ไม่ดีกว่าจะไปมะงุมมะงาหราเสี่ยงสินค้าของเรากับขั้นตอนที่ไม่มี

มาตรฐานขึ้นกับอารมณ์ของเจ้าหน้าที่ ถูกรีดค่าสินค้าโต๊ะแล้วโต๊ะเล่าหรอกหรือ?ที่สำคัญอีกประการ การค้า-ขายกับสิงคโปร์ เขาไม่เรียกเก็บภาษีศุลกากรนำเข้า (เรียกเก็บภาษีสรรพสามิตเฉพาะ น้ำมัน รถยนต์ เหล้า และบุหรี่) แต่ที่ต้องเสียคือ ภาษีสินค้าและบริการ (Goods and Services Tax : GST) ร้อยละ 7.2 ซึ่งก็เสียเท่ากับคนสิงคโปร์ทั่วไป

คาดว่าปีหน้า คนสิงคโปร์จะมีรายได้เฉลี่ย คนละ 61,257 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 2 ล้านบาท ต่อปี สูงที่สุดในเอเชีย สูงเกินอเมริกามาหน่อย และสูงกว่าไทย 10 เท่า ไทยเป็นผู้ผลิตอาหารหลักของภูมิภาคนี้ แต่เราพากันขนไปขายไกลเหลือเกิน ขายที่สิงคโปร์นี่แหละใกล้ดี มีอนาคต

สินค้าของสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรหลายแห่งที่รวมตัวกันและจดทะเบียนถูกต้อง มีสิทธิ์เข้าไปตีตลาดทั้งสิ้น ไม่ยาก ไม่ซับซ้อน

ติดต่อโดยตรงไปที่ AVA (http://www.ava.gov.sg) เลย เขามีข้อมูลพรักพร้อม อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ผู้นำเข้ารายใหญ่มีใคร เขามีข้อมูลให้หมด ติดต่อไปเลย ไม่ต้องไปผ่านใครให้เปลืองค่าน้ำร้อนน้ำชา จะเยสหรือโน เขาจะบอกอย่างเร็ว และอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ จ.ชัยนาท ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้กำลังเป็นที่ฮือฮาบนโลกโซเชียลของ จ.ชัยนาท เมื่อ นางวัชรี แถมเจริญ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ต.หนองบัว อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท โพสต์ภาพต้นขนุนที่ติดผลซึ่งน่าจะดกที่สุดของ จ.ชัยนาท ในขณะนี้ เพราะนับได้รวมถึง 65 ลูก ในต้นเดียว จึงต้องลงพื้นที่เพื่อพิสูจน์ขนุนสุดดกต้นนี้ทันที โดยต้นขนุนแม่ลูกดกต้นนี้ปลูกอยู่ในบริเวณที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน เลขที่ 164 หมู่ที่ 2 ต.หนองบัว มีความสูงประมาณ 5 เมตร รัศมีกิ่งก้านเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 5 เมตร ที่ลำต้น และกิ่งมีลูกขนุนขนาดต่างๆ จำนวนมาก กำลังห้อยเป็นพวงอย่างสวยงาม

นางวัชรี กล่าวว่า ขนุนต้นนี้ คุณตาเป็นคนปลูกเมื่อประมาณ 11 ปีก่อน และเริ่มติดผลมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปกติแล้วจะได้ลูกขนุน ประมาณ 20 ลูก ต่อปี แต่ในปีนี้ ขนุนต้นนี้สร้างความแปลกใจให้อย่างมาก เพราะติดผลดกมากเป็นประวัติการณ์ นับได้ถึง 65 ลูก แต่ก็น่าเสียดาย เพราะเมื่อ 2-3 วัน ที่ผ่านมา มีผลที่ถูกแมลงเจาะเน่าเสียไป 2 ลูก ทำให้ปัจจุบันเหลืออยู่ 63 ลูก ซึ่งยังถือว่าดกที่สุดใน จ.ชัยนาท อยู่ และตั้งแต่มีการเผยแพร่ภาพความดกของขนุนต้นดังกล่าวออกไป ก็มีเพื่อนบ้านเดินทางมาขอชมอยู่ไม่ขาด โดยขนุนทั้งหมดตั้งใจที่จะนำไปแปรรูป เป็นขนุนอบเนยเพื่อเพิ่มมูลค่านำออกจำหน่ายสร้างรายได้ต่อไป

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้รับรายงานจากสภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศ (IRRDB) ว่ามีโรคระบาดในยางพาราที่ประเทศอินโดนีเซีย สาเหตุจากเชื้อ Fusicoccum sp.

