ไผ่ เป็นพืชที่อยู่คู่กับคนไทยและคนเอเชียมาตั้งแต่สมัยโบราณ

อยู่ในวิถีชีวิตอย่างแยกกันไม่ออก ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย ก็ยังไม่สามารถแยกคนออกจากไผ่ได้ ความผูกพันที่ลึกซึ้ง ทำให้แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ การใช้ประโยชน์จากไผ่มีอยู่ทุกวัน ทุกเวลา ทุกสถานที่ แม้แต่เพลงก็ยังฟังเสียงของ ไผ่ พงศธร…อ่ะนะครับ

ในสมัยก่อนนิยมบริโภคหน่อไม้ แต่เป็นหน่อไม้จากป่ามากกว่า สมัยนี้ก็ยังนิยมบริโภคหน่อไม้ แต่จากป่าน้อยลง เรายังโชคดีที่มีคนสนใจปลูก จึงได้บริโภคหน่อไม้ที่มาจากหลากหลายชนิด หลากหลายรสชาติมีให้เลือกหลายสายพันธุ์ ต้องยอมรับว่าคนไทยเก่งมาก นอกจากคัดสายพันธุ์เก่งแล้ว ยังเปลี่ยนชื่อเก่งด้วย ภาคเหนือเรียกอย่าง กลาง อีสาน ใต้ ก็เรียกชื่ออีกอย่าง ทั้งๆ ที่เป็นไผ่ชนิดเดียวกัน แต่ก็แปลกนะครับ ไผ่ชนิดเดียวกันเมื่อนำไปปลูกอีกที่ กับมีลักษณะรูปร่างที่แตกต่างกันได้

เช่น เขตอากาศร้อนชื้น ต้นอวบใหญ่ กอใหญ่ อากาศร้อนแห้งแล้ง ต้นผอมเรียวเล็กสีลำออกเหลือง เขตอากาศหนาวเย็น แตกกอน้อย ลำสั้นอ้วน ตอบได้เพียง ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ภูมิประเทศ ดิน ฟ้า อากาศ ครับ

เราขอนำเอาบทความทางวิชาการออกเผยแพร่บ้าง เพื่อประโยชน์ของท่านผู้อ่าน แฟนพันธุ์แท้และสมาชิกของชมรมไผ่เศรษฐกิจไทย เป็นบทความของ ดร.พักตร์เพ็ญ ภูมิพันธ์ ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ความต้องการธาตุอาหารของไผ่
ธาตุอาหารในดินที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชทุกชนิด มีทั้งหมด 17 ธาตุ แบ่งเป็น

1. ธาตุอาหารหลัก หมายถึง ธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณมาก ประกอบด้วยธาตุ 6 ธาตุ ได้แก่ คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ตามปกติธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน จะมีปริมาณมากอยู่แล้วในน้ำและอากาศ ไม่จำเป็นต้องใส่ให้กับพืช

แต่เกษตรกรจำเป็นต้องให้ธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม โดยการใส่ปุ๋ย ซึ่งส่วนมากจะใช้ปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยหลัก ในการให้ธาตุทั้ง 3 ธาตุนี้ แก่พืช เนื่องจากปุ๋ยเคมีจะมีธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ในปริมาณมากและเพียงพอสำหรับความต้องการของพืช

2. ธาตุอาหารรอง ได้แก่ กำมะถัน แมกนีเซียม แคลเซียม ในกรณีที่ดินเป็นกรด (ค่า pH ต่ำกว่า 6.5) มักจะขาดธาตุอาหารรองทั้ง 3 นี้ ซึ่งสามารถแก้ปัญหาด้วยการใส่ปูนในปริมาณที่เหมาะ (หากต้องการทราบว่าดินเป็นกรดหรือด่าง จะต้องใส่ปูนเท่าใด ให้ใช้ชุดทดสอบดิน ของภาคปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)

3. จุลธาตุ หมายถึง ธาตุที่พืชต้องการในปริมาณที่น้อย แต่ขาดไม่ได้ ได้แก่ โบรอน สังกะสี เหล็ก ทองแดง แมงกานีส โมลิบดีนัม คลอรีน และนิกเกิล ธาตุเหล่านี้มีอยู่อย่างครบถ้วนในปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยหมักทั้งแบบน้ำและเป็นของแข็ง และปุ๋ยมูลสัตว์ต่างๆ

