ได้เก็บตัวอย่างหินจำนวนทั้งสิ้น 216 ตัวอย่าง ซึ่งมีน้ำหนักรวมกัน

281 กิโลกรัม สำหรับการวิเคราะห์ตัวอย่างเหล่านี้จะดำเนินการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเครือข่ายวิจัยในประเทศญี่ปุ่นและยุโรปต่อไป โดย ดร.ประหยัด นันทศีล มีเป้าหมายที่จะสร้างนิสิตระดับปริญญาเอกและปริญญาโทจากการร่วมวิจัยตัวอย่างเหล่านี้เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยต่อไป

ทั้งนี้ ตัวอย่างหินทั้งหมดที่ ดร.ประหยัด นันทศีล เก็บมามีความหลากหลายแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ มีทั้งตัวอย่างที่น่าสนใจในแง่ของธรณีประวัติและเศรษฐธรณี ซึ่งในแง่ของธรณีประวัตินั้นตัวอย่างหินที่ให้ข้อมูลได้ดีต้องเป็นหินที่มีแร่ที่สามารถบันทึกเวลาได้ดีอยู่ร่วมกับแร่ที่สามารถบันทึกสภาวะของการแปรสภาพได้อย่างดี เช่น แร่เซอร์คอน แร่ไบโอไทต์และแร่โมนาไซต์เป็นแร่ที่มีธาตุกัมมันตรังสีในปริมาณที่พอเหมาะต่อการใช้หาอายุของเหตุการณ์ทางธรณีวิทยาในอดีต ขณะที่แร่อีกหลายชนิดเป็นตัวบันทึกสภาวะอุณหภูมิและความดันขณะเกิดการชนกัน หรือขณะที่หินถูกยกตัวขึ้นมาจากใต้เปลือกโลกถึงผิวโลก เช่น แร่การ์เน็ต แร่ไพรอกซีน แร่แอมฟิโบล แร่ไบโอไทต์ แร่แซฟฟิรีน (sapphirine) และแร่แพลจิโอเคลสเฟลด์สปาร์ เป็นต้น

โดยสรุปแล้วเป้าหมายของการวิจัยครั้งนี้คือ การทำความเข้าใจเหตุการณ์ทางธรณีวิทยาที่เคยเกิดมาแล้วในอดีตหลายร้อยล้านปีถึงหลายพันล้านปี ว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นกี่ครั้งและแต่ละครั้งรุนแรงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากบูรณาการร่วมกับข้อมูลของสภาพธรณีวิทยาในปัจจุบันแล้วจะทำให้เข้าใจแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาของโลกนี้ซึ่งเป็นบ้านของพวกเราทุกคนได้ ทั้งนี้การวิจัยทางธรณีวิทยาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานวิจัยหลากหลายสาขาที่ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือการศึกษาความเป็นมาในอดีตและสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันของแอนตาร์กติกาเพื่อที่จะทำนายแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตทั้งการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ ซึ่งล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อทุกชีวิตในโลกใบนี้ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ และมนุษย์

สำหรับตัวอย่างหินที่มีความน่าสนใจทางเศรษฐกิจคือ ตัวอย่างหินแปรที่เป็นแหล่งกำเนิดของพลอยไพลินและทับทิม จากการสำรวจครั้งนี้พบว่าพลอยเกิดในหินแปรหลากหลายชนิด สันนิษฐานว่าพลอยในหินแปรแต่ละชนิดน่าจะมีรูปแบบและวิวัฒนาการของการเกิดที่แตกต่างกันจึงจำเป็นต้องศึกษาวิจัยเชิงลึกเพื่อให้เข้าใจอย่างแท้จริง ซึ่งผลจากการศึกษาวิจัยตัวอย่างเหล่านี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ทางเศรษฐกิจได้ เช่น ช่วยทำให้เข้าใจการเกิดและประเมินศักยภาพของแหล่งพลอยในทวีปแอฟริกาซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบหลักที่ป้อนให้แก่อุตสาหกรรมอัญมณีของประเทศไทยได้

