“ไส้เดือนฝอย” นับเป็นปัญหาอุปสรรคสำคัญของการส่งออกพรรณ

ไม้น้ำของไทยในระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา เพราะพรรณไม้น้ำของไทยที่ส่งไปขายในตลาดสหภาพยุโรป (EU) ตรวจพบไส้เดือนฝอย Radopholus similis ติดไปกับรากไม้น้ำสกุลอนูเบียส (Anubias) และไส้เดือนฝอย Hirschmanniella sp. ติดไปกับรากไม้น้ำสกุล Vallisneria sp. ทำให้สินค้าพรรณไม้น้ำของไทยถูกระงับการนำเข้าและเผาทำลายทั้งล็อต ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การส่งออกพรรณไม้น้ำของไทยแล้ว ยังสร้างผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรและผู้ส่งออกของประเทศไทยเป็นอย่างมาก

ไส้เดือนฝอยศัตรูพืชกักกัน (migratory endoparasite) ที่พบในรากพรรณไม้น้ำและไม้ประดับส่งออกของไทย มี 3 สกุล คือ Radopholus, Hirschmanniella และ Pratylenchus โดย Radopholus และ Hirschmanniella เป็นศัตรูพืชกักกันที่ต้องเฝ้าระวังไม่ให้ปนเปื้อนไปกับรากพืชส่งออก และเฝ้าระวังการแพร่ระบาดเข้าไปในฟาร์ม การจำแนกไส้เดือนฝอยทั้ง 3 สกุล ดังกล่าว ภายใต้กล้องจุลทรรศน์กำลังขยายต่ำ พิจารณาได้จากรูปร่างลักษณะสำคัญและเด่นชัดที่มีความแตกต่างกันในแต่ละสกุล

กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนิน “โครงการพัฒนาการผลิตพรรณไม้น้ำปลอดไส้เดือนฝอย ศัตรูพืชเพื่อการส่งออก” เพื่อยกระดับการผลิตพรรณไม้น้ำของไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศคู่ค้า ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณการวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.

ดร. นุชนาถ ตั้งจิตสมคิด ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยา และ คุณวานิช คำพาณิช สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร ได้ร่วมกันวิจัยพัฒนาการผลิตพรรณไม้น้ำปลอดไส้เดือนฝอย ศัตรูพืชเพื่อการส่งออกได้สำเร็จ โดยพัฒนาชุดตรวจไส้เดือนฝอยภาคสนาม (NEMA KIT) เป็นชุดเครื่องมือตรวจแยกไส้เดือนฝอยออกจากรากพรรณไม้น้ำที่มีขนาดเล็ก พร้อมติดตั้ง Mini microscope กำลังขยาย 50 เท่า ตรวจหาไส้เดือนฝอยที่แยกจากรากได้ทันที ซึ่งเกษตรกรสามารถพกพาไปใช้ในแปลงปลูกพืชที่ประสบปัญหาการปนเปื้อนไส้เดือนฝอยในระบบรากได้ทันที ซึ่งเกษตรกรสามารถพกพาไปใช้ในแปลงปลูกพืชเพื่อเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไส้เดือนฝอยในระบบรากของพรรณไม้น้ำและไม้ประดับประเภทต่างๆ เช่น กล้วยไม้ หน้าวัว ฟิโลเดนดรอน กวักมรกต ฯลฯ

ชุดตรวจไส้เดือนฝอยศัตรูพืชภาคสนาม โดยใช้คลื่นความถี่เหนือเสียง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและส่งออกพรรณไม้น้ำของไทยให้เติบโตสดใสในเวทีตลาดโลกได้อีกครั้ง ดร. นุชนาถ กล่าวว่า หลักการทำงานของชุดตรวจไส้เดือนฝอยภาคสนาม เป็นกระบวนการแยกไส้เดือนฝอยออกจากรากพืชด้วยคลื่นเสียงอัลตราโซนิก ที่ความถี่ 40 กิโลเฮิร์ตซ์ ผลักดันให้ไส้เดือนฝอยที่อาศัยอยู่ภายในรากเคลื่อนที่ออกมา โดยมีน้ำเป็นตัวกลางส่งคลื่นความถี่สู่รากพืช มีผลทำให้โมเลกุลของของเหลวเกิดการบีบอัดและคลายตัวเป็นจังหวะ เกิดเป็นฟองอากาศขนาดเล็กๆ ที่มีพลังงานแฝง ซึ่งสามารถเข้าซอกซอนในระบบรากและรบกวนหรือขับไล่ไส้เดือนฝอยให้เคลื่อนที่ออกมาสู่น้ำ โดยใช้เวลาตรวจเพียง 20 นาที ก็ทราบผล และตรวจได้ครั้งละ 2 ตัวอย่าง มีประสิทธิภาพสูงกว่าการใช้เครื่องพ่นหมอก