ลักษณะอาการของโรคนี้คือ เกิดรอยแผลไหม้ลักษณะกลมที่ใบ อาจพบได้หลายวง ช่วงแรกเป็นลักษณะรอยช้ำ ต่อมารอยแผลเปลี่ยนเป็นซีดขาว หากรุนแรงใบจะร่วง ซึ่งรอยแผลของโรคนี้ไม่พบลักษณะเนื้อเยื่อสีเหลือง (yellow hallow) บริเวณรอบรอยแผลซึ่งจะแตกต่างจากโรคใบจุดก้างปลา และมีรายงานว่าโรคนี้ทำให้ใบยางพาราร่วงได้มากถึง ร้อยละ 50 ของเรือนพุ่ม อาจส่งผลให้ผลผลิตลดลงถึง ร้อยละ 30 โดยเชื่อว่าสภาพแวดล้อมที่ไม่ปกติ เช่น ฝนตกชุกติดต่อกันหลายวัน จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการระบาดของโรคนี้ อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานการพบโรคนี้ในยางพารา หรือมีน้อยมากจนไม่เป็นที่สังเกต

ทั้งนี้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กำลังติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคอย่างใกล้ชิด หากเกษตรกรพบเห็นต้นยางพารามีลักษณะดังกล่าว ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ การยางแห่งประเทศไทยในพื้นที่เพื่อเข้าไปตรวจสอบ และหาแนวทางแก้ไขได้ทันท่วงที

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ที่ห้องประชุมอ่าวลึก ศาลากลางจังหวัดกระบี่ นายสมโภช โชติชูช่วง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พร้อม พ.อ.ชัยพิพัฒน์ รันสูงเนิน รอง ผอ.กอ.รมน.จว.กระบี่ และ นายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสมาพันธ์ยางพาราแห่งประเทศไทย นายชโยดม สุวรรณวัฒนะ และตัวแทน ชาวสวนปาล์มน้ำมัน จ.ชุมพร จ.นครศรีธรรมราช จ.สุราษฎร์ธานี จ.พังงา และ จ.ตรัง ที่เดินทางเข้ามาสมทบ ได้หารือร่วมกันถึงข้อเรียกร้องให้ทางรัฐบาล เร่งแก้ไขช่วยเหลือชาวเกษตรกรสวนปาล์มน้ำมันที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคาปาล์มตกต่ำ โดยใช้เวลานานเกือบ 2 ชั่วโมง

ให้มีการดำเนินการตามมติการประชุม ของคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 พ.ค.,
2. ให้มีการใช้น้ำมันปาล์มในการผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้ากระบี่

3. ให้มีการผลิตและเพิ่มการใช้ไบโอดีเซลบีบี 20 และมีร้อยให้เป็นพลังงานทางเลือกสำหรับประชาชน เพื่อรักษาเสถียรภาพปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ทั้งระบบอย่างยั่งยืนของประเทศไทย

4. ให้มีการรับซื้อผลปาล์มน้ำมันดิบที่มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานเปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18 ไม่ต่ำกว่าราคากิโลกรัมละ 4 บาท 50 สตางค์

5. ให้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ และคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสินค้าและบริการอย่างจริงจัง และ

6. ให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาครับซื้อกระแสไฟฟ้าจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ที่นำของเสียจากกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันทุกโรงงาน

ทั้งนี้ เกษตรกรกว่า 200 คน ได้ลงนามในท้ายหนังสือดังกล่าว ให้กับทางจังหวัดกระบี่ โดย นายสมโภช โชติชูช่วง ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ รับหนังสือข้อร้องเรียนไว้ จากนั้นจะนำเสนอผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ส่งไปยังสํานักนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาในข้อเรียกร้องดังกล่าว ภายหลังเสร็จสิ้นทางกลุ่มเกษตรกร ทั้งจังหวัดกระบี่และจังหวัดใกล้เคียงได้นำรถบรรทุกมาเทปาล์มหน้าศาลากลางฯ จากนั้นร่วมกันทำการฌาปนกิจศพนายปาล์ม นามสกุลยางพารา อายุ 50 ปี โดยการจุดไฟเผาโลงศพที่ตั้งอยู่บนกองปาล์ม

