11 บริษัทในกลุ่มเอสซีจี เคมิคอลส์ รับประกาศนียบัตรคาร์บอน

ฟุตพริ้นท์11 บริษัทในกลุ่มเอสซีจี เคมิคอลส์ เข้ารับมอบประกาศนียบัตรคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ในงาน “ร้อยดวงใจ ร่วมใจลดโลกร้อน” ประจำปี 2560 จากกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยมี ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้มอบ และให้เกียรติเป็นประธานในพิธี โดยแยกตามประเภทของใบรับรองฯ ดังนี้

โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) บริษัท อาร์ไอแอล 1996 จำกัด จากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา

โครงการนำร่องระบบซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของระเทศไทย (T-VETS)

บริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด ใบรับรองฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หรือ ฉลากลดโลกร้อน (Carbon Footprint Reduction; CFR)

บริษัท นวพลาสติกอุตสาหกรรม จำกัด

บริษัท ไทย เอ็มเอ็มเอ จำกัด ใบรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Products; CFP)

บริษัท ไทยโพลิเอททิลีน จำกัด

บริษัท นวพลาสติกอุตสาหกรรม จำกัด

บริษัท ไทย เพ็ท เรซิน จำกัด ใบรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint of Organization)

บริษัท มาบตาพุด แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด

บริษัท นวอินเตอร์เทค จำกัด

บริษัท ระยอง เทอร์มินัล จำกัด

งานมอบประกาศนียบัตรคาร์บอนฟุตพริ้นท์ จัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติผู้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศไทย โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นองค์การมหาชน เพื่อสนับสนุนและประสานงานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์การระหว่างประเทศในการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ภายในปี 2563 และ 2573

ศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานในกิจกรรมเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล ซึ่ง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จัดขึ้น โดยมี ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต รองผู้ว่าการกลุ่มบริหาร พร้อมทั้งคณะผู้บริหาร และบุคลากร วว. ร่วมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งและปลูกต้นดาวเรือง จำนวน 250 ต้น ในวันพฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม 2560 ณ วว. เทคโนธานี คลองห้า จังหวัดปทุมธานี

ทั้งนี้ ดอกดาวเรือง เป็นดอกไม้ประจำพระองค์รัชกาลที่ 9 … เป็นพืชล้มลุก อายุประมาณ 2- 4 ปี ลักษณะทั่วไป : ดาวเรื่อง (Marigold) มีถิ่นกำเนินในประเทศเม็กซิโก ในประเทศไทยภาษาท้องถิ่นทางภาคเหนือเรียก “ดอกคำปู้จู้” ซึ่งหมายถึงดอกไม้ที่มีกลีบสีเหลืองคล้ายทองคำ ดาวเรืองเป็นพืชล้มลุก สูงประมาณ 0.5-4 ฟุต ใบเป็นใบประกอบ มีลักษณะเรียวยาว ดอกมีลักษณะเป็นแบบดอกรวม ประกอบด้วยดอกย่อยเล็ก ๆ เป็นจำนวนมาก อัดซ้อนกันแน่นอยู่บนฐานรองดอก ดอกมีสีเหลือง ส้ม ครีม และขาว มีตั้งแต่ขนาดเล็ก คือประมาณ 1 นิ้ว จนถึงขนาดใหญ่ประมาณ 4 นิ้ว และเมื่อตัดลำต้น กิ่งก้านหรือใบของดาวเรือง จะมีกลิ่นเหม็น จึงทำให้แมลงไม่ค่อยรบกวน นอกจากนี้ภายในรากของดาวเรืองมีสารชนิดหนึ่งคือ แอลฟ่า เทอร์เธียนิล (& – terthienyl) ซึ่งเป็นสารที่สามารถควบคุมปริมาณไส้เดือนฝอยในดินได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์ : ปัจจุบันจากผลการค้นคว้าและวิจัยพืชที่ให้สารจากธรรมชาติพบว่า ดาวเรือง เป็นพืชที่มีประโยชน์ นอกเหนือจากการใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์ ทำสารไล่แมลงแล้วยังพบว่าเป็นพืชที่ให้สารเบตาแคโรทีนจากธรรมชาติโดยตรงของดอกดาวเรือง ซึ่งคุณ สมบัติของสารเบตาแคโรทีนนี้จะทำหน้าที่เป็นโปรวิตามินเอ เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ นอกจากนี้ยังท ำหน้าที่เป็นแอนติออกซิแดนต์ในการป้องกันการเกิดมะเร็งในตับและปอดของร่างกาย เนื่องจากดาวเรืองเป็นพืชที่มีความผั นแปรทางพันธุกรรมสูงจึงทำให้มีความแตกต่างทั้งในด้านสายพันธุ์ ปริมาณสารแคโรทีน สารแซนโทฟีลล์และชนิดพันธุ์ โดยเฉพาะในสายพัน ธุ์ดาวเรืองที่ให้สารแคโรทีนสูงจะมีค่าของสารแซนโทฟีลล์ไม่ต่ำกว่า 18 กรัมต่อกิโลกรัมของกลีบแห้งจึงจะมีผลต่อการให้วิตามินเอ ลักษณะของพันธุ์ดาวเรืองโดยเฉพาะ คือ ดอกสีส้มเข้ม กลีบใหญ่ หนา ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ไม่น้อยกว่า 2.5 นิ้ว จึงจะให้สารเบตาแคโร ทีนและสารแซนโทฟีลล์สูงซึ่งจะแตกต่างจากดอกดาวเรืองพื้นบ้าน และพันธุ์การค้าให้ดอกสีเหลืองที่ให้ประมาณสารต่ำ

