ไม้ต้นหลายชนิดที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหลังจากการย้าย

ออกปลูกแล้วจะมีความอ่อนแอต่อภัยธรรมชาติ เนื่องจากไม่มีรากแก้ว โซมาติกเอมบริโอเจเนซีส หรือเอ็มบริโอจากเซลล์ร่างกายจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ให้โอกาสที่ดีกว่าสำหรับการปลูกป่า หรือฟื้นฟูป่า

ส่วนระบบไบโอรีแอคเตอร์แบบท่วมชั่วคราว ในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ สามารถเพิ่มจำนวนต้นได้มากกว่าการเลี้ยงในอาหารแข็ง หรืออาหารเหลวทั่วไป เนื่องจากพืชเกิดความเครียดจากการขาดอาหารจึงพยายามที่จะมีชีวิตรอด…

ถ้าหากงานทดลองนี้สำเร็จ ก็คงไม่ต้องวิตกกังวลว่าพืชใดที่กำลังจะสูญหาย เพราะจะสามารถกู้กลับคืนมาได้อย่างง่ายดาย ขอให้ฝันเป็นจริงทีเถอะ ผู้เขียนจะได้เอาผลงานวิจัยไปนำเสนอให้ถึงต่างประเทศเลย ให้ต่างชาติได้รู้จักไม้จากสยามประเทศ ในนาม มะพลับเจ้าคุณ…

ผู้เขียนได้ไปตามหา ต้นมะพลับเจ้าคุณ ต้นในตำนาน ที่อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ก่อนมานำเสนอผลงานวิจัยที่จังหวัดลำปาง แต่กลับไปเจอต้นไม้ใหญ่ 2 ต้น คือ ต้นยางนา ที่มีอายุหลักพันปี และต้นจำปาขาว อายุ 700 ปี (ว่ากันว่า…พ่อขุนบางกลางหาว หรือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ทรงปลูก และอธิษฐานไว้…) นับว่าผู้เขียนมีวาสนาที่ได้เห็นเป็นบุญตา ไว้ฉบับต่อไปจะมานำเสนอ…ติดตามกันนะคะ

หากท่านใดอยากเห็น ต้นมะพลับเจ้าคุณ ก็ไปหาดูได้ ที่อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก หรือไปที่ทุ่งแสลงหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่อุทยานตั้งอยู่ในเขตเทือกเขาเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างจังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดเพชรบูรณ์ หรือที่เขื่อนห้วยกุ่ม ตำบลหนองโพนงาม อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ

แต่ถ้าไม่อยากเดินทางไกล ก็ไปที่ แก่นจันทร์พรรณไม้ จังหวัดราชบุรี ร้านพันธุ์ไม้ของท่านบุญฤทธิ์ ภูริยากร ผู้ซึ่งเอื้อเฟื้อมอบต้นกล้ามะพลับเจ้าคุณให้ผู้เขียนทำการทดลอง จนทำให้งานวิจัยนี้สำเร็จไปได้ด้วยดี จึงขอขอบพระคุณท่านมา ณ ที่นี้ หากท่านใดต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ส่ง email มาได้ค่ะ ที่ rdijpb@ku.ac.th สวัสดีค่ะ

“จำปาดะ” เป็นไม้ผลที่มีกลิ่นหอมหวานเฉพาะตัว เติบโตได้ดีในท้องถิ่นภาคใต้ พบได้ทั่วไปในพื้นที่จังหวัดสตูล สงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช ฯลฯ ชาวบ้านนิยมปลูกไว้รับประทานและจำหน่ายผลสืบทอดกันมานานกว่าร้อยปี ปัจจุบัน จำปาดะ เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวจังหวัดสตูลและสงขลา โดยนิยมปลูกต้นจำปาดะผสมผสานกับไม้ผลชนิดอื่นๆ ทุกส่วนของต้นจำปาดะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ผล แปรรูปเป็นอาหารคาว หวาน เปลือกต้น ทำปุ๋ยชีวภาพได้ ไม้จำปาดะใช้ทำเครื่องเรือน เครื่องใช้ไม้สอย นอกจากนี้ ใบและเนื้อไม้จำปาดะ ยังใช้ทำสีย้อมผ้าได้ ฯลฯ