ภูมิปัญญาชาวบ้านใช้เศษไม้ไผ่เหลือใช้ ประดิษฐ์เป็นถ้วยใส่กาแฟร้อนเย็น รวมทั้งทำเป็นแก้วน้ำดื่ม ลดการใช้แก้วพลาสติก พร้อมช่วยลดขยะตกค้างย่อยสลายยาก จนกลายเป็นปัญหาในการกำจัดอยู่ในขณะนี้

ตำบลบุ่งหวาย อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นแหล่งผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้ไผ่ โดยชาวบ้านในตำบลนี้คุ้นเคยกับการนำไม้ไผ่มาผลิตเฟอร์นิเจอร์ ทั้งโต๊ะกินข้าว เก้าอี้ไม้ไผ่ แคร่ไม้ไผ่ใช้นอน จนเป็นที่ขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จักของผู้ต้องการได้เฟอร์นิเจอร์จากไม้ไผ่ในจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียงมาสั่งซื้อไปใช้มานานหลายสิบปี

ทำให้แต่ละปี มีเศษไม้ไผ่ที่ถูกนำไปแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์จำหน่ายถูกทิ้ง และนำไปทำเป็นถ่านจากไม้ไผ่ แต่เนื่องจากเนื้อไม้ของไม้ไผ่มีความเปราะบาง เนื้อไม่แน่นเท่ากับไม้ชนิดที่นำไปทำเป็นถ่าน ถ่านไม้ไผ่จึงไม่เป็นที่นิยมของตลาดเท่าไรนัก

กระทั่ง คุณไพร ดาวประสงค์ อายุ 57 ปี ผู้ใหญ่บ้านวังยางนอก ตำบลบุ่งหวาย คิดนำเอาเศษไม้ไผ่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ถูกผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ทิ้งมาสร้างมูลค่า โดยประดิษฐ์เป็นถ้วยกาแฟร้อน-เย็น รวมทั้งแก้วน้ำใช้ดื่ม แทนการใช้แก้วพลาสติก หรือแก้วกระเบื้องที่มีราคาแพงขึ้นทุกวัน เพราะราคาถ้วยกาแฟจากไม้ไผ่ที่มีขนาดใหญ่มีราคาเพียงแก้วละ 20 บาทเท่านั้น

คุณไพร เล่าว่า จากที่เห็นเศษไม้ไผ่ที่ถูกตัด เพื่อนำเอาบางส่วนไปใช้ผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์แล้ว ทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ เมื่อมีจำนวนมากขึ้น เจ้าของก็นำเศษไม้ไผ่ไปเผาทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ และบางรายก็เอาไปเผาทำเป็นถ่านเชื้อเพลิง แต่ก็ไม่ได้รับความนิยม เพราะเนื้อไม้ไผ่ให้ความร้อนได้ไม่ดี สู้ถ่านที่ทำจากไม้เนื้อแข็งอื่นๆ ไม่ได้

รวมทั้งขณะนี้ อำเภอมีการรณรงค์ลดการใช้แก้วพลาสติก กล่องโฟม ซึ่งเป็นวัสดุย่อยสลายยากเป็นปัญหาด้านการทำลายทิ้งหลังการใช้งานแล้ว จนมีขยะตกค้างเหลือจากการใช้งานจำนวนมากขึ้นทุกวัน

จึงไปขอเอาเศษไม้ไผ่ที่เหลือจากการใช้ประโยชน์นำมาทดลองประดิษฐ์เป็นแก้วกินน้ำ เป็นถ้วยกาแฟ เหมือนคนในอดีตนำมาใช้ประโยชน์ โดยไม้ไผ่ที่นำมาใช้ประดิษฐ์ต้องมีอายุระหว่าง 1-3 ปี เพราะเริ่มแก่ได้ที่ มีความแข็งแรงทนทานในการใช้งานได้ดี

โดยนำเศษไม้ไผ่มาตัดให้สูงจากปล้องประมาณ 3-4 นิ้ว แล้วนำมาลบคมของไม้ไผ่บริเวณปากแก้วใช้ดื่ม แต่งบริเวณฐานของตัวแก้วให้มีความมั่นคงในการใช้งาน กรีดเนื้อไม้ด้านข้าง ทำเป็นหูจับแก้ว แต่ขณะนี้ ยังไม่มีการทำลวดลายลงบนเนื้อแก้ว เพราะอยู่ระหว่างการศึกษาการทำลวดลาย เพื่อเพิ่มความสวยงามให้แก้วจากไม้ไผ่ได้รับความนิยม โดยราคาขายปัจจุบันคือ แก้วละ 20 บาท

