม่วงลดลง นอกเหนือจากปริมาณน้ำที่ไม่สามารถควบคุมได้ คือ แมลงศัตรูพืช ซึ่งกลุ่มพยายามหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีเพื่อกำจัดศัตรูพืชเหล่านี้ แต่หากพบมากเกิน กำจัดด้วยวิธีธรรมชาติได้ อาจต้องใช้สารเคมีบ้าง

การปลูกมะม่วงของเกษตรกรกลุ่มนี้ ปลูกระยะ 6×6 เมตร ทำให้ได้มะม่วง จำนวน 30 ต้น ต่อไร่ และใช้วิธีปลูกแบบเสียบยอด โดยปลูกมะม่วงพันธุ์กระสอหรือมะม่วงพันธุ์แก้ว ซึ่งเป็นมะม่วงพื้นถิ่นไว้เป็นต้นตอก่อน เมื่อต้นตออายุได้ 2 ปี จึงนำมะม่วงพันธุ์ที่ต้องการมาเสียบยอด การปลูกเช่นนี้ จะทำให้มะม่วงมีรากแก้วที่แข็งแรง ลำต้นแข็งแรง หาอาหารเก่ง และเริ่มให้ผลผลิตครั้งแรกเมื่ออายุรวมปลูกต้นตอ ประมาณ 4-5 ปี

การให้น้ำ อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก แม้จะเป็นการปลูกมะม่วงแบบอาศัยธรรมชาติ แต่กลุ่มก็ยังพัฒนาการผลิตด้วยการทำมะม่วงทั้งในฤดูและนอกฤดู

คุณเสนีย์ ฤทธิสุนทร เกษตรตำบลหนองสวรรค์ ให้ข้อมูลว่า การทำมะม่วงนอกฤดู เกษตรกรจะเริ่มให้ปุ๋ยสูตรเสมอในช่วงต้นฤดูฝน หรือประมาณต้นเดือนพฤษภาคม จากนั้นเสริมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยชีวภาพ และพอเดือนกันยายนมะม่วงจะติดดอก และให้ผลผลิตปลายเดือนมกราคม แล้วมะม่วงในฤดูจะเริ่มให้ผลผลิตเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม เมื่อเก็บจำหน่ายแล้ว จึงตัดแต่งกิ่งและให้ปุ๋ย เพื่อเริ่มทำผลผลิตนอกฤดูต่อไป

“ราคามะม่วงในฤดู อยู่ที่กิโลกรัมละ 20 บาท แต่ถ้าเป็นมะม่วงนอกฤดู ราคาผลผลิตได้อยู่ที่ กิโลกรัมละ 40 บาทขึ้นไป การบังคับให้มะม่วงออกนอกฤดู ทำตามความรู้ความชำนาญของเกษตรกรแต่ละคน หากไม่ได้นอกฤดู ก็ยังได้ในฤดู ซึ่งถือว่ายังทำรายได้ให้กับเกษตรกรที่นี่เป็นหลักมากกว่าพืชชนิดอื่น” ประธานกลุ่มวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่มะม่วง กล่าว

ปริมาณผลผลิตต่อไร่ หากปริมาณน้ำฝนอยู่ในเกณฑ์ดี จะได้มะม่วงมากถึง 800-1,000 กิโลกรัม ต่อไร่ แต่ถ้าได้รับผลกระทบแล้ง จำนวนมะม่วงจะเหลือเพียง 500-800 กิโลกรัม ต่อไร่ คุณบุญทอง ปุตคะสิงห์ อายุ 77 ปี เกษตรกรรายแรกที่เริ่มปลูกมะม่วงเต็มพื้นที่ และเป็นผู้นำการเสียบยอดมะม่วงเข้ามาเผยแพร่ในพื้นที่ตำบลหนองสวรรค์ เล่าว่า ตนเองมีพื้นที่ปลูกมะม่วง 10 ไร่ ก่อนหน้านี้มีจำนวนมากกว่านี้ แต่แบ่งพื้นที่ปลูกให้กับลูกชายไปส่วนหนึ่ง ได้รับการยอมรับจากเกษตรกรในพื้นที่ว่า มีความชำนาญในการเสียบยอดมะม่วงที่เก่งที่สุด ซึ่งรายได้แต่ละปีจากการปลูกมะม่วง 10 ไร่ ของคุณบุญทองสูงถึง 300,000 บาททีเดียว

