ไม่นานนัก ก็พบปัญหาเรื่องของ “โรคราน้ำค้าง” ซึ่งเป็นโรค

ที่สำคัญในพืชตระกูลแตง แต่ด้วยความไม่รู้ว่าโรคที่เจอคือโรคอะไร ต้องฉีดสารป้องกันกำจัดอะไรให้ตรงกับโรคและแมลงที่พบหรือระบาด ซึ่งในตอนนั้นก็เจอปัญหาเรื่องโรคราน้ำค้างทำลาย ตอนนั้นจำได้ว่าปลูกในช่วงฤดูหนาว ราวๆ เดือนมกราคม แล้วเป็นจังหวะที่ในปีนั้นอากาศหนาวจัดมาก ปรากฏว่าโรคราน้ำค้างระบาดด้วยความไม่รู้ว่าเกิดโรคราน้ำค้าง ปล่อยให้เกิดการระบาดขึ้นในแปลง เรายังฉีดยาเชื้อราพื้นๆ ทั่วไป ไม่ได้ใช้ยาป้องกันกำจัดโรคราน้ำค้างโดยตรง และฉีดให้ถี่ขึ้น ก็ทำให้เราพลาดไปสำหรับการปลูกแคนตาลูปครั้งแรก ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือ ประสบการณ์ที่ได้รับให้มาปรับปรุง

ผลผลิตแคนตาลูป จำนวน 2 ไร่ ที่ได้ในตอนนั้น แค่ 2,000 กิโลกรัม เท่านั้น ขายได้เงิน 40,000 กว่าบาท โดยปกติแล้วการปลูกแคนตาลูปจะต้องได้ผลผลิตมาก 2,000-3,000 กิโลกรัม ต่อไร่ แต่คุณประเสริฐปลูก 2 ไร่ ได้ผลผลิตเท่าๆ กับเกษตรกรมืออาชีพปลูกเพียง 1 ไร่ เท่านั้น

คุณประเสริฐ เล่าว่า ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี อย่างน้อยก็รู้ว่าขายแคนตาลูปได้ ทำให้คนในพื้นที่ประหลาดใจว่าแคนตาลูปปลูกได้ในพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งอากาศร้อน สภาพดินไม่ดีเลย โดยคนส่วนใหญ่ยังคิดว่าพืชตระกูลแคนตาลูปหรือเมล่อนต้องปลูกในพื้นที่เฉพาะหรือในเขตภาคเหนือที่มีอากาศเย็น และทำให้คุณพ่อ หรือ คุณพ่อสมศักดิ์ บางแดง ที่เป็นชาวนา ทำนามาโดยตลอด ก็เกิดความสนใจและตอนนี้ช่วยกันดูแลกับคุณพ่อ 2 คน เป็นหลัก ซึ่งคุณพ่อสมศักดิ์ยังได้เล่าให้ฟังว่า ตนเองมองเห็นว่าพืชพวกนี้ปลูกได้ในบริเวณนี้ สามารถให้ผลิตดี มีราคาสูง ใช้แค่แรงงานคนในครอบครัว งานไม่หนักมากเหมือนการทำนา ซึ่งตนเองอายุมากแล้ว และใช้พื้นที่ปลูกน้อย ซึ่งคุณพ่อสมศักดิ์บอกว่า “ตอนนี้การผลิตเมล่อน 1 รุ่น ต่อโรงเรือน สร้างรายได้ดีกว่าการทำนา 10 ไร่ เสียอีก”

“การทำนาในตอนนี้ที่คุณพ่อบอกเป็นนาปี จะปลูกข้าวไว้ประมาณ 20 ไร่ เพื่อส่วนหนึ่งเก็บไว้กินใน 1 ปี โดยไม่ต้องซื้อข้าวกิน ส่วนที่เหลือก็จะขายได้เพียงเกวียนละ 5000 กว่าบาทเท่านั้น สำหรับการทำนาก็พอเหลือบ้างในคราวนั้นๆ ถ้าพื้นที่ที่มีน้ำสมบูรณ์ทำนาได้หลายๆ รอบ ก็พอจะอยู่ได้ มีเงินเหลือที่จะใช้จ่ายใน 1 รอบปีที่ทำนา แต่พื้นที่แถบนี้ทำนาได้เพียงครั้งเดียว เนื่องจากน้ำไม่ค่อยดี ทำให้การทำนาไม่สามารถสร้างรายได้ให้พอใช้จ่ายตลอดทั้งปีได้ แต่การปลูกเมล่อนนั้นสามารถวางแผนการผลิตได้ให้สามารถมีเงินหมุนเวียนในแต่ละเดือนได้เป็นอย่างดี”

คุณประเสริฐ เล่าว่า ตอนนี้ตนเองและครอบครัวเริ่มปลูกเมล่อนมาได้ราวๆ 1 ปี ปลูกมาได้ 3-4 รอบแล้ว ซึ่งต่อรอบของการปลูกเมล่อน ตั้งแต่ปลูกจนเก็บขาย จะใช้เวลา 65-75 วัน (ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์) แล้วพักแปลงและรื้อแปลงอีก 15 วัน รวมแล้วต่อรุ่นหรือต่อรอบการผลิตก็เกือบ 3 เดือน เมล่อนตอนนี้ที่สวนก็มีลูกค้าประจำ ที่เขารับของเราไปเพื่อส่งเข้าห้างอีกทีหนึ่ง เพราะโรงเรือนเมล่อนเราได้รับรอง GAP ทำให้ง่ายและสะดวกในการค้า และลูกค้าประจำอีกรายที่จะรับไปขายต่อที่อำเภอวังน้ำเขียว ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว ผลผลิตตอนนี้ก็จะผลิตได้ 800-1,000 กิโลกรัม ต่อรุ่น ต่อโรงเรือน จำหน่ายได้ราคา กิโลกรัมละ 70-100 บาท ทีเดียว

