ไม่ต้องกู้เงินมาลงทุน! เกษตรอุดรทำนาขาดทุนหันปลูกฟักเขียว

วันที่ 20 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านกุดลิงง้อ ต.นาดี อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี เพื่อพบกับนายเล็ก ดิลกโสภรณ์ อายุ 60 ปี และนางวิมลพร ดิลกโสภรณ์ อายุ 56 ปี 2 สามีภรรยาเคยทำนาในพื้นที่ 14 ไร่ และหันมาทำอาชีพปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยทดแทนข้าวนาปรัง โดยใช้พื้นที่ 4 ไร่ ปลูกฟักเขียวและบวบ สร้างรายได้อย่างงาม มีพ่อค้าและแม่ค้า มารับซื้อถึงในสวน แล้วนำไปจำหน่ายที่ตลาดอุดรเมืองทอง เป็นตลาดกลางขายส่งผักผลไม้ใหญ่ของจังหวัดอุดรธานี ที่ส่งไปขายทั้งในภาคอีสานและประเทศ สปป.ลาว

นางวิมลพร กล่าวว่า หลังจากทำนาปีเสร็จแล้ว ร่วมกับสามีมาปรับพื้นที่ปลูกพืชอย่างอื่นแทน เนื่องจากปัจจุบันราคาข้าวตกต่ำ ตนปลูกข้าวทำนาปี ได้ข้าว 200 ถุง จะเก็บไว้กิน 50 ถุง แล้วเอาข้าวเปลือกไปขาย 150 ถุง ได้เงินเพียง 12,000 บาท แต่ต้นทุนในการปลูกข้าวสูงถึง 20,000 บาท วอนภาครัฐแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำให้ด้วย สำหรับปีนี้ไม่ปลูกข้าวทำนาปรัง หันมาปลูกฟักเขียวกับบวบแทนเพราะเป็นพืชใช้น้ำน้อย ดูแลง่ายลงทุนไม่เกิน 2,000 บาท จะรดน้ำใส่ปุ๋ย สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เท่านั้น ใช้เวลาปลูกเพียง 4 เดือน สามารถเก็บผลผลิตได้ จะเก็บฟักเขียว สัปดาห์ละ1 ครั้ง ได้ฟักเขียว 200-300 กิโลกรัม ได้เงินครั้งละ 2,500-3,000 บาท จะเก็บบวบ สัปดาห์ละ 4 ครั้งได้ครั้งละ 100 กิโลกรัม จะได้เงิน 1,600 บาท ต่อสัปดาห์

นางวิมลพร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ก็ปลูกพืชผักสวนครัว ผักบุ้ง ขึ้นฉ่าย เอาไว้กินและขายให้ชาวบ้านในพื้นที่บ้าง ปัจจุบันได้ดำเนินชีวิตด้วยวิถีชีวิตพอเพียง ไม่มีหนี้ และไม่กู้เงินมาลงทุน ซึ่งจะใช้เพียงเงินทุนหมุนเวียนจากการขายผลผลิต ที่ตนปลูกทั้งหมด ถึงแม้ว่าจะไม่รวยแต่ถือว่าอยู่ได้อย่างสบาย

วันที่ 20 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านกุดลิงง้อ ต.นาดี อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี เพื่อพบกับนายเล็ก ดิลกโสภรณ์ อายุ 60 ปี และนางวิมลพร ดิลกโสภรณ์ อายุ 56 ปี 2 สามีภรรยาเคยทำนาในพื้นที่ 14 ไร่ และหันมาทำอาชีพปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยทดแทนข้าวนาปรัง โดยใช้พื้นที่ 4 ไร่ ปลูกฟักเขียวและบวบ สร้างรายได้อย่างงาม มีพ่อค้าและแม่ค้า มารับซื้อถึงในสวน แล้วนำไปจำหน่ายที่ตลาดอุดรเมืองทอง เป็นตลาดกลางขายส่งผักผลไม้ใหญ่ของจังหวัดอุดรธานี ที่ส่งไปขายทั้งในภาคอีสานและประเทศ สปป.ลาว