จําปาดะ จัดอยู่ในวงศ์ (Family) Moraceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Artocarpus integer (Thunb.) Merr. มีชื่อสามัญว่า Champedak ชาวใต้เรียกสั้นๆ ว่า “จําดะ” เป็นพืชป่าที่ขึ้นกระจายอยู่ทั่วไปในป่าแถบภาคใต้ของประเทศไทย มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย และพม่า

จำปาดะ เป็นไม้ยืนต้นลักษณะคล้ายขนุน แต่มีขนาดผลเล็กกว่า ลำต้นสีน้ำตาลและมักมีจุดสีขาวตลอดทั้งต้น ใบและผลของจําปาดะคล้ายขนุน ใบจะมีปุยขนสั้นๆ หากจับดูจะรู้สึกระคายมือ ผลมีลักษณะรูปทรงยาวบ้างสั้นบ้างขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ผลดิบเปลือกแข็ง มียางสีขาวขุ่นแทรกซึมอยู่ตามเปลือก ผลสุกเปลือกนิ่มและมียางน้อยลง เนื้อยวงเหลว รสหวานแหลม มีกลิ่นหอมมากกว่าขนุน สีผิวเปลือกเมื่อแก่ใกล้จะสุกมีสีเหลืองอมส้ม มีรสชาติหวานหอม และหวานแหลม จำปาดะในแต่ละยวงมีเมล็ด 1 เมล็ด ทั้งนี้ยวงจำปาดะมีหลายสีขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เช่น สีเหลืองทอง เหลืองอ่อน เหลืองอมส้ม

จำปาดะเติบโตได้ดีในดินร่วน ดินเหนียวปนทราย ดินร่วนปนทราย ที่มีอินทรียวัตถุสูง มีความชุ่มชื้นปริมาณการกระจายของฝนควรกระจายสม่ำเสมอตลอดปี โดยทั่วไปนิยมปลูกต้นจำปาดะในระยะห่าง 8-10 x 8-10 เมตร เฉลี่ยไร่ละ 16-25 ต้น จะให้ผลผลิต ประมาณ 150-200 ผล/ต้น ต้นจำปาดะส่วนใหญ่ออกดอกในช่วงเดือนมกราคม-เดือนมีนาคม ติดผลในช่วงเดือนมีนาคม-เดือนเมษายน เก็บเกี่ยวช่วงเดือนกรกฎาคม-เดือนกันยายน โดยใช้วิธีสังเกต ผลสุกจึงค่อยเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขาย

จำปาดะเป็นพืชสารพัดประโยชน์

จำปาดะใช้บริโภคสด ยวงเนื้อสดๆ รสหวานจัด ลักษณะเนื้อเละเหนียว กลิ่นหอมแรง เมล็ดจำปาดะนําไปต้มรับประทานหรือเป็นวัตถุดิบผสมในแกงไตปลา หรือแปรรูปเป็นอาหารคาวหวาน เช่น จําปาดะทอด โดยยวงเนื้อของจําปาดะพร้อมเมล็ดนํามาชุบแป้งทอดคล้ายกล้วยแขก

นอกจากนี้ จำปาดะมีสรรพคุณด้านสมุนไพร จําปาดะมีเส้นใยแบบละลายน้ำ ใช้ขับไขมันและสารพิษออกจากร่างกายได้ และยังมีเบต้าแคโรทีนและน้ำตาลสูง เนื้อผลอ่อนมีรสฝาด แก้อาการท้องเสีย ผลสุกมีสรรพคุณบํารุงกําลัง และเป็นยาระบาย ส่วนเมล็ดจำปาดะ ช่วยบำรุงร่างกายและขับน้ำนมในสตรีหลังคลอด แก่น เปลือก และซังของจําปาดะ