ไผ่ต้องการปุ๋ยไนโตรเจนมาก
ในช่วงการให้ผลผลิต
จากการวิจัย พบว่า ไผ่ เป็นพืชที่มีการตอบสนองต่อปุ๋ยดีมาก โดยเฉพาะธาตุไนโตรเจน เนื่องจากมีส่วนช่วยการเจริญเติบโตของ กิ่ง ก้าน ใบ และระบบราก ได้แก่ ปุ๋ย สูตร 46-0-0 หรือ สูตร 21-0-0 เป็นแหล่งไนโตรเจนที่เพียงพอสำหรับไผ่ หรือปุ๋ยอินทรีย์แบบน้ำที่หมักจากเศษปลา

ไผ่ต้องการไนโตรเจนมากช่วงของการให้ผลผลิต เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจน ช่วงมีการแต่งกอ ประมาณ 20-30 กรัม/กอ และทุกเดือนในช่วงที่ไม่แตกหน่อ การที่ไผ่ได้รับไนโตรเจนอย่างเพียงพอ จะทำให้ผลผลิตดี ต้นไม่โทรม

อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่ที่มีฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในดินอยู่ระดับต่ำ เกษตรกรอาจจะให้ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ หรือสูตรที่มีไนโตรเจนสูงกว่าฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมก็ได้ เช่น สูตรเสมอ 15-15-15, 16-16-16 สูตรที่มีตัวหน้าสูง เช่น สูตร 24-8-8, 16-16-8 (บางพื้นที่นิยมใช้ปุ๋ยยางพารา ได้ผลดีมาก หน่อดกตลอดปี ให้หน่อนาน)

เกษตรกรควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี จะทำให้ไผ่ได้รับธาตุอาหารครบถ้วนและมีความสมบูรณ์ให้หน่อได้ตลอดไป ลดการเกิดหน่อฝ่อ แห้ง แทงไม่ขึ้น ออกหน่อแล้วชะงักไม่โต หลังการแต่งกอให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ กอละ 25 กิโลกรัม พื้นที่ 1 ไร่ 100 กอ ใส่ปุ๋ยคอกมูลสัตว์ 2,500 กิโลกรัม/ปี

จุลินทรีย์ในดินช่วยให้ไผ่เจริญเติบโต
นอกจากการจัดการธาตุอาหารแล้ว เกษตรกรควรให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในดินด้วย เพราะกิจกรรมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในดินมีส่วนช่วยให้ไผ่เจริญเติบโต เพราะการดำรงชีวิตของสัตว์เล็กๆ เหล่านี้ เป็นการหมุนเวียนวงจรชีวิต ช่วยทำให้ดินเกิดความหลากหลายทางชีวภาพ จุลินทรีย์ช่วยให้รากไผ่เจริญเติบโต แข็งแรง ส่งผลให้ลำต้นแข็งแรง ไม่ควรเผาสวนไผ่ แต่ควรที่จะรักษาความชุ่มชื้นในสวนไผ่ โดยเฉพาะบริเวณรอบโคนไผ่

หากปลูกไผ่แถวห่างเพียงพอสำหรับปลูกพืชตระกูลถั่ว ให้จัดหาลงปลูก เพื่อประหยัดการใช้ปุ๋ย โดยเฉพาะปุ๋ยพืชสดให้เกษตรกรติดต่อ สถานีพัฒนาที่ดินที่อยู่ใกล้บ้านท่าน มีทุกจังหวัด เส้นใยราที่อยู่บริเวณรากไผ่มีความสำคัญต่อการทนแล้งของไผ่ การรักษาหน้าดิน จะช่วยให้ไผ่ได้ผลผลิตที่มากขึ้น นานขึ้น ครับท่าน

ปัจจุบัน คนไทยนิยมดื่มกาแฟกันมาก จะสังเกตเห็นซุ้มกาแฟหลากหลายยี่ห้อตั้งอยู่ทั่วไป แต่ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า กาแฟทั้งหลายนั้นเราปลูกเองทั้งหมด หรือมีการนำเข้าจากต่างประเทศปริมาณเท่าไร โดยที่แหล่งปลูกกาแฟที่ผลิตได้มากที่สุดยังเป็นของบราซิลอยู่หรือไม่ ผมขอรบกวนถามข้อมูลเพียงเท่านี้ก่อน และกรุณาให้รายละเอียดด้วยครับ ขอขอบคุณมาในโอกาสนี้