นางวิมลพร กล่าวว่า หลังจากทำนาปีเสร็จแล้ว ร่วมกับสามีมาปรับพื้นที่ปลูกพืชอย่างอื่นแทน เนื่องจากปัจจุบันราคาข้าวตกต่ำ ตนปลูกข้าวทำนาปี ได้ข้าว 200 ถุง จะเก็บไว้กิน 50 ถุง แล้วเอาข้าวเปลือกไปขาย 150 ถุง ได้เงินเพียง 12,000 บาท แต่ต้นทุนในการปลูกข้าวสูงถึง 20,000 บาท วอนภาครัฐแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำให้ด้วย สำหรับปีนี้ไม่ปลูกข้าวทำนาปรัง หันมาปลูกฟักเขียวกับบวบแทนเพราะเป็นพืชใช้น้ำน้อย ดูแลง่ายลงทุนไม่เกิน 2,000 บาท จะรดน้ำใส่ปุ๋ย สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เท่านั้น ใช้เวลาปลูกเพียง 4 เดือน สามารถเก็บผลผลิตได้ จะเก็บฟักเขียว สัปดาห์ละ1 ครั้ง ได้ฟักเขียว 200-300 กิโลกรัม ได้เงินครั้งละ 2,500-3,000 บาท จะเก็บบวบ สัปดาห์ละ 4 ครั้งได้ครั้งละ 100 กิโลกรัม จะได้เงิน 1,600 บาท ต่อสัปดาห์

นางวิมลพร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ก็ปลูกพืชผักสวนครัว ผักบุ้ง ขึ้นฉ่าย เอาไว้กินและขายให้ชาวบ้านในพื้นที่บ้าง ปัจจุบันได้ดำเนินชีวิตด้วยวิถีชีวิตพอเพียง ไม่มีหนี้ และไม่กู้เงินมาลงทุน ซึ่งจะใช้เพียงเงินทุนหมุนเวียนจากการขายผลผลิต ที่ตนปลูกทั้งหมด ถึงแม้ว่าจะไม่รวยแต่ถือว่าอยู่ได้อย่างสบาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (20 กุมภาพันธ์ 2561) คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด (กธจ.) ตรัง นำโดยนายประชา งามรัตนกุล รองประธาน กธจ.ตรัง ได้ลงพื้นที่สอดส่องโครงการตามแผนปฏิบัติราชการจังหวัดตรัง ปีงบประมาณ 2560 จำนวน 2 โครงการ ประกอบด้วย โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเขาช้างหาย ต.นาหมื่นศรี อ.นาโยง จ.ตรัง งบประมาณ 45.87 ล้านบาท โดยมี หจก.สวนสถาพิต เป็นผู้รับจ้าง จากการสอดส่องพบว่ามีระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2560-6 กุมภาพันธ์ 2561 จากนั้นมีการแก้แบบ จึงได้ต่อสัญญาให้ผู้รับจ้างอีก 93 วัน โดยมีกำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 7 พฤษภาคม 2561
ทั้งนี้จากการสอบถามผู้รับจ้าง ทราบว่ามีปัญหาในด้านของการเบิกเงินล่าช้าและผู้ควบคุมงาน ทำให้ผู้รับจ้างขาดสภาพคล่องในการดำเนินงาน โดยมีงวดงานจำนวน 26 งวด ส่งมอบงานไปแล้ว 10 งวดงาน เบิกจ่ายงบประมาณแล้วประมาณ 13 ล้านบาท ภาพรวมการทำงานช้ากว่าแผนงานประมาณ 36% แต่อย่างไรก็ตามผู้รับจ้างยืนยันว่าจะสามารถทำงานแล้วเสร็จได้ทันตามกำหนดสัญญาที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน

อีกทั้งโครงการก่อสร้างแก้มลิงทุ่งน้ำผุด ต.นาตาล่วง อ.เมือง จ.ตรัง งบเพิ่มเติมปี 2560 จำนวน 45 ล้านบาท โดยมี หจก.สินแสงจันทร์ นครศรีธรรมราช เป็นผู้รับจ้าง กำหนดก่อสร้างภายใน 180 วัน เริ่มนับอายุของสัญญาตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 ครบกำหนดอายุสัญญาวันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งขณะนี้ล่วงเลยสัญญามาแล้วแต่ยังไม่แล้วเสร็จ โดยมีผลงานก่อสร้างประมาณ 68% เบิกจ่ายเงินไปแล้วประมาณ 19 ล้านบาท หรือคิดเป็น 41.57% จากงบประมาณทั้งหมด