การตัดสินใจปลูกเมล่อนในโรงเรือนเชิงการค้า นอกจากความรู้เบื้องต้นแล้ว คงจะเป็นเรื่องของต้นทุนหรือราคาโรงเรือนที่หลายๆ ท่านอยากทราบราคา

คุณประเสริฐ เล่าว่า ตอนนี้ตนเองมี 2 โรงเรือน โดยโรงเรือนของตนเองมีขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 36เมตร สูงจากพื้นถึงยอดหลังคา ประมาณ 3.80 เมตร พื้นที่รวมราว 216 ตารางเมตร ค่าใช้จ่ายกรณีของผมพอจะมีความรู้เรื่องช่าง คือสามารถอ๊อกเชื่อมเหล็กได้ จ้างช่างในพื้นที่มาช่วย ซื้ออุปกรณ์เองทั้งหมดเช่น เหล็ก ไนลอนปิดรอบโรงเรือน พลาสติกคลุมมุงหลังคาโรงเรือน และระบบน้ำ ต้นทุนโรงเรือนที่ทำเองก็จะไม่เกิน 70,000 บาท เท่านั้น แต่ถ้าจ้างผู้รับเหมามาทำก็แพงกว่านี้ 1-2 เท่าตัวทีเดียว หรือแสนกว่าบาทขึ้นไป

หากโรงเรือน ขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 36 เมตร พื้นที่รวมราว 216 ตารางเมตร สามารถปลูกเมล่อนได้เต็มพื้นที่ ราว 800 ต้น แต่จะทำงานได้ยากพอสมควร เนื่องจากต้นจะแน่น ชิดกันมาก การทำงาน เช่น มัดต้น แต่งแขนง ผสมดอก แขวนลูก หรือแม้กระทั่งการฉีดพ่นปุ๋ย ฮอร์โมน และสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงก็เป็นไปด้วยความลำบาก ก็ต้องปรับเปลี่ยนระยะปลูกให้ห่างขึ้น ก็มาลงตัวที่ 600 ต้น ต่อโรงเรือน ซึ่งสามารถทำงานได้สะดวกมากขึ้น

พลาสติกใสคลุม หรือมุงหลังคาโรงเรือน

เลือกใช้ความหนาที่ 150 ไมครอน ซึ่งที่เลือกใช้พลาสติกใสความหนาที่ 150 ไมครอน เพราะมีราคาปานกลาง ยังไม่ส่งผลเรื่องของการเจริญเติบโต หรือผลกระทบอะไรกับเมล่อนในโรงเรือน ส่วนถ้าใครมีทุนหรือกำลังทรัพย์มากพอ พลาสติกใส ความหนา 200 ไมครอน นั้นจะมีความเหมาะสมมากที่สุดและความทนทาน แต่ราคาก็สูงตาม

มุ้งกันแมลง (Insect Net) หรือมุ้งตาข่ายกันแมลง

ใช้ปิดล้อมโรงเรือนเมล่อน มีให้เลือกหลายความถี่ของตา ของตนเองเลือกใช้ มุ้งกันแมลงสีขาวที่แสงจะส่องเข้ามาได้ดีกว่าสีอื่น ส่วนความถี่ตานั้นเลือกใช้ ขนาด 32 ตา ต่อนิ้ว ซึ่งจะป้องกันได้เพียงแมลงขนาดใหญ่ เช่น เต่าแตง ส่วนแมลงขนาดเล็กอย่าง เพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว ไร ฯลฯ ไม่สามารถป้องกันได้ดีนัก แต่เราใช้วิธีการสังเกตการระบาดแล้วฉีดพ่นป้องกันกำจัดแทน

จากการปลูกเมล่อนในโรงเรือน การระบาดของแมลงไม่ได้มีมากนัก มีการฉีดพ่นไม่กี่ครั้งแมลงศัตรูก็จะน้อยหรือลดลงไปอย่างชัดเจน ยกตัวอย่าง เช่น การฉีดยาป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟแล้ว 1-2 รอบ เพลี้ยไฟก็จะหายหรือลดลงอย่างชัดเจน ไม่ได้กลับมาหรือเพิ่มเติมอีกเหมือนกับการปลูกในแปลงโล่งแจ้งที่ฉีดได้ 3-5 วัน แมลงศัตรูก็จะกลับมาใหม่ แต่ตาข่ายพลาสติกเบอร์นี้ที่ตนเองเลือกใช้นั้น ด้วยเหตุผลที่ลมสามารถพัดผ่านให้อากาศได้ถ่ายเท ซึ่งส่วนตัวคิดว่าดีแก่ตัวเกษตรกรที่ต้องปฏิบัติงานในโรงเรือนทุกวัน ถ้าลมไม่สามารถพัดผ่านลอดเข้ามาได้คนปฏิบัติงานก็จะแย่ เพราะร้อนอบอ้าวจนเกินไป จึงเลือกเบอร์ตาข่ายที่ลมสามารถพัดผ่าน ลมสามารถระบายได้ให้เราสะดวกสบายที่สุดในการทำงาน แต่จริงๆ แล้วการพิจารณาเลือกมุ้งตาข่ายยังส่งผลต่อความชื้นต่างๆ ในโรงเรือนด้วย ในแต่ละพื้นที่คงเลือกใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ตนเอง