คุณไพร เล่าต่อว่า นอกจากทำแก้วน้ำ ถ้วยใส่กาแฟแล้ว ยังนำเศษกะลามะพร้าว ซึ่งชาวบ้านนำเนื้อไปคั้นเป็นน้ำกะทิ หรือขายเป็นน้ำมะพร้าว มาประดิษฐ์เป็นแก้วใส่น้ำ โดยมีการขัดเปลือกกะลามะพร้าวให้ดูสวยงาม แต่สำหรับแก้วจากไม้ไผ่ ซึ่งเพิ่งเริ่มทำมาได้ประมาณ 1 ปี ขณะนี้ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนอำเภอและองค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งหวาย เพื่อสร้างลวดลายให้น่าใช้งานยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีกำลังผลิตแก้วไม้ไผ่ได้วันละ 50 ใบ ซึ่งนำไปวางขายตามร้านจำหน่ายเครื่องเฟอร์นิเจอร์ริมถนนวารินชำราบ-กันทรารมย์

อนาคตจะนำไปวางจำหน่ายตามแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอ เพื่อให้เป็นสินค้าของฝากจากกลุ่มผู้ผลิตสินค้าโอท็อปด้วย

ด้าน คุณฤทธิสรรค์ เทพพิทักษ์ นายอำเภอวารินชำราบ ซึ่งเดินทางมาดูการผลิตแก้วน้ำ ถ้วยใส่กาแฟของคุณไพร กล่าวว่า อำเภอวารินชำราบ ได้ร่วมกับหน่วยงานด้านพัฒนาชุมชนทำการต่อยอดพัฒนาคุณภาพแก้วไม้ไผ่เพื่อเพิ่มลวดลายให้มีความสวยงาม มีความประณีต พร้อมหาตลาดวางจำหน่ายสินค้าของคุณไพร เนื่องจากเป็นสินค้าย้อนยุค เป็นการนำวัสดุเหลือใช้จากธรรมชาติมาสร้างมูลค่า เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้มีแก้วน้ำที่คนรุ่นก่อนเคยนำมาใช้ จะได้ทราบวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของอดีตสู่ปัจจุบัน

สำหรับผู้ที่สนใจนำผลิตภัณฑ์แก้วกาแฟไม้ไผ่ไปจำหน่าย หรือต้องการทราบกระบวนการประดิษฐ์แก้วไม้ไผ่ ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณไพร ดาวประสงค์ ผู้ใหญ่บ้านวังยางนอก ตำบลบุ่งหวาย โทร. (086) 041-1299 ยินดีให้คำปรึกษา เพื่อช่วยกันลดการใช้พลาสติก หันมาใช้วัสดุจากธรรมชาติ ช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้ด้วย

เมื่อมนุษย์ในโลกทุนนิยม มีวัตถุนิยมเป็นหลัก การใช้ “บรรจุภัณฑ์” จึงเกิดขึ้นจากพลาสติก กลายเป็นโฟม และวัสดุดัดแปลง

วันนี้มนุษย์เรียกร้องให้ลดการใช้พลาสติก และโฟม แม้ในโรงพยาบาล นับแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ หลายโรงพยาบาลเรียกร้องให้คนไข้นำ “ถุงผ้า” มาใส่ยาแทนถุงพลาสติกหลายขนาด ขณะเปิดดูข้อความและภาพที่สมาชิก “ลายน์” ที่เป็นสมาชิกร่วมกันนับหลายสิบราย พลันเปิดไปพบข้อความใน “ลายน์” ที่ถ่ายทอดผ่านมาหลาย “ลายน์” แล้ว “ลายน์” นี้ชื่อผู้ส่งต่อใช้เป็นภาษาอังกฤษว่า

“Prasert J.” ส่งข้อความมาว่า

“ถ้วยโฟมหลีกไป!!” ไปพบใบไม้หน้าตาน่ารักนี้ในงานทำบุญครบ 100 วัน พระครูโพธิสารประสาธน์ (พระอาจารย์ชม) อดีตเจ้าอาวาสวัดโพธิ์เสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งถูกนำมาใส่อาหารไว้ต้อนรับผู้มาร่วมงานอยู่หลายเจ้า

