ไทยไม่มีกฎหมายกำกับดูแลเรื่องนี้สักฉบับเดียวเราอยากให้มี

การเสนองานวิจัยเพื่อบอกว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรหยิบยกปัญหาที่แก้ไขได้มาถกกันบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เช่น มะละกอจีเอ็มได้รับการวิจัยจากทั่วโลกว่าปลอดภัยแต่เขามีการควบคุมถูกต้องตามกฎหมาย เพียงแต่ว่าไทยเราเมื่อวิจัยเเล้วก็นำมาใช้ไม่ได้เพราะไม่มี พ.ร.บ. ดังนั้นเมื่อท่านนายกฯ บอกว่า 4.0 เราจะก้าวไปไม่ได้ถ้าไม่มี กม.ควบคุม เรายังมีความหวังว่า พ.ร.บ.จะต้องเกิด เเน่นอนว่าต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ เราไม่ได้เฉพาะเจาะจงกับภาคเกษตรเท่านั้นแต่ภาคอุตสาหกรรมและทางการแพทย์ก็ได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ด้วยเพราะพ.ร.บ.นี้ควบคุมทั้งพืช จุลินทรีย์เเละสัตว์

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ กล่าวว่า การที่ไทยพยายามจะยกระดับเกษตรไทยแลนด์ 4.0 ได้นั้น การใช้พืชเทคโนโลยีชีวภาพจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในช่วงเวลานี้ เพราะการเพาะปลูกพืชปัจจุบันไทยยังคงประสบปัญหาศัตรูพืช สภาพอากาศ ทำให้ผลผลิตตกต่ำ เกษตรกรต้องพึ่งเเต่สารเคมี ที่สำคัญผลผลิตที่ต่ำลงทั้งหมดส่งผลต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ เมล็ดข้าวโพดและถั่วเหลืองกำลังการผลิตในประเทศไม่เพียงพอทำให้ต้องนำเข้ากว่า 60% จะยิ่งซ้ำเติมเกษตรกรเข้าไปอีก

รายงานข่าวระบุก่อนหน้านี้ นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรอยู่ระหว่างเตรียมเผาทำลายเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองนำเข้า จำนวน 14 ตัน จากประเทศบราซิล หลังด่านตรวจพืชท่าเรือกรุงเทพฯ สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร และสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ตรวจพบการปนเปื้อนถั่วเหลืองตัดแต่งพันธุกรรมหรือจีเอ็มโอ (GMOs) ในเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองนำเข้าลอตดังกล่าวจากบริษัทเอกชนรายหนึ่ง เพื่อควบคุมและป้องกันไม่ให้หลุดลอดเข้าสู่แหล่งปลูกภายในประเทศ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการผลิต

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านธุรกิจพลังงานแห่งเอเชียที่มุ่งมั่นพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ร่วมกับ สถาบัน Change Fusion องค์กรไม่แสวงผลกำไรภายใต้มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าสานต่อการสนับสนุนผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เชิญชวนผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ อายุระหว่าง 20 – 35 ปีที่มุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจของตนเอง ควบคู่ไปกับการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ในรูปแบบ “กิจการเพื่อสังคม” เข้าร่วม โครงการ “พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” ปีที่ 7 หรือ “Banpu Champions for Change 7” เพื่อพัฒนาศักยภาพกิจการเพื่อสังคมของตนให้สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแก่สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม และประกอบการอยู่ได้ด้วยผลสำเร็จทางธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยผู้สนใจ สามารถส่งแผนธุรกิจ ทั้งประเภทรายบุคคล หรือรวมกลุ่มไม่เกิน 4 คน ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2560 ชิงทุนสนับสนุนรวมกว่า 2 ล้านบาท