เนื่องจากทวีปแอฟริกาและแอนตาร์กติกเคยอยู่ร่วมกันเป็นทวีปเดียวกันมาก่อน ดังนั้น ดร.ประหยัด นันทศีล เชื่อว่าความรู้จากการวิจัยครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อวงการวิชาการเท่านั้นแต่ยังจะเป็นประโยชน์ต่อการให้ความรู้แก่คนไทยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโลกนี้อันจะก่อให้เกิดความตระหนักและความร่วมมือในการใส่ใจสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอัญมณีของประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาคุณภาพอัญมณีโลกในอนาคตอีกเช่นกัน

ทั้งนี้ ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นมีความร่วมมือด้านการวิจัยขั้วโลกมายาวนาน มีนักวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 3 ท่าน ได้เข้าร่วมคณะสำรวจทวีปแอนตาร์กติกของประเทศญี่ปุ่นได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.วรณพ วิยกาญจน์ และรองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ จากภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วม JARE 46 และ JARE 51 ตามลำดับ และ ดร. ประหยัด นันทศีล ในครั้งนี้ โดยทั้งสามท่านล้วนเป็นคณะทำงานในโครงการวิจัยขั้วโลกตามพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งส่งนักวิทยาศาสตร์ไทยไปร่วมวิจัยที่ขั้วโลกใต้กับคณะสำรวจแอนตาร์กติกของประเทศญี่ปุ่นและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนเป็นประจำทุกปี และในปี 2559-2560 นี้นอกจาก ดร.ประหยัด นันทศีลที่ไปกับทีม JARE58 แล้วยังมี นักธรณีวิทยาอีก 2 ท่าน คือ รองศาสตราจารย์ ดร.ฐาสิณีย์ เจริญทิติรัตน์ และรองศาสตราจารย์ ดร.พิษณุพงศ์ กาญจนพยนต์ จากภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ไปร่วมสำรวจกับคณะสำรวจทวีปแอนตาร์กติกของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนตามที่ได้เสนอข่าวก่อนหน้านี้

จากนโยบายของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ว่าด้วยเรื่อง “การขับเคลื่อน Thailand 4.0 ด้านการเกษตร อาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ เน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ เพื่อการพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืน คนไทยมีความอยู่ดีกินดี มีสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งพาตนเองได้” และกำหนดทิศทางการพัฒนาภายใต้แผนพัฒนาประเทศ ฉบับที่ 12 โดยนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การทำเกษตรทฤษฎีใหม่มาเป็นทางการดำเนินงานระยะ 20 ปี

รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ (New Economic Model) ในทุกมิติ ทั้งภาคธุรกิจ เกษตร การศึกษา ไปสู่โมเดลใหม่ Thailand 4.0 ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการผลิต เพื่อให้เกิดมีรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางเพื่อพัฒนาต่อยอดเศรษฐกิจไทยไปสู่เศรษฐกิจที่เน้นคุณค่า และเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต เน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ สามารถสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชนในทุกภูมิภาค

ทั้งนี้ หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงต้องเร่งดำเนินการ มีการพิจารณาทบทวนกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเทคโนโลยีและธุรกิจที่มีการต่อยอด ต้องทบทวนกฎหมายตลอดจนระเบียบปฏิบัติต่างๆ ให้มีความทันสมัย ปรับปรุงการทำงานให้มีความรวดเร็ว เกษตรกรเข้าถึงได้ง่าย จะช่วยเกษตรกรให้ผันตัวเองจากการเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบทางการเกษตรมาเป็นผู้ประกอบการทางการเกษตรสมัยใหม่ หรือที่เรียกว่า Smart Farmer มีการบริการจัดการที่ดีมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ และสามารถเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน เพื่อขายสินค้าสู่ตลาดต่างประเทศไทย

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า จากนโยบายการพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่ยุค “ไทยแลนด์ 4.0” โดยเน้นการพัฒนาสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและชุมชน ทำการขับเคลื่อนตามแนวคิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านกลไกประชารัฐในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ กรมพัฒนาที่ดินพร้อมดำเนินงานขับเคลื่อนภาคการเกษตรเข้าสู่การเป็น “ไทยแลนด์ 4.0” ตามแผน “ยุทธศาสตร์ A4” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรในการที่จะลดต้นทุนการผลิตได้อย่างแท้จริง และมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับการเกษตร โดยเกษตรกรต้องปรับตัวให้พร้อมกับเกษตร 4.0 จากการทำเกษตรแบบดั้งเดิม ไปสู่การทำเกษตรสมัยใหม่ ทำน้อยแต่ได้มาก เนื่องจากกรมมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรและเครื่องมือต่างๆ ในพื้นที่ทุกจังหวัด สามารถนำองค์ความรู้ที่เป็นผลงานวิจัยวิชาการด้านการพัฒนาที่ดิน ตลอดจนเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่มีการทดลอง ทดสอบ วิจัย จนประสบผลสำเร็จ สามารถขยายผลปฏิบัตินำไปใช้ได้จริงในพื้นที่ของเกษตรกร