ชุดตรวจไส้เดือนฝอยศัตรูพืชภาคสนาม โดยใช้คลื่นความถี่เหนือเสียง ประกอบด้วย

โครงสร้างสแตนเลสรูปทรงสี่เหลี่ยม ขนาดกว้างxยาวxสูง 20x20x20 เซนติเมตร
อ่างสแตนเลสสำหรับใส่น้ำ ขนาดกว้างxยาวxลึก 9x15x6 เซนติเมตร ใต้อ่างต่อเชื่อมด้วยหัวส่งคลื่นความถี่เหนือเสียง 40 KHz
แผ่นอะคริลิก ความหนา 3 มิลลิเมตร เจาะเป็นวงกลมสำหรับวางภาชนะแก้วใส 2 ใบ
ฐานวางจานตรวจไส้เดือนฝอย ที่ฐานวางมีหลอดไฟให้แสงสว่างส่องด้านล่างของจาน
กล้องจุลทรรศน์ขนาดเล็กรูปทรงกระบอก ความยาว 10 เซนติเมตร ชนิดตาเดียวกำลังขยาย 50 เท่า สำหรับตรวจแยกชนิดไส้เดือนฝอย
ช่องเก็บกล้องจุลทรรศน์พร้อมถุงผ้ากันกระแทก
สวิตช์ปิด-เปิด เครื่องกำเนิดคลื่นความถี่เหนือเสียง ตั้งเวลาอัตโนมัติ 20 นาที
สวิตช์ปิด-เปิด ไฟ และหมุนปรับหรี่แสงส่องด้านล่างของจาน
สวิตช์ปิด-เปิด พัดลมระบายความร้อน
สายไฟพร้อมปลั๊กเสียบ กำลังไฟ 220 โวลต์ วัสดุ-อุปกรณ์อื่นๆ ได้แก่ ภาชนะแก้วใสทรงกระบอก ขนาด 250 มิลลิลิตร จานตรวจไส้เดือนฝอยและที่ดูดสาร

เริ่มจากเตรียมตัวอย่างพืช โดยล้างรากให้สะอาด หลังจากนั้น ใส่ตัวอย่างพืชลงในภาชนะแก้วใสทรงกระบอก (2 ใบ ต่อการตรวจ) พร้อมเติมน้ำท่วมราก ขั้นตอนต่อมาใส่น้ำใน chamber หรืออ่างสแตนเลส นำพืชตัวอย่างที่เตรียมไว้ลงไปบน chamber

หลังจากนั้น เป็นขั้นตอนการแยก โดยใช้ Ultrasonic Kit เปิดเครื่องอัตโนมัติ 20 นาที นำภาชนะแก้วใสทรงกระบอกที่นำพืชออกแล้ว ตั้งวางตกตะกอน 20 นาที รินน้ำในภาชนะแก้วใสทรงกระบอกส่วนบนทิ้ง เหลือน้ำ ประมาณ 40-50 มิลลิลิตร ใช้ที่ดูดสารดูดน้ำที่ผิวออกเบาๆ คงเหลือน้ำ 20 มิลลิลิตร ในภาชนะแก้วใสทรงกระบอก การตรวจใต้กล้อง โดยนำจานตรวจมาใส่น้ำจากภาชนะแก้วใสทรงกระบอก (ที่เหลือ 20 มิลลิลิตร) และวางลงบนฐานไฟส่อง ใส่กล้อง Mini microscope ที่ฐานรับ (อยู่เหนือฐานไฟส่อง) ส่องกล้องหรือตรวจหาไส้เดือนฝอย เพื่อการวิเคราะห์ผลต่อไป

ดร. นุชนาถ กล่าวเพิ่มเติมว่า ชุดตรวจไส้เดือนฝอยศัตรูพืชภาคสนาม โดยใช้คลื่นความถี่เหนือเสียงเป็นผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่คิดค้นใหม่ของวงการ NEMATOLOGY ในระดับสากล ได้รับการยอมรับจากนักวิชาการ ถูกตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ ในฐานะเป็นเครื่องมือขนาดเล็กพร้อมใช้งาน ที่มีราคาถูก ผลิตได้ในประเทศไทย สะดวกในการพกพาใช้ได้ในแปลงปลูก

ที่สำคัญมีขั้นตอนเดียวในการแยกไส้เดือนฝอยออกจากรากพืช ทำให้มีความแม่นยำสูง เมื่อเทียบกับวิธีอื่นๆ โดยใช้เวลาเพียง 20 นาที ในขณะที่วิธีอื่นๆ ใช้เวลาตรวจสอบนาน 2-48 ชั่วโมง นอกจากนี้ มีคู่มือแนะนำการใช้แสดงวิธีการแยกและจำแนกไส้เดือนฝอยอย่างง่าย ที่มีผู้ใช้น้ำไปปฏิบัติได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องใช้ห้องปฏิบัติการ

ปัจจุบัน ชุดตรวจไส้เดือนฝอยศัตรูพืชภาคสนาม โดยใช้คลื่นความถี่เหนือเสียงถูกนำไปใช้ตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชในภาคสนาม เพื่อแก้ปัญหาพืชส่งออกไปตลาดสหภาพยุโรป (อียู) เกษตรกรสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจติดตามเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไส้เดือนฝอยศัตรูพืชได้ด้วยตัวเอง และป้องกันกำจัดในแหล่งผลิตได้ทันที

ขณะเดียวกัน ชุดตรวจไส้เดือนฝอยศัตรูพืชภาคสนาม โดยใช้คลื่นความถี่เหนือเสียง ถูกนำไปใช้ที่ด่านตรวจพืชนำเข้า-ส่งออก เพื่อตรวจพืชต้องสงสัยปนเปื้อนไส้เดือนฝอยศัตรูกักกัน ช่วยประหยัดเวลา และลดค่าใช้จ่ายในการส่งตรวจ ณ ห้องปฏิบัติการ รวมทั้งนำนวัตกรรมชุดนี้ไปใช้ในสถาบันการศึกษา เพื่อการเรียนการสอนวิชาโรคพืชวิทยา เรื่องไส้เดือนฝอยศัตรูพืช ในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ดร. นุชนาถ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า ชุดตรวจไส้เดือนฝอยศัตรูพืชภาคสนาม โดยใช้คลื่นความถี่เหนือเสียง นอกจากนำไปใช้ในงานวิจัยด้านไส้เดือนฝอยศัตรูพืช ในหน่วยงานวิจัยภาครัฐและสถาบันการศึกษาของประเทศไทยแล้ว ปัจจุบัน ผลงานนวัตกรรมชิ้นนี้ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล หน่วยงาน CRISO ของออสเตรเลีย หน่วยงาน Plant Protection ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และมหาวิทยาลัยกัมพูชา