นางอุดมลักษณ์ โอฬาร ผู้อำนวยการสายอาวุโส – องค์กรสัมพันธ์ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “บ้านปูฯ เชื่อในปณิธานแรกเริ่มมาเสมอว่า อุตสาหกรรมที่ดีจะต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดระยะเวลา 6 ปีของการดำเนินโครงการฯ บ้านปูฯ ได้บ่มเพาะผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมไปแล้ว 62 กิจการ ผ่านการสนับสนุนเงินทุน กิจกรรมเวิร์คช็อป โดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาเพื่อเพิ่มพูนทักษะและความรู้ ตลอดจนส่งเสริมการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมที่เกื้อหนุนให้เกิดการแชร์ความรู้ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างกัน โดยมุ่งหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาวงการกิจการเพื่อสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของบ้านปูฯ ที่ว่า พลังความรู้ คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา”

โดยตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการฯ ผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมจะได้รับคำปรึกษา เข้าร่วมเวิร์ค ช็อปจากผู้เชี่ยวชาญหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาแผนธุรกิจ การตลาด การสร้างแบรนด์ การหาแหล่งทุน การระดมทุน การบริหารทางการเงิน และการวัดผลทางสังคม รวมถึงโอกาสในการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมระหว่างเพื่อนร่วมรุ่น หรือระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องในโครงการฯ เพื่อร่วมพัฒนาวงการกิจการเพื่อสังคมไทยให้ก้าวหน้าไปอีกระดับ

แผนธุรกิจที่ส่งเข้าร่วมโครงการฯ จะได้รับคัดเลือกจากเกณฑ์การพิจารณาดังนี้ แผนและเป้าหมายทางธุรกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม มีความคิดสร้างสรรค์ มีทิศทางการดำเนินงานในกิจการเพื่อสังคมของตนที่สามารถพัฒนาเป็นธุรกิจได้อย่างยั่งยืน โดยในรอบแรกคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆที่เกี่ยวข้อง จะคัดเลือก 20 กิจการ ให้ได้รับความรู้เบื้องต้น จากนั้นจะมีการคัดเลือกแผนธุรกิจที่โดดเด่นและมีความน่าจะเป็นไปได้ในการสร้างผลกำไรและประโยชน์ทางสังคม 10 กิจการ เพื่อรับทุนเบื้องต้นตลอดจนความรู้และทักษะเพิ่มเติมเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดและดำเนินกิจการจริงเป็นระยะเวลา 3 เดือน จากนั้น จะคัดเลือก 5 กิจการชนะเลิศที่มีความคืบหน้าและโดดเด่นในเชิงธุรกิจและสังคมมากที่สุด เพื่อรับทุนสนับสนุน นำไปดำเนินกิจการในระยะยาว รวมทุนสนับสนุนกว่า 2 ล้านบาท ตลอดโครงการฯ

นักวิชาการเกษตร 4 องค์กรจี้รัฐปลดล็อก พ.ร.บ.จีเอ็มโอ หวั่น คกก.สิ้นสุดวาระปิดช่องสู่ สนช. ชี้ความจำเป็นและของประโยชน์เพื่อสอดรับปฏิวัติภาคเกษตรสู่ไทยเเลนด์ 4.0 ด้านกรมวิชาการคุมเข้มเผาทำลายเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองด่านกักกันพืช หลังพบเอกชนรายหนึ่งนำเข้าโดยไม่มีใบอนุญาต

นางดรุณี เอ็ดเวิร์ดส กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพและอดีตนายกสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหารแห่งประเทศไทยกล่าวในเวทีเสวนา”พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพนั้นสำคัญไฉน” จัดโดย 4 องค์กรภาคเกษตร ว่า ประเทศไทยเคยมีความก้าวหน้าในงานวิจัยเเละพัฒนาพืชเทคโนโลยีชีวภาพถึงขั้นอนุญาตให้มีการทดสอบภาคสนามเเต่ต้องถูกระงับไปตามมติคณะรัฐมนตรีทำให้ต้องหยุดชะงักจนกระทั่งเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลได้เปิดทางให้แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขที่ปฏิบัติได้ยากจนปัจจุบันได้มีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ… (GMOs) กลับมาทบทวน และพิจารณาแก้ไขใหม่ก่อนนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่ยังคงชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด ดังนั้น ทาง 4 สมาพันธ์องค์กรเกษตร จึงมีความเห็นว่า ก่อนที่คณะกรรมการชุดปัจจุบันจะสิ้นสุดวาระลงอยากให้รัฐบาลผลักดันร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อให้สอดรับกับนโยบายนวัตกรรมไทยเเลนด์ 4.0 อันจะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศโดยรวม

โดยแถลงการณ์มีข้อเรียกร้อง 3 ประการ ได้แก่ 1.รัฐควรจะเปิดโอกาสให้มีงานวิจัยพัฒนาพันธุวิศวกรรมเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ทางการเกษตรควบคู่ไปกับการประเมินความเสี่ยงอย่างเข้มงวด เพื่อจะสอดคล้องกับเเนวนโยบายไทยแลนด์ 4.0

2.หากเกิดกรณีปัญหาจากการใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมสามารถเรียกร้องค่าชดเชยเสียหายได้และ3.สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของพืชจีเอ็มที่ผ่านการประเมินเเล้วไปจำหน่ายต่างประเทศได้ เช่น มะละกอในผลไม้กระป๋อง (Fruit Cocktail)

นายวิชา ธิติประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชเเละวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ทางสมาคมมีความเห็นพ้องว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชเข้ามากำกับดูแลอย่างถูกต้อง ปัจจุบัน 28 ประเทศปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพบนพื้นที่มากกว่า 1,000 ล้านไร่ แต่มีกฎหมายควบคุมชัดเจนว่า ปลอดภัยสามารถปลูกได้ในสัดส่วนที่เหมาะสม ดังนั้น หน่วยงาน และทุกภาคส่วนที่มีความกังวลต้องหันหน้ามาคุยกันว่า จะต้องแก้ไขเรื่องใดไม่ใช่ฟังเสียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ขณะที่ก่อนหน้านี้คณะกรรมการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายให้หยุดร่าง พ.ร.บ.ทั้งที่ผ่านกฤษฎีกา แต่เมื่อมีภาคประชาชนไม่เห็นด้วยก็สั่งให้กลับไปทบทวนอีกครั้ง แต่สิ่งที่น่ากังวลคือรัฐใช้เวลานานเกินไป หากหมดคณะทำงานชุดนี้สิ้นสุดวาระลงจะไม่มีผู้ขับเคลื่อน จึงขอฝากถึงรัฐบาลให้กล้าหาญในการตัดสินใจบนพื้นฐานหลักการทางวิชาการ ขณะเดียวกันเกษตรกรเองต้องกล้าเปล่งเสียง ให้รัฐออกกฎหมายให้เป็นสากลเพื่อก้าวไปสู่การสร้างนวัตกรรมในอนาคต

“ไทยไม่มีกฎหมายกำกับดูแลเรื่องนี้สักฉบับเดียวเราอยากให้มีการเสนองานวิจัยเพื่อบอกว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรหยิบยกปัญหาที่แก้ไขได้มาถกกันบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เช่น มะละกอจีเอ็มได้รับการวิจัยจากทั่วโลกว่าปลอดภัยแต่เขามีการควบคุมถูกต้องตามกฎหมาย เพียงแต่ว่าไทยเราเมื่อวิจัยเเล้วก็นำมาใช้ไม่ได้เพราะไม่มี พ.ร.บ. ดังนั้นเมื่อท่านนายกฯ บอกว่า 4.0 เราจะก้าวไปไม่ได้ถ้าไม่มี กม.ควบคุม เรายังมีความหวังว่า พ.ร.บ.จะต้องเกิด เเน่นอนว่าต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ เราไม่ได้เฉพาะเจาะจงกับภาคเกษตรเท่านั้นแต่ภาคอุตสาหกรรมและทางการแพทย์ก็ได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ด้วยเพราะพ.ร.บ.นี้ควบคุมทั้งพืช จุลินทรีย์เเละสัตว์”

