1 ร่องสวน มีความยาวที่สามารถเลี้ยงกุ้งก้ามกรามได้ 20-50

ใช้ระยะเวลาเลี้ยง 6-7 เดือน สามารถจับขายได้ราคากิโลกรัมละ 500-800 บาท สร้างรายได้เพิ่มให้กับครอบครัวอีกมาก

เลี้ยงสัตว์ ปลูกพืช ทำโดยรอบบ้าน ทุกพื้นที่สามารถหยิบจับทำให้เกิดรายได้ในครัวเรือนได้ทั้งหมด คุณสุชล บอกว่า ผลผลิตที่ได้จากสวนทุกชนิดมีไว้กินในบ้าน เมื่อเหลือจึงนำไปขาย ระยะแรกนำออกไปฝากขาย ตั้งขายเองบ้าง ต่อมาเมื่อมีคนรู้จักไม่จำเป็นต้องนำออกไปฝากขายแล้ว เพราะคนเข้ามาซื้อถึงสวน

ผลงานล่าสุดที่คุณสุชลทำคือ การทดลองปลูกกาแฟ และเริ่มให้ผลผลิตแล้ว เป็นการทดลองปลูกเพื่อให้ได้รู้ว่า กาแฟก็สามารถเจริญเติบโตในภาคกลางได้ แม้จะทราบว่ารสชาติอาจจะไม่ดีเท่าการปลูกในพื้นที่สูงก็ตาม และหากไม่ได้จำหน่ายเป็นเมล็ดกาแฟคั่วบด ก็อาจนำมาทำประโยชน์อย่างอื่นได้ โดยมองว่า จะนำไปปรุงรสกับไข่เค็มที่ทำจากไข่เป็ดภายในสวน

เดิมไข่เป็ดที่เก็บได้ในแต่ละวัน มีลูกค้ามาจองไว้เกือบครบ เมื่อมีเหลือจึงนำไปแปรรูปเป็นไข่เค็ม โดยผสมกลิ่นและรสชาติลงไปเป็นไข่เค็มรสต้มยำ รสชาติอร่อยถูกใจผู้บริโภค จึงแบ่งปันวิธีทำไข่เค็มรสต้มยำมาให้ เตรียมไข่เป็ด 20 ฟอง ล้างน้ำให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง จากนั้นเรียงใส่ภาชนะสำหรับดองที่มีฝาปิด

ทำน้ำดอง โดยใช้น้ำสะอาด 4 ถ้วย เทลงในหม้อ ตามด้วยเกลือเม็ด 1 ถ้วย ซอสปรุงรส 1 ขวดใหญ่ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด มะนาว กระเทียม หั่นพอแหลก เทลงไปต้มในหม้อเดียวกัน

ต้มน้ำให้เดือด หลังเดือด 5 นาที ยกลง (ไม่ควรต้มนาน เพราะน้ำจะหนืด และซึมเข้าไปในไข่ยาก)

รอให้น้ำดองเย็น จากนั้นเทลงภาชนะดองให้ท่วมไข่เป็ด ปิดฝา

ใช้เวลาดอง 12 วัน เมื่อครบกำหนดนำไข่ออกมาล้าง หากต้องการรับประทานเป็นไข่เค็มรสต้มยำ นำไปต้มได้เลย แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้อีก 8 วัน แล้วนำไปทอด จะได้ไข่ดาวทอดรสต้มยำ ไข่เค็มรสต้มยำนี้หลังจากทำเสร็จ หากเก็บในตู้เย็น สามารถเก็บไว้รับประทานได้นานถึง 3 เดือน หากเก็บไว้ในอุณหภูมิปกติ สามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน 1 เดือน

กิจกรรมภายในศูนย์ศึกษาการเรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ (ตำบลจอมปลวก) บ้านสารภี หมู่ที่ 7 ตำบลจอมปลวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม แห่งนี้ได้ทุกวัน โดยสามารถติดต่อมาที่ คุณสุชล สุขเกษม โทรศัพท์ (086) 178-4157 คุณสุชลยินดีต้อนรับและให้คำแนะนำด้วยความประทับใจ