หลายคนรับอาหารแล้วก็หมุนดูรอบๆ ด้วยความทึ่ง ใบอะไรกันนะ ช่างเหมาะมือกำลังดี ไม่ต้องใช้ไม้กลัดเหมือนกระทงใบตอง เรียกว่าปลิดจากต้นก็เอามาใส่ขนมได้ทันที

เขาเรียกว่า “ใบเล็บครุฑลังกา” คุณป้าคนหนึ่งบอก เมื่อถามถึงลักษณะต้นของมัน ป้าบอกว่าแกก็ไม่เคยเห็น แต่มีคนเอาใบมาให้จากลานสกา “จะได้ไม่ต้องซื้อถ้วยโฟมอีก”

นาทีนี้ภาชนะโฟมส่งผลอย่างไรต่อโลกและสิ่งแวดล้อม เราคงไม่ต้องอธิบายกันแล้ว ครั้นจะหันไปใช้วัสดุอื่นล้วนแต่ต้นทุนสูงทั้งสิ้น แม้แต่กระทงใบตอง ไม่ใช่จะง่ายเสียแล้ว จึงขอให้คะแนนแบบเต็มร้อยกับเจ้าใบเล็บครุฑลังกานี่แหละครับ ถ้าเราขยายพันธุ์ปลูกกันให้มากๆ และจัดการด้านการตลาดให้ดี เชื่อว่ามันจะลดปริมาณขยะโฟมลงได้มากทีเดียว

ไม่ว่าจะมองจากมิติใดในอาหารเมนูเดียวกัน ระหว่างใส่ภาชนะโฟมกับกระทงใบไม้ที่ว่านี้ ถ้าให้เลือก คิดว่าอย่างหลังน่ากินกว่า และมีเสน่ห์กว่าอย่างเทียบกันไม่ติดละครับ…

มนุษย์ละเลยธรรมชาติกับชีวิตประจำวันมานาน หลังจากเลิกใช้ใบตอง แม้ยังมีใช้บ้าง เป็นการใช้อย่างประดับเพื่อความสวยงามมากกว่า ต้นกล้วยมีประโยชน์ทั้งต้น ตั้งแต่กินปลีกล้วยกับอาหารหลายอย่างทั้งสดๆ นำแกนมาแกง รับประทานหน่อ ผล คือกล้วย นำมาประกอบอาหารและขนมนานาชนิด นำก้านกับใบมาตากแห้งเป็นใบตองแห้ง และเชือกก้านกล้วย

วันนี้เรามี ใบเล็บครุฑลังกา มาให้ดูว่าจะทำประโยชน์อะไรได้บ้าง

ธรรมชาติกับชีวิตประจำวันยังไปด้วยกันได้ โปรดอย่าละเลยธรรมชาติรอบตัว กลับมาสังเกตธรรมชาติ

เพราะวันหนึ่ง มนุษย์ต้องกลับมาอยู่กับธรรมชาติอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณอรอนงค์ ธนพันธุ์ภูวเดช อยู่บ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 13 ตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี อีกหนึ่งเกษตรกรผู้ที่เคยปลูกพืชไร่ ผันชีวิตมาเลี้ยงกุ้งก้ามกราม จนเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้เธอได้เป็นอย่างดี

คุณอรอนงค์ เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีอาชีพทำไร่อ้อย ด้วยปัญหาของราคาที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงคิดหาทำการเกษตรด้านอื่นที่อาจสร้างรายได้ให้กับเธอได้มากขึ้น

“สมัยก่อนทำไร่อ้อยเป็นอาชีพ รายได้ปีละครั้ง เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด พอดีมีคนที่อยู่แถวอำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณฯ เข้ามาเช่าที่ข้างๆ ที่เราทำไร่อ้อยอยู่ แต่เขามาเช่าเพื่อเลี้ยงกุ้ง ตอนนั้นเราเห็นเขาเช่าที่เยอะมาก ก็ไปดูเขาว่ามาทำแบบไหนยังไง เขาก็ถามเราว่า ทำอะไรอยู่ เขาก็แนะนำให้ลองมาเลี้ยงกุ้ง เราก็เลยมาศึกษากับเขาเพื่อทดลองดู” คุณอรอนงค์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการเลี้ยงกุ้ง

ช่วงประมาณ ปี 2541 คุณอรอนงค์ บอกว่า ทดลองเลี้ยงประมาณ 2 บ่อ นับว่าประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจสำหรับเธอ

“ปรากฏว่าดีมากในช่วงแรกที่ทำ ราคาก็ได้ดีด้วย กุ้งประมาณ 20 ตัว ต่อกิโลกรัม ได้ราคาประมาณ 180-200 บาท พอเรามาเปรียบเทียบดูระหว่างทำไร่อ้อยกับเลี้ยงกุ้ง กุ้งนี้น่าจะดีกว่ามาก แถมช่วงนั้นไม่ค่อยมีปัญหาเลย เลี้ยงง่าย กุ้งแข็งแรงดี เป็นอาชีพที่ดีมาก” คุณอรอนงค์ กล่าวถึงความสำเร็จที่ผ่านมาของเธอ

คุณอรอนงค์ บอกว่า ในช่วงที่ทำบ่อเลี้ยงใหม่ๆ มีพื้นที่เท่าไรก็จะขุดบ่อทั้งหมด แต่ขนาดที่เหมาะสำหรับเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ขนาดบ่อประมาณ 4 ไร่

“เราต้องเอาที่ดินเราเป็นเกณฑ์ ว่าที่ดินเรามีกี่ไร่ แต่ถ้าจะให้ดีสำหรับเลี้ยงกุ้ง ต้องประมาณ 4-5 ไร่ ความลึกประมาณ 1.50 เมตร ซึ่งบ่อใหม่ไม่ต้องทำอะไรมาก เพราะว่ามันยังสะอาดอยู่ ไม่มีเรื่องโรคมากนัก แต่ถ้าพื้นที่ที่ผ่านการเลี้ยงมาแล้ว ก็มีการเตรียมบ่อโดยโรยปูนขาวเพื่อฆ่าเชื้อ” คุณอรอนงค์ อธิบายการเตรียมบ่อสำหรับเลี้ยง

คุณอรอนงค์ บอกว่า น้ำที่ใช้เลี้ยงกุ้งเป็นน้ำที่ได้จากคลองชลประทาน ค่อนข้างมีความสะอาด ทำให้เธอไม่ต้องกังวลกับเรื่องน้ำ จากนั้นจึงไปหาซื้อลูกกุ้งก้ามกรามจากฟาร์มที่ได้รับรองมาตรฐาน จีเอพี (GAP) มาปล่อยเลี้ยง ซึ่งการซื้อลูกกุ้งอยู่ที่ความพอใจของผู้เลี้ยงว่า ต้องการซื้อจากฟาร์มไหน ซึ่งปัจจุบันไม่มีความแตกต่างกันมากนัก เพราะทุกฟาร์มมีมาตรฐานเดียวกันที่เชื่อถือได้

การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามของคุณอรอนงค์จะมีการเลี้ยง 2 ขั้นตอน โดยขั้นตอนแรกเธอจะนำลูกกุ้งก้ามกรามมาอนุบาลเสียก่อน และขั้นตอนที่สองจึงจะนำกุ้งที่ผ่านการอนุบาลมาปล่อยเลี้ยงอีกบ่อ จนได้ขนาดไซซ์ที่จำหน่ายได้

“เราจะอนุบาลก่อน พอเสร็จแล้วค่อยย้ายบ่อ ขึ้นอยู่ที่ผู้เลี้ยงว่าจะปล่อยแน่นหรือว่าไม่แน่นมากนัก ปล่อยได้ตั้งแต่ 20,000-40,000 ตัว เลี้ยงในช่วงอนุบาลนี้ประมาณ 2 เดือน ถึง 2 เดือนครึ่ง ก็ค่อยย้ายไปเลี้ยงอีกที่หนึ่ง สมมุติให้เห็นภาพคือ เตรียมบ่อสำหรับอนุบาลไว้ 1 บ่อ บ่อสำหรับเลี้ยง 3 บ่อ ก็จะเลี้ยงได้เรื่อยๆ สลับกัน” คุณอรอนงค์ อธิบาย

การอนุบาลลูกกุ้งก้ามกราม คุณอรอนงค์ บอกว่า ทำด้วยวิธีนี้ถือว่าไม่เสียเวลา กุ้งก้ามกรามเจริญเติบโตขนาดไซซ์เท่ากันไม่มีปัญหาเรื่องแตกไซซ์ ทำให้เวลาที่จับจำหน่ายสามารถจับหมดบ่อได้เลย