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ กล่าวว่า การที่ไทยพยายามจะยกระดับเกษตรไทยแลนด์ 4.0 ได้นั้น การใช้พืชเทคโนโลยีชีวภาพจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในช่วงเวลานี้ เพราะการเพาะปลูกพืชปัจจุบันไทยยังคงประสบปัญหาศัตรูพืช สภาพอากาศ ทำให้ผลผลิตตกต่ำ เกษตรกรต้องพึ่งเเต่สารเคมี ที่สำคัญผลผลิตที่ต่ำลงทั้งหมดส่งผลต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ เมล็ดข้าวโพดและถั่วเหลืองกำลังการผลิตในประเทศไม่เพียงพอทำให้ต้องนำเข้ากว่า 60% จะยิ่งซ้ำเติมเกษตรกรเข้าไปอีก

รายงานข่าวระบุก่อนหน้านี้ นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรอยู่ระหว่างเตรียมเผาทำลายเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองนำเข้า จำนวน 14 ตัน จากประเทศบราซิล หลังด่านตรวจพืชท่าเรือกรุงเทพฯ สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร และสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ตรวจพบการปนเปื้อนถั่วเหลืองตัดแต่งพันธุกรรมหรือจีเอ็มโอ (GMOs) ในเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองนำเข้าลอตดังกล่าวจากบริษัทเอกชนรายหนึ่ง เพื่อควบคุมและป้องกันไม่ให้หลุดลอดเข้าสู่แหล่งปลูกภายในประเทศ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการผลิต

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านธุรกิจพลังงานแห่งเอเชียที่มุ่งมั่นพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ร่วมกับ สถาบัน Change Fusion องค์กรไม่แสวงผลกำไรภายใต้มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าสานต่อการสนับสนุนผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เชิญชวนผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ อายุระหว่าง 20 – 35 ปีที่มุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจของตนเอง ควบคู่ไปกับการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ในรูปแบบ “กิจการเพื่อสังคม” เข้าร่วม โครงการ “พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” ปีที่ 7 หรือ “Banpu Champions for Change 7” เพื่อพัฒนาศักยภาพกิจการเพื่อสังคมของตนให้สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแก่สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม และประกอบการอยู่ได้ด้วยผลสำเร็จทางธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยผู้สนใจ สามารถส่งแผนธุรกิจ ทั้งประเภทรายบุคคล หรือรวมกลุ่มไม่เกิน 4 คน ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2560 ชิงทุนสนับสนุนรวมกว่า 2 ล้านบาท

นางอุดมลักษณ์ โอฬาร ผู้อำนวยการสายอาวุโส – องค์กรสัมพันธ์ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “บ้านปูฯ เชื่อในปณิธานแรกเริ่มมาเสมอว่า อุตสาหกรรมที่ดีจะต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดระยะเวลา 6 ปีของการดำเนินโครงการฯ บ้านปูฯ ได้บ่มเพาะผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมไปแล้ว 62 กิจการ ผ่านการสนับสนุนเงินทุน กิจกรรมเวิร์คช็อป โดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาเพื่อเพิ่มพูนทักษะและความรู้ ตลอดจนส่งเสริมการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมที่เกื้อหนุนให้เกิดการแชร์ความรู้ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างกัน โดยมุ่งหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาวงการกิจการเพื่อสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของบ้านปูฯ ที่ว่า พลังความรู้ คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา”

โดยตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการฯ ผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมจะได้รับคำปรึกษา เข้าร่วมเวิร์ค ช็อปจากผู้เชี่ยวชาญหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาแผนธุรกิจ การตลาด การสร้างแบรนด์ การหาแหล่งทุน การระดมทุน การบริหารทางการเงิน และการวัดผลทางสังคม รวมถึงโอกาสในการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมระหว่างเพื่อนร่วมรุ่น หรือระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องในโครงการฯ เพื่อร่วมพัฒนาวงการกิจการเพื่อสังคมไทยให้ก้าวหน้าไปอีกระดับ