ทั้งนี้สาเหตุของการดำเนินงานล่าช้า เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดปัญหาฝนตก น้ำท่วม อย่างต่อเนื่อง ทำให้เครื่องจักรไม่สามารถดำเนินการได้ จากนั้นได้มีการขยายเวลาการก่อสร้างออกไป โดยมีกำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 15 มีนาคม 2561 ซึ่งผู้รับจ้างยืนยันว่าหากไม่มีปัญหาอื่นใดมากระทบ คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จตามสัญญา อย่างไรก็ตามทางจังหวัดในฐานะผู้ว่าจ้าง ได้ทำการปรับผู้รับจ้างในเวลาที่ทำงานล่าช้าไปแล้วประมาณ 1.8 ล้าน ส่วนที่มีปัญหาในเรื่องของสิ่งก่อสร้างที่ยังไม่สามารถรื้อถอนได้ ก็จะให้ทางเทศบาลนาตาล่วงดำเนินการแก้ไขต่อไป

จากการประชุมมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนประเทศ ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ได้มอบแนวทางให้แก่ผู้ร่วมประชุม ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดรวมกว่า 2,800 คน เพื่อสร้างการรับรู้ให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาประเทศ และนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบวาระงานสำคัญด้านเศรษฐกิจและสังคม กับด้านความมั่นคง โดยมีนโยบายหลัก 10 เรื่อง

1.สัญญาประชาคมผูกใจไทยเป็นหนึ่ง 2.คนไทยไม่ทิ้งกัน 3.ชุมชนอยู่ดีมีสุข 4.วิถีไทยวิถีพอเพียง 5.รู้สิทธิ รู้หน้าที่ รู้กฎหมาย 6.รู้กลไกการบริหารราชการ 7.รู้รักประชาธิปไตยไทยนิยม 8.รู้เท่าทันเทคโนโลยี 9.ร่วมแก้ไขปัญหายาเสพติด 10.งานตามภารกิจของส่วนราชการ หน่วยงาน

ขับเคลื่อนโดยผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด ผ่านทีมขับเคลื่อนในระดับอำเภอ 878 อำเภอ ระดับตำบล 7,663 ทีม แบ่งเป็น 7,255 ทีมตำบล 208 ทีมเทศบาล 200 ทีมใน กทม. รวมหมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศ 83,515 แห่ง ลงไปสู่ประชาชน 66.1 ล้านคน โดยจะเริ่มคิกออฟพร้อมกันในวันที่ 21 ก.พ. 2561

ขับเคลื่อนจังหวัดส่งเสริมเกษตร

นายสมศักดิ์ จังตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การรับมอบนโยบายและแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ทำให้มีความชัดเจนมากขึ้น สามารถนำนโยบายมาทำความเข้าใจกับทีมงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และอาจกระตุ้นการรับรู้ของประชาชนด้วยการจัดประกวดละครเวทีไทยนิยม ยั่งยืนใน 10 หัวข้อ และนำวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เฟซบุ๊ก ไลน์กรุ๊ป ในการประสานงานของเจ้าหน้าที่ รวมถึงให้ประชาชนสามารถติดตามได้ ขณะเดียวกันนำ big data มาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด เพื่อขับเคลื่อนชุมชนฐานรากให้ทันสมัยในฐานะที่เป็นเมืองสมาร์ทซิตี้

“โครงการนี้เป็นโครงการที่ดี ขอนแก่นจะเป็นตัวอย่างที่ดีของโครงการนี้ เพราะมีความหลากหลายและเป็นเมืองที่ชูความเป็นสมาร์ทซิตี้ ไมซ์ซิตี้ เป็นเมืองที่เจริญ แต่ก็มีสังคมอีกแบบหนึ่งที่เป็นสังคมเกษตรกรรมอยู่ เราจะต้องเดินไปด้วยกัน ให้ได้ประโยชน์ด้วยกัน ฝั่งที่เจริญก้าวหน้ากับฝั่งเกษตรกรรมจะได้ประโยชน์ร่วมกัน นี่คือจุดประสงค์ที่สำคัญที่ทำให้เกิดไทยนิยมยั่งยืน” ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นกล่าว