“ทุเรียนป่าละอู” จากทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่ปลูกในพื้นที่ ป่าละอู ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน พื้นที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุจากดินและแหล่งน้ำธรรมชาติ กลายเป็นสายพันธุ์ทุเรียนที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ด้วยเนื้อหนาสีเหลืองอ่อน กลิ่นไม่ฉุน รสชาติมันมากกว่าหวาน เนื้อแห้งเนียนละเอียด ไม่มีเส้นใย เนื้อเยอะ เมล็ดเล็ก เมื่อปี 2554 ทุเรียนป่าละอูจึงได้รับการขึ้นทะเบียน Geographical Indication (GI) เป็นแบรนด์สินค้าท้องถิ่นที่บ่งบอกถึงคุณภาพและแหล่งที่มาของสินค้า

ปัจจุบัน ทุเรียนป่าละอูเป็นที่รู้จักของผู้ที่ชื่นชอบทุเรียน และถือเป็นผลผลิตขึ้นชื่อของ สหกรณ์การเกษตรห้วยสัตว์ใหญ่ จำกัด ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่บริหารงานโดยโครงการหมู่บ้านสหกรณ์ห้วยสัตว์ใหญ่ โดย นายพรไชย บัวคล้าย ประธาน สหกรณ์ฯ ผู้นำที่มีความเข้มแข็ง มุ่งสร้างการถ่ายทอดงานและเชื่อมโยงให้เกิดความต่อเนื่อง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ปัจจุบันมีชาวสวนทุเรียนขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิก 50 ราย มีจำนวนต้นทุเรียนกว่า 15,000 ต้น เกษตรกรสมาชิกส่งให้กับสหกรณ์ในฐานะธุรกิจรวบรวมผลผลิตและเป็นผู้จำหน่าย โดยมีกระบวนการการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพ มีการควบคุมคุณภาพสินค้า อาทิ การตัดทุเรียนที่ความสุก 80% และติดบาร์โค้ดไว้ทุกผลเพื่อรับประกันผลผลิต โดยปี 2564 สามารถจำหน่ายผลผลิตรวม 44 ตัน มูลค่า 7.7 ล้านบาท และในปี 2565 นี้ คาดการณ์ว่าจะได้ผลผลิตทั้งหมด จำนวน 60 ตัน

“การรวมกลุ่มของเกษตรกร โดยมีสหกรณ์รับซื้อผลผลิตและจัดจำหน่าย ทำให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด เกษตรกรจึงมีรายได้ที่ดี มีผลประกอบการเพิ่มสูงขึ้น สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการดำเนินงานที่มีคุณภาพของสหกรณ์ฯ นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่งผลให้เศรษฐกิจของชุมชนดีขึ้น โดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ต่อยอดเสริมสร้างความเข้มแข็ง ส่งเสริมความรู้และพัฒนาอาชีพตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ถ่ายทอดองค์ความรู้ รวมถึงประสานความร่วมมือโครงการแก้ไขปัญหาช้างป่าตามแนวพระราชดำริ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาช้างป่าให้คนกับช้างอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งมูลนิธิฯ เป็นผู้ประสานหน่วยธุรกิจของเครือซีพี มอบตู้คอนเทนเนอร์ 3 ตู้ ให้กับสหกรณ์ฯ ไว้ใช้เก็บผลผลิตในฤดูกาลเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะทุเรียนป่าละอู เพื่อรอส่งจำหน่าย ช่วยป้องกันปัญหาช้างป่าได้” นายพรไชย กล่าว

สหกรณ์การเกษตรห้วยสัตว์ใหญ่ เป็นหนึ่งในความสำเร็จของโครงการตามพระราชประสงค์หมู่บ้านสหกรณ์ ที่ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ภาคภูมิใจ

นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และผู้ช่วยบริหาร สำนักประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ บอกถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จด้านการพัฒนาหมู่บ้านสหกรณ์การเกษตรว่า เกิดจากการพัฒนาผู้นำสหกรณ์ฯ ให้มีความรู้อย่างต่อเนื่อง และสร้างชุมชนมีความเข้มแข็ง มูลนิธิฯ มุ่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ฯ อย่างบูรณาการ ทำให้ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ มีทัศนคติที่ดี สามารถพัฒนาโครงการได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมปลูกฝังให้เยาวชนลูกหลานสหกรณ์มีแนวคิดที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม สร้างจิตสำนึกรักแผ่นดินถิ่นเกิด ผ่านการจัดกิจกรรมค่ายเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้พวกเขาได้ให้เห็นความสำคัญของการรวมกลุ่มระบบสหกรณ์ และสร้างสมาชิกผู้นำรุ่นใหม่ให้เกิดขึ้นต่อไป

มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของหมู่บ้านสหกรณ์ฯอย่างต่อเนื่อง ด้วยการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้แก่สมาชิกสหกรณ์ ควบคู่กับกิจกรรมด้านสังคม ในโครงการตามพระราชประสงค์หมู่บ้านสหกรณ์จำนวน 7 แห่ง ใน 4 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา และเชียงใหม่ โดยเน้นรูปแบบการดำเนินงาน 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพและผู้นำสหกรณ์ ผ่านการฝึกอบรมศึกษาดูงาน และส่งเสริมอาชีพเสริม อาทิ การปลูกไม้ผลผสมผสาน การเลี้ยงไก่พื้นเมือง และการเลี้ยงแพะ พร้อมพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างชุมชนเข้มแข็ง ดำเนินการคู่ขนานไปกับการพัฒนาผู้นำและสมาชิกสหกรณ์ โดยการส่งเสริมการทำธุรกิจเกษตร สนับสนุนให้ผู้นำและสมาชิกมีความรู้ความเข้าใจการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ร่วมกันผลิตและจำหน่าย ช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการตลาด ควบคู่กับการจัดค่ายสร้างเสริมคุณธรรม สืบสานและต่อยอด โครงการตามพระราชประสงค์หมู่บ้านสหกรณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อปลูกจิตสำนึกสร้างทัศนคติเยาวชนลูกหลานสหกรณ์ รักแผ่นดินถิ่นเกิด

ต้นไม้ กับครอบครัวคนไทยเป็นของคู่กัน ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว รอบๆ บ้านหากมีที่ว่าง เวลากินอะไรอร่อย หากมีเมล็ดเจ้าของจะหว่านหรือโยนเมล็ดพืชออกนอกชาน เมื่อมีสภาพแวดล้อมเหมาะสม เมล็ดพืชจะงอกเป็นต้นใหม่ขึ้นมาให้เจ้าของเก็บมาใช้ประโยชน์

ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่รอบบ้านในยุคเก่าก่อน สามารถบ่งบอกได้ว่าชุมชนนั้นตั้งมานานมากน้อยแค่ไหน เช่น ต้นมะพร้าว ที่ขึ้นสูงเลยหลังคาบ้านไปมากๆ เมื่อทางการจะเข้าไปทำนิติกรรมกับชุมชน ชาวบ้านก็อาจจะบอกว่าอยู่มานานแล้ว นานกว่ากฎหมายจะออกมาเสียอีก

สำหรับชุมชนเมือง รูปแบบการปลูกต้นไม้เปลี่ยนไป แทนที่จะปลูกลงดิน ก็ใช้กระถาง วางตั้งตามตึกใหญ่ๆ สิ่งหนึ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้คือ การปลูกพืชไม่ใช้ดิน งานปลูกพืชแบบนี้ ส่วนใหญ่ใช้กับการปลูก ผักสลัด

ที่ผ่านมา มีภูมิปัญญาสำหรับการปลูกต้นไม้รอบบ้านบอกไว้อย่างแยบยล วัตถุประสงค์ก็คงอยากให้คนสนใจปลูกพืชหลายๆ ชนิดไว้ เพื่อเกิดประโยชน์ในครอบครัว

นอกจากที่คุ้นเคยกันมานานแล้ว ยังมีผู้แบ่งต้นไม้ที่ปลูกรอบบ้าน โดยแยกประเภทหรือกลุ่ม คือพืชผัก-สมุนไพร ไม้ผล และไม้ดอกไม้ประดับ