ลูกกุ้งก้ามกรามที่นำมาอนุบาลจะให้กินอาหารที่มีโปรตีน 35 เปอร์เซ็นต์ 2 มื้อ ต่อวัน เช้าและเย็น จนได้อายุประมาณ 2 เดือนครึ่ง จึงย้ายไปเลี้ยงในบ่อสำหรับเลี้ยงอีกครั้งหนึ่ง ปล่อยเลี้ยงประมาณ 24,000 ตัว ต่อบ่อ 4 ไร่ อาหารที่ให้ในระยะนี้เป็นอาหารที่มีโปรตีน 35 เปอร์เซ็นต์ เหมือนเดิม ใช้เวลาเลี้ยงอีก ประมาณ 2 เดือน กุ้งก้ามกรามจะมีขนาดไซซ์ใหญ่พร้อมจำหน่ายได้

การดูแลและป้องกันโรค คุณอรอนงค์ บอกว่า การเลี้ยงด้วยวิธีนี้ยังไม่พบปัญหามากนักสำหรับเธอ ส่วนการใช้เครื่องตีน้ำหากเลี้ยงแบบจำนวนไม่หนาแน่นมากนัก ไม่จำเป็นต้องใช้ แต่ถ้าปล่อยกุ้งก้ามกรามจำนวนมากจะเปิดใช้งานเครื่องตีน้ำ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็น ครั้งละ 2 ชั่วโมง

“เรื่องโรคและสาเหตุการเกิดโรคไม่มี ถ้าเราเลี้ยงแบบนี้นะ เพราะว่าบ่อมันก็สะอาด เราจัดการดีทุกครั้ง อีกอย่างที่ต้องระวังคือ เรื่องอาหาร อย่าให้กุ้งกินเยอะเกิน เพราะถ้าอาหารมากเกิน มันจะกลายเป็นของเสียที่บ่อ เราควรให้พอเหมาะ” คุณอรอนงค์ กล่าว

คุณอรอนงค์ บอกว่า รู้สึกดีใจที่ได้เปลี่ยนจากไร่อ้อยมาเลี้ยงกุ้งก้ามกราม เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ตลาดต้องการอยู่ตลอดเวลา

“กุ้งนี่เป็นอะไรที่ดีมาก เพราะว่าจำหน่ายง่ายมาก มันเหมือนเรามีเงินสดอยู่ในบ่อตลอด อย่างสมมุติเราไม่เลี้ยงให้ตัวใหญ่ เราก็เอาลูกกุ้งที่อนุบาลมาจำหน่ายได้ ซึ่งราคาก็ไม่แย่นะ กิโลกรัมละ 200 กว่าบาท ซึ่งไซซ์นี้เราจำหน่ายให้กับคนที่ต้องการซื้อเอาไปเลี้ยงต่อ เพื่อเป็นกุ้งตัวใหญ่ บางคนเขาไม่ชอบเลี้ยงแบบตัวเล็กๆ ถึงได้บอกว่าเลี้ยงกุ้งนี่เหมือนเรามีเงินอยู่ในบ่อเราตลอด” คุณอรอนงค์ กล่าว

กุ้งก้ามกรามที่เลี้ยงจนได้ไซซ์ขนาดประมาณ 10-12 ตัว ต่อกิโลกรัม เป็นเพศผู้ ราคาจำหน่ายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 300-400 บาท ส่วนกุ้งก้ามกรามเพศเมีย ที่มีไข่ติดท้อง ราคาจำหน่ายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 200-300 บาท

“ส่วนมากเราจะจำหน่ายที่ปากบ่อเลย ไม่ต้องไปส่งที่ไหน หรือบางทีเราก็ไปส่งแถวตลาดมหาชัย ราคาก็จะขึ้นไปกว่านี้อีกนิดหน่อย อีกอย่างคิดว่าการเลี้ยงกุ้งนี่ดีมาก เราได้เงินทุกเดือน เพราะเราสามารถจับสลับบ่อได้ ถ้าจำนวนบ่อเรามีเยอะ มันก็หมุนเวียนได้ตลอด ซึ่งอย่างไร่อ้อยนี่เราจำหน่ายได้แค่ปีละครั้ง มันนานกว่ากุ้งอีก” คุณอรอนงค์ กล่าวถึงข้อดีของการเลี้ยงกุ้ง

เมื่อเอ่ยถามคุณอรอนงค์ว่า ตั้งแต่เลี้ยงกุ้งจากอดีตจนถึงปัจจุบัน คิดว่ากุ้งยังเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับคนที่มองหาเพื่อเป็นอาชีพสร้างรายได้หรือไม่