ดร. นุชนาถ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางกรมวิชาการเกษตร ได้ชุดตรวจฯ ให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชกว่า 20 ชุด นำไปเป็นเครื่องมือตรวจสอบพืชต้องสงสัยการปนเปื้อนไส้เดือนฝอยศัตรูพืชที่อาจติดมากับสินค้าเกษตรนำเข้า เช่น หอมแดง หอมหัวใหญ่ กระเทียม เพื่อให้ทราบผลการตรวจสอบได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยประหยัดเวลา ลดค่าใช้จ่ายในการส่งตัวอย่างตรวจที่ห้องปฏิบัติการ

ทำไมสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จึงส่งออกกล้วยหอมทองรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ?? นับเป็นเวลากว่า 40 ปี สำหรับการจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด เพื่อเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ทางด้านการส่งเสริมปลูกและจำหน่ายไม้ผลของจังหวัดเพชรบุรีให้ได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด

ขณะเดียวกัน เมื่อ 25 ปีที่ผ่านมา สหกรณ์แห่งนี้ประสบผลสำเร็จด้วยการส่งออกกล้วยหอมทองไปขายยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก โดยมียอดการส่งออกที่ทวีจำนวนขึ้นจนกลายเป็นรายใหญ่ที่สุดในขณะนี้ นอกจากนั้น ยังมียอดการส่งขายให้แก่ห้างดังและร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศในจำนวนมากเป็นลำดับต้น

จึงเกิดคำถามว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้สหกรณ์ท่ายางสามารถทำได้เช่นนั้น ??

คุณมานะ บุญสร้าง หัวหน้าฝ่ายการตลาด สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด จังหวัดเพชรบุรี ให้คำตอบว่า สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินงานมาเป็นเวลากว่า 40 ปี อีกทั้งโครงการกล้วยหอมทองส่งออกได้ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งในตอนแรกเริ่มจากการรวมตัวของสมาชิกที่ปลูกไม้ผลหลายชนิด แต่ไม่เน้นปลูกกล้วย

ด้วยโครงสร้างการทำงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับสินเชื่อ มีเงินของสมาชิกไปบริหารภาคเกษตร มีเงินทุนให้ปลูกกล้วย พร้อมกับจัดหาตลาดให้ ขณะเดียวกัน ยังมีสำนักงานตลาดกลางเพื่อรองรับผลผลิตกล้วยทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นกล้วยไข่ กล้วยหอม และกล้วยน้ำว้า สำหรับตัวผมทำงานให้สหกรณ์มาประมาณ 20 ปี และมีหน้าที่ดูแลด้านการส่งออกเป็นหลัก ซึ่งได้เริ่มมีการจัดระบบส่งออกมาแล้วกว่า 25 ปี

ปัจจุบันสมาชิกของสหกรณ์มีจำนวนประมาณ 3,000 ราย มีพื้นที่ครอบคลุมในอำเภอท่ายาง อำเภอบ้านลาด และอำเภอแก่งกระจาน อย่างไรก็ตาม สำหรับสมาชิกที่ปลูกกล้วยหอมทองจะพิจารณาคัดเลือกไว้จำนวน 350 ราย มีพื้นที่ปลูกจำนวน 1,200 ไร่

คุณสมบัติของสมาชิกที่จะร่วมปลูกกล้วยหอมทองจะเน้นเรื่องมาตรฐานการปลูกเป็นหลัก ตลอดจนการบริหารจัดการแปลงปลูกอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นสารพิษตกค้าง การเก็บผลผลิต ขณะเดียวกัน จะมีเจ้าหน้าที่จากบริษัทคู่ค้าของญี่ปุ่นมาทำงานประจำที่สหกรณ์เพื่อตรวจดูคุณภาพการปลูก พร้อมกับดูแลในแปลงด้วย ฉะนั้น คุณสมบัติของกล้วยหอมทองจากสมาชิกกลุ่มทุกรายจึงเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะสุกเหลืองเหมือนทอง มีกลิ่นหอม รสชาติหวาน เนื้อแน่น รวมถึงยังต้องปลอดสารพิษด้วย

“ส่วนตลาดต่างประเทศจะมีที่ญี่ปุ่นมีปริมาณการจัดส่งไม่เกินปีละ 400 ตัน แต่มุ่งเน้นตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากมียอดความต้องการเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม จึงทำให้ขณะนี้มียอดส่งกล้วยหอมทองมากถึงปีละ 3,000 ตัน ส่วนจำนวนที่ส่งเข้าเซเว่นจำนวน 30,000 ผล แล้วยังมีบิ๊กซี ท็อป แฟมิลี่มาร์ท โลตัส จำนวนรวมกว่า 70,000 ผล ต่อวัน”