กุลวดี นิ่มนวล ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายสื่อสารองค์กร ศมาพร หลากสุขถม ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร และดวงพร จิราพิพัฒนชัย ผู้จัดการฝ่ายขาย-โฮมการ์เด้นท์ บริษัท เจียไต๋ จำกัด มอบดาวเรืองให้กับ บริษัท มติชน จำกัด มหาชน เพื่อถวายในหลวง ร.๙

เวลา 06.00 น. วันที่ 7 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวได้เข้าสำรวจพื้นที่ อ.เถิน ซึ่งเป็นพื้นที่อำเภอตอนใต้ของ จ.ลำปาง หลังเกิดฝนตกหนักมาตลอดคืนที่ผ่านมา จนทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลันขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งใน ต.แม่ปะ ต.แม่วะ และ ต.ล้อมแรด อ.เถิน จ.ลำปาง ที่เกิดน้ำป่าที่ไหลหลาก มาจากยอดเขาสูงได้ไหลบ่ามาตามลำห้วยก่อนที่จะทะลักท่วมบ้านเรือนราษฎรในพื้นที่ไปกว่า 400 หลังคาเรือน โดยสถานการณ์พื้นที่ล่าสุด ที่เกิดน้ำป่าหลากลงมา คือ บ้านแม่ปะดอย บ้านแม่ปะหลวง และบ้านแม่ปะแพะ ต.แม่ปะ อ.เถิน จ.ลำปาง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พื้นที่ หมู่บ้านแม่ปะดอย ต.แม่ปะ อ.เถิน ถือว่าเป็นพื้นที่ประสบภัยหนักล่าสุด เนื่องจากมีน้ำป่าหลากเชี่ยวลงมาจากยอดเขาสูงในเขตอุทยานแห่งชาติเวียงโกศัย โดยได้หลากมาตามลำห้วยแม่ปะ ก่อนที่จะไหลท่วมบ้านเรือนราษฎรกว่า 60 หลังคาเรือน ระดับน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก โดยระดับน้ำบางจุดมีความเชี่ยว เด็ก และผู้สูงอายุออกมาจากบ้านไม่ได้ต้องติดอยู่ในบ้าน ทำให้ญาติได้เดินลุยน้ำลึกเข้าไปดูแลอยู่ตลอดเวลา และนำอาหารเข้าไปส่งกับเด็ก และผู้สูงอายุที่ติดอยู่ในบ้าน โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 32 ลำปาง และกำลังจาก ร.17 พัน 2 ลำปาง และเจ้าหน้าที่ ปภ.ลำปาง สาขาเถิน ได้เข้ามาสำรวจพื้นที่ประสบภัย และช่วยเหลือชาวบ้านผู้ประสบภัย