โดยสิ่งหนึ่งที่จะช่วยในการขับเคลื่อนภาคเกษตร 4.0 คือ การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) ที่เป็นโครงการการปรับเปลี่ยนการผลิตพืชในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม (N) ให้แก่เกษตรกรเพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตร นอกจากนี้ ยังมีการใช้นวัตกรรมผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ พด. ชนิดต่างๆ มาใช้ช่วยเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพดีและช่วยลดต้นทุนการผลิต และมีหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดินที่ทำหน้าที่เป็นวิทยากรในชุมชนให้ความรู้กับเกษตรกรเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ สารเร่งซุปเปอร์ พด.ชนิดต่างๆ ในการฟื้นฟูปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ การใช้พืชปุ๋ยสดเพิ่มสะสมปริมาณอินทรียวัตถุในพื้นที่การเกษตร

การป้องกันและบรรเทาปัญหาภัยแล้งด้วยการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ การดูแลรักษาแหล่งน้ำในไร่นา การปลูกหญ้าแฝกพืชเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินในการเพาะปลูกได้อย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และจะทำให้ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกทั้งเตรียมความพร้อมของบุคลากรสู่การเป็น Smart Officer การพัฒนาเสริมสร้างความรู้ให้เกษตรกรสู่การเป็น Smart Farmer และ Young Smart Farmer รวมทั้งสร้างต้นแบบเกษตรกรซึ่งเป็นหมอดินอาสาในชุมชนที่ประสบผลสำเร็จในอาชีพเกษตรกรรมมีความรู้ความเข้าใจในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการทำเกษตรและสามารถนำความรู้มาเผยแพร่ต่อเกษตรกรในพื้นที่

“ได้สั่งการให้สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดเน้นการทำงานเชิงรุก” โดยยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลางการพัฒนา โดยเข้าไปให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ และปรับเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกรให้เห็นประโยชน์ของการทำการเกษตรกรรมที่มีการนำเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่มาใช้ ให้คำแนะนำและแจกจ่ายนวัตกรรมชนิดต่างๆ ของกรม ที่ช่วยในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ซึ่งเกษตรกรสามารถทำเองใช้เองได้จริง เลือกปรับใช้ให้เหมาะสมในการพัฒนาที่ดินในแต่ละพื้นที่ซึ่งแตกต่างกัน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมทั้งแนะนำให้เกษตรกรทำการรวมกลุ่มเพื่อให้มีความเข้มแข็ง สามารถทำการผลิตแบบเกษตรอุตสาหกรรมที่ใช้หลักการตลาดนำหน้าการผลิต ต้องผลิตในสิ่งที่ตลาดต้องการและมีปริมาณที่เหมาะสม เพื่อป้องกันความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุด ที่เกษตรกรควรยึดไว้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต คือการน้อมนำแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 หลักปรัชาเศรษฐกิจพอเพียง มีความขยัน อดทน ในการทำงานในพื้นที่เกษตรกรรม ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับงานวิจัยวิชาการจากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพทางการเกษตรทั่วประเทศ (ศพก. 882 ศูนย์) ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและชุมชน เพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดการเพิ่มผลผลิตในพื้นที่การเกษตรของตนเองและชุมชน นำมาใช้ในการพัฒนาต่อยอดการผลิตเพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร ส่งผลให้เกษตรกรอยู่ได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามนโยบาย Thailand 4.0 นั่นเอง

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) สรุปผลการตรวจสอบการเช่าที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้า 17 โครงการไม่ผิดกฎหมาย และมีการปฏิบัติตามสัญญาทำให้เกษตรกรในพื้นที่ได้ประโยชน์ว่า กกพ. กำลังรอหนังสือยันยันจาก ส.ป.ก. อย่างเป็นทางการเรื่องการปลดล็อกการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม (วินด์ฟาร์ม) ที่ก่อนหน้านี้ กกพ. ชะลอการออกใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบการ 11 ราย จำนวน 700 เมกะวัตต์