แผนธุรกิจที่ส่งเข้าร่วมโครงการฯ จะได้รับคัดเลือกจากเกณฑ์การพิจารณาดังนี้ แผนและเป้าหมายทางธุรกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม มีความคิดสร้างสรรค์ มีทิศทางการดำเนินงานในกิจการเพื่อสังคมของตนที่สามารถพัฒนาเป็นธุรกิจได้อย่างยั่งยืน โดยในรอบแรกคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆที่เกี่ยวข้อง จะคัดเลือก 20 กิจการ ให้ได้รับความรู้เบื้องต้น จากนั้นจะมีการคัดเลือกแผนธุรกิจที่โดดเด่นและมีความน่าจะเป็นไปได้ในการสร้างผลกำไรและประโยชน์ทางสังคม 10 กิจการ เพื่อรับทุนเบื้องต้นตลอดจนความรู้และทักษะเพิ่มเติมเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดและดำเนินกิจการจริงเป็นระยะเวลา 3 เดือน จากนั้น จะคัดเลือก 5 กิจการชนะเลิศที่มีความคืบหน้าและโดดเด่นในเชิงธุรกิจและสังคมมากที่สุด เพื่อรับทุนสนับสนุน นำไปดำเนินกิจการในระยะยาว รวมทุนสนับสนุนกว่า 2 ล้านบาท ตลอดโครงการฯ

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 13-20 ม.ค. 2560 กรมวิชาการเกษตรมอบหมายให้ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) จัดงาน “รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ตามรอยที่พ่อสร้าง” ขึ้น ณ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่เคยเสด็จพระราชดำเนินศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ถึง 3 ครั้ง โดยใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการบุกเบิกก่อตั้งระยะแรกผ่านโครงการหลวง เพื่อพัฒนาการเกษตรบนพื้นที่สูง เพื่อช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชาวไทยภูเขา ทั้งยังลดพื้นที่ปลูกฝิ่นรวมทั้งลดปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำและลดการทำไร่เลื่อนลอย ทำให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงมีอาหารบริโภคอย่างเพียงพอในชุมชน สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น

ทั้งนี้ ผู้ที่เข้าชมงานฯ นี้ จะได้เรียนรู้ประวัติการทรงงานด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช โดยกรมวิชาการเกษตร จัดทำเส้นทางตามรอยที่พ่อสร้าง ให้พสกนิกรได้ศึกษาเรียนรู้ 6 จุดหลัก ประกอบด้วย 1.ศาลาวิชาการและนิทรรศการผลงานวิจัยด้านพืชขยายผลสู่เกษตรกร 2.ศาลารถพระที่นั่ง 3.ต้นบ๊วยและมะคาเดเมียทรงปลูก 4.หุบรับเสด็จและพลับพลาทรงงาน 5.แปลงกาแฟทรงทอดพระเนตรและโรงแปรรูปกาแฟ และ 6.เส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน แปลงทดลองมะคาเดเมีย กาแฟ บ๊วย และศาลาชมวิว นอกจากนั้น เกษตรกร นักท่องเที่ยว และผู้สนใจเข้าร่วมชมงานฯ ยังจะได้สัมผัสบรรยากาศและอุณหภูมิที่หนาวเหน็บบนดอยขุนวาง และช่วงเวลาที่จัดงานดังกล่าว ต้นพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทยบนดอยขุนวางยังออกดอกสีชมพูบานสะพรั่งเต็มต้นรับนักท่องเที่ยวหรือผู้มาเยือนด้วยจึงไม่ควรพลาด

“กรมวิชาการเกษตรได้สนองงานตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันได้ปรับปรุงพันธุ์พืชที่เหมาะสมสำหรับปลูกบนพื้นที่สูงและขยายผลไปสู่เกษตรกรในพื้นที่แล้ว อาทิ จ.เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน แพร่ ลำพูน ลำปาง พะเยา และน่าน ได้แก่ กาแฟอะราบิก้าพันธุ์เชียงใหม่ 80 มะคาเดเมียพันธุ์เชียงใหม่ 400 เชียงใหม่ 700 และพันธุ์เชียงใหม่ 1000 และบ๊วยพันธุ์บารมี 1 ทำให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงมีอาชีพและมีรายได้ที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น”