ตอบ คุณประสงค์ วงศ์ศิริชัย

กาแฟ ในโลกเรามีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ อาราบิก้า เป็นกาแฟที่เจริญเติบโตให้ผลผลิตได้ดี มีคุณภาพ ต้องปลูกบนที่สูงมีอากาศหนาวเย็น อาราบิก้า ให้รสชาติและกลิ่น แหล่งผลิตจึงอยู่บริเวณภาคเหนือ ประเทศไทย ผลิตได้ 21 เปอร์เซ็นต์ อีกหนึ่งสายพันธุ์คือ โรบัสต้า เจริญเติบโตได้ดีในแหล่งที่มีอากาศชุ่มชื้น เป็นกาแฟชนิดให้เนื้อ ประเทศไทยปลูกกันอยู่ที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ปริมาณการผลิต 79 เปอร์เซ็นต์

ปัจจุบัน ประเทศไทยผลิตได้เพียง 30,579 ตัน เนื่องจากผลิตไม่พอเพียงกับความต้องการของภายใน จึงต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศ 47,494 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,865 ล้านบาท ตามสถิติที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี พ.ศ. 2561 ทั้งโลกผลิตกาแฟได้ 8.9 ล้านตัน มีประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ ดังนี้ บราซิล เวียดนาม อินโดนีเซีย โคลัมเบีย อินเดีย เม็กซิโก เปรู และไทย ปริมาณที่ผลิตได้ 2.96, 1.46, 0.69, 0.65, 0.31, 0.27, 0.25 และ 0.03 ล้านตัน

ขอเล่าเรื่องกาแฟใน 3 ประเทศยักษ์ใหญ่ของโลก บราซิล ประเทศผู้ผลิตกาแฟอาราบิก้าได้มากเป็นอันดับหนึ่งในรอบปีที่ผ่านมา ปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวย เวียดนาม ผลิตได้เป็นอันดับสอง ปริมาณการผลิตส่วนใหญ่เป็นกาแฟโรบัสต้า มีการผลิตเพิ่มขึ้นโดยวิธีขยายพื้นที่ปลูก และ อินโดนีเซีย ปริมาณการผลิตลดลงเล็กน้อย เนื่องจากกระทบสภาวะแห้งแล้ง ส่วนประเทศผู้นำเข้ากาแฟมากที่สุดและลดหลั่นกันไปตามลำดับ ได้แก่ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น

สถานการณ์กาแฟไทยที่ผ่านมาในพื้นที่ภาคใต้ ผลผลิตเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีปริมาณน้ำฝนอย่างพอเพียง แต่ในทางตรงกันข้าม กาแฟอาราบิก้าทางภาคเหนือของประเทศกลับมีปริมาณกรผลิตลดลงเนื่องจากอากาศร้อน ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน แต่ไม่ส่งผลต่อปริมาณการผลิตของประเทศโดยรวม

เล็กๆ น้อยจากมุมกาแฟ มารู้จักเมนูกาแฟกัน คาปูชิโน่ (Cappuccino) เป็นกาแฟ แต่งหน้าด้วยฟองนม เป็นกาแฟยามเช้าของชาวอิตาลี เอสเปรซโซ่ (Espresso) เป็นกาแฟชงที่เข้มข้น โดยใช้แรงอัด มีต้นกำเนิดมาจากยุโรปตอนใต้ อเมริกาโน่ (Americano) เป็นกาแฟสูตรเดียวกับเอสเปรสโซ แต่เติมน้ำร้อนให้เจือจางลง ตามสไตล์ของคนอเมริกัน มอคค่า (Mocha) สูตรเดียวกับคาปูชิโน่ แต่เพิ่มช็อกโกแลตเข้าไปด้วย และ ลาเต้ (Latte) เตรียมเทเอสเปรซโซ่ผสมกับนมร้อนตีให้เข้ากัน แล้วตบหน้าด้วยฟองนม หนาประมาณ 1 เซนติเมตร เป็นรูปดอกไม้ หรือใบไม้ สำหรับ บาริสต้า (Barista) หมายถึงพนักงานในครัวกาแฟ และเตรียมเสิร์ฟเครื่องดื่มกาแฟแบบเอสเปรสโซ่

ขอให้ท่านดื่มกาแฟที่ได้อรรถรส และมีความสุขครับ “ฝรั่งแป้นสีทอง” เป็นฝรั่งที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน งานปลูกนั้นเขาแปลงใหญ่ๆ 4-5 ไร่ ปลูกจํานวนมาก การจัดการทําได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น ใส่ปุ๋ย หรือห่อผล