ขณะที่นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ กล่าวในเรื่องนี้ว่า ขณะนี้จังหวัดชัยภูมิได้ประชุมหารือกับทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อคิดโครงการก่อนสรุปประเด็นให้เข้าใจตรงกัน และได้เชิญหน่วยงานหลักในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาร่วมส่งเสริมอาชีพทางด้านการเกษตร เช่น การเลี้ยงสัตว์ บริหารจัดการน้ำ บัญชีสหกรณ์ การพัฒนาที่ดิน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลอยากให้เกิดการบูรณาการ ฉะนั้นต้องหาข้อสรุปในภาพรวมให้ได้ก่อน โดยมีนายอำเภอรับผิดชอบในพื้นที่ต่าง ๆ

“เราทำงานแบบเป็นทีมฟุตบอล โดยมีผมเป็นกัปตันทีม รองผู้ว่าฯ และหัวหน้าส่วนราชการทั้งหมดเป็นกองหลัง ส่วนนายอำเภอเป็นหัวหน้ากลองกลาง และประชาชนคือกองหน้าที่ต้องยิงประตูให้สำเร็จ โดยต้องร่วมกับหน่วยงานราชการในการขับเคลื่อนโครงการ ก่อนการรับมอบนโยบาย ทีมงานได้มีการลงพื้นที่ไปพบกับผู้นำท้องถิ่นครบทุกอำเภอแล้ว เพื่อรับฟังความต้องการของประชาชน ซึ่งมีทีมตำบลทั้งหมด 125 ทีม 124 ตำบล 1 เขตเทศบาล ที่จะลงไปทำงานในวันที่ 21 ก.พ. 2561”

ชูท่องเที่ยวโดยชุมชน

นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย กล่าวว่า ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการระดับตำบล หรือทีมตำบล 89 ทีม และตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดและอำเภอเรียบร้อยแล้ว โดยได้ทำความเข้ากับเจ้าหน้าที่ในระดับอำเภอผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ หลังจากประชุมรับมอบนโยบายจะเรียกทีมตำบล ทีมละ 7-12 คน มาพูดคุยกัน และมอบหมายให้หัวหน้าส่วนราชการดูแล

คนละตำบลในวันที่ 21 ก.พ. 2561 จะคิกออฟรับฟังความคิดเห็นของประชาชน จากนั้นจะเริ่มทำงานร่วมกันทั้งหมด 10 เรื่อง แต่ชูเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพราะจังหวัดเลยเป็นเมืองท่องเที่ยว ที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการท่องเที่ยวด้วย ซึ่งในการดำเนินงานเลือกอำเภอละ 3-5 ชุมชน จาก 14 อำเภอ ให้ดำเนินการท่องเที่ยวโดยชุมชน

เช่นเดียวกับจังหวัดสตูล นายภัทรพนธ์ รัตนพิเชฏฐชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ได้ออกคำสั่งจัดตั้งชุดปฏิบัติที่จะลงไปพูดคุยกับประชาชนและสั่งการถึงอำเภอเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ต้องให้ทีมลงไปพูดคุยกับชาวบ้านถึงปัญหาและความต้องการให้ตรงจุด เนื่องจากจังหวัดสตูลมีชาวมุสลิมจำนวนมาก จึงต้องมีการเชิญผู้นำศาสนามาให้ความคิดเห็นด้วย ขณะเดียวกันนั้นจะต้องมองถึงยุทธศาสตร์ของชาติ ภูมิภาค และจังหวัดด้วย โดยจังหวัดสตูลจะเน้นการท่องเที่ยวโดยชุมชน

พร้อมคิกออฟนโยบาย “บิ๊กตู่”

ส่วนนายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ระบุว่า จังหวัดแม่ฮ่องสอนจะเน้นแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นหลัก เพราะที่ผ่านมามีผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนกว่า 75,000 คน ดังนั้นทีมตำบลต้องไปรับฟังปัญหาความต้องการของราษฎร 2 ระดับ ทั้งระดับบุคคลและระดับหมู่บ้าน โดยเริ่มดำเนินการวันที่ 16 ก.พ. 2561 และต้องแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน

นอกจากนี้ต้องมีการจัดระบบเพิ่มเติมในเรื่องไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น ด้วยการให้ผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ เกษตรจังหวัด ไปเป็นที่ปรึกษาการปฏิบัติงานในแต่ละตำบล