นายสุวิทย์ กล่าวว่า สำหรับความเป็นมาของศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) หมู่ที่ 10 ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในวงล้อมของแนวเทือกเขาอินทนนท์ เหมาะสำหรับผู้ต้องการศึกษาธรรมชาติ หรือท่องเที่ยวเชิงการเกษตร มีพันธุ์ไม้เมืองหนาวนานาชนิด ที่พร้อมใจกันออกดอกบานสะพรั่งยามหน้าหนาว ออกผลเต็มต้นให้เด็ดชิมในฤดูร้อน และยังมีนกในเทือกเขาอินทนนท์นานาชนิดให้ศึกษา รวมทั้งมีทิวทัศน์ที่เขียวชอุ่มโอบล้อมโดยรอบ ด้วยไม้ใหญ่เปลี่ยนสีสันตามฤดูกาล

ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงขุนวางเปิดทำการทุกวัน เวลา 8.00-16.00 น. มีบ้านพักรับรองนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 4 หลัง แต่ละหลังพักได้ตั้งแต่ 4-8 คน มีที่กางเต็นท์ 2 จุด คือ บริเวณลานหญ้าหน้าอาคารสำนักงาน และบริเวณหุบรับเสด็จ ทั้งสองจุดรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 100 คน มีอาหารบริการในราคากันเอง แถมกาแฟอาราบิกาให้ชิมฟรีตลอดทั้งวัน ทั้งนี้ควรติดต่อไปล่วงหน้า โทร. 053-114136 โทรสาร 053432276

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้กำกับดูแลแผนการบริหารจัดการข้าวครบวงจรว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการจัดทำแผนข้าวครบวงจรอยู่ระหว่างการทบทวนแผนข้าวครบวงปี 2560/61 ก่อนนำเสนอคณะกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการข้าว(นบข.)พิจารณา หลังจากตามแผนข้าวครบวงจรปี 2559/60 มีปัญหาหลายอย่างที่ไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนด อาทิ การให้เงินจูงใจเกษตรกรให้เลิกปลูกข้าว เปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น พอเกษตรกรรับเงินเพื่อไปปลูก ข้าวโพด ปอเทือง จากรัฐบาลแล้วก็กลับไปปลูกข้าวแบบเดิม ซึ่งนี่คือปัญหา ส่วนหนึ่งมาจากการที่เกษตรกรได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลไปแล้ว รัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้

ดังนั้นปีการผลิต 2560/61 การจะควบคุมผลผลิตให้ได้เหมาะสมไม่เกินความต้องการตลาด ที่อาจกระทบต่อราคาที่ชาวนาจะขายได้ จึงจำเป็นต้องทบทวนแผนการเพาะปลูกใหม่ รวมทั้งการจูงใจ โดยการให้เงินทั้งสำหรับการเปลี่ยนอาชีพจากชาวนาไปปลูกพืชอื่น ต้องทำให้ชาวนารู้ว่าปลูกพืชอื่นมีรายได้ดีกว่าปลุกข้าวให้ได้ แต่ต้องยอมรับว่า เรื่องการเปลี่ยนโครงสร้างการเพาะปลูกข้าว ไทยเพิ่งเริ่มเพียง 1 ปี ขณะที่หลายๆประเทศต้องใช้เวลานานเป็น 100 ปีกว่าจะสำเร็จ อาทิ ประเทศญี่ปุ่น