พืชผัก-สมุนไพร มีให้เลือกมากมาย
พืชผัก-สมุนไพร ใกล้บ้านคน สามารถปลูกได้หลายอย่าง อาทิ พริก ขิง ข่า มะเขือ ถั่วฝักยาว ตะไคร้ ใบมะกรูด ขมิ้นชัน ไพล มะเขือพวง เป็นต้น

เดิมที พืชเหล่านี้ แทบไม่ต้องซื้อ เพราะเจ้าของบ้านปลูกเอง เมื่อการเกษตรสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทต่อครอบครัวเกษตรกร เวลาว่างมีน้อยลง โอกาสที่จะปลูกพืชให้ครบชนิดจึงมีไม่มาก สุดท้ายจึงนำเงินที่ได้จากพืชหลัก อย่าง ข้าว ไปซื้อใบมะกรูดตามตลาดนัดหรือตามรถเคลื่อนที่ แต่ยังมีผู้นิยมปลูกพืชผัก-สมุนไพร ไว้รอบบ้าน ทั้งนี้เพราะพืชบางชนิดอยู่ได้นานเป็น 10 ปี หรือมากกว่านั้น

มีพืชผักบางอย่างขึ้นเอง โดยไม่ต้องปลูก เช่น พริก เป็นเรื่องปกติธรรมดาอย่างมาก ที่ตามท้องถิ่นต่างๆ ชาวบ้านจะปลูกพริกไว้ เมื่อมีผลผลิต นกจะไปจิกกินผลพริก จากนั้นก็บินไปขี้ไว้ตามที่ต่างๆ หากเป็นผืนดินที่มีเจ้าของ เขาก็จะรักษาต้นพริกไว้ จนมีผลผลิตให้เก็บ หากเป็นที่ดินรกร้าง พริกก็กลายเป็นของส่วนรวมไป ใครผ่านไปผ่านมาก็เก็บมาใช้ประโยชน์ได้

พืชผัก-สมุนไพรยอดนิยม มีหลายชนิดด้วยกัน
ที่ปลูกแล้วอยู่ได้นานชนิดหนึ่งคือ มะกรูด บางคนบอกว่า ต้นมะกรูดปลูกยาก เดิมทีเขานิยมขยายพันธุ์มะกรูด โดยการเพาะเมล็ด ต้นที่ได้มักมีหนาม แต่ทุกวันนี้เกษตรกรที่จังหวัดปราจีนบุรี นิยมขยายพันธุ์โดยการทาบกิ่ง ทำให้ได้มะกรูดทรงพุ่มกะทัดรัด ไม่สูงจนเกินไป หนทางหนึ่งที่ทำได้นั้น คือปลูกลงในกระถาง แล้ววางตั้งไว้หน้าบ้าน เจ้าของอาจจะใช้กระถางขนาดใหญ่หน่อย แต่ต้องหมั่นเติมดินที่พร่องไป งานปลูกมะกรูดที่อยู่ห่างจากแปลงปลูกพืชขนาดใหญ่ มีศัตรูรบกวนน้อย โดยเฉพาะปลูกในหมู่บ้าน แต่หากปลูกใกล้แปลงนาแล้ว มีแมลงหลายชนิดที่มากัดกินใบมะกรูด

ขมิ้นชัน ถือเป็นพืชสามัญประจำบ้าน โดยเฉพาะท้องถิ่นภาคใต้ ครอบครัวชาวบ้านทางภาคนี้ ปรุงอาหารโดยใช้ขมิ้นกันมาก อย่างไก่บ้านต้มขมิ้น ปลาทูทอดขมิ้น ในแง่ของการรักษาโรค ขมิ้นชัน รักษาโรคกระเพาะอาหารได้ดีมาก ดังนั้น จึงมีการแปรรูปเป็นลูกกลอนและแคปซูลจำหน่าย ผู้สื่อข่าวในเครือหนังสือพิมพ์มติชน มีประสบการณ์ในการใช้ขมิ้นชันรักษาโรคกระเพาะกันเป็นอย่างดี เนื่องจากกินอาหารไม่เป็นเวลา เพราะต้องตระเวนทำข่าว โรคกระเพาะจึงกำเริบ…ที่สวนป่าประชานิเวศน์ มีโครงการสมุนไพร จำหน่ายขมิ้นชันแปรรูป เมื่อปากต่อปากแนะนำ ปรากฏว่าโรคกระเพาะที่เป็นกันหลายคนหายขาด