คุณบุญทอง เป็นเกษตรกรรายแรกที่ไปอบรมการเสียบยอดจากวิทยาลัยเกษตรกรรม เมื่อปี 2528 และเริ่มลงทุนปลูกเองตั้งแต่ปี 2530 กระทั่งแปลงของคุณบุญทองได้รับคัดเลือกให้เป็นแปลงสาธิตการผลิตมะม่วงนอกฤดู และแปลงมะม่วง GAP และหากเกษตรกรายใดต้องการให้คุณบุญทองเสียบยอดให้ คุณบุญทองก็สามารถทำให้ได้ในราคาย่อมเยา

คุณวสันต์ มั่นคง เกษตรอำเภอเมือง อธิบายเพิ่มเติมว่า อำเภอเมือง มีพื้นที่ครอบคลุม 15 ตำบล แต่มีเพียงตำบลหนองสวรรค์เท่านั้น ที่ปลูกมะม่วงและเป็นไม้ผลทำรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งหลังการจดทะเบียนแปลงใหญ่แล้ว เชื่อว่าจะมีเกษตรกรต่างตำบลหรือใกล้เคียงมาจดทะเบียนเป็นสมาชิก เพราะบางรายเริ่มปลูกมะม่วงแล้ว และจะทำให้พื้นที่ปลูกมะม่วงเพิ่มจำนวนขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน ปริมาณผลผลิตมะม่วงที่จำหน่ายออกไป ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค แม้ว่าต่อปีปริมาณผลผลิตทั้งในฤดูและนอกฤดูจะไม่ต่ำกว่า 200 ตัน ก็ตาม

เมื่อถามถึงเส้นทางมะม่วงดิบที่ออกไปจากกลุ่ม คุณคำพันธ์ กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องปลายทางของผลผลิต แต่เชื่อว่ามะม่วงของกลุ่มที่ผลิตออกไป ไปถึง สปป. ลาว และเวียดนาม เพราะมีชาว สปป. ลาว และเวียดนาม เดินทางมาติดต่อขอซื้อถึงสวนเป็นประจำ

คุณคำพันธ์ บอกด้วยว่า สล็อตออนไลน์ แม้ว่ากลุ่มจะมีความชำนาญในการปลูกมะม่วง และมะม่วงเป็นพืชทนแล้ง แต่หากระบบชลประทานเข้าถึง ก็จะช่วยให้ปริมาณผลผลิตในแต่ละปีเพิ่มขึ้น เป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกรได้ ดังนั้น หากมีหน่วยงานที่ช่วยเหลือหรือให้การสนับสนุนแหล่งน้ำ ก็จะทำให้เกษตรกรตำบลหนองสวรรค์มีการทำการเกษตรที่คล่องตัวมากขึ้น

เพิ่มเติมความรู้ในการดูแลมะม่วงแปลงใหญ่ ติดต่อได้ที่ คุณคำพันธ์ วงศ์รินยอง ประธานกลุ่มวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่มะม่วง โทรศัพท์ 082-203-1125 คุณบุญเพ็ง เต็มสัตย์ อดีตประธานกลุ่มไม้ผล โทรศัพท์ 086-010-7121 คุณบุญทอง ปุตคะสิงห์ โทรศัพท์

จากพื้นแผ่นดินที่มีลักษณะลูกรังร้อนแล้ง คุณณรงค์ ไทยเจริญ ผู้มีแรงบันดาลใจจากหิ่งห้อยตัวเล็กๆ นับสิบตัวที่เขาพบเจอ สร้างแรงผลักดันสู่การอนุรักษ์และอยากสร้างป่าผืนเล็กๆ ขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีครอบครัวเป็นแรงสนับสนุนที่ดียิ่งกว่าใคร

คุณณรงค์ ไทยเจริญ และครอบครัว มีอาชีพหลักคือการค้าขายอาหารสัตว์และเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์อยู่ที่ร้านไทยเจริญซับพลาย อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 74/3-4 หมู่ที่ 1 ตำบลดีลัง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี

คุณณรงค์ เล่าให้ฟังว่า เดิมทีที่ตรงนี้เป็นนิคมสร้างตนเอง ตั้งแต่ยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีนโยบายยกเลิกสามล้อ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้คนที่มีอาชีพขับขี่สามล้อในสมัยนั้น โดยแจกที่ดิน ที่เขตนิคมสร้างตนเองพระพุทธบาท ให้คนละ 25 ไร่ ซึ่งสมัยก่อนที่แห่งนี้มีลักษณะเป็นป่าดงดิบ ไม่ค่อยมีผู้คนอยากอยู่นัก ปัจจุบันยังคงมีคนขับสามล้อ รุ่นที่หนึ่งที่ยังคงมีชีวิตอยู่อีก 2 ท่าน นั่นก็คือ ลุงผลู และ ลุงแก้ว