“สถานการณ์เหล่านี้ไม่ได้อยู่ในคนทำแผน มาอยู่ในส่วนผลิต พาณิชย์ต้องบอกผลผลิต ว่าต้องการเท่าไหร่ ผู้ซื้อนำตลาด ผลิตไม่ตรงกับความต้องการ ก็ต้องลดปริมาณการผลิต ปรับเปลี่ยนเพื่อให้ตรงความต้องการ แต่กฎหมายเมืองไทย บังคับใครไม่ได้ และ ชาวนาไม่เชื่อใครง่ายๆ เค้าเคยทำอย่างไรเค้าก็ยังคงทำต่อไปเพราะทำได้ แผนการผลิตข้าวครบวงจรถ้าจะสำเร็จ ชาวนาต้องเข้าใจ นบข.ต้องทบทวนทั้งหมดหาก เงินที่จ่ายไปเพื่อจูงใจชาวนาหรือเกษตรกรต้องตรงกับกับสถานการณ์และความต้องการ ไทยเพิ่งเริ่มปีที่ 1 เรื่องนี้ กระทรวงเกษตร ต้องคุยกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลังเป็นหัวใจ ต้องตั้งโต๊ะคุยกันให้ชัดๆแผนข้าวครบวงจรจึงจะเดินหน้าได้”น.ส.ชุติมา กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวอีกว่าทั้งนี้ผลผลิตข้าวในปี2560 จะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่จะดูจากปริมาณความต้องการของกระทรวงพาณิชย์เป็นหลัก แต่ยอมรับว่าปีนี้น้ำมีปริมาณมากเหมาะสมกับการเพาะปลูก ปีนี้น้ำดีอาจมีการปลูกข้าวเยอะขึ้นมากกว่าแผนที่กำหนด อย่างกรณีปีการผลิตก่อน มีการกำหนดให้ผลผลิตไม่เกิน 27 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งผลผลิตออกมาจริงประมาณ 30 ล้านตันข้าวเปลือก ส่วนที่เกินมาจะอยู่ในภาคกลาง ประมาณ 2 ล้านตันข้าวเปลือกจึงกระทบต่อราคาข้าวของชาวนาที่ขายได้

เอเอฟพีรายงานวันที่ 10 ม.ค. ว่า คณะนักวิทยาศาสตร์เผยแพร่ผลการศึกษาที่พบกรณีประหลาดอย่างยิ่ง เมื่อเจ้าลิงตัวผู้พยายามจะมีสัมพันธ์ทางเพศกับกวางตัวเมีย ทั้งที่โดยปกติแล้วการมีเซ็กซ์ของสัตว์ข้ามสายพันธุ์ โดยเฉพาะสัตว์ที่แตกต่างกันมาก จะหาได้ยากมาก

งานศึกษานี้ตีพิมพ์ในวารสารไพรเมตส์ (Primates) hillchords.com ระบุว่าพบกรณีนี้เป็นปรากฏการณ์ครั้งที่สอง เมื่อมีผู้บันทึกภาพได้นาทีลิงแสม หรือลิงหิมะตัวผู้ พยายามจะมีเซ็กซ์กับกวางซีกา (Sika deer) ตัวเมีย อย่างน้อยสองตัว ที่เกาะยากุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น ในขณะที่กวางมีปฏิกิริยานิ่งบ้าง แต่หลายๆ ครั้งไม่ยอมและวิ่งหนีไป ส่วนเจ้าลิงปล่อยน้ำเชื้อออกมา

“มันไม่กำกวมเลย มันเป็นพฤติกรรมทางเพศอย่างชัดเจน” มารี เปเล จากองค์กรวิจัย CNRS ของฝรั่งเศส กล่าว และว่าเจ้าลิงยังแสดงอาการหวงกวางตัวที่มันชอบ และไล่ลิงตัวอื่นๆ ออกไป

นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมนี้อาจมาจากการที่ลิงถูกทอดทิ้ง การแข่งขันเพื่อชิงตัวเมียไม่ปรากฏ จนเป็นตัวไปเร่งเร้าฮอร์โมนในฤดูผสมพันธุ์ “เจ้าลิงหนุ่มคงไม่มีโอกาสเข้าถึงตัวเมียเลย แต่มันคึกมาก มันเลยหันไปฉวยโอกาสกับเจ้ากวาง” เปเล กล่าว และว่าจำเป็นต้องศึกษาเข้าใจถึงต้นตอพฤติกรรมระหว่างสัตว์ข้ามสายพันธุ์ต่อไป รวมถึงของมนุษย์ด้วย หลังจากเคยมีการศึกษาเพียงชิ้นเดียวที่เผยแพร่ในปี 2557 กรณีแมวน้ำไปปล้ำนกเพนกวินในแอนตาร์กติกา