นายสุเมธ สุทธภักดิ รองนายกสมาคมกังหันลมแห่งประเทศไทย และในฐานะรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หลังจากที่ ส.ป.ก. เห็นชอบเดินหน้าการใช้พื้นที่เพื่อดำเนินงานติดตั้งกังหันลม ถือเป็นเรื่องดีต่ออุตสาหกรรมกังหันลมในประเทศที่จะเดินหน้าพัฒนาโครงการต่อไป
โดยเฉพาะโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 11 บริษัท เงินลงทุน 72,000 ล้านบาท และยังมีเม็ดเงินที่จะไปช่วยเหลือให้กับเกษตรกรส่งผลต่อการสร้างเศรษฐกิจให้กับชุมชนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวม

นายสุเมธ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานลมให้เกิดความต่อเนื่อง เพราะตามแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (เออีดีพี) กำหนด ปี 2579 จะรับซื้อไฟจากพลังงานลม 3,002 เมกะวัตต์ แต่ขณะนี้มีการรับซื้อไฟฟ้า ประมาณ 1,800 เมกะวัตต์ โดยรัฐมองว่าปัจจุบันรับซื้อไฟไปค่อนข้างมากแล้ว จึงให้ความสำคัญกับพลังงานลมลำดับสุดท้าย ทำให้ปัจจุบันยังไม่มีแผนรับซื้อที่ชัดเจน แนวทางนี้จะทำให้อุตสาหกรรมพลังงานลมในประเทศไม่มีการพัฒนา เพราะการก่อสร้างจะใช้ระยะเวลาพัฒนา 4-5 ปี

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า ส.ป.ก. ใช้เวลาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ผลสรุปคือ ผู้ประกอบกิจการกังหันลมทั้ง 16 บริษัท 17 โครงการ ยังดำเนินการต่อได้ เพราะคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด กรณีของบริษัทเทพสถิต วินด์ฟาร์ม จำกัด นั้น ผูกพันเฉพาะคู่กรณี ในขณะที่ทั้ง 16 บริษัท ให้ประโยชน์กับเกษตรกรมากต่างจากเทพสถิตโดยสิ้นเชิง จากพื้นที่ใช้ประโยชน์ 580 ไร่ มีสัญญาเช่าดำเนินการ 22-27 ปี มีการจ่ายเงินให้เกษตรกร 19,819,000 บาท ต่อปี หรือ รวม 27 ปี ที่ 521 ล้านบาท

“สรุปแล้วเกษตรกรได้รับผลประโยชน์จากวินด์ฟาร์มมากหลายแสนบาทต่อปี เงินเหล่านี้ใช้ส่งบุตรหลานเรียนหนังสือ บางรายระบุว่าอนาคตการศึกษาจะขึ้นอยู่กับวินด์ฟาร์มนี้ ซึ่งมากกว่าเมื่อเทียบกับรายได้จากภาคการเกษตรที่เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกมันสำปะหลัง เงินที่ได้มายังสามารถนำไปต่อยอดการลงทุนภาคการเกษตรได้ด้วย” นายสมปอง กล่าว