คุณมานะ กล่าวถึงการนำกล้วยหอมทองเข้าไปขายในร้านสะดวกซื้อว่า เป็นเพราะความได้เปรียบของสหกรณ์ท่ายางตรงจุดที่มีการส่งไปขายที่ญี่ปุ่นเป็นทุนเดิม เพราะส่งไปเป็นกล้วยดิบโดยใช้การควบคุมอุณหภูมิ แล้วต้องให้กล้วยมีความสุกที่ 70 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ เป็นกล้วยชุดเดียวกันที่ส่งไปขายตามโรงแรมดังในกรุงเทพฯ จำนวนเกือบ 30 แห่ง ที่ผ่านการพัฒนาด้านการบ่ม ยิ่งในช่วงหลังที่ส่งตามร้านสะดวกซื้อจะต้องบรรจุห่อละ 1-2 ผล ก็ไม่ได้สร้างปัญหาต่อกระบวนการผลิตเลย เพราะมีวิธีและขั้นตอนรองรับอยู่แล้ว

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ความต้องการกล้วยหอมทองในตลาดเพิ่มสูงมาก ทำให้ชาวบ้านหันมาปลูกกล้วยมากขึ้น ดังนั้น ทางสหกรณ์จึงต้องเข้าไปช่วยเกษตรกรวางระบบการปลูก ระยะการตัดเก็บผลผลิตที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด มิเช่นนั้นจะเกิดปัญหามีจำนวนกล้วยล้นตลาดเกินไป แล้วทำให้ราคาตกลงทันที ซึ่งมีตัวอย่างเห็นได้จากเมื่อกล้วยล้นตลาดทำให้ราคาจาก 3 บาท เหลือเพียง 80 สตางค์”

คุณมานะ มองว่า กล้วยหอมยังมีอนาคตก้าวไกลแน่นอน เพราะว่าตลาดยังเปิดรับมาก ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดคือการวางแผนปลูก การดูแลระหว่างเจริญเติบโต และการเก็บผลผลิต ควรให้ทั้งหมดมีความสอดคล้องกัน อย่าแห่ไปปลูกเพื่อหวังว่าจะขายได้ราคาสูง เพราะหากคิดเช่นนั้นมีหวังกล้วยล้นตลาดแน่ แล้วผลเสียหายก็กลับมาที่ชาวสวนอีกเหมือนเดิม

ในส่วนของสหกรณ์ท่ายาง ยังประสบปัญหาเช่นเดียวกันแม้จะวางแผนอย่างรอบคอบแล้ว เพราะเมื่อถึงเวลาก็ต้องรีบเก็บผลผลิต มิเช่นนั้นจะสุกที่ต้น โดยเฉพาะในช่วงปลายฝนต้นหนาว กล้วยแถวเพชรบุรีจะสุกเร็วมาก ปัญหาที่ตามมาคือการรับภาระกล้วยตกเกรดเพิ่มขึ้น

“จึงขอฝากคนที่ต้องการเข้ามายึดอาชีพปลูกกล้วยหอมว่าควรเริ่มจากการหาตลาดก่อน แล้วจึงค่อยกลับมาวางแผนปลูกทั้งระบบ เพื่อจะได้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง แล้วทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่พอใจ”

คุณมานะ บอกว่า ระหว่างที่เกษตรกรรอผลผลิตกล้วยในช่วงเวลา 1 ปี สมาชิกของสหกรณ์มีการบริหารรายได้ด้วยการแบ่งพื้นที่ปลูกกล้วยเป็นรุ่น ถ้ารายใดมีพื้นที่สัก 10 ไร่ รุ่นแรกจะปลูก 3 ไร่ก่อน แล้วเว้นระยะเวลาไปปลูกรุ่นที่ 2 และ 3 ดังนั้น เมื่อเก็บผลผลิตกล้วยรุ่นที่ 1 เสร็จแล้ว จะเริ่มเก็บรุ่นที่ 2 และ 3 ทยอยกันไปโดยไม่มีเวลาว่าง จึงทำให้มีรายได้ตลอดอย่างต่อเนื่อง แล้วถามว่าทำไมไม่ปลูกพืชชนิดอื่นระหว่างต้นกล้วย เพราะกล้วยทั้งหมดเป็นอินทรีย์ที่ไม่ต้องการให้สารเคมีเข้ามาปนเปื้อน

นอกจากนั้น คุณมานะยังฝากบอกสำหรับคนที่คาดว่าจะมาทำอาชีพกล้วยว่าควรมองหาตลาดขายให้แน่นอนเสียก่อน ควรศึกษาการวางแผนปลูกพร้อมกับควรปลูกแบบอินทรีย์ด้วย เพราะจะมีผลดีต่อราคาขายเนื่องจากตลาดต้องการมาก

“ทั้งนี้ ถ้าเป็นไปได้ควรมีการเข้าสู่ระบบสหกรณ์ที่เป็นการรวมกลุ่มด้วยเหตุผลที่ทำให้เกิดความเข้มแข็ง ทั้งยังมีข้อดีในเรื่องการเจรจาทำธุรกิจอย่างอื่น นอกจากนั้น ทางสหกรณ์ท่ายางยังช่วยในเรื่องการประกันราคากล้วย เพราะการเกษตรสมัยใหม่จะทำเพียงลำพังไม่ได้ ต้องอาศัยกลุ่มขับเคลื่อนไปด้วยกัน แล้วในกรณีที่ท่านอยู่ในบริเวณใกล้เพชรบุรี สามารถขอคำแนะนำเรื่องสหกรณ์ได้ ยินดีให้ความช่วยเหลือ”