นอกจากนี้ บนถนนทางหลวงหมายเลข 1 พหลโยธินสายลำปาง – ตาก ทั้งขาขึ้น และขาออก จ.ลำปาง เขตบ้านหนองเชียงราน ต.ล้อมแรด อ.เถิน จ.ลำปาง ก็เกิดน้ำป่าที่ไหลหลากลงมาในลำห้วยหลายสาย ก่อนที่จะไหลเอ่อท่วมบ้านเรือน และร้านค้าข้างริมถนนทั้งสองฝั่ง ตลอดจนเอ่อท่วมถนนสายดังกล่าว ระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ทั้งสองฝั่งเป็นทางยาวกว่า 100 เมตร รถทุกชนิดยังผ่านไปมาได้ แต่ต้องวิ่งในจุดที่น้ำไม่ลึกมาก แต่การจราจรก็ต้องผ่านไปอย่างช้าๆ ทางเจ้าหน้าที่ของ อ.เถิน และเจ้าหน้าที่ทหาร ได้วางกำลัง เพื่อให้สัญญาณรถที่วิ่งมาถึงให้ผ่านไปอย่างช้าๆ ดว้ยความระมัดระวัง

BIOTHAI ออกโรงค้านกรมวิชาการเกษตรฉวยโอกาสแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ให้เป็นไปตามอนุสัญญา UPOV 1991 เอื้อประโยชน์บรรษัทเมล็ดพันธุ์ต่างชาติ เพิ่มการผูกขาดพันธุ์พืชและลงโทษเกษตรกรที่เก็บรักษาพันธุ์พืชไปปลูกต่อ หวั่นทำลายวัฒนธรรมที่สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ กระทบความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

รายงานข่าวจากเครือข่าย BIOTHAI ระบุว่าตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาบรรษัทข้ามชาติ และบริษัทเมล็ดพันธุ์ยักษ์ใหญ่ได้ผลักดันให้ประเทศไทยยอมรับระบบกฎหมายผูกขาดพันธุ์พืชตามระบบ UPOV1991 ทั้งที่เป็นการผลักดันโดยตรงและผ่านการทำเอฟทีเอไทย-สหรัฐอเมริกา ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (TPP) ความตกลงเอฟทีเออาเซียน-ยุโรป เป็นต้น แต่ก็ไม่เคยประสบผลสำเร็จ

ในช่วงรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กรมวิชาการเกษตรได้พยายามผลักดันการแก้กฎหมายนี้อีกครั้งแต่ก็ถูกคัดค้านจากหลายฝ่าย จากนักวิชาการ เช่น รศ.จักรกฤษณ์ ควรพจน์ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ รศ.สุรวิช วรรณไกรโรจน์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผศ.สมชาย รัตนชื่อสกุล จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รวมทั้งนพ.มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่รู้ทันเรื่องสิทธิบัตรของบรรษัทข้ามชาติ เรื่องนี้เงียบหายไปจนหลายฝ่ายวางใจว่าการผลักดันการแก้กฎหมายจะไม่เกิดขึ้นอีกในรัฐบาลนี้

แต่แล้วจู่ๆ โดยที่ไม่เคยมีการแถลงใดๆอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะจากพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือนายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรว่าจะมีแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช เว็บไซท์ของกรมวิชาการเกษตร (http://www.doa.go.th/main/index.php…) ได้เผยแพร่เรื่องการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชพ.ศ. ….ฉบับใหม่ และให้ยกเลิกพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ทั้งฉบับ โดยเปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นได้จนถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2560 ที่จะถึงนี้เท่านั้น แสดงเจตนาว่าเป็นการจงใจเลือกช่วงเวลาระหว่างพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เพื่อผลักดันกฎหมายนี้ให้แล้วเสร็จ ปิดโอกาสประชาชนในการเคลื่อนไหวคัดค้านกฎหมายซึ่งจะทำให้วิถีวัฒนธรรมการเก็บรักษาพันธุ์พืชไปปลูกต่อกลายเป็นความผิดทางอาญา และเปิดทางให้โจรสลัดชีวภาพเข้ามาฉกฉวยทรัพยากรพันธุกรรมได้โดยสะดวก

จากการสำรวจในเว็บไซท์ด้งกล่าว กรมวิชาการเกษตรระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นการร่างกฎหมายเพื่อให้ให้เป็นไป “ตามแนวทางของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่(อนุสัญญา UPOV 1991)” และรองรับ “แนวโน้มการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) จะผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญา UPOV1991” เป็นการฉวยโอกาส 2 ชั้น คือฉวยโอกาสไม่ให้ประชาชนเคลื่อนไหวคัดค้าน และฉวยโอกาสผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาระหว่างประเทศทางอ้อมโดยไม่ผ่านกระบวนการทางรัฐสภาเกี่ยวกับการให้สัตยาบันในอนุสัญญาความตกลงระหว่างประเทศตามรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ในเนื้อหาของร่างกฎหมายของกรมวิชาการเกษตรที่เผยแพร่ในเว็บไซท์ดังกล่าวมีเนื้อหาที่ละเมิดสิทธิเกษตรกร ขยายการผูกขาดของบรรษัทเมล็ดพันธุ์ และเปิดทางสะดวกให้โจรสลัดชีวภาพ ดังนี้ 1)ตัดสิทธิของเกษตรกรเก็บรักษาพันธุ์พืชใหม่ไปปลูกต่อ โดยตัดเนื้อหาใน มาตรา 33 (4) ของกฎหมายฉบับเดิมออก ซึ่งทำให้เกษตรกรที่เก็บพันธุ์พืชไปปลูกต่ออาจได้รับโทษถึงจำคุก

2) ขยายระยะเวลาการผูกขาดพันธุ์พืชใหม่ของบริษัทออกไปตาม UPOV1991 โดยขยายสิทธิผูกขาดพันธุ์พืชออกไปจาก 12-17 ปี เป็น 20-25 ปีแล้วแต่กรณี (ยกเว้นพืชที่ให้เนื้อไม้)

3) ขยายการผูกขาดจากเดิมกำหนดอนุญาตให้เฉพาะ “ส่วนขยายพันธุ์” ให้รวมไปถึง “ผลผลิต” และ “ผลิตภัณฑ์” ด้วย

4) ขยายการผูกขาดพันธุ์พืชใหม่ไปยังอนุพันธุ์ของสายพันธุ์พืชใหม่ หรือสายพันธุ์ซึ่งมีลักษณะพันธุ์ที่ได้พันธุกรรมสำคัญมาจากพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครอง (Essentially Derived Varieties-EDVs)

5) เปิดทางสะดวกให้โจรสลัดชีวภาพ โดยตัดการแสดงที่มาของสารพันธุกรรมออกเมื่อบริษัทประสงค์จะขอรับการคุ้มครองพันธ์พืชใหม่ และแก้คำนิยามของพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทไม่จำเป็นต้องแบ่งปันผลประโยชน์เมื่อนำเอาพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปไปใช้ประโยชน์ โดยเพียงแต่บริษัทนำเอาพันธุ์พืชพื้นเมืองที่ต้องการมา ”ผ่านกระบวนการปรับปรุงพันธุ์” เสียก่อนเท่านั้น

6) ตัดข้อกำหนดการต้องผ่านกระบวนการรับรองความปลอดภัยทางชีวภาพสำหรับพันธุ์พืชดัดแปลงพันธุกรรมที่ประสงค์จะขอรับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ออก

7) ตัดเงื่อนไขเกี่ยวกับการระงับสิทธิในพันธุ์พืชใหม่ที่เกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหารและการแทรกแซงของรัฐในกรณีที่มีการตั้งราคาเมล็ดพันธุ์แพงจนเกษตรกรไม่สามารถเข้าถึงได้

8) แก้ที่มาของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากเกษตรกร นักวิชาการ องค์กรสาธารณประโยชน์ และภาคเอกชน จากการเลือกตั้งกันเอง เป็นการแต่งตั้งทั้งหมด

โดยสรุปแล้ว กฎหมายที่ร่างขึ้นใหม่นี้ เป็นการเปิดโอกาสให้บรรษัทยักษ์ใหญ่เข้ามาผูกขาดพันธุ์พืชอย่างเข้มข้น ลงโทษเกษตรกรที่เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ และในท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของทุกๆคนในประเทศนี้

เมื่อครั้งที่ทราบว่าจะมีการแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ก่อนหน้านี้ ไบโอไทยได้ทำหนังสือคัดค้านและชี้แจงเหตุผลต่างๆ ต่อกรมวิชาการเกษตร นักวิชาการหลายท่านได้แสดงความคิดเห็นคัดค้านแล้ว แต่ความเห็นดังกล่าวไม่เคยได้รับการพิจารณาเลย ดังจะเห็นได้จากร่างกฎหมายของกรมวิชาการเกษตรที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซท์ยังคงยืนยันร่างเดิมตามรูปแบบกฎหมายของUPOV1991

“การเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นทางหน้าเว็บไซท์น่าจะเป็นเพียงพิธีกรรมเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบของรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติเท่านั้น ดังนั้น มีแต่ช่วยกันเผยแพร่เรื่องนี้ออกไปอย่างกว้างขวางเพื่อสร้างความตระหนักรู้ร่วมกันของเกษตรกรและสาธารณชน หยุดยั้งไม่ให้มีการรวบรัดเสนอกฎหมาย เพื่อที่ประชาชนจะมีเวลาและสามารถแสดงความคิดเห็นและเคลื่อนไหวคัดค้านได้อย่างกว้างขวางเท่านั้น จึงพอจะหยุดยั้งการดำเนินการของกรมวิชาการเกษตรและบรรษัทเมล็ดพันธุ์ยักษ์ใหญ่ในครั้งนี้ได้”

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนสิงหาคม 2560 พบว่าดัชนีความเชื่้อมั่นทุกรายการปรับตัวดีขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต เพิ่มจากเดือนกรกฎาคม ที่ 62.2, 69.1 และ 90.4 เป็น 62.4, 69.7 และ 91.5 ตามลำดับ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคต ปรับดีขึ้นจาก 73.9 และ 83.1 เป็น 74.5 และ 84.2 ยกเว้นดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบัน ลดลงจาก 51.7 เป็น 51.6 เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4

ขณะเดียวกันดัชนีความเหมาะสมการซื้อขายรถยนต์คันใหม่ ดัชนีความเหมาะสมการซื้อบ้านหลังใหม่ ดัชนีความเหมาะสมการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว ดัชนีความเหมาะสมการลงทุนทำธุรกิจ ยังปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4-5 เช่นเดียวกับผลสำรวจภาวะทางสังคม เกี่ยวกับความสุขในการดำรงชีวิต ภาวะค่าครองชีพ ปัญหายาเสพติด ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ยกเว้นดัชนีสถานการณ์ทางการเมือง ปรับตัวดีขึ้นในรอบ 8 เดือน

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ปัจจัยบวกส่งผลต่อความเชื่อมั่นดีขึ้น ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับเพิ่มการขยายตัวของจีดีพีปี 2560 จาก 3.5% เป็น 3.7% การส่งออก 7 เดือนแรกปีนี้ขยายตัว 8.20% คณะรัฐมนตรี (ครม.) คงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 7% คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% ดัชนีตลาดหุ้นสูงขึ้น และค่าเงินบาทแข็งค่าเล็กน้อยสะท้อนเงินต่างชาติไหลเข้า รวมถึงเริ่มคลายกังวลต่อสถานการณ์การเมืองในประเทศ ขณะที่ปัจจัยลบต่อความเชื่อมั่น คือ น้ำท่วมในบางพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ ราคาน้ำมันขายปลีกเพิ่มขึ้น ราคาพืชผลเกษตรทรงตัวระดับต่ำ ทั้ง ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อีกทั้งความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และปัญหาความดขัดแย้งกับเกาหลีเหนือ ที่จะส่งผลลบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจในไทย

“ดัชนีปรับตัวดีขึ้นครั้งแรกรอบ 4 เดือน สะท้อนผู้บริโภคเริ่มกลับมั่นใจการบริโภคสินค้าและบริการ น่าจะมีส่วนสำคัญทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเด่นชัดขึ้นในไตรมาส 4 รวมถึงโครงการสวัสดิการแห่งรัฐจะทำให้เกิดเงินสะพัด 3-4 พันล้านบาทต่อเดือน เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 1 หมื่นล้านบาท รวมกับการส่งออกและการท่องเที่ยวฟื้นตัวขึ้น ลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น ทำให้ศูนย์พยากรณ์ฯปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้จากเดิม 3.6% เป็น 3.7-4.0% อาจมีเรื่องราคาน้ำมันและก๊าซแอลพีจีสูงขึ้น รวมถึงปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต มีผลต่อราคาสุรา บุหรี่ สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าของแพงขึ้น แม้ภาครัฐจะดูแลควบคุมราคาสินค้าจำเป็นไม่ให้สูงขึ้น แต่ผู้บริโภคยังรู้สึกว่าเศรษฐกิจปัจจุบันยังฟื้นตัวไม่ดี” นายธนวรรธน์กล่าว

ปศุสัตว์ผวาช่วงปลายฝนต้นหนาว-ฤดูกาลนกอพยพย้ายถิ่น จี้เกษตรกรเฝ้าระวังโรคสัตว์ปีกเข้ม พร้อมเปิดสายด่วนแจ้งสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมตั้งด่านชายแดนพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเข้มกัน “โรคไข้หวัดนก” จากประเทศเพื่อนบ้านเข้าไทย

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะโฆษกกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนฤดูกาล จากฤดูฝนสู่ฤดูหนาว ระหว่างวันสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทั้งฝนตกหนักทำให้อากาศค่อนข้างชื้น สลับกับอากาศร้อนจัดในช่วงกลางวัน และหนาวเย็นลงในตอนกลางคืน สภาวะเช่นนี้ทำให้สัตว์เลี้ยงมีภูมิคุ้มกันต่ำลง โดยเฉพาะสัตว์ปีกที่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศมากกว่าสัตว์ประเภทอื่น

กรมปศุสัตว์จึงเร่งให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัดและปศุสัตว์อำเภอ เพิ่มความถี่ในการออกตรวจเยี่ยมและให้คำแนะนำ ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจในวิธีการเลี้ยงและการป้องกันโรคแก่เกษตรกร พร้อมค้นหาสัตว์ป่วยหรือตายที่มีอาการคล้ายโรคระบาด หากตรวจพบจะดำเนินการตามหลักการที่ถูกต้องทันที “ช่วงนี้ยังเป็นฤดูกาลอพยพของนกจากต่างถิ่น ที่อาจจะนำเชื้อโรคเข้ามาด้วย ขอให้เกษตรกรหมั่นดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสัตว์ปีกอาจเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น จึงควรย้ายสัตว์ปีกที่เลี้ยงหลังบ้านเข้าในโรงเรือนทั้งหมด ดูแลโรงเรือนให้อยู่ในสภาพดี ป้องกันลมและฝนได้ ในพื้นที่ที่มีฝนตกหนักและลมแรง ควรเพิ่มผ้าใบด้านข้างโรงเรือน เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์โดนละอองฝน และเข้มงวดกับการใช้ยาฆ่าเชื้อโรคก่อนเข้าฟาร์มและโรงเลี้ยง ควรให้อาหารและน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ ที่สำคัญต้องทำวัคซีนป้องกันโรคตามโปรแกรมที่กรมปศุสัตว์กำหนด หากอากาศเปลี่ยนแปลงมากควรให้วิตามินเสริม 3-5 วันติดต่อกัน สัตว์จะปลอดโรคและแข็งแรงอยู่ตลอดเวลา ช่วยลดอัตราการป่วย-ตาย และให้ผลผลิตดีขึ้น”

สำหรับการระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศเพื่อนบ้าน junkhost.com ทั้งเวียดนาม ฟิลิปปินส์ เมียนมา กัมพูชา มาเลเซีย และลาว ตามรายงานขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) กรมปศุสัตว์มีหน่วยงานเฉพาะที่เฝ้าติดตามสถานการณ์และข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด และมีมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการตรวจสอบการลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกเข้า-ออกตามแนวชายแดน และเจ้าหน้าที่ด่านกักสัตว์ได้ตั้งจุดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อยานพาหนะต้องสงสัย ทั้งรถยนต์ รถจักรยาน และรถเข็น

“เกษตรกรสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเรื่องโรคสัตว์จากกรมปศุสัตว์และหน่วยงานสาธารณสุขเป็นหลัก รวมทั้งสามารถขอคำแนะนำและสอบถามข้อมูลต่าง ๆ ที่สำนักงานปศุสัตว์ใกล้บ้าน ในวันและเวลาราชการ และขอความร่วมมือประชาชนหากพบเห็นสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ โปรดแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ ปศุสัตว์จังหวัด อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือแจ้งผ่านสายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร.0-9630-11946 ตลอด 24 ชั่วโมง

ผู้ว่าฯเมืองชลเผยอีอีซีเกิดแน่ รัฐบาลตั้งเป้า 5 ปี ทุ่มงบฯ 8 แสนล้านบาท กางแผนของบฯอีอีซีปี’61 รวม 6.4 พันล้านบาท เน้นการท่องเที่ยว-อุตสาหกรรม เร่งศึกษาโครงการอุโมงค์แก้น้ำท่วมพัทยามูลค่า 800 ล้านบาท เตรียมสร้างท่าเทียบเรือเฟอรี่ 2,000 ล้านบาท ฟันธงอีกไม่เกิน 6 เดือน มีการเซ็นสัญญาร่วมทุน PPP หลายโปรเจ็กต์ ขอเอกชนมั่นใจมาลงทุน อีอีซีเกิดแน่

นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แผนการพัฒนาจังหวัดชลบุรีในปี 2561 ยังคงเน้นเรื่องการท่องเที่ยวเป็นตัวนำ แต่ไม่ทิ้งอุตสาหกรรม เพราะตอนนี้ชลบุรีมีโรงงานอุตสาหกรรมเกือบ 5,000 โรง และ 14 นิคมอุตสาหกรรมที่ต้องดูแล ซึ่งปีงบประมาณ 2561 นี้ จังหวัดได้จัดทำคำของบประมาณตามร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จำนวน 10 โครงการ งบประมาณ 356 ล้านบาท แบ่งเป็นการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ 6 โครงการ 263.7 ล้านบาท การพัฒนาด้านสังคม 2 โครงการ 11.2 ล้านบาท และการบริหารจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 81.1 ล้านบาท

ขณะที่แผนงานการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) จากงบฯกลางประจำปีงบประมาณ 2561 อยู่ระหว่างนำเสนอสำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก จำนวน 7 โครงการ งบประมาณ 6,418 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการปรับปรุงและดูแลระบบน้ำเสียพื้นที่พัทยาและ นาเกลือ งบประมาณ 456 ล้านบาท 2.โครงการระบบระบายน้ำด้านทิศตะวันตกของถนนสุขุมวิทบริเวณพัทยาเหนือถึงพัทยากลาง งบประมาณ 1,010 ล้านบาท 3.โครงการระบบระบายน้ำด้านทิศตะวันตกของถนนสุขุมวิทบริเวณพัทยากลางถึงพัทยาใต้ งบประมาณ 1,075 ล้านบาท 4.โครงการระบบระบายน้ำด้านทิศตะวันตกของถนนสุขุมวิทบริเวณพัทยาใต้ถึงถนนเทพประสิทธิ์ งบประมาณ 1,525 ล้านบาท 5.โครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือ (สะพานบาลีฮาย) งบประมาณ 2,050 ล้านบาท 6.โครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือท่าหน้าบ้านเกาะล้าน งบประมาณ 200 ล้านบาท และ 7.โครงการศึกษาออกแบบความเหมาะสมของระบบขนส่งมวลชนเมืองพัทยา (ระบบรางขนาดเบา tram) งบประมาณ 102 ล้านบาท สำหรับแผนงานสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ (จาก พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561) จำนวน 1 โครงการ คือโครงการก่อสร้างป้ายตัวอักษร PATTAYA งบประมาณ 14.4 ล้านบาท

นอกจากนี้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 แขวงทางหลวงชนบทชลบุรี ดำเนินกิจกรรมจ้างที่ปรึกษาเพื่อดำเนินงานสำรวจออกแบบรายละเอียดถนนสาย ง1 ผังเมืองรวมเมืองพัทยา งบประมาณ 29 ล้านบาท และกรมโยธาธิการและผังเมืองได้จัดทำโครงการศึกษา ออกแบบ และวางผังพื้นที่เฉพาะโดยรอบสถานีรถไฟความเร็วสูงเมืองพัทยา เพื่อให้การบริหารจัดการเมืองพัทยาเป็นระบบ