เพราะคุณสมบัติที่ขมิ้นชันมีอยู่ พืชชนิดนี้ จึงเป็นได้ทั้งผักและสมุนไพรในตัวเดียวกัน ไผ่ เป็นพืชที่ปลูกกันมาก โดยเฉพาะครอบครัวในชนบท เนื่องจากไผ่เป็นแหล่งของปัจจัย 4

เริ่มจาก หน่อ นำมาทำเป็นอาหาร ผู้คนรู้จักเสาะหาหน่อไม้ตั้งแต่หน่ออยู่ลึกลงไปในดินเป็นคืบ ถือว่าเป็นหน่อต้นฤดู เมื่อโผล่พ้นดินก็ตัดเก็บกันสบาย หน่อไผ่บางชนิด สูงท่วมหัว หรือแขนงเล็กๆ ยังนำมาปรุงอาหารได้

ไม้ไผ่ ใช้ทำที่อยู่อาศัย ตั้งแต่กระท่อมหลังเล็กๆ ไปจนถึงบ้านเรือน

หน่อไผ่สีสุก นำมาเผาไฟแล้วบีบเอาน้ำมาดื่ม ซึ่งมีรสขม ช่วยบรรเทาโรคไข้ป่า

ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน มีความก้าวหน้ามากในงานพัฒนานำเส้นใยไผ่มาทำเป็นเสื้อผ้า

บ้านเรือนที่อยู่ในเมือง ปลูกไผ่ลำเล็กอย่าง ไผ่รวก ประดับได้ในกระถาง หรือปลูกไผ่ดำก็สวยดี แต่หากในชนบท พื้นที่เหลือเฟือ ปลูกได้ทุกไผ่ นอกจากไผ่ตงที่นิยมกันในอดีตแล้ว ทุกวันนี้ไผ่จีนก็ได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะหลังปลูก 4 เดือน ก็ให้หน่อแล้ว ไผ่จีนมีหลายชื่อ คือ จีนเขียวเขาสมิง กิมซุ่ง ตงลืมแล้ง อินโดจีน

กลุ่มไม้ผล มะม่วงยังยอดนิยม
ในบรรดาไม้ผลที่ขึ้นอยู่รอบบ้าน มะม่วงได้รับความนิยมมากที่สุด ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาแล้ว ครอบครัวคนไทยปลูกมะม่วงอกร่อง ปัจจุบันนี้ มะม่วงที่กินกับข้าวเหนียว ยังไม่มีมะม่วงพันธุ์ไหนทาบรัศมีของอกร่องได้ กระนั้นก็ตาม ประชากรของอกร่องลดน้อยลงตามลำดับ เนื่องจากมีมะม่วงชนิดใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ อย่าง เขียวเสวย น้ำดอกไม้

ผู้ที่ยังหลงใหลรสชาติมะม่วงอกร่อง สามารถปลูกทดแทนได้ มีผู้ใช้เมล็ดเพาะแล้วปลูก อาจจะได้ผลช้ากว่ากิ่งทาบปีสองปี แต่ได้ทรงพุ่มสวย ระบบรากแข็งแรง ให้ผลผลิตแก่เจ้าของดก อีกทั้งอยู่ได้นานหลายสิบปี ยกเว้นน้ำท่วมนาน ต้นขนาดเล็กจะตายง่าย

นอกจากมะม่วงอกร่อง ยังมีมะม่วงใหม่ๆ ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ที่ผ่านมานำเข้ามาทดลองไม่น้อยกว่า 50 สายพันธุ์ แต่มะม่วงอาร์ทูอีทู จากออสเตรเลีย นำเข้ามาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ชนะใจคนไทย เพราะผลโต รสชาติดี สีสวย ใครมีที่ว่างเพียงน้อยนิด ปลูกอาร์ทูอีทูแล้วจะได้ผลไม้ไว้กิน ยามติดผลเขาก็สวย ถือว่าประดับได้