ทำไม ปลูกเมล่อนแบบลงดิน ไม่ปลูกในถุงที่ใส่วัสดุปลูก

คุณประเสริฐ กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าตนเองไม่ได้เก่งเรื่องการให้ปุ๋ยการให้น้ำแบบนั้น ซึ่งมีความซับซ้อนและละเอียด อย่างการให้ปุ๋ย A, AB ต้องตั้งเวลาคำนวณการให้ว่า วันละกี่ครั้ง ครั้งละกี่นาที อัตราปุ๋ยที่จะให้แต่ละต้น วัดค่า EC ของปุ๋ย ซึ่งตนเองคิดว่าซับซ้อนจนเกินไปสำหรับตนเอง แต่การปลูกเมล่อนแบบลงดินแบบนี้ อย่างการให้น้ำก็มีคุณประเสิรฐและคุณพ่อที่เป็นคนดูแล ก็สามารถพิจารณาได้ว่าให้น้ำไปแล้วความชื้นของดินเพียงพอหรือไม่ นอกจากนี้ ยังต้องมองที่ต้นทุนของถุง วัสดุปลูกและอุปกรณ์ระบบน้ำ

“ก็มองแบบนี้ เลยคิดว่าการปลูกเมล่อนแบบลงดินในโรงเรือนน่าจะเหมาะสมกับตนเองที่สุด มีการจัดการที่ไม่ซับซ้อนมากนัก ง่าย สะดวก เข้าใจได้ง่าย อย่างการเตรียมแปลงก็ยังใช้จอบขุดดินสำหรับการเตรียมแปลงใหม่ทุกรอบ แต่อนาคตก็ต้องใช้เครื่องพรวนดินขนาดเล็กเพื่อผ่อนแรงและรองรับโรงเรือนที่จะขยายจำนวนเพิ่มอีก เพื่อให้ผลผลิตส่งหรือมีขายได้ทุกเดือน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่อยากได้ผลผลิตทุกเดือน”

ระบบน้ำที่สวนไม่ซับซ้อน

ต้นทุนระบบน้ำของที่สวน ไม่เกิน 5,000 บาท สำหรับระบบเมนหลัก ซึ่งการให้น้ำและปุ๋ยผ่านน้ำทั้ง 2 โรงเรือน เราใช้ปั๊มน้ำ ขนาดแค่ 1 แรง เท่านั้น ซึ่งมีราคาไม่แพงนัก แรงดันก็เพียงพอในการส่งน้ำและปุ๋ยผ่านน้ำไป มีตัวกรองขนาดเล็กที่จะช่วยไม่ให้เศษต่างๆ ผ่านเข้าไปในสายยางแล้วไปอุดตันระบบน้ำ

การเตรียมดิน เตรียมแปลงปลูกเมล่อน

ทุกครั้งที่เราเก็บผลผลิตเสร็จ ก็จะต้องรื้อถอนต้นออกจากแปลงให้หมด ขั้นตอนทั้งหมดก็จะประมาณ 15 วัน ก่อนที่จะเริ่มปลูกเมล่อนรุ่นต่อไป สิ่งที่ต้องทำคือ เก็บอุปกรณ์ต่างๆ เช่น สายน้ำหยด พลาสติกคลุมแปลง เชือก เป็นต้น ขุดตากดินเอาไว้หว่านปูนขาวเพื่อช่วยฆ่าเชื้อ จากนั้นจะเริ่มใส่ปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดิน เพราะดินที่นี่ค่อนข้างจะเป็นดินที่ไม่ค่อยมีความสมบูรณ์มากนัก จึงต้องให้ความสำคัญในการเติมหรือใส่อินทรียวัตถุต่างๆ ทุกครั้งในการเตรียมดิน หว่านเชื้อไตรโคเดอร์มาที่ขยายเชื้อเอาไว้ใช้เอง (เชื้อราไตรโคเดอร์มา คือ เชื้อราชนิดหนึ่งที่ดำรงชีวิตอยู่ในดิน อาศัยเศษซากอินทรียวัตถุเป็นอาหารโดยไม่มีอันตรายกับพืช คน สัตว์ และแมลง เชื้อราไตรโคเดอร์มา หลายชนิดมีคุณสมบัติในการควบคุมและทำลายเชื้อราสาเหตุโรคพืชทางดิน จึงทำให้พืชมีระบบรากที่สมบูรณ์ แข็งแรง หาอาหารได้มาก ต้นพืชจึงสมบูรณ์ให้ผลผลิตสูง และคุณภาพดี) ก็คลุกเคล้าวัสดุปลูกต่างๆ ให้ทั่ว ย่อยดินให้ละเอียด เกลี่ยแปลงให้เรียบ ก็จะเสร็จสิ้นการทำแปลงปลูก