การนําต้นพันธุ์ฝรั่งแป้นสีทองมาปลูกใกล้บ้านทําได้ไม่ง่ายนัก เพราะปกติแล้วฝรั่งแป้นสีทองอ่อนแอต่อการระบาดของศัตรู ที่เห็นชัดเจนคือ “เพลี้ยแป้ง” ที่มีสีขาว กระนั้นก็ตาม ฝรั่งใกล้บ้านสามารถปลูกได้ เริ่มต้นจากคัดหาต้นพันธุ์ที่ไม่มีโรคและแมลงติดกับกิ่งพันธุ์ จะช่วยลดการระบาดของศัตรูได้ เมื่อนํามาปลูก ต้นที่อยู่ไกลต้นอื่น โอกาสที่จะระบาดจึงมีไม่มาก

ฝรั่งให้ผลผลิตเร็ว ปลูกไม่นานมียอดอ่อนและใบอ่อนออกมาก็มักมีดอกออกมาให้เห็น ปกติแล้วอายุของต้น 8 เดือนจึงเริ่มห่อกัน แต่หากผู้ปลูกมั่นใจว่าทรงพุ่มเหมาะสม ก็สามารถห่อได้ตั้งแต่อายุของต้นไม่มากนัก

การตัดแต่งกิ่งฝรั่ง ควรตัดที่ยอดซึ่งมีรอยต่อระหว่างกิ่งแก่และกิ่งอ่อน จะมีการแตกกิ่งใหม่ออกมาพร้อมกับดอก วิธีห่อฝรั่ง
เริ่มจากใช้ถุงพลาสติกใสที่เจาะก้นถุงห่อชั้นแรก ต่อมาหุ้มด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ โดยถุงพลาสติกนั้นช่วยป้องกันไม่ให้แมลงเจาะ ส่วนกระดาษหนังสือพิมพ์ช่วยให้ผิวของ ขาวนวล ออกเหลือง เพราะไม่ถูกแสงอาทิตย์โดยตรง

ขนาดของผลฝรั่งที่เหมาะต่อการห่อนั้นมีขนาดเท่าผลมะนาว เป็นผลที่ไม่มีตําหนิ ไม่มีร่องรอยของศัตรู พืช การห่อผลจะช่วยให้ผลฝรั่งโตขึ้นอย่างชัดเจน

ฝรั่งที่ติดผลแต่ไม่ห่อนั้น ยามที่ผลโตแมลงวันผลไม้มักเข้าไปเจาะ ทําให้ผล เน่าเสียและร่วงหล่นได้ง่าย ศัตรูของฝรั่ง
หากพบเห็นก็อาจเด็ดใบที่ถูกทําลายออก ถ้ามีไม่มากนักก็ปล่อยไป สำหรับปัญหา “เพลี้ยแป้ง” นั้นสามารถทดลองใช้สารสกัดจากสะเดาก็ได้

เกษตรกรที่ปลูกฝรั่งเป็นอาชีพและมีคนช่วยห่อจํานวนมาก นิยมใช้กระดาษหนังสือพิมพ์จีนห่อ ทําให้มีความเข้าใจว่ากระดาษและหมึกพิมพ์จีนคงช่วยให้ฝรั่งผลโตผิวสวย

จริงๆ แล้วได้รับการบอกเล่าว่า หนังสือพิมพ์จีนนั้นคนที่ช่วยห่ออ่านไม่ออก จึงไม่พลิกดู แต่หากเป็นหนังสือพิมพ์ไทยแถมยังมีรูปวับๆ แวมๆ ด้วยแล้ว ยืนอ่านกันอยู่นั่นแหละ เป็นนานกว่าจะห่อได้จํานวนมาก

ฝรั่งออกดอกติดผลตลอดปี ห่อผลครั้งหนึ่ง 15-20 ผล ได้ผลที่มีคุณภาพ สัก 10 ผลก็คุ้มแล้ว เพราะฝรั่งแป้นสีทองมีน้ำหนักผลละ 7-8 ขีด บางผลหนัก ถึง 1 กิโลกรัม การบริการวิชาการแก่สังคมเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่ให้บริการด้านวิชาการแก่ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ในรูปแบบต่างๆ ตามความถนัดและความเชี่ยวชาญของคณาจารย์ โดยให้บริการวิชาการทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หน่วยงานสาธารณะ ชุมชน และสังคม

