การปลูกผักหวานป่า ข้อควรระวังอย่าให้รากของผักหวานป่าได้รับ

การกระทบกระเทือนจนรากขาด ถ้านำออกจากถุงระวังอย่าให้ดินแตก เพราะจะทำให้ต้นกล้าชะงักการเจริญเติบโต การให้น้ำ และการให้ปุ๋ย ผักหวานป่า ในช่วงฤดูแล้งให้น้ำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง พอดินชื้น อย่าให้ต้นผักหวานป่าขาดน้ำจนยอดแห้งและใบร่วง จะทำให้ต้นผักหวานป่าชะงักการเจริญเติบโต

สำหรับการใส่ปุ๋ย หลังปลูกผักหวานป่าได้ 3-4 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อต้น ห่างจากโคนต้นประมาณ 10-15 เซนติเมตร โรยทับด้วยปุ๋ยคอกแล้วกลบดิน

ในช่วงปีแรกให้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ร่วมกับปุ๋ยคอก 4 เดือน ต่อครั้ง ปริมาณปุ๋ยเพิ่มตามขนาดต้น

ในปีที่ 2 ใส่ปุ๋ย 2 ครั้ง คือช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน และปลายฤดูฝนประมาณเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ประมาณ 1 กำมือ ต่อต้น โรยทับด้วยปุ๋ยคอก 1-3 บุ้งกี๋ ต่อต้น ความสูงของต้นเฉลี่ยประมาณ 1 เมตร

ยอดผักหวานอ่อนที่ปลูกและดูแล จึงเป็นอีกหนึ่งความสุขที่เกิดขึ้นได้ไม่ยากในสวนหลังบ้านของทุกท่าน…

สวนเกษตร 2000 อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โทร.083-9933801,085-9367575 ที่ตลาดน้ำดอนหวาย มีของกิน ผัก ผลไม้ และสินค้าอื่นๆ วางขายอยู่เป็นจำนวนมาก มะละกอจาก”สวนนายปรุง” เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่สร้างชื่อให้กับตลาดแห่งนี้

ปัจจุบันคุณปรุง ป้อมเกิด อยู่บ้านเลขที่ 45/3 หมู่ 4 ตำบลลานตากฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม คุณปรุง ปลูกมะละกอมานานกว่า 20 ปีแล้ว แรกเริ่มเดิมที แม่ค้าในตลาด มีมะละกอแขกดำรสชาติดี จึงนำผลให้คุณโสภา ภรรยานายปรุงเพื่อชิมเนื้อ แล้วก็ลองนำเมล็ดไปปลูก คุณปรุงและภรรยาชอบใจ จึงปลูกมะละกอที่แม่ค้าให้มา เมื่อมีผลผลิตเขาชิมดู ปรากฏว่าอร่อยมาก ผลผลิตที่ได้เจ้าของนำออกจำหน่าย แต่ขายได้เพียงกิโลกรัมละ 1 บาทเท่านั้น

คุณปรุงไม่ย่อท้อ พยายามปลูกรุ่นใหม่ เมื่อมีผลผลิตก็นำออกทดลองตลาดอีก ระยะหลังๆราคากระเตื้องขึ้น ทุกวันนี้ เท่าที่ทราบ คุณปรุงขายมะละกอจากสวนได้ราคาดีที่สุดในประเทศไทย คือกิโลกรัมละ 25 บาทมีบวกลบบ้างเล็กน้อย

มะละกอที่ปลูกอยู่เป็นสายพันธุ์แขกดำ เจ้าของได้คัดพันธุ์ โดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน เริ่มจากดูที่ผลมีความยาวพอประมาณ โคนผลเล็ก ตรงกลางใหญ่ ปลายเรียว แต่ไม่แหลมจนเกินไป ปลายควรทู่พอสมควร ผิวผลสวย ขนาด 1.5-2 กิโลกรัมต่อผล นี่เป็นลักษณะภายนอก เมื่อผ่าผลสีเนื้อต้องแดง สำคัญที่สุดรสชาติต้องหวาน คุณปรุงคัดพันธุ์มานานกว่า 20 ปี สามารถบอกได้เลยว่า มะละกอสวนนี้เป็น”มะละกอแขกดำสายพันธุ์นายปรุง”

คุณปรุงปลูกมะละกออยู่ริมถนนสายพุทธมณฑล-นครชัยศรี คนทั่วไปรู้จักกันดี ซึ่งเป็นละที่กับบ้านัพักอาศัย

นอกจากคุณปรุงแล้ว ปัจจุบันทายาทของเขา คุณสมจินต์ ป้อมเกิด ได้มาช่วยพ่อปลูกมะละกอ ขณะเดียวกันก็ขยายพื้นที่ออกไปไม่น้อย คุณสมจินต์ เล่าให้ฟังว่า ตนเองช่วยพ่อปลูกมะละกอตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อเรียนจบก็ไปทำงานเปลี่ยนบรรยากาศอยู่ที่นวนครพักหนึ่ง เมื่อแต่งงาน จึงกลับมาหาพ่อ พร้อมลงมือปลูกมะละกออย่างจริงจัง ซึ่งรายได้นั้น ปลูกมะละกอดีกว่ามาก

คุณสมจินต์เล่าถึงการปลูกมะละกอว่า เมื่อได้เมล็ดจากผลสุก นำมาล้างน้ำเอาเมือกที่หุ้มเมล็ดออก ผึ่งลมในสภาพห้อง 2-3 คืน แล้วคลุกยากันรา จึงห่อด้วยผ้าที่ชุบน้ำ เป็นเวลา 4 คืน ทุกวันนี้ทางสวนเพาะในถาดที่มี 60 หลุม หยอดเมล็ดลงหลุมละ 2 เมล็ด ตั้งแต่เพาะเมล็ดจนปลูกได้ใช้เวลาราวเดือนครึ่ง

ราคาเมล็ดพันธุ์ที่เจ้าของจำหน่ายอยู่ เมล็ดละ 1 บาท ต้นที่เพาะในถาด 5 บาท หากแยกลงถุงดำต้นละ 10 บาท

ดินที่ปลูก เจ้าของบอกว่า ระดับน้ำควรห่างจากสันแปลงไม่น้อยกว่า 1 เมตร หากน้ำใกล้รากมะละกอเกินไป อาจเหี่ยวเฉาได้ มะละกอต้องการความชื้น แต่ไม่ชอบดินแฉะ วิธีเตรียมดิน ใช้รถตีดิน เป็นการพรวนดินนั่นเอง

เกษตรกรรายนี้ ปลูกมะละกอโดยใช้ระยะระหว่างต้นระหว่างแถว 2 เมตร

ใน 1 หลุม ปลูกมะละกอ 2 ต้น เมื่อมีดอกก็คัดเพศ ดอกที่มีลักษณะรูปขวดเรียวๆ เหมือนขวดเหล้า เป็นดอกกระเทย ผลออกมายาว เป็นที่ต้องการของผู้ปลูก

ต้นที่ดอกเหมือนดอกบัวตูม เป็นต้นตัวเมีย ผลที่ออกมาอ้วนป้อม ขายไม่ได้ เจ้าของจะตัดทิ้ง

ใน 1 หลุม มี 2 ต้น เมื่อพบว่ามีดอกกระเทยทั้งสองต้น ตัดทิ้งต้นหนึ่ง หากพบว่ามีดอกกระเทยและดอกตัวเมีย ตัดต้นตัวเมียทิ้ง แต่หากพบว่า มีเป็นต้นตัวเมียทั้งคู่ ตัดทิ้งทั้งคู่แล้วปลูกใหม่ ในระยะเวลา 3 เดือน เจ้าของบอกว่า เร่งให้ทันกันได้ แต่หากช้ากว่านั้น เจ้าของบอกว่าไม่ทัน เรื่องการดูแลรักษา หน้าแล้งเจ้าของรดน้ำให้วันเว้นวัน

ปุ๋ย ต้นเล้กๆใส่สูตร 25-7-7 ปริมาณขนาด 1 ช้อนกาแฟทุกๆ 7 วัน เมื่อมีผลใส่สูตร 8-24-24 เดือนละครั้ง ต้นละ 1 ช้อนโต๊ะ เมื่อเก็บผลผลิตใส่สูตร 13-13-21 จำนวน 2 ครั้งต่อเดือน ส่วนปุ๋ยคอก ใส่ขี้ไก่ ช่วงที่ยังไม่เก็บผลผลิต เมื่อมีผลผลิตใส่ขี้ค้างคาว ช่วยให้เนื้อมีคุณภาพดี รสชาติหวาน ข้อควรพิจารณาในการใส่ปุ๋ย หากต้นมะละกอใบยังเขียวเข้มอยู่ แสดงว่าอาหารยังมีมาก อาจจะลดปริมาณปุ๋ยลง หากผลผลิตดก ใบไม่สมบูรณ์ อาจจะเพิ่มปุ๋ยให้มากขึ้น

โรคมะละกอที่น่ากลัวมาก คือโรคใบด่างวงแหวน ไม่มีทางรักษา เพียงแต่ป้องกัน โดยป้องกันแมลงที่เป็นพาหะ หากพบว่ามะละกอเป็นโรคต้องรีบตัดทิ้ง ห้ามเสียดายเป็นอันขาด

คุณปรุงและลูกชาย ปลูกมะละกอแล้วห่มผ้าให้ที่ผลมะละกอ โดยใช้ผ้าซับในกระโปรง สีขาว (ยังไม่เคยใช้ ซื้อมาใหม่) ห่อรอบบริเวณที่ติดผล ผ้าที่ห่อหรือห่มให้ ช่วยป้องกันแมลงได้ส่วนหนึ่ง ทำให้คุณภาพของผลผลิตดีขึ้น ป้องกันแสงแดดที่ร้อนจัดทำลายผิวผล

หลังปลูก 8 เดือน เริ่มเก็บผลผลิตได้ เจ้าของเก็บอยู่ได้นาน 14 เดือน เท่ากับว่าตั้งแต่ปลูกจนตัดต้นทิ้งแล้วปลูกใหม่ ใช้เวลา 22 เดือน ระยะเวลาที่เก็บผลผลิตอยู่ 14 เดือน เจ้าของบอกว่า น้ำหนักผลผลิตที่สมบูรณ์จำหน่ายได้ราคาดี มีราว 100 กิโลกรัมต่อ 14 เดือนต่อต้น

“จุดเด่น หากสมบูรณ์ดีเนื้อสีแดงเข้ม รสชาติหวานมีเค็มนิดๆ เนื้อกรอบเมื่อไม่สุกจัด เนื้อไม่นิ่มไม่เละเมื่อสุกมาก เมื่อก่อนการขาย คัดเล็ก กลาง ใหญ่ ผลขนาดเล็กขายได้ราคาดีกว่า ทุกวันนี้ บางครั้งขายคละกันไป ราคาเคยขายจากสวนสูงสุด 30-35 บาท เฉลี่ยอยู่ที่ 25 บาทต่อกิโลกรัม ตลาดห้างเดอะมอลล์มาซื้อ แม่ค้าที่อตก.ซื้อไปขาย เขาได้ชิม จึงมาติดต่อซื้อ ที่อื่นมีศาลายา ตลาดน้ำดอนหวาย นครชัยศรี”

คุณสมจินต์บอก และให้แนวคิดอีกว่า

“มะละกอคนหนึ่งดูแลได้ 5 ไร่ 2 คน 10 ไร่ คนนำออกไปปลูกนอกเขต รสชาติไม่ดีนัก รายได้ดีกว่าที่เคยทำงานอยู่ คนอยู่ถิ่นอื่น อย่างนครสวรรค์ ลพบุรี อยากปลูก เมื่อมีผลผลิตต้องนำออกเผยแพร่ ให้เขาชิม ต้องทำผลผลิตให้มีคุณภาพ การรักษาคุณภาพต้องดูผิวผล เก็บอย่างนุ่มนวล ใช้จำปาสอย ผลผลิตห่อด้วยโฟม”