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 31 มีนาคม 2560 นายคันฉัตร ตันเสถียร ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม นายอุทัย สิงโตทอง ประมงจังหวัด นายกอบศักดิ์ เกตุเหมือน หัวหน้าสถานีวิจัยและพัฒนาประมงทะเลจังหวัด นายวีระกิจ จรเกตุ หัวหน้าสถานีวิจัยประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นสพ.มานะกร สุขมาก อาจารย์ประจำคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน และผู้ที่เกี่ยวข้อง นำปลากระเบนราหูเพศเมียน้ำหนักประมาณ 200 กก. ความยาวประมาณ 3 เมตร ที่ได้รับการช่วยเหลือไว้เมื่อครั้งวิกฤตน้ำแม่น้ำแม่กลองที่โรงงานใน จังหวัดราชบุรีลักลอบปล่อยน้ำเสียลงมา ส่งผลทำให้ปลากระเบนตายครั้งใหญ่นั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการพบซากปลากระเบนราหูจำนวน 46 ตัวในแม่น้ำแม่กลองนั้น ในจำนวนนี้มีปลากระเบนเพศเมีย 2 ตัวได้พยายามว่ายหนีน้ำเสียออกทะเลปากอ่าวแม่กลอง บริเวณสำนักสงฆ์รางจันทร์ ต.นาโคก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร และพื้นที่บ้านปากมาบ ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ในสภาพหมดแรง จนชาวประมงพื้นบ้านไปพบ แจ้งเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือนำไปบริบาลไว้ที่สถานีวิจัยและพัฒนาประมงทะเล จ.สมุทรสงคราม และพบว่ากำลังตั้งท้องมีลูกเล็กๆ 2 ตัว เหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา ต่อมาปลากระเบนตัวแรกได้ตายลงเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2560 พบว่ามีหนองในมดลูก เนื่องจากแท้งและติดเชื้อในกระแสเลือด รวมปลากระเบนตายทั้งสิ้น 47 ตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับปลากระเบนที่เหลืออีก 1 ตัว เจ้าหน้าที่จึงต้องบริบาลแม่ปลากระเบนตัวนี้จนมีสภาพสมบูรณ์แข็งแรง ต่อมาคุณภาพน้ำในแม่น้ำแม่กลองในขณะนี้เหมาะสมในการปล่อยปลากระเบนดังกล่าว โดยนำใส่ท้ายรถบรรทุก 6 ล้อที่มีผ้ายางรองใส่น้ำเต็ม เคลื่อนย้ายมาปล่อยในแม่น้ำแม่กลอง และใช้เครนยกตาข่ายที่อุ้มปลากระเบนลงจากรถ จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดพร้อมเจ้าหน้าที่และชาวสมุทรสงครามกว่า 50 คนได้ช่วยกันยกปลากระเบนปล่อยลงแม่น้ำแม่กลองให้กลับคืนสู่ธรรมชาติที่บริเวณท่าน้ำหน้าวัดกลางเหนือ ต.บางกุ้ง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ท่ามกลางความยินดีของทุกคน

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดเวทีเสวนาวิชาการ ปัญหาหมอกควันกับนวัตกรรมการจัดการอย่างยั่งยืน เพื่อนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศโดยใช้การพัฒนาระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศที่เชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งสามารถส่งข้อมูลให้กับผู้เฝ้าระวังเป็นรายชั่วโมง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามสถานการณ์หมอกควันและไฟป่าให้แม่นยำและตอบสนองต่อเหตุการณ์เร็วขึ้น

ผศ.ดร.สรรเพชญ ชื้อนิธิไพศาล นักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. โดยในขั้นต้น ได้ทำการทดสอบระบบดังกล่าวในพื้นที่ จ.น่าน เป็นโครงการนำร่อง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควันอยู่ทุกปี ระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศได้ถูกติดตั้งในพื้นที่ จ.น่าน ทั้งหมด 95 แห่ง โดยติดตั้ง ณ ที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆในแต่ละอำเภอ ทั้ง อบจ. อบต. และที่ทำการเทศบาล ซึ่งเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งจะสามารถตรวจวัดพารามิเตอร์ทางด้านคุณภาพอากาศ ทั้งอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ และปริมาณฝุ่นละอองต่างๆ ได้แก่ ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 1 2 และ 10 ไมครอน และส่งข้อมูลผ่าน Wifi เข้าสู่ระบบ Cloud ซึ่งจะแสดงผลตรวจวัดผ่านแอพพลิเคชั่น บนเว็บไซต์ ซึ่งปรากฏแผนที่ จ.น่าน พร้อมกับตำแหน่งของเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งไว้ และเมื่อคลิกที่เซนเซอร์แต่ละจุดก็จะทราบข้อมูลสภาพอากาศ ณ จุดนั้นออกมาในรูปแบบกราฟ ซึ่งจากข้อมูลที่แสดงผล ผ่านแอพพลิเคชั่น ชี้ให้เห็นว่ามีไฟป่าเกิดขึ้นอยู่ ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่าในช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สภาพอากาศที่ตรวจวัดได้มีค่าฝุ่นละอองขนาด 2.5 และ 10 ไมครอน ซึ่งเกินค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไปในหลายพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการตรวจสอบในพื้นที่ว่าเริ่มมีการเผาพื้นที่เกษตรกรรม และมีแนวโน้มเดียวกันกับข้อมูลสภาพอากาศของปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งนี้นอกจากแอพพลิเคชั่นจะแสดงข้อมูลตามเวลาจริงแล้ว ยังสามารถแสดงข้อมูลสภาพอากาศย้อนหลังเพื่อดูแนวโน้มการเกิดปัญหาหมอกควันได้อีกด้วย