ทั้งนี้ รูปแบบการให้บริการวิชาการนั้นมีความหลากหลาย อาทิ การอนุญาตให้ใช้ทรัพยากรของสถาบัน เป็นแหล่งอ้างอิงทางวิชาการ การทำประโยชน์แก่สังคม ได้รับประโยชน์ในด้านต่างๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ของอาจารย์ นำมาสู่การพัฒนาหลักสูตร การบูรณาการ เพื่อใช้ประโยชน์ทางการเรียน การสอน รวมทั้งสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานต่างๆ สร้างแหล่งเรียนรู้ให้กับนักศึกษา สร้างรายได้ให้กับคณะ นำไปสู่ความยั่งยืนของชุมชน

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร.ศรีวิชัย) และองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม ร่วมบันทึกข้อตกลง โครงการบริการวิชาการแก่สังคม ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา บูรณาการร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยได้รับความร่วมมือจากคณาจารย์สาขาต่างๆ นำความรู้ในสาขาวิชาของตนเองไปถ่ายทอดและเผยแพร่ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับชุมชนและท้องถิ่น สามารถต่อยอดความรู้ที่สอดคล้องและบูรณาการเข้ากับวิถีชุมชนได้เป็นอย่างดี จากการลงพื้นที่พบว่า ชาวบ้านมีการรวมกลุ่มทำอาชีพที่หลากหลาย เช่น กลุ่มผลิตมันทอดบ้านเขากลอย กลุ่มเครื่องแกงสมุนไพรบ้านคลองจิก กลุ่มขนมถั่วทอด กลุ่มขนมเปี๊ยะ กลุ่มน้ำสมุนไพร และกลุ่มเพาะเห็ดแครง เป็นต้น

ซึ่งแต่ละกลุ่มอาชีพนำแนวคิดมาพัฒนาอาชีพให้มีความเข้มแข็ง ทาง มทร.ศรีวิชัย มองว่าชุมชนท่าข้ามมีความตั้งใจในการพัฒนาอาชีพ และสามารถต่อยอดให้เกิดรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มเพาะเห็ดแครง คณาจารย์พร้อมด้วยนักศึกษา มทร.ศรีวิชัย ลงพื้นที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ชาวบ้านในชุมชน พัฒนาให้ชุมชนมีความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพด้านอาหาร ซึ่งนวัตกรรมด้านอาหารมีความสำคัญในการเพิ่มผลผลิต นำไปสู่มาตรฐานของการผลิต การรับรองคุณภาพทางด้านอาหาร รวมถึงการนำสิ่งที่เหลือจากการผลิตนำมาผลิตซ้ำให้เกิดประโยชน์

อาจารย์พิทักษ์ สถิตวรรธนะ อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย กล่าวว่า สำหรับโครงการบริการวิชาการ พื้นที่บ้านหินเกลี้ยง เป็นการพัฒนาระบบโรงเรือนเพาะเห็ดแครงอัตโนมัติ พร้อมทั้งนำกลุ่มนักศึกษาสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า ลงพื้นที่ในการปฏิบัติงานจริง ทำการติดตั้งกล่องระบบให้เป็นแบบอย่าง เพื่อใช้สำหรับการทดสอบและการใช้งานจริงของระบบควบคุมอัตโนมัติ

โดยตัวกล่องที่ได้ออกแบบและพัฒนามานี้ใช้ระยะเวลาในการพัฒนาประมาณ 5 ปี มีการติดตั้งกล่องระบบให้กับกลุ่มเกษตรกรและศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ในหลายพื้นที่ อาทิ ตำบลกระดังงา ตำบลท่าข้าม ที่บ้านหินเกลี้ยงเป็นอีกศูนย์เรียนรู้สำหรับการเรียนรู้ การสาธิต ระบบเพาะเห็ดแครงอัตโนมัติ โดยระบบจะมีการใช้พลังงานที่ต่ำมาก ทั้งระบบจะใช้พลังงานไม่ถึง 15 วัตต์ จะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการเพาะเห็ดในรูปแบบอื่น นอกจากนี้ ตัวกล่องพัฒนาระบบเพาะเห็ดแครงอัตโนมัติยังถูกออกแบบและควบคุมให้สามารถใช้ในการเพาะเห็ดชนิดอื่นๆ ได้ อาทิ เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม และเห็ดหลินจือ