คุณมานะ บอกว่า กล้วยหอมจะปลูกที่ไหนก็ได้ เพียงแต่ขอให้เกษตรกรนำแนวทางหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยว โดยมีหลักคิดว่าในพื้นที่จำนวน 1 ไร่ คุณปลูกกล้วยหอมได้จำนวน 400 ต้น ถ้าให้มูลค่าหรือรายได้เพียงต้นละ 100 บาท ก็จะมีรายได้รวม 40,000 บาท ซึ่งจะมีต้นทุนไม่เกิน 20,000 บาท จึงเห็นว่ามีกำไรครึ่งต่อครึ่งแล้ว

“อย่างไรก็ตาม การปลูกกล้วยคงไม่จำเป็นเฉพาะกล้วยหอมทอง แต่คุณสามารถเลือกปลูกกล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ หรือกล้วยชนิดอื่นได้ตามความเหมาะสมของพื้นที่แต่ละคน เพียงแต่ให้หลักคิดว่าควรจะยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงไว้ แล้วควรปลูกกล้วยแบบใช้ต้นทุนต่ำที่สุด แต่มีคุณภาพสูงที่สุด” คุณมานะ กล่าว

จากเนื้อหาที่คุณมานะให้ข้อมูลมาทั้งหมดคงหายสงสัยแล้วว่า ทำไมสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จึงได้มีศักยภาพในการนำพาสมาชิกชาวบ้านร่วมกันปลูกกล้วยหอมทองอย่างมีคุณภาพ สามารถส่งขายได้ทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังทำให้ชาวบ้านทุกครัวเรือนมีฐานะการเงินที่มั่นคง

สถานการณ์ภัยแล้งเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา สร้างผลกระทบกับผลผลิตกล้วยทั่วประเทศ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเกษตรกรเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังได้รับผลกระทบเพราะต้องซื้อกล้วยแพงมาก หลังเหตุการณ์ผ่านไปมีชาวบ้านจำนวนมากหันมาปลูกกล้วยเพิ่มขึ้นเพราะมองว่าจะสามารถสร้างราคาขายให้สูงขึ้นได้

ทั้งนี้ ตัวชี้วัดที่บ่งบอกสัญญาณแนวโน้มการปลูกกล้วยเพิ่มมากขึ้นคือ การซื้อ-ขายหน่อพันธุ์กันเป็นจำนวนมากผิดปกติ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตามมาและน่าเป็นห่วงคือปริมาณผลผลิตกล้วยจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดจนทำให้ราคาลดลง แล้วอาจส่งผลกระทบความเสียหายต่อรายได้ของชาวบ้านอีกครั้ง

อาจารย์ประทีป กุณาศล ที่ปรึกษานิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านและคลุกคลีกับวงการไม้ผล ในฐานะนักวิชาการแล้วยังเป็นผู้ที่เคยผ่านเหตุการณ์เช่นนี้มาหลายครั้ง ได้กล่าวแสดงความเป็นห่วงถึงภาวะดังกล่าวว่า

แนวโน้มปริมาณกล้วยภายหลังที่เกิดการแห่ซื้อหน่อพันธุ์ไปปลูกกันเป็นจำนวนมากน่าจะทำให้จำนวนผลผลิตกล้วยสดล้นตลาดในเวลาอีกไม่นาน อันนี้เป็นผลมาจากประสบการณ์ที่เคยพบไม้ผลล้นตลาดมาหลายครั้ง เพราะเมื่อใดที่มีการแห่ซื้อต้นพันธุ์กันมากมายเช่นนี้ สิ่งที่ตามมาอย่างชัดเจนคือผลไม้จะล้นตลาดทันที แต่จะช้า/เร็วขึ้นอยู่กับระยะเวลาการให้ผลผลิตของผลไม้แต่ละชนิด

อยากจะฝากมุมมองในเรื่องนี้ว่าถ้าเป็นธุรกิจรายใหญ่อาจมีตลาดไว้รองรับหรือมีการวางแผนเตรียมพร้อมแล้ว คงไม่เดือดร้อนเท่าไรนัก แต่ถ้าเป็นสวนรายบุคคลคงเดือดร้อนแน่ ดังนั้น ทางออกที่พอจะช่วยได้คือต้องหาวิธีลดต้นทุนตั้งแต่เริ่มปลูก

ขณะเดียวกัน ต้องหาวิธีเพิ่มคุณภาพไปพร้อมกันด้วย ทั้งนี้ ถ้าใช้แนวทางนี้ยังพอมีตลาดรองรับได้เพราะมีกลุ่มผู้บริโภคที่เน้นคุณภาพอยู่จำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าชูเรื่องการปลูกแบบอินทรีย์ก็ยิ่งจะช่วยได้มาก แต่ต้องเป็นอินทรีย์อย่างแท้จริงนะ

ตัวอย่างที่เห็นมีชาวบ้านได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำเกษตรไปเป็นแนวผสมผสานกันจำนวนมาก ไม่ว่าจะปลูกพืช ไม้ผล ไม้ดอก เลี้ยงสัตว์ตามความเหมาะสมของพื้นที่ แล้วนำมูลสัตว์มาใช้เป็นปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ก็เป็นแนวทางลดต้นทุนที่ดีมาก อีกทั้งในปัจจุบันกระแสอาหารปลอดภัยมาแรง

ดังนั้น ถ้าสามารถปรับตัวเองให้เป็นเช่นนั้นได้ก็จะช่วยให้อยู่รอด แล้วอย่าลืมว่าถ้ามีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ด้วยยิ่งจะช่วยส่งเสริมการขาย ฉะนั้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยท่านได้ในยามที่สินค้าล้นตลาด