ต่อจากนั้นก็ต้องวางสายน้ำหยด เปิดน้ำทดสอบว่าหลังเปิดน้ำยังหยดสม่ำเสมอดีหรือไม่ ตรวจเช็กให้เรียบร้อย จากนั้นก็จะปูพลาสติกคลุมแปลง โดยถ้าเกษตรกรมีความประณีตในการดูแลรักษาและการจัดเก็บอุปกรณ์ อย่างพลาสติกคลุมแปลงที่ใช้แล้ว ก็สามารถนำกลับมาใช้ได้อีกหลายรอบ จนกว่าจะหมดสภาพไป ซึ่งวัสดุทุกอย่างคือต้นทุนการผลิต ถ้าเราใช้และเก็บรักษาอย่างดี อุปกรณ์นำกลับมาใช้ซ้ำได้อีก ไม่ต้องซื้อใหม่ทุกครั้ง ซึ่งก็ต้องมาเสียเวลาและค่าแรงงานในการเจาะรูใหม่ นั้นก็จะเป็นการลดต้นทุนที่ถูกต้อง ไม่ใช่ไปลดต้นทุนในการดูแลบำรุงพืช

มีผู้ที่เคารพท่านหนึ่งเล่าว่า แถวชานเมืองของกรุงเทพฯ และปริมณฑล เมื่อก่อนนี้ ชาวบ้านยังมีการทำนา ปลูกพืชผัก ผลไม้ต่างๆ เหมือนๆ กับชาวบ้านต่างจังหวัด

มีครอบครัวหนึ่ง ซึ่งฐานะเช่นเดียวกับเกษตรกรในประเทศไทยทั่วๆ ไป ซึ่งมีความยากจนเป็นพื้นฐาน ครอบครัวนี้มีที่นาประมาณ 20 ไร่ มีลูก 2 คน

คนโต พ่อกับแม่กัดฟันส่งให้เรียนจนจบปริญญา ได้เข้ารับราชการมีตำแหน่งที่ทำให้พ่อแม่มีหน้ามีตาได้ในสังคม ชอบทำตัวโอ้อวด ฟุ้งเฟ้อ ใช้จ่ายเงินทองโดยไม่คิด ใครยกย่องก็เลี้ยงดูปูเสื่อโดยไม่คำนึงถึงเงินทอง

ตอนที่รับราชการก็อาศัยบ้านพักของหลวง จึงไม่คิดซื้อบ้านมาเป็นของตนเอง ทั้งๆ ที่มีครอบครัว โดยลำพังเงินเดือนข้าราชการในสมัยนั้น ไม่พอค่าใช้จ่าย เขาจึงมีหนี้มีสินล้นพ้นตัว

คิดได้แต่เพียงว่า พ่อได้แบ่งที่ดินไว้ให้แล้ว

ส่วนลูกคนเล็ก ไม่ได้ร่ำเรียนอะไร พอจบภาคบังคับก็ช่วยพ่อแม่ทำนา ส่งเสียให้พี่ชาย

ลูกคนเล็กเป็นคนสมถะ ไม่ชอบคบหาสมาคมกับใครมากมายนัก เวลาว่างจากนา ก็ปลูกผัก เลี้ยงปลาเพื่อเป็นรายได้เสริม ทำให้มีเงินเหลือเก็บ หลังจากที่ได้แต่งงานกับคนในละแวกเดียวกัน ก็ยิ่งทำให้เขาขยันเพิ่มมากขึ้น

ในขณะที่พี่ชาย กลายเป็นคนมีชื่อเสียงและเจริญก้าวหน้าในอาชีพราชการ ด้วยความเป็นคนที่มีใจนักเลง ยิ่งหน้าที่การงานก้าวหน้า เขายิ่งมีรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

ก่อนพ่อแม่จะล้มหายตายจาก ได้แบ่งที่นาให้กับลูกชายทั้ง 2 คน คนละ 10 ไร่

ตรงกับขณะนั้น ที่ดินแถวนั้นมีราคาสูง นายทุนต่างๆ กว้านซื้อเพื่อทำหมู่บ้านจัดสรร

ลูกชายคนโต เมื่อได้ส่วนแบ่งมา 10 ไร่ จึงขายให้นายทุนทั้งหมด ได้เงินมาก้อนโตพอสมควร

แต่เขายังมีหนี้สินที่จะต้องใช้ ทั้งบัตรเครดิต ทั้งหนี้นอกระบบ ทั้งหนี้ในระบบ เงินที่ได้จากการขายที่ จึงหายไปส่วนหนึ่งจากการใช้หนี้ เหลืออีกส่วนเขาก็ซื้อบ้านจัดสรร บนที่ดินที่เขาขายไปนั่นเอง

ยังมีเงินหลืออยู่พอสมควร ด้วยนิสัยของเขา แทนที่เขาจะคิดได้ แต่เขากลับใช้เงินก้อนที่เหลือ อย่างฟุ่มเฟือยเหมือนเดิม จนทำให้เงินก้อนนั้นก็หมดไป

แต่ยังดีที่เขายังได้รับเงินบำนาญอยู่ แต่ไม่มากนัก พอกระเบียดกระเสียรประทังชีวิตไปได้ ลูกเต้าที่มีไม่ทำงานทำการอะไร

ส่วนลูกคนเล็กของครอบครัว ได้รับส่วนแบ่งมา 10 ไร่ เช่นกัน แต่เขาไม่ขาย ยังคงทำอาชีพทำนา ปลูกผัก เลี้ยงปลาอยู่เหมือนเดิม ในบ้านที่พ่อแม่สร้างไว้ แต่ก็ได้ต่อเติม ทันสมัยขึ้น

และชีวิตมีความสุขแบบเดิมๆ

เรื่องที่เล่ามา เป็นเรื่องจริง จึงอยากจะให้ใครก็ตามที่ผ่านมาคอลัมน์วิถีชาวบ้านปักษ์นี้ได้คิด และอยากจะให้เรื่องราวชีวิตของพี่น้องเป็นอุทาหรณ์