จุดอ่อนด้านการตลาด

จําปาดะ ส่วนใหญ่ขายในตลาดท้องถิ่นตามฤดูกาลระหว่างเดือนพฤษภาคม-เดือนตุลาคม ในอดีตชาวบ้านขายจำปาดะผลละ 10-15 บาท แต่ในปัจจุบันราคาขายส่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 20-30 บาท หรือประมาณลูกละ 60-120 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดฤดูกาล โดยทั่วไปชาวบ้านจะเก็บผลผลิตออกขายเองในตลาดท้องถิ่น 40% ขายผ่านพ่อค้าคนกลาง 60% ผลผลิตส่วนใหญ่ 98% ที่เข้าสู่ตลาดจำหน่ายในลักษณะผลสด มีแค่ 2% ที่นำจำปาดะแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น จําปาดะทอด จําปาดะกวน ฯลฯ

สภาพปัญหาในปัจจุบัน เมื่อถึงฤดูออกผล มีจำปาดะเข้าตลาดเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ ประการต่อมา กลุ่มผู้บริโภคจำปาดะมีจำนวนลดลง เนื่องจากเยาวชนรุ่นใหม่ไม่ให้ความสำคัญ ไม่เห็นคุณค่าของจำปาดะ กลุ่มเกษตรกรตัดโค่นต้นจำปาดะเพื่อปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า

วช. ส่งเสริมสร้างมูลค่าเพิ่ม “จำปาดะ” อย่างยั่งยืน

ดร. สุวรรณี พรหมศิริ นักวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา โทร. 086-749-4961 เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงดำเนินโครงการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากจำปาดะอย่างยั่งยืน ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนพื้นที่ ในการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ โดยนำงานวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบพึ่งพาตนเองให้กับชุมชนวิสาหกิจบ้านควนโดน จังหวัดสตูล และชุมชนวิสาหกิจบ้านสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา โดยมุ่งวางระบบการจัดการและพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปพืชเกษตรท้องถิ่น : จำปาดะ เพื่อสร้างรายได้เสริมแก่ชุมชนให้เข้มแข็ง โดยมุ่งถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ การอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากจำปาดะอย่างยั่งยืน สู่กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ในจังหวัดสตูลและสงขลา

ปัจจุบัน จำปาดะ เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดสตูล เพราะมีความโดดเด่นในด้านรสชาติหวานแหลมอร่อย เนื้อแน่น เมล็ดเล็ก มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 1,260 ไร่ อำเภอควนโดน มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด ประมาณ 600 ไร่ เป็นไม้ผลที่ปลูกง่าย เติบโตได้ดีและทนต่อความแห้งแล้ง ปัจจุบัน จังหวัดสตูล มีการจดทะเบียนจำปาดะพันธุ์พื้นเมืองแล้ว 6 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ขวัญสตูล, ทองเกษตร, วังทอง, ดอกโดน, น้ำดอกไม้, พญาวัง ให้ผลผลิตระหว่างเดือนกรกฎาคม-เดือนกันยายนของทุกปี ราคาจำหน่ายจำปาดะในตลาดท้องถิ่น กิโลกรัมละ 50-60 บาท ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลาจัดฐานเรียนรู้เรื่องจำปาดะ ด้านการแปรรูปผลผลิต เช่น คุกกี้จำปาดะ ขนมหม้อแกงจำปาดะ เค้กจำปาดะ ฯลฯ เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และลดต้นทุนเกษตรกรผู้ปลูกจำปาดะ

“ผู้เข้ารับการอบรมจากศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง มีรายได้หลักมากกว่า 10,000 บาท/เดือน การนำจำปาดะไปใช้ย้อมสีผ้าและเครื่องแต่งกายมุสลิม “ดาหลาปาเต๊ะ” สร้างรายได้หลักและรายได้เสริมไม่ต่ำกว่า 4,000-10,000 บาท/เดือน นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการอบรมการแปรรูปไม้จำปาดะ มีรายได้เพิ่มจากการจำหน่ายสินค้า เช่น เก้าอี้ไม้ ได้ตัวละ 1,200 บาท ม้านั่งยาว 8,000-12,000 บาท มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา เข้าไปถ่ายทอดความรู้เรื่องการแปรรูปจำปาดะเป็นผลิตภัณฑ์ขนมให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมุสลิมมะห์เบเกอรี่ อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มจากการขายขนมจำปาดะในช่วงเดือนรอมฎอนมากกว่า 100,000 บาท” ดร. สุวรรณี กล่าว