คุณขันนาค ดวงสร้อยทอง แม่ค้าขายผลไม้อยู่ที่ตลาดนครชัยศรี ขายมะละกอของคุณปรุงมากว่า 10 ปีแล้ว

“มะละกอของนายปรุงเนื้อแน่น หวาน ซื้อมาอาทิตย์ละ 2 ครั้ง จันทร์และพฤหัสฯ ครั้งละ 100 กิโลกรัม ขายหมด คนนิยมมาก”คุณขันนาคบอก

ดูราคามะละกอที่เกษตรกรรายนี้ขายได้แล้ว น่าสนใจมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะปลูกได้ง่ายๆ ปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ยต้องใส่ให้มาก สวนคุณปรุงและลูกชายได้เปรียบถิ่นอื่น เพราะดินเหนียว มีธาตุอาหาร โดยเฉพาะโปแตสเซี่ยมสูง ช่วยเพิ่มความหวาน

มะกรูด ถือเป็นพืชที่มีคุณประโยชน์มากมาย ส่วนต่างของมะกรูดสามารถใช้ประโยชน์ได้หมด ไม่ว่า ใบมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหย และใช้เป็นเครื่องเทศประกอบอาหาร ผลมะกรูดใช้แต่งกลิ่น สระผม ผิวจากลูก บำรุงเป็นยาขับลมในลำไส้ แก้แน่น เป็นต้น

สายพันธุ์มะกรูดแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลัก คือสายพันธุ์ที่ให้ผลมะกรูดดกตลอดปี ผิวผลค่อนข้างเรียบ และผลมีขนาดเล็ก อีกสายพันธุ์หนึ่งเป็นพันธุ์ผลใหญ่ และติดผลเป็นพวง

ในการปลูกนั้น ควรเลือกสภาพพื้นที่ต้องมีการระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมขัง มีระดับ pH 5.5-7.0 ดินมีอินทรียวัตถุสูง หรือปรับแต่งได้ด้วยการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยพืชสดได้ ควรมีการไถพรวนก่อนเพื่อช่วยไม่ให้ดินแน่นแข็งเกินไป

ในการปลูกมะกรูดเพื่อเป็นการค้านั้น ส่วนใหญ่จะนิยมปลูกโดยการยกร่อง มีความกว้างของแปลง 1 เมตร ยกระดับความสูงของแปลง ประมาณ 20-25 เซนติเมตร ความห่างระหว่างจุดกึ่งกลางของแปลง 1.5 เมตร ระยะห่างระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ดดยใช้วิธีปลูกแบบสลับฟันปลา การใช้ระยะปลูกที่ห่างกว่านี้ไม่มีความจำเป็น เนื่องจากการผลิตใบมะกรูดต้องอาศัยกรรมวิธีในการตัดแต่ง ซึ่งเท่ากับเป็นการควบคุมขนาดพุ่มต้นพร้อมกันด้วย

กิ่งพันธุ์ ที่นำมาปลูก สามารถใช้ต้นพันธุ์ที่ขยายพันธุ์จากการเพาะเมล็ด กิ่งปักชำ หรือกิ่งตอน ทั้งนี้ในการนำต้นพันธุ์มะกรูดลงปลูกมีข้อแนะนำว่า ควรหันหน้าใบทางทิศตะวันออก เพื่อให้สามารถรับแสงอาทิตย์ได้เต็มที่ และอีกจุดที่สำคัญของการปลูกมะกรูดเพื่อตัดใบขายนั้นจะต้องมีสภาพแหล่งน้ำที่สมบูรณ์ เมื่อต้นมะกรูดมีอายุเข้าปีที่ 3 เริ่มตัดใบมะกรูดขายได้ทุกๆ 3 เดือน

ส่วนฤดูกาลปลูก มีข้อแนะนำให้ปลูกในช่วงปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาวจะดีที่สุด ถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนมักจะพบปัญหาเรื่องโรคราเนื่องจากมีความชื้นสูง หลังการปลูกต้นมะกรูดจะตั้งตัวหลังจากปลูกไปได้ประมาณ 1 เดือน มีข้อแนะนำว่า ให้ใช้ปุ๋ยยูเรียผสมกับปุ๋ยคอกเก่า ใส่ให้กับต้นมะกรูด แต่ให้ใส่ห่างจากโคนต้นสัก 1 คืบ ถ้าเป็นช่วงฤดูแล้งให้ทำเปลือกถั่วเขียวมาคลุมโคนต้น อย่าให้ติดโคนต้นเช่นกัน ปุ๋ยที่ใส่ไปจะกระตุ้นการแตกยอดให้เร็วขึ้น

อายุที่เริ่มให้ผลผลิต สามารถเริ่มตัดแต่งกิ่งเพื่อจำหน่ายได้หลังจากปลูกประมาณ 4-6 เดือน จะเริ่มตัดแต่งกิ่งโดยตัดให้อยู่ในระดับความสูง 60-80 เซนติเมตร จากผิวดิน กำจัดกิ่งที่อยู่ในแนวนอนออกไป ภายหลังการตัดแต่ง ตาจะเริ่มผลิ ผลจากการศึกษา

ซึ่งไม่แน่ว่าจากมะกรูดเพียง 1 ต้นในบ้าน อาจพัฒนาไปสู่การเป็นเจ้าของสวนมะกรูดรายใหญ่ก็เป็นไปได้ไม่ยาก ผลไม้ที่เป็นไม้ยืนต้นอีกชนิด พบว่าปลูกทั่วประเทศไทย แต่ไม่ค่อยได้พบเห็นกันบ่อยนัก คือ ละมุด ทั้งที่ว่ากันว่า ละมุด เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่นิยมรับประทาน เพราะเป็นผลไม้ที่มีรสหวาน มีกลิ่นหอม มีน้ำตาลสูง แต่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี ธาตุแคลเซียม และ ธาตุฟอสฟอรัส

ในตลาดผลไม้เมืองไทย แม้จะเดินเข้าออกในทุกวัน ทุกฤดูกาล ก็อาจไม่ได้เห็นผลไม้ชนิดนี้วางอยู่บนแผง จนเกือบลืมไปแล้วว่ายังมีอยู่ อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา เป็นอำเภอหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่า มีละมุดอร่อยที่สุดของประเทศ เรียกติดปากกันว่า ละมุดบางกล่ำ (ภาคใต้เรียกละมุด ว่า ลูกสวา)

แต่ปัจจุบันมีผลไม้อีกมากมายหลายชนิด ขึ้นแท่นผลไม้ชื่อดังของจังหวัดไปแล้ว ทำให้ล่าสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา อนุมัติงบประมาณส่งเสริมการปลูกละมุดในพื้นที่อำเภอบางกล่ำอย่างจริงจัง เพื่อให้ชื่อเสียงละมุดบางกล่ำ กลับมารุ่งเรืองเช่นอดีต

สวนที่ได้ชื่อว่า เป็นสวนที่มีละมุดผลใหญ่ รสชาติดี กว่าละมุดในละแวกใกล้เคียงทั้งหมด คือ สวนของคุณจู้ฮ่อง เจริญแสง และคุณจำเนียน เจริญแสง สองสามีภรรยา

คุณจู้ฮ่อง ฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับการปลูกละมุดให้ฟังว่า เขาเติบโตมากับสวนละมุด ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นต้นละมุดปลูกอยู่รอบบ้าน พ่อของคุณจู้ฮ่องบอกกับคุณจู้ฮ่องว่า นำพันธุ์ละมุดนี้มาจากเมืองกลันตัน (สมัยนั้น เมืองไทรบุรี กลันตัน ตั้งอยู่ในเขตประเทศไทย แต่ปัจจุบันเป็นรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย) เป็นพันธุ์ยักษ์ ผลใหญ่ ผลยาว ผิวสวย เนื้อเนียน กลิ่นหอม หวาน รสชาติดี และเมล็ดน้อย

และสวนละมุดที่คุณจู้ฮ่องเห็นมาตั้งแต่เด็ก ก็ตกเป็นสมบัติจากบรรพบุรุษสู่คุณจู้ฮ่องให้ได้ดูแลต่อเนื่อง ไม่ต้องถามว่านานแค่ไหน เพราะต้นละมุดที่ปลูกอยู่หลังบ้าน มีต้นที่อายุมากที่สุดอยู่ 1 ต้น อายุประมาณ 130 ปี ลำต้นเจริญเติบโต แข็งแรง และให้ผลดกอย่างสม่ำเสมอ

พื้นที่รอบบ้านราว 2 ไร่ อยู่ติดคลองบางกล่ำ ที่อดีตใช้สัญจรทางน้ำ เชื่อมต่อกับทะเลสาบสงขลา ซึ่งการค้าขายก็ใช้เส้นทางคลองบางกล่ำ จนมีถนนตัดผ่าน การสัญจรและค้าขายทางน้ำก็ยุติลง

“คลองบางกล่ำ เป็นคลองที่เป็นเสมือนคลองสายหลักของอำเภอ ยาวไปเชื่อมต่อกับทะเลสาบสงขลา มีช่วงเวลาน้ำขึ้นน้ำลง มีความเค็มของน้ำทะเลเจือจางเป็นน้ำกร่อยผ่านคลองเข้ามา เมื่อก่อนทุกครั้งที่มีการขุดลอกคลอง ดินจากการขุดคลองก็นำขึ้นมาถมไว้ภายในสวน และดินนั้นเป็นดินเหนียวสีดำที่ดีมาก มีแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์อยู่ในดิน”

ต้นละมุดเก่าแก่ราว 130 ปี มีเพียงต้นเดียว ในพื้นที่ 2 ไร่ รวมที่พักอาศัยด้วยแล้ว ยังมีละมุดอายุประมาณ 70 ปี อีกหลายต้น รวมทั้งสวนพื้นที่ 2 ไร่ มีละมุดประมาณ 45 ต้น ระยะปลูก 10X10 เมตร

คุณจู้ฮ่อง บอกว่า ละมุด เป็นพืชที่ดูแลง่าย ที่ผ่านมาเคยเกิดกรณีน้ำท่วม มีภาวะแล้ง ละมุดก็ยังไม่ตาย แค่ชะลอการเจริญเติบโตไปบ้างเท่านั้น แต่เมื่อกลับสู่สภาพปกติ ละมุดก็เจริญเติบโตดี ซึ่งนอกจากดินดีแล้ว เชื่อว่าเป็นเพราะสายพันธุ์ที่นำมาปลูกเป็นสายพันธุ์ที่ดีด้วย

การให้น้ำ หากสภาพอากาศปกติ ไม่จำเป็นต้องให้ ยกเว้นเกิดสภาวะแล้งต่อเนื่องนานมาก จึงให้น้ำ เพราะละมุดเป็นพืชที่มีเปลือกหนา และเก็บน้ำไว้ที่เปลือก ซึ่งเป็นธรรมชาติของต้นละมุดเอง

การให้ปุ๋ย ภายในสวนปราศจากสารเคมีปะปน เพราะทุกครั้งที่ให้ปุ๋ย คุณจำเนียน จะให้ปุ๋ยรอบโคนต้น และไม่กำหนดระยะเวลาการให้ ขึ้นกับความสะดวกของผู้ปลูก โดยทั่วไปประมาณ 2-3 เดือนต่อครั้ง และใช้ปุ๋ยขี้วัวหรือปุ๋ยขี้ไก่ ตามความสะดวกที่หาได้ในละแวกใกล้เคียงเช่นกัน

หลังลงปลูก ประมาณ 5 ปี ละมุดจะเริ่มให้ผลผลิต

ผลผลิตจะออกเต็มต้น เก็บไปจำหน่ายได้ในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน และอีกช่วงในเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม

“ผลผลิตละมุดจะมากที่สุดในช่วงเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน แต่หลังจากนั้นอาจเก็บได้เรื่อยๆ เพียงแต่ไม่มากเหมือนในฤดู หรือในบางปีที่สภาพอากาศดี น้ำดี มีผลผลิตให้เก็บขายได้ต่อเนื่องมาอีกหลายเดือน บางปีเก็บผลผลิตครั้งละมากๆ ได้ถึง 2 รอบ”