สำหรับคนที่อยู่ในช่วงวัยเกษียณ

หนังสือ เกษตรหลังเกษียณ โอกาสเพิ่มรายได้ และสร้างกำไรชีวิต

โดย กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน

อ่านเทคนิคการทำ เกษตรสวนผสม ปศุสัตว์ขนาดย่อม สำหรับผู้สูงวัย

อยากจะให้ซื้อหามาอ่านกัน ไม่ว่า คนที่กำลังจะเกษียณ หรือคนที่เพิ่งเกษียณ อ่านแล้วจะได้เตรียมตัวรับชีวิต ในวัยหลังเกษียณ เมื่อกลางปีที่ผ่านมา คุณเอกพงษ์ ขุนทอง อายุ 18 ปี นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีที่ 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุง จังหวัดพัทลุง ได้เข้าร่วมโครงการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร GOOD AGRICULTURAL PRACTICES FOR FOOD CROP หรือ GAP ซึ่งจัดโดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย คุณเอกพงษ์ได้นำเสนอโครงการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ จนได้รับรางวัลชมเชย จากนั้นได้นำกลับมาขยายต่อยอด ใช้พื้นที่ว่างรอบบริเวณบ้านปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ ขายผลมะนาว ซึ่งจากผลผลิตที่ได้ขายได้ราคาดี จึงขยายปลูกเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังตอนกิ่งชำมะนาวเองขายสร้างรายได้ระหว่างเรียน เดือนละกว่า 10,000 บาท

คุณเอกพงษ์ กล่าวว่า โครงการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร GOOD AGRICULTURAL PRACTICES FOR FOOD CROP หรือ GAP ที่ได้เข้าร่วมโครงการ และเสนอโครงการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ ได้รับรางวัลชมเชย รู้สึกภูมิใจกับรางวัลที่ได้รับ แต่ไม่ใช่จะเริ่มเรียนรู้ในการปลูกมะนาวหลังเข้าร่วมโครงการ เพราะก่อนหน้านี้ ก็ได้ทดลองปลูกและตอนกิ่งพืชต่างๆ มาจากปู่ พ่อ แม่ โดยเริ่มทำการเกษตรมาตั้งแต่เรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 แต่การได้เข้าร่วมโครงการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร เราได้เรียนรู้ศึกษาเทคนิคใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งได้นำมาปรับใช้ในการปลูกมะนาว

ในครั้งนั้น คุณเอกพงษ์ ได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการ ปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร มาลงทุนปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ จำนวน 8,500 บาท หลังทำโครงการก็ได้คัดเลือกให้ได้รับรางวัลชมเชย และได้เงินรางวัลมาอีก 3,000 บาท จึงได้ปรับพื้นที่บริเวณรอบบ้าน บนเนื้อที่ 2 ไร่ ขยายแปลงมะนาว ทั้งปลูกลงดิน และปลูกในท่อซีเมนต์ ควบคู่กับการตอนและปักชำกิ่งขาย โดยกิ่งตอน ขายในราคา 25-30 บาท กิ่งชำลงถุงขายในราคา 50-70 บาท ใช้เวลา 10-20 วัน ก็สามารถตัดกิ่งขายได้แล้ว

“ผมใช้เวลาว่างจากการเรียนหนังสือในช่วงเช้า ช่วง-เย็น และในวันหยุด ในการทำแปลงปลูกมะนาว โดยเน้นหนักให้เป็นแปลงปลอดสารพิษ ใช้ปุ๋ยชีวภาพที่ผลิตขึ้นมาเองจากการหมัก อีเอ็ม ฮอร์โมนผลไม้ ในการปรับผิวดิน ซึ่งวิธีการดูแลรักษาในช่วงแรกๆ อาจจะยุ่งยากในการดูแล และเหนื่อยหน่อย แต่ในระยะยาวจะส่งผลให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ เก็บผลมะนาวได้นาน ขายได้ราคา ส่วนการเก็บผลผลิตขายนั้นก็จะมีแม่เป็นคนเก็บผลผลิตนำไปขาย และเก็บเงินไว้ให้เพื่อใช้เป็นทุนการศึกษา และเก็บไว้ส่วนหนึ่งเพื่อขยายพื้นที่ทำการเกษตรออกไปอีก”

คุณเอกพงษ์ บอกด้วยว่า ตอนนี้ยังปลูกต้นสะตอพันธุ์บ้านแร่ พืชผักสวนครัว มะพร้าวน้ำหอม เลี้ยงสุกรพันธุ์พื้นเมือง เลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้อ และ เลี้ยงปลา โดยอาศัยพื้นที่บริเวณบ้าน ทำเกษตรพอเพียงตามแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งปัจจุบันที่บ้านจะมีกลุ่มเกษตรกรจากพื้นที่ต่างๆ ทั้งในจังหวัด และต่างจังหวัด เข้ามาดูงานการทำการเกษตรอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ยอดขายกิ่งมะนาวได้เพิ่มขึ้น และสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอีกทาง

ในฉบับนี้ ขอพาท่านผู้อ่านไปเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้เรื่องการปลูก “กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50” ที่ “บ้านสวนคลายทุกข์” ของ “คุณศักดิ์ชัย ตั้งตระกูลวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ” ปัจจุบัน ฟาร์มแห่งนี้ ตั้งอยู่เลขที่ 72 หมู่ที่ 6 บ้านคำสมบูรณ์ ตำบลโนนหนามแท่ง อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ อยู่ภายใต้การดูแลของผู้จัดการฟาร์ม คือ คุณคมกฤช สุขกุล โทร. (095)479-5740