ด้านนางฉัตรพร ราษฎร์ดุษดี ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า ตอนนี้จังหวัดเพชรบุรีมีกลไกการทำงานเตรียมพร้อมแล้ว และมีคำสั่งจังหวัดถึงนายอำเภอทั้ง 8 อำเภอ ให้จัดตั้งชุดระดับตำบล 7-12 คน การเข้าร่วมประชุมรับมอบนโยบายจากนายกฯ ถือว่ามีการชี้แจงชัดเจนมาก ภายในวันที่ 21 ก.พ.จะต้องประชุมชี้แจงกลไกระดับจังหวัดครั้งที่ 1 เพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจในระดับอำเภอก่อนลงมือปฏิบัติงาน ซึ่งต้องใช้เวลากว่าจะเห็นเป็นรูปธรรม เพราะต้องรู้ปัญหาภายในจังหวัดเสียก่อน จะได้รู้ว่าต้องแก้ปัญหาอย่างไร

แม้ช่วงเริ่มต้น “ไทยนิยม ยั่งยืน” จะได้รับการขานรับแข็งขันจากฝ่ายปฏิบัติ แต่เวลาจะพิสูจน์ผลงานว่า แนวทางใหม่จะตอบโจทย์การขับเคลื่อนประเทศ ก้าวสู่จุดหมายความยั่งยืนได้สำเร็จหรือไม่

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ นายวีระศักดิ์ สินธุวงศ์ กรรมการบริหารสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรสวนยางแห่งประเทศไทย(สยยท.) กล่าวว่า ขณะนี้ยางพาราทางภาคเหนือและอีสานเข้าฤดูผลัดใบ ปิดหน้ากรีดตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ รวมระยะเวลาประมาณ 2 เดือน ไม่มียางเข้าสู่ตลาดยางแล้ว ส่วนภาคใต้จะปิดหน้ายางประมาณเดือนมีนาคม

นายวีระศักดิ์กล่าวว่า แม้ยางไม่เข้าสู่ตลาด แต่ไม่ได้ทำให้ราคายางเคลื่อนไหวขยับขึ้น ตรงกันข้ามราคาลดลง โดยกลุ่มพ่อค้ายางในพื้นที่ให้เหตุผลว่า ยางราคาที่สูงไม่ได้เพราะผู้ส่งออกยางไม่ตั้งราคา ซื้อแล้วยังไม่ได้ส่งออก เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลที่มีนโยบายร่วมกัน 3 ประเทศ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เกี่ยวกับนโยบายชะลอการส่งออก

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ นายคณิน สุคนธพงศ์ หัวหน้าหน่วยกู้ภัยฮุก 31จุดโนนสูง และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยฮุก 31 จุดอำเภอคง เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลอำเภอคง ได้จัดให้ความรู้และให้เด็กได้ปฏิบัติจริง ในการฝึกอบรมโครงการป้องกันการเสียชีวิตจากการจมน้ำให้กับเด็กนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาระดับชั้น ป.4-ป.5 จากโรงเรียนหลายแห่งในเขตพื้นที่อำเภอคงกว่า 150 คน ณ ศาลาเอนกประสงค์ องค์การบริหารส่วนตำบลโนนเต็ง อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา มีผู้ปกครองสนใจพาบุตรหลานเข้าร่วมฝึกอบรมเป็นจำนวนมาก เนื่องจากปัจจุบันการจมน้ำเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยเฉพาะในจังหวัดนครราชสีมา เป็นจังหวัดที่มีสถิติจำนวนเด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ เฉลี่ยปีละประมาณ 60-70 ราย เนื่องจากมีแหล่งน้ำที่เป็นจุดเสี่ยงในการจมน้ำของเด็กในพื้นที่รวมมากกว่า 70 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแหล่งน้ำตามธรรมชาติ โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายนของทุกปี เป็นช่วงที่พบเด็กจมน้ำเสียชีวิตมากที่สุด