“อย่างไรก็ตาม ความรู้เรื่องการเกษตรแต่ละด้านอาจไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพราะคุณสามารถเปิดหาได้ในโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟนที่เข้าไปดูเรื่องต่างๆ ที่ต้องการได้ หากยังไม่ชำนาญอาจขอให้ลูกหลานช่วยเหลือก่อนแล้วค่อยใช้เวลายามว่างศึกษาด้วยตัวเองภายหลัง ทั้งนี้ เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคนี้ก้าวไปไกลมาก พวกเราจำเป็นต้องรู้เท่าทัน” อาจารย์ประทีป กล่าว

ท้ายนี้มีคำถามที่น่าสนใจจากท่านผู้เข้าร่วมสัมมนา

ถาม – เคยได้ยินว่าถ้าต้องการปลูกกล้วยเชิงธุรกิจ ควรปลูกจำนวนพื้นที่สัก 100 ไร่ จริงหรือไม่??

คุณเสาวณี – สำหรับสมาชิกคิง ฟรุทส์ แล้วพื้นที่เพียง 30 ไร่ก็เพียงพอ จะเป็นผู้ปลูกรายเดียวหรือรวมกลุ่มกันก็ได้ ส่วนที่ระบุว่าควรมีพื้นที่จำนวน 100 ไร่นั้น ควรเป็นผู้ที่มีประสบการณ์การปลูกกล้วยจะเหมาะกว่า แต่หากเป็นมือใหม่ไม่ควรเพราะเสี่ยงเกินไป

ถาม – แล้วถ้าคำนวณต้นทุนระหว่างพื้นที่ 100 ไร่ กับ 30 ไร่ มีต้นทุนต่างกันมากเพียงใด

คุณเสาวณี – ต้นทุนปลูกกล้วยต่อไร่เฉลี่ยอยู่ระหว่าง 25,000-30,000 บาท แล้วมีต้นทุนผันแปรคือแรงงาน ขณะเดียวกัน ยิ่งมีพื้นที่มากเท่าไรต้องใช้แรงงานเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ส่วนต้นทุนปุ๋ยและค่าหน่อคงที่ ทั้งนี้ แรงงานที่ใช้ในการปลูกกล้วย 10 ไร่ ต่อคน ซึ่งความจริงแล้วเป็นแรงงานในครัวเรือนมากกว่า เนื่องจากเกษตรกรส่วนมากปลูกกล้วยในระบบครอบครัว แต่จะใช้แรงงานมากในช่วงที่เก็บผลผลิตเท่านั้น

ถาม – มีอาชีพเป็นคนขายต้นพันธุ์กล้วยหอมทองเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ แล้วมีลูกค้ามาซื้อต้นพันธุ์ แต่คนซื้อต้องการให้เราติดต่อตลาดส่งกล้วยให้ ถึงจะยอมซื้อหน่อพันธุ์เพราะเกรงว่าปลูกแล้วไม่มีที่ขาย จึงได้ถามไปยังแม่ค้าที่มีแผงตามตลาดค้าส่งแล้ว ซึ่งบางรายก็รับซื้อ แต่บางรายไม่รับ

คุณเสาวณี – ทางออกที่ดีคือการทำสัญญากับคนที่มาซื้อหน่อเพราะสร้างความเชื่อมั่น ขณะเดียวกัน ทางคนขายหน่อก็ควรไปตระเวนหาแหล่งรับซื้อผลผลิตเตรียมไว้ด้วย ทั้งนี้ ควรมีการทำข้อตกลงในเงื่อนไขการรับซื้อให้ชัดเจน รวมถึงการชำระเงินด้วย

คุณมานะ – ที่สหกรณ์ท่ายางมักจะใช้หน่อพันธุ์จากต้นแม่มากกว่า เพราะดูในเรื่องต้นทุนเป็นหลัก

ถาม – ถ้าต้องการหน่อพันธุ์ของทางคิง ฟรุทส์ และที่สหกรณ์ท่ายาง จะติดต่อได้อย่างไร และมีเงื่อนไขอย่างไร

คุณเสาวณี – ต้องถามก่อนว่าได้เตรียมพื้นที่ปลูกไว้หรือยัง ถ้าพร้อมทุกอย่างแล้วทางคิง ฟรุทส์ จะเปิดขายหน่อในทุกเดือนพฤษภาคม แต่ทั้งนี้จะต้องพิจารณาให้แก่สมาชิกก่อนแล้วจึงเปิดโอกาสให้ผู้สนใจทั่วไปภายหลัง

ถาม – มีลูกค้าที่บริโภคกล้วยหอมมักติดแบรนด์ของท่ายาง เพราะติดใจในรสชาติ จึงถามว่าขอซื้อหน่อพันธุ์ได้หรือไม่

คุณมานะ – สหกรณ์ท่ายางไม่มีนโยบายจำหน่ายหน่อพันธุ์ แต่ถ้าต้องการจะติดต่อผ่านทางสมาชิกเครือข่ายให้

ถาม – ชื่อธงชัย เป็นเภสัชกร ต้องการทราบว่าถ้าแหล่งตลาดขนาดใหญ่ที่รองรับการซื้อกล้วยหอมทองเต็มแล้ว ควรหาวิธีติดต่อตลาดแห่งใหม่ได้อย่างไร

คุณมานะ – จากหลายปีที่ผ่านมา สมาชิกสหกรณ์จะขายผลผลิตในประเทศเป็นหลัก แต่หลังจากปี 2560 พบว่ามีสมาชิกหลายรายตั้งใจจะปลูกกล้วยคุณภาพเพื่อส่งขายต่างประเทศ ทั้งนี้ เพราะมีราคาขายที่สูงเป็นแรงจูงใจ