สำหรับหลักการทำงานของระบบจะไม่ใช่เป็นแบบตัวตั้งเวลาอย่างเดียว แต่จะมีการเช็คอุณหภูมิ จะมีเซ็นเซอร์ตัววัดอุณหภูมิมีความละเอียด 0.1 องศา โดยนำตัวเซ็นเซอร์ดังกล่าววางไว้ใต้ก้อนเห็ดแครง เมื่อก้อนเห็ดแครงมีอุณหภูมิสูงขึ้น ตัวกล่องระบบก็จะทำการสั่งรดน้ำ ตัวให้น้ำก็จะพ่นละอองน้ำให้กระจายรอบโรงเรือน มีรัศมีการกระจายละอองน้ำประมาณ 5 เมตร การให้น้ำแบบนี้จะไม่มีตัวตกค้างอยู่ในก้อนเห็ดแครง จะช่วยให้เห็ดแครงออกดอกอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

คุณเพ็ญพร ขวัญขำ ประธานกลุ่มเพาะเลี้ยงเห็ดแครง ชุมชนบ้านหินเกลี้ยง กล่าวว่า หลังจาก มทร.ศรีวิชัย เข้ามาติดตั้งกล่องระบบเพาะเห็ดแครงอัตโนมัตินั้น มีประโยชน์กับทางกลุ่มอย่างมาก ช่วยลดค่าใช้จ่ายทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ทำให้กลุ่มเกษตรกรบ้านหินเกลี้ยง ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ใช้เวลาว่างหลังจากการทำสวน ช่วยสร้างรายได้ให้กับครอบครัว

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์พิทักษ์ สถิตวรรธนะ อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย โทรศัพท์ (089) 738-6158

สภาวะน้ำท่วมขังสวนไม้ผลที่เกิดขึ้นในทุกระยะ ได้สร้างความสูญเสียให้กับเกษตรกรเป็นจำนวนมาก เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต ที่ได้พบมาก่อนนั้นเป็นเรื่องของความแห้งแล้ง ชาวสวนจึงไม่ค่อยได้คำนึงในเรื่องนี้มากนัก ภัยจากน้ำท่วมขังที่เกิดขึ้นในอดีตได้ก่อให้เกิดความสูญเสียแก่ชาวสวนเป็นอย่างมาก จนถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวไป

ดังนั้น เพื่อให้ทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและที่อาจเกิดตามมาในอนาคตอันใกล้นี้ นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงได้จัดทำเอกสารฉบับนี้ขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับการป้องกันและการแก้ไขปัญหาของสภาวะน้ำท่วมขัง เพื่อให้ประโยชน์แก่ชาวสวนไม้ผลและนักวิชาการ หรือนักส่งเสริมที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ปฏิบัติต่อไป

แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหานั้น แบ่งได้เป็น 3 สถานะ ดังนี้

1. การป้องกันไม่ให้น้ำท่วมขัง หากเป็นสภาพพื้นที่ราบลุ่ม ขอให้เกษตรกรตรวจดูความแข็งแรงของคันดินรอบสวน โดยให้พิจารณาถึงความสูงและความหนาของคัน หากพบมีจุดบกพร่องหรือมีความสูงไม่เพียงพอให้รีบดำเนินการเสริมคันดังกล่าวก่อนภาวะฝนตกชุกจะมาถึง สำหรับสวนในสภาพพื้นที่ดอนนั้น น้ำท่วมขังมักเกิดจากน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นและลดลงอย่างรวดเร็ว ความสูญเสียมักเกิดจากความแรงและต้นไม้ที่น้ำพัดพา รวมทั้งตะกอนดินที่อาจทับถมไว้ อันเป็นสิ่งที่ยากจะป้องกันได้

อย่างไรก็ตาม การป้องกันการชะล้างหน้าดินหรือมีแนวรั้วหรือมีการปลูกแนวไม้บังลมที่แข็งแรงอยู่ก่อนแล้วก็สามารถลดความรุนแรงนี้ลงได้เป็นอย่างมาก ในกรณีที่ทราบสถานการณ์ล่วงหน้า หากมีโอกาสแนะนำให้ตัดแต่งเอาใบออกประมาณ 25-30 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เป็นใบอ่อน ซึ่งใบเป็นส่วนที่มีการใช้อาหารมากที่สุด

2. การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของสวนไม้ผลในขณะที่ถูกน้ำท่วมขัง แบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ

2.1 สวนผลไม้ในพื้นที่ลุ่ม ให้ชาวสวนรีบดำเนินการจัดเสริมสร้างคันดินโดยรอบให้แข็งแรงพอที่จะรองรับแรงดันของน้ำให้ได้ จากนั้นรีบสูบน้ำออกจากพื้นที่ให้สวนแห้งโดยเร็ว จนน้ำในสวนลดลงสู่ระดับปกติ

2.2 ในกรณีที่สวนผลไม้ไม่สามารถเสริมคันดินได้ สิ่งที่พอจะประทังได้คือ การช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำโดยใช้วิธีการพ่นอากาศลงในน้ำที่ท่วมขังอยู่ ซึ่งอาจใช้มอเตอร์หรือเครื่องยนต์หมุนกังหันน้ำหรือใช้การตีให้น้ำที่ท่วมขังมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ก็จะเป็นการช่วยเพิ่มออกซิเจนให้ละลายในน้ำได้มากขึ้น โดยใช้หลักการเดียวกับการปลูกพืชในน้ำยา (hydroponics) และรากของต้นไม้สามารถนำไปใช้ได้ส่วนหนึ่งจนกว่าน้ำลด

3. ข้อปฏิบัติภายหลังน้ำลด สิ่งที่ต้องพึงระวังไว้ให้มากทั้งสวนในสภาพพื้นที่ลุ่มและที่ดอน คือ เมื่อระดับน้ำลดแล้วแต่ดินยังมีความเปียกชุ่มหมาดอยู่ ห้ามเดินย่ำผิวดินโดยเด็ดขาด เนื่องจากจะมีผลทำให้ดินอัดแน่นระบบรากต้นไม้ซึ่งได้รับความกระทบกระเทือนอยู่แล้วจะได้รับอันตรายมากขึ้น และต้นตายได้โดยง่าย

ควรปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 2 วัน จนหน้าดินแห้งก่อน จากนั้นให้ใช้ปุ๋ยทางใบและผสมกับสารเคมีต่างๆ ฉีดพ่นให้กับต้นไม้ผลตามสัดส่วน ต่อน้ำ 20 ลิตร ดังต่อไปนี้
1. ปุ๋ยทางใบ อัตราส่วนของ N-P-K ประมาณ 3:1:2 เช่น 15-5-10 หรือ 4:1:3 เช่น 20-5-15 หรือที่มีสูตรใกล้เคียงกัน ปริมาณ 30-40 กรัม
2. ธาตุอาหารย่อย (trace elements) 5 กรัม
3. น้ำตาลทรายขาว 1 เปอร์เซ็นต์ (น้ำตาล 200 กรัม)
4. สารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ หรือแมนโคเซ็บ ฯลฯ ดำเนินการฉีดพ่นให้กับต้นไม้ผล 2-3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 3 วัน ต่อครั้ง เพื่อฟื้นคืนสภาพต้นโดยเร็ว เมื่อต้นไม้ผลมีการผลิยอดอ่อนขึ้นมาใหม่จนสามารถเจริญเติบโตกระทั่งใบแก่สมบูรณ์แล้ว จึงจะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความอยู่รอดของต้นไม้นั้นได้

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องรักษาใบอ่อนชุดนี้ให้สมบูรณ์และปลอดภัยจากการเข้าทำลายของศัตรูพืชต่างๆ ในระยะใบอ่อนนี้ มิฉะนั้นแล้วต้นอาจตายได้โดยง่าย หากต้นมีการออกดอกและติดผลตามมาในระยะนี้ ให้กำจัดออกให้หมดเพื่อรักษาต้นแม่ไว้ เนื่องจากต้นไม้ผลจำเป็นที่จะต้องฟื้นคืนสภาพจากสภาวะน้ำท่วมขังให้มีความสมบูรณ์ดังเดิมก่อน

คำเตือน ไม้ผลที่อยู่ในสภาพของน้ำท่วมขัง สมัครเว็บจีคลับ ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาสั้นหรือยาวก็ย่อมเป็นผลเสียหายทั้งสิ้น พืชแต่ละชนิดหรือเป็นชนิดเดียวกันหรือพันธุ์เดียวกันก็ตาม ความสามารถทนต่อสภาพน้ำท่วมขังก็ย่อมแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ซึ่งอาจสรุปได้ ดังนี้