ในการจัดอบรมครั้งนี้ ใช้วิธีการลอยตัวบนผิวน้ำ เพื่อให้เด็กสามารถเอาชีวิตรอดได้เองขณะตกน้ำ สำหรับวิธีการลอยตัวในน้ำเริ่มต้นด้วยการพยุงศีรษะให้อยู่พ้นผิวน้ำ พร้อมกับเริ่มนอนหงายหลังแล้ว เหยียดแขนไปด้านบนศีรษะ กางขาให้อยู่นิ่งๆ สูดลมหายใจไว้เต็มปอดกลั้นเอาไว้จะทำให้ร่างกายเริ่มลอยน้ำ จากนั้นปล่อยลมออกจากปอดอย่างรวดเร็ว และสูดลมเข้าเต็มปอดกั้นเอาไว้สลับกันไป ร่างกายก็จะสามารถลอยอยู่บนน้ำได้เองเป็นเวลานาน โดยไม่จมน้ำ อีกทั้งยังฝึกอบรมทักษะในกับเด็กๆ ในการช่วยชีวิตผู้ที่จมน้ำอย่างถูกวิธีและไม่ให้เป็นอันตรายกับตัวผู้ที่ช่วยเหลือเอง ด้วยหลักการ “ตะโกน โยน ยื่น” คือ 1.ตะโกน โดยเรียกให้คนมาช่วย และรีบโทรแจ้งทีมแพทย์กู้ชีพ โทร 1669 หรือ รพ.ใกล้เคียง 2.โยน คือการโยนอุปกรณ์ใกล้ตัว วัสดุลอยน้ำได้ เช่น เชือก ถังแกลลอนพลาสติกเปล่า ขวดน้ำพลาสติกเปล่า เพื่อให้ผู้ที่ตกน้ำเกาะพยุงตัวได้ 3. ยื่น คือการยื่นของยาวๆ ที่อยู่ใกล้ตัวให้คนตกน้ำจับเพื่อดึงตัวขึ้นมาจากน้ำ เช่น เสื้อผ้า ไม้ เป็นต้น

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 สถานีอุตุนิยมวิทยาลำปางได้ออกประกาศเตือนสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่า ให้ประชาชนในพื้นที่ จ.ลำปาง ระวังสภาพอากาศที่เกิดความแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา โดยจะเกิดฝนฟ้าคะนองในช่วงระยะนี้ อันเนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยมีอากาศร้อน ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีพายุฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้

โดยพื้นที่ภาคเหนือจะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวนนี้ ระหว่างวันที่ 22-24 กุมภาพันธ์ 2561 นี้ จึงขอให้ประชาชนพร้อมรับมือ และในช่วงเกิดภัยให้หลักเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง ในช่วงเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง สำหรับอุณหภูมิเช้าวันนี้ในพื้นที่ จ.ลำปาง บริเวณพื้นราบสถานีตรวจวัดสภาพอากาศการเกษตรห้างฉัตร อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง วัดได้ต่ำสุด 21 องศาเซลเซียส ส่วนตัวเมืองลำปาง วัดได้ 21.7 องศาเซลเซียส

โดยพยากรณ์อากาศของศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ ได้รายงานว่า เช้าวันนี้อุณหภูมิบนยอดดอยวัดได้ต่ำสุดในภาคเหนือ 5.6 องศาเซลเซียส ที่สถานีเกษตรหลวงอ่างข่าง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ส่วนเมื่อวานนี้ (20กุมภาพันธ์) อุณหภูมิสูงสุดในภาคเหนือวัดได้ 37.1 องศาเซลเซียส ที่ อ.เถิน จ.ลำปาง

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระดับน้ำโขงที่จังหวัดหนองคายได้ลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง จนมีระดับต่ำกว่า 2 เมตร ล่าสุดระดับน้ำโขงวัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย กรมทรัพยากรน้ำ อยู่ที่ 1.66 เมตร ลดลงจากช่วงเดียวกันของเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 13 ซม. และยังมีแนวโน้มลดลงอีก เนื่องจากระดับน้ำโขงทางตอนเหนือ คือที่สถานีเชียงคาน จังหวัดเลย วันนี้ลดลง 17ซม. เช่นกัน จากระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ลดต่ำทำให้เกิดหาดทรายหลายแห่ง โดยเฉพาะในเขตอำเภอศรีเชียงใหม่ , อำเภอท่าบ่อ และอำเภอเมืองหนองคาย มีหาดทรายเกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้าง โดยเฉพาะที่บริเวณอำเภอศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ช่วงบ้านหัวทราย เชื่อมต่อกับบ้านพานพร้าว ต.พานพร้าว มีหาดทรายแม่น้ำโขงเกิดขึ้น ระยะทางยาวประมาณ 1 กิโลเมตร