ถาม – ชื่อประพันธ์ มาจากลำปาง มีแผนจะปลูกกล้วยทางภาคเหนือ แล้วกำลังมองหาแหล่งรับซื้อ อยากถามว่าทางคิง ฟรุทส์ และท่ายางมีแหล่งรับซื้อทางภาคเหนือหรือไม่

คุณเสาวณี – ของคิง ฟรุทส์ มีตั้งอยู่ที่อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน คุณมานะ – ของสหกรณ์ท่ายางมีแห่งเดียว

ถาม – ชื่อพรทิพย์ มาจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ต้องการทราบว่ามาตรฐาน GAP ยากแค่ไหน แล้วมีกฎ เกณฑ์อะไรที่สำคัญบ้าง ในกรณีที่เป็นสวนขนาดเล็กทำได้หรือไม่ หรือเฉพาะสวนขนาดใหญ่เท่านั้น

คุณเสาวณี – ไม่ยากเลย เกษตรกรหรือชาวบ้านที่มีอาชีพเพาะปลูกพืชสามารถทำได้ทุกคน แต่ต้องเริ่มต้นจากการไปขึ้นทะเบียนก่อน จากนั้นควรศึกษาหาความรู้ตามแหล่งข้อมูลต่างๆ ให้เข้าใจอย่างละเอียดหรือแม้แต่ที่สำนักงานเกษตรแต่ละแห่ง หรือที่กรมวิชาการเกษตร เพียงแต่ขอให้ศึกษาอย่างละเอียดก่อน

“สำหรับที่คิง ฟรุทส์ จะทำมาตรฐานควบคู่กับคุณภาพ ซึ่งแต่เดิมสมาชิกก็ไม่เคยได้รับมาตรฐานมาก่อน แต่ในปี 2560 มีหลายรายสามารถทำได้แล้ว สรุปคือไม่จำกัดเรื่องพื้นที่”

เป็นอันว่าการสรุปเนื้อหาการบรรยายในงานสัมมนา “กล้วยหอมทอง-กล้วยน้ำว้า” ปลูกกินเองได้ ปลูกขายทำเงิน” ได้เสร็จสิ้นลง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเนื้อหาที่สรุปน่าจะเกิดประโยชน์ต่อท่านไม่มากก็น้อย และขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่าน แล้วพบกันใหม่ในกิจกรรมการสัมมนาของกองบรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้านในครั้งต่อไป

ข้าววัชพืช เป็นข้าวป่า จัดอยู่ในวงศ์เดียวกับข้าวปลูก แต่มีลักษณะที่ไม่ต้องการ ข้าววัชพืชอาจเรียกหลายชื่อ เช่น หญ้าละมาร ข้าวหาง ข้าวดีด ข้าวเด้ง ข้าวลาย และข้าวแดง พบการระบาดรุนแรงในบริเวณที่ลุ่มภาคกลาง เมื่อปี พ.ศ. 2544 หากมีการปนเปื้อนข้าววัชพืชแล้ว โรงสีที่รับซื้อข้าวจะตัดราคาซื้อขายลง เกวียนละ 200-500 บาท การแพร่กระจายของข้าววัชพืชเกิดจากติดมากับรถเก็บเกี่ยวข้าว

ลักษณะเด่นของข้าววัชพืช คือ มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เมล็ดสุกแก่ก่อนข้าวปลูก และมักร่วงหล่นลงในนาข้าว เมื่องอกใหม่จะแย่งน้ำและอาหารของข้าวปลูก เมล็ดข้าวเปลือกมักมีหางยาว เมล็ดข้าวกล้อง สีแดง สีลาย หรือสีน้ำตาล เมล็ดข้าวเปลือกมีการพักตัวได้นาน 2-12 ปี และการงอกจะไม่พร้อมกัน ทำให้การกำจัดทำได้ยาก ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี หรือ 6 ฤดูปลูกจึงจะสามารถกำจัดได้

ข้อสังเกตต้นข้าววัชพืชมักสูงกว่าข้าวปลูก การกำจัดเบื้องต้น ให้ตัดต้นที่สูงโด่เด่ทิ้งออกจากแปลงปลูก เมล็ดพันธุ์ต้องคัดให้บริสุทธิ์ อีกทั้งต้องทำความสะอาดรถเก็บเกี่ยวให้สะอาดก่อนเคลื่อนย้ายไปเก็บเกี่ยวในแปลงอื่น หากปฏิบัติได้ตามคำแนะนำ ปัญหาข้าววัชพืชระบาดจะลดลงเป็นที่น่าพอใจ

นครสวรรค์ถือเป็นแหล่งปลูกผักชีฝรั่งที่ใหญ่และสำคัญมากในประเทศ มีพื้นที่หลายตำบล หลายหมู่บ้านที่ยึดอาชีพนี้ ลักษณะการปลูกผักชีฝรั่งในแต่ละครัวเรือนไม่เท่ากัน มีจำนวนเนื้อที่ปลูกตั้งแต่ 1 ไร่ จนกระทั่งไปถึงหลายสิบไร่ เกษตรกรบางรายมักปลูกร่วมกับพืชอายุสั้นชนิดอื่น แต่บางรายอาจปลูกเพียงอย่างเดียว