คุณคมกฤช สุขกุล เล่าให้ฟังว่า ฟาร์มบ้านสวนคลายทุกข์แห่งนี้มีเนื้อที่ 32 ไร่ เดิมใช้เป็นพื้นที่ปลูกยางพารา ต่อมา ปี 2558 ได้เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยแบ่งพื้นที่ จำนวน 5 ไร่ เพื่อทำนา รวมทั้งปลูกมะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร และพันธุ์ทูลเกล้า ในวงบ่อซีเมนต์ จำนวน 600 บ่อ นอกจากนี้ยังปลูกมะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร พันธุ์ทูลเกล้า มะนาวพันธุ์ตาฮิติ และมะนาวเลมอนเม็กซิกัน ลงดินอีก จำนวน 1,200 ต้น และแบ่งพื้นที่ จำนวน 6 ไร่ เพื่อทำสวนกล้วยเชิงการค้า โดยเลือกปลูกกล้วยพันธุ์น้ำว้าปากช่อง 50

เนื่องจากกล้วยน้ำว้านับเป็นไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและส่งออก ปัจจุบัน ผลผลิตกล้วยน้ำว้ายังไม่เพียงพอต่อความต้องการของการบริโภค และตลาดมีความต้องการกล้วยเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ทำให้ราคาขายกล้วยพันธุ์น้ำว้าปากช่อง 50 สูงถึงหวีละ 40-50 บาท

กล้วยน้ำว้า เป็นพืชที่ปลูกง่าย โตไว ให้ผลผลิตดี ศัตรูพืชมีน้อย แถมให้ผลผลิตตลอดทั้งปี มีระยะเวลาการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต ประมาณ 1 ปี โดยปลูกต้นกล้วยน้ำว้าต้นแม่เพียงต้นเดียว ต้นกล้วยจะแตกหน่อใหม่ เรียกว่า หน่อตาม ออกมาเรื่อยๆ หากเกษตรกรดูแลแปลงปลูกเป็นอย่างดี จะสามารถเก็บเกี่ยวหน่อตามได้มากกว่า 10 ปี โดยปริมาณและคุณภาพของผลผลิตดีไม่แพ้ที่ได้จากต้นแม่

“ปากช่อง 50” ตอบโจทย์ ความต้องการตลาด

สวนคลายทุกข์ เลือกปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ตามคำโฆษณาที่แพร่หลายในสื่อต่างๆ ว่า กล้วยชนิดนี้เหมาะสำหรับปลูกเชิงการค้า คุณคมกฤช บอกว่า กล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 เกิดจากผลวิจัยปรับปรุงพันธุ์ของ อาจารย์กัลยาณี สุวิทวัส สถานีวิจัยปากช่อง สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์เพื่อการค้นคว้าและพัฒนาพืชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

โดยทั่วไป กล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ปลูกดูแลง่าย เติบโตได้ดีในสภาพดินร่วนปนทราย หลังปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 เกษตรกรจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตรุ่นแรกในช่วงเดือนเดียวกันของปีถัดมา และทยอยเก็บผลผลิตจากหน่อตามในอีก 6 เดือนต่อมา หลังจากนั้น จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในทุกๆ 20 วัน

คุณคมกฤช ไปสั่งจองต้นกล้วยพันธุ์น้ำว้าปากช่อง 50 ที่ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเนื้อเยื่อจากสถานีวิจัยปากช่อง ในราคา ต้นละ 35 บาท จำนวน 1,200 ต้น แต่ตอนนี้เพิ่งได้หน่อกล้วยเพียง 400 ต้น นำมาทยอยปลูกที่สวนคลายทุกข์ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 โดยพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกกล้วยได้ 133 ต้น

เพื่อให้สวนกล้วยแห่งนี้มีผลผลิตที่ดีตามเป้าหมายที่วางไว้ คุณคมกฤช ปลูกกล้วยตามคำแนะนำของอาจารย์กัลยาณีเป็นหลัก เริ่มจากเตรียมแปลงปลูก ในระยะ 3×3 เมตร ขนาดหลุมปลูก 50x50x50 เซนติเมตร หลังเตรียมหลุมเสร็จให้คลุกเคล้าปุ๋ยคอกผสมดิน ใส่หลุมละ 1 กิโลกรัม รองก้นหลุมขึ้นมาประมาณ 30 เซนติเมตร ก่อนจึงค่อยปลูกต้นกล้วย กลบบริเวณโคนต้นให้แน่น ทำแอ่งดินรอบต้นเพื่อเก็บน้ำรักษาความชื้นของดิน และควรรองก้นหลุมด้วยฟูราดานป้องกันหนอนกอกล้วย ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อหลุม

หลังปลูกเสร็จ ควรให้น้ำตามทันที เพื่อให้ดินมีความชุ่มชื้นพอเพียง ป้องกันต้นกล้วยเหี่ยวเฉา ใบแห้งและยุบตัว หลังปลูกอาจมีบางต้นตาย บางต้นแตกต้นใหม่ขึ้นแทน ทำให้อายุต้นไม่สม่ำเสมอกัน ในระยะเดือนแรกต้องเอาใจใส่อย่างมาก คอยให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ดินชุ่มชื้นเพียงพอ ที่นี่ให้น้ำในระบบสปริงเกลอร์ เพื่อช่วยให้ต้นกล้วยตั้งตัวได้เร็ว สามารถสร้างใบและลำต้นใหม่ได้ดี