ดังนั้นทางอำเภอศรีเชียงใหม่จึงจัดทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเล่นน้ำริมหาดทราย โดยนายสมบูรณ์ เดชา ปลัดอำเภอศรีเชียงใหม่ พร้อมด้วยนายเวียงศักดิ์ ทองพระจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านพานพร้าว และคณะได้ออกตรวจสภาพพื้นที่ก่อนจะมีการวางแผนบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกันทั้งทางอำเภอและชุมชน คาดว่าจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เล่นน้ำได้กลางเดือนมีนาคมไปจนถึงต้นเดือนพฤษภาคม หรือจนกว่าน้ำโขงจะมีระดับสูงขึ้น ซึ่งจุดเด่นของหาดแห่งนี้นอกจากชายหาดที่ยาวกว่า 1 กิโลเมตร เล่นน้ำโขงได้ปลอดภัย น้ำไม่ลึกแล้ว ยังได้ชมทัศนียภาพของนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามได้อย่างใกล้ชิดด้วย

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนายวิลัย พรมพิมพ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 บ้านซำบอน ต.บุ่งคล้า อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ ว่า ช่วงนี้มีช้างป่าโขลงใหญ่ลงมาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว เข้ามากัดกินต้นกล้วยที่ชาวบ้านปลูกไว้ในพื้นที่เสียหายเป็นจำนวนมาก จึงได้ลงพื้นที่พร้อมกับนายจรูญ บุหิรัญ นายอำเภอบุ่งคล้า ทหารรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดบึงกาฬ กำนันผู้ใหญ่บ้าน เมื่อไปถึงบริเวณสวนยางพาราของนายบัญฑิต ชัยมณี อายุ 69 ปี ที่มีเนื้อที่กว่า 20 ไร่ พบว่าต้นกล้วยน้ำหว้าที่ปลูกแซมภายในสวนยางพารา ล้มหักโค่นเสียหายเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งกล้วยบางต้นกำลังออกใกล้ที่จะได้ผลผลิต ถูกช้างป่าใช้งวงดึงหักโค่นเอาหยวกกล้วยมากิน และยังมีต้นยางพาราที่ปลูกไว้อายุ 2 – 3 ปี หักโค่นเสียหายอีกหลายต้น เจ้าของสวนต้องจำใจตัดต้นกล้วยที่เหลืออยู่ในสวนทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ช้างป่าลงมาก่อกวนอีก

นายวิลัย พรมพิมพ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 บ้านซำบอน กล่าวว่า บริเวณโดยรอบของบ้านซำบอน หมู่ที่ 8 ยังมีพื้นที่อีกหลายแห่งที่ช้างป่าภูวัวลงมาหากินในตอนกลางคืน และทำลายพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งจากการสำรวจในเบื้องต้นมีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนกว่า 20 ครอบครัวแล้ว รวมทั้งชาวสวนยางพาราในพื้นที่บ้านโนนไพศาล ต.โคกกว้าง ที่มีพื้นที่ติดกัน ก็ได้รับผลกระทบจากช้างป่าเหมือนกัน ซึ่งหมู่บ้านในระแวงนี้ชาวบ้านผวา ไม่กล้าออกมากรีดยางในเวลากลางคืน เกรงจะได้รับอันตราย ต้องรอให้ช้างกลับเข้าป่าในช่วงรุ่งสางจึงสามารถออกมากรีดยางพาราได้

นายจรูญ บุหิรัญ นายอำเภอบุ่งคล้า กล่าวว่า จะสั่งการให้เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว เข้ามาสำรวจความเสียหายและเร่งชดเชยความเสียหายให้กับชาวสวนยางพาราและสวนกล้วยโดยเร็ว พร้อมให้เจ้าหน้าที่เข้ามาผลักดันช้างป่าโขลงนี้ให้กับขึ้นไปบนเขาโดยเร็วเพื่อป้องกันความเสียที่จะเกิดขึ้นอีก และให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ให้ระมัดระวังช้างป่า