นอกจาก มะม่วง ขนุนเป็นไม้อีกชนิดหนึ่ง ที่นิยมปลูกกัน ในอดีตมีขนุนฟ้าถล่ม ทองสุดใจ จำปากรอบ ของ คุณสมปอง ตวงทอง ตำบลบ้านพระ อำเภอเมืองปราจีนบุรี ทุกวันนี้มีขนุนยอดนิยมอย่าง สายพันธุ์ 8 เดือน หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ปีเดียวทะวาย สาเหตุที่ได้ชื่อนี้เพราะหลังปลูก 8 เดือน หากต้นสมบูรณ์ สามารถไว้ผลบนต้นได้แล้ว ขนุนพันธุ์นี้ออกลูกดก ออกลูกทั้งปี หากปลูกไว้ 4-5 ต้น ตลอดทั้ง 12 เดือนระหว่างปี ขนุนจะมีผลผลิตหมุนเวียนทั้งปี

ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้กลิ่นหอมยังได้รับความนิยม
ไม้ดอกไม้ประดับรอบบ้าน นอกจากไม้ตระกูลปาล์มแล้ว ไม้ไทยไม้หอมก็นิยมปลูกกัน

ง่ายๆ เลยสำหรับไม้ดอกหอมคือ จำปี สาเหตุที่มีปลูกกันมาก เพราะทุกวันนี้เกษตรกรขยายพันธุ์กันไม่ยาก ต้นพันธุ์จึงถูกลง เมื่อปลูกไปไม่นาน จำปีก็ให้ดอกได้ แถมให้ดอกเก่ง มือใหม่หัดปลูกหากสนใจปลูกจำปี ถือว่าคิดถูกแล้ว แต่จำปีมีข้อจำกัด คือไม่ทนน้ำท่วม หากน้ำแช่ต้นวันสองวันก็ตายแล้ว

ส่วนไม้ที่อึดและทนเรื่องน้ำ ต้องยกให้โมก ไม้ชนิดนี้หากต้นใหญ่เท่าข้อมือ น้ำท่วมนานกว่า 2 เดือน ยังอยู่ได้ เมื่อก่อนโมกมีสนนราคาค่อนข้างแพง แต่เพราะนักขยายพันธุ์ที่ปราจีนบุรีใช้ภูมิปัญญาเข้าช่วย ราคาจึงลดลง หาซื้อได้ทั่วไป

ทั้งจำปีและโมก หากปลูกไว้ริมหน้าต่าง อากาศชื้น ดอกจะส่งกลิ่นหอมไกล

ไม้ที่ปลูกรอบบ้านนั้น ควรใช้ปัจจัยการผลิตน้อย หากไม่ใช้ได้ยิ่งดี โดยเฉพาะปัจจัยที่จะเป็นพิษเป็นภัยต่อผู้อยู่อาศัย

ส่วนเรื่องประโยชน์นั้น ต้นไม้ที่ปลูกแล้ว ล้วนแต่เป็นคุณทั้งสิ้น เป็นที่รู้กันว่า พื้นที่ป่าเขาที่ห่างไกลความเจริญ โดยเฉพาะพื้นที่สูง จะเป็นพื้นที่ที่เกือบทั้งหมดไม่มีเอกสารสิทธิ อยู่ในความดูแลโดยหน่วยงานภาครัฐ ออกกฎหมายมาคุ้มครองพื้นที่ให้อยู่ในรูปของป่าหรือพื้นที่สงวน อนุญาตให้ใช้เฉพาะกรณี ซึ่งการอยู่ร่วมกันระหว่างชาวบ้านและป่า ก็เป็นกรณีที่ควรได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนมาโดยตลอด

เพราะชาวบ้านในอดีตที่อาศัยอยู่ห่างไกลมีอาชีพที่เกิดมาก็ทำตามบรรพบุรุษ คือ เกษตรกรรม แม้ไม่ได้ถือเอกสารสิทธิบนแปลงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่ก็สามารถทำการเกษตรบนพื้นที่นั้นๆ ตามถิ่นที่พำนักในภูมิลำเนาของตน โดยไม่ใช่เรื่องผิด