การปลูกกล้วยจากต้นเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต้องเอาใจใส่ในช่วง 4 เดือนแรกให้ดี จะได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากับการลงทุน หลังจากปลูก 1-2 เดือนแรก ให้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ประมาณ 100-150 กรัม ต่อต้น เดือนที่ 2-3 ต้นกล้วยจะมีต้นและใบใหม่ทั้งหมด มักมีหญ้าขึ้นคลุมต้น จะใช้แรงงานคนคอยถากหญ้าบริเวณโคนต้น เดือนที่ 3 ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแทน เดือนที่ 4-5 ดูแลให้ปุ๋ย 15-15-15 ประมาณ 100-150 กรัม ต่อต้น

เดือนที่ 6 ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแทน งดใส่ปุ๋ยจนกว่าต้นกล้วยจะแทงปลี จึงใส่ปุ๋ยเคมีอีกครั้ง หลังเก็บเกี่ยวจึงเริ่มให้ปุ๋ยรอบใหม่ เดือนที่ 6-7 ต้นกล้วยเริ่มแทงหน่อ สะสมอาหารเพื่อการตกเครือ เดือนที่ 9 กล้วยเริ่มแทงปลี อายุเครือกล้วยจากการแทงปลีจนกระทั่งเก็บเกี่ยว มีอายุประมาณ 4 เดือน เท่ากับหน่อพันธุ์กล้วยน้ำว้าทั่วไป สำหรับกล้วยรุ่นนี้ คุณคมกฤช คาดว่าจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2560

ปัญหาอุปสรรคที่เจอ เกิดจากสภาพพื้นที่ปลูกไม่เหมาะสม เนื่องจากพื้นที่บางส่วน มีสภาพเป็นที่ดินลุ่มต่ำ หลังเจอลมมรสุม ทำให้มีน้ำฝนท่วมขังในแปลงปลูกกล้วยนานถึง 2 เดือน ต้นกล้วยไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร แถมเจอปัญหาใบกล้วยเหลืองอีกต่างหาก ต้องรอจนกระทั่งปัญหาน้ำท่วมลดลง จึงค่อยปรับพรวนที่ดินใหม่อีกครั้ง

คุณคมกฤช บอกว่า ก่อนตัดสินใจปลูกกล้วยพันธุ์น้ำว้าปากช่อง 50 เชิงการค้า ผมไปสำรวจตลาดพบว่า กล้วยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถขายได้ทุกส่วน ตั้งแต่หน่อกล้วย ใบกล้วย หัวปลี แถมกล้วยเป็นพืชที่เติบโตได้ดี ดูแลง่าย ปัญหาโรคและแมลงค่อนข้างน้อย แทบไม่ต้องใช้ยาเคมี แม้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ในภาคอีสาน จะรู้จักและคุ้นเคยกับการบริโภคกล้วยน้ำว้ามะลิอ่องเป็นหลัก แต่กล้วยชนิดนี้มีผลผลิตน้อยไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด

สำหรับกล้วยพันธุ์น้ำว้าปากช่อง 50 ปัจจุบันเกษตรกรยังปลูกกันน้อย ยังไม่ค่อยมีผลผลิตออกวางขายในตลาดภาคอีสาน โดยเฉพาะเขตอีสานล่าง ซึ่งมีแหล่งค้าส่งผลไม้ที่สำคัญอยู่ที่ ตลาดเจริญศรี วารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ผลผลิตจากตลาดแห่งนี้ กระจายตัวครอบคลุมในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร ฯลฯ

“ผมไปสำรวจตลาดค้าส่ง ค้าปลีก ในแถบอีสานล่างมาแล้ว ยังไม่มีกล้วยพันธุ์น้ำว้าปากช่อง 50 ออกวางขาย จึงเป็นช่องว่างทางการตลาดที่ดีที่จะเปิดโอกาสให้กล้วยพันธุ์น้ำว้าปากช่อง 50 ของสวนคลายทุกข์ เข้าไปสร้างส่วนแบ่งตลาดในพื้นที่ดังกล่าว” คุณคมกฤช กล่าว

จุดเด่น “กล้วยปากช่อง 50”

ทั้งนี้ คุณคมกฤช มั่นใจว่า กล้วยพันธุ์น้ำว้าปากช่อง 50 จะสามารถสร้างฐานตลาดลูกค้าในภาคอีสานได้ไม่ยาก เพราะมีลักษณะเด่นที่ตอบโจทย์ความต้องการตลาดได้อย่างดีเยี่ยม เนื่องจากกล้วยพันธุ์นี้มีขนาดใหญ่ น้ำหนักเครือมากกว่า 30 กิโลกรัม (ไม่รวมก้านเครือ) จำนวนหวีมากกว่า 10 หวี จำนวนผลต่อหวี ประมาณ 18 ผล ผลกล้วยใหญ่อ้วนดี น้ำหนักผลโดยเฉลี่ยประมาณ 140 กรัม ต่อผล ไส้กลางไม่แข็ง ออกสีเหลือง เนื้อแน่น ผลสุกมีความหวาน 26 องศาบริกซ์ หากมีการดูแลจัดการสวนที่ดี เกษตรกรจะมีผลกำไรจากการขายกล้วยพันธุ์น้ำว้าปากช่อง 50 ประมาณ 10,000-12,000 บาท ต่อไร่ ทีเดียว