เมื่อถามถึงโรคและแมลงศัตรูพืช คุณจู้ฮ่อง ยืนยันว่า ละมุดเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีด้วยตนเองในธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้น โรคและแมลงศัตรูพืชจึงพบน้อย ที่ผ่านมาพบด้วงกัดยอด ทำให้เจริญเติบโต้ช้า และกินผล เมื่อผลมีขนาดใหญ่ แต่ด้วยการจัดการภายในสวนไม่ได้ใช้สารเคมี จึงใช้วิธีกำจัดแบบธรรมชาติ เมื่อพบด้วงกัดยอดและฝังตัวเข้าไปในลำต้น จะใช้ยาเส้นใส่เข้าไปในรูที่พบ อัดให้แน่น ก็เป็นการทำลายด้วงหรือแมลงที่เข้ามาทำลายละมุดได้อย่างดี

คุณจู้ฮ่อง เปรียบเทียบขนาดของละมุดภายในสวนที่เก็บได้ ว่ามีขนาดใหญ่กว่าสวนอื่น น้ำหนักที่เคยเก็บได้อยู่ที่จำนวน 4-5 ผลต่อกิโลกรัม หรือให้เห็นภาพชัดๆ ก็ขนาดเกือบเท่าผลส้มโชกุน ซึ่งขนาดผลมีผลต่อราคาซื้อขาย เช่น ขนาดใหญ่ 4-5 ผลต่อกิโลกรัม ขายหน้าสวนราคากิโลกรัมละ 100 บาท แต่ถ้าขนาดเล็กลงตามลำดับ ก็ขายในราคาหน้าสวน 40 บาทต่อกิโลกรัม และ 60 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งนอกเหนือจากน้ำหนักผลที่มากแล้ว เนื้อละมุดมีความเนียนมาก ทั้งยังหวานหอมอีกด้วย

ต้นละมุด ก็เหมือนกับไม้ผลชนิดอื่น เมื่ออายุต้นมากขึ้น ผลผลิตที่ได้จะมากขึ้นด้วย โดยคุณจำเนียน บอกว่า ละมุดแต่ละต้นให้ผลผลิตไม่น้อย เก็บได้แต่ละฤดูกาล ต้นละ 150-200 กิโลกรัมทีเดียว

ในอดีต คุณจู้ฮ่อง นำผลผลิตที่ได้ขึ้นรถโดยสารประจำทาง ไปขายยังตัวอำเภอหาดใหญ่ แต่ปัจจุบัน ละมุดบางกล่ำเป็นที่รู้จัก ทำให้ไม่ต้องนำไปขายด้วยตนเอง มีลูกค้ามาซื้อถึงบ้าน ในราคาที่ไม่ต่ำไปกว่าที่ต้องการเลย

แม้จะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคและตลาดเปิดกว้างสำหรับละมุดบางกล่ำ แต่การขยายพื้นที่ปลูกละมุดของคุณจู้ฮ่องและคุณจำเนียน ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จากการสอบถามทราบว่า ต้นละมุดแต่ละต้นอายุไม่น้อย การขยายพันธุ์จึงทำได้ยาก วิธีที่สามารถทำได้มีเพียงวิธีเดียว คือ การทาบกิ่ง ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญของเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตร เพราะคุณจู้ฮ่องและคุณจำเนียน เคยทำก็ไม่ประสบความสำเร็จ

คุณอนุชา ยาอีด สมัครแทงบอลออนไลน์ หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลา อธิบายว่า พื้นที่ปลูกละมุดเดิมมีมาก แต่เมื่อความเจริญเข้าถึง รวมถึงการส่งเสริมการปลูกพืชชนิดอื่นร่วมด้วย ทำให้เกษตรกรบางรายเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจของพืชอื่น จึงโค่นละมุดแล้วปลูกพืชอื่นแทน ทำให้จำนวนสวนลดน้อยลงในทุกปี

คุณสมโภช นันทวงศ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศไม้ผลบางกล่ำ กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศนไม้ผลบางกล่ำ ก่อตั้งขึ้นมาเป็นเวลากว่า 2 ปี เป็นการรวมตัวของเกษตรกรในพื้นที่ตำบลบางกล่ำ 40 ราย พื้นที่ปลูกผลไม้กว่า 100 ไร่ เช่น ละมุด มังคุด กระท้อน และผักพื้นเมือง ซึ่อตำบลบางกล่ำมีจุดเด่นในการดูแลสวนโดยไม่ใช้สารเคมี และการรวมกลุ่มกันของเกษตรกร มีวัตถุประสงค์เพื่อสะดวกต่อการขอสนับสนุนงบประมาณส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนในการปรับปรุงสวนและดูแลผลผลิต นอกจากนี้ยังใช้เวลาว่างในการแปรรูปผลไม้ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตที่ได้ เช่น ละมุดผลเล็ก หากขายสดราคากิโลกรัมละ 20 บาท เมื่อนำมาแปรรูปเป็น ละมุดลอยแก้ว หรือ สวาลอยแก้ว จำหน่ายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 100 บาท โดยใช้ผลละมุดเพียง 1-2 ผลเท่านั้น

ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศไม้ผลบางกล่ำ กล่าวอีกว่า กลุ่มยินดีให้คำแนะนำในการเที่ยวชมสวนผลไม้ของเกษตรกรในพื้นที่ โดยเฉพาะการให้ความรู้เกี่ยวกับการขยายพันธุ์ละมุดบางกล่ำ ซึ่งเป็นไม้ผลที่ขึ้นชื่อของอำเภอ ทั้งนี้ มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวสวนผลไม้ในพื้นที่บางกล่ำ โดยเปิดตลาดน้ำประชารัฐบางกล่ำ วัดบางหยี หมู่ 4 ตำบลบางกล่ำ อำเภอบางกล่ำ รองรับนักท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2560 และจะเปิดเป็นประจำทุกวันเสาร์เท่านั้น

ปัจจุบันในพื้นที่อำเภอจะนะ มีเกษตรกรมาขึ้นทะเบียนเป็นผู้ปลูก

จะนะไว้ทั้งสิ้น 65 ราย คิดเป็นพื้นที่ 162 ไร่ โดยเกษตรกรส่วนใหญ่เน้นปลูกส้มจุกจะนะปลอดสารเคมี แต่ยังพบปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง รวมถึงปัญหาแมลง ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงอนุมัติงบประมาณ 200,000 บาท สำหรับขุดบ่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ถุงห่อส้มจุกป้องกันแมลง ทั้งนี้ ส้มจุกจะนะเป็นผลไม้โบราณที่หารับประทานได้ยาก และมีพื้นที่ปลูกน้อย อีกทั้งรสชาติของส้มจุกที่ปลูกในพื้นที่อำเภอจะนะยังมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้สำนักงานเกษตรอำเภอ ร่วมกับ จังหวัด ยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications หรือ GI) กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา

ความพิเศษของ “ส้มจุกจะนะ” คือ ผิวส้มมีกลิ่นหอม ผลสุกจะหวานอมเปรี้ยว ไม่หวานจัด สุกจัดด้านในผลจะกลวง ด้านบนของผลเป็นจุกขึ้นไป จึงเรียกตามลักษณะว่า ส้มจุก

คุณดนกอนี เหลาะหมาน เจ้าของสวนส้มจุกจะนะที่เข้าถึงง่ายที่สุด ให้เราเรียกเขาด้วยความสนิทสนมว่า “บังนี” มีสวนส้มจุกอยู่ที่หมู่ 7 ตำบลป่าชิง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

บังนี มีภูมิลำเนาเป็นชาวอำเภอจะนะ เติบโตมาพร้อมๆ กับต้นส้มจุกที่เขาบอกว่า เห็นมีรายรอบบ้าน ทั้งบ้านตนเอง บ้านญาติ และละแวกใกล้เคียง ขึ้นในลักษณะไม่ใช่สวน แต่เป็นต้นไม้ที่มีไว้ประดับและเก็บผลกินเป็นผลไม้ข้างจานข้าว หลังอิ่มจากมื้อหลัก

บังนี เรียนจบจาก สาขาพืชศาสตร์ (พืชสวน) มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพราะรักในการทำสวนมาตั้งแต่เด็ก แต่หลังเรียนจบก็ทำงานตามสาขาที่เรียนมาในบริษัทเอกชน กระทั่งมีเหตุให้ต้องกลับมาอยู่บ้าน ก็ยังทำงานบริษัทเอกชนใกล้บ้าน ส่วนความสนใจด้านการทำสวนที่ยังมีอยู่ก็ยังไม่ทิ้ง

“ภาพที่มีเด็กวิ่งขายส้มจุกจะนะ ร้อยด้วยเส้นลวด หิ้วขายตามสถานรถไฟจะนะ เป็นภาพที่ติดตา อยากให้มีแบบนี้อีก เลยคิดว่าวันหนึ่งผมจะปลูกส้มและทำแบบนั้นบ้าง”

ปี 2544 บังนี เริ่มคิดจริงจังกับการทำสวน และส้มจุกเป็นสิ่งที่เขาตั้งใจ พื้นที่เพียง 1 ไร่เศษ บังนี ปรับให้เป็นสวนส้มจุกทั้งหมด ปลูกแบบยกร่อง ระยะห่าง 5×5 เมตร ซึ่งระยะที่เหมาะจริงควรเป็น 5×6 เมตร ติดตั้งระบบสปริงเกลอร์ หากผู้ปลูกไม่ได้ยกร่อง ก็ควรพูนโคกให้กับต้น เพื่อการระบายน้ำที่ดี เพราะส้มจุก เป็นพืชที่ชอบน้ำ แต่ไม่ชอบแฉะ ดังนั้น หากน้ำมากเกินไป อาจทำให้เกิดโรครากเน่าหรือโคนเน่าได้

พื้นที่ 1 ไร่เศษ ของบังนี ปลูกส้มจุกได้มากถึง 50 ต้น

ในสวนที่ดูแลใกล้ชิด เพียง 4-5 ปีก็เริ่มติดผล

แต่ระยะแรกสำหรับบังนี ดูเหมือนจะไม่ได้ผล ทำให้บังนีเริ่มท้อ และนึกถึงเหตุที่คนไม่นิยมปลูกส้มจุกในพื้นที่ ว่าเป็นเพราะการดูแลที่ยุ่งยากและการเอาใจใส่ที่ใกล้ชิด หากปล่อยปละละเลยจะได้ผลผลิตส้มจุกที่ไม่มีคุณภาพ แต่ด้วยใจรักของบังนีที่มีต่อการทำสวนส้มจุก ทำให้สวนส้มจุกไม่ได้ถูกปรับไปปลูกพืชชนิดอื่น และหมั่นดูแลอย่างใกล้ชิดจนส้มจุกให้ผลผลิตออกจำหน่ายได้

“น้ำ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปลูกส้ม แม้ส้มจะชอบน้ำเยอะ แต่ก็ไม่ควรให้แฉะจนเกินไป เพราะจะเกิดปัญหาโรคตามมา ช่วงที่ฝนตกอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องรดน้ำเลย ให้สังเกตจากใบ หากใบเหี่ยว ม้วน งอ หมายถึง ขาดน้ำ ควรให้น้ำจนสภาพใบสดชื่น หรือดูจากสภาพดินมีความชุ่มชื้นก็เพียงพอแล้ว”

การดูแลสวนส้มจุกโดยบังนี เน้นการปลูกแบบปลอดสารเคมี จึงใช้ปุ๋ยคอก และ ปุ๋ยชีวภาพ เป็นตัวเสริม

ปุ๋ยคอก เป็นปุ๋ยมูลไก่ ก่อนนำมาใช้ต้องนำมูลไก่ไปหมักก่อนจึงนำมาใช้ ส่วนมูลวัวนำมาใช้ได้ทันที การใส่ปุ๋ยควรให้ช่วงก่อนติดดอก ประมาณเดือนมกราคมของทุกปี จากนั้นงดให้น้ำ ภายใน 60 วัน จะเริ่มแตกยอดใหม่และติดดอก หลังติดดอกประมาณ 30 วัน จะเริ่มติดผล

การติดผลของส้มจุก จะติดช่อละ 2-3 ผล

หลังออกดอกประมาณ 8 เดือน เก็บผลจำหน่ายได้

เมื่อสุกจัด ตรงกลางจะกลวง
แมลงและหนอนเจาะผล มักจะเจาะผลก่อนผลสุก ประมาณ 60 วัน ดังนั้น การห่อควรเริ่มตั้งแต่ผลส้มจุกขนาดเท่าผลมะนาว ใช้ถุงกระดาษห่อ หรือจะใช้โฟมก็ได้ ไม่ต่างกัน เพราะแม้จะห่อผลไว้ ก็ไม่สามารถป้องกันแมลงเจาะผลได้ 100 เปอร์เซ็นต์

“แมลงเจาะผล เป็นแมลงปีกแข็งคล้ายบุ้ง จะเจาะเข้าไปในผล ดูดน้ำเลี้ยงในผลและทำลายผล ภายใน 15-20 วัน ผลจะหลุดจากขั้ว ร่วงทิ้ง การกำจัดใช้สมุนไพรฉีดพ่น ช่วยไล่แมลงได้เช่นกัน”

การตัดแต่งกิ่งหลังเก็บผลผลิตเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่สำหรับบังนี มีเวลามากบ้างน้อยบ้าง จึงตัดแต่งบ้างและปล่อยให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องผิด

การขยายพันธุ์ส้มจุก ทำได้ 2 วิธี คือ การเพาะเมล็ด และ การตอนกิ่ง ซึ่งทั้ง 2 วิธี แตกต่างกันเพียงแค่ การปลูกด้วยการเพาะเมล็ดจะเจริญเติบโตได้ช้ากว่าเท่านั้น

ต่อข้อสงสัยว่า เพราะเหตุใดจึงมีชาวสวนปลูกส้มจุกไม่มากนัก บังนี บอกว่า น่าจะเป็นเพราะการดูแลที่ต้องใส่ใจในรายละเอียด มีหลายรายที่คิดปลูก แต่ไม่นานก็ล้มเลิก ต้องมีใจรักการทำสวนผลไม้จริงๆ จึงจะอยู่ได้ โดยเฉพาะเมื่อสำนักงานเกษตรอำเภอ ต้องการให้การปลูกส้มจุกปลอดสารเคมี จึงเข้ามาส่งเสริมและสนับสนุนให้งดใช้สารเคมี แต่เมื่อเกิดโรคและแมลงเข้าทำลาย ชาวสวนส่วนใหญ่ไม่อดทน เพราะเห็นว่าการใช้สารเคมีทำให้ผลผลิตอยู่รอดจากโรคและแมลง ทำให้หลายรายเปลี่ยนปลูกพืชชนิดอื่น เหลือเพียงไม่กี่สิบรายที่ปลูกส้มจุกโดยไม่ใช้สารเคมี

นับจากปีที่เริ่มปลูกมาถึงปัจจุบัน บังนีทำสวนส้มจุกมานาน 16 ปีแล้ว เมื่อได้ผลผลิตก็จำหน่ายให้กับผู้สนใจ เข้ามาซื้อถึงสวนในราคากิโลกรัมละ 100 บาท ผลผลิตที่ได้ในแต่ละปี แทบไม่เหลือพอจะนำไปร้อยเส้นลวดเดินขายที่สถานีรถไฟจะนะ ตามที่บังนีฝัน ส่วนใหญ่จะถูกจับจองไว้ตั้งแต่เริ่มติดผล และมีมากจนต้องรอคิวกันทีเดียว

“ปี 2558 ผลผลิตได้เยอะมาก มีพ่อค้าคนกลางมารับถึงสวน ส่งไปขายที่มาเลเซีย ก็ได้รับการตอบรับดี เพราะส้มจุกเป็นผลไม้ที่รูปทรงสวย เปลือกมีกลิ่นหอม ทั้งยังถือว่าส้มจุกเป็นผลไม้มงคล นำไปไหว้เจ้าหรือเทพมงคลจะดี ที่ผ่านมาเคยได้ปริมาณผลผลิตมากถึงตันกว่าๆ ต่อพื้นที่ไร่เศษที่ปลูก”

ทุกปี ส้มจุกที่สวนบังนี ถูกจองล่วงหน้าไว้เรียบร้อย ทำให้บังนี เริ่มขยายพื้นที่ปลูก โดยลงปลูกไปแล้วแต่ยังไม่ถึงอายุให้ผลผลิต อีกเกือบ 3 ไร่ แต่ก็ปลูกลองกอง ทุเรียน มังคุด และเงาะร่วมด้วย

ความพิเศษที่มั่นใจได้ว่า สวนส้มจุกของบังนี มีให้ได้มากกว่าคุณภาพ คือ ปลอดสารพิษ และดูแลโดยยึดธรรมชาติเป็นตัวหลัก และมั่นใจได้ว่าเป็นส้มจุกจะนะโดยคนอำเภอจะนะ 100 เปอร์เซ็นต์

ท่านใดสนใจศึกษาวิธีการปลูก การดูแล ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่คุณดนกอนี เหลาะหมาน โทรศัพท์ 098-671-4066 หรือเข้าไปชมถึงสวน ที่หมู่ 7 ตำบลป่าชิง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

พื้นที่จังหวัดชลบุรี เดิมเป็นแหล่งใหญ่หนึ่งที่มีเกษตรกรทำสวนมะพร้าว ปัจจุบันจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง เหตุผลจากการขยายตัวของสาธารณูปโภคที่เจริญเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง

แม้พื้นที่ปลูกจะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังมีสวนมะพร้าวที่ดีหลงเหลืออยู่ ปลายปี 2559 ที่ผ่านมา สวนมะพร้าวจำนวนหนึ่งถูกทำลายจากการแพร่ระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวอย่างรุนแรง ทำให้เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรต้องออกมารณรงค์ให้เลี้ยงแตนเบียน เพื่อปล่อยเข้าทำลายหนอนหัวดำมะพร้าว

ถามถึงสวนมะพร้าวน้ำหอม ในพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ได้รับการยืนยันจากคุณบุญลือ คงสูงเนิน เกษตรอำเภอบางละมุง ว่า เหลืออยู่เพียง 2 สวนเท่านั้น ที่มีคุณภาพ

สวนคุณประวิทย์ ประกอบธรรม ตั้งอยู่หมู่ 1 ตำบลตะเคียนเตี้ย อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นสวนหนึ่งที่ขึ้นชื่อได้ว่า ผลิตมะพร้าวน้ำหอมได้คุณภาพ

ลุงประวิทย์ มีพื้นที่สวนรวมกับพื้นที่บ้าน 10 ไร่ และมีพื้นที่สวนมะพร้าว ตั้งอยู่ถัดไปอีกกว่า 10 ไร่ เป็นแปลงที่ไม่ติดกัน แต่ทุกแปลงปลูกมะพร้าวเป็นผลไม้หลักสร้างรายได้ ส่วนผลไม้ชนิดอื่นปลูกไว้รับประทาน

“ผมเป็นลูกชาวสวนโดยแท้ พ่อแม่ก็ทำสวนมะพร้าวมาก่อน มาซื้อที่ตรงนี้ 10 ไร่ ก็เริ่มปลูกมะพร้าวแกง มะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวน้ำหวาน อย่างมะพร้าวน้ำหอม คือ หอมใบเตย ถ้ามะพร้าวน้ำหวาน ก็จะหวานธรรมชาติแบบพันธุ์โบราณ พวกหมูสีหรือนกคุ่ม”

พื้นที่สวนเกือบ 20 ไร่ มีมะพร้าวทั้งหมดประมาณ 200 ต้น

เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา คุณประวิทย์ นำมะพร้าวน้ำหอมจากสวนส่งไปประกวดความหวาน ผลที่ได้คือ มะพร้าวน้ำหอมของสวนได้รับรางวัลมะพร้าวน้ำหวานที่สุดระดับภาคตะวันออก (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และฉะเชิงเทรา) ภายใต้รางวัลชนะเลิศ การประกวดมะพร้าวน้ำหอม ในการประชุมวิชาการพืชสวนแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ซึ่งเป็นกำลังใจอย่างดีให้กับชาวสวนเก่าอย่างคุณประวิทย์

ที่ผ่านมามะพร้าวแกง ปลูกระยะห่าง 10×10 เมตร ทำให้มีระยะห่างระหว่างต้นมาก คุณประวิทย์ จึงปลูกเสริมด้วยมะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวน้ำหวาน แทรกระหว่างกลาง ทำให้ปัจจุบันมีมะพร้าวทั้งที่ให้ผลผลิตแล้วเกินกว่า 30 ปี ไล่ลำดับปีลงมาถึงมะพร้าวที่เพิ่งปลูก ยังไม่ถึงอายุการให้ผลผลิต

การปลูกมะพร้าวหากพื้นที่ไม่ต่ำก็ไม่ต้องยกร่อง ขุดหลุมความลึกพอดีกับผลมะพร้าว พิจารณาดินปลูก หากพื้นที่ปลูกสมบูรณ์อยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องรองก้นหลุม แต่ถ้าดินทรายควรใช้ขี้วัวรองก้นสักหน่อย แต่ละหลุมปลูกควรห่าง 5X5 เมตร เมื่อต้นมะพร้าวโต ใบมะพร้าวจะจรดถึงกันพอดี หลังนำต้นลงปลูกกลบผลมะพร้าวไม่ต้องมิดมาก แต่เมื่อถากหญ้าหรือเก็บกวาดสวนก็ให้สุมไปที่โคนต้นมะพร้าว

น้ำ เป็นปัจจัยปลูกที่สำคัญยิ่งสำหรับการทำสวนมะพร้าว โชคดีที่สวนของคุณประวิทย์ ติดกับลำห้วยที่มีฝายทดน้ำอยู่ใกล้ ทำให้มีน้ำตลอดปี ในฤดูฝน เป็นที่รู้กันว่า ไม่จำเป็นต้องรดน้ำ แต่ฤดูอื่นหากเห็นว่าดินเริ่มขาดน้ำ ก็นำถัง 200 ลิตร บรรทุกน้ำใส่ท้ายรถกระบะ รดสัปดาห์ละครั้ง แต่ละครั้งของการรด ควรรดให้ดินชุ่ม ซึ่งคุณประวิทย์ บอกว่า การรดน้ำแบบที่สวนคุณประวิทย์ทำ ไม่ได้เป็นวิธีมาตรฐาน หากต้องการให้ได้มาตรฐาน ควรติดสปริงเกลอร์หรือติดตั้งระบบน้ำหยด และควรเริ่มลงปลูกมะพร้าวราวเดือนมิถุนายน เพราะเป็นช่วงฤดูฝนของทุกปี

คุณอุไร ประกอบธรรม ภรรยาของคุณประวิทย์ ผู้มีประสบการณ์การทำสวนมะพร้าวมากพอกัน บอกว่า การใส่ปุ๋ยให้กับมะพร้าว จะเริ่มให้เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ควรให้ 4 ครั้งต่อปี ในระยะห่างของเวลาที่เท่ากัน ซึ่งบางสวนอาจจะใส่ปุ๋ยเพียงปีละ 2 ครั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ผลที่ตามมาอาจทำให้ผลมะพร้าวไม่สมบูรณ์ หรือที่เรียกว่า มะพร้าวขาดคอ ยกเว้นในช่วงที่มะพร้าวยังไม่ติดผล ควรให้ปุ๋ยทุก 3 เดือน

การทำมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวน้ำหวาน ให้ได้คุณภาพดี คุณประวิทย์ บอกเทคนิคอย่างง่าย ว่า ไม่ควรซื้อปุ๋ยที่ผสมสูตรสำเร็จมาใช้ เพราะจะมีส่วนผสมของดินเปล่าที่ไม่มีประโยชน์ปนมามากถึง 3 กิโลกรัม แต่ใช้วิธีซื้อแม่ปุ๋ย ที่มีความเข้มข้นของธาตุแต่ละตัว นำมาผสมเพื่อให้ได้สูตรตามการใช้ประโยชน์ ต้นมะพร้าวจึงจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการใส่ปุ๋ย

“เราซื้อแม่ปุ๋ยมาเอง แล้วเอามาผสม ต้องการสูตรอะไรก็ผสมให้ได้อย่างนั้น ผมซื้อปุ๋ยสูตร 0-0-60, 18-24-0 และ 46-0-0 ใช้ 3 ตัวนี้มาผสมกันให้ได้ตามสูตรที่ต้องการ ซึ่งสูตรที่ต้องการไม่มีขายในท้องตลาดทั่วไปอยู่แล้ว ถ้าต้องการให้ต้นมะพร้าวเจริญเติบโตเร็ว ก็เน้นตัวหน้าสูง ถ้าต้องการให้ผลมะพร้าวหอมหวานก็เน้นไปที่ตัวหลังสูง เท่านั้นเอง”

โรคและแมลง เป็นเรื่องที่หนักใจที่สุด สำหรับชาวสวนมะพร้าว

คุณประวิทย์เองยังเอ่ยปากว่า ตั้งแต่ทำสวนมะพร้าวมานานหลายสิบปี ปัญหาที่พบและเป็นอุปสรรคมากที่สุด คือ ปัญหาหนอนหัวดำมะพร้าว และ ด้วง

“ในอดีตไม่เคยมีปัญหาเหล่านี้ มะพร้าวปลูกทิ้ง ใส่ใจดูแลรดน้ำให้ปุ๋ยบ้าง ก็ได้ผลผลิตที่ดี แต่ปัจจุบันไม่ใช่ หากปลูกทิ้ง ไม่มีทางที่จะได้ผลผลิตที่ดีแน่นอน ซึ่งปัญหาหนอนหัวดำมะพร้าวก็เพิ่งพบการระบาดเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงด้วงแรดและด้วงงวงที่ทำลายมะพร้าวจนเสียหาย และเป็นปัญหาที่เกษตรกรไม่สามารถป้องกันหรือกำจัดได้ประสบความสำเร็จ”

แต่วิธีที่สวนมะพร้าวคุณประวิทย์ทำ คือ 1.ปล่อยแตนเบียนให้ทำลายหนอนหัวดำมะพร้าว ซึ่งวิธีนี้ ใช้ได้ดีกับมะพร้าวต้นเตี้ย หรือต้นที่สูงไม่เกิน 10 เมตร

2.หมั่นสั่งเกตใบมะพร้าว หากพบว่าใบมีทางลายและเริ่มแห้ง ให้คลี่ใบมะพร้าวดู พบหนอนหัวดำมะพร้าวก็นำมาบี้ทิ้ง จากนั้นก็ตัดใบนำไปเผาทำลาย

3.ก่อไฟรมควันภายในสวนมะพร้าว ช่วยลดจำนวนหนอนหัวดำที่เข้ามาภายในสวนมะพร้าว

4.สำหรับต้นมะพร้าวสูงเกิน 10 เมตร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมะพร้าวแกง จำเป็นต้องฉีดสารเข้าที่ลำต้น ซึ่งวิธีนี้เลือกใช้เฉพาะต้นมะพร้าวที่อยู่ในแปลงถัดไปเท่านั้น

5.ทำเครื่องดักด้วง นำไปแขวนไว้กับต้นมะพร้าว โดยการใช้สารฟีโรโมนเป็นตัวล่อ

ทั้ง 5 วิธี ต้องทำร่วมกัน ไม่สามารถใช้วิธีใดวิธีหนึ่งได้ เพราะจะทำให้การป้องกันและกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวและด้วง ไม่ได้ประสิทธิภาพ คุณประวิทย์ บอกว่า การใช้สารกำจัดแมลงจะใช้เฉพาะอีกำแปลงถัดไป ส่วนแปลงมะพร้าวที่ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับบริเวณบ้าน จะงดใช้สารเคมีโดยเด็ดขาด เพราะต้องการอนุรักษ์ไว้ให้เป็นสวนมะพร้าวธรรมชาติ ส่วนมะพร้าวบางต้นที่ถูกแมลงเข้าทำลาย หากใช้วิธีตามธรรมชาติในการป้องกันและกำจัดแล้วยังไม่ได้ผล ก็ยอมรับในปริมาณและคุณภาพของผลผลิตที่ได้

“สวนนี้ ผมไม่ได้ปลูกแค่มะพร้าวแกง มะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวน้ำหวาน เท่านั้น ผมยังปลูกมะพร้าวพันธุ์หมูสี มะพร้าวนกคุ่ม เอาไว้อีกด้วย ซึ่งหากพบสายพันธุ์แปลกๆ ที่พอเก็บรักษาสายพันธุ์ไว้ได้ ก็จะนำมาปลูกไว้เป็นการรักษาพันธุ์” การเก็บผลจำหน่าย สำหรับมะพร้าวแกง จะเก็บเองและปอกเปลือกให้ มีพ่อค้ามารับจากสวน ในราคาลูกละ 20 บาท แต่ละรอบของการเก็บมะพร้าวแกง สามารถเก็บได้ครั้งละ 3,000-3,500 ลูก

มะพร้าวน้ำหอม และ มะพร้าวน้ำหวาน สามารถเก็บจำหน่ายได้ทุกวัน ในราคาลูกละ 15 บาท แต่ละวันเก็บได้ในปริมาณไม่เท่ากัน และไม่ว่าจะเก็บได้จำนวนเท่าไหร่ก็มีลูกค้ารับซื้อจากสวนไปหมด

ส่วนมะพร้าวชนิดอื่น เช่น มะพร้าวกะทิ ก็มีเก็บขายได้ประปราย ได้ราคาดี ผลเล็กราคา 30-40 บาท ผลใหญ่ราคา 80 บาท รวมถึงมะพร้าวทึนทึกที่ขายได้ทุกครั้งที่เก็บ

สวนมะพร้าวคุณประวิทย์ ยินดีต้อนรับผู้มาเยือนทุกทิศ หรือ ต้องการสอบถามเพิ่มเติมทางโทรศัพท์ก็ยินดี ติดต่อคุณประวิทย์ ประกอบธรรม ชะอมเป็นพืชผักพื้นบ้านที่ให้ วิตามินเอสูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ โดย ยอดชะอม 100 กรัม ให้พลังงาน 57 กิโลแคลอรี่ เส้นใย 5.7 กรัม แคลแซียม 58 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 80 มิลลิกรัม เหล็ก 4.1 มิลลิกรัม วิตามินเอ 10066 IU วิตามินบีหนึ่ง 0.05 มิลลิกรัมวิตามินบีสอง 0.25 มิลลิกรัม ในอาซิน 1.5 มิลลิกรัม วิตามินซี 58 มิลลิกรัม

ชะอมที่ปลูกกัน แบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ ชะอมมีหนาม กับชะอมไม่มีหนาม หรือ ชะอมไร้หนาม

การขยายพันธุ์ นิยมใช้วิธีการตอนหรือตัดกิ่งไปปักชำ

การขยายพันธุ์และการปลูกชะอม เลือกกิ่งชะอมที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป ตัดเป็นท่อนยาวระหว่าง 25-30 เซนติเมตร ชำลงในถุงเพาะชำ วัสดุเพาะชำประกอดด้วย ดินร่วน 3 ส่วน ขี้เถ้าแกลบ 1 ส่วน ทรายหยาบ 1 ส่วน

จากนั้นฝังท่อนพันธุ์ลงในวัสดุเพาะ 1 ใน 3 ส่วน เอียงทำมุมกับพื้นดินเล็กน้อย จะช่วยให้แตกใบอ่อนเร็วขึ้น

เมื่อครบ 3 เดือน นำปลูกลงในแปลงปลูกได้ SBOBET ขุดหลุมกว้าง และลึก 30 เซนติเมตร เท่ากัน รองก้นหลุมด้วยเศษหญ้าแห้ง หรือฟางข้าว เพื่อช่วยดูดซับความชื้นและระบายน้ำได้ดีในเวลาเดียวกัน ผสมดินที่ขุดจากหลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่าอัตรา 1 ปุ้งกี๋ ต่อหลุม คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วเกลี่ยกลับลงหลุม

จากนั้นฉีกถุงเพาะชำปลูกกิ่งพันธุ์ลงในหลุม กลบดินพอแน่น พูนดินให้สูงกว่าผิวดินเล็กน้อย ปักหลักไม้ผูกกับกิ่งพันธุ์ให้แน่นป้องกันลมโยก ระยะปลูกใช้ได้ทั้ง 1×1 เมตร หรือ 1×2 เมตร

บำรุงด้วยปุ๋ย สูตร 46-0-0 หรือสูตรเสมอ เป็นประจำทุกเดือนอัตราต้นละ 2-3 กำมือ และ ใส่ปุ๋ยคอกเก่าครึ่งปุ้งกี๋ ต่อต้น ทุก 3 เดือน พร้อมพรวนดินและรดน้ำตาม

การเก็บยอดควรใช้มีดที่คมและสะอาด ในฤดูฝนเก็บยอดอ่อนได้ทุกวัน ส่วนฤดูแล้งเก็บ 1 ครั้ง เว้นไปอีก 3 วัน จึงเก็บยอดได้อีก

เมื่อปลูกครบ 4 ปี ควรรื้อแปลงทิ้งและปลูกใหม่ จะให้ผลผลิตดีกว่า

ถ้าไม่อยากต้องซื้อชะอมจากตลาด …การปลูกชะอมไว้ในบ้านนับเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจ… “ไผ่จีน” หรือไผ่ปักกิ่ง เป็นไผ่พื้นเมืองของประเทศจีนชนิดหนึ่ง ถูกนำเข้ามาปลูกและขยายพันธุ์ในประเทศไทยตั้งแต่สมัยอดีต ไผ่จีนปลูกได้ง่าย ให้หน่อดก หน่อมีรสชาติดี กรอบและกรุบ ไผ่จีนปักกิ่ง มีช่วงระยะเวลาในการให้หน่อนาน โดยจะเริ่มให้หน่อหลังจากหมดฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เดือนพฤศจิกายน เรียกว่า ให้หน่อเกือบตลอดปี จะพักตัวเพียงช่วงหนาวเท่านั้น ในขณะที่ไผ่ตงที่ปลูกในไทยจะให้หน่อในช่วงเดือนกรกฎาคม-เดือนพฤศจิกายนเท่านั้น

ไผ่จีนมีลำไผ่ตรงสีสวย นิยมใช้กับงานก่อสร้าง เช่น บ้านเรือน รั้ว เก้าอี้ ทำฝาบ้านนั่งร้านก่อสร้าง บันได เฟอร์นิเจอร์ ชาวเขาในพื้นที่ภาคเหนือนิยมนำลำไผ่มาผ่าซีกทุบแตกทำพื้นบ้านยกสูง ใบไผ่ชนิดนี้มีขนและมีขนาดใหญ่ นิยมใช้ห่อขนม บ๊ะจ่าง ขนมตาล ฯลฯ ส่วนหน่อไม้ไผ่จีนมีคุณสมบัติเนื้ออ่อนนิ่มเหมาะสำหรับแปรรูปเป็นหน่อไม้ตากแห้ง ซึ่งทำได้แบบง่าย ๆ เริ่มจาก นำหน่ออ่อนไปปอกเปลือก ล้างน้ำจนสะอาดก่อนนำไปต้มน้ำเดือดจนเนื้อสุกหลังจากนั้นนำหน่อไม้ไปแช่น้ำเย็นทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ก่อนนำไปต้มต่ออีกด้วยไฟอ่อนๆ สัก 30 นาที หลังจากนั้น นำหน่อไปแช่น้ำเย็นประมาณหนึ่งคืน รุ่งขึ้นเทน้ำทิ้ง เอาหน่อขึ้นผ่าตามยาว เอาส่วนที่เป็นเยื่อขาวๆออก ล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นแว่นเฉียงๆบางๆ ใช้ปรุงอาหารในเมนูแกงจืด หรือผัดกับกุ้ง หมู ก็ได้รสชาติที่อร่อยไม่แพ้กัน

ผักหวานป่า ถือเป็นผักพื้นบ้านอีกชนิดที่มีคุณค่าทางอาหารสูง นอกจากรสชาติที่อร่อย ยังเป็นพืชพันธุ์ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้นฤดูที่ราคาจำหน่ายจะสูงมาก

ทั้งนี้ มีเคล็ดลับการปลูกผักหวานป่า ที่จะทำให้ให้รอดตายและเจริญเติบโตเร็ว คือเริ่มจากการเตรียมหลุมปลูกและปรับปรุงดินปลูกให้ร่วนซุย นอกจากนี้ยังเตรียมต้นกล้าที่สมบูรณ์และกรีดถุงต้นกล้าลงหลุม ระวังอย่าให้ตุ้มดินแตกและ แปลงปลูกต้องมีพืชร่มเงาให้แสงแดดรำไร รวมถึงในช่วงช่วงแล้งปีที่ 1 และ 2 อย่าให้ต้นผักหวานป่าขาดน้ำและร่มเงา โดยเมื่อพ้นแล้งที่ 2 จะสังเกตเห็นต้นผักหวานป่าเติบโตได้เร็ว

การปลูก จะเริ่มเตรียมหลุมปลูกในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม

ขุดหลุม ขนาด 30x30x30 เซนติเมตร ผสมวัสดุปลูกโดยใช้ดิน ปุ๋ยคอก แกลบดิบที่ย่อยสลายแล้ว อัตราส่วน 1:1:1 ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วกลบลงในหลุมปลูก การเตรียมวัสดุปลูกที่ดีจะทำให้ต้นผักหวานป่าเจริญเติบโตได้เร็ว ระยะปลูกสามารถปลูกได้หลายระยะ ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ปลูก ได้ตั้งแต่ 1×1 เมตร หรือ 1.5×1.5 เมตร ซึ่งเป็นการปลูกระยะชิดเพื่อเพิ่มจำนวนต้น ควรมีการตัดแต่งกิ่งไม่ให้ต้นสูงและสร้างทรงพุ่มให้เล็ก เพื่อสะดวกในการเก็บเกี่ยว หรือจะปลูกแซมพืชเติมในสวนก็ได้

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปลูกง่าย ตลาดต้องการมากเป็นพืชเศรษฐกิจที่มี

ความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ประมาณ 94 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตข้าวโพดใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทย ทุกวันนี้ประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ผลิตได้น้อย บางปีจึงต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้ามาใช้ในประเทศ

ปัจจุบัน เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์ลูกผสม ที่มีลักษณะทางการเกษตรสม่ำเสมอ ได้แก่ ขนาดฝัก ความสูงฝัก ความสูงต้น อายุถึงวันออกไหมและเก็บเกี่ยว ที่สำคัญให้ผลผลิตและคุณภาพสูงกว่าพันธุ์ผสมเปิด จึงเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ไม่สามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ได้

สำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์ลูกผสมที่จำหน่ายในท้องตลาด มักให้ผลผลิตสูง มีอายุเก็บเกี่ยว 100-120 วัน พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กระจายอยู่ทั่วประเทศ อาทิ จังหวัดนครสวรรค์ สระบุรี ลพบุรี นครราชสีมา เลย เพชรบูรณ์ สุโขทัย กำแพงเพชร เป็นต้น

ในแต่ละปีการผลิตเกษตรกรจะเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จำนวน 2 ครั้ง ข้าวโพดรุ่นแรก เริ่มปลูกในช่วงฤดูฝน ประมาณช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน และเก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่ยังคงมีฝนตกมาก ทำให้ผลผลิตข้าวโพดมีความชื้นสูง อันเป็นสาเหตุสาคัญที่ทำให้เกิดเชื้อรา และสารแอลฟลาท็อกซิล การเพาะปลูกข้าวโพดรุ่นสอง ปริมาณผลผลิตไม่มาก นิยมปลูกในเดือนธันวาคม และเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้งปีถัดไป (มีนาคม-เมษายน)

คุณกัณฑิมา อยู่เพ็ชร อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 10/1 ม.7 ต.ช่องสาริกา อ.ช่องสาริกา จ.ลพบุรี เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวเธอปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ จนถึงปัจจุบันยาวนานนับ 20 ปี สาเหตุที่เลือกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว เพราะแหล่งที่ดินทำกินในพื้นที่ตำบลช่องสาริกา มีสภาพเป็นที่ดอน ไม่เอื้อต่อการทำนา แต่เหมาะต่อการปลูกพืชไร่มากกว่า เธอจึงตัดสินใจปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพราะพืชไร่ชนิดนี้ปลูกดูแลง่าย

เธอมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ประมาณ 260 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินของเธอเอง และที่ดินเช่า ในท้องถิ่นแห่งนี้ สามารถปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ปีละ 2 รุ่น ผลผลิตรุ่นแรกจะเริ่มปลูกประมาณช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคมของทุกปี เกษตรกรจะคอยสังเกตว่า หากฝนตกลงมาเมื่อไร ก็จะลงมือปลูกทันที ส่วนผลผลิตรุ่น 2 จะลงมือปลูกอีกครั้งในช่วงเดือนสิงหาคมเท่านั้น หากฝนมาล่าช้ากว่าปกติ เกษตรกรก็จะหันไปปลูกทานตะวันแทน

ปัจจุบัน คุณกัณฑิ มาเลือกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พันธุ์ซีพี 801 เพราะมีขนาดฝักใหญ่ ยืนต้นดี ปลูกถี่ได้ อายุเก็บเกี่ยวฝักสด ประมาณ 110 วัน หากเก็บฝักแห้งจะใช้เวลาปลูก ประมาณ 120 วัน นอกจากนี้ ยังมีลักษณะเด่นคือ ความสูงต้นปานกลาง ตำแหน่งฝักต่ำ ลำต้นแข็งแรง ระบบรากและการยืนต้นดี ให้ผลผลิตฝักดี่ยว ขนาดใหญ่แต่แกนเล็ก เมล็ดลึก เปอร์เซ็นต์การกะเทาะสูง เปลือกหุ้มฝักมิด ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,500-2,000 ก.ก./ไร่

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พันธุ์ซีพี 801 เจริญเติบโตได้ดีในสภาพที่ราบ ที่เนิน สภาพดินสมบูรณ์ ปริมาณน้ำฝนปานกลาง เมื่อปลูกในระยะห่าง 70×20 ซม. หลุมละ 1 ต้น ไม่ควร 12,000 ต้น/ไร่ ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวโพดต่อไร่ให้สูงขึ้นได้ เมื่อดูแลจัดการแปลงอย่างเหมาะสม เริ่มจากช่วงรองพื้น ใส่ปุ๋ยอินทรีย์เคมีหมอดิน สูตร 10-10-5 พร้อมหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ในอัตรา 20-30 ก.ก./ไร่ เพื่อบำรุงให้ธาตุอาหารหลัก รองและเสริม สำหรับช่วยบำรุงระบบราก บำรุงลำต้นให้เติบโตเร็ว ใบเขียวนาน

ช่วงที่ทำรุ่น ใส่ปุ๋ยเคมีหมอดิน สูตร 27-12-6 ในอัตรา 30–35 ก.ก./ไร่ เพื่อช่วยบำรุงลำต้น ใบ ให้ต้นข้าวโพดมีฝักใหญ่ น้ำหนักดี เมล็ดติดเต็มฝัก สำหรับช่วงออกดอกหัว หากพบว่า ต้นข้าวโพดไม่สมบูรณ์ หรือกระทบแล้ง เกษตรกรจะได้รับคำแนะนำให้ใส่ปุ๋ยหมอดิน สูตร 46-0-0 ในอัตรา 10 ก.ก./ไร่ เพื่อช่วยให้ดอกสมบูรณ์ ติดเมล็ดดี และให้ผลผลิตสูง

ด้าน คุณนงคราญ บุญอยู่ อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 35 ม.1 ต.ชอนสารเดช อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี เปิดเผยว่า การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ผลตอบแทนดีกว่าพืชไร่ชนิดอื่น ครอบครัวเธอจึงตัดสินใจปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง เธอเลือกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์ซีพี 301 ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ ต้นเตี้ย เก็บเกี่ยวไว ความชื้นต่ำ เมล็ดสีสวย ขายผลผลิตได้ราคาดี ขายฝักสดได้ ในระยะ 90-95 วัน

ข้อดีของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์ซีพี 301 ที่โดนใจเกษตรกร นั่นก็คือ ต้นเตี้ย ปลูกถี่ได้ ลำต้นและระบบรากแข็งแรง ฝักเดี่ยว เมล็ดลึก ขนาดฝักสม่ำเสมอทั้งแปลง เปลือกหุ้มมิด ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,200-1,900 ก.ก./ไร่ เติบโตได้ดีในสภาพที่ราบ ที่ต่ำ สภาพดินสมบูรณ์ปานกลาง ปริมาณน้ำฝนดี ปลูกในระยะห่าง 70×20 ซม. หลุมละ 1 ต้น ไม่ควร 12,000 ต้น/ไร่

ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นนโยบายสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อให้เป็นจุดถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรของชุมชน และเป็นที่ให้บริการข้อมูลข่าวสารและบริการด้านการเกษตร ช่วยแก้ปัญหาในเรื่องต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูงจากการใช้ปัจจัยการผลิตของเกษตรกรที่มากเกินความจำเป็น การบริหารจัดการด้านการเกษตรที่ผิดวิธี เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น การระบาดของโรค-แมลง และพื้นดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตที่ได้มีปริมาณน้อยและมีคุณภาพต่ำ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงประสบกับปัญหาการขาดทุน เกิดหนี้สิน และไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยเน้นการเรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรต้นแบบ

ในการนี้สำนักงานเกษตรอำเภอหันคา ได้คัดเลือกไร่นาสวนผสมของ คุณขวัญชัย แตงทอง บ้านเลขที่ 25 บ้านทับใต้ หมู่ที่ 9 ตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท เป็น ศพก. อำเภอหันคา

คุณขวัญชัย วิทยากรเกษตรกร วัย 51 ปี กล่าวว่า การทำนาในระยะแรกทำเหมือนเกษตรกรทั่วไป มีการใช้ปุ๋ยเคมี ใช้สารเคมี และมีการเผาฟาง ต่อมาในปี พ.ศ. 2536 ไปเข้ารับการอบรม เรื่อง “การควบคุมศัตรูข้าวด้วยวิธีผสมผสาน” จากสำนักงานเกษตรอำเภอหันคา ได้นำความรู้จากการเข้ารับการอบรมมาปรับใช้ในการทำการเกษตรของตนเองและได้ปฏิบัติเรื่อยมา และได้เรียนรู้และรับความรู้จากแหล่งต่างๆ นำความรู้มาปรับใช้ในการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ต่อมามีการเปิดโรงเรียนเกษตรกรในหมู่บ้านให้เกษตรกรได้เข้าไปเรียนรู้

การเข้าไปเรียนรู้ในโรงเรียนเกษตรกร เป็นกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมตั้งแต่การเริ่มปลูก จนกระทั่งการเก็บเกี่ยวและหลังการเก็บเกี่ยว หลังจากได้เรียนรู้ในขณะที่ทำนาก็ได้เปลี่ยนมาทำและใช้น้ำหมักชีวภาพ การไม่เผาในพื้นที่การเกษตรด้วยการไถกลบตอซังและฟางข้าว การหมักฟางทำให้ลดต้นทุนเรื่องค่าใช้จ่ายจากการซื้อปุ๋ยเคมีและสารเคมีทุกชนิด ซึ่งในช่วงแรกผลผลิตจะลดลงเป็นอย่างมาก ต้องใช้ปุ๋ยเคมีร่วมด้วย แต่ปัจจุบันแทบจะไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย โดยเฉพาะสารเคมีกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช พบว่าไม่มีศัตรูพืชเข้ามาทำลายถึงขั้นสร้างความเสียหาย อาจมีบ้างแต่ปล่อยให้ธรรมชาติควบคุมกันเอง ทำให้ต้นทุนในการทำนาลดลงมีต้นทุนน้อยกว่าวิธีที่เกษตรกรทั่วไปปฏิบัติ ไม่ต่ำกว่า 1,500 บาท ต่อไร่ ขณะที่ผลผลิตใกล้เคียงกัน คือผลผลิตข้าวไร่ละประมาณ 85-100 ถัง ต่อไร่

ในเรื่องการทำนาปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่เร่งรีบจนข้าวรีบเมล็ดไม่เต็ม เนื่องจากใช้การเผาตอซังและฟางข้าว เพื่อหวังจะได้ทำนาให้ทันตามความต้องการ จนที่นาขาดความอุดมสมบูรณ์ สร้างปัญหาอีกหลายอย่างให้แก้ไข ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตข้าวสูง การแก้ปัญหาในหลายอย่างที่เกิดขึ้นด้วยการทำนาแบบไม่เผาฟาง การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และน้ำหมักชีวภาพ ใช้ระบบป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน (IPM.) การบริหารจัดการศัตรูพืช และใช้แรงงานในครัวเรือน ส่งผลให้เป็นที่สนใจของเกษตรกรข้างเคียง (หลังจากไม่ได้ให้ความสนใจในช่วงแรก) ในการทำนาแบบไม่เผาฟาง และการใช้น้ำหมักชีวภาพสูตรต่างๆ เช่น เร่งโต เร่งดอก และฮอร์โมนไข่เพื่อเร่งดอก เป็นต้น อีกทั้งสารสกัดสมุนไพรป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืช สมุนไพรป้องกันกำจัดเชื้อราจานด่วน เพื่อทดแทนหรือลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และสารชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อราบิวเวอเรีย เมธาไรเซียม และเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าเพื่อป้องกันกำจัดโรคจากเชื้อรา

ผลที่ได้รับ

จากการเรียนรู้ร่วมกันของเกษตรกร เกิดกลุ่มเกษตรกรอย่างเข้มแข็ง ด้วยการสร้างเครือข่ายของ ศพก. จัดตั้งศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนบ้านทับใต้ (ศดปช.) มีสมาชิกจำนวน 124 คน ซึ่งได้รับการประเมินชนะการประกวดระดับเขต 1 จากสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขต 1 ชัยนาท ในปี 2561 การพัฒนา ศพก. ได้เน้นหนักในการสร้างจุดเรียนรู้ทำไร่นาสวนผสมยึดหลักตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปรับปรุงให้สถานที่เหมาะสมที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้มากยิ่งขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้ และปัจจัยบางส่วนจากหน่วยงานราชการที่จัดทำจุดสาธิตทั้งสิ้น 12 จุด มีเพื่อนเกษตรกรที่ดำเนินกิจกรรมการเกษตรและประสบผลสำเร็จ มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ในสาขาต่างๆ ร่วมเป็นวิทยากรใน ศพก. สามารถเรียนรู้ได้ครอบคลุมทุกสาขาวิชา เช่น เรื่องของน้ำ การปรับปรุงบำรุงดิน การผลิตพืช การผลิตสัตว์บก สัตว์น้ำ การผลิตน้ำหมักชีวภาพ และการป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยใช้สมุนไพรและสารชีวภัณฑ์ อีกทั้งการจัดทำบัญชี เป็นต้น

การเรียนรู้ต่างๆ เพื่อให้เพื่อนเกษตรกรได้เรียนรู้การทำการเกษตรอย่างมีความสุข ลดต้นทุนการผลิต ผลผลิตปลอดภัยจากสารพิษอย่างมีประสิทธิภาพได้มาตรฐาน มีองค์ความรู้หลากหลายที่จะให้บริการ ถ้าเพื่อนเกษตรกรสนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อสอบถามได้หรือเข้าศึกษาดูงาน เกษตรกรบอก “ยินดีต้อนรับครับผม”

คุณเกษม ไตรพิจารณ์ เกษตรจังหวัดชัยนาท กล่าวย้ำเสมอให้ทุกอำเภอพัฒนา ศพก. ว่า ขอให้เป็นแหล่งเรียนรู้ การเพิ่มผลผลิต การลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาคุณภาพและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต ตลอดจนยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูกาลผลิต ให้เป็นศูนย์กลางให้เกษตรกรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรต้นแบบ ในลักษณะของเกษตรกรสอนเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรที่มาเรียนรู้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และเกิดจิตสำนึกในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ที่มีการใช้ปัจจัยการผลิตได้อย่างเหมาะสม

และนำองค์ความรู้ที่ได้รับจาก ศพก. ไปประยุกต์ใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต ผลิตสินค้าที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม และมีระบบการผลิตที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งยังเป็นจุดที่ให้บริการข้อมูลข่าวสารและบริการด้านการเกษตรต่างๆ กับเกษตรกร อีกทั้งยังใช้เป็นจุดนัดพบในการพบปะพูดคุยของเจ้าหน้าที่กับเกษตรกร และเกษตรกรกับเกษตรกรด้วยกันเอง เป็นประจำ

จากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้หลายๆ คนมีรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย จึงได้มีการยึดอาชีพเสริมมากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้เพียงพอไม่เกิดหนี้สิน และที่สำคัญยังมีเก็บเพื่อไว้ใช้จ่ายในอนาคตอีกด้วย อย่างเช่นมนุษย์เงินเดือนยุคนี้หาเวลาว่างหลังเลิกงานมาทำอาชีพเสริมในแบบที่รักและถนัด ก็สามารถทำรายได้เสริมโดยที่งานหลักไม่เสียอีกด้วย

งานทางด้านการเกษตร ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางเลือกที่หลายๆ คนให้ความสนใจ เพราะสามารถใช้เวลาช่วงเช้าและเย็นมาทำได้ จึงเหมือนเป็นการสร้างเวลาว่างให้มีประโยชน์ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งการทำเกษตรสมัยนี้ไม่ได้มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก เพียงแต่นำพื้นที่ที่มีอยู่มาปรับใช้ ก็สามารถมีรายได้เช่นกัน

คุณชื่นกมล เนตรสังข์ อยู่บ้านเลขที่ 56/5 หมู่ที่ 1 ตำบลนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นอีกท่านหนึ่งที่ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ด้วยการปลูกพืชและไม้ยืนต้นต่างๆ รอบบริเวณบ้านในเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ มีผลผลิตให้เก็บขายได้ตลอดทั้งปี จนเกิดเป็นรายได้เสริมที่เธอเป็นผู้ลงแรงเองทั้งหมด

คุณชื่นกมล เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนนั้นประกอบอาชีพมาหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการ หรือดำเนินธุรกิจในรูปแบบอื่นๆ ก็ทำมาหมด แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจทำให้กิจการที่ทำมีรายได้ยังไม่สอดคล้องกับการลงทุน จึงได้หยุดและมองหาแนวทางการทำอย่างอื่น ที่สามารถมีเวลาอยู่กับบ้านและเกิดรายได้ไปพร้อมๆ กัน

“ช่วงนั้นต้องบอกเลยว่า ทำอาชีพมาหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นรถนำเที่ยว หรืองานด้านไหนก็ลงทุนทำมาหมดแล้ว คราวนี้พอทุกอย่างดำเนินไปได้ไม่ดี ด้วยสภาวะเศรษฐกิจ ก็เลยหยุดและมามองวิธีการใหม่ๆ พอมาดูบริเวณรอบบ้าน เราเองก็มีหาซื้อพันธุ์มะนาว กล้วย ไม้ผลอื่นๆ มาปลูกอยู่บ้าง พอเห็นว่าเนื้อที่รอบบ้านยังพอมีพื้นที่ว่างอีกเยอะ น่าจะทำเกษตรแบบผสมผสาน มีพืชหลายๆ อย่าง ก็เลยหาพันธุ์ไม้มาปลูกรอบบ้าน เรียนรู้เอง อาศัยอ่านหนังสือบ้าง ลองผิดลองถูก ดูแลเอง ใช้เวลาไม่นานก็มีผลผลิตหมุนเวียนให้เก็บได้ตลอดปี จึงเกิดเป็นรายได้ที่มีเงินทุกสัปดาห์” คุณชื่นกมล เล่าถึงที่มา

โดยหลักการทำสวนผสมผสานในพื้นที่ 2 ไร่ นั้น คุณชื่นกมล บอกว่า ไม่ได้มีขั้นตอนยุ่งยาก เพียงแต่มีการจัดการแบ่งโซนการปลูกที่ชัดเจน อย่างเช่นมะนาวก็ให้อยู่ในพื้นที่ปลูกเดียวกัน พร้อมทั้งมีการหาปุ๋ยคอกเข้ามาใส่เพื่อเป็นการบำรุงต้น ส่วนไม้ผลจะปลูกในแนวที่สามารถดูแลได้ง่าย ทำให้รอบบ้านของเธอมีต้นไม้ที่ทำเงินรายล้อมไปทั่ว

ส่วนพื้นที่ที่อยู่ติดกับริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน จะปลูกอัญชันที่ทำร้านเกาะไว้ให้อย่างดี ซึ่งดอกอัญชันกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด โดยจะเก็บดอกในตอนเช้ามาตากให้แห้ง สามารถขายได้กิโลกรัมละ 100-200 บาท เป็นอีกหนึ่งผลผลิตทางการเกษตรที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้

“อย่างเราปลูกพืชผลรอบบ้าน ไม่ต้องมีต้นทุนอะไรที่สูงเลย น้ำที่ใช้ก็ได้จากแม่น้ำท่าจีน เพราะบ้านอยู่ติดกับแม่น้ำ ส่วนการใส่ปุ๋ยก็ให้ปุ๋ยคอกเป็นหลัก การดูแลในเรื่องของโรคและแมลง จะเน้นนำสารชีวภัณฑ์เข้ามาใช้ ก็ทำให้ในเรื่องของสุขภาพเราไม่เกิดอันตราย ได้ทำอยู่กับบ้านก็ถือว่ามีความสุข เช้ามาก็มาลงมือทำ สายแดดร้อนก็ไปทำอย่างอื่น ตกเย็นก็มาทำได้อีก อยู่กับบ้านและมีรายได้แบบนี้ไปด้วย ก็ถือว่ามีความสุขตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง” คุณชื่นกมล บอก

ในเรื่องของการทำตลาดเพื่อขายผลผลิตนั้น คุณชื่นกมล บอกว่า จะติดต่อส่งให้กับแม่ค้าตลาดเช้า และร้านอาหารต่างๆ ที่ต้องการใช้ผลผลิตจากสวนของเธอ โดยผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเป็นหลักจะเป็นมะนาวที่สามารถเก็บขายได้ทุกสัปดาห์ ซึ่งราคาขายก็อยู่ที่กลไกตลาด บางช่วงมะนาวมีน้อยราคาสามารถสูงขึ้นไปถึงผลละ 3 บาท แต่ถ้าช่วงไหนที่ผลผลิตมีจำนวนมากราคาก็จะตกลงมา

โดยมะนาวเฉลี่ยส่งขายอยู่ที่ 1,000-2,000 ผล ต่อรอบเก็บ ในช่วงที่ราคาตกก็ยังถือว่าขายได้กำไร เพราะเธอส่งขายลูกค้าโดยตรง และที่สำคัญในเรื่องของการผลิตทำเองทุกขั้นตอน จึงทำให้ประหยัดเรื่องต้นทุน

ส่วนผลผลิต กล้วย มะละกอ ฝรั่ง และอื่นๆ เมื่อมีผลผลิตออกมาก็สามารถนำไปขายยังตลาดนัดที่อยู่ในชุมชน สร้างเป็นรายได้ตามราคาตลาดอีกด้วย

“ตอนนี้ทำในเรื่องของการเกษตรผสมผสาน แบบเศรษฐกิจพอเพียง ทำมาเกือบ 3 ปี ต้องบอกเลยว่ามีความสุข ได้มีเวลาอยู่กับบ้าน และก็ไปทำงานอื่นๆ กิจกรรมอื่นเกิดรายได้ด้วย อย่างสวนเราก็ใช้เวลาช่วงเช้ากับเย็นมาทำเท่านั้น มันก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางสร้างรายได้เสริม ช่วงไหนต้องมีตัดแต่งกิ่ง แม่ก็จะมาช่วยบ้าง ถอนวัชพืชบ้าง ก็ทำให้ทุกคนมีกิจกรรมที่ทำกันในครอบครัว ก็ถือว่าได้มีกิจกรรมทำด้วยกัน มีเวลาดูแลซึ่งกันและกัน ทำให้ไม่ต้องไปทำงานที่ไหนไกล และมีรายได้แม้อยู่กับบ้านก็ตาม” คุณชื่นกมล บอก

สำหรับท่านใดที่มีพื้นที่ว่างอยู่รอบบ้านและอยากที่จะทำงานทางด้านเกษตร คุณชื่นกมล แนะนำว่า สิ่งที่ต้องมีก่อนคือในเรื่องของใจรัก เพราะหากไม่มีใจรักใจชอบบางครั้งอาจทำได้ไม่สำเร็จเท่าที่ควร เพราะพืชบางอย่างต้องมีการดูแลเอาใจใส่ บางครั้งไม่จำเป็นต้องปลูกพืชเพียงอย่างเดียว ถ้าชื่นชอบการเลี้ยงสัตว์ก็อาจจะเลือกสัตว์เลี้ยงที่ชอบเกิดเป็นรายได้เสริมได้เช่นกัน ดังนั้น การหาอาชีพเสริมควรทำจากสิ่งที่ชอบ ก็จะทำให้ผลของสิ่งที่ทำออกมาได้ดี ไม่เพียงแต่มีความสุข ยังมีรายได้อีกหนึ่งช่องทางที่นอกเหนือจากงานประจำไปพร้อมๆ กัน

สองสามี – ภรรยา ที่ชอบค้าขายและความท้าทาย เงินเดือนรวมกันเฉียดแสน ตัดสินใจโบกมือลาชีวิตมนุษย์เงินเดือนในเมืองกรุง ออกเดินทางตามความฝัน ด้วยการปักหมุดสร้างสวนไผ่แห่งความสุข 9 ไร่ ที่จังหวัดอุดรธานี เก็บหน่อไม้ขายวันละ 30 กิโลกรัม ขายกิ่งพันธุ์ร่วมด้วย รายได้เดือนละ 75,000 บาท ชีวิตแฮปปี้ ได้อยู่กับลูกชาย 2 คน ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ แถมได้กินหลากเมนูอร่อยๆ ทำจากหน่อไม้ตลอดทั้งปี

คุณเพ็ญศิริ ลลิตวิภาส หรือ คุณโบว์ ภรรยาคุณสมเจตน์ หรือ คุณสิงห์ สองสามีภรรยาเจ้าของสวนไผ่ ณ บ้านทุ่ง ที่จังหวัดอุดรธานี เล่าว่า ฝ่ายสามีเคยทำงานด้านคอมพิวเตอร์ 14 ปี รับหน้าที่เป็นอาจารย์สอนระบบเซิร์ฟเวอร์ ณ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เงินเดือนราว 60,000 บาท ส่วนตัวเองจบบัญชี จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ทำธุรกิจส่วนตัว ขายงานศิลปะตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์ระบายสี และกระเป๋าผ้าลดโลกร้อน รวมรายได้ 2 คน ต่อเดือนก็เกือบ 1 แสนบาท

อย่างไรก็ตาม แม้รายได้จะดี แต่ภรรยาในวัย 37 ปี บอกว่า ไม่ได้ชื่นชอบวิถีชีวิตในกรุงเทพฯ ตรงกันข้ามวางแผนบั้นปลายชีวิตไว้ว่า อยากมีครอบครัวที่อบอุ่น อยากเลี้ยงลูกเอง และที่สำคัญอยากประกอบอาชีพอิสระ นี่คือ แรงบันดาลใจ ที่ทั้งคู่ผันตัวมาเป็นเกษตรกร

ทั้งคุณโบว์ และคุณสิงห์ ช่วงที่ทำงาน ทั้งคู่นำเงินเก็บค่อยๆ UFABET ซื้อที่ดินสะสมเรื่อยมา ที่ ต.บ้านขาว อ.เมือง จ.อุดรธานี ราว 10 ปี มีที่ดิน 80 ไร่ ตอนแรกยังไม่ได้ปลูกไผ่ แต่ปลูกอ้อย 50 ไร่ ลงทุนเกือบ 6 แสนบาท ปลูกนาน 4 ปี ขาดทุนสะสม 4 แสนบาท หนที่สุด ทั้งคู่เลิกปลูกอ้อย หันมาปลูกไผ่แทน

“ตอนแรกที่ตัดสินใจปลูกอ้อยเพราะเห็นว่าคนแถวบ้านปลูกอ้อยขายได้ราคาดี เลยจ้างคนมาปลูกบ้าง แต่ปรากฏว่าขาดทุน ปี พ.ศ. 2553 เลยมาดูแลเอง และลดพื้นที่ปลูกอ้อยจาก 50 ไร่ เหลือเพียง 17 ไร่ ก็เริ่มมีกำไรไร่ละ 4,000 บาท”

ดูเหมือนว่าการปลูก “อ้อย” จะไปได้ดี แต่คุณโบว์ บอกว่า “อ้อย” ทำรายได้ให้เพียงปีละครั้ง เลยคิดจะปกลูกพืชอย่างอื่นที่สามารถทำเงินได้ตลอดทั้งปี และคนอีสานชอบทาน นั่นคือ “หน่อไม้”

“ดิฉันศึกษาหาข้อมูลด้านเกษตร ดูตามอินเตอร์เน็ต ดูในเฟซบุ๊ค ไปศึกษาดูงานตามสถานที่ต่างๆ กระทั่งเมื่อประมาณปี 54 เริ่มปลูกไผ่ เพราะได้ต้นพันธุ์ไผ่กิมซุงมาฟรี ตรงนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่เข้าสู่อาชีพเกษตรกรอย่างจริงจัง”

สำหรับชนิดไผ่ที่คุณโบว์ปลูก อาทิ ไผ่กิมซุง ไผ่บงหวานเพชรผึ้ง ไผ่สารวิน พื้นที่ปลูกทั้งหมดเกือบ 9 ไร่ ต้นทุนต่อไร่ ราว 1-2 หมื่นบาท พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกไผ่ได้ 100 – 200 ต้น ดูแลไม่ถึงปี สามารถเก็บหน่อยขายได้

รายละเอียดไผ่แต่ละสายพันธุ์ เจ้าของสวน อธิบายคร่าวๆ ว่า ไผ่กิมซุง กินน้ำเยอะ ใบเยอะ ใบหนา ต้องการน้ำเยอะ ฉะนั้นจะเก็บขายช่วงฤดูฝน ไผ่สายพันธุ์นี้รสชาติออกขม ต้องต้มน้ำทิ้งก่อนจะขาย ขายราคากิโลกรัมละ 20 บาท ไผ่สาละวิน กินน้ำน้อย รสชาติออกขม ต้องต้มน้ำร้อนก่อนขาย 30 นาที เมนูเด็ดทำซุบหน่อไม้ แกงส้ม แกงเปรอะ หน่อไม้ดอง ราคาขายกิโลกรัมละ 50 บาท ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง นิยมทานสด ไม่ขม ปรุงได้หลายเมนู อาทิ ส้มตำไผ่บงหวาน ขายกิโลกรัมละ 80-100บาท

สวนไผ่แห่งความสุขนี้ เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี 2557 รายได้แต่ละเดือน 70,000-75,000 บาท แบ่งเป็นรายได้จากการขายหน่อไม้และขายกิ่งพันธุ์ไผ่ เฉลี่ยเก็บหน่อไม้ขายวันละ 30 กิโลกรัม ขายต้นพันธุ์ราคา ต้นละ 100 – 300 บาท หากปลูกไผ่เต็มพื้นที่มากกว่านี้ จะมีรายได้เพิ่มอีก

“ทุกวันนี้ครอบครัวมีความสุข ได้อยู่กับลูก ได้เลี้ยงลูกเอง เป้าหมายต่อไป ตั้งใจจะขยายพื้นที่ปลูกไผ่บงหวานเพิ่มขึ้น เพิ่มกิจกรรมในสวนไผ่ ทำเป็นศูนย์เรียนรู้ทางการเกษตร เน้นแนะนำความรู้การเกษตรจริง ทำได้จริง ขายได้จริง”

ไปอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หวนให้คิดถึง “ส้มจุก” ที่เรียกกันติดปากว่า “ส้มจุกจะนะ” ผลไม้ที่จัดว่าเป็นผลไม้โบราณไปแล้ว เพราะหาซื้อรับประทานยาก ไม่ได้มีวางขายตามแผงผลไม้ทั่วไป หากจะซื้อรับประทานให้ได้ก็น่าจะต้องเดินทางไปให้ถึงสวน ในพื้นที่อำเภอจะนะ เพราะผลผลิตที่ออกมาในแต่ละขั้ว ถูกจับจองเกือบหมดตั้งแต่ยังไม่ถึงแผงค้าเสียด้วยซ้ำ และหากเดินทางไปถึงสวน ก็อาจจะต้องรอคิว เพราะแม้แต่คนในพื้นที่เองก็เป็นหนึ่งในลูกค้าเข้าคิวซื้อส้มจุกจะนะด้วยเหมือนกัน

จากเกษตรทุนนิยม สู่ความพอเพียงด้วยเกษตรอินทรีย์ชีวภาพ

ที่แม่ออน เชียงใหม่ ศูนย์เกษตรธรรมชาติแม่ออน ของ ครูอินสอน สุริยงค์ ที่ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ คือแหล่งเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรกรรมธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องของอินทรีย์ชีวภาพที่แสดงให้เห็นทุกขั้นตอนของการผลิตอาหารพืช อาหารสัตว์ เพื่อการอยู่กับธรรมชาติอย่างสมดุล หลังจากถอดบทเรียนและประสบการณ์การปลูกพืชที่ใช้ทั้งปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงอย่างหนักมานานนับสิบปี เคยผิดหวังและล้มเหลวกับการปลูกพืชผัก ไม้ผล โดยเชื่อมั่นในสารเคมีชนิดไม่เปิดใจรับอินทรีย์ชีวภาพจนมีหนี้สินท่วมตัว ก่อนตัดสินใจขายที่ดินแปลงใหญ่เหลือไว้ไม่กี่ไร่และเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตใหม่ที่ไม่ทำลายทั้งดิน น้ำ ตัวเองและผู้บริโภค

ครูอินสอน ตัดสินใจบุกเบิกที่ดินผืนสุดท้ายที่เหลืออยู่ เปลี่ยนเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์เมื่อปี 2530 หลังจากศึกษา และลงมือปฏิบัติเรื่องจุลินทรีย์จนลึกซึ้ง รวมถึงการแปรความหมายของเกษตรกรทฤษฎีใหม่สู่เกษตรธรรมชาติจนประสบความสำเร็จ และสามารถสร้างเครือข่ายสมาชิกจากการไปอบรมให้ความรู้ทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคน มีทั้งการให้ความรู้ด้านการศึกษาตามอัธยาศัยผ่านการศึกษานอกโรงเรียน จนถึงให้ความรู้กับเยาวชนที่อยู่ในระบบ และถ่ายทอดความรู้ให้