ด้าน รศ.ดร.ชนาธิป ผาริโน ผอ.ฝ่ายสวัสดิภาพและสาธารณะ สกว. กล่าวเสริมว่า งานวิจัยมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาหมอกควัน แต่การแก้ปัญหาดังกล่าวจะเกิดความยั่งยืนได้ต้องอาศัยกลไกจากหลายภาคส่วน รวมถึงการติดตั้งระบบการทำงานที่เข้มแข็ง และหน่วยงานในพื้นที่ยอมรับในนวัตกรรมและพร้อมเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีดังกล่าว

วันที่ 31 มีนาคม 2560 นางเบ็ญจางค์ แก้วจำปา ผู้จัดการบริษัท กรีนวิวทัวร์ อ.คุระบุรี จ.พังงา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า วันนี้ ทางบริษัทได้นำกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไปท่องเที่ยวที่หมู่เกาะสุรินทร์ ขณะที่เรือสปีดโบ๊ทเล่นใกล้ถึงกองหินริเชลิว ซึ่งเป็นจุดดำน้ำลึกที่สวยงามของหมู่เกาะสุรินทร์ ได้พบฝูงวาฬเพชฌฆาตกว่า 30 ตัวโผล่ขึ้นสู่ผิวน้ำโชว์ตัวให้นักท่องเที่ยวได้ยลโฉม ทำให้กัปตันเรือต้องเบาเครื่องยนต์ และปล่อยให้นักท่องเที่ยวเก็บภาพความประทับใจกันอย่างสนุกสนาน โดยฝูงวาฬได้ว่ายเข้ามาวนเวียนอยู่รอบเรืออยู่ระยะหนึ่งก่อนที่ว่ายหายไป กัปตันจึงนำนักท่องไปเที่ยวต่อที่หมู่เกาะสุรินทร์

ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ หัวหน้ากลุ่มสัตว์ทะเลหายาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน จ.ภูเก็ต เปิดเผยว่า จากลักษณะพบว่าวาฬดังกล่าวเป็นวาฬเพชฌฆาตดำ (False killer whale) ซึ่งเป็นชนิดที่เคยเกยตื้นแบบฝูงจำนวน 30 ตัว ที่หมู่เกาะราชา จ.ภูเก็ต เมื่อปี 2551 และเพิ่งพบที่หมู่สิมิลันเมื่อเดือนที่ผ่านมา วาฬเพชฌฆาตดำนั้นจะกินปลา หรือ หมึก เป็นอาหาร และจะหากินเป็นฝูง วาฬชนิดนี้อาศัยอยู่บริเวณน้ำลึก

วาฬเพชรฆาตดำสามารถพบเห็นได้ทั้ง ทะเลอ่าวไทย และ ทะเลอันดามัน โดยวาฬเพชฌฆาตดำเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล เมื่อโตเต็มที่จะมีความยาว 5-6 เมตร และจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนและคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ซึ่งตนเองรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ที่ปีนี้มีการพบเห็นสัตว์ทะเลหายากในบริเวณอุทยานแห่งชาติ หมู่เกาะสิมิลัน และ หมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา หลายครั้ง ซึ่งน่าจะเกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่กลับคืนมา จึงทำให้กลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของ ฝูงวาฬ และ โลมา จนมาอาศัยหากินอยู่ในพื้นที่เป็นเวลานานเป็นกว่าทุกปี

วันที่ 31 มีนาคม 2560 ที่หาดทรายแม่น้ำโขง บริเวณบ้านท่ามะเฟือง ต.โพนสา อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ที่ชาวบ้านและผู้นำท้องถิ่นได้ร่วมกันเร่งสร้างร้านค้าบริเวณหาดทรายในแม่น้ำโขงและทางลงหาด เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดหาดบ้านท่ามะเฟืองอย่างเป็นการในวันพรุ่งนี้ (1 เมษายน 60) หลังจากปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ มีชาวหนองคายและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้ามาท่องเที่ยวและเล่นน้ำโขงกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีเอกลักษณ์ของตนเองคือมีซุ้มอาหารเป็นซุ้มๆ รวมไปถึงโต๊ะ-เก้าอี้ตั้งอยู่ในน้ำ เป็นการแช่น้ำรับประทานอาหาร