ประการต่อมา เป็นที่น่าสังเกตว่า ปัญหาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้โรค-แมลง โดยเฉพาะโรคตายพราย และหนอนกอ หรือด้วงงวงเจาะเหง้า ซึ่งฝังตัวอยู่ในเหง้า แพร่ระบาดได้ง่ายโดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง ดังนั้น การปลูกกล้วยพันธุ์น้ำว้าปากช่อง 50 จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่ช่วยลดต้นทุนการปลูกกล้วยเชิงการค้า เพราะช่วยลดปัญหาการสูญเสียจากการเข้าทำลายของโรคแมลงศัตรูกล้วยน้ำว้าได้เป็นอย่างดี

หากเป็นไปได้ ควรปลูกกล้วยพันธุ์น้ำว้าปากช่อง 50 จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ในแหล่งปลูกใหม่ที่ไม่เคยพบการระบาดของโรคตายพราย และหนอนกอหรือด้วงงวงเจาะเหง้ามาก่อน แค่ลงทุนปลูกกล้วยพันธุ์น้ำว้าปากช่อง 50 จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพียงแค่ชุดเดียว หลังปลูกดูแลถึงเดือนที่ 7 ก็สามารถขุดหน่อตามที่แตกหน่อใหม่ออกมาไปปลูกขยายในลักษณะแปลงปลูกปลอดโรค-แมลง ได้อย่างสบายๆ สามารถผลิตหน่อพันธุ์ให้กับเกษตรกรที่สนใจได้ ในราคาหน่อละ 50 บาท แม้ขณะนี้ยังไม่มีเครือกล้วยออกขาย แต่สวนคลายทุกข์ก็มีรายได้จากการขายหน่อพันธุ์กล้วย…คุ้มค่าการลงทุนแล้ว

หากใครสนใจอยากเจาะลึกเรื่องการปลูกดูแลสวนกล้วยพันธุ์น้ำว้าปากช่อง 50 ขอเชิญร่วมฟังในงานสัมมนา “กล้วยหอมทอง-กล้วยน้ำว้า ปลูกกินเองได้ ปลูกขายทำเงิน” ในวันเสาร์ที่ 4 มีนาคม 2560 ณ ห้องประชุม หนังสือพิมพ์ข่าวสด ภายในงานดังกล่าวได้เชิญเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยและผู้ค้ากล้วยที่ประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพมาร่วมวิเคราะห์เจาะลึกเรื่องการปลูก-ตลาดกล้วยน้ำว้า กล้วยหอมทอง ในทุกแง่มุม ผู้เข้าสัมมนาจะได้ชิมชาเปลือกกล้วยน้ำว้า กล้วยตาก บางกระทุ่ม กล้วยน้ำว้ายักษ์ พร้อมชมนิทรรศการสายพันธุ์กล้วยน้ำว้า และเลือกซื้อหน่อกล้วย หลากหลายสายพันธุ์

ติดทำเนียบผักขายดีของตลาดสดเกือบทุกแห่ง ร้านก๋วยเตี๋ยวทุกร้านจำเป็นต้องใช้ทุกวัน สำหรับ “ถั่วงอก” ผักบ้านๆ ราคาไม่แพงมาก เพาะง่าย 3 วันก็ได้ทานแล้ว ไม่ต้องใช้ดิน ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ใช้เพียง “น้ำ” เท่านั้น ไม่ต้องเป็นเกษตรกรก็สามารถเพาะได้

คุณวันทัสน์ รติขจรพันธุ์ หรือ เฮียเอี่ยม ชายหนุ่มวัย 59 ปี ยึดอาชีพเพาะถั่วงอกขายมาตลอดทั้งชีวิต ปัจจุบันเพาะถั่วงอกปลอดสารบนเนื้อที่ 400 ตารางวา ย่านคลอง 13 หนองจอก กรุงเทพฯ เก็บผลผลิตส่งขายตลาดทุกวันราว 2-3 ตัน มีรายได้วันละเกือบ 20,000 บาท

เฮียเอี่ยม บอกว่า ถั่วงอกที่นี่เป็นถั่วงอกไฮโดรโปนิกส์ SBOBET ลักษณะจะเป็นต้นเรียว ยาว ขนาดกำลังดี มีเปลือกติดที่หัว มี 2 ใบเลี้ยงงอกออกมา สีเหลืองธรรมชาติ หากถูกแดดจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อน มีเหี่ยวบ้าง ต่างจากถั่วงอกทั่วไปที่มีต้นขาว อวบ อ้วน ถูกแดดก็ยังเป็นสีขาวไม่เปลี่ยนสี

สำหรับรายละเอียดการเพาะถั่วงอก เฮียเอี่ยม บอกเส้นทางเศรษฐีว่า เลือกใช้ถั่วเขียวผิวดำ หรือถั่วแขก (ถั่วพม่า) ที่เลือกพันธุ์นี้เพราะแข็งแรง ทนทาน ไม่ค่อยช้ำ เหี่ยวช้า แต่ข้อเสียคือ โตช้า ปกติถั่วเขียวทั่วไปเพาะเป็นถั่วงอกใช้เวลา 72 ชั่วโมง ก็โตเก็บขายได้แล้ว แต่ถั่วแขกใช้เวลา 80 ชั่วโมงกว่าจะงอก