ที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ก็เช่นกัน

เกษตรกรที่อาศัยอยู่บนที่สูง การเกษตรจำเป็นสำหรับพวกเขา เพราะนั่นคือ อาชีพสำหรับเลี้ยงครอบครัว การทำการเกษตรในพื้นที่ป่าเขา แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองพื้นที่ป่า แต่ก็ยังเปิดโอกาสให้ชาวบ้านเข้าไปใช้ประโยชน์ในป่าได้ โดยไม่ทำลายป่า เป็นการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างป่ากับคน

เครือข่ายวิสาหกิจวนเกษตรกาแฟอินทรีย์เชียงราย ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน โดย คุณเสฐียรพงษ์ แก้วสด มองเห็นว่า พื้นที่ป่าที่ชาวบ้านใช้เป็นที่ทำกิน ไม่ได้ทำลายธรรมชาติของป่า ด้วยการปลูกเมี่ยง (ชา ชาอัสสัม ชาโบราณ) เรียกได้หลายชื่อ ปลูกแทรกไว้ในพื้นที่ป่า ก่อนจะรู้จักการปลูกกาแฟ และเก็บใบเมี่ยงขายเป็นอาชีพเกือบทุกครัวเรือน แต่เมื่อ “กาแฟ” คือ สินค้าที่ได้ชื่อว่าเป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของจังหวัดเชียงราย จึงเริ่มมีการส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกกาแฟคุณภาพ และให้เป็นเมืองแห่งเมล็ดกาแฟที่ขึ้นชื่อ เกษตรกรส่วนหนึ่งจึงปรับพื้นที่เปลี่ยนเป็นปลูกกาแฟ

เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนวนเกษตรกาแฟอินทรีย์เชียงราย จึงก่อตั้งขึ้น เพราะเห็นว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกตามความเข้าใจที่มี หากจะเน้นให้ได้กาแฟคุณภาพ จึงจำเป็นต้องรวมกลุ่ม เพื่อคุณภาพของผลผลิตและการแปรรูปเมล็ดกาแฟก่อนจำหน่าย

พื้นที่ปลูกกาแฟของตำบลปางงิ้วและตำบลแม่เจดีย์ ทั้งหมดราว 10,000 ไร่ เป็นเกษตรกร 8 หมู่บ้าน ของตำบลปางงิ้ว และตำบลแม่เจดีย์ ที่เข้าร่วมเครือข่ายเพียง 520 ครัวเรือน ในจำนวนนี้มีพื้นที่ปลูกกาแฟทั้งหมด 3,600 ไร่ ได้รับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา หรือ (United States Department of Agriculture – USDA) ไปแล้วประมาณ 1,200 ไร่ จึงเรียกได้เต็มปากว่า กาแฟอินทรีย์

คุณเสฐียรพงษ์ เล่าว่า เมื่อการทำการเกษตรของชาวบ้านในอดีตคือ การปลูกเมี่ยง เมื่อปรับมาปลูกกาแฟ การปลูกก็ยังคงใช้พื้นที่เดิม คือปลูกในป่า ดังนั้น รูปแบบการปลูกจึงไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจนในเรื่องของระยะในการลงปลูก พื้นที่ส่วนไหนว่างก็ปลูกต้นกาแฟแซมเข้าไป อาศัยร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ในป่าแทนซาแรน เพราะธรรมชาติของกาแฟไม่ต้องการแดดจัด เมื่อถึงเวลาให้ปุ๋ยก็นำปุ๋ยอินทรีย์ไปใส่ หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วก็เข้าไปตัดแต่งทรงพุ่มให้เรียบร้อย ปัญหาโรคและแมลงก็ไม่มี

ความพิเศษของกาแฟป่าคือ พื้นที่ปลูกอุดมสมบูรณ์ ไม่ผ่านการใช้สารเคมีใดๆ และไม่นำสารเคมีไปเติม ดินปลูกมีใบไม้ตามธรรมชาติทับถม เกิดอินทรียวัตถุที่ดีสำหรับพืช