การปลูกผักชีฝรั่งอาจต้องลงทุนทางด้านโรงเรือนในช่วงแรกเริ่ม ขณะเดียวกัน การเป็นพืชอายุสั้นการดูแลไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาปลูกประมาณ 4 เดือนเก็บผลผลิตขาย อีกทั้งยังปลูกหมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี ดังนั้น แม้จะต้องลงทุนมาก แต่หลังจากเวลาผ่านไปสามารถได้ทุนคืน จึงทำให้ชาวบ้านสนใจปลูกผักชีฝรั่งกันแทบทุกครัวเรือน

ตำบลท่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นอีกแห่งที่ชาวบ้านปลูกผักชีฝรั่งหารายได้ อย่าง คุณสายัน หมอแจ่ม หรือ คุณติ๋ม อยู่บ้านเลขที่ 79/1 หมู่ที่ 1 ตำบลบางม่วง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ยึดอาชีพปลูกผักชีฝรั่งมาประมาณ 10 ปี ใช้พื้นที่ปลูก 14 ไร่

แต่เดิมทีทำอาชีพนี้คุณติ๋มเป็นเพียงผู้รับซื้อผักชีฝรั่งจากชาวบ้านในละแวกพื้นที่หมู่บ้านแล้วนำไปส่งขายที่ตลาดสี่มุมเมือง ต่อมาเห็นว่าเป็นที่ต้องการของตลาดจึงหันมาปลูกด้วย

คุณติ๋ม บอกว่า เมื่อตอนที่เริ่มต้นปลูกครั้งแรกจะต้องไปหาซื้อเมล็ดพันธุ์มาจากแถวจังหวัดสระแก้ว ในราคากิโลกรัมละ 2,000 บาท พอหลังจากปลูกไปแล้วสัก 1-2 รุ่น สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์จากต้นผักชีฝรั่งไว้เองโดยไม่จำเป็นต้องไปหาซื้ออีกจึงเป็นการลดต้นทุน

โรงเรือนสำหรับปลูกผักชีฝรั่งใช้โครงเป็นไม้ไผ่แล้วมุงด้วยซาแรนมัดยึดด้วยเชือกหรือลวด ขนาดของโรงเรือนไม่มีมาตรฐานความกว้างยาวที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับเนื้อที่เหมาะสมของผู้ปลูกแต่ละราย ส่วนความสูงทั่วไปมักไม่ต้องสูงมาก เพียงแค่เดินผ่านได้สะดวก

ทั้งนี้ การก่อสร้างโรงเรือนถือเป็นการลงทุนหนักในตอนแรก แล้วสามารถใช้งานไปได้หลายปีจนกว่าจะชำรุดหรือเปลี่ยนใหม่ โดยค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโรงเรือนเป็นเงินจำนวน 30,000 บาท ต่อไร่ ซึ่งประกอบด้วยไม้ไผ่ ซาแรน เชือก และค่าแรง (ประมาณ 3,000 บาท)

ส่วนพื้นที่ปลูกเท่าไรจึงมีความเหมาะสม คุณติ๋ม บอกว่า เว็บแทงบอลออนไลน์ จะใช้พื้นที่ปลูกเท่าไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการ เพียงแต่ถ้าเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ควรต้องวางแผนปลูกให้เหมาะสม ต้องทยอยหว่านเมล็ดพันธุ์ เพราะจะได้เก็บผลผลิตได้ทัน อย่างถ้ามีพื้นที่สัก 6 ไร่ ให้แบ่ง 3 ไร่ แล้วหว่านเมล็ดพันธุ์ จากนั้นให้ทิ้งช่วงเวลาสักเกือบ 2 เดือน จึงหว่านเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่เหลืออีก 3 ไร่ แนวทางแบบนี้จะทำให้สามารถเก็บผลผลิตได้สะดวกและต่อเนื่อง

เกษตรกรรายนี้บอกว่า ภายหลังสร้างโรงเรือนเสร็จแล้วให้ไถพรวนดินเหมือนกับการทำนา และหากเป็นพื้นที่ปลูกครั้งแรกไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย แต่ถ้าปลูกไปหลายรุ่นควรมีการใสปุ๋ยบำรุงดินทุกครั้งที่มีการปรับพื้นดินก่อนจะปลูก จากนั้นให้หว่านเมล็ดพันธุ์ลงในแปลงจำนวนไร่ละ 1 กิโลกรัม

หลังจากหว่านเมล็ดพันธุ์แล้ว รอให้ต้นงอกแล้วจึงรดน้ำพอชุ่มหรืออาจปล่อยน้ำให้ขังเล็กน้อย เมื่อต้นผักชีฝรั่งมีอายุสัก 1-1 เดือนครึ่ง จะใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ประมาณ 15 กิโลกรัม ต่อไร่ ใส่เพียงครั้งเดียว พร้อมกับการผสมยาป้องกันเชื้อรา ฉีดพ่นในประมาณ 5 ซีซี ต่อน้ำ 20-25 ลิตร แต่ถ้ามีการระบาดหนักให้เพิ่มเป็น 10 ซีซี ในปริมาณน้ำเท่าเดิม

ปริมาณน้ำที่ใช้สำหรับการปลูกผักชีฝรั่งถือว่าสำคัญมาก เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ต้นผักชีฝรั่งเจริญงอกงามและสมบูรณ์ ทั้งนี้คุณติ๋มชี้ว่า จะรดให้ชุ่มหรือปล่อยน้ำท่วมแปลงก็ได้เพราะเป็นพืชที่ทนน้ำขังได้สัก 1 เดือน เพียงแต่อย่าให้ขาดน้ำ