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 14 มค 60 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้าน หมู่บ้านชัยพฤกษ์ ต.หนองหอย อ.เมืองเชียงใหม่ ว่า ได้มีจิ้งจก 2 หัวหล่นจากเพดานบ้านมาให้เจ้าของบ้านได้จับ ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านดังกล่าว ซึ่งเป็นบ้านเลขที่ 35/199 -1 ม ชัยพฤกษ์ ต.หนองหอย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้พบกับนางสาวอังศุมาลิน ศรัทธานนท์ อายุ 43 ปี เจ้าของบ้าน โดยนางสาวอังศุมาลิน เปิดเผยว่า จิ้งจกสองหัวที่หล่นมาให้ตนจับได้นั้น ตนได้ปล่อยไปแล้ว แต่ก็ได้ทำการบันทึกภาพทั้งคลิปและภาพนิ่งไว้ทุกมุมทั้งหมดแล้ว

น.ส.อังศุมาลิน เล่าว่า ตนได้มาเช่าบ้านหลังนี้อยู่ได้มา 5 ปี แล้วและเมื่ออยู่บ้านตนชอบสวดมนต์ภาวนา ก่อนนอนประมาณ 18 นาที ตอนแรกก็จะได้ยินเสียงร้องของจิ้งจกเสมอ ตนรำคาญอย่างมาก เวลาสวดมนต์ไม่ว่าจะเป็นช่วงไหน ก็จะมีเสียงร้องจิ้งจกขานรับเสมอ

ต่อมาตนได้สวดมนต์และจิ้งจกที่ส่งเสียงร้อง ได้ปรากฏให้ตนเห็นบนเพดาน ตนมองดูเห็นเป็นสองหัว ไม่เหมือนจิ้งจกทั่วไป มีหัวบนและที่หางมีลักษณะคล้ายกับหัวด้วย ต่อมาตนได้พยายามเรียกมากินข้าว เอาอาหารวางไว้ให้ แต่ไม่ยอมมากิน เพียงแต่มาโผล่ให้เห็นเฉย ๆ ตอนสวดมนต์เท่านั้น บางครั้งตนได้ตั้งวีดีโอไว้และออกไปทำธุรข้างนอก ปรากฏว่า จิ้งจกดังกล่าวก็ไม่ออกมา

และเมื่อสวดมนต์ เห็นจิ้งจกทองสองหัวโผล่ มาก็หยิบโทรศัทพจะถ่ายภาพจิ้งจกก็วิ่งหนี พยายามทำหลายครั้งแต่ก็ไม่ประสพผลสำเร็จ จิ้งจกตัวนี้ตนเห็นมาตลอดระยะเวลา 3 ปี ทุกครั้งที่ตนสวดมนต์

มาวันนี้ตนกำลังจะเดินไปข้างหลังบ้าน จู่ ๆ จิ้งจกตัวนี้ก็ร่วงหล่นมาทีไหล่ของตน ตนได้จับไว้เบา ๆ นำไปในกล่องพลาสติกไว้ และได้พูดกับจิ้งจกว่า “ขอถ่ายรูปหน่อย รอมานานแล้ว ” และทำการถ่ายคลิป ถ่ายภาพนิ่งไว้ในหลาย ๆ มุม สังเกตุดูรูปพรรณสัญฐาน พบว่า ผิวเป็นสีทองที่หางมีลักษณะหัวโผล่ เท้าหน้าขวามี 5 นิ้ว เท้าหน้าซ้ายมี 4 ด้านเท้าหลังขวามี 4 นิ้ว เท้าหลังซ้ายมี 5 นิ้ว จิ้งจกตัวนี้อยู่มานาน ที่บ้านของตนมีจิ้งจกหลายตัว และก็หายไปตามกาลเวลา มีเจ้าจิ้งจกตัวนี้ อยู่นานมาก ชอบฟังตนสวดมนต์

อย่างไรก็ตามชาวบ้านในระแวกนั้นได้พากันมาขอดุจิ้งจก และก็พากันตีเป็นเลขเด็ด บ้างก็ตีเป็นเลข 76 , 67 โดยชาวบ้านบอกว่า จิ้งจก จะตีเป็นเลข 7 บางก็เอาเลขที่บ้านของ นางสาวอังศุมาลิน เป็นทีเด็ด บางก็ตี เป็น 726,772,754,667,772,227,บางรายก็ตีจิ้งจกเป็นเลข 9 แล้ว ตามความเชื่อแล้วแต่ใครจะเอาเลขไหนมาผสม