สิ่งที่ต้องทำลำดับแรกคือ การคัดเลือกสายพันธุ์กาแฟ สำหรับเครือข่ายที่นี่ ใช้เมล็ดกาแฟอาราบิก้า 3 สายพันธุ์ ได้แก่

สายพันธุ์คาติมอร์ (Catimor) เป็นสายพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อโรคราสนิม และได้ลักษณะทรงเตี้ย ผลผลิตสูง

สายพันธุ์ทิปปิก้า (Typica) มีลักษณะเด่นยอดเป็นสีทองแดง ติดลูกห่างระหว่างข้อ มีใบเล็กเรียบ เจริญเติบโตเร็ว เป็นพันธุ์ดั้งเดิมต้นกำเนิดของกาแฟอาราบิก้า

สายพันธุ์เบอร์บอน (Bourbon) desktopexchange.net เป็นกาแฟที่กลายพันธุ์มาจากสายพันธุ์ทิปปิก้า ลักษณะต้นไม่สูงมาก มีข้อถี่ ใบกว้าง ยอดอ่อนมีสีเขียว ให้ผลสุกที่ช้า แต่ให้ผลผลิตกาแฟที่ดีกว่าและมีคุณภาพกว่าด้านรสชาติ และกลิ่นหอมกว่าสายพันธุ์ทิปปิก้า

ที่ปลูก เลือกแซมระหว่างต้นไม้ใหญ่ อาศัยร่มเงา กาแฟต้องการแสงไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ และไม่จำเป็นต้องให้น้ำ เพราะลงปลูกในช่วงฤดูฝน อีกทั้งปลูกที่สูง อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส

ปุ๋ย ให้ช่วงต้นฝนและปลายฝน เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่มีมูลค้างคาวผสม เนื่องจากมูลค้างคาวมีส่วนผสมของสารฮิวมิค และสารฟูลวิค ซึ่งมีธาตุอาหารสูง โดยมูลค้างคาวที่ได้สั่งซื้อมาจากประเทศเพื่อนบ้าน

ในแต่ละปีตัดแต่งทรงพุ่ม 1 ครั้ง หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยควรให้ต้นกาแฟมีความสูงเหมาะสม ประมาณ 1.50 เมตร และกาแฟมีทรงพุ่มที่เหมาะสม จะช่วยลดปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชรบกวน ซึ่งที่ผ่านมา ยังไม่พบโรคและแมลงศัตรูพืชรบกวนให้เกิดปัญหา กาแฟจะเริ่มออกดอกในเดือนเมษายน ติดผลในเดือนพฤษภาคม และเก็บผลผลิตได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป

การเก็บเมล็ดกาแฟ จะปล่อยให้เมล็ดกาแฟสุกจัดเป็นสีแดงเข้ม การเก็บเมล็ดกาแฟเมื่อสุกจัด เพื่อให้น้ำหวานหรือน้ำตาลซึมเข้าไปในเมล็ดกาแฟให้มากที่สุด เมื่อนำไปหมักหรือคั่วจะได้กลิ่นความหอมของคาราเมลออกจากเมล็ดกาแฟ

การปลูกกาแฟเชิงเดี่ยว จะปลูกได้จำนวน 400 ต้น ต่อไร่ แต่เมื่อปลูกในพื้นที่ป่าในลักษณะของการปลูกแซมต้นไม้ใหญ่ ทำให้จำนวนปลูกต่อไร่เหลือเพียง 200-300 ต้น และไม่เป็นแถว แต่ได้ผลผลิตต่อต้นที่มากกว่า ผลใหญ่กว่า รสชาติดีกว่า และมีคุณภาพมากกว่า

หลังการรวมกลุ่มเครือข่าย ก็ก่อเกิดมูลนิธิวนเกษตรอินทรีย์เชียงรายขึ้น โดยมี คุณสุภาชัย เตชะนันท์ ทำหน้าที่เป็นเลขานุการมูลนิธิวนเกษตรอินทรีย์เชียงราย ช่วยดูแลระบบ ขั้นตอน กรรมวิธี การปลูก การดูแลกาแฟ และการจำหน่าย เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมเกษตรกรที่ต้องการเข้าสู่ระบบการปลูกกาแฟอินทรีย์