เมื่อเร็วๆ นี้ ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน ณ กลุ่มแปรรูปจำปาดะเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร จังหวัดสงขลา โดยมี ดร. สุวรรณี พรหมศิริ หัวหน้าโครงการ นำเสนอผลการดำเนินงานภายใต้แผนงานจัดการความรู้การวิจัยเพื่อการใช้ประโยชน์จากจำปาดะเพื่อสร้างให้เป็นพืชเศรษฐกิจอัตลักษณ์ประจำท้องถิ่นชุมชนอย่างยั่งยืน

ชี้ช่องรวย ด้วยผลิตภัณฑ์ขนม จาก “จำปาดะ”
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมุสลิมมะห์เบเกอรี่ ตั้งอยู่ เลขที่ 2/1 บ้านควนโดนใน มี นางวนิดา อุจิ หรือ กะฉ๊ะ เป็นประธานกลุ่ม มีสมาชิก 35 คน ได้นำจำปาดะผลไม้ประจำถิ่นมาเป็นส่วนประกอบในการทำขนมที่มีรสชาติอร่อยน่ารับประทาน เช่น ขนมหม้อแกงจำปาดะ ขนมเค้กจำปาดะ สมูทตี้จำปาดะ เอแคลร์จำปาดะ ขนมโรลล์จำปาดะ และอีกหลากหลายที่มีจำปาดะเป็นส่วนประกอบในการทำขนม หากใครสนใจไอเดียสร้างอาชีพในลักษณะนี้ ขอแนะนำสินค้าขายดี ที่ใครๆ ก็นำไปทำได้ ไม่ยาก ยกตัวอย่าง เช่น

ขนมหม้อแกงเมล็ดจำปาดะ

ส่วนผสมประกอบด้วย
– ไข่เป็ด 10 ฟอง
– เมล็ดจำปาดะ 1 ถ้วย
– หัวกะทิ 2 ถ้วยตวง
– น้ำตาลปี๊บ 1 ถ้วยตวง
– เกลือ 1 ช้อนชา
– แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนโต๊ะ
– ใบเตย 5 ใบ
– หอมแดง 5 หัว
– น้ำมันพืช 1 ถ้วยตวง
วิธีทำ
1. ซอยหอมแดง เจียวให้เหลืองพักไว้ เอาน้ำมันเจียวไปทาถาดสำหรับอบขนม
2. เปิดเตาอบ เอาน้ำใส่ถาดสำหรับรองถาดอบขนม ประมาณ 1/2 ของถาด
3. ใช้ไข่ไก่หรือไข่เป็ด 10 ฟอง ขยำรวมกับน้ำตาลปี๊บ ใบเตย ให้เข้ากันกรองด้วยผ้าขาวบาง
4. นำหัวกะทิ 2.5 ถ้วยตวง ผสมกับแป้งข้าวเจ้าและเกลือใส่เครื่องปั่นรวมกับเมล็ดจำปาดะต้มสุกแล้ว เทผสมกับส่วนผสมในขั้นตอนที่ 3 ตีให้ส่วนผสมเข้ากัน
5. ตักส่วนผสมที่ได้ใส่ลงในถาดที่ทาด้วยน้ำมันหอมเจียวไว้และอบในเตาขณะที่ยังร้อนๆ
6. นำเข้าเตาอบ ที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส จนขนมหม้อแกงสุก

วิธีทำ
1. นำเนื้อจำปาดะปั่นผสมกับไข่และน้ำสะอาดจนได้เนื้อละเอียด
2. แป้งเค้ก น้ำตาลทราย เบคกิ้งโซดา เกลือ ผงฟู ผสมตีด้วยความเร็วต่ำสุด เพื่อไม่ให้แป้งฟุ้งกระจาย แล้วค่อยๆ เร่งความเร็วจนถึงระดับสูงสุด ตีนาน 3 นาที ปิดเครื่อง
3. นำทั้งสองส่วนมาผสมรวมกัน ตีต่อด้วยความเร็วต่ำสุดพอเข้ากัน
4. เทใส่พิมพ์รองด้วยกระดาษไข นำไปอบที่ไฟบน-ล่าง 170 และ 39-45 องศาเซลเซียส จนเนื้อเค้กสุก