1. ธรรมชาติหรือชนิดของไม้ผล ไม้ผลแต่ละชนิดหรือแต่ละพันธุ์มีความทนทานต่อสภาวะน้ำท่วมขังได้ไม่เท่ากัน บางชนิดอาจอ่อนแออย่างมาก เช่น ขนุน จำปาดะ มะละกอ กล้วย ทุเรียน ในขณะที่บางชนิดสามารถทนทานได้มากกว่า เช่น มะขาม ส้มโอ มะกอกน้ำ มะพร้าว เป็นต้น

2. ความสมบูรณ์หรือความแข็งแรงของต้น สำหรับไม้ผลที่มีการดูแลรักษา มีความสมบูรณ์ดี มีอาหารสะสมในต้นอยู่สูงในระยะก่อนถูกน้ำท่วมขัง จะมีความสามารถอยู่ได้นานมากกว่า ต้นไม้ผลที่มีการติดผลดกมากและภายหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตจะมีอาหารสะสมในต้นต่ำมาก หากถูกน้ำท่วมขังจะตายไปในระยะเวลาอันสั้นเมื่อเปรียบเทียบกับต้นที่สมบูรณ์กว่าในแปลงเดียวกัน

3. ระยะของการเจริญเติบโต ช่วงระยะที่มีการผลิใบอ่อน โดยเฉพาะในระยะใบพวง (เป็นระยะที่แผ่นใบขยายเต็มที่แล้ว แต่ใบยังมีลักษณะที่อ่อนนุ่ม) ต้นจะมีความอ่อนแอมากที่สุด เนื่องจากต้นได้นำเอาอาหารสะสมจากรากไปใช้ในการสร้างใบ ทั้งนี้ เพราะใบเป็นส่วนที่มีการใช้อาหารมากที่สุดในขณะที่ถูกน้ำท่วมขัง ดังนั้น การตัดแต่งกิ่งให้มีจำนวนใบลดน้อยลงในช่วงก่อนน้ำท่วมขังก็ย่อมสามารถที่จะช่วยยืดอายุต้นไปได้

4. อายุของต้นไม้ สำหรับไม้ผลที่มีอายุน้อยหรือมีพุ่มต้นขนาดเล็กจะมีความทนทานได้น้อยกว่า นอกจากนี้ ระดับความสูงของน้ำที่ท่วมขังก็มีบทบาทที่สำคัญด้วย หากส่วนของใบอยู่ใต้น้ำแล้วก็จะตายได้โดยง่าย

5. สภาพแวดล้อมที่ถูกน้ำท่วมขัง อุณหภูมิ ความเร็วลม รวมทั้งสภาพของน้ำที่ท่วมขังก็เป็นส่วนประกอบร่วมด้วยอุณหภูมิสูง ลมพัดจัดและน้ำนิ่งย่อมทำให้ความอยู่รอดของต้นไม้ผลสั้นลง ต้นที่ถูกลมพัดโยกคลอนมักมีโอกาสตายสูง

“ข้าว” คือต้นธารแห่งวัฒนธรรมของคนไทย เป็นรากฐานของชีวิตขนบธรรมเนียมประเพณีวิถีชีวิตและสังคมของไทย แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปมาก สังคมไทยที่เคยเป็นสังคมเกษตร ปัจจุบันต้องพบกับปัญหา เนื่องจากรายได้ภาคเกษตรมีสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ แต่เมื่อมองถึงความมั่นคงทางอาหารของสังคมไทย จึงไม่ควรมองความสำคัญจากมูลค่าทางเศรษฐกิจหรือคิดเป็นมูลค่าจากจำนวนเงินเท่านั้น เพราะสถานะภาคเกษตรมีความสำคัญในการเกื้อหนุนชีวิตแรงงานภาคเกษตร

ซึ่งปัจจุบันอาชีพชาวนาต้องพบกับปัญหา เนื่องจากลูกหลานชาวนาส่วนใหญ่ต่างเข้ามาทำงานในเมือง หรือเคลื่อนย้ายสู่แรงงานนอกภาคเกษตรมากขึ้น เพราะเห็นว่าอาชีพทำนาเป็นงานที่หนัก ต้องพึ่งพาธรรมชาติ เกิดความสูญเสียจากภัยพิบัติบ่อยครั้ง ต้นทุนการผลิตที่สูง ราคาและรายได้น้อยไม่แน่นอน และไม่มีสวัสดิการที่มั่นคง เหลือแต่ชาวนาสูงวัย จึงทำให้เกิดความหวั่นวิตกว่า อนาคตข้างหน้าอาจกระทบต่อสภาวะทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง