แปลงปลูกมะละกอของคุณสหรัฐ มีพื้นที่ระหว่าง 20-30 ไร่

สายพันธุ์มะละกอที่ปลูกคือพันธุ์”แขกดำหนองแหวน” เป็นพันธุ์ที่เก็บเป็นมะละกอดิบได้ แต่ทางคุณสหรัฐและภรรยา เก็บสุกอย่างเดียว เนื่องจากได้น้ำหนักและราคาเพิ่มขึ้น

คุณสหรัฐและภรรยาแนะนำการปลูกว่า ใช้ระยะระหว่างต้น 2.5 คูณ 2.5 เมตร ปลูกไปราว 7 เดือนก็เก็บผลผลิตได้ มะละกอต้นหนึ่งให้ผลผลิตราว 100 กิโลกรัมต่อต้นต่อระยะการเก็บเกี่ยว คือปีเศษๆ

สำหรับการดูแลรักษา ได้รับคำแนะนำว่า ปลูกมะละกอเป็นการค้า ขาดน้ำไม่ได้ เขาจึงให้น้ำโดยสูบขึ้นมาจากแหล่งน้ำที่มีอยู่แล้ว น้ำมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะช่วงแล้ง หากขาดน้ำ มะละกอจะให้ผลผลิตน้อย ผลผลิตขาดช่วง หรือไม่ให้ผลผลิตเลย

ปุ๋ย เขาใส่ปุ๋ยคอก เป็นขี้ไก่

สำหรับปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ใส่ให้ 15 วันครั้งหนึ่ง แต่ละครั้งจำนวนครึ่งกิโลกรัม ดังนั้นปุ๋ยที่ใส่ให้เดือนหนึ่งต้อง 1 กิโลกรัมต่อต้น ที่แนะนำมานี้ หมายถึงต้นที่ให้ผลผลิตแล้ว ต้นที่ปลูกใหม่ อายุ 3-4 เดือน จำนวนปุ๋ยที่ใส่ให้น้อย

สูตรปุ๋ยที่ใส่ให้คือ 15-15-15 เป็นหลัก เมื่อเห็นว่าดอกน้อย ต้นมะละกอยืดก็ใส่สูตร 8-24-24 ให้ ศัตรูของมะละกอที่พบ ในแขตในชุกอย่างจันทบุรี คือโรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อแอนแทรกโนส ป้องกันและกำจัดได้โดยใช้พันธุ์ที่มีความต้านทาน เจ้าแขกดำหนองแหวนต้านทานได้

แต่โรคที่เอาไม่อยู่ คือโรคใบด่างวงแหวน หากพบต้องตัดทำลายทิ้ง ถ้าระบาดทั้งแปลงก็ต้องย้ายแปลงปลูก โรคใบด่างวงแหวน เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้มะละกอมีผลผลิตน้อยลง แล้วก็ต้องย้ายที่ปลูกอยู่เป็นประจำ

เรื่องของการจำหน่าย ยามใดที่ผลผลิตมีไม่มาก คุณสหรัฐนำมะละกอไปส่งตลาด 3 วันครั้งหนึ่ง แต่หากมีมาก ทั้งสวนตัวเองและลูกสวน ต้องส่งทุกวัน ซึ่งต้องใช้รถ 2 คัน มีที่ต้องจ้างรถคนอื่นเพิ่ม

งานเก็บมะละกอ จะเริ่มตั้งแต่เช้า พอบ่ายก็ลำเลียงใส่รถปิ๊กอั๊พ ที่บรรทุกได้มากกว่า 2 ตัน ราว 4 โมงเย็น คุณสหรัฐก็ออกเดินทางจากจันทบุรี ใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ ถึงตลาดสี่มุมเมืองและตลาดไทราว 2 ทุ่ม ขายมะละกอเสร็จก็กลับบ้าน ถึงบ้านก่อนสว่างนิดๆ ชีวิตคนปลูกและขายมะละกอจะเป็นอยู่อย่างนี้

ได้รับคำแนะนำว่า มะละกอสุก ราคาแพงช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี เพราะของมีน้อย ครั้นเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ราคามะละกอก็จะถูกลง เนื่องจากมะละกอที่ปลูกกันอยู่ทั่วไปได้รับน้ำฝนดี

ดังนั้นหากจะให้มีมะละกอเก็บเกี่ยวเดือนสิงหาคม ต้องปลูกช่วงปลายปี แต่ข้อสำคัญต้องมีน้ำให้

ทุกวันนี้ คุณสหรัฐมีลูกสวนอยู่ 4-5 ราย พื้นที่ปลูกมากกว่า 100 ไร่

คุณสหรัฐบอกว่า งานค้าขายมะละกอ ถึงแม้จะต้องเดินทาง แต่ก็คุ้มค่า ส่วนการทำสวน ค่อนข้างเหนื่อย เพราะมีปัญหาให้แก้ไขมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของศัตรูพืชระบาด หรือภัยธรรมชาติ

ผู้ที่อยากปลูกมะละกอ คุณสหรัฐและคุณเจษฏาภรณ์บอกว่า ยินดีให้คำปรึกษา โดยติดต่อได้ตามที่อยู่ หรือ โทร.087-0748739 และ087-1340345 จะว่าไป ความโชคดีของสายการเรียนและความสนใจในแต่ละบุคคล นับเป็นพื้นฐานที่ดี ที่สร้างรากฐานของชีวิตได้ดีไม่น้อย เพราะอย่างน้อยนอกจากจะมีพื้นฐานความรู้เฉพาะทางในสิ่งนั้นแล้ว ยังมีความคิดสร้างสรรค์จากความสนใจโดยส่วนตัว นำไปต่อยอดเป็นอาชีพที่แตกต่างและมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัว ดังเช่น คุณมงคล ธราดลธนสาร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทพมงคลเมล็ดพันธุ์ จำกัด จบการศึกษามาทางด้านพืชผัก ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพราะความสนใจในงานด้านการคัดสายพันธุ์พืช เมื่อจบออกมาจึงหันหน้าเข้าทำงานตรงสายการเรียน คือ ตำแหน่งนักส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ ทำให้ตลอดระยะเวลาของการทำงาน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ศึกษาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ การเก็บเมล็ดพันธุ์ การปรับปรุงพันธุ์ รวมถึงการเดินทางไปส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ยังต่างประเทศ ตามตำแหน่งหน้าที่ในบริษัท

จึงเป็นโอกาสเก็บเมล็ดพันธุ์พืชผัก ผลไม้ จากต่างประเทศติดมือกลับมา

ถิ่นฐานที่ตั้งที่พักอาศัยอยู่บนแผ่นดินอีสาน ลักษณะดินเป็นดินร่วนปนทราย “เมล่อน” จึงเป็นพืชที่คุณมงคลเลือกปรับปรุงพันธุ์เพื่อนำมาปลูก

อีกเหตุผลคือ เป็นพืชระยะสั้น แต่มีมูลค่าทางเมล็ดพันธุ์สูง เพียง 3 เหตุผลของการเลือกปลูกเมล่อน ก็แปลกแตกต่างจากเกษตรกรรมของเกษตรกรในจังหวัดอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อเมล่อนเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ คุณค่าทางเมล็ดพันธุ์ที่สูงอยู่แล้ว ยิ่งสร้างมูลค่าของเมล่อนให้สูงขึ้นอีก

ปี 2555 เป็นปีแรกของการตัดสินใจลงทุน เริ่มต้นด้วยที่ดินเพียง 4 ไร่ สร้างโรงเรือนเมล่อน 8 หลังบนเนื้อที่ 2 ไร่ ส่วนอีก 2 ไร่ ยังคงทำนา ปลูกข้าวไว้รับประทานเอง

การลงทุนก่อสร้างโรงเรือนและระบบ 8 หลัง เป็นเงินทั้งสิ้นเกือบ 50,000 บาท

โรงเรือนและระบบที่ลงทุนไปในครั้งแรก ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะพบข้อบกพร่องหลายประการ และเมื่อเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย พบว่า พลาสติกที่ใช้สำหรับติดตั้งโรงเรือนที่ผลิตในประเทศ มีขนาดความกว้างมากที่สุดเพียง 6 เมตร แต่ขนาดโรงเรือนที่ตั้งใจสร้าง กำหนดขนาดไว้ที่ ความยาว 30 เมตร ความกว้าง 6.2 เมตร ทำให้เกิดรอยต่อ ซึ่งรอยต่อพลาสติกเป็นผลให้เกิดความชื้น ส่งผลให้ไม่สามารถควบคุมความหวานของเมล่อนได้ จึงศึกษาพบว่ามีพลาสติกที่มีความยาวมากพอทำโรงเรือนตามขนาดที่ต้องการ โดยไม่เกิดรอยต่อ

“พลาสติกที่ทำโรงเรือนสั่งซื้อจากประเทศกรีซ มีขนาดใหญ่กว่า เมื่อแบ่งครึ่งม้วนพลาสติก จะได้ความกว้าง 6.2 เมตร และความยาว 30 เมตร พอดีกับขนาดโรงเรือนที่ตั้งใจ มีความเหนียวมาก สามารถทานแรงลมได้มากถึง 80 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ไม่ก่อให้เกิดตะไคร่น้ำหรือปรสิต ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมากับเมล่อน ส่วนโครงสร้างเดิมเปลี่ยนจากเหล็กเป็นแป๊บประปา ซึ่งไม่เป็นสนิม และทั้งโครงสร้างและระบบโรงเรือนแบบที่ใช้อยู่ปัจจุบัน มูลค่าโรงเรือนละประมาณ 100,000 บาท แต่อายุการใช้งานนานถึง 10 ปี”

พื้นฐานเดิมที่เรียนรู้มาทางด้านการเกษตร ทำให้คุณมงคลรู้จักการคัดเมล็ดพันธุ์ นำมาปรับปรุงพันธุ์และคัดเลือกให้ได้พันธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้น และทำให้ได้เมล่อนสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา คือ สายพันธุ์ซันสวีท และ สายพันธุ์หยกเทพ

ซันสวีท เป็นเมล่อนเนื้อสีส้ม ข้อยืด โตไว ทำให้ดีดหนีเพลี้ยได้ไว รสชาติหวาน กรอบ มีความหวานโดยสายพันธุ์ 14-15 บริกซ์ หากใส่ปุ๋ย ความหวานจะสูงถึง 18 บริกซ์

หยกเทพ เป็นเมล่อนเนื้อสีเขียว คล้ายเมล่อนญี่ปุ่น ข้อสั้น โตช้า ผลใหญ่ น้ำหนักผล 2-3 กิโลกรัม รสชาติหวาน หอม ความหวานโดยสายพันธุ์ 13-14 บริกซ์ หากใส่ปุ๋ย ความหวานจะสูงถึง 16 บริกซ์

จากการสำรวจตลาดผู้บริโภค พบว่า ผู้บริโภคระดับกลางและระดับสูงต้องการเมล่อนเนื้อสีเขียวมากกว่า ดังนั้น จึงมีข้อแนะนำสำหรับเกษตรกรที่ต้องการปลูกเมล่อนในเชิงพาณิชย์ ควรคำนึงถึงตลาดที่จะส่งจำหน่ายด้วย

โรงเรือนมาตรฐาน มีขนาดกว้าง 6.2 เมตร ยาว 30 เมตร ปลูกได้ 350 ต้น ในแต่ละต้นเมื่อให้ผล จะปลิดทิ้งเหลือเพียง 1 ผลต่อต้น น้ำหนักต่ำสุดของผล 1.5 กิโลกรัม น้ำหนักมากที่สุดของผล 3 กิโลกรัม เฉลี่ยน้ำหนักผลอยู่ที่ 1.8 กิโลกรัม

ปัจจุบัน เมล่อน เป็นพืชหลักของเทพมลคล ฟาร์ม แต่ละสัปดาห์ต้องผลิตส่งห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ 600 กิโลกรัม แต่ความสามารถในการผลิตต่อสัปดาห์ สามารถเก็บผลได้มากถึง 5 ตัน ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่มีทั้งพ่อค้าแม่ค้ามาติดต่อรับซื้อไปขายยังแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ วังน้ำเขียว ฉะเชิงเทรา ในราคาส่งกิโลกรัมละ 85 บาท และอีกจำนวนหนึ่งยังคงเก็บไว้สำหรับปรับปรุงพันธุ์ด้วย

สำหรับเกษตรกรมือใหม่ ต้องการสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว คุณมงคล แนะนำว่า ควรเริ่มจากโรงเรือน 3-5 หลัง จำนวนผลผลิตต่อโรงเรือนเฉลี่ย 200 ต้น สร้างรายได้เฉลี่ย 40,000 บาท / 3 เดือน

นอกเหนือจากเมล่อน ซึ่งเป็นพืชหลักในการปลูกสร้างรายได้และพัฒนาพันธุ์ ของเทพมงคล ฟาร์ม แล้ว คุณมงคล ยังสนใจพืชผักอีกหลายชนิด เช่น แตงกวา บวบงู มะเขือเทศเชอรี่สีเหลือง เป็นต้น ซึ่งพืชผักที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงพันธุ์ หากประสบความสำเร็จ เทพมงคล ฟาร์ม ก็พร้อมเปิดจำหน่ายให้กับเกษตรกรที่สนใจทั่วไป

เทพมงคล ฟาร์ม เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งนอกจากจะปลูกเมล่อนเชิงพาณิชย์ การปรับปรุงพันธุ์สำหรับพืชผักอีกหลายชนิด การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ แล้ว ยังเป็นสถานศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมสำหรับคนรักเมล่อน โดยเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้เชิงเกษตร ภายใต้ชื่อ “ศูนย์เกษตรไทยไม่จน” จัดให้มีการอบรมการปลูกเมล่อน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ยังผลให้เทพมงคล ฟาร์ม เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง แม้จะเปิดดำเนินการได้เพียง 2 ปีก็ตาม

ข้อมูลเกี่ยวกับเมล่อนดีๆ เช่นนี้ ติดต่อได้ที่ เทพมงคล ฟาร์ม ตำบลปะหลาน อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม โทรศัพท์ (086) 115-6295 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2498 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นครั้งแรก โอกาสเดียวกันนี้ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานีทดลองข้าวพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ทอดพระเนตรกิจกรรมภายในสถานีด้วยความสนพระทัย พร้อมทั้งได้พระราชทานแนวพระราชดำริต่างๆ ให้กับข้าราชการของสถานีทดลองข้าวพิมายด้วย

ในปี พ.ศ. 2504 ได้มีการจัดตั้งโครงการหลวงจิตรลดาขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้กรมกสิกรรม ไปปลูกข้าวในแปลงนาทดลอง ภายในพระราชวังสวนจิตรลดา เพื่อผลิตข้าวพันธุ์ดีใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และแจกจ่ายเกษตรกรภายหลังพระราชพิธี ซึ่งการปลูกข้าวในแปลงนาทดลองสวนจิตรลดานั้น ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมสถานีทดลองข้าวสันป่าตอง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นแปลงทดลองได้มีพระราชกระแสรับสั่งว่า “ในอนาคตข้าวไร่บนที่สูงจะมีความสำคัญ เพราะไม่ต้องการน้ำมาก ใช้เพียงน้ำฝนก็เพียงพอ ควรจะมีการปลูกข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ เพื่อเป็นรายได้ให้กับชาวไทยภูเขา”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทอดพระเนตรงานวิจัยการปลูกพืชชนิดต่างๆ ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะพืชที่สามารถปลูกได้ในสภาพภูมิอากาศที่ใกล้เคียงกันในพื้นที่ที่เป็นที่อยู่อาศัยของชาวไทยภูเขา ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2522 จึงได้พระราชทานพื้นที่ของสถานีเกษตรหลวงสะเมิงซึ่งอยู่บนพื้นที่สูง ในเขตอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ให้กับกรมวิชาการเกษตร เพื่อจัดตั้งเป็นสถานีทดลองข้าวไร่ โดยเฉพาะข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต รวมทั้งพืชเมืองหนาวอื่นๆ ซึ่งต่อมาได้ตั้งชื่อสถานีทดลองนี้ว่า “สถานีทดลองข้าวไร่และธัญพืชเมืองหนาวสะเมิง”

ต่อมาในปี พ.ศ. 2528 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง สถานีทดลองข้าวไร่และธัญพืชเมืองหนาวขึ้นอีกแห่งหนึ่งที่อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้ชื่อว่า “สถานีทดลองข้าวไร่และธัญพืชเมืองหนาวปางมะผ้า” ทั้ง 2 สถานี สังกัดอยู่ภายใต้กรมวิชาการเกษตร

สามารถที่จะจำแนกพันธุ์ข้าวตามแนวพระราชดำริได้ ดังนี้ ข้าวไร่…เป็นข้าวที่เหมาะสำหรับปลูกในนาข้าวที่อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก โดยเฉพาะในพื้นที่เนิน หรือบนภูเขา เป็นข้าวที่ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี ต้องการน้ำน้อย สามารถเจริญเติบโตได้แม้ฝนจะน้อย แบ่งออกเป็น

ข้าวไร่สำหรับพื้นที่สูง เป็นพันธุ์ข้าวที่สามารถนำไปปลูกได้ในโครงการเกษตรที่สูงทางภาคเหนือ ในเขตอาศัยของชาวไทยภูเขา ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลอย่างน้อย 700 เมตร ขึ้นไป พันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูง ได้แก่ เจ้าฮ่อ เกาเกา และเบลโซ

ข้าวไร่สำหรับพื้นที่ต่ำ เป็นพันธุ์ข้าวที่เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ที่ต่ำกว่า 700 เมตร จากระดับน้ำทะเล หรือปลูกในพื้นที่ไร่บนที่สูง ซึ่งดินไม่อุ้มน้ำ เช่น ที่ราบลุ่มริมแม่โขง บริเวณอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ราบลุ่มแม่โจน จังหวัดนครนายก ที่ลาดเชิงเขาในจังหวัดปราจีนบุรี หรือบริเวณที่สูงในภาคใต้ พันธุ์ข้าวไร่ที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ดังกล่าว ได้แก่ ซิวแม่จัน ดอกพะยอม กู้เมืองหลวง เป็นต้น

ข้าวที่ลุ่ม เป็นพันธุ์ข้าวที่ปลูกได้ในพื้นที่ราบหุบเขา สูงจากระดับน้ำทะเล 750-900 เมตร เป็นพื้นที่ที่มีน้ำมาก เป็นพันธุ์ข้าวที่ชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง และม้ง นิยมปลูกมาก่อน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแนะนำให้ปลูกพันธุ์นาป่าแป่ เป็นต้น

ทรงแก้ปัญหาการปลูกข้าว ที่อ่าวลึก

โครงการสหกรณ์อ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ดำเนินการปลูกปาล์มน้ำมัน ซื้อและขายผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน ซึ่งในอดีตพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่นาข้าว ประมาณ 2,000 ไร่ ปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง โดยทำนาเพียงปีละครั้ง ได้ผลผลิตเพียง 25 ถัง ต่อไร่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวขาดแคลนน้ำติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี กลายเป็นดินทราย เกษตรกรทำนาไม่ได้ต้องซื้อข้าวบริโภค

เมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2530 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหน้าที่ และเกษตรกรที่ร่วมโครงการสหกรณ์อ่าวลึก เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส เพื่อกราบบังคมทูลรายงานความก้าวหน้าของโครงการปลูกปาล์มน้ำมัน ในครั้งนั้นได้มีพระราชกระแสรับสั่งให้เกษตรกรปลูกข้าวไว้บริโภคเองภายในครัวเรือน โดยทรงมอบหมายให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาพัฒนาการปลูกข้าวในพื้นที่ของโครงการ ด้วยเหตุนี้ ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงและสถานีทดลองข้าวกระบี่ ในสังกัดกรมวิชาการเกษตร จึงได้สนองพระราชดำริโดยการวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่ดังกล่าว รวมทั้งเทคโนโลยีการปลูก การเก็บเกี่ยว การใช้เครื่องจักรกลเกษตร การใช้เครื่องอบลดความชื้น เครื่องสีข้าวขนาดเล็ก และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแบบครบวงจร ผลการศึกษาวิจัยในครั้งนั้นปรากฏว่าได้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ดังกล่าว ได้แก่

ข้าวที่มีอายุการเก็บเกี่ยวช้า เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง ได้แก่ กข 13 นางพญา 132 แก่นจันทร์ ลูกแดง เผือกน้ำ และเล็บนก ข้าวที่มีอายุการเก็บเกี่ยวเร็ว เป็นพันธุ์ที่อายุสั้น ต้องการน้ำในช่วงเวลาสั้นๆ เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ เช่น พันธุ์เหลือง 152 ขาวเบตง เป็นต้น

พันธุ์ข้าวไร่ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ปลูกร่วมกับสวนปาล์ม อายุ 1-2 ปีได้ พันธุ์ที่เหมาะสมคือ พันธุ์กู้เมืองหลวง กะเหรี่ยง ดอกไม้ทราย เป็นต้น

นอกจากนี้ ในการทดลองดังกล่าวยังพบด้วยว่า ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ที่ฝนไม่สม่ำเสมอ ทั้งนี้ ต่อมาในพื้นที่โครงการสหกรณ์อ่าวลึก ได้มีการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองย่าขึ้น ทำให้สามารถปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง ผลผลิตเฉลี่ย 50 ถัง ต่อไร่

เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎร ที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทรงได้รับทราบว่า เกษตรกรเจ้าของนาข้าวที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ฝนแล้ง หนูนา และแมลงศัตรูพืชระบาด เมื่อปี พ.ศ. 2521 ได้อพยพไปขายแรงงานอยู่ที่อื่น ปล่อยให้นาข้าวรกร้างว่างเปล่าเกือบ 2 แสนไร่ ในเขตอำเภอบางไทร บางบาล เสนา บางปะอิน และลาดบัวหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงมอบหมายให้โครงการพัฒนาการเกษตรแบบประณีต อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เข้าไปดำเนินการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร โดยมีวัตถุประสงค์คือ แนะนำให้ปลูกข้าวพันธุ์ดีของทางราชการที่เหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตให้ความรู้แก่เกษตรกรในการทำการเกษตรสมัยใหม่ และส่งเสริมอาชีพเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร

กรมวิชาการเกษตร ได้เข้าไปทำการศึกษาหาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ดังกล่าว จำนวน 40 พันธุ์ ระหว่างปี พ.ศ. 2526-2530 พบว่า มีพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม ได้แก่ ปิ่นแก้ว ขาวราชินี พานทอง ขาวตาแห้ง เป็นต้น พันธุ์ข้าวเหล่านี้ให้ผลผลิตที่มากกว่าเดิมเท่าตัว ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

ธุรกิจสมุนไพรและอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ ที่เคยสร้างรายได้สะพัดวันละแสน หลังเจอปัญหาวิกฤตทางการเมืองปี 2554 สินค้าขายไม่ออก ขาดทุนสะสมจนกลายเป็นหนี้ก้อนโต แต่ “ศุภธิดา ศรีชารัตน์” ไม่ท้อถอยต่ออุปสรรค เธอปรับตัวสู้ชีวิตใหม่อีกครั้ง โดยน้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต จนสามารถปลดหนี้เงินล้านได้สำเร็จภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี

ศุภธิดา เกิดและเติบโตในครอบครัวเกษตรกร ในหมู่บ้านหนองกอง หมู่ที่ 3 อำเภอโดด อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จังหวัดศรีสะเกษ เธอเห็นพ่อแม่ทำนามาตลอดชีวิตแต่ไม่รวยสักที หลังเรียนจบมัธยมศึกษา จึงตัดสินใจไปทำธุรกิจค้าขายที่กรุงเทพฯ โดยเปิดร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรและอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ ที่ห้างเซ็นทรัล สาขาบางนา และอิมพีเรียลสำโรง ระยะแรกธุรกิจเติบโตดีมาก สร้างรายได้สูงถึงวัน 100,000-200,000 บาท

แต่การใช้ชีวิตในสังคมเมืองหลวงมีภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ทั้งค่ากินอยู่ ค่าเช่าที่ ค่าจ้างคนงาน ฯลฯ หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วแทบไม่เหลือผลกำไร ต่อมาเกิดวิกฤตทางการเมือง สินค้าขายไม่ดี เกิดหนี้สินก้อนโตกว่าล้านบาท ช่วงปลายปี 2554 เธอจึงตัดสินใจกลับบ้านเกิดตามคำขอร้องของแม่

เลี้ยงหมู ก็ขาดทุน

หลังกลับมาอยู่บ้าน เธอช่วยพ่อแม่ทำเกษตรผสมผสาน เริ่มจากเลี้ยงหมู 10 ตัว ได้ผลกำไรดี เธอจึงลงทุนซื้อหมูมาเลี้ยงเพิ่มอีก 40-50 ตัว ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน จึงจับหมูขาย แต่อาชีพเลี้ยงหมู มีรายได้ไม่แน่นอน เพราะราคาหมูปรับตัวขึ้นลงตามภาวะตลาดตลอดเวลา แต่ต้นทุนอาหารสัตว์แพงขึ้นทุกวัน หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว เธอขาดทุนจากการเลี้ยงหมูเกือบ 50,000 บาท

อาชีพเพาะเห็ด สร้างผลกำไรก้อนโต

ปี 2555 ศุภธิดาไปเรียนรู้เรื่องการทำเห็ดฟางจากเพื่อนรายหนึ่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา เธอควักเงินก้อนแรก 5,000 บาท เพื่อลงทุนเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย จำนวน 8 แปลง ในแปลงนาของครอบครัว เมื่อเก็บผลผลิตออกขาย และหักต้นทุนการผลิตแล้ว ยังเหลือผลกำไร 10,000 บาท ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุน เธอจึงตัดสินใจทำอาชีพเพาะเห็ดฟางอย่างเต็มตัว

เนื่องจากอาชีพการเพาะเห็ดฟางใช้เงินลงทุนน้อย หักค่าใช้จ่ายเหลือผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ แถมได้ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มในแปลงนาอีกต่างหาก เธอจึงร่วมมือกับชาวบ้านในชุมชน จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน ชื่อว่า “สวนเห็ดบ้านลุงจอม” โดยเธอรับหน้าที่เป็นประธานกลุ่ม เธอและสมาชิกกลุ่มจะลงมือเพาะเลี้ยงเห็ดฟางกองเตี้ยบริเวณทุ่งนา หลังสิ้นสุดฤดูทำนา

ทางกลุ่มจะใช้เศษฟางข้าวที่เหลือจากการทํานา เป็นวัสดุในการเพาะเห็ดฟาง โดยทั่วไป พื้นที่ 1 ไร่ จะมีเศษฟางข้าวประมาณ 3,000 กิโลกรัม สามารถนำมาเพาะเห็ดฟางได้ถึง 300 กิโลกรัม ทางกลุ่มเก็บเห็ดฟางออกขายได้ในราคากิโลกรัมละ 50-90 บาท สร้างรายได้เข้ากลุ่มไม่ต่ำกว่า 15,000-27,000 บาท

พอเข้าฤดูทำนา เธอไม่สามารถเพาะเห็ดฟางกองเตี้ยในแปลงนาได้อีก จึงตัดสินใจสร้างโรงเรือนเพาะเห็ดที่บ้านแทน โดยโรงเรือนแห่งนี้ ใช้ถัง 200 ลิตร เป็นอุปกรณ์สำหรับต้มน้ำเพื่อทำไอน้ำ ใช้ไม้ฟืนต้มน้ำ เฉลี่ยวันละ 500 กิโลกรัม ต้องเผาฟืนต้มน้ำทั้งวันทั้งคืน ทำให้มีต้นทุนผลิตสูง สำนักงานพลังงานจังหวัดศรีสะเกษจึงเข้ามาช่วยสร้างเตาประหยัดพลังงานรูปแบบใหม่ ที่ประหยัดพลังงานจากเดิมที่เคยเผาฟืนตลอด 24 ชั่วโมง ก็เหลือแค่ 12 ชั่วโมง ช่วยประหยัดไม้ฟืนได้มากขึ้น โดยใช้เพียงวันละ 100 กิโลกรัม เท่านั้น ประหยัดเวลาและต้นทุน ทำให้เหลือผลกำไรมากขึ้น เธอแบ่งเวลาว่างไปสมัครเรียนกับ กศน.เพื่อนำความรู้มาใช้พัฒนาอาชีพและรับหน้าที่เป็นวิทยากรอบรมความรู้เรื่องการเพาะเห็ด ให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั่วไป

ปลดหนี้เงินล้านได้ เพราะยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ศุภธิดา กล่าวว่า ปัจจุบันเธอปลดหนี้เงินล้านได้หมดแล้ว เพราะน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้ในการดำเนินชีวิต สามารถขจัดความยากจนของตัวเอง เธอและครอบครัวดำเนินชีวิตแบบ “พออยู่ พอกิน แลกเปลี่ยน เหลือขาย” ทุกวันนี้ เธอมีรายได้หลักจากอาชีพเพาะเห็ดฟาง และขายวัสดุอุปกรณ์เพาะเห็ด นอกจากนี้ แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งมาทำบ่อเลี้ยงปลา ทั้งปลาหมอเทศ ปลานิลแปลงเพศ และปลาดุก

นอกจากขายปลาเป็นรายได้หลักแล้ว เธอยังมีรายได้เสริมในฐานะตัวแทนจำหน่ายพันธุ์ปลาให้กับฟาร์มปลาแห่งหนึ่งในจังหวัดมหาสารคาม ปัจจุบัน เธอขายพันธุ์ปลาหมอ ขนาด 3-4 เซนติเมตร ในราคาตัวละ 1.50 บาท โดยแนะนำให้เพื่อนบ้านที่รู้จักเลี้ยงปลาหมอ ประมาณ 5 เดือน โดยจับปลาออกขายได้เมื่อเลี้ยงได้น้ำหนักตัวประมาณ 4-5 กิโลกรัม ซึ่งปลาชนิดนี้เป็นที่ต้องการของตลาดท้องถิ่นตลอดทั้งปี

ประการต่อมา เธอใช้พื้นที่ว่างที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปลูกไม้ผลรอบบ้าน เช่น เสาวรส ฟักข้าว มะม่วง แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับเลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้อ รวมทั้งปลูกพืชผักปลอดสารพิษไว้รอบบ้าน ปลูกกล้วยหอมและกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ไว้ริมคันนา เพื่อเก็บเครือกล้วยและหน่อพันธุ์ออกขายในราคาต้นละ 50 บาท

เธอใช้ “เฟซบุ๊ก” เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์สินค้าออกสู่ตลาด ช่วยให้มีฐานลูกค้ากระจายในวงกว้างทั่วประเทศ ขายสินค้าได้มากขึ้น รายได้ก็สูงขึ้น สามารถปลดหนี้เงินล้านได้หมดภายในระยะเวลา 4 ปี ผลงานของเธอเป็นที่ยอมรับในสังคม วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ จึงส่งผลงานของเธอเข้าประกวดในโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ปรากฏว่า ผลงานของเธอได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ สร้างความภาคภูมิใจให้แก่เธอและครอบครัวเป็นอย่างมาก

ปัจจุบัน เธอเปิดบ้านเป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องการเพาะเห็ดและการทำเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถแวะเข้าชมกิจการได้ที่บ้านของเธอหรือพูดคุยกับเธอได้ที่ เบอร์โทร. (080) 707-4431 รับรองไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ประมาณ 94 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตข้าวโพดใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทย ทุกวันนี้ประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ผลิตได้น้อย บางปีจึงต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้ามาใช้ในประเทศ

ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์ลูกผสมที่มีลักษณะทางการเกษตรสม่ำเสมอ ได้แก่ ขนาดฝัก ความสูงฝัก ความสูงต้น อายุถึงวันออกไหม และเก็บเกี่ยว ที่สำคัญให้ผลผลิตและคุณภาพสูงกว่าพันธุ์ผสมเปิด จึงเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ไม่สามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ได้

สำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์ลูกผสมที่จำหน่ายในท้องตลาด มักให้ผลผลิตสูง มีอายุเก็บเกี่ยว 100-120 วัน พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กระจายอยู่ทั่วประเทศ อาทิ จังหวัดนครสวรรค์ สระบุรี ลพบุรี นครราชสีมา เลย เพชรบูรณ์ สุโขทัย กำแพงเพชร เป็นต้น

ในแต่ละปีการผลิต เกษตรกรจะทำการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวน 2 ครั้ง ข้าวโพดรุ่นแรก เริ่มปลูกในช่วงฤดูฝน ประมาณช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน และเก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่ยังคงมีฝนตกมาก ทำให้ผลผลิตข้าวโพดมีความชื้นสูง อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเชื้อราและสารอะฟลาท็อกซิน การเพาะปลูกข้าวโพดรุ่น 2 ประมาณช่วงฤดูแล้ง แต่ข้าวโพดรุ่นนี้จะมีปริมาณผลผลิตไม่มาก การเพาะปลูกจะเริ่มในเดือนธันวาคม และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ของปีถัดไป

คุยกับคนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

คุณกัณฑิมา อยู่เพ็ชร อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 10/1 หมู่ที่ 7 ตำบลช่องสาริกา อำเภอช่องสาริกา จังหวัดลพบุรี เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวเธอปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ จนถึงปัจจุบันยาวนานนับ 20 ปี สาเหตุที่เลือกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว เพราะแหล่งที่ดินทำกินในพื้นที่ตำบลช่องสาริกา มีสภาพเป็นที่ดอน ไม่เอื้อต่อการทำนา แต่เหมาะต่อการปลูกพืชไร่มากกว่า เธอจึงตัดสินใจปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพราะพืชไร่ชนิดนี้ปลูกดูแลง่าย

ทุกวันนี้เธอมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 260 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินของเธอเองและที่ดินเช่า สำหรับสถานการณ์ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปีนี้ เธอยอมรับว่า ราคาไม่สู้ดีนัก จากเดิมที่เคยขายผลผลิตได้ในราคา 90 บาท ต่อถัง (1 ถัง น้ำหนักประมาณ 15 กิโลกรัม) ปีนี้ราคาลดลงเหลือแค่ 70 บาท ต่อถัง เท่านั้น

ในท้องถิ่นแห่งนี้ สามารถปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ปีละ 2 รุ่น ผลผลิตรุ่นแรกจะเริ่มปลูกประมาณช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ของทุกปี เกษตรกรจะคอยสังเกตว่า หากฝนตกลงมาเมื่อไรก็จะลงมือปลูกทันที ส่วนผลผลิตรุ่น 2 จะลงมือปลูกอีกครั้งในช่วงเดือนสิงหาคมเท่านั้น หากฝนมาล่าช้ากว่าปกติ เกษตรกรก็จะหันไปปลูกทานตะวันแทน

ปัจจุบันคุณกัณฑิมาเลือกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พันธุ์ ซี.พี.801 เพราะมีขนาดฝักใหญ่ ยืนต้นดี ปลูกถี่ได้ อายุเก็บเกี่ยวฝักสดประมาณ 110 วัน หากเก็บฝักแห้งจะใช้เวลาปลูกประมาณ 120 วัน นอกจากนี้ ยังมีลักษณะเด่นคือ ความสูงต้นปานกลาง ตำแหน่งฝักต่ำ ลำต้นแข็งแรง ระบบรากและการยืนต้นดี ให้ผลผลิตฝักเดี่ยว ขนาดใหญ่แต่แกนเล็ก เมล็ดลึก เปอร์เซ็นต์การกะเทาะสูง เปลือกหุ้มฝักมิด ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,500-2,000 กิโลกรัม ต่อไร่

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พันธุ์ ซี.พี.801 เจริญเติบโตได้ดีในสภาพที่ราบ สมัครแทงบอลออนไลน์ ที่เนิน สภาพดินสมบูรณ์ ปริมาณน้ำฝนปานกลาง เมื่อปลูกในระยะห่าง 70×20 เซนติเมตร หลุมละ 1 ต้น ไม่ควรเกิน 12,000 ต้น ต่อไร่ ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวโพดต่อไร่ให้สูงขึ้นได้ เมื่อดูแลจัดการแปลงอย่างเหมาะสม เริ่มจากช่วงรองพื้น ใส่ปุ๋ยอินทรีย์เคมีหมอดิน สูตร 10-10-5 พร้อมหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ในอัตรา 20-30 กิโลกรัม ต่อไร่ เพื่อบำรุงให้ธาตุอาหารหลัก รอง และเสริม สำหรับช่วยบำรุงระบบราก บำรุงลำต้นให้เติบโตเร็ว ใบเขียวนาน

ในแง่การปลูกและจัดการ ดร. ไกรลาศ กล่าวว่า ในเขตชลประทาน

หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 สามารถปลูกได้ตลอดปี ส่วนพื้นที่ปลูกที่อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม การปลูกให้เตรียมดินโดยการไถกำจัดวัชพืช 2 ครั้ง ใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 2,000 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ รองพื้น จากนั้นไถกลบอีก 1 ครั้ง

การเตรียมท่อนพันธุ์จากต้นพันธุ์หญ้าที่มีอายุ ประมาณ 90 วัน นำต้นพันธุ์มาตัดเป็นท่อนๆ ให้มีข้อติดอยู่ไม่น้อยกว่าท่อนละ 2 ข้อ ต้นพันธุ์ 1 ต้น ตัดเป็นท่อนพันธุ์ได้ ประมาณ 3 ท่อน นำไปขยายพันธุ์ โดยใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 120 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 80 เซนติเมตร ใช้ท่อนพันธุ์ ประมาณ 400 กิโลกรัม ต่อไร่

หลังการปลูก 2-3 สัปดาห์ ให้กำจัดวัชพืชครั้งแรก จากนั้นควรกำจัดวัชพืชหลังการตัดทุกครั้ง พร้อมกับการใส่ปุ๋ยปรับปรุงดิน โดยใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0 อัตรา 20 กิโลกรัม ต่อไร่ หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ตอบสนองต่อการให้น้ำได้ดี หากให้น้ำแบบระบบพ่นฝอยทุก 3-5 วัน หรือปล่อยน้ำเข้าแปลง ทุกๆ 7-10 วัน จะสามารถผลิตหญ้าสดได้ตลอดทั้งปี

เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวหญ้าครั้งแรกเมื่ออายุ 75 วัน จากนั้นตัดใช้ประโยชน์ได้ทุกๆ 60 วัน การปลูกหญ้าในพื้นที่ชลประทาน หรือให้น้ำโดยใช้น้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วจากโรงงานอุตสาหกรรม จะสามารถผลิตหญ้าสดได้ตลอดปี ตัดเกี่ยวหญ้าได้ 5-6 ครั้ง ต่อปี มีผลผลิตน้ำหนักสด ประมาณ 70-80 ตัน ต่อไร่ หรือคิดเป็นน้ำหนักแห้ง ประมาณ 10-12 ตัน ต่อไร่ ต่อปี เพียงพอสำหรับการเลี้ยงโค 5-6 ตัว สามารถลดพื้นที่เลี้ยงสัตว์ เหมาะสำหรับผู้มีพื้นที่ปลูกพืชอาหารสัตว์น้อย แต่มีจำนวนสัตว์มาก

คุณภาพทางอาหารสัตว์ หญ้าอายุ 60 วัน มีวัตถุแห้งเฉลี่ย 17.3 เปอร์เซ็นต์ มีโปรตีนเฉลี่ย 10.6 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใยรวม 42.6 เปอร์เซ็นต์ และมีคาร์โบไฮเดรตละลายได้ 33.3 เปอร์เซ็นต์ จึงถือว่าเป็นพืชอาหารสัตว์คุณภาพดี มีคุณค่าอาหารสัตว์สูง เหมาะสำหรับการใช้เลี้ยงสัตว์ที่ให้ผลผลิตสูง เช่น โคนม และสามารถนำไปผลิตเป็นพืชหมักได้ดี เนื่องจากมีคาร์โบไฮเดรตที่ละลายได้สูง

ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ เล็งเห็นว่า การส่งเสริมปลูกหญ้าเนเปียร์ เป็นจุดเริ่มต้นในการส่งเสริมพัฒนาการใช้พันธุ์พืชอาหารสัตว์ที่มีสมรรถนะการผลิตสูงในระบบการผลิตปศุสัตว์ของประเทศไทย แค่ปลูกหญ้าเนเปียร์ พื้นที่ 1 ไร่ จะเป็นอาหารเลี้ยงโคได้ไม่น้อยกว่า 5 ตัว ตั้งแต่ ปี 2554 เป็นต้นมา กรมปศุสัตว์จึงเร่งรัดกระจายท่อนพันธุ์หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศ เน้นส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกร และฟาร์มปศุสัตว์ ร่วมกันผลิตหญ้าเชิงบูรณาการ โดยนำน้ำเสียจากอุตสาหกรรมมาปลูกหญ้า ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้ง 5 ด้าน คือ ลดมลภาวะ ลดโลกร้อน ผลิตพืชอาหารสัตว์คุณภาพดี เพิ่มผลผลิตเนื้อและนม และเพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร

ดร. ไกรลาศ กล่าวว่า ตอนนี้การเลี้ยงโคในประเทศเวียดนามกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายผลิตโคเนื้อส่งขายตลาดจีน เกษตรกรจะไปซื้อโครุ่นราคาถูกจากออสเตรเลียมาเลี้ยงขุน กินหญ้าเนเปียร์เป็นอาหารหลัก เพื่อช่วยให้โคเติบโตเร็วภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน อุตสาหกรรมโคขุนของเวียดนามกำลังเติบโตอย่างเต็มที่ เพราะฟันกำไรจากการขายโคได้ ตัวละ 20,000 บาท แค่เลี้ยงโคขุนสัก 500,000 ตัว ส่งขายจีน โกยกำไร แค่ตัวละ 20,000 จะสร้างผลกำไรได้มากมายมหาศาล

หญ้าเนเปียร์ เป็นพืชที่ตอบสนองต่อการให้น้ำและปุ๋ย หากวันนี้เกษตรกรตัดหญ้าเนเปียร์ออกขาย พรุ่งนี้ ต้นหญ้าที่ถูกตัดจะงอกขึ้นมาใหม่ทันที เกษตรกรสามารถตัดต้นหญ้าเนเปียร์ออกขายได้ทุกๆ 2 เดือน แค่ลงทุนปลูกหญ้าเนเปียร์เพียงครั้งเดียว หากเกษตรกรดูแลจัดการแปลงปลูกอย่างดี สามารถเก็บเกี่ยวหญ้าเนเปียร์ออกขายได้ยาวนานถึง 10 ปี เรียกว่าให้ผลตอบแทนนานกว่าการทำไร่อ้อยเสียอีก เพราะอ้อยปลูกแค่ 3 ปี ก็ต้องรื้อแปลงทิ้งเพื่อปลูกใหม่ จึงอยากให้เกษตรกรหันมาสนใจปลูกหญ้าเนเปียร์เป็นพืชเศรษฐกิจตัวเลือกใหม่ในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตร(ผอ.อตก.)กล่าว”งานสินค้าเกษตรคุณภาพ เกษตรอินทรีย์วิถีปักษ์ใต้”ครั้งที่ 2 ที่ จ.สงขลาว่างานสินค้าเกษตรคุณภาพฯ ต้องการส่งเสริมอาชีพให้ชาวใต้ หารายได้เสริมจากการทำสวนยางพารา ด้วยการส่งเสริมด้านเกษตรอินทรีย์ อบรมเพาะเห็ดแครงให้ป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่มีสารอาหารสูงมากและมีความต้องการของตลาด อกต.จะรับซื้อคืน กก.ละ 100-150 บาท

นายบัณฑิต ส่งนวล เกษตรกรเพาะเห็ดแครง จ.กระบี่กล่าวว่าตนเล็งเห็นว่าเห็ดแครง เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่ตลาดยังต้องการสูงเนื่องจากปราศจากสารเคมีและมีคุณค่าทางสารอาหารครบ จึงต้องการอบรมการเพาะเห็ดแครงเพิ่มเติม เพื่อนำความรู้และเทคนิคไปขยายกิจการ ขณะนี้ตนมีรายได้จากการเพาะเห็ดแครงเดือนละ 40,000-50,000 บาท หากมีช่องทางการจำหน่ายมากกว่าปัจจุน ตนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น

ชุมชนที่กำลังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของไทยก็คือ ชุมชนปากน้ำประแส

เป็นชุมชนแห่งหนึ่งของอำเภอแกลง จังหวัดระยอง ชุมชนแห่งนี้เป็นหมู่บ้านชายทะเลที่เคยรุ่งเรืองในอดีต หมายถึงว่า สมัยที่ยังไม่มีถนนบางนา-ตราดนั้น ใครจะเข้ากรุงเทพฯ จะพากันมาลงเรือที่ปากน้ำประแส

ปัจจุบันชุมชนปากน้ำประแสยังรักษาสภาพทั่วไปเหมือนในอดีตที่มีอาชีพประมงเป็นหลัก อาหารทะเลของที่นี่ นอกจากสดแล้วราคายังถูกด้วย นักท่องเที่ยวเกือบทุกคนถ้าได้มาเที่ยวที่นี่ มักจะซื้อปลาแห้ง กุ้งแห้ง และกะปิเป็นของฝาก

ล่าสุดก็เมื่อไม่นานมานี้มีเพิ่มขึ้นอีกสิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวจะต้องซื้อไปกินเองและเป็นของฝาก สิ่งนั้นคือ ชาใบขลู่ ที่จริงต้นขลู่ซึ่งเป็นวัชพืชได้ขึ้นงอกงามอยู่ที่ชายทะเลและใกล้ๆ กับป่าชายเลนที่ปากน้ำประแสมานานแล้ว

ชาวบ้านและชาวประมงอย่างดีก็แค่นำใบอ่อนของต้นขลู่มาลวกกินกับน้ำพริก แต่แล้วอยู่ๆ ชาใบขลู่เกิดโด่งดังขึ้นมาเอง จากประจวบคีรีขันธ์และใกล้เคียงที่ได้นำใบขลู่มาทำเป็นชาใบขลู่

ที่ชาใบขลู่โด่งดังเพราะมีสรรพคุณหลายอย่าง เช่น ลดความดันโลหิต แก้โรคเบาหวาน แก้ท้องอืด ขับลม เส้นตึง แต่ที่แน่ๆ ก็คือ หากกินทุเรียนแล้วกินชาใบขลู่ไปด้วยก็จะไม่ร้อนใน ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ชอบกินทุเรียนเป็นอย่างยิ่ง

ทว่าโดยส่วนตัว ผมรู้จักชาใบขลู่มาจากเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งคือ คุณบรรเจิด นามจิตร ได้นำมาให้เพื่อนๆ กิน โดยยืนยันว่าทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น

เพื่อนๆ ทุกคนเชื่อ เพราะเดิมทีคุณบรรเจิดจะเดินไปไหนมาไหนต้องใช้ไม้เท้า

แต่พอได้กินชาใบขลู่เพียงไม่กี่เดือนสามารถเดินได้โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้า ถึงขนาดเพื่อนคนที่ว่านี้เรียกชาใบขลู่เสียใหม่ว่าชาทิ้งไม้เท้า ถึงแม้ผมเชื่อว่า ชาใบขลู่ต้องดีแน่กับโรคกระดูก แต่เนื่องจากร่างกายของผมไม่มีปัญหาเรื่องกระดูก ถึงแม้เพื่อนให้มากิน ผมก็กินบ้างไม่กินบ้าง

แต่พอได้ไปพบชาใบขลู่ที่ชุมชนบ้านประแสผมก็อดซื้อมากินไม่ได้ เพราะถ้ากินเป็นประจำเหมือนกับน้ำก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร คิดว่าเป็นการกินชาจีนก็แล้วกัน ราคาก็ไม่แพงด้วย

ที่ชุมชนบ้านประแส มีบ้านที่ผลิตชาใบขลู่ส่งขายไปทั่วประเทศ ไม่ได้ส่งเอง แต่จะมีคนมาซื้อไปขายต่อบ้าง สั่งซื้อมาทางไปรษณีย์บ้าง

การผลิตชาใบขลู่ของที่นี่ไม่ได้ทำคนเดียวแต่ตั้งเป็นกลุ่มรวมแล้ว 30 กว่าคน โดยแบ่งงานกันทำ มีรายได้ก็มาแบ่งกัน ซึ่งทำให้ทุกคนมีรายได้ โดยเฉพาะคนสูงอายุ นอกจากได้เพลิดเพลินกับการได้ทำงานแล้วยังได้เงินใช้อีก

หัวหน้ากลุ่มชื่อ ชะโลม วงศ์ทิม ปัจจุบันอายุ 71 ปี เดิมมีอาชีพประมง

หัวหน้ากลุ่มได้เล่าความเป็นมาและเป็นไปของการทำชาใบขลู่ให้ผมฟังว่า เริ่มทำชาใบขลู่มา 6 ปีแล้ว โดยมีผู้รู้มาสอนให้ กิจการก้าวหน้าดีพอสมควร

ขั้นตอนการผลิตชาใบขลู่จะเริ่มจากใช้คนในกลุ่มไปตัดต้นขลู่ซึ่งขึ้นอยู่ทั่วไป แต่จะเลือกเฉพาะต้นที่ขึ้นอยู่ในป่าไกลจากถนน เพราะจะปลอดภัยจากสารพิษที่พ่นออกมาจากรถยนต์ นำกิ่งใบขลู่มาเด็ดเอาแค่ใบแล้วนำไปทำความสะอาดด้วยน้ำ

จากนั้นเอาใบขลู่ลงหม้อนึ่งเพื่อลดความกร่อย

แล้วนำใบขลู่ไปตากในตู้กระจกที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อไล่ความชื้น

เมื่อความชื้นถูกกำจัดจากแสงอาทิตย์หมดแล้ว ก็นำเข้าเตาอบจนแห้งอีกครั้ง เป็นอันเสร็จพิธี

หัวหน้ากลุ่มบอกว่าการทำชาทุกชนิดไม่ว่าจะทำจากอะไร ถ้าทำไม่ดีจะมีเชื้อราซึ่งแทนที่กินแล้วจะได้ประโยชน์ก็จะมีโทษ “ชาใบขลู่ของที่นี่จึงต้องทำอย่างดี ไม่ให้เกิดเชื้อรา ถึงจะเก็บไว้นานเป็นปีก็ไม่เป็นไร” แกยืนยัน เมื่อผมถามว่าถ้าชาใบขลู่ขายดีขึ้นอีกจะมีปัญหาเกี่ยวกับวัตถุดิบหรือไม่

หัวหน้ากลุ่มบอกว่า ไม่มี เหตุที่ไม่มีก็เพราะต้นขลู่ขึ้นง่ายขยายพันธุ์เองไปตามธรรมชาติได้อย่างรวดเร็ว ส่วนการขายนั้นมีปัญหาในระยะแรก ปัจจุบันจากปากต่อปากทำให้ขายดีขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญชาใบขลู่กินแล้วมีประโยชน์จริงๆ โดยผู้กินรับรองผล จึงสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อไปดื่ม

วันนั้นผมอุดหนุนด้วยการซื้อติดมือมา 4 ถุง ถุงละ 60 บาท ถุงหนึ่งๆ มีน้ำหนักเพียงขีดเดียวหรือเท่ากับ 100 กรัม แต่เยอะมาก สามารถกินได้หลายวัน เพราะชงแต่ละครั้งใช้แค่ประมาณ 10 ใบเท่านั้น หากจะดื่มน้ำชาใบขลู่เหมือนดื่มน้ำ ซองหนึ่งๆ ดื่มได้เป็นเดือน ราคาขายจะเหมาะสมหรือเปล่าไม่รู้ แต่ได้รับคำอธิบายจากหัวหน้ากลุ่มว่า

ใบขลู่สดๆ หนัก 25 กิโลกรัม พอนำมาผ่านขั้นตอนทำเป็นชาใบขลู่แล้วจะเหลือเพียง 5 กิโลกรัมเท่านั้น

ราคาขายชาใบขลู่กิโลกรัมละ 600 บาท ก็จะได้ 3,000 บาท บางวันก็ทำได้มากกว่านี้ บางวันก็ได้น้อย อยู่ที่สมาชิกจะมาร่วมกันทำมากน้อยแค่ไหน

แบ่งเงินรายได้กันแล้ว ก็พออยู่กันได้ แต่ละคนแต่ละวันมีค่าใช้จ่ายน้อย เพราะเป็นชุมชนที่มีบ้านเรือนอยู่ใกล้ๆ กัน เดินไปทำงานได้ โดยเฉพาะคนสูงอายุนั้นจะพากันมาช่วยทำกันมากเป็นพิเศษ เพราะอยู่บ้านก็เหงาไม่รู้จะทำอะไร เมื่อยก็พัก ทุกคนได้ทั้งงานได้ทั้งเงิน และได้ทั้งด้านจิตใจ เพราะจะมีความสุขกับการทำงาน และบางคนมาหารายได้เสริมเท่านั้น เพราะมีอาชีพอื่นทำเป็นหลักอยู่แล้ว

เกือบลืมบอกไปว่า ถ้าผู้อ่านและไม่ได้อ่านท่านใดต้องการซื้อชาใบขลู่ไปกินเพื่อสุขภาพ ติดต่อสั่งซื้อได้ที่ 55 หมู่ 7 บ้านแสมผู้ ตำบลปากน้ำประแส อำเภอแกลง จังหวัดระยอง 21170 โทรศัพท์ (038) 661-7201 มือถือโทร (089) 832- 9850

หัวหน้ากลุ่มบอกว่าผู้ใดต้องการยินดีส่งชาใบขลู่ให้ก่อน จ่ายเงินภายหลังได้ครับ เมื่อ เวลา 17.58 น. ของวันที่ 5 กันยายน 2554 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายสุเมธ ตันติเวชกุล ในฐานะประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร เนื่องในโอกาสนำคณะเข้าเฝ้าฯ ณ ห้องประชุมสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช

ซึ่งในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับการเลือกชนิดพืชเพื่อปลูกในพื้นที่สูงหรือบนภูเขาว่า “ควรพิจารณาเรื่องของดินถล่มด้วย เพราะเมื่อดินถล่มลงมาแล้ว จะทำให้หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านเสียหายไปหมด เป็นปัญหาที่หนักมาก เพราะมีคนเสียชีวิต เมื่อเร็วๆ นี้ ที่กระบี่ก็มีถล่ม ที่สตูลก็หนักหน่วงมาก ที่กระบี่หล่นลงมาทำให้เสียชีวิตหลายราย เพราะไปปลูกยาง คนค้าขายยาง เพราะเป็นต้นไม้ที่โตเร็ว แข็งแรง มันโตเร็วก็จริง แต่ทำให้ดินถล่มมากมาย ที่ภาคอีสานไปปลูกยางนึกว่าเป็นผลที่ดี แต่ดินถล่มเยอะ ที่ภาคเหนือก็มี เหตุการณ์ดินถล่มทำให้ชาวบ้านเสียหายมาก ต้องปลูกพืชที่รักษาดินให้ดี ต้องเลือกต้นที่จะปลูก ถ้าปลูกต้นไม้ที่มีรากแก้ว อาจโตช้า ก็ต้องเลือก อย่างเอาหญ้าแฝกที่มีรากลงลึกเหมือนเป็นรากแก้วมาร่วมปลูกก็อาจจะแก้ได้

ปลูกหญ้าแฝกเป็นแนวอย่างไร ต้นไม้ที่เป็นต้นไม้มีรากแก้ว หรือต้นไม้ที่โตเร็ว ต้องสลับกันดีๆ อาจจะแก้ปัญหาดินถล่มได้ อันที่น่ากลัวที่สุด สมัยนี้อาจทำอะไรเร็ว ให้ต้นไม้โตเร็ว การเลือกต้นไม้มาปลูกควรทำสลับกัน เพราะตั้งแต่ทำโครงการเกี่ยวกับต้นไม้โตเร็ว ทั่วทั้งประเทศมีดินถล่มและเกิดมากขึ้น ภาคใต้ก็มากขึ้น ภาคเหนือก็เกิดแถวๆ อุตรดิตถ์ ภาคอีสานก็ยังเป็นมากขึ้น เป็นผลตรงข้ามที่ต้องการ ประชาชนต้องเจอกับการถล่มของภูเขา ปลูกต้นไม้โตเร็วแล้วต้นไม้เหล่านั้นก็ถูกพัดพาถอนรากจนถล่มลงมาทับบ้านทลาย จึงต้องศึกษาให้ดี”

จึงนับเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสเรื่องการนำหญ้าแฝกมาใช้ประโยชน์ต่อการอนุรักษ์หน้าดิน และแก้ไขปัญหาการพังทลายของหน้าดินที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของราษฎรไทย

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงสภาพปัญหาและสาเหตุที่เกิดขึ้น และทรงเล็งเห็นศักยภาพของหญ้าแฝก ซึ่งเป็นพืชที่จะช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและรักษาความชุ่มชื้นไว้ในดินได้ จึงพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับหญ้าแฝก เพื่อใช้ป้องกันและแก้ปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดินอย่างต่อเนื่องตลอดมา

ในประเทศไทยนั้น ได้มีการดำเนินงานตามโครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาตั้งแต่ ปี 2534 จนถึงปัจจุบัน โดยนำแนวทางพระราชดำริมากำหนดเป็นนโยบาย มีงานวิจัยและพัฒนาการบริหารจัดการการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์

ทั้งหมดนี้ เพื่อให้การนำหญ้าแฝกไปใช้ประโยชน์เกิดความสัมฤทธิผลในพื้นที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ มีการจัดทำแปลงและช่วยเผยแพร่ผลงานหญ้าแฝก

ดังพระราชดำริ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 “ให้ใช้หญ้าแฝกในการพัฒนา ปรับปรุงบำรุงดินและฟื้นฟูดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งแก้ไขปัญหาดินเสื่อมโทรม ดำเนินการขยายพันธุ์ ทำให้เกิดมีกล้าหญ้าแฝกเพียงพอด้วย ที่สำคัญต้องไม่ลืมหน้าที่ของหญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำ และเพื่อการรักษาดิน ให้ทุกหน่วยงานและหน่วยงานราชการที่มีศักยภาพในการขยายพันธุ์ให้ความร่วมมือกับกรมพัฒนาที่ดิน ในการผลิตกล้าหญ้าแฝกและแจกจ่ายกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้พอเพียง”

จากการดำเนินงานที่ทุกหน่วยงานได้ร่วมแรงร่วมใจในการสนองพระราชดำริ นับแต่วันแรกที่มีพระราชดำรัสจวบจนปัจจุบัน ความสัมฤทธิผลของหญ้าแฝกได้ปรากฏให้เห็นแล้วอย่างมากมาย อาทิ ช่วยป้องกันการพังทลายของดินขอบถนนบนพื้นที่สูง เช่น เส้นทางไปโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย ช่วยพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพดินที่โครงการพัฒนาที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดราชบุรี และดินดานที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น

“พยาบาล” นับเป็นอีกหนึ่งอาชีพในฝันของเด็กผู้หญิงหลายคนในวัยเยาว์ เพราะมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี คนยกย่อง อยู่ในสถานที่สะอาดสะอ้าน ได้ช่วยเหลือคนอื่น

แต่สำหรับ “ดุสิตา ธรรมสถิตพร” หรือ ไหม หญิงสาวในวัยเพียง 27 ปี เลือกที่จะปฏิเสธตำแหน่งพยาบาลดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งโรงพยาบาลกรุงเทพฯ เงินเดือนหลายหมื่นบาท มาสวมบทบาทเกษตรกรปลูกเมล่อนในพื้นที่ 8 ไร่ ที่ ต.เขาเพิ่ม อ.บ้านนา จ.นครนายก โดยเธอตั้งปณิธานไว้ว่า การเป็นเกษตรกรจะต้องไม่ “ยากจน” เสมอไป

และเชื่อไหมว่าอดีตนางพยาบาลคนนี้ ภายหลังเป็นเกษตรกรเพียงปีเดียว ปัจจุบันเธอมีรายได้สัปดาห์ละ 60,000 บาท มากกว่าที่เป็นพยาบาลซะอีก

คุณไหม เล่าว่า หลังจากเรียนจบพยาบาลเฉพาะทางจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปี 54 ก็ทำงานตามที่เรียนมา ณ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง แผนกผู้ป่วยมะเร็งนาน 4 ปี ทำงานวันละ 12 – 13 ชั่วโมงทุกวัน สุขภาพเริ่มแย่ ค่าเม็ดเลือดทุกตัวตกลงทุกปี ประกอบกับสามีเป็นหมอ แนะนำว่าให้ลาออกจากงาน เพื่อไปรักษาตัวเอง แต่เนื่องจากไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่น ไปได้ลองทานเมล่อน รสชาติดีมาก หวาน กรอบ อร่อย เลยเกิดไอเดียกลับมาปลูกเมล่อนที่เมืองไทย ตอนที่คุณไหมไปกินเมล่อนที่เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น เธอบอกว่า ประทับใจมาก แต่ราคาค่อนข้างแพง ชิ้นเล็กๆ 90 บาท คิดว่าเมืองไทยก็สามารถปลูกได้ เลยมาหาข้อมูล ซึ่งพบว่า ที่เทพมงคลฟาร์มเมล็ดพันธุ์ อยู่ที่จ.มหาสารคาม เปิดโรงเรียนสอนผู้ที่สนใจอยากปลูกเมล่อน ชื่อว่า “โรงเรียนเกษตรกรไทยไม่จน จึงไปเรียน แล้วกลับมาตั้งใจปลูกอย่างจริงจัง

ก่อนตัดสินใจปลูกเมล่อน หญิงสาวเคยคิดจะทำธุรกิจบ้านพักคนชรา เธอมองว่า ต้นทุนเดิมเป็นพยาบาล ประกอบกับมีที่ดิน 60 ไร่ ที่จังหวัดนครนายก แต่เนื่องจากที่ดินอยู่ไกลจากถนนใหญ่มาก หากเกิดเหตุฉุกเฉินกลัวไปโรงพยาบาลไม่ทัน เลยล้มเลิกความคิดนี้ และคิดว่าการปลูกเมล่อนนี่ล่ะ ที่จะยึดเป็นอาชีพหลักเพราะตั้งใจไว้ว่าอยากจะทำธุรกิจขายสุขภาพดี

คุณไหมเริ่มทำไร่เมล่อน เมื่อเดือน กรกฎาคม 58 บนพื้นที่ 8 ไร่ จ.นครนายก ตั้งชื่อว่า พ.ฟาร์ม ซึ่งเงินลงทุนเธอขอยืมจากคุณพ่อ 2 ล้าน เพื่อสร้างโรงเรือน 16 โรงเรือน ปลูกเมลอนฉลี่ยโรงเรือนละ 400 ต้น สร้างระบบน้ำหยด ค่าแรงพนักงาน นับว่าท้าทายมาก เพราะไม่มีความรู้เลย หญิงสาวต้องคอยถามผู้รู้ตลอดเวลา

สำหรับสายพันธุ์เมล่อนที่อดีตพยาบาลสาวปลูก เธอบอกว่า เน้นที่ความหลากหลาย มีประมาณ 10 สายพันธุ์ อาทิ พันธุ์แสนหวาน (เนื้อจะสีส้ม รสชาติหวานกรอบ) ภูไท (เนื้อเหมือนฝักทอง) ฮิเดโกะ (เนื้อและรสชาติเหมือนเมล่อนญี่ปุ่น) นอกจากนั้นยังมี จันทร์ฉาย ไข่ทองคำ ฮามิกัว หรือแตงทิเบต ปลูกสลับหมุนเวียนไป โดยเมล่อนทุกลูกจะถูกตรวจโดยเครื่องมือวัดความหวาน โดยเฉลี่ยลูกละ 14 องศาบริกซ์

ด้านจำนวนผลผลิต เจ้าของไร่ บอกว่า ปัจจุบันปลูกเมล่อนทั้งหมด 16 โรงเรือน (ปลูกเมลอนฉลี่ยโรงเรือนละ 400 ต้น) ทุกๆ 3เดือนจะเก็บเมล่อนได้เฉลี่ยสัปดาห์ละ 150 – 200 ลูก น้ำหนักลูกละ 1.2 – 1.5 กิโลกรัม จำหน่ายเกรด A ราคา 115 บาท/กก. ราคาเกรด B กิโลกรัมละ 80 บาท ซึ่งราคาต้นทุนเมล่อนกิโลกรัมละ 85 บาท

ในส่วนของผลเมล่อนที่ตกเกรด และผลอ่อนจนต้องปลิดทิ้ง จะนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ อาทิ ไอศกรีมเมล่อน สาคูเมล่อนนมสด พายเมล่อน สลัดเมล่อน ซาลาเปาเมล่อน สมูทตี้เมล่อน ส้มตำเมล่อน จำหน่ายที่ร้านหน้าสวน สามารถสร้างรายได้ปีละกว่า 1 ล้านบาทเลยทีเดียว

นอกจากไร่ปลูกเมล่อนแล้ว อดีตพยาบาลสาวยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น เธอมองการณ์ไกล นำพื้นที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของจังหวัดนครนายก

“โรงเรือนของไหมวิวดี ล้อมรอบด้วยภูเขา ใกล้ทุ่งนาเขียวขจีสวยงามมาก เลยเปิดให้คนภายนอกเข้ามาชม รวมถึงจำหน่ายเมล่อนและขายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเมล่อน ลูกค้าสามารถเข้ามาตัดผลได้เอง ขายแบบไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง”

ตลอดเวลาที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรดิน และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่สนับสนุนการบริหารจัดการดินอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนและเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในประเทศและนานาประเทศ ถึงพระวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการบริหารทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน โดยทรงให้ความสำคัญกับทรัพยากรดิน ทรงเป็นผู้นำและปฏิบัติด้วยพระองค์เอง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขปัญหาดิน การพัฒนาและอนุรักษ์ดิน ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา

ทรัพยากรดิน ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญในการผลิตทางการเกษตร ซึ่งถือได้ว่ามีความสำคัญต่อเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย การที่ทรัพยากรดินเสื่อมโทรม ขาดความอุดมสมบูรณ์ ไม่มีการอนุรักษ์ ขาดการปรับปรุงบำรุงดิน หรือการดูแลรักษา นับเป็นอีกหนึ่งความทุกข์ยากให้กับเกษตรกรมากมายขึ้น

ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในทุกๆ ภาคของประเทศอย่างสม่ำเสมอ ทรงรับทราบความเดือดร้อนของราษฎรในแต่ละพื้นที่ จากปัญหาทางด้านศักยภาพของทรัพยากรดินในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เนื่องมาจากความเสื่อมโทรมของดิน เช่น พื้นที่ที่มีปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน พื้นที่ดินทรายจัด พื้นที่ดินดาน และพื้นที่ดินพรุในภาคใต้ตอนล่าง

พระองค์ ทรงศึกษาถึงที่มาของสาเหตุและปัญหาวิธีการแก้ไขในรูปแบบต่างๆ ให้แก่เกษตรกร ทั้งปัญหาที่มาจากสาเหตุธรรมชาติและปัญหาที่เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเกษตรกรเอง จนเกิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอย่างมากมาย ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดยแนวพระราชดำริที่ทรงมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงานในโอกาสต่างๆ นั้น ได้ถูกนำไปขยายผลในการปฏิบัติจนเกิดประโยชน์ในการพัฒนาที่ดินให้แก่ราษฎรอย่างทั่วถึงทุกภูมิภาคของประเทศไทย

กรมพัฒนาที่ดิน ได้ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2506 นับเป็นหนึ่งหน่วยงานที่ได้ทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทด้านการพัฒนา ในโครงการสำคัญต่างๆ ตามพระราชดำริ

กรมพัฒนาที่ดิน เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานภายใต้โครงการพระราชดำริต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาดินเสื่อมโทรมและฟื้นฟูทรัพยากรดิน การพัฒนาที่ดิน การจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในหลายรูปแบบ เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินทำการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ทั้งนี้ จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมพัฒนาที่ดิน ดูแลรับผิดชอบอยู่ 150 กว่าโครงการ ครอบคลุมพื้นที่ 49 จังหวัด อีกทั้งได้มีการนำผลสำเร็จของโครงการพระราชดำริมาขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่โครงการและใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการเผยแพร่ความรู้ผ่านเครือข่ายหมอดินอาสาที่มีอยู่ในทุกพื้นที่ ส่งผลให้เกษตรกรได้พัฒนาอาชีพทางการเกษตร มีที่ดินทำกินได้อย่างปกติสุข ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างยั่งยืนสืบไป

ที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดิน ได้เข้าไปดำเนินการร่วมกับหลายหน่วยงานนั้นต่างประสบผลสำเร็จ สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้ชัดเจน อาทิ การแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว โดยทฤษฎีแกล้งดิน ในพื้นที่ บ้านโคกอิฐ-โคกใน ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส ได้ดำเนินการฟื้นฟูที่ดินจนสามารถเพิ่มผลผลิตข้าว จาก 5-10 ถัง ต่อไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 40-50 ถัง ต่อไร่ ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

การแก้ไขปัญหาดินเสื่อมโทรม ในพื้นที่โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งจากเดิมพื้นที่ดินส่วนใหญ่เป็นดินตื้น เนื้อดินเป็นดินร่วนปนทรายและปนกรวด มีชั้นดานแข็งอยู่ข้างล่าง ทำให้เพาะปลูกพืชไม่ได้ กรมได้น้อมนำแนวพระราชดำริเข้าไปดำเนินการวางแผน และจัดระบบปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ พร้อมทั้งปรับปรุงบำรุงดินร่วมกับการปลูกหญ้าแฝก เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ทำให้ดินกลับมามีความชุ่มชื้น สามารถเพาะปลูกพืชได้หลายชนิด

สำหรับศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่กรมพัฒนาที่ดินรับผิดชอบเป็นเจ้าภาพหลักมีอยู่ 2 ศูนย์ คือศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทรา ค่อนข้างจะเห็นภาพชัดเจน เดิมพื้นที่ดังกล่าวได้มีการใช้ประโยชน์จากป่าไม้จนหมดไปแล้ว พื้นที่มีสภาพเสื่อมโทรม เป็นดินทราย ขาดความอุดมสมบูรณ์ กรมการพัฒนาที่ดินได้สนองพระราชดำริ โดยการบริหารจัดการทรัพยากรดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดินแต่ละประเภท ตั้งแต่เริ่มโครงการ เมื่อปี พ.ศ. 2522 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงเป็นลำดับ

แห่งที่ 2 ศูนย์ศึกษาการพัฒนา พิกุลทอง จังหวัดนราธิวาส ที่นี่ดูแลในเรื่องพื้นที่พรุ โดยแบ่งพื้นที่เป็น 3 ส่วน คือ เขตสงวน เขตอนุรักษ์ที่จะฟื้นฟู และเขตพัฒนา ซึ่งเกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ได้ สำหรับปัญหาของที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องดินเปรี้ยว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยที่จะแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวบริเวณขอบพรุให้ได้ เพื่อชาวบ้านจะได้ใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชชนิดต่างๆ ได้ ทางโครงการจึงได้ดำเนินการสนองพระราชดำริ จัดทำโครงการ “แกล้งดิน” ด้วยการขังน้ำในพื้นที่ เพื่อเร่งปฏิกิริยาทางเคมีของดิน ให้ปล่อยกรดกำมะถันออกมา ทำให้ดินเปรี้ยวจัด จากนั้นจึงหาวิธีการปรับปรุงฟื้นฟูดิน เช่น ฟื้นฟูดินด้วยปูนขาว จนดินมีสภาพดีพอที่จะทำการเพาะปลูกได้

ในขณะที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอื่นๆ เช่น โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ จังหวัดเชียงใหม่ โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน จังหวัดสกลนคร โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย จังหวัดเพชรบุรี กรมพัฒนาที่ดิน จะทำหน้าที่ดูแลเรื่องดิน ปัจจัยพื้นฐานทางด้านการเกษตร จะต้องปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีโครงสร้างที่ดี จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝก และการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ สารเร่ง พด. ต่างๆ ในการรักษาสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน

…นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างล้นพ้น จนสร้างความอยู่ดีมีสุขแก่ทวยราษฎร์ และได้รับสมญานามว่า ธ ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนา ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก ที่มิใช่เพียงขจรไปทั่วแผ่นดินไทย แต่ยังเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศทั่วโลกอีกด้วย

“เราสมควร…แกล้งดิน…โดยทำให้มันเปรี้ยว แล้วเราจะได้ทำวิศวกรรมย้อนรอย เพื่อจะได้รู้วิธีแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดสภาพเปรี้ยวแบบที่เคยเป็น ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการดูแลดินประเภทนี้ในอนาคต”

จากกระแสพระราชดำรัสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับสั่งให้ “แกล้งดิน” ในพื้นที่พรุให้เปรี้ยวที่สุด โดยใช้เวลา 2 ปี หลังจากนั้น ให้ทดลองปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว ข้าวโพด และพืชผัก ถ้าพืชดังกล่าวขึ้นไม่ได้ ก็แสดงว่า ดินเปรี้ยวจนถึงที่สุดแล้ว จากนั้นให้หาทางปรับปรุงพื้นที่ดินดังกล่าวให้สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจให้จงได้ และเมื่อได้ผลให้นำเอาเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาดินเปรี้ยวจัดที่พบในพื้นที่พรุ หรือพื้นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลของประเทศสืบต่อไป

ด้วยเหตุที่ดินในพื้นที่พรุ หรือพื้นที่ราบลุ่มตามชายฝั่งทะเลของประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวที่มีชั้นดินและสีเทาปนน้ำเงิน ซึ่งมีสารประกอบไพไรต์ (สารประกอบเหล็กซัลไฟต์) รองรับอยู่ข้างล่าง เมื่อดินเปียกดินนี้จะไม่ค่อยเปรี้ยว แต่ถ้าปล่อยให้ดินแห้ง สารประกอบไพไรต์จะทำปฏิกิริยากับอากาศและปลดปล่อยกรดกำมะถัน และมีจุดประสีเหลืองเหมือนฟางข้าวออกมา ทำให้ดินมีฤทธิ์เป็นกรดจัด หรือดินเปรี้ยวจัด การเกิดปฏิกิริยาทางเคมีดังกล่าว หากปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ต้องใช้เวลานานนับหลายๆ ปี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงรับสั่งให้ระบายน้ำออกและทดน้ำเข้าสลับกันไป เพื่อให้ดินแห้งและเปียกเป็นระยะๆ ทำให้เร่งปฏิกิริยาทางเคมีให้เกิดขึ้นโดยสะดวก ซึ่งผลของการดำเนินงานตามพระราชดำริ ทำให้สามารถ “แกล้งดิน” จนเปรี้ยวถึงที่สุดภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี

การนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชดำริแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวจัดโดยใช้น้ำชะล้างความเป็นกรด ควบคู่ไปกับการควบคุมน้ำใต้ดินให้อยู่ในระดับเหนือดินเลน ที่มีสารประกอบไพไรต์ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ทำให้กรดถูกล้างออกไปจากดิน ด้วยวิธีการระบายน้ำออกแบบง่ายๆ ในขณะเดียวกัน การควบคุมน้ำดังกล่าว จะช่วยป้องกันไม่ให้ดินแห้งและเกิดกรดขึ้นมาอีก ซึ่งถือว่าเป็นแก้ไขปัญหาอย่างถาวรและทำได้ง่าย แต่การใช้น้ำชะล้างดินต้องใช้เวลานาน 2-4 ปี จึงชะล้างกรดออกไปได้มากพอที่จะใช้ปลูกพืชไดh

ดังนั้น เพื่อร่นระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาให้ปลูกพืชได้เร็วขึ้น กรมพัฒนาที่ดิน ได้สนองพระราชดำริโดยการใช้วัสดุปูนใส่ลงไปในดินก่อน ประมาณ 1-3 ตัน ต่อไร่ วัสดุปูนควรเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ทางภาคใต้ให้ใช้หินปูนฝุ่น ทางภาคกลางให้ใช้ปูนมาร์ล จากนั้นจึงใช้น้ำล้างความเป็นกรด ซึ่งจากการทดลองพบว่า หลังจากการไถพรวนแล้วหว่านวัสดุปูน แล้วใช้น้ำชะล้างกรด หรือปล่อยน้ำให้แช่ขัง แล้วระบายน้ำออกก็สามารถปลูกพืชต่างๆ ได้ทันที และให้ผลผลิตคุ้มกับการลงทุน

คุณสหรัฐและคุณเจษฏาภรณ์ เกษสกุล ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 57/1 หมู่3 ตำบลบางกระจะ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

แต่เดิมคุณสหรัฐ SBOBET ทำงานอยู่ที่กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จังหวัดจันทบุรี ต่อมาได้ลาออก มาทำอาชีพค้าขายยางพารา จากนั้นเปลี่ยนมาเป็นค้าขายมะละกอ โดยซื้อผลผลิตจากเกษตรกรไปจำหน่ายที่ตลาดสี่มุมเมืองและตลาดไท ระหว่างที่ซื้อมะละกอไปขายนั้น คุณสหรัฐพบว่า เกษตรกรมักประสบปัญหามีโรคระบาดในแปลง ผลผลิตมีน้อย บางช่วงของไม่พอส่ง เพื่อให้มีผลผลิตส่งอย่างต่อเนื่อง เขาจึงลงมือปลูกมะละกอเองส่วนหนึ่ง โดยการเช่าที่ปลูก เมื่อปลูกไปได้สักพัก ราว 2-3 ปี ก็ย้ายที่ปลูก ทั้งนี้เพื่อลดการระบาดของโรคและแมลงนั่นเอง

ตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงปัจจุบัน ย้ายมาหลายแปลงแล้ว พื้นที่จะหมุนเวียนอยู่ระหว่างจันทบุรี ปราจีนบุรี และสระแก้ว

เมื่อรับรู้ถึงความต้องการของคนในพื้นที่แล้ว โครงการพัฒนา

เหมืองต้นแบบโดยเอสซีจี เพื่อวิถีชุมชน ก็เริ่มเคลื่อนตัวสู่กระบวนการถัดมา คือการประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและนักวิชาการ เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดำเนินการปรับเสถียรภาพบ่อให้เหมาะกับการกักเก็บน้ำ ควบคู่กับการดูแลคุณภาพน้ำกว่า 3 ล้านลูกบาศก์เมตร ให้เหมาะสมกับการใช้ทำการเกษตร รวมทั้งยังมีการปลูกต้นไม้และดูแลงานภูมิสถาปัตย์ให้พื้นที่โดยรอบ โดยออกแบบพื้นที่ให้เป็นจุดชมวิวและเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจที่มองเห็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยทุ่งนากว่า 100 ไร่ จากความทุ่มเทและความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน เพื่อที่จะขับเคลื่อนโครงการ “เหมืองลี้มีรัก” ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนสู่ชุมชน

“โจทย์ต่อไปคือ การสร้างความร่วมมือในชุมชนให้ช่วยกันดูแลแหล่งน้ำที่แห่งนี้ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ตลอดไป ผมต้องขอบคุณเอสซีจีที่ริเริ่มและลงมือทำอย่างจริงจัง ทำให้เราได้เห็นตัวอย่างว่า การจัดการธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน มีแนวทางอย่างไร และเรายังคาดหวังว่าการทำธุรกิจเหมืองแร่ที่เคยเป็นภาพลบในสายตาทุกคนจะหมดไป ด้วยการดึงชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานจนกระทั่งส่งมอบสู่ชุมชน ซึ่งจะเป็นบทสรุปที่ดีที่สุดของการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน บนแนวทางการสร้าง Green Mining หรือเครือข่ายเหมืองแร่สีเขียวให้เกิดขึ้น” อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานการเหมืองแร่ กล่าว

ปัจจุบัน “โครงการพัฒนาเหมืองต้นแบบ โดยเอสซีจี เพื่อวิถีชุมชน” มีพื้นที่กักเก็บน้ำในเหมืองขนาด 70 ไร่ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเกษตรให้กับชุมชนทั้งสิ้น 37 ครัวเรือน บนพื้นที่การเกษตร 104 ไร่ “เหมืองลี้มีรัก” จึงเป็นเสมือนตัวแทนของพลังแห่งความร่วมมือร่วมใจ ระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และชุมชน และถือเป็นต้นแบบในการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรม ด้วยการคิดเชิงบูรณาการที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม

ท่านที่เคารพครับ ปี 2559 นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แต่งตั้งปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน จำนวน 3 สาขา ได้แก่ 1. คุณคำพันธ์ เหล่าวงษี อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง 2. คุณอัคระ ธิติถาวร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น 3. คุณอดิศร เหล่าสะพาน อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม สาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย ซึ่งได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัญแรกนาขวัญ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา

คุณคำพันธ์ เหล่าวงษี เกิดวันที่ 30 พฤษภาคม 2501 มีพี่น้องร่วมกัน 3 คน เป็นชายทั้ง 3 คน คุณคำพันธ์ เป็นคนที่ 3 จบการศึกษาชั้น ปวช. และ ปวส. วิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม

ปัจจุบัน อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 2 บ้านดอนแดง ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม สมรสกับ คุณบรรจง เหล่าวงษี (อี้ด) มีบุตร 3 คน หญิง 2 คน ชาย 1 คน อาชีพเกษตรกรรม

วิสัยทัศน์ คือ พัฒนาตน พัฒนาคน ขยายผล พัฒนาสังคม ระดมแนวคิดสู่เศรษฐกิจพอเพียง

ปรัชญา คือ รู้ชาติตระกูลพงศ์เผ่า รู้เหล่าจักรวาลสรรค์สร้าง รู้คิดรู้ทำนำทาง รู้วางตนแต่พอดี ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง คู่เคียงภูมิปัญญาท้องที่ นำสู่ชีวิตสุขขี เกษตรกรเรานี้พึ่งตนได้เอย…

คติ คือ ทำให้ดีวันนี้ ดีกว่าทำวันข้างหน้า ทำวันละนิด ละนิด ดีกว่าคิด คิดว่าจะทำ ผลิตอาหารเพื่อกินให้เป็นยาในวันนี้ ดีกว่าจะกินยาเป็นอาหารในวันข้างหน้า เศรษฐกิจพอเพียง คือ “แนวทางสร้างอนาคตให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน

แรงบันดาลใจ จากการสรุปบทเรียนของตน ได้ศึกษาดูงานเกษตรกรรมยั่งยืน และศึกษาแนวพระราชดำริ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จุดเด่น ใช้ทรัพยากร ดิน น้ำ ที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด (เกษตรผสมผสาน 1 งาน 1 แสน)

สู้งานไม่เคยท้อ

ด้วยบรรพบุรุษเป็นเกษตรกร อาชีพทำนา ทำไร่ ทำสวน หนทางที่จะร่ำรวยหรือทำให้การดำรงชีพอย่างสุขสบายนั้นแทบไม่มีเลย จึงมีแนวคิดที่อยากจะเปลี่ยนอาชีพให้ดีกว่านี้ จึงดิ้นรนใฝ่หาความรู้ใส่ตัว

หลังเรียนจบ ป.4 ได้บวชเรียนธรรมวินัยพร้อมกับเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ แล้วสิกขาเรียนต่อ พอเรียนอยู่ ม.ศ.1 พ่อเสียชีวิตจึงต้องช่วยตนเองหาเงินเรียนโดยการปลูกผักขายพอได้เงินใช้จ่ายในการเรียน (5-10 บาท/วัน)

จบ ม.ศ.3 ได้ไปอาศัยอยู่กับพี่ชายคนโตเพื่อช่วยในการเรียน และเลือกเรียนสายอาชีพจะได้หางานทำง่าย ได้เข้าเรียนที่ วิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม (ยังปลูกผักขายเหมือนเดิม) จบ ปวส. แผนกช่างกลโลหะ แล้วไม่มีโอกาสได้เรียนต่อเนื่องจากแม่ก็แก่ชรา พี่ก็ป่วย และอีกต่อมาไม่นานก็เสียชีวิตทั้งแม่และพี่ชาย จึงหางานทำที่กรุงเทพฯ (2525-2538) เป็นผู้ช่วยช่างอยู่ 2 ปี ได้ค่าแรง วันละ 90-120 บาท ปีที่ 3-5 ได้ตำแหน่งช่าง ได้ค่าแรง วันละ 150-180 บาท ปีที่ 5-7 ได้เป็นหัวหน้าช่างได้ค่าแรง วันละ 200-300 บาท ปีที่ 7-13 เป็นผู้จัดการ ได้ค่าแรงเดือนละ 12,000-15,000 บาท

แต่อยู่กรุงเทพฯ ภาระและเศรษฐกิจรัดตัว ค่าครองชีพสูง ลูกเรียน บ้านเช่า ข้าวซื้อ เงินที่ได้จากการทำงานไม่พอกับรายจ่าย จากปีแรกถึงปีที่ 4 เงินที่ได้กับรายจ่ายก็พอบ้างไม่พอบ้าง แต่ต่อมาเข้าปีที่ 5 เริ่มไม่พอจ่าย ภาระมากขึ้น ยิ่งลูกเรียน วันหนึ่งๆ ค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 500 บาท ค่าอาหาร ค่าขนมลูก เฉลี่ยวันละ 200 บาท ค่าน้ำ-ค่าไฟ เฉลี่ยเดือนละ 1,500 บาท ค่ารถรับ-ส่งลูกเรียน เดือนละ 1,800 บาท ค่าเทอมลูก เทอมละ 6,000 บาท/คน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เฉลี่ยวันละ 100 บาท เป็นทุกข์มาก จึงได้ปรึกษากับภรรยา ลำพังอยู่ไปวันๆ ก็ไม่หนักใจเท่าไร แต่เรามองอนาคตไม่มีเลย ตัดสินใจกลับบ้านทำธุรกิจของตัวเอง เปิดโรงกลึง (ปี 2538-2540)

เห็นเขารวย “อยากจะรวย เหมือนเขา”

ด้วยเหตุที่ทำงานเงินไม่เหลือเก็บ จึงหาเงินลงทุน โดยเอาที่นาที่พ่อแม่แบ่งให้ทำกินไปจำนองกับนายทุน เพื่อนำเงินมาลงทุนเปิดโรงกลึง 3 ปีผ่านไป กลับยิ่งซ้ำเติมเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 งานไม่ค่อย มีเงินไม่เหลือใช้ เลิกกิจการหันมารับเหมาก่อสร้างทั่วไปอยู่ 4 ปี ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีสิทธิ์ส่งเงินคืนเจ้าหนี้ รวมเป็นหนี้ 200,000 บาท

การพัฒนาตนเอง และแรงบันดาลใจ

จากการสรุปบทเรียน การดำรงชีพที่ล้มเหลวที่ผ่านมา จากการศึกษาดูงานการทำเกษตรในระบบเกษตรกรรมยั่งยืนและจากการศึกษาแนวพระราชดำริ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาสรุปบทเรียน/วิเคราะห์ตัวเอง เพื่อหาแนวทางการดำเนินชีวิต

อดีต ที่บรรพบุรุษได้ดำเนินชีวิตมา ท่านไม่เคยมีหนี้ ท่านมีข้าวมีผักมีปลา-กบ เป็นอาหารกินอย่างพอเพียง มีบ้านอยู่มีเสื้อผ้าใส่ รู้จักหาพืชสมุนไพรใช้รักษาโรคเมื่อเจ็บป่วย ใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ยใส่พืชผัก และผลิตอาหารเองแทบจะไม่ต้องซื้อ ครอบครัวก็มีความสุขมีความอบอุ่นมีความเอื้ออาทรต่อเพื่อนบ้าน มีความสามัคคีเข้าใจกับทุกคน ถึงไม่รวยดูเหมือนว่าท่านไม่มีทุกข์ใดๆ ส่วนตัวเองพยายามจะเปลี่ยนอาชีพ เปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ แต่กลับจน เป็นหนี้ ไม่มีบ้านอยู่อาศัย ลูกไม่มีอนาคต หมดหนทางที่จะก้าวต่อไป “ตัดสินใจเลิกกิจการมาทำตามรอยของท่าน”

ในช่วงรับเหมา ปี 2541 กลับมาทำเกษตรตามรอยของท่านโดยได้เช่าที่เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่ทำกินและได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งได้ส่งเสริมให้สมาชิกทำเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อการพึ่งตนเอง จึงมีโอกาสได้อบรมเรียนรู้ ศึกษาดูงานในการทำเกษตรในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ได้ทั้งแนวคิด/ประสบการณ์และได้รับรู้จากการศึกษาแนวพระราชดำริ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”จากโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทางสำนักงานเกษตรอำเภอกันทรวิชัยได้คัดเลือกโครงการให้เกษตรกรในเขตตำบลศรีสุข จำนวน 2 แห่ง พร้อมกับจากหน่วยงานรัฐ ที่ได้ร่วมสนับสนุนส่งเสริมในการพัฒนาการเกษตรด้านวิชาการหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ นับว่าเป็นจุดหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจพร้อมที่จะนำพระราชดำริมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างจริงจัง

ปี 2544 เจ้าหนี้กดดัน ให้หาเงินคืน ถ้าไม่คืนจะยึดที่ ตัดสินใจขายที่นาใช้หนี้ให้หมด มีเงินคงเหลืออยู่ 30,000 บาท ขอเช่าซื้อที่แปลงนี้ มีเนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน ราคา 200,000 บาท โดยวางเงินที่มีก่อนและขอผ่อนรายปี ไม่เกิน 10 ปี ปี 2545 จึงได้เริ่มดำเนินกิจกรรมทำการเกษตร โดยยึดตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่

พื้นที่น้อยแต่ย่อตามส่วน

ดังนี้ 1. จัดเป็นที่อยู่อาศัย 1 ไร่ 2. ขุดสระ 3 บ่อ ไว้เก็บน้ำใช้ในการเกษตร 2.5 ไร่ 3. ปลูกไม้ผล/ไม้ยืนต้นตามคันคูและคันแดนรอบ 1.5 ไร่ 4. ผัก 2 งาน และ 5. นาข้าว 1 ไร่

เริ่มต้นที่ดำเนินการ ไม่มีทุนดำเนินการต้องกู้ ยอมเป็นหนี้อีก (50,000 บาท) ดินไม่ดี สภาพดินเค็ม เป็นที่ดอนไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือระบบชลประทานผ่าน ไม่มีไฟฟ้า-ประปาใช้ ไม่มีรายได้อื่นที่จะมาจุนเจือครอบครัว แนวทางสู่การพัฒนา จากที่ได้ศึกษาดูงาน อบรม ฝึกปฏิบัติจริง ค้นคว้า ลองผิดลองถูก จึงได้พยายามขยันหมั่นเพียร ไม่ท้อต่ออุปสรรค สร้างเงื่อนไขสู่ความสำเร็จ และสร้างการมีส่วนร่วมในครอบครัวประชุมครอบครัวเพื่อสร้างความเข้าใจ สร้างความสามัคคี เสนอความคิดเห็น แก้ปัญหาร่วมกันสรุปบทเรียน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจถึงการดำเนินชีวิตที่ผ่านมาจากอดีต-ปัจจุบันว่าอะไรเป็นอย่างไรวิเคราะห์ตนเอง/ครอบครัว เพื่อให้รู้ว่าแต่ละคนมีอะไรดี อะไรไม่ดี สิ่งที่ไม่ดีแก้ไขอย่างไร สิ่งที่ดีจะนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

สร้างโอกาส เพื่อหาช่องทางสร้างประโยชน์ให้กับครอบครัว (เช่น ประชาชนส่วนใหญ่ซื้ออาหารกิน ก็ผลิตอาหารขายให้ประชาชน เกษตรกรส่วนมากซื้อพันธุ์พืช/พันธุ์ผักปลูก เป็นต้น) วางแผนชีวิต วางแผนการผลิต วางแผนการตลาด จะต้องทันเหตุการณ์ จัดหาแหล่งจำหน่าย และสร้างความมั่นใจกับผู้บริโภค สร้างเครือข่ายกลุ่มผู้ผลิต เปิดตลาดของกลุ่มเอง

ผลที่ได้จากการตัดสินใจสู่ความพอเพียง

จากปีแรก-ปีที่ 3 ครอบครัวพออยู่ พอกิน ยังไม่มีเงินเก็บใช้หนี้ (มีอาหารพอเพียง มีผู้เอาเงินมาให้ทุกวันจากการขายผลผลิต 50-200 บาท) หลังจากนั้น ก็เริ่มมีเหลือเก็บออม ถึงปีที่ 6 ก็นำเงินที่เก็บได้ใช้หนี้หมด พร้อมกับสร้างบ้านอยู่อาศัย อีกต่อมา 3 ปี ได้ซื้อที่นาอีกแปลง เนื้อที่ 7 ไร่ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ลูกได้มีโอกาสเรียนทุกคน มีงานทำ รายได้เฉลี่ยของครอบครัว 300,000 บาท/ปี และเป็นแบบอย่างเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานกับเกษตรกร/นักเรียน/นิสิต/นักศึกษาและผู้สนใจในการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และได้รับเลือกเป็นศูนย์เรียนรู้อบรมถ่ายทอดองค์ความรู้จากนั้นเป็นต้นมา (2549-2550 ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน 2551, ปัจจุบัน ศูนย์เรียนรู้เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน)

ปัจจุบันทำการเกษตรหลายอย่าง อาทิ การทำนาด้วยกล้ากลีบเดียว การปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ผลิตพืชปลอดสารพิษ เพาะเห็ด เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด ไก่ สุกร การเกษตร 1 งาน 1 แสน (การเพาะกล้าผักขายโดยกรอกถุงดินเวลากลางคืน 1-2 ชั่วโมง ก็สามารถทำเงิน 1,000-2,000 บาท) เป็นต้น

ท่านที่เคารพครับ นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของประวัติของปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน หากท่านใดสนใจอยากจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ติดต่อได้ที่ คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดงานฝึกอบรมการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินรุ่นพิเศษ เรื่อง การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินแนวใหม่ที่มีการใช้น้ำและปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ณ คณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล. และโรงเรือนทดลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตรให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ โดยการอบรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบปลูกพืชอย่างแม่นยำในโรงเรือนเพื่อปลูกผักและพรรณไม้น้ำที่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย” ที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายเกษตร สกว.

ปัจจุบันการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไฮโดรโพนิกส์” เป็นระบบการปลูกพืชประเภทหนึ่ง ที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งการปลูกเป็นการค้าในรูปแบบฟาร์มขนาดใหญ่ที่มีระบบโรงเรือนปิดที่ทันสมัย การปลูกเป็นฟาร์มขนาดกลางในโรงเรือนเปิดหรือกลางแจ้ง จนถึงการปลูกเพื่อการอุปโภคในครัวเรือน รศ.ดร.พรหมมาศ คูหากาญจน์ นักวิจัยจากคณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล. หัวหน้าโครงการวิจัย เผยถึงเหตุผลสำคัญที่ทำให้ระบบการปลูกพืชชนิดนี้มีการขยายตัวอย่างกว้างขวางว่า มีสาเหตุมาจาก 2 ภาคส่วนคือ 1.ผู้บริโภค พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันคำนึงสุขภาพเป็นสำคัญ จึงเลือกบริโภคผักที่มีราคาสูงกว่าแต่มีความปลอดภัยมากขึ้น 2.ผู้ผลิต ผู้ผลิตในปัจจุบันไม่อยากตกอยู่ในความเสี่ยง ที่การผลิต ที่ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน และเปิดใจรับเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ที่เป็นการทำเกษตรแบบแม่นยำมากขึ้น เพราะใช้ปัจจัยการผลิตได้คุ้มค่า เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดย วิธีการปลูกพืช แบบไฮโดรโพนิกส์ มีหลายแบบแต่ หัวใจสำคัญของการปลูกพืชวิธีนี้ คือ “สารละลายธาตุอาหาร” ซึ่งจะมีการคำนวณองค์ประกอบของแร่ธาตุในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของพืช

ด้าน รศ.ดร.อิทธิสุนทร นันทกิจ นักวิจัยจากชุดโครงการนี้ กล่าวว่า คณะนักวิจัย ได้ทดลองปลูกพืชที่โรงเรือนทดลองใน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยวิธี 4 ระบบปลูก คือ 1) การปลูกผักสลัดในระบบ NFT หรือ การปล่อยให้สารละลายธาตุอาหารไหลไปในรางปลูกที่มีความลึกประมาณ 0.5 ซม. 2) การปลูกผักไทยในระบบ DRFT (ระบบที่มีการทำงานเช่นเดียวกับระบบ NFT แต่ระดับน้ำที่ไหลผ่านรากพืชนั้นลึกมากกว่าระบบ NFT คือ มีความลึกอยู่ที่ประมาณ 1 – 10 ซม.) ในที่นี้ ทดลองปลูกคะน้า 3) การปลูกเมล่อนในวัสดุปลูก และ 4) การปลูกแปลงข้าวโพดในดิน โดยในแปลงทดลองนี้ มีการส่งต่อสารละลายธาตุอาหารจากแปลงผักสลัด ไปยังผักคะน้า และมีการส่งต่อไปยังแปลงเมลอนและข้าวโพด นับเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้น้ำและปุ๋ยเพิ่มขึ้น โดยการนำสารละลายธาตุอาหารที่ใช้แล้วในแต่ละระบบกลับมาใช้ซ้ำในระบบปลูกถัดไปจนกระทั่งถึงระบบปลูกสุดท้ายที่เป็นแปลงปลูกพืชในดิน

ทั้งนี้ตามปกติแล้วในระบบปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินแต่ละระบบ จะมีการหมุนเวียนนำสารละลายกลับไปใช้ใหม่ให้แก่ต้นพืช ซึ่งเป็นการใช้น้ำและปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการปลูกพืชในดินอยู่แล้ว ดังนั้นสารละลายธาตุอาหารจึงถูกนำไปให้แก่ต้นพืช โดยแต่ละขั้นตอนของการนำกลับไปใช้ ต้องมีกระบวนการจัดสารละลายธาตุอาหารอย่างเหมาะสม มีการคำนวณปรับสูตรอย่างแม่นยำเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพืช รวมไปถึงมีการออกแบบระบบให้ใช้สารละลายอย่างต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบปลูกหรือการจัดการอย่างแม่นยำโดยไม่เกิดการสูญเปล่า

ยูคาลิปตัส เป็นไม้โตเร็ว มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปออสเตรเลีย ปัจจุบัน ภาคเอกชนของไทยได้พัฒนาพันธุ์ออกมาให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันไป เช่น ทำเสาเข็ม นั่งร้านในการก่อสร้าง เพื่อผลิตเยื่อกระดาษ ทำโครงสร้างหลักของบรรจุภัณฑ์สำหรับขนส่งเครื่องจักรและสุขภัณฑ์ต่างๆ ที่สำคัญปรับปรุงพันธุ์สำหรับทำพื้นปาร์เก้ต์ของอาคารบ้านเรือนและสำนักงาน

ตัวชี้วัด ที่ช่วยในการตัดสินใจร่วมโครงการ อันดับแรก พื้นที่ใช้ปลูก ควรเป็นที่ว่างเปล่า ไม่มีการใช้ประโยชน์ใดๆ ดินขาดความอุดมสมบูรณ์และอยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำ และ

อันดับต่อไป เงื่อนไขที่ตกลงกัน ให้ศึกษาอย่างละเอียด ผมทราบมาว่า บริษัทจะจัดหาต้นพันธุ์ให้ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่มาให้คำแนะนำตลอดอายุการปลูก 1 รอบ เป็นเวลา 4 ปี จึงมีการตัดฟัน โดยบริษัทจะรับซื้อคืนทั้งหมด ในราคาที่ตกลงกันไว้ แล้วหักค่าใช้จ่ายทั้งราคาต้นกล้าและปัจจัยการผลิตอื่นๆ หากอยู่ในเงื่อนไขดังกล่าว ก็โอเค กล้วยน้ำว้าจัดเป็นกล้วยพื้นเมืองที่พบได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย โดยนิยมปลูกเพื่อรับประทานผลสุก ส่วนผลดิบจะนำมาแปรรูป และส่วนต่างๆนำมาใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะใบตองจะห่ออาหาร ปลีกล้วยและหยวกกล้วย ยังนำมาปรุงเป็นอาหารได้อีกด้วย

คุณอิทธิกร จันทร์น้อย หรือคุณนุ เจ้าของสวนกล้วยน้ำว้าพื้นที่กว่า 30 ไร่ ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา บอกว่า เหตุที่มาสนใจปลูกกล้วยเนื่องจาก มองว่า กล้วยน้ำว้า คือวัฒนธรรมของคนไทย ตั้งแต่เกิดจนตาย มีกล้วยน้ำว้าเข้ามาเกี่ยวข้องตลอดเวลา และที่สำคัญกล้วยน้ำว้าปลูกไม่ยาก ถ้ารู้วิธีจัดการ แถมปลูกครั้งหนึ่ง เก็บเกี่ยวได้ 4-5 ปี

และเหตุที่เลือก กล้วยน้ำว้าสายพันธุ์ ปากช่อง 50 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ผ่านการวิจัย มาจากสถานีวิจัยปากช่อง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน คือมีความโดดเด่นในเรื่องการให้ผลผลิต จำนวนหวีมากกว่า และผลใหญ่กว่า สายพันธุ์อื่น

การปลูกกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 สิ่งที่ต้องใส่ใจคือ การดูแลรักษา เนื่องจากกล้วยเป็นไม้ผลที่ตอบสนอง กับสภาพอากาศ ดิน และปุ๋ยเป็นอย่างมาก หากการดูแลรักษาไม่ดี ขาดน้ำ ขาดปุ๋ย หรือสภาพพื้นที่แห้งแล้งเกินไป ผลผลิตก็จะลดลง

“จริงๆ กล้วยน้ำว้าพันธุ์นี้ ปลูกได้ ปลูกได้ทุกที่ ทุกสภาพอากสาศ แต่การเจริญจะแตกต่างกัน อยู่ที่ดิน น้ำอากาศ

กล้วยพันธุ์นี้ชอบดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี ชอบร้อน ไม่ชอบหนาว ถ้าหนาวจะชะงักการเจริญเติบโต น้ำคือปัจัยหลัก เพราะในกล้วย 1 ต้น มีน้ำเป็นส่วนประกอบ 70-80 เปอร์เซ็นต์เข้าไปแล้ว”

สำหรับการปลูก ขุดกว้าง คูณยาว 50 คูณ 50 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 4 คูณ 4 เมตร เลือกหน่อที่มีใบดาบคือ ใบยังไม่คลี่ออกเต็มที่

กล้วยน้ำว้าปากช่อง50 ปลูกครั้งเดียวอยู่ได้ 4-5 ปี พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ 100 ต้น โดย 1 กอ จะปล่อยหน่อที่สมบูรณ์ไว้ประมาณ 5 หน่อต่อกอต่อปี

ส่วนการให้น้ำ และให้ปุ๋ย ถ้าเป็นช่วงหน้าฝน ก็ไม่ต้องให้ แต่ถ้าเป็นหน้าแล้ง ต้องให้ทุกวัน ถ้าดินชื้นดี ก็ทุกสัปดาห์ ส่วนปุ๋ให้ทุกเดือนเดือนละครั้งให้น้อยแต่ให้บ่อย มาถึงต้นทุนการผลิต ใน พื้นที่ 1 ไร่ ต้นทุน ค่าต้นพันธุ์ 5000 บาท ค่าเตรียมดิน 2000-3000 บาท ค่าระบบน้ำ 3000 บาท รวมแล้ว ค่าลงทุน ถ้าเป็นเลขกลมๆ ก็ราวๆ 10,000 บาทต่อไร่

คุณนุ บอกว่า ถ้าเราปลูกน้อย เราจะไม่มีข้อต่อรองกับแม่ค้า ถ้าปลูกเยอะจะมีพลังในการต่อรอง

สำหรับการเก็บเกี่ยวผลผลิต หลังจากที่ต้นกล้วยแทงปลีแล้ว 120 วัน ผลกล้วยจะแก่กำลังดี โดย 1 เครือ น้ำหนักเฉลี่ย 20 – 30 กิโลกรัม เครือละ 12-14 หวี ให้ผลต่อหวีประมาณ 16-18 ผล คุณนุ บอกว่า “ผลผลิตต่อปี ในหนึ่ง 1 กอ (5 ต้น) จะได้ 5 เครือ 1 เครือได้ 20 กก. ๆ ละ 17 บาท ราคานี้ยิ้มเลย” ส่วนใบกล้วย คุณนุ ไม่ได้ขาย โดยให้เหตุผลว่า ถ้าขายใบ แม่ค้าจะตัดใบจนโกร๋น ทำให้ต้นไม่สมบูรณ์ ไม่มีใบสังเคราะห์แสง แต่ก็ต้องตกแต่งใบออกทุกเดือน

“เราขายหน่อโดยเน้นให้ เกษตรกรมาดูที่สวนโดยตรง ให้มาดูการจัดการของเรา และเรารับประกันว่า หน่อกล้วยของเราจะไม่มีโรคติดไป” เนื่องจากปัจจุบันกระแสกล้วยกำลังมาแรงและเป็นที่นิยมจึงมีคำถามว่าถ้าปลูกแล้วจะขายที่ไหนหรือทำตลาดอย่างไร

คุณนุ บอกว่า “การทำการตลาด ทุกวันนี้ง่าย มีโลกโซเชียลในเมือ มีเพจคนรักกล้วย ซึ่งมีทั้งแม่ค้าและเกษตรกร รวมตัวกันอยู่เป็นหมื่นคน อีกทั้งเราต้องไปสอบถามในตลาดใหญ่ๆ อย่างตลาดไท ตลาดปากช่อง อะไรพวกนี้ แต่บอกเลยช่วงนี้ ขอให้มีเถอะ ขายได้หมด” คุณนุ แนะนำสำหรับคนที่สนใจ ว่า “นอกจากเงินทุนแล้ว ต้องมีเวลา และสภาพดินดี ถ้าดินไม่ดี น้ำไม่มี อย่าปลูกเลยเสียเวลา ส่วนใครที่ทำงานออฟฟิศก็ปลูกได้ เสาร์อาทิตย์ก็ไปดูแล ปลูกกล้วย นี่ไม่กล้วยสมชื่อนะครับ ต้องดูแลเค้า”

ที่ผ่านมา เกษตรกรส่วนใหญ่รู้จักและคุ้นเคยกับการปลูกพืชไร่ทางเลือกหลักเพียง 3 ชนิด คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และอ้อย ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่จะใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ส่วนมันสำปะหลัง นำไปผลิตเป็นแป้งมัน เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ และส่งออกเป็นบางส่วน สำหรับอ้อยนำไปผลิตเป็นน้ำตาลสูงได้ถึง 11.3 ล้านตัน และใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ประมาณ 2.5 ล้านตัน ส่วนที่เหลือถูกส่งออกไปขายต่างประเทศ

ปัจจุบัน เมืองไทยมีพืชไร่ตัวเลือกใหม่ คือ “หญ้าเนเปียร์” ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองของหลายฝ่ายว่า หญ้าเนเปียร์ น่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่สร้างความร่ำรวยให้แก่เกษตรกรไทยได้ในอนาคต เพราะเกษตรกรสามารถขายหญ้าเนเปียร์ได้ถึง 2 ช่องทาง คือเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ในกลุ่มสัตว์บก สัตว์ปีก สัตว์น้ำ ได้แล้ว ยังใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมพลังงานได้อีก โดยใช้หญ้าเนเปียร์หมักร่วมกับมูลสัตว์ ทำให้เกิด “พลังงานชีวภาพ” นำไปใช้เป็นก๊าซหุงต้ม และผลิตกระแสไฟฟ้า

โอกาสทางการตลาด ของ “หญ้าเนเปียร์”

เมื่อเร็วๆ นี้ สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ร่วมกับสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย และอิมแพค เมืองทองธานี จัดเสวนาเกี่ยวกับศักยภาพการตลาดของหญ้าเนเปียร์ โดยเชิญตัวแทนเกษตรกร ได้แก่ คุณสันติ เรืองทวีผล คุณอนันต์ พานิชสมัย และกลุ่มนักวิชาการ ได้แก่ คุณสรยุทธ วินิจฉัย และ ดร. ไกรลาศ เขียวทอง นักวิชาการกรมปศุสัตว์ ซึ่งเป็นผู้วิจัยหญ้าสายพันธุ์เนเปียร์ ปากช่อง 1 มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับหญ้าเนเปียร์หลากหลายแง่มุม เพื่อให้เกษตรกรไทยได้รู้จักกับพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่นี้มากขึ้น

คุณสันติ เรืองทวีผล เจ้าของกิจการ “สันติฟาร์ม” ฟาร์มบราห์มันมาตรฐานของเมืองโคราช ตั้งอยู่ เลขที่ 197/1 หมู่ที่ 3 ตำบลลาดบัวขาว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา 30340 โทร. (081) 955-3549 การันตีว่า หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ปลูกดูแลง่าย เพราะเป็นหญ้าลูกผสมที่เกิดจากการคัดเลือก ปรับปรุงพันธุ์จากสถาบันวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง จนได้สายพันธุ์หญ้าลูกผสม ที่มีอัตราการเจริญเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตสูง ตอบสนองต่อการให้น้ำและปุ๋ย เหมาะสำหรับการปลูกเพื่อตัดสดเลี้ยงโค กระบือ

คุณอนันต์ พานิชสมัย เกษตรกรที่ร่ำรวยจากการปลูก “หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1” ในพื้นที่อำเภอปากช่อง กล่าวว่า ผมได้สายพันธุ์หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 มาจาก ดร. ไกรลาศ ผมเชื่อว่า หญ้าเนเปียร์ มีคุณภาพดีที่สุดในโลก เพราะหญ้าชนิดนี้ไม่ได้เป็นแค่อาหารเลี้ยงโคเท่านั้น สามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ได้หลายชนิด เช่น โคนม โคเนื้อ ประมง ไก่ สุกร ฯลฯ ที่ผ่านมา ซีพี เลี้ยงห่าน ในอำเภอโชคชัย 4,000 ตัว ก็ใช้หญ้าเนเปียร์เป็นอาหารเลี้ยงห่าน โดยนำหญ้าเนเปียร์บดผสมกับรำข้าว เมนูนี้ห่านชอบมาก แถมเติบโตเร็วอีกต่างหาก เพราะหญ้าเนเปียร์มีวิตามินที่เป็นประโยชน์หลายชนิด

โดยทั่วไป หญ้าเนเปียร์ ขายในราคากิโลกรัมละ 1.60 บาท แต่ฤดูแล้งปีนี้ รัฐบาลห้ามปลูกข้าวนาปรัง ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนฟางก้อนสำหรับใช้เลี้ยงสัตว์ ผมสามารถขายหญ้าเนเปียร์ได้ราคาสูงกว่า 2 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนช่วงฤดูฝน ฟาร์มปศุสัตว์ส่วนใหญ่นิยมใช้หญ้าสดตามธรรมชาติเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์แทน ทำให้ตลาดมีความต้องการใช้หญ้าเนเปียร์น้อยลง ผมก็หันมาผลิตหญ้าเนเปียร์ส่งขายโรงไฟฟ้าชีวมวล ในเครือกิจการดับเบิ้ลเอ ที่ตั้งอยู่ในอำเภอโชคชัย ในราคา ตันละ 700 บาท

คุณอนันต์ แนะนำว่า หากใครมีทำเลที่ตั้งแปลงปลูกหญ้าอยู่ใกล้กับแหล่งเลี้ยงโคนม สหกรณ์โคเนื้อ ฯลฯ ควรปลูกหญ้าเนเปียร์ต้นอ่อน ส่งขายให้กับฟาร์มปศุสัตว์ในท้องถิ่น นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถปลูกหญ้าเนเปียร์ป้อนโรงไฟฟ้าชีวภาพ โรงไฟฟ้าชีวมวล ได้ตลอดทั้งปี ทั้งนี้ควรเน้นตัดหญ้าต้นแก่ เพื่อป้อนขายโรงงาน ในราคาเฉลี่ยขั้นต้น ไม่ต่ำกว่า ตันละ 700 บาท

“หญ้าเนเปียร์” ปลูกดูแลง่าย

ที่ผ่านมา บริษัท คอร์นโปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด UFABET และศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นครราชสีมา ตั้งอยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ได้ร่วมกันศึกษา วิจัย และพัฒนาการผลิตและใช้ประโยชน์หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 พบว่า การใช้น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปมันสำปะหลัง มาผลิตหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง ในการผลิตพืชอาหารสัตว์ และการลดมลภาวะ

ลักษณะทั่วไปของหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เป็นพันธุ์หญ้าอาหารสัตว์ที่มีอายุหลายปี ทรงต้นเป็นกอตั้งตรง สูงประมาณ 2-4 เมตร แตกกอดี มีระบบรากแข็งแรง ชอบดินที่มีการน้ำระบายน้ำดี มีความอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตสูง สัตว์ชอบกิน มีคุณค่าทางอาหารสูง โปรตีนหยาบ ประมาณ 10-12% ที่อายุการตัด 60 วัน และทำหญ้าหมักได้ดี ขยายพันธุ์โดยใช้ท่อนพันธุ์ เป็นหญ้าที่ไม่ติดเมล็ด จึงไม่เสี่ยงต่อการเป็นวัชพืช

ตรงนี้ชี้ให้เห็น 2 เรื่อง คือ อย่างแรกความเป็นจุดแข็งของไทย

ที่ปลูกไผ่ขึ้นเป็นกอ แต่ละกอมีจำนวนร้อยลำ ดังนั้น ถ้าเปรียบเทียบผลผลิตต่อไร่แล้ว ไทยได้เปรียบกว่าจีนมาก เรื่องถัดไปเกี่ยวกับสภาพอากาศเนื่องจากที่จีนมีอากาศหนาวเย็นมากกว่าฤดูอื่น ฉะนั้น จึงเป็นอุปสรรคต่อการแตกหน่อ อีกทั้งคุณภาพเนื้อไม้ถ้าเจออากาศหนาวแล้วจะแข็งตัวช้า ซึ่งกว่าจะนำมาใช้ประโยชน์ในด้านการแปรรูปก่อสร้างต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี

ด้วยเหตุนี้จึงมองเห็นจุดแข็งของบ้านเราทันทีว่าสภาพอากาศที่ร้อนทำให้สามารถนำไผ่มาแปรรูปเพียง 2 ปีเท่านั้น ดังนั้น สรุปถ้าปลูกเพื่อแข่งขันแล้วเจอ 2 ประเด็นนี้ เข้าไปจีนสู้บ้านเราไม่ได้แน่

มีโอกาสไปร่วมงานเสวนากับหลายชาติที่เป็นสมาชิกปลูกไผ่ และได้เข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์พบว่าความจริงในโลกนี้มีองค์กรที่ปลูกไผ่และมีสมาชิกจำนวนมาก ยกเว้นไทย พอไม่ได้เป็นสมาชิกก็เลยอดรับรู้ข่าวสารความเคลื่อนไหวต่างๆ ในกิจกรรมไผ่ ฉะนั้น จึงถือว่าบ้านเราขาดโอกาสดีๆ ในเรื่องไผ่ไปอย่างมากในระหว่างประเทศด้วยกัน

ที่มณฑลเจ๋อเจียง สมัยก่อนภูเขาก็มีลักษณะหัวโล้นแบบบ้านเราเช่นกัน เพราะถูกตัดไม้ทำลายป่าจนแทบไม่เหลืออะไร แต่ตอนนี้กลับมาเป็นป่าไผ่ทุกลูกเต็มพื้นที่ไปหมด เพียง 5 ปี สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้แล้ว ขณะเดียวกัน ทางจีนได้มอบหมายให้ชาวบ้านกำหนดพื้นที่แต่ละโซนเพื่อให้ดูแลรับผิดชอบการปลูกไผ่เพียงอย่างเดียว

พอถึงเวลาตัดได้ลำเลียงลงมายังพื้นที่ด้านล่างเพื่อป้อนเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาล ซึ่งการแปรรูปไผ่ทางจีนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ทุกส่วน ตั้งแต่รากไปยังยอด ด้วยเหตุนี้ทางมณฑลนี้จึงมีโรงงานแปรรูปไผ่จำนวน 2,500 แห่ง เพื่อจัดการแปรรูปทุกส่วนโดยไม่มีการทิ้ง

จึงเห็นว่าต่างจากบ้านเราตรงที่ต่างคนต่างทำ ผลที่เกิดขึ้นเช่นนี้ทำให้แต่เดิมชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในมณฑลนี้มีความยากจน แต่ตอนนี้ทุกครัวเรือนมีฐานะดี มีความสบาย อีกทั้งป่าไผ่ของมณฑลนี้ต้องบอกว่าปลูกทุกพื้นที่ ทุกแห่ง ขนาดนั่งรถเที่ยวชมรอบมณฑลหลับไป 3 ชั่วโมง ตื่นขึ้นมายังพบแต่ป่าไผ่ อย่างไรก็ตาม ในปี 2009 มณฑลนี้ปลูกไผ่เนื้อที่ประมาณ 30 ล้านไร่ จนถึงปีนี้ 2016 นับเป็นเวลาผ่านมาแล้วประมาณกว่า 16 ปี ลองคิดดูว่าน่าจะมีไผ่ในมณฑลนี้สักเท่าไร

ระบบการทำงานถูกจัดแบ่งเป็นขั้นตอนอย่างชัดเจน พร้อมกับกำหนดผู้รับผิดชอบ ทั้งนี้ เกษตรกรที่ปลูกมีหน้าที่ตัดไผ่ลำเลียงลงมาเพื่อส่งเข้าโรงงานเท่านั้น จบแล้วรับเงินทันที จากนั้นเป็นหน้าที่ของโรงงานที่จะแปรรูปไม้ตามคำสั่ง โดยแต่ละโรงงานจะมีหน้าที่ความรับผิดชอบต่างกัน มิได้แปรรูปจนเสร็จ กระทั่งในขั้นตอนสุดท้ายจะมีเอกชนที่ได้รับสิทธิ์จากรัฐบาลเข้าไปรับซื้อเพื่อจัดส่งไปขายทั่วโลก เมื่อมองอย่างนี้แล้วจึงเห็นเป็นภาพว่ามีการรับผิดชอบกันเป็นช่วง เป็นตอนอย่างชัดเจน

คราวนี้มาดูมุมมองของจีนกับต้นไผ่ 1 ต้น ว่าเขาคิดอย่างไร เขาคิดว่าต้องใช้ทุกส่วนของต้นให้คุ้มค่า ใช้ทุกอย่างไม่มีหลงเหลือหรือทิ้งเศษอะไรเลย เพราะเขามองว่าทุกอย่างแปรสภาพเป็นเงินได้หมด แม้กระทั่งโคนที่อยู่ล่างสุดยังนำไปเผาถ่าน ได้น้ำส้มควันไม้ เป็นถ่านที่มีคุณภาพ

ดังนั้น บ้านทั้งหลังสามารถทำขึ้นจากไผ่ได้ เพราะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถผ่าไม้เป็นแผ่นนำมาแช่น้ำยา ผ่าเป็นชิ้นแล้วอัดกาวทำเป็นผลิตภัณฑ์อะไรได้หมด ใช้แทนไม้อื่นๆ ได้เหมือนกัน นำมาทำเป็นโต๊ะ เก้าอี้ เป็นไม้พื้น พนังบ้าน ได้หมด

ส่วนการจักสานทางจีนทำเช่นกัน แต่ต่างจากบ้านเราตรงที่ทางจีนจะใช้ส่วนที่ไม่เกิดประโยชน์มาทำเครื่องจักสาน แต่บ้านเราทำตรงกันข้ามด้วยการตัดไม้ไผ่มาจักสานโดยตรงทันที

นอกจากนั้นแล้ว ยังนำผงไผ่ที่เกิดขึ้นจากการตัดมาทำเป็นเชื้อเพลิง อีกทั้งบางส่วนของผงไผ่ยังสามารถนำไปอัดเป็นไม้ และสุดท้ายยังนำไปทำเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลได้ด้วย ทั้งหมดนี้จึงเห็นแล้วว่าประเทศจีนมีการวางแผนกำหนดกรอบการนำไผ่มาใช้ประโยชน์อย่างชัดเจน แล้วนำมาใช้ได้ทุกส่วนด้วย

ภายหลังที่ผมได้เห็นความก้าวหน้าและศักยภาพของไผ่ จึงเกิดแนวคิดจับส่วนที่เป็นใบไผ่มาเป็นธุรกิจ ซึ่งใบไผ่นี้ทางจีนส่งให้ญี่ปุ่นนำไปทำยา เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงเกิดเป็นแนวคิดที่จะนำมาทำเป็นเครื่องดื่มใบชา เพราะรู้ว่าแม้ญี่ปุ่นยังใช้ทำยา แล้วหากนำใบไผ่ไปผลิตเป็นน้ำดูจะเป็นของใกล้ตัวกว่า หรือถ้าต้องการปรับไปเป็นเครื่องสำอางก็ย่อมได้ จึงมองว่ามีทางเลือกหลายทาง ดังนั้น ทุกท่านที่นั่งร่วมงานในครั้งนี้เมื่อเห็นภาพที่ปรากฏบนจอฉายก็อาจจะเกิดแรงบันดาลใจว่าต้องการทำอะไรสักอย่างจากไผ่

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมไผ่ในจีนมิได้หยุดนิ่ง แต่มีการคิดค้นพัฒนาไปตลอดเวลา จึงพบว่าจีนมีงานวิจัยเรื่องไผ่มาก และมีก่อนบ้านเราถึง 35 ปี มีการจัดตั้งเป็นสถาบันไผ่และเก็บงานวิจัยดีๆ ไว้มากมาย ซึ่งงานวิจัยเหล่านั้นผมได้จับเรื่องน้ำใบไผ่มาอย่างเดียว เพราะเมื่อตรวจสอบในบ้านเราแล้วไม่พบงานวิจัยชิ้นนี้เลย

เมื่อกลับมามองไผ่ในบ้านเราแล้วสิ่งที่หลายคนคงไม่ปฏิเสธคือ ปลูกไผ่แล้วมักชอบขายหน่อ พอเช้าช่วงหน้าฝน หน่อออกเต็มไปหมด เมื่อล้นตลาดก็ลดราคาแข่งกัน แต่เมื่อถึงช่วงราคาแพงกลับหาหน่อยาก ทำไมจึงไม่มีใครคิดจะสร้างมูลค่าของหน่อให้มีมากกว่าการขายสด

อย่างถ้าลองนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปอย่างอื่น เช่น อบหรือทำให้กรอบ ทำไมไม่มีใครคิดต่อยอดกันบ้าง หรือเป็นเพราะทุกคนมองเรื่องทุนก่อน แต่สำหรับผมการที่ได้ก้าวมาถึงจุดนี้ได้ใช้เงินเริ่มต้นเพียงหมื่นบาท ดังนั้น เรื่องทุนจึงไม่ใช่ข้อจำกัด แต่หลักใหญ่อยู่ที่วิธีคิด วิธีหามุมมอง หาเหลี่ยม เพราะถ้าคุณคิดได้ คิดก่อน โอกาสจะมาถึงทันที

การศึกษาหาความรู้เรื่องไผ่ของผมถือเป็นงานอดิเรกที่ให้ความสุข เพราะชอบมาก แล้วมักใช้เวลานอกเหนือจากงานประจำ จึงมีเนื้อที่สำหรับปลูกไผ่ไว้จำนวน 200 ไร่

คราวนี้มาคุยเรื่องธุรกิจการผลิตน้ำไผ่ และผลิตภัณฑ์นี้มีประโยชน์อะไรซ่อนอยู่มากมาย ส่วนแรงบันดาลใจนั้นเกิดขึ้นจากเมื่อคราวที่เห็นนักวิ่งถือขวดน้ำไผ่ดื่ม จึงกลับมาคิดว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น แล้วการดื่มน้ำไผ่หมายถึงอะไร

ได้ลองไปเปิดข้อมูลเพื่อให้หายสงสัยแล้วพบว่าในยูทูบมีเรื่องราวการเจาะต้นไผ่เพื่อใช้น้ำ แล้วหลายคนแสวงหาการเจาะที่ถูกต้องกันเป็นจำนวนมาก ผมก็เลยลองบ้าง ซึ่งก็ได้ผลดี และได้น้ำไผ่ปริมาณ 10 ลิตร/วัน/กอ ตัวเลขขนาดนี้ถ้าทำเชิงการค้าคงรวยไปแล้ว

ขออธิบายรายละเอียดการเจาะหาน้ำจากต้นไผ่ว่าต้องเจาะที่ข้อ โดยใช้สว่าน เมื่อเจาะแล้วต้องใช้หลอดดูดน้ำออกมาเพื่อความสะอาดและปลอดภัย เหตุผลที่มีการเจาะหาน้ำไผ่จากต้นเพราะกระแสดีท็อกซ์ แต่หลังจากได้นำไปวิเคราะห์ในห้องแล็บแล้วพบว่ามีเชื้อโรคหลายชนิดที่สุ่มเสี่ยงกับชีวิต ซึ่งกว่าผมจะรู้ผลว่ามีอันตรายก็หมดเงินไปมากอยู่ ดังนั้น ขอแนะนำว่าถ้าสนใจต้องศึกษาให้รอบคอบในทุกด้านเพราะมีอันตราย

จากนั้นเลยเบนเข็มมาที่ใบไผ่เพราะพบว่ามีสารที่ชื่อฟลาโวนอยด์ จากนั้นจึงนำใบไผ่พันธุ์ต่างๆ ไปทดสอบหาค่าฟลาโวนอยด์ แล้วพบว่าซางหม่นมีมากที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ซางหม่นทุกชนิด แต่มีเพียงซางหม่นนวลราชินีเท่านั้นที่มีมากที่สุด อีกทั้งเมื่อนำไปเข้ากระบวนการฆ่าเชื้อหรือผ่านความร้อน สารชนิดนี้ก็ยังคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ อีกทั้งที่โรงงานผลิตด้วยเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีทันสมัยจากอเมริกา

ขณะเดียวกัน ได้ไปพบเรื่องน้ำใบไผ่จากนิตยสารไทม์ของอเมริกา ฉบับเดือนกันยายน 2558 เป็นการโปรโมตน้ำใบไผ่ ดังนั้น ในบ้านเราก็น่าจะโปรโมตด้วยเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม เชื่อแน่ว่าทุกท่านที่มาร่วมงานคงอยากมีผลิตภัณฑ์น้ำใบไผ่ขวดสวยๆ เช่นนี้บ้าง

แต่ถ้าเป็นความเห็นของผมคิดว่าถ้าเป็นการร่วมมือกันทำขึ้นมาจะดีกว่า ทั้งนี้ ถ้าหากสินค้าเริ่มติดตลาดแล้วได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเป็นเรื่องวัตถุดิบที่นำมาผลิต ดังนั้น หากทุกท่านปลูกไผ่มาขายให้ผมแทนการที่ท่านจะไปทำเองทั้งหมด โดยผมรับซื้อใบไผ่แห้งกิโลกรัมละ 200 บาท แล้วถ้าเป็นใบสดกิโลกรัมละ 40 บาท

“ผมมองว่าถ้าทุกคนหวังที่จะผลิตเป็นน้ำขวดขายกันทุกราย แล้วในอนาคตจำนวนน้ำไผ่ในท้องตลาดมีล้น ถ้าเป็นเช่นนั้นทุกคนต้องกอดคอกันตายอย่างเดียวเหมือนกับหลายอย่างที่ผ่านมา จึงอยากฝากว่ามาช่วยกันดีกว่า อย่าต่างคนต่างทำเลยมันเสี่ยง” คุณประสาน กล่าว

เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่สามารถนำใบไผ่มาผลิตเป็นเครื่องดื่มได้ แล้วถ้าท่านได้ติดตามอ่านในอีกหลายตอนจะพบว่าคุณประโยชน์จากต้นไผ่ยังมีมากมายที่สามารถสร้างเป็นเงินให้กับพวกเราได้

พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่ทั้งหมด ประมาณ 1.9 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ พื้นที่ทั้งหมดของอำเภอปากพนัง อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอหัวไทร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอชะอวด อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอจุฬาภรณ์ อำเภอพระพรหม รวมถึงพื้นที่บางส่วนของอำเภอเมือง และอำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช บางส่วนของอำเภอควนขนุน อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง และบางส่วนของอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา

ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา สวนไม้ผล สวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน ประมง เลี้ยงกุ้งทะเล รับจ้าง เป็นต้น

ในอดีตพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเป็น “เมืองอู่ข้าวอู่น้ำ” ที่สำคัญของภาคใต้ ที่สามารถผลิตข้าวส่งออกไปขายต่างประเทศจนมีฐานะเศรษฐกิจที่รุ่งเรือง ประชาชนมีความกินดีอยู่ดี ดังปรากฏหลักฐาน “โรงสีไฟ”

เมื่อเวลาผ่านไป ประชากรเพิ่มมากขึ้น “ลุ่มน้ำปากพนัง“ ที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับมีปัญหา ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ รวมถึงการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ทำให้พื้นที่ในเขตลุ่มน้ำปากพนังมีสภาพและสภาวะแวดล้อมแตกต่างไปจากเดิม ก่อให้เกิดปัญหาอันเนื่องมาจากน้ำหลายประการด้วยกัน คือ

หนึ่ง ปัญหาน้ำท่วม ช่วงฤดูฝนของทุกปี (ตุลาคม-ธันวาคม) เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นที่ราบท้องกระทะ มีระดับใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเล การระบายน้ำออกมีน้อย และสิ่งก่อสร้างกีดขวางทางน้ำเพิ่มขึ้นทุกปี

สอง ปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง เนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำที่จะกักเก็บน้ำต้นทุนอย่างพอเพียง ประกอบกับความต้องการน้ำจืดมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ทำให้ปัญหาการขาดแคลนน้ำจืดทวีความรุนแรงขึ้นโดยลำดับ

สาม ปัญหาน้ำเค็มรุกตัวแพร่กระจายในพื้นที่เป็นบริเวณกว้างขึ้น ลึกเข้าไปในแม่น้ำปากพนังมากกว่า 100 กิโลเมตร ในช่วงฤดูแล้ง เนื่องจากท้องแม่น้ำมีความลาดชันน้อยมาก ขาดแคลนน้ำจืดที่จะใช้ผลักดันน้ำทะเลน้อยลงทุกปี จากการพื้นที่ต้นน้ำใช้น้ำปริมาณเพิ่มมากขึ้น ทำให้น้ำในแม่น้ำลำคลองในพื้นที่มีความเค็ม ไม่สามารถใช้อุปโภคบริโภคได้นานถึง 9 เดือน ต่อปี (มกราคม-กันยายน)

สี่ ปัญหาน้ำเปรี้ยว ในพื้นที่ตอนกลางของพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังมีสภาพลุ่มต่ำ น้ำท่วมขังตลอดปี คือ พรุควนเคร็ง พรุคลองฆ้อง สภาพดินเป็นดินพรุมีสารประกอบไพไรต์ตกตะกอนอยู่ เมื่อระดับน้ำลดลงจนชั้นไพไรต์สัมผัสกับอากาศจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาเคมี ทำให้ดินมีสภาพเป็นกรดและน้ำเปรี้ยว ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในลำน้ำ ไม่สามารถใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรกรรมได้

ห้า ปัญหาน้ำเสียจากแหล่งชุมชน นากุ้ง การทำการเกษตรกรรม

หก ปัญหาดินมีปัญหาต่อการทำการเกษตร พื้นที่ ประมาณ 593,531 ไร่ ได้แก่ ดินเปรี้ยวจัด พื้นที่ 202,731 ไร่ ดินกรวดลูกรังและดินตื้น พื้นที่ 147,144 ไร่ ดินอินทรีย์หรือดินพรุ พื้นที่ 99,341 ไร่ ดินเค็ม พื้นที่ 86,531 ไร่ และดินทรายจัด พื้นที่ 57,784 ไร่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นความทุกข์ยากเดือดร้อนของราษฎรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากปัญหาดังกล่าว จึงได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหา และพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง เพื่อช่วยเหลือราษฎรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และช่วยพลิกฟื้นความอุดมสมบูรณ์ให้กลับคืนสู่ลุ่มน้ำปากพนังดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา

โดยได้พระราชทานพระราชดำริครั้งแรก เมื่อ วันที่ 13 กันยายน 2521 ณ ที่ประทับแรมโรงปูนซีเมนต์ทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช และได้ทรงใส่พระราชหฤทัยในการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชดำริแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังมาแล้ว จำนวน 13 ครั้ง สามารถสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

หนึ่ง ให้ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแก้ไขปัญหาด้านปริมาณและคุณภาพน้ำ โดยก่อสร้างประตูอุทกวิภาชประสิทธิ เป็นจุดเริ่มต้น จากนั้นให้ก่อสร้างประตูระบายน้ำ และระบบส่งน้ำ ระบบระบายน้ำ และระบบกักเก็บน้ำอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์ตามศักยภาพของพื้นที่ และแบ่งเขตที่ดินที่ต้องการใช้คุณภาพน้ำแตกต่างกัน (แยกน้ำจืด-น้ำเค็ม)

สอง ให้รักษาฟื้นฟูพัฒนาสิ่งแวดล้อม และพัฒนาอาชีพส่งเสริมรายได้ให้แก่ราษฎรในพื้นที่ควบคู่กันไปอย่างครบวงจร

สาม เพื่อความอยู่ดีกินดีของราษฎรในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน บนฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สมดุล

จากพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากแก่ประชาชนในพื้นที่ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้ร่วมกันดำเนินการแก้ไข และบรรเทาปัญหาของพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ภายใต้ “โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ”

“โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ได้เริ่มต้นตั้งแต่ ปี 2538 เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ด้วยพระเมตตาที่ทรงมีต่อปวงพสกนิกร ในวันนี้ทุกข์เข็ญที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เจือจางหายไปสิ้น ความอุดมสมบูรณ์ได้กลับคืนมาสู่แม่น้ำปากพนังอีกครั้ง ทุกผู้ทุกนามในพื้นที่แห่งนี้สามารถสร้างชีวิตและฐานะที่ดีขึ้นกันถ้วนหน้าอย่างยั่งยืน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามประตูระบายน้ำปากพนังว่า “อุทกวิภาชประสิทธิ” เมื่อ วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2542

“อุทกวิภาชประสิทธิ” เป็นนามพระราชทานที่เป็นมงคลยิ่ง มีความหมายถึง ความสามารถแบ่งแยกน้ำจืด น้ำเค็ม ได้สำเร็จ

นั่นคือ มีการบริหารจัดการอย่างสมดุล ปิดกั้นน้ำเค็มไม่ให้รุกเข้าไปในลำน้ำ กักเก็บน้ำจืดไว้ใช้ดำรงชีพ ซึ่งจะเป็นบทเริ่มต้นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน และเอื้ออำนวยให้การใช้ทรัพยากรธรรมชาติในลุ่มน้ำปากพนังเป็นไปอย่างยั่งยืน

“ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ” อันเป็นปฐมบทของโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้เริ่มทำหน้าที่ไปแล้ว ตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2542 มีความสามารถเก็บกักน้ำจืดเหนือประตูระบายน้ำ ได้ 72 ล้านลูกบาศก์เมตร มี 10 ช่องบานระบาย และมีประสิทธิภาพในการระบายน้ำ ในอัตรา 1,246 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที

โดยมีการบริหารจัดการอย่างผสมผสาน ทั้งหลักวิชาการ และเทคโนโลยีการจัดการน้ำของกรมชลประทาน ผนวกกับการมีส่วนร่วมขององค์กรท้องถิ่น ในรูปของคณะกรรมการ เปิด-ปิด ประตูระบายน้ำ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่คนและสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอย่างสมบูรณ์

เป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว ที่คนไทยรู้จัก “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” พระราชทานเป็นแนวทางในการนำพาประเทศไทยให้ข้ามพ้นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2540 หรือ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” จนหลายภาคส่วนน้อมนำหลักปรัชญานี้ไปเป็นแนวทางปฏิบัติ

จวบจนวันนี้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการนำไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งในภาคเกษตรกรรม ธุรกิจ การจัดการทางเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม และสถานศึกษา จนประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนในประเทศไทยในมิติต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ได้นำหลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาประยุกต์ใช้ในวงกว้าง

นายจิรายุเล่าถึงที่มาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงครั้งแรกเมื่อปี 2517 คนไทยให้ความสนใจมาก คือ เมื่อปี 2540 เพราะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ก่อนเกิดต้มยำกุ้ง พระองค์เคยรับสั่งว่าเราอย่าเป็นเสือกันเลย ไปพัฒนาเศรษฐกิจให้ทุกคนยกระดับขึ้นมา กระทั่ง 2540 เศรษฐกิจล่มสลาย พระองค์รับสั่งแนะนำว่า อย่าไปทำแบบไม่ยั่งยืน มาสร้างพื้นฐานให้คนทั่วๆ ไปได้มีความอยู่ดีกินดีตามอัตภาพเสียก่อน แล้วค่อยไปสร้างบนพื้นฐานที่มั่นคง ประเทศจะเจริญเติบโต ไม่ล้มครืนลงมาระหว่างที่ฐานไม่ดี”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเปรียบเทียบ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เหมือน “เสาเข็ม”

“พระองค์รับสั่งว่า บ้านเรือน ถ้าจะให้มั่นคงต้องมีเสาเข็ม แต่เสาเข็มอยู่ใต้ดิน เพราะฉะนั้นไม่มีใครเห็น จะลืมเกี่ยวกับบทบาทของเสาเข็ม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็เหมือนเสาเข็ม ที่เป็นรากฐานแห่งความมั่นคง แต่มองไม่เห็น ถ้าพื้นฐานคนไม่มีความอยู่ดีกินดีตามอัตภาพแล้ว ไปสร้างอะไรที่ใหญ่โตบนสิ่งที่ไม่มีพื้นฐานที่มั่นคง จะล้มลงมาง่าย” นายจิรายุกล่าว และว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมี 3 ข้อคือ พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน บวก 2 เงื่อนไข คือ ความรู้คู่คุณธรรม

“สิ่งที่จะมาลดความเสี่ยง ทำให้รากฐานมั่นคง ไม่ล้มลงง่าย คือ การมีความคิดแบบพอเพียง ไม่โลภ และมีความรู้คู่คุณธรรม ความรู้แบ่งได้เป็น 3 อย่างคือ 1.ความรู้ของชาวบ้าน หรือปราชญ์ชาวบ้าน 2.ความรู้จากศาสตร์พระราชา ตามโครงการพระราชดำริต่างๆ หรือตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3.ความรู้ใหม่ๆ ซึ่งเราไม่ปฏิเสธที่จะใฝ่รู้ และอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ผู้นำที่มีคุณธรรม ถ้ามีครบทั้งหมดนี้จะประสบความสำเร็จในการพัฒนาที่ยั่งยืน” นายจิรายุย้ำ

ไม่เพียงเท่านั้น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงยังได้รับการ “ยอมรับ” จากนานาชาติอย่างกว้างขวาง โดยเมื่อปี 2549 “สหประชาชาติ” หรือ ยูเอ็น โดย นายโคฟี อันนัน ในฐานะเลขาธิการสหประชาชาติ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม โดยกล่าวในโอกาสทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลว่า

“หากการพัฒนาคนหมายถึงการให้ความสำคัญประชาชนเป็นลำดับแรก ไม่มีสิ่งอื่นใดแล้วที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการพัฒนาคน ภายใต้แนวทางการพัฒนาคนขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงอุทิศพระวรกาย ทรงงานโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ไม่เลือกเชื้อชาติ วรรณะ และศาสนา ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนา ด้วยพระปรีชาสามารถในการเป็นนักคิดของพระองค์ ทำให้นานาประเทศตื่นตัวภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง การเดินสายกลาง รางวัลความสำเร็จสูงสุดครั้งนี้ เป็นการจุดประกายแนวคิดการพัฒนาแบบใหม่สู่นานาประเทศ”

จึงเป็นที่มาของหนังสือ “แนวคิดของความพอเพียง : ของขวัญจากประเทศไทยแด่โลกที่ไม่ยั่งยืน” (Sufficiency Thinking : Thailand”s gift to an unsustainable world) ภาคภาษาอังกฤษ ได้โปรเฟสเซอร์ระดับโลกอย่าง

ศ.ดร.แกลย์ ซี เอเวอรี ผู้บุกเบิกในแวดวงวิชาการด้านภาวะผู้นำแบบพอเพียง เป็นที่ยอมรับทั้งในเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ และออสเตรเลีย เป็นบรรณาธิการ

เนื้อหาในหนังสือ ศ.ดร.เอเวอรีได้เกริ่นไว้อย่างน่าสนใจว่า “Thailand : An unexpected role model” หมายถึง “ประเทศไทย : แบบอย่างที่เหนือความคาดหมาย”

ณ วันนี้ นายจิรายุบอกว่า ความรู้จักกับคำว่า “พอเพียง” ของคนไทยยังอยู่ในระดับสมอง แต่ยังไม่เข้า “สายเลือด” หรือ “ดีเอ็นเอ” “เพราะถ้าเข้าดีเอ็นเอ จะต้องปฏิเสธการซื้อหรืออะไรที่ฟุ่มเฟือยเกินไป เวลาเกิดความโลภขึ้นมา ต้องสกัดได้ โดยไม่จำเป็นต้องเอาสมองไปตัด แต่ผมเชื่อว่า ต่อไปจะเป็นไปได้ หลักคิดเศรษฐกิจพอเพียงจะเข้าไปอยู่ในดีเอ็นเอของคนไทย หัวใจของเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากไม่โลภ ต้องมีความรู้คู่คุณธรรม มีผู้นำที่ดีเป็นโรลโมเดล และเอา 3 หลักไปใช้คือ พอประมาณ ไม่สุดโต่ง มีเหตุมีผล และมีภูมิคุ้มกันที่ดี” นายจิรายุกล่าว

ซึ่ง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงเป็น “แบบอย่างที่ดี” ในเรื่องนี้

“พระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจ พระจริยวัตรต่างๆ ที่พวกเรารู้อยู่แล้ว อย่างเรื่อง ยาสีฟัน รองพระบาท พระองค์ทรงเป็นอย่างนั้นจริงๆ ทรงเป็นปราชญ์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนัก ทรงสนพระทัยทุกเรื่องที่เป็นเรื่องของประชาชน ดั่งพระปฐมบรมราชโองการที่ทรงปฏิบัติมาตลอด 70 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” นายจิรายุกล่าว

“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง “แนวคิดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้คนไทย และได้รับการแซ่ซ้อง” เป็นปรัชญาที่เป็น “ของขวัญ” แก่ “โลก” ย้อนไปก่อนปี 2552 พื้นที่ 4,000 ไร่ ซึ่งอยู่ในเขต หมู่ที่ 10 บ้านควนโถ๊ะ ตำบลแหลม อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช คือเป็นที่นารกร้าง มีพืช เช่น เสม็ด กระจูด และกก ขึ้นหนาแน่น ด้วยมีสาเหตุมาจากปัญหาดินแน่นทึบและเป็นดินเปรี้ยวจัด จนไม่สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินทำการเกษตรได้ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนในการทำมาหากินมาอย่างยาวนาน

ทั้งนี้ เพราะการทำเกษตรโดยเฉพาะการปลูกพืชในดินเปรี้ยวจัด จำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ในการจัดการดินเปรี้ยวจัด แต่เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังส่วนใหญ่ขาดความรู้ ความเข้าใจ ในการจัดการดินเปรี้ยวจัด ส่งผลให้ผลผลิตที่ได้จากการปลูกพืชในดินเปรี้ยวจัดให้ผลผลิตที่ต่ำ

จากสภาพปัญหาดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริให้นำผลการดำเนินงานเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวจัด ด้วยทฤษฎีแกล้งดิน ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส มาขยายผลและปรับใช้ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง

ทั้งนี้ ในการคัดเลือกพื้นที่ดำเนินงาน สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยหน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมพัฒนาที่ดิน กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกันพิจารณาคัดเลือกพื้นที่การดำเนินงาน ในปี 2552

โดยหลักเกณฑ์พิจารณาดูจากลักษณะดิน ระบบชลประทาน ระบบการปลูกพืช ความร่วมมือของเกษตรกร และได้คัดเลือกพื้นที่ หมู่ที่ 10 บ้านควนโถ๊ะ ตำบลแหลม อำเภอหัวไทร เป็นพื้นที่ดำเนินการ

ในวันนี้ พื้นที่ 4,000 ไร่ ได้เปลี่ยนไปจากที่ทำนาปลูกข้าวไม่ได้ผล กลายเป็นผืนนาที่ต้นข้าวสามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญอีกประการ พื้นที่แห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว ภายใต้ “โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปรับปรุงดินเปรี้ยวตามทฤษฎีแกล้งดิน”

ทั้งนี้ ปัญหาดินเปรี้ยว นับเป็นหนึ่งปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดนครศรีธรรมราช พื้นที่บางส่วนของจังหวัดพัทลุงและสงขลา ครอบคลุมพื้นที่ ประมาณ 1,990,337 ไร่ และมีพื้นที่ที่มีสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัดถึง 202,731 ไร่ ซึ่งปลูกพืชไม่เจริญงอกงาม ผลผลิตที่ได้ต่ำ เกษตรกรจึงปล่อยพื้นที่นารกร้างและหันไปทำการเลี้ยงสัตว์หรือออกไปรับจ้างต่างถิ่นแทน

แนวดำเนินการในพื้นที่

สำหรับพื้นที่ หมู่ที่ 10 บ้านควนโถ๊ะ สภาพดินนั้นอยู่ในชุดดินมูโนะ อันเป็นดินชุดเดียวกับพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นดินเหนียวละเอียดลึกมาก เนื้อดินเป็นดินร่วนเหนียวถึงเป็นดินร่วนเหนียวปนทรายแป้งมีสีดำหรือมีสีน้ำตาลปนเทา ปฏิกิริยาดินเป็นดินกรดจัดมาก (pH 4.5-5.0)

ดินล่างมีเนื้อดินเป็นดินเหนียวหรือดินเหนียวปนทรายแป้ง มีจุดประสีเหลือง น้ำตาล และมีจุดประสีเหลืองฟางข้าวของจาโรไซด์ ปฏิกิริยาดินเป็นดินกรดรุนแรงมากถึงกรดรุนแรงมากที่สุด (pH 3.5-4.0) และดินล่างถัดไป ช่วงความลึก 50-100 เซนติเมตร เป็นดินเลนสีเทา มีสารประกอบกำมะถันมาก ปฏิกิริยาดินเป็นดินกรดจัดถึงกรดจัดเล็กน้อย (pH 5.0-6.5) การระบายน้ำเลว การไหลบ่าของน้ำบนผิวดินช้า การซึมผ่านของน้ำปานกลาง

ปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดิน ดินแน่นทึบและเป็นกรดจัดมาก เนื่องจากสารประกอบกำมะถัน มีธาตุอะลูมินั่ม เหล็ก และแมงกานีส ถูกละลายออกมามากจนเป็นพิษต่อพืช ธาตุฟอสฟอรัสถูกตรึงไว้ พืชดูดไปใช้ไม่ได้

ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปรับปรุงดินเปรี้ยว ตามทฤษฎีแกล้งดิน ได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ประกอบด้วย

หนึ่ง เพื่อแก้ไขสภาพดินเปรี้ยว ให้สามารถปลูกพืชได้

สอง เพิ่มประสิทธิภาพของระบบชลประทานในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สาม เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องการจัดการดินเปรี้ยวจัด

สี่ พัฒนาเทคโนโลยีการปลูกข้าว เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวต่อไร่

ห้า พัฒนาระบบกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อรองรับองค์ความรู้ด้านต่างๆ เช่น พืช น้ำ ดิน และการตลาด

หก เป็นแปลงสาธิตขนาดใหญ่ ที่มีทั้งข้อมูลด้านพืช ดิน น้ำ รวมทั้งข้อมูลด้านเศรษฐกิจเพื่อเผยแพร่แก่ผู้สนใจ

วิธีการดำเนินการนั้น ระยะแรกจัดระบบชลประทาน โดยก่อสร้างอาคารกักเก็บและระบายน้ำ ปรับปรุงแปลงนา พร้อมสร้างคันนาใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในนาข้าวได้

ในส่วนการปรับปรุงบำรุงดินเปรี้ยวนาข้าว ด้วยการใช้หินฝุ่นหรือหินปูนหว่าน ในอัตรา 1 ตัน ต่อไร่ แล้วไถกลบ รวมถึงปลูกปุ๋ยพืชสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ เช่น ปอเทือง หรือ โสนแอฟริกัน ร่วมกับการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อเพิ่มแร่ธาตุอาหารในดินให้แก่พืช

พร้อมกันนี้ ยังได้มีดำเนินงานพัฒนาการผลิต พัฒนามูลค่าผลผลิต การแปรรูป และพัฒนาอาชีพเสริมรายได้ โดยมีกิจกรรม ทั้งการจัดทำแปลงนาสาธิตการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวดี เช่น พันธุ์เฉี้ยงพัทลุง สังข์หยด เป็นต้น พร้อมปัจจัยการผลิต จัดตั้งศูนย์พัฒนาชุมชนโรงสีข้าวชุมชน พร้อมลานตากเมล็ดพันธุ์ และเครื่องสีข้าวรณรงค์การปลูกพืชหลังการเก็บเกี่ยว พัฒนาพืชอาหารสัตว์ให้ความรู้การจัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และการบริหารจัดการกลุ่มสหกรณ์

รวมถึงการส่งเสริมอาชีพเสริม โดยรวมกลุ่มเลี้ยงปลากินพืชในกระชัง และในบ่อเพื่อแปรรูปทำปลาร้า และปลาแดดเดียว, กลุ่มทำข้าวซ้อมมือ และกลุ่มผลิตภัณฑ์กระจูด ทุกอย่างเปลี่ยนไป เพราะในหลวง ชีวิตจึงดีขึ้น

นับตั้งแต่มีการดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปรับปรุงดินเปรี้ยว ตามทฤษฎีแกล้งดิน ตามพระราชดำริ สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ หมู่ที่ 10 บ้านควนโถ๊ะ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน

“ตอนนี้ผลผลิตข้าวจากนาของชาวบ้านในโครงการมีผลผลิตเพิ่มขึ้นมาก เดิมเคยปลูกข้าวแล้วก็ไม่แตกกอ แต่ตอนนี้แตกกอเติบโตดีมาก ปริมาณผลผลิตข้าวจากการปลูกข้าวสายพันธุ์ต่างๆ ที่ได้เข้ามาส่งเสริมให้ชาวนาปลูก ไม่ว่า พันธุ์เฉี้ยงพัทลุง พันธุ์สังข์หยด พันธุ์ชัยนาท โดยเดิมนั้นจะได้ข้าวเพียง 20-25 ถัง ต่อไร่ แต่เมื่อดำเนินการปรับปรุงดินเปรี้ยวแล้ว ทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเป็น 50-60 ถัง ต่อไร่ และในพื้นที่ใกล้น้ำยังสามารถทำนาปรังได้อีกด้วย” คุณอภิวัฒน์ บุญชูช่วย พนักงานทดสอบดิน สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าว

คุณอภิวัฒน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรจากพื้นที่อื่นๆ ได้เดินทางมาศึกษาดูงานอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยผู้มาศึกษาดูงานจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงดินเปรี้ยว ตามทฤษฎีแกล้งดิน เช่น การใช้หินฝุ่น การปลูกปุ๋ยพืชสดในนาข้าว เป็นต้น

นอกจากนี้ จากผลที่เกิดขึ้นนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ชาวบ้านสามารถกลับมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้อีกเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดีขึ้นอีกด้วย โดย กำนันข้น มีจันทร์แก้ว กำนันตำบลแหลม กล่าวว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริให้นำโครงการแกล้งดินมาใช้ในพื้นที่แห่งนี้ ปรากฏว่าทุกอย่างดีขึ้นมาก อย่างวิถีชีวิต แต่ก่อนชาวบ้านจะออกไปทำงานรับจ้างนอกพื้นที่ ตอนนี้ปรากฏว่าทุกคนได้กลับมาอยู่บ้าน ไม่ต้องมีการอพยพโยกย้ายไปทำงานนอกพื้นที่ “จำนวนครัวเรือนในหมู่บ้านควนโถ๊ะ แต่ก่อนนี้มีกันอยู่ไม่กี่ครัวเรือน แต่ตอนนี้อยู่กันมากถึง 126 ครัวเรือน สภาพปัจจุบันผิดกับแต่ก่อนเยอะมาก ทำนาก็ได้ข้าวต่อไร่เพิ่มขึ้น อีกทั้งฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าอดีตอย่างมากมาย” กำนันข้น กล่าวในที่สุด

ใครจะเชื่อว่าแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีทัศนียภาพงดงาม รายล้อมไปด้วยพืชพรรณนานาชนิดที่สามารถหล่อเลี้ยงความชุ่มชื้นให้เกิดเป็นทุ่งนาเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา และสร้างความสุขให้กับคนนับร้อยในชุมชน ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน วันนี้ ครั้งหนึ่งจะเคยเป็นเหมืองถ่านหินมาก่อน

“ตั้งแต่ก่อนลงมือทำงาน เราก็วางแผนและออกแบบกันว่าในทุกกระบวนการดำเนินงานจนวันสุดท้าย เราจะบริหารจัดการพื้นที่นี้อย่างไรให้เกิดประโยชน์กับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมมากที่สุด”

คุณชนะ ภูมี ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-ปฏิบัติการ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กล่าวด้วยความภาคภูมิใจในพิธีส่งมอบ “โครงการพัฒนาเหมืองต้นแบบ โดยเอสซีจี เพื่อวิถีชุมชน” แห่งแรกในประเทศไทย ที่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน บนเนื้อที่กว่า 250 ไร่ เพื่อให้ชุมชนใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับทำการเกษตรและบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ผ่านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน พร้อมทั้งยังตั้งเป้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต

คุณชนะ เล่าย้อนไปถึงที่มาของแนวคิดในการปิดเหมืองอย่างยั่งยืนที่เกิดขึ้น ณ เหมืองลี้ จังหวัดลำพูน ในวันนี้ ว่าเป็นการดำเนินงานภายใต้อุดมการณ์ 4 ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติของทุกธุรกิจในเครือเอสซีจี ได้แก่ ตั้งมั่นในความเป็นธรรม มุ่งมั่นในความเป็นเลิศ เชื่อมั่นในคุณค่าของคน และถือมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเริ่มต้นจากกลุ่มวิศวกรของเอสซีจีที่ลงพื้นที่พูดคุยกับชุมชน ทำให้พบว่าชุมชนมีความต้องการใช้น้ำเพื่อทำการเกษตร เนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้งมายาวนาน จึงได้น้อมรับเสียงสะท้อนในด้านต่างๆ เพื่อนำมาพัฒนากระบวนการผลิตจนถึงกระบวนการปิดเหมือง ที่นอกจากจะต้องสอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรมแล้ว ยังต้องเป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมด้วย

“แนวคิดของอุดมการณ์ 4 เหล่านี้มันฝังอยู่ในตัวพวกเราชาวเอสซีจี จากที่ได้เห็นรุ่นพี่ในองค์กร คิด ปฏิบัติ และตัดสินใจในเรื่องต่างๆ โดยยึดความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นตัวตั้ง ทุกธุรกิจอุตสาหกรรมที่เราไปดำเนินงาน เราจะเน้นการฟื้นฟูและดูแลพื้นที่ไปพร้อมๆ กันเสมอ เช่นเดียวกับเหมืองลี้แห่งนี้ ที่เราได้วางแผนการฟื้นฟูเหมืองไว้ตั้งแต่ก่อนจะเปิดเหมืองวันแรกในปี พ.ศ. 2539 เพื่อให้การฟื้นฟูเกิดประโยชน์ได้อย่างแท้จริง” คุณชนะ กล่าว

ปี พ.ศ. 2545 เมื่อการผลิตเหมืองถ่านหินแห่งนี้เสร็จสิ้น จึงได้พัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรสำหรับชุมชน และปรับปรุงทัศนียภาพของพื้นที่รอบเหมืองให้มีความงดงาม โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทั้งชุมชน รวมไปถึงภาครัฐอย่างกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม ที่ได้ผลักดันนโยบายเหมืองแร่สีเขียวให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อเป็นการพัฒนาทรัพยากรแร่ของชาติให้เกิดสมดุลอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับการดำเนินงานของเอสซีจีในพื้นที่เหมืองลี้แห่งนี้

“เป้าหมายของภาครัฐคือ เราต้องการตอบโจทย์ให้ได้ว่าจะทำอย่างไรให้เหมืองและชุมชนอยู่ด้วยกันได้ ชาวบ้านมักจะถามว่ามีเหมืองมาแล้วพวกเขาจะได้อะไร เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้ประกอบการธุรกิจจะต้องได้รับการยอมรับจากชุมชน” คุณชาติ หงส์เทียมจันทร์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานการเหมืองแร่ กล่าว

เริ่มต้นจากการดำเนินธุรกิจเหมืองแร่ตามหลักมาตรฐานความปลอดภัยของชุมชนและสิ่งแวดล้อม และเมื่อถึงวันสุดท้ายของการประกอบการ เหมือนแห่งนี้ก็ถูกวางแผนให้ส่งต่อพื้นที่ที่มีคุณภาพกลับคืนสู่ชุมชน

“แต่จะต้องเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย Royal Online V2 เป็นที่ที่ชุมชนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ นี่คือเป้าหมายที่ภาครัฐวางไว้ ซึ่งก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ วันนี้เราดีใจที่เอสซีจีทำได้สำเร็จ สามารถเป็นโครงการต้นแบบสำหรับกิจการเหมืองแร่อื่นๆ ทั่วประเทศได้เป็นอย่างดี” อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานการเหมืองแร่ กล่าว

ในฝั่งของชุมชน ความต้องการแหล่งน้ำสำหรับทำการเกษตรเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ปัญหาภัยแล้งถือเป็นปัญหาที่น่าวิตกกังวลมากที่สุด

“พวกเราคิดกันว่าอยากได้แหล่งน้ำดิบ อย่างน้อยในพื้นที่บริเวณนี้ก็จะช่วยครอบครัวเกษตรกรได้มากกว่า 37 ครัวเรือน หรือกว่าร้อยคน และในอนาคตก็อาจจะพัฒนาต่อไปเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำได้ด้วย” คุณนิรันดร์ ด่านไพบูลย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน กล่าว

จบ ป.โท รักอาชีพเกษตร สร้างฐานะด้วย “ทุเรียนหมอนทอง”

“หลักยึดในการทำอาชีพเกษตรของผมคือ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง และปรัชญาขอซูนวูที่ว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ที่สำคัญจะต้องเป็นคนที่รักอาชีพเกษตร ชอบจะเรียนรู้ ซึ่งจะทำให้เราพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง”

คุณฉัตรกมลเล่าว่า สาเหตุที่ทุเรียนในสวนลูกใหญ่และมีคุณภาพดี(ทุเรียนหนามเขียว)นั้น เป็นเพราะได้เรียนรู้ประสบการณ์ด้วยตัวเองมาหลายปี และเอาใจใส่ในทุกขั้นตอน ซึ่งยังใช้ปุ๋ยเคมีอยู่บ้าง แต่เป็นเกษตรแบบปลอดภัยโดยในการปรับปรุงบำรุงดินจะเลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ร่วมกับปุ๋ยอนินทรีย์ และเพิ่มคุณภาพผลผลิต เช่น ช่วงหลังเก็บเกี่ยว ใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ในการเพิ่มความพรุน เพิ่ม O2 ให้ดิน จุลินทรีย์จะได้เพิ่มมากขึ้น

ช่วงเพิ่มผลผลิต จะต้องมีการ ปรับปรุงคุณภาพเพิ่มขนาดความหวาน โดยใส่ปุ๋ยเคมี ตามความเหมาะของต้น เพิ่มผลผลิตการให้แต่ละต้น ทั้งนี้ใช้การตัดหญ้ามากกว่า การใช้สารกำจัดวัชพืช เพื่อรักษาความชุ่มชื้น อุดมสมบูรณ์ของดิน ในการลดการชะล้างหน้าดิน

ส่วนการป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยวิธีผสมผสาน เช่น ช่วงแล้ง มีการระบาดของแมลง ปากดูด ก็ใช้น้ำสปริงเกอร์มากหน่อย ก็จะลดปัญหาโรคแมลง ปากดูดไปได้

ช่วงฤดูฝน เกิดโรคใบไหม้ เนื่องจากการกดทับดิน เหยียบย้ำหน้าดิน ห้ามเข้าแปลงช่วงหน้าฝนถ้าไม่จำเป็น ถ้าเป็นช่วงฤดูแล้ง ปลายพุ่มน้ำไปไม่ถึงผลทำให้ใบไหม้ สำรวจแก้ไข ต่อน้ำให้ทั่วถึง จะลดปัญหาปลายใบไหม้

สำหรับการจัดการสวนใช้ระบบการจัดการแบบเกษตรดีที่เหมาะสม นั้นคุณฉัตรกมล เน้นปลูกไม้ยืนต้นรอบสวนเพื่อเพิ่ม O2 ลดภาวะโลกร้อน และเป็นไม้ใช้สอย ในอนาคตได้ โดยไม่ทำลายป่าไม้ เพราะว่ามีการปลูกไม้ทดแทน เช่นปลูกกล้วยน้ำหว้ารอบสวน

“กล้วยน้ำหว้า เป็นแหล่งเก็บความชื้น กั้นพังทลายของดิน ลดการสร้างหน้าดิน ได้ระดับหนึ่งในสวน ยังเพิ่มรายได้เสริมให้กับสวนด้วย และปาล์มน้ำมันที่ปลูกรอบสวนนั้น เพื่อดูดซับธาตุหลักและรองของพืช ที่ไหลลงมาช่วงฝนตก ซับหน้าดิน ส่วนการปลูกปาล์มน้ำมัน ช่วยจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยคนไทยช่วยชาวโลก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก “

แนะตัดแต่งทุเรียนทรงปิระมิด

สมาร์ทฟาร์มเมอร์รายนี้ยังบอกอีกว่า การทำให้ทุเรียนมีคุณภาพดีอีกอย่าง คือการตัดแต่งทรงพุ่มแบบปิระมิด ซึ่งจะช่วยการไร้ตำแหน่งของกิ่งตั้งฉากกับลำต้นได้อย่างเหมาะสม ส่งผลถึงการติดผลการแขวนผลได้ในปริมาณเหมาะสมกับขนาดของลำต้น และยังช่วยลดปัญหาโรคและแมลงได้อย่างดียิ่ง

ทั้งนี้การจัดการกิ่งทุเรียนในทรงพุ่มทำได้ตั้งแต่ทุเรียนอายุ 3 ปี เป็นต้นไป โดยตัดแต่งกิ่งใบช่วงล่างของลำต้นให้มองเหมือนสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน จะทำให้กิ่งสวนนี้ใหญ่ แขวนน้ำหนักได้ดี กิ่งใหญ่ คือ อ้วน การว่างตำแหน่งของทรงก็ดี ผลก็อยู่ใกล้ใบ ทำให้แหล่งอาหารของพืชติดผลดี เลี้ยงลูกได้มาก ลูกใหญ่ น้ำหนักดี ส่วนด้านบนเว้นไว้เป็นรูปปิระมิดต่อยอด โดยไม่ต้องไปตัดแต่งกิ่ง ส่งผลให้ต้นไม้สูง ทำให้เก็บเกี่ยวง่าย การเจริญเติบโตด้านบนจะเป็นไปอย่างช้า ๆ ตามธรรมชาติ แต่จะทำให้กิ่งด้านล่างมีขนาดใหญ่

คุณฉัตรกมลแนะนำเกษตรกรรายอื่นๆด้วยว่า หากจะปลูกทุเรียนหรือพืชอื่นๆให้เป็นอาชีพที่มีรายได้ดีและยั่งยืนนั้น จะต้องประกอบด้วย 1ศึกษาพฤติกรรมของพืชและพันธุ์ทุเรียน ตรงตามความต้องการของตลาด 2ศึกษาสารเคมี ฮอร์โมน และปุ๋ย

3ศึกษาฤดูกาลของพืชในพื้นที่ทั้งในจังหวัด ภาคใต้ ภาคตะวันออก 4ศึกษาฐานข้อมูลการผลิตและ ปริมาณ 5ศึกษาภูมิศาสตร์ของพื้นที่ 6 มีกลุ่มเครือข่ายการผลิตอาชีพเดียวกัน

“ต้องเรียนรู้พฤติกรรมของพืชที่เราปลูกอย่างรู้ลึกรู้จริง ต้องมีฐานข้อมูลของการผลิต และการตลาดด้วย”

คุณฉัตรกมลยังอธิบาย ถึงการนำทฤษฎีรู้เขารู้เรามาใช้ว่า

จะต้องรู้ว่าทุเรียนมีพฤติกรรม กล่าวคือ เรียนรู้จุดอ่อนของทุเรียนแล้วแก้ปัญหา เช่น ทุเรียนจะพ้นระยะปลอดภัยในการติดผล หลังดอกบานเมื่ออายุ 2 เดือน อันเกิดจากสาเหตุทุเรียนแตกใบอ่อน ผลลัพธ์คือ ผลทุเรียนร่วง หรือผลเบี้ยว

แนวทางแก้ไข ทำให้ใบอ่อนที่แตกออกมาในระยะนี้แก่เร็ว เพื่อใช้คุมยอดโดยใช้สารเมฟิควอทครอไรท์ 25% EC หรือมีการใช้สารแพทโคลบิวทราโซล 10% หรือ 15% wp

รวมถึงการใช้ธาตุแมกนีเซียม ผสมกับปุ๋ยเกล็ด 0-52-34 หรือ 0-42-56 อีกทีเพื่อให้ใบอ่อนแก่เร็ว จะช่วยลดปัญหาได้ เป็นต้น ฟังคุณฉัตรกมลเล่าถึงผลผลิตและราคาต่อก.ก.ที่เคยขายได้ถึง 120 บาท ทำเอาหลายคนอยากไปเป็นชาวสวนทุเรียนกันบ้าง เพราะปีหนึ่งๆได้หลายล้านบาท

ตะไคร้เป็นพืชผักสวนครัวที่นำมาเป็นส่วนประกอบในอาหารหลายชนิด เป็นพืชล้มลุก สูงประมาณ 4-6 ฟุต ลำต้นจริงสูง 4-7 เซนติเมตรเท่านั้น ใบยาวเรียว ปลายใบมีขนหนา ลำต้นรวมกันเป็นกอ ถูกห่อหุ้มด้วยกาบใบโดยรอบ ลักษณะใบยาวแคบ เส้นใบขนานกับก้านใบ

ที่ตำบลหนองหมู อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี มีแปลงปลูกตะไคร้ ขนาดพื้นที่ 100 ไร่ โดยมี คุณพยนต์ มูลเกิด หนุ่มวิศวะหัวใจเกษตรเป็นเจ้าของ คุณพยนต์ เล่าว่า หลังจากจบการศึกษา ก็มาทำอาชีพวิศวกร สักพักหนึ่ง จากนั้น ต้องการมีอาชีพอิสระเป็นของตัวเอง เดิมมีที่ดินอยู่ 4 ไร่ ก็ทดลองปลูกตะไคร้ เนื่องจากมองว่าเป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย คนยังไม่ปลูกไม่เยอะ รวมทั้งไปดูว่ามีใครรับซื้ออยู่ที่ไหน

หลังจากได้ช่องทางการขาย รวมทั้งปลูกชำนาญแล้ว คุณพยนต์ ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ แล้วมาเช่าที่ดิน 100 ไร่ ปลูกตะไคร้ เพื่อให้ได้เก็บขายตลอดทั้งปี

สำหรับการปลูกตะไคร้ นั้น เนื่องจากตะไคร้เป็นพืชที่ชอบน้ำ สามารถปลูกได้ทุกฤดูในดินแทบทุกชนิด แต่ในขณะเดียวกันสามารถโดนแดดได้ตลอดวัน โดยสายพันธุ์ที่นิยมปลูกมีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์พื้นบ้าน และ พันธุ์เกษตร

การปลูก เริ่มจาก ขุดหลุม ปลูกหลุมละ 2 ต้น ระยะห่างระหว่างต้น ระหว่างแถว 1 คูณ 1 เมตร การปลูกก็ปักลงไปเลย โดยขึงเชือกปลูกเพื่อให้แนวตรง

หลังจากปลูกแล้ว ก็ให้น้ำทันทีเพื่อกระตุ้นให้แตกรากแตกใบ จากนั้น ก็ให้น้ำทุกวันในช่วงเช้า ส่วนปุ๋ยจะให้เมื่อแตกรากแตกใบดีแล้ว นั้นคือประมาณ ปลูกไปแล้ว 1 เดือน เมื่อครบ 6 เดือน เก็บตะไคร้ขายได้ โดยขุดมาทั้งกอ แล้วแบ่งออกเป็นต้นๆ ตัดราก ตัดกาบแห้งๆ จนได้ต้นสดๆขาวๆ ตัดใบออก โดยให้มีความยาวทั้งต้นทั้งใบราว 45 เซนติเมตร นำมามัดรวมกัน มัดละ 10 กิโลกรัมเพื่อสะดวกในการส่งขาย

ราคาขายเฉลี่ยทั้งปีที่กิโลกรัมละประมาณ 12 บาท

การส่งขาย มีสองรูปแบบคือ ส่งโรงงานที่ส่งออกนอก แบบนี้จะได้ราคาดี คือประมาณ 15-40 บาท แต่ต้องเลือกตะไคร้เกรดสวยๆ และอีกแบบคือส่งขายภายในประเทศทั้งโรงงาน ตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง โดยมีสัดส่วน การส่งขายในแบบแรก (ส่งโรงงานส่งนอก) ประมาณ 80 เปอร์เซนต์ และแบบหลัง (ในประเทศ) อีก 20 เปอร์เซนต์ คำถามคือ ที่ส่งออกนอกประเทศ เค้าเอาไปทำอะไรกัน คุณพยนต์ บอกว่า ส่วนหนึ่งขายในร้านอาหารไทยในต่างประเทศ อีกส่วนขายโรงงานทำชา และบางส่วนไปที่ธุรกิจสปา

ที่แปลงตะไคร้ 100 ไร่แห่งนี้ มีปริมาณผลผลิตเฉลี่ย วันละ 2000 กิโลกรัม (ทั้งนี้ในพื้นที่ 1 ไร่ จะให้ผลผลิต 2500 กิโลกรัม แต่ทั้ง 100 ไร่ให้ผลผลิตไม่พร้อมกัน โดยจะแบ่งโซนให้ทยอยกันมีผลผลิตออกมา)

สำหรับคำแนะนำผู้ที่สนใจปลูกตะไคร้ เป็นอาชีพ คุณพยนต์แนะนำว่า ขั้นแรก ควรหาตลาดก่อนว่า ปลูกแล้วจะขายที่ไหน มีที่ส่งหรือไม่ จากนั้น ต้องมาดูปัจจัยการผลิต ในพื้นที่จะปลูกด้วยว่า มีน้ำเพียงพอที่จะให้น้ำตลอดทั้ง 6 เดือน นับจากวันปลูก จนถึงวันเก็บเกี่ยวหรือไม่ ตะไคร้ แม้จะไม่ต้องการน้ำมาก แต่ก็ขาดน้ำไม่ได้)

ส่วนเงินลงทุน อยู่ที่ไร่ละ 5-6 พันบาท

และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวอาชีพอิสระ การทำมาหากิน ที่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่การเรียนรู้จากบทเรียนของคนอื่น แล้วนำไปประยุกต์ต่อยอดต่างหาก ที่จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด มะพร้าวกะทิ เกิดจากการกลายพันธุ์ เนื้อผลมีเนื้อนุ่มหนา น้ำข้นเหนียวเป็นวุ้น หากกินในช่วงที่พอเหมาะจะรสชาติดี เดิมทีมีความเข้าใจว่า กินมะพร้าวกะทิเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ปัจจุบัน พิสูจน์แล้ว ไม่มีผลแต่อย่างใด

หากพบว่า มะพร้าวต้นไหนเป็นกะทิ มักจะพบในระยะต่อมา มะพร้าวต้นหนึ่งมี 12 ทะลาย ต่อปี อาจจะพบกะทิในทะลายที่ 2 ทะลายที่ 5 แต่ละทะลายอาจจะพบ 1-2 ผล

ในทางวิชาการ ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร วิจัยให้ได้มะพร้าวกะทิ 18-20 เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่าง หากปลูกพันธุ์กะทิของศูนย์วิจัยฯ ลงดินไป เมื่อให้ผลผลิต 100 ผล ต่อต้น ต่อปี จะมีกะทิ 18-20 ผล ในทางปฏิบัติ เกษตรกรจะขายผลแห้ง 80 ผล เป็นมะพร้าวขูดน้ำกะทิ (มะพร้าวแกง) ผลละ 7 บาท เป็นเงิน 560 บาท ส่วนผลกะทิ ขายผลละ 40 บาท เป็นเงิน 800 บาท ดังนั้น เกษตรกรจะมีรายได้ 1,360 บาท ต่อต้น ต่อปี ในสภาพความเป็นจริง ผลผลิตอาจจะน้อยกว่า 100 ผล หรือมากกว่า 100 ผล ต่อต้น ต่อปี ก็ได้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประสงค์ ทองยงค์ ปลูกมะพร้าวอยู่อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี พื้นที่ 100 ไร่ เป็นมะพร้าวน้ำหอม รบ.1, รบ. 2, รบ.3 อย่างอื่นมีมะแพร้ว, มะพร้าวพันธุ์กะทิ จากศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร และมะพร้าวพวงร้อย

มะพร้าวพวงร้อย ที่สวนแห่งนี้ ระหว่างปีให้ผลผลิต 12 ทะลาย มีดกมากๆ 60-100 ผล ต่อทะลาย ราว 4-5 ทะลาย ที่เหลือ ผลผลิต 10-15 ผล ต่อทะลาย

การใช้ประโยชน์จากมะพร้าวพวงร้อย คือกินเป็นมะพร้าวอ่อน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประสงค์ บอกว่า พบประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์ หมายถึง มะพร้าว 100 ผล จะพบผลกะทิ 3-5 ผล โดยที่มะพร้าวกะทิพวงร้อยมีผลขนาดเล็ก สวย น่ารัก คนที่ชอบกิน 1 ผล อิ่มพอดี

คุณพิสุทธิ์ ต๊ะปิง บ้านเลขที่ 42/2 หมู่ที่ 9 บ้านรักไทย ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โทรศัพท์ (081) 037-2734 อธิบายว่า หลังจากแตกใบอ่อนได้ราวๆ 10 วัน คือเมื่อใบลำไยเริ่มคลี่แผ่ออก ก็จะต้องเริ่มฉีดสะสมอาหารด้วยปุ๋ยและฮอร์โมนทางใบ ปุ๋ยที่ใช้ก็จะใช้ปุ๋ยเกล็ด สูตร 0-52-34 อัตรา 5 กิโลกรัม ผสมกับน้ำตาลทางด่วน 1 ลิตร ผสมกับแม็กนีเซียมเดี่ยว (Mg) อัตรา 1 ลิตร ต่อน้ำ 1,000 ลิตร (บวกสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามสถานการณ์ไปได้พร้อมกันเลย) การฉีดสะสมอาหารจะฉีดพ่นด้วยสูตรนี้ทั้ง 3 ครั้ง ห่างกันทุกๆ 10 วัน

เมื่ออายุใบลำไยได้ 45 วัน ใบลำไยจะอยู่ในระยะเพสลาด เราจะต้องราดสาร “โพแทสเซียมคลอเรต” การราดสารจะใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต จำนวน 50 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ซึ่งจะไม่ได้ใช้วิธีคำนวณว่าลำไยต้นนี้ทรงพุ่มกี่เมตร จะต้องใช้สารกี่กรัม เนื่องจากจำนวนต้นลำไยมีมาก จะทำให้การทำงานช้า ยุ่งยาก และอาจเกิดความผิดพลาดได้หากแรงงานไม่มีประสบการณ์ จึงใช้สารอัตราเดียว แต่การราดสารจะใช้วิธีการฉีดลงดินด้วยเครื่องฉีดพ่นยา

วิธีการ จะฉีดพ่นในบริเวณรอบทรงพุ่มลำไย (ชายทรงพุ่ม) เดินฉีดเป็นวงกลม ให้วงกลมมีหน้ากว้างสัก 1 เมตร เพราะบริเวณชายพุ่มจะเป็นบริเวณที่มีรากฝอยเป็นจำนวนมาก ทำให้ตอบสนองสารโพแทสเซียมคลอเรตได้เป็นอย่างดี ส่วนปริมาณสารที่ต้นลำไยแต่ละต้นจะได้รับนั้น ขนาดของรัศมีทรงพุ่มจะเป็นตัวกำหนดเองโดยอัตโนมัติ วิธีการราดสารแบบน้ำจึงทำให้เกษตรกรทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น แต่ข้อดีของการราดสารแบบนี้ คือจะทำให้ต้นลำไยไม่โทรม เนื่องจากสารโพแทสเซียมคลอเรตทำลายรากลำไย

ยกตัวอย่าง การทำลำไยแบบทางภาคเหนือที่จะทำ กวาดเศษใบไม้ในทรงพุ่มให้สะอาด แล้วราดสารโพแทสเซียมคลอเรตภายในทรงพุ่ม คือหลักการง่ายๆ
ที่ทำให้เห็นภาพคือ สารโพแทสเซียมคลอเรตมันจะไปทำลายรากลำไย พอรากโดนทำลายต้นลำไยรู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะตายก็ต้องออกดอก แต่ปัญหายังมีอีก พอเราแก้ปัญหามีวิธีทำให้ต้นลำไยออกดอกมาได้ พอช่อลำไยติดผลอ่อนมาได้ แต่พอเราจะให้ปุ๋ยกับต้นลำไยเพื่อให้ผลเกิดการพัฒนาต่อ พอเราให้ปุ๋ยปรากฏว่าต้นลำไยไม่กินปุ๋ย เพราะระบบรากถูกทำลาย วิธีที่เราใช้ในปัจจุบันลดการถูกทำลายของรากลำไยได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม หลักการสำคัญที่สุดของการทำลำไยนอกฤดูคือ ต้นลำไยต้องสมบูรณ์ มีความพร้อม เมื่อราดสารยังไงก็ออกดอกโดยง่าย ตอบสนองต่อสารได้ดีมาก

การให้น้ำ การดูแลโรคและแมลง

การให้น้ำ ควรรักษาความชื้นโดยให้น้ำทุก 3-5 วัน เพื่อให้รากดูดสารเข้าสู่ต้นให้มากที่สุด ประมาณ 3-6 สัปดาห์ หลังใช้สาร ลำไยจะเริ่มแทงช่อดอก

ช่วงเวลาที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารคลอเรต ได้แก่ ฝนตกชุก และระยะที่ต้นลำไยแตกใบอ่อน

หลังราดสารโพแทสเซียมคลอเรตเสร็จ ราว 5 วัน (ใบยังอยู่ในระยะเพสลาด ใบยังไม่แก่) ก็จะต้องฉีดพ่นปุ๋ยและฮอร์โมนทางใบ เพื่อกดใบไม่ให้ลำไยแตกใบอ่อน ใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต จำนวน 1 กิโลกรัม ผสมกับสารแพคโคลบิวทราโซล 10% จำนวน 1.5 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดทางใบ เพื่อกดใบไม่ให้ลำไยมันแตกใบอ่อน สัก 3 ครั้ง ห่างกัน 5 วันครั้ง แต่ฉีดกดใบ ครั้งที่ 2 และ 3 ไม่ต้องใส่สารแพคโคลบิวทราโซล (จะใส่แค่ครั้งแรกเท่านั้น ถ้าใส่หลายครั้งจะทำให้ช่อดอกลำไยสั้น ช่อดอกไม่ยาว)

จากนั้น 21-30 วัน หลังที่เราราดสาร จะเป็นช่วงที่เหมาะแก่การ “ดึงดอก” ช่วย คือถ้าปล่อยให้แทงช่อดอกออกเอง ดอกมักจะออกมาไม่ค่อยพร้อมกัน ออกช่อดอกไม่สม่ำเสมอทั่วต้น เราจะต้องฉีดเพื่อดึงดอกช่วย เราจะใช้ปุ๋ยทางใบโพแทสเซียมไนเตรต (13-0-46 ) ฉีดพ่นเพื่อเปิดตาดอก อัตราที่ใช้ ถ้าเป็นหน้าฝน จะใช้โพแทสเซียมไนเตรต จำนวน 3 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แต่ถ้าเป็นหน้าแล้ง จะต้องใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมไนเตรต จำนวน 5 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร เพราะหน้าแล้งลำไยมันไม่ค่อยแตกยอด

ต้องใช้ปุ๋ยในความเข็มข้นที่สูงขึ้น หลังจากนั้น ไม่นานลำไยจะแทงช่อดอกออกมาอย่างสม่ำเสมอ ก็จะบำรุงช่อด้วยปุ๋ยและฮอร์โมนต่างๆ เช่น ปุ๋ยทางใบ สูตร 10-52-17 ผสมแคลเซียมโบรอน และสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามสถานการณ์ ฉีดพ่นไปเรื่อยๆ ตามรอบของการดูแลรักษา แต่ถ้ามีฝนตก ก็จะออกฉีดหลังจากฝนหยุดตกทันทีในช่วงช่อดอก ดูแลน้ำให้สม่ำเสมอ ไม่ต้องมาก ดูแลโรคและแมลง เช่น ฉีดพ่นสารเคมีคลอไพรีฟอส 50%+ไซเพอร์เมทริน อัตรา 20-30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร หลังจากแทงช่อดอก (ดอกยังไม่บาน)

กรณีที่ฝนชุกหรือแทงช่อออกมาแซมใบ การแก้ปัญหาต้องเร็ว ก็จะมี สูตร “เด็ดใบอ่อน” คือเห็นว่ามีใบแซมดอกออกมาแน่ๆ ในช่วงที่ช่อดอกยาวสัก 1 นิ้ว ก็ต้องฉีดพ่นให้ใบอ่อนที่แซมออกมาร่วง สูตรนี้จะใช้โพแทสเซียมคลอเรต จำนวน 1.5 กิโลกรัม ผสมกับฮอร์โมนโบรอน (B) 15% ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ให้ฉีดช่วงเช้าหรือเย็น การฉีดต้องฉีดเพียงผ่านๆ อย่าฉีดแบบแช่หรือฉีดจนช่อเปียก แค่เป็นละอองผ่านเท่านั้น สูตรนี้ทำให้ใบอ่อนขนาดเล็กที่แซมออกมาร่วงเหลือแต่ดอกเท่านั้น แต่สูตรนี้ถ้าฉีดช้า ถ้าใบอ่อนบานแล้วก็ฉีดเด็ดใบไม่ร่วง แต่ใบก็จะหยุดชะงักไป ต้องสังเกตให้ดี พอช่อดอกเริ่มโรยก็จะฉีดล้างช่อดอก ก็จะเน้นใช้สารป้องกันกำจัดแมลงกลุ่มเมโทมิลผสมกับสารป้องกันกำจัดเชื้อราพวกโปรคลอราซ ช่วยล้างช่อดอกตอนที่ดอกกำลังโรย ช่วงนี้มักจะมีเชื้อราขึ้นพวกดอกที่มันโรยและบวกกับฮอร์โมนพวกจิบเบอเรลลิน และจะใช้ไปเรื่อยๆ เพื่อให้ขึ้นเม็ดไว ขั้วผลเหนียว ไม่สลัดผล ยืดย่อให้ยาวขึ้น ไม่ให้ช่อแน่นจนเกินไป สร้างเนื้อ ขยายผล ฮอร์โมนจิบเบอเรลลินจึงจะต้องใส่ไปเรื่อยๆ พร้อมกับการฉีดพ่นปุ๋ย ฮอร์โมน และสารป้องกันกำจัดโรคและแมลง

พอเริ่มติดผลอ่อนก็จะให้ปุ๋ยอินทรีย์ ประมาณ 4-5 กิโลกรัม ต่อต้น ปุ๋ยเคมีใส่ทางดิน ก็จะใช้สูตรที่มีตัวหน้าสูง (N) เช่น สูตร 25-7-7 จำนวน 1 กิโลกรัม ต่อต้น เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อสร้างเมล็ดสร้างเปลือก แต่จะเปลี่ยนสูตรปุ๋ยทางดินตอนเมล็ดผลลำไยเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ก็จะใช้เป็นสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 ใส่ให้ ต้นละ 1 กิโลกรัม ใส่ 1 ครั้ง พอเมล็ดลำไยเปลี่ยนเป็นสีดำเป็นช่วงของการสร้างเนื้อ สร้างความหวาน ก็จะต้องเปลี่ยนสูตรปุ๋ยทางดิน ที่มีตัวท้าย (K) สูง เช่น สูตร 15-5-20 ต้นละ 1 กิโลกรัม (หรือ สูตร 13-13-21, 8-24-24) ใส่ให้สัก 2 ครั้ง ก็จะเก็บเกี่ยว ช่วงเวลานี้ต้องให้น้ำสม่ำเสมอ ดูแลโรคและแมลง เช่น เพลี้ยหอยหลังเต่า มวลลำไย ผีเสื้อมวนหวาน โรคผลลาย ผลแตก ผลร่วง ให้ฉีดพ่นสารเคมี เช่น คลอไพรีฟอส 50%+ไซเพอร์เมทริน อัตรา 20-30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารเคมีป้องกันเชื้อรา เช่น สารทีบูโคนาโซล 25% EW

การแต่งหรือการซอยผลลำไย จะทำกัน 2 ครั้ง ครั้งแรกจะแต่งช่อลำไยตอนผลมีขนาดเท่าผลมะเขือพวง โดยมักจะตัดปลายช่อลำไยออก 1 ส่วน 3 ของความยาวช่อดอกลำไย หรือถ้าติดผลดกเกิน ก็อาจจะต้องตัดออกครึ่งช่อ ซึ่งเกษตรกรที่ตัดแต่งหรือแรงงานต้องมีความเข้าใจ โดยการตัดแต่งผลออกจะให้เหลือผลในช่อราว 60-70 ผล ซึ่งกำลังพอเหมาะ (ในกรณีที่ต้นลำไยติดผลดกมากกว่า 80 ผล ต่อช่อ จะเป็นสาเหตุสำคัญ ทำให้อาหารไม่พอเพียงที่จะส่งไปเลี้ยงผล ทำให้ผลผลิตด้อยคุณภาพ) แล้วอีกสัก 20 วัน ก็จะกลับมาแต่งผล ครั้งที่ 2 เพื่อเป็นการเก็บตกจากรอบแรก เราต้องมาเก็บรายละเอียดอีกครั้ง การตัดแต่งช่อผลลำไย ทำให้ผลลำไยมีขนาดผลใหญ่ มีขนาดผลที่สม่ำเสมอกันทั้งช่อ ลำไยจะได้เบอร์ใหญ่ อุปกรณ์ที่ใช้ก็จะมีกรรไกรตัดแต่งกิ่ง ใช้แต่งกิ่งที่ต่ำ มือเอื้อมตัดถึง ส่วนที่สูงก็จะใช้กรรไกรยาวในการตัดปลายช่อดอก การจะตัดช่อผลออกมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น ถ้าต้นสมบูรณ์สามารถไว้ผลต่อช่อได้มาก แต่ถ้าต้นไม่สมบูรณ์ควรไว้ผลต่อช่อน้อย การตัดช่อผลช่วยทำให้ผลลำไยมีขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น สามารถจำหน่ายในราคาสูง ทำให้มีรายได้ต่อต้นมากกว่าต้นที่ติดผลดก

การป้องกันกำจัดโรคและแมลงในช่วงติดผล เกษตรกรควรหมั่นสำรวจการระบาดของแมลงในสวนลำไย แมลงที่สำคัญพบในช่วงออกดอก ได้แก่ เพลี้ยไฟ และ ไร 4 ขา ถ้าระบาดอย่างรุนแรงควรพ่นสารฆ่าแมลงไดเมโธเอท ในระยะที่ดอกยังไม่บาน แต่ไม่ควรพ่นสารฆ่าแมลงในช่วงดอกบาน เนื่องจากอาจจะเป็นอันตรายต่อแมลงที่ช่วยผสมเกสร ช่วงติดผลให้ระมัดระวังแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง ควรดูแลตั้งแต่ผลยังเล็กอยู่ โดยการฉีดพ่นด้วยน้ำมันปิโตรเลียมหรือไวท์ออยล์

ระยะเลี้ยงผลจนถึงเก็บเกี่ยว ต้นลำไยต้องห้ามขาดน้ำ “น้ำ” เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับลำไยนอกฤดูกาล ลำไยต้องได้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งไม่เหมือนผลไม้บางชนิดที่อาจจะงดน้ำก่อนการเก็บเกี่ยวเพื่อเพิ่มความหวาน แต่ลำไยห้ามขาดน้ำ ถ้าลำไยขาดน้ำเปลือกจะนิ่ม ผลจะแตกง่าย และน้ำจะช่วยให้ผลลำไยมีน้ำหนักดี ส่งผลต่อน้ำหนักผลผลิตต่อไร่ อีกอย่างลำไยผิวมันจะแห้งไว อย่างลำไยที่ได้น้ำดีผิวที่ยังไม่แห้งมีความชุ่มชื้นเวลาส่งเข้าโรงงานอบแห้งผลลำไยจะอบได้ผิวสวย
ส่วนความหวาน ไม่ต้องห่วง เพราะปุ๋ยจะเป็นตัวช่วยในเรื่องของความหวานมากกว่า

เตรียมเก็บเกี่ยว วางแผนการตลาด

ระยะเวลาตั้งแต่ราดสารจนเก็บเกี่ยวผลผลิต ก็ประมาณ 7 เดือน ดังนั้น เกษตรกรสามารถวางแผนการตลาดเอาไว้ได้ว่าต้องการขายผลผลิตลำไยช่วงเวลาใด เพราะลำไยมันสั่งได้ กำหนดได้ (แต่ถ้าย้อนไปถึงวันตัดแต่งกิ่ง ก็ต้องบวกเวลาเพิ่มไปอีก 2 เดือน)

การเก็บเกี่ยว ก่อนเตรียมผลบรรจุตะกร้า เพื่อการส่งออกควรคัดแยกช่อผลที่เสียหายจากการเก็บเกี่ยว หรือมีตำหนิจากโรคและแมลงหรือผลเล็กเกินไปออกก่อน จากนั้นตัดแต่งช่อผลให้ก้านช่อยาวไม่เกิน 15 เซนติเมตร การคัดเกรดโดยแยกผลที่มีขนาดเล็กหรือใหญ่กว่าขนาดผลเฉลี่ยในช่อนำผลแต่ละเกรดมาจัดเรียงในตะกร้าพลาสติกสีขาว การบรรจุต้องอาศัยแรงงานที่มีความชำนาญ จึงจะจัดเรียงตะกร้าได้สวยและมีขนาดผลในตะกร้าสม่ำเสมอ การบรรจุตะกร้าจะบรรจุประมาณ 11.5 กิโลกรัม ซึ่งจะส่งผลต่อราคาที่จำหน่าย ซึ่งพ่อค้าหรือผู้ประกอบการจะใช้เกณฑ์ตัดสินราคา คือขนาดของผล สีผิว และการจัดเรียงตะกร้า ดังนั้น เกษตรกรจึงควรให้ความสำคัญในเรื่องของการคัดเกรดและการจัดเรียงตะกร้าด้วย หลังจากนั้น จึงจะลำเลียงผลผลิตไปยังจุดรับซื้อ

หลังการเก็บเกี่ยว ก็จะเป็นการพักฟื้นต้นลำไย บางสวนก็แต่งกิ่งช่วย บางสวนก็ไม่แต่งกิ่ง แต่จะเลี้ยงบำรุงต้นให้คืนความสมบูรณ์ เราก็ฉีดพ่นเพียงรักษาใบลำไยที่จะแตกออกมาอีก 2-3 ชุด ไม่ให้แมลงทำลายกัดกินใบเท่านั้น แล้วสัก 2 เดือน ล่วงหน้าก่อนการราดสาร เราจะตัดแต่งกิ่งโดยตัดแต่งกิ่งออกราว 40% ของต้น ให้ต้นมีความโปร่งภายในทรงพุ่ม แสงแดด และอากาศผ่านได้

การขายผลผลิตของลำไย ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยในแต่ละปี เฉลี่ยผลผลิตลำไยต่อไร่ จะประมาณ 2-5 ตัน ตอนนี้ผลผลิตของสวนป้อนเข้าสู่ตลาดทางภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ที่เขาจะลงมาซื้อถึงที่สวน ซึ่งการขายลำไยก็จะมีอยู่ 2 แบบ คือ ขายแบบเหมาสวน พ่อค้าก็ต้องเข้ามาดูสวน คาดคะเนผลผลิตให้แม่นยำ เพื่อเหมาไปแล้วไม่ขาดทุน เนื่องจากคาดคะเนผลผลิตลำไยที่จะเหมาผิด และการขายแบบเป็นกิโลกรัม สมมุติว่าตกลงกัน กิโลกรัมละ 20 บาท เก็บออกจากสวนกี่กิโลกรัม ก็ต้องคูณด้วยราคา 20 บาท ก็แล้วแต่เจ้าของสวนว่าพอใจขายแบบไหน คุณพิสุทธิ์ กล่าวว่า ราคาซื้อขายลำไยออกจากสวนที่ผ่านมา ก็จะอยู่ที่ กิโลกรัมละ 20-30 บาท ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ผลผลิตออกสู่ตลาดด้วยในแต่ละปี ถ้าราคาซื้อขายเกิน 20 บาท ต่อกิโลกรัม เกษตรกรก็พออยู่ได้ ถ้าราคาถึง 30 บาท ต่อกิโลกรัม ก็ถือว่าดีมากในปีนั้นๆ สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกลำไย

มีท่านผู้อ่านจำนวนไม่น้อยที่ยังคิดว่าไผ่มีไม่กี่สายพันธุ์ หรือหลายท่านยังปักใจเชื่อว่าไผ่ก็มีลักษณะเหมือนกัน แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเมื่อนักวิชาการหรือผู้คร่ำหวอดกับไผ่ อย่าง รศ. ธัญพิสิษฐ์ พวงจิก จากภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ศูนย์รังสิต) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ด้านไผ่มายาวนาน แล้วยังตระเวนศึกษาสายพันธุ์ไผ่หลายชนิดทั่วประเทศ จึงพบว่าในประเทศไทยมีสายพันธุ์จำนวนมาก แล้วในเนื้อหาการสัมมนาครั้งที่แล้ว อาจารย์ธัญพิสิษฐ์ ยังสรุปสายพันธุ์ไผ่หลักให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น

สำหรับเนื้อหาการสัมมนาในตอนนี้เป็นการลงลึกเพื่อค้นหาว่าไผ่พันธุ์ใดเหมาะกับการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อะไร โดยเฉพาะที่กำลังได้รับความสนใจในเรื่องการนำนวัตกรรมมาแปรรูปไผ่เป็นผลิตภัณฑ์น้ำไผ่ ทั้งนี้ คุณประสาน สุขสุทธิ์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดสระแก้ว ซึ่งท่านนี้ได้ศึกษาเรื่องความเป็นมา-เป็นไปของไผ่มาอย่างลึกซึ้ง แล้วได้ออกไปส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกเพื่อให้เกิดความเหมาะสมถูกต้อง จนในที่สุดได้มาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์น้ำไผ่เป็นของตัวเอง และจากนี้ไปฟังเนื้อหารายละเอียดจากคุณประสานกัน

การที่ได้มีโอกาสมาร่วมงานในครั้งนี้มีความเหมาะสมกับบรรยากาศของชื่องานแบบตรงๆ ที่ต้องการเน้นนวัตกรรมจากไผ่ เพราะถือว่าเป็นสิ่งใหม่ที่เพิ่งได้เกิดขึ้น และต่างจากเดิมในอดีตที่รู้กันเพียงว่าปลูกไผ่แล้วรับประทานหน่อได้เท่านั้น สำหรับงานในครั้งนี้ไผ่ได้ก้าวหน้าไปสู่การแปรรูป และเป็นการแปรรูปที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทันสมัยหลายด้าน

สำหรับการบรรยายของผมในครั้งนี้ขอนำเสนอข้อมูลจากไผ่จำนวน 3 ด้าน หรือ 3 ประเด็น คือ ประเด็นแรก จะมาเล่าบรรยากาศภาพรวมของไผ่ที่เกิดขึ้นในประเทศจีน ประเด็นต่อมา จะมาเล่าถึงการลงพื้นที่เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านที่สระแก้วปลูกไผ่ และประเด็นสุดท้าย คือผลิตภัณฑ์น้ำไผ่

เริ่มจากประเด็นแรกที่จะเล่าให้ฟังถึงอุตสาหกรรมการปลูกไผ่ในจีน เว็บบอลออนไลน์ แต่ก่อนอื่นต้องทราบว่าพื้นที่ปลูกไผ่ที่เหมาะสมในโลกใบนี้คือบริเวณทั้งเหนือและใต้เส้นศูนย์สูตร และไทยก็อยู่ในกลุ่มนั้น แต่ประเทศที่เป็นมหาอำนาจไผ่อยู่ที่จีน

เมื่อคราวที่ผมเดินทางไปจีนในราวปี 2555 ไปที่มณฑลเจ๋อเจียง ติดกับเซี่ยงไฮ้ แล้วถือว่าใกล้กับไทยด้วย ประเทศจีนได้วางแผนกำหนดโซนนิ่งในมณฑลนี้ให้รับผิดชอบเรื่องไผ่อย่างเดียว เมื่อดูลักษณะการเจริญเติบโตของไผ่ที่นั่นพบว่าจะแทงลงใต้ดินก่อน แล้วจึงค่อยมุดขึ้นสู่พื้นดินทีละลำ