กาปงจำปาดะ
ส่วนผสมประกอบด้วย
– เนื้อจำปาดะ 100 กรัม
– แป้งข้าวเจ้า 200 กรัม
– กะทิ 500 มิลลิลิตร (ใช้หัวและหางกะทิผสมกัน)
– น้ำตาลทรายขาว 240 กรัม
– ผงฟู 5 กรัม
– ยีสต์ 2 ช้อนชา
– มะพร้าวทึนทึกขูด 200 กรัม และ
– เกลือสำหรับคลุกกับมะพร้าวทึนทึก โรยหน้าขนม

วิธีทำ
1. ผสมแป้งข้าวเจ้ากับผงฟู ร่อนสลับกันไปมา 2 ครั้ง ทำหลุมตรงกลาง ใส่ยีสต์และน้ำตาลพักไว้
2. นำเนื้อจำปาดะไปปั่นรวมกับกะทิจนละเอียด ใส่หม้อตั้งไฟคนพออุ่น
3. นำส่วนผสมจากข้อ 2 เทผสมกับส่วนผสมในขั้นตอนที่ 1 ค่อยๆ ใช้ตะกร้อมือตีจนเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน พักไว้ 1 ชั่วโมง
4. นำถ้วยตะไล ใส่ลังถึงนึ่งจนร้อนแล้วตักส่วนผสมของนมที่พักไว้ ลงในถ้วยตะไล แล้วนำไปนึ่งต่ออีก 15 นาที จนสุก ตักออกจากถ้วย
5. นำมะพร้าวทึนทึกขูดฝอย ใส่ภาชนะนึ่ง 10 นาที จากนั้นนำมาคลุกกับเกลือ ไว้สำหรับโรยหน้าขนม

วุ้นกรอบจำปาดะ

ส่วนผสมประกอบด้วย
– เนื้อจำปาดะ 100 กรัม
– น้ำตาลทรายขาว 400 กรัม
– น้ำสะอาด 2 ถ้วยตวง (480 กรัม)
– ผงวุ้น 2 ช้อนโต๊ะ
– แป้งเท้ายายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ
– เครื่องปั่นผสมอาหาร และตู้อบลมร้อน (ถ้าไม่มี สามารถใช้วิธีตากแดดแทนได้ )

วิธีทำ
1. นำเนื้อจำปาดะผสมกับน้ำสะอาด ปั่นให้ละเอียดด้วยเครื่องผสมอาหาร
2. ผสมเนื้อจำปาดะที่ได้กับผงวุ้นในหม้อ คนให้ผงวุ้นละลายก่อนนำขึ้นตั้งไฟกลาง สังเกตเมื่อส่วนผสมใส จึงค่อยใส่น้ำตาลทรายคนอย่างต่อเนื่องจนน้ำตาลทรายละลายหมด
3. เคี่ยวต่อจนสารละลายเหนียวหนืดขึ้น
4. แป้งเท้ายายม่อมละลายน้ำเล็กน้อย เทใส่ลงในหม้อเป็นสาย ใช้ทัพพีคนๆ ให้เข้ากัน พอแป้งสุกและส่วนผสมวุ้นเดือดอีกครั้ง ปิดไฟแล้วยกลงจากเตา
5. เทใส่พิมพ์ ขนาดกว้าง 7×7 นิ้ว ตั้งไว้จนแข็งตัว ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที
6. นำออกจากพิมพ์ ตัดเป็นชิ้นๆ ใส่ถาด แล้วนำเข้าตู้อบลมร้อน ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ประมาณ 48 ชั่วโมง หรือนำไปตากแดด ประมาณ 4 แดด หรือจนกว่าวุ้นจะแข็งตัว

ขาวแตงกวา ส้มโอคุณภาพ เป็นไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญหนึ่งเดียวของไทยที่จังหวัดชัยนาท มีลักษณะเนื้อกุ้งใหญ่ สีขาวแห้ง รสหวานฉ่ำ อร่อย จึงเป็นที่นิยมบริโภคของทั้งชาวไทยและเทศ ส้มโอขาวแตงกวาปลูกง่าย โตไว ให้ผลผลิตดก เหมาะที่จะเป็นหนึ่งพืชทางเลือกในอาชีพเพื่อเสริมสร้างรายได้ให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง

คุณชมพูนุช หน่อทอง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท เล่าให้ฟังว่า จังหวัดชัยนาท มีสภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม ดินอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำใช้ตลอดปี ในทุกพื้นที่จึงปลูกพืชได้คุณภาพหลายชนิด ทั้งไม้ดอก พืชผัก พืชไร่ หรือไม้ผล

สำหรับพื้นที่การปลูกไม้ผลในจังหวัดชัยนาท ปี 2557/58 ที่ปลูกได้คุณภาพดี มี 10 ชนิด ได้แก่ มะม่วง กล้วยน้ำว้า มะนาว มะกรูด มะละกอ พุทรา มะปรางหวาน กระท้อน ส้มเขียวหวาน และส้มโอขาวแตงกวา รวมพื้นที่ปลูก 12,891 ไร่ และพื้นที่ที่ให้ผลผลิตและเก็บเกี่ยวได้แล้ว 3,615 ไร่

ส่วนการปลูกส้มโอขาวแตงกวา มีพื้นที่ปลูก 1,191 ไร่ ที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว 358 ไร่ ได้ผลผลิต 950,200 กิโลกรัม หรือได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,327 กิโลกรัม ต่อไร่ ขายส่ง 35-50 บาท ต่อกิโลกรัม และผลส้มโอขาวแตงกวาคุณภาพ ในปี 2560 คาดว่าราคาซื้อขายจะอยู่ที่ 50-70 บาท ต่อกิโลกรัม

เนื่องจาก เมื่อ ปี 2554 เกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ จึงส่งผลให้พื้นที่การปลูกส้มโอขาวแตงกวาบางส่วนเสียหาย รวมทั้งต้นแม่พันธุ์ส้มโอขาวแตงกวาอายุกว่า 100 ปี ต้องตายไปด้วย สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท จึงส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกทดแทนและเพิ่มพื้นที่ปลูก เพื่อให้ได้ผลผลิตเพียงพอกับความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบบริโภค

การปลูกและผลิตให้ได้ผลส้มโอขาวแตงกวาดีมีคุณภาพ ได้ส่งเสริมการปลูกและผลิตด้วยการแนะนำให้เกษตรกรจัดการวางแผนการปลูกและผลิต การจัดการใช้พื้นที่ เงินทุน แรงงาน และใช้ปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม เพื่อลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อให้ได้ผลส้มโอขาวแตงกวาดีมีคุณภาพที่ตลาดต้องการ และทำให้เกษตรกรมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง

คุณภัทรมล คุ้มชนะ เกษตรกรปลูกส้มโอขาวแตงกวาคุณภาพ สมัคร GClub เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่ปลูกส้มโอขาวแตงกวา 60 ไร่ ที่ได้ต้นแบบการปลูกและดูแลรักษามาจากพ่อแม่ การเตรียมดินปลูก ได้ไถดะ ไถพรวน กำจัดวัชพืชออก ตากแดด 7-14 วัน เพื่อกำจัดเชื้อราหรือโรคแมลงศัตรูพืช ได้ยกคันดินรอบพื้นที่แปลงปลูกสูง เพื่อเป็นแนวป้องกันน้ำ ขุดหลุมปลูกกว้าง ยาว และลึก ด้านละ 1 ศอก หรือ 50 เซนติเมตร นำปุ๋ยหมัก 1-2 บุ้งกี๋ ผสมคลุกเคล้ากับดินบนใส่รองก้นหลุม วางกิ่งพันธุ์ส้มโอขาวแตงกวาลงปลูกเกลี่ยดินกลบ ปักไม้หลักและผูกกิ่งพันธุ์เพื่อป้องกันการโค่นล้ม ให้น้ำแต่พอชุ่ม ระยะปลูกระหว่างต้นและแถว ห่างกัน 4×4 เมตร และ 5×5 เมตร จะปลูกได้ 25-30 ต้น ต่อพื้นที่ 1 ไร่ หลังการปลูกต้องให้ต้นส้มโอขาวแตงกวาได้รับน้ำพอเพียง เมื่อต้นส้มโอเจริญเติบโตสมบูรณ์ได้เปลี่ยนการให้น้ำ เป็น 1 หรือ 2 วัน ต่อครั้ง หรือพิจารณาให้น้ำตามความเหมาะสมเมื่อพบดินเริ่มแห้งขาดน้ำ

การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา หลังการปลูกในช่วงต้นส้มโอขาวแตงกวาอายุ 3 ปีแรก ได้หว่านปุ๋ยหมักรองพื้นก่อน แล้วจึงใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-16 ในอัตรา 300-500 กรัม ต่อต้น ใส่ 2-3 ครั้ง ต่อปี และให้น้ำแต่พอชุ่มทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ย

ในช่วงระยะการให้ผลผลิต การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาเพื่อให้ได้ผลส้มโอขาวแตงกวาคุณภาพ ได้จัดการใส่ปุ๋ย 4 ครั้ง ต่อปี ได้ใส่ปุ๋ยครั้งแรกเดือนตุลาคม ปุ๋ยสูตร 8-24-24 อัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ และใส่ปุ๋ยสูตร 13-0-46 อัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ การใส่ปุ๋ยครั้งที่สองเดือนมกราคม ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ การใส่ปุ๋ยครั้งที่สามในเดือนมีนาคม ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ และครั้งที่สี่เดือนกรกฎาคม ใส่ปุ๋ยสูตร 13-21-21 อัตรา 20 กิโลกรัม ต่อไร่ หลังการใส่ปุ๋ยได้ให้น้ำแต่พอชุ่ม ก็จะทำให้ได้ผลส้มโอดีมีคุณภาพ

คุณภัทรมล เกษตรกรปลูกส้มโอขาวแตงกวาคุณภาพ เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ก่อนเก็บเกี่ยวราว 30 วัน ได้ใส่ปุ๋ยสูตร 0-0-60 อัตรา 3-4 กำมือ ต่อต้น ให้น้ำแต่พอชุ่ม เพื่อให้ได้ผลส้มโอดีมีคุณภาพ มีรสชาติหวานฉ่ำ

การเก็บเกี่ยว เมื่อผลส้มโอเริ่มแก่สุกหรือนับระยะเวลาตั้งแต่ระยะติดดอกไปกระทั่งติดผลแก่ ใช้เวลา 8 เดือน ก็เริ่มเก็บเกี่ยว แต่ละปีได้ตัดเก็บ 2 ครั้ง คือช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน และช่วงที่สองเดือนมกราคม-เมษายน

วิธีการตัดเก็บ ถ้าเป็นผลส้มโอที่อยู่ในระดับต่ำ ก็ใช้กรรไกรตัดเก็บได้เลย ส่วนผลส้มโอที่อยู่ในระดับที่สูง ต้องใช้กรรไกรต่อด้ามยาว ที่ตัวกรรไกรจะใช้เป็นทั้งแบบตัดและหนีบก้านขั้วผลได้พร้อมกัน การตัดเพียงกระตุกดึงเชือกก็จะได้ผลส้มโอนำลงมาใส่ภาชนะ รวบรวม ทำความสะอาด คัดขนาด การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาที่ดีจะได้ผลผลิต 90-100 ผล ต่อต้น หรือ 1 ต้น จะได้น้ำหนักเฉลี่ย 150 กิโลกรัม นำขายส่ง 50-60 บาท ต่อกิโลกรัม หรือมีรายได้เฉลี่ย 30,000 บาท ต่อวัน ต่อครั้ง หรือพื้นที่ 1 ไร่ ก็จะมีรายได้เฉลี่ย 100,000 บาท ต่อปี ที่ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายต้นทุน