“ในด้านการทำเป็นอาชีพ กุ้งนี้ต้องบอกเลยว่าสามารถเลี้ยงเป็นอาชีพหลักได้นะ แต่ก่อนที่จะมาเลี้ยงอยากให้คนที่สนใจถามตัวเองก่อนว่า เขาเลี้ยงกันแบบนี้ เราสามารถทำได้ไหมถ้ามาเลี้ยงเอง คือถ้าเราอยากได้เงินแบบเห็นผล กุ้งนี้ก็น่าจะเป็นคำตอบ เพราะว่าก็ไม่ได้เลี้ยงยากอะไร ขอให้มีที่สำหรับเลี้ยงติดคลอง ติดแหล่งน้ำชลประทาน สถานที่เหมาะสม แหล่งน้ำสะดวก การเลี้ยงนี่ก็ถือว่ายั่งยืน”

“อย่างตัวเราเองนี่ จากวันนั้น เมื่อปี 41 อีกไม่กี่ปีก็จะ 20 ปีแล้วที่ทำมา ก็อยากแนะนำว่า ถ้าเราเรียนรู้ อยากทำให้ทำเลย อย่าไปรอเวลาเลย เราเริ่มเมื่อไรเราก็มีความหวังเมื่อนั้น สำหรับใครที่มีที่ดินไม่มาก เลี้ยงได้ 1-2 ไร่ ก็ขุดบ่อเท่านี้ก่อน ยังไม่ต้องทำมาก พอเลี้ยงสำเร็จเราก็ค่อยๆ ขยายไป เลี้ยงออกมายังไง ก็จำหน่ายได้อยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวเรื่องการตลาด” คุณอรอนงค์ กล่าวแนะนำ

จะเห็นได้ว่า การประกอบสัมมาอาชีพ หากศึกษาเรียนรู้ข้อมูลอย่างจริงจัง ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินที่มนุษย์อย่างเราๆ ฝันถึง เหมือนเช่น คุณอรอนงค์ ที่ยอมปรับเปลี่ยนความคิดจากทำไร่อ้อยที่ได้ผลผลิตเพียงปีละ 1 ครั้ง หันมาเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่สร้างรายได้ให้กับเธอทุกเดือน โดยคิดเพียงแต่ว่าสิ่งที่เริ่มใหม่ต้องสดใสและงดงามเสมอหากไม่ยอมแพ้ และตั้งใจจริง

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากศึกษาการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณอรอนงค์ ธนพันธุ์ภูวเดช หมายเลขโทรศัพท์ (085) 246-5254 คุณภิญโญ นัครมนตรี อยู่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพเกี่ยวกับการเกษตรอยู่แล้ว คือ การปลูกผัก ผลไม้ ต่อมาจึงอยากให้ภายในบริเวณบ้านมีการทำเกษตรที่หลากหลาย เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงในเรื่องของรายได้ เพื่อให้มีรายได้จากหลายๆ ทางเป็นตัวเลือกในการสร้างเงิน

“เรามาคิดว่าถ้าปลูกพืชเพียงอย่างเดียว รายได้ที่มีบางครั้งอาจจะไม่แน่นอน เพราะพืชบางช่วงก็มีราคาขึ้นลง จึงได้ตัดสินใจนำการเลี้ยงสัตว์เข้ามาเสริม เพื่อให้รายได้มีมากขึ้นหลายทาง จึงได้ตัดสินใจเลี้ยงไก่ไข่ เพราะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย สามารถกินเศษพืชผักที่เราคัดออกได้ และที่สำคัญยังสามารถปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติ ก็สามารถคุ้ยเขี่ยหากินเองได้อีกด้วย” คุณภิญโญ บอกถึงจุดประสงค์ของการเลี้ยง

โดยไก่ไข่ที่นำมาเลี้ยงภายในพื้นที่บริเวณบ้าน คุณภิญโญ บอกว่า เป็นไก่ที่ได้รับจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และเขาได้หาซื้อบางส่วนเข้ามาเลี้ยงเองด้วย จากเริ่มแรกประมาณ 10 ตัว เลี้ยงไปเลี้ยงมาทำให้ตอนนี้มีไก่ไข่ที่เลี้ยงภายในบริเวณบ้านทั้งหมดถึง 200 ตัว