จากการที่ระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่จังหวัดหนองคายลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดวัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย กรมทรัพยากรน้ำ อยู่ที่ระดับ 2.92 เมตร ลดลงจากเมื่อวานนี้ 14 ซม. ต่ำกว่าตลิ่ง 9.28 เมตร ทำให้ขณะนี้ได้เกิดหาดทรายในแม่น้ำโขงขึ้นหลายจุด ซึ่งหาดทรายบ้านท่ามะเฟืองก็เป็นจุดหนึ่งที่มีหาดทรายเป็นบริเวณกว้างสวยงาม อีกทั้งยังเหมาะต่อการเล่นน้ำ เนื่องจากระดับน้ำโดยรอบมีระดับต่ำ ประกอบกับหาดจอมมณีที่เป็นหาดขนาดใหญ่ใกล้กับสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 ในเขตเทศบาลเมืองหนองคายก็ไม่ได้เกิดขึ้นติดต่อกันมาหลายปีแล้ว

ขณะที่บ้านท่ามะเฟือง ได้มีหาดเกิดขึ้นยาวกว่า 1 กม. ชาวบ้านจึงได้ร่วมกับผู้นำชุมชนพัฒนาหาดท่ามะเฟืองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจและสถานที่สำหรับเล่นน้ำโขงของชาวบ้านในพื้นที่เอง รวมไปถึงนักท่องเที่ยวทั้งในจังหวัดหนองคาย จังหวัดใกล้เคียง และนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ตั้งแต่ช่วงนี้ไปจนถึงเทศกาลสงกรานต์ อีกทั้งยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในพื้นที่อีกด้วย

วันที่ 30 มีนาคม 2560 เมื่อเวลา 15.20 น. ได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านโคกสะอาด ต.นาบัว อ.เมือง จ.สุรินทร์ ว่ามีลูกบ้านของตนเองคือนายสุพิน หาญนึก ได้พ่นยาฆ่าเห็บในคอกวัวเพื่อหวังฆ่าและทำลายเห็บให้ตายสิ้นซากด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงเป็นเหตุให้วัวท้องแก่ใกล้ตกลูกตายยกคอกถึง 3 ตัว สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับเจ้าของเป็นอันมาก รวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท จึงรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบริเวณคอกวัวของนายสุพิน หาญนึก losingweightdone.com อยู่ที่หมู่ 16 ต.นาบัว อ.เมือง จ.สุรินทร์ พบวัวพันธุ์ฮินดูบรามัน เพศเมีย สีขาว จำนวน 3 ตัวนอนตายอยู่ข้างๆ คอกวัวซึ่งอยู่หลังบ้าน ท่ามกลางความโศกเศร้าและสลดใจของเจ้าของวัว และยังพบชาวบ้านจำนวนมากต่างมารอขอแบ่งซื้อเนื้อวัวเพื่อนำไปรับประทาน ทางเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอเมืองสุรินทร์ได้สั่งห้ามนำเอาเนื้อวัวไปรับประทานโดยเด็ดขาด ให้ทำการฝังกลบเพื่อป้องกันเชื้อโรคและกลิ่นเหม็น โดยมีการนำรถแบ๊กโฮมาขุดดินให้ลึกที่สุดเพื่อฝังซากวัวทั้ง 3 ตัวแล้ว

ด้านนายปรีชา หาญนึก ลูกชายเจ้าของวัว กล่าวว่า วันนี้ตนได้พูดคุยกับพ่อว่าเห็นวัวในคอกมีเห็บเยอะ จึงอยากจะช่วยฉีดพ่นยาฆ่าเห็บให้วัวตามปกติ ตนเคยทำมาเป็นประจำ ใช้ตัวยานี้มาเป็น 10 ปีก็ไม่มีอะไร จึงนำยาฆ่าเห็บมาผสมกับน้ำให้เจือจางตามปกติเหมือนที่เคยทำมา แล้วฉีดพ่นไปตามตัวแต่ไม่ให้โดนปาก หลังจากที่พ่นเสร็จก็ปล่อยให้วัวกินฟาง เวลาผ่านไปประมาณ 10 นาที สังเกตเห็นว่าวัวตัวเล็กได้มีอาการตัวสั่น อ้วก น้ำลายฟูมปากแล้วล้มลง ตนตกใจมากจึงได้ไปบอกพ่อให้ลงมาดูวัวว่าคงแพ้ยา พอลงมาดูพบแม่วัวอีก 2 ตัวกำลังมีอาการสั่นและล้มลงเช่นกัน ตนและพ่อจึงโทรปรึกษาหมอปศุสัตว์เล่าถึงอาการที่เกิดขึ้นกับวัวทั้ง 3 ตัว หมอปศุสัตว์จึงมาที่เกิดเหตุเพื่อช่วยยื้อชีวิตวัวทั้ง 3 ตัว แต่ก็ไม่เป็นผล วัวทั้ง 3 ตัวได้สิ้นลมหายใจต่อหน้า สร้างความเสียอกเสียใจให้แก่ครอบครัวเป็นอย่างมากเพราะสงสารมัน และจะทำการฝังวัวทั้ง 3 ตัวต่อไป แต่ก็มีชาวบ้านมาขอซื้อเอาเนื้อเยอะมาก ตนก็บอกไปว่าไม่ให้ เพราะสงสารและรักเหมือนคนในครอบครัว

ขณะที่นายสุพินกล่าวว่า ฉีดพ่นยาฆ่าเห็บห่างๆ สองเดือนจะฉีดครั้ง เคยทำมาแล้วสองครั้ง ก็ไม่เคยเห็นว่าวัวจะเป็นอะไร แต่พอมาฉีดพ่นเมื่อเช้าวัวมันสั่นไปทั้งตัว ตนให้ลูกชายเป็นคนฉีดยาฆ่าเห็บ ส่วนตนเตรียมตัวจะไปช่วยงานศพ ต่อมาเห็นลูกคนที่สองวิ่งไปบอกว่าวัวแพ้ยา ก็รีบออกมา เห็นวัวกำลังสั่นไปทั้งตัว จึงรีบวิ่งไปบอกผู้ใหญ่บ้านเพื่อโทรศัพท์เรียกปศุสัตว์ โทรศัพท์คุยกันยังไม่รู้เรื่อง โทรติดบ้าง ไม่ติดบ้าง ก็พยายามตามสัตวแพทย์จากฟาร์มวัวใกล้บ้านให้มาฉีดยา แต่ก็ช่วยไม่ทัน มันรวดเร็วมาก ตนเลี้ยงวัวมาทั้งชีวิตไม่เคยทำให้วัวตายคามือแบบนี้มาก่อน ส่วนซากวัวที่ตายตนจะไม่กินหรือแบ่งเนื้อขายให้ใคร จะฝังไว้ข้างๆ คอกวัว เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ระมัดระวังมากขึ้น ตนเลี้ยงวัวมาทุกตัวก็รักดั่งลูก และเสียใจมากๆ ที่วัวต้องมาตายยกคอกเพราะความหวังดีแบบนี้

วันที่ 30 มีนาคม 2560 นายประถม โอแก้ว ประธานกลุ่มกล้วยหิน อ.ระโนด จ.สงขลา กล่าวว่า แปลงกล้วยหินที่ปรับปรุงสายพันธุ์และเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อโดยมหาวิทยาลัยรังสิต เป็นพันธุ์ที่ให้แป้งมากและน้ำตาลน้อย เหมาะแก่การนำไปผลิตเป็นแป้งกล้วยเพื่อใช้ทำขนม หมู่ที่ 2 ต.แดนสงวน อ.ระโนด ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกับมหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยรับการพันธุ์กล้วยจำหน่ายให้แก่สมาชิกกลุ่ม ที่ต้องการปลูกกล้วยหินเพื่อผลิตแป้ง ผลผลิตทางมหาวิทยาลัยรังสิตจะรับซื้อทั้งหมด

“กล้วยหินรุ่นแรกกำลังเจริญโตเติบและออกผลผลิต และในระหว่างรอเก็บเกี่ยวตนได้ปลูกพืชระยะสั้นแซมสวนกล้วยและเลี้ยงปลาในร่องน้ำ เพื่อสร้างรายได้เสริมด้วย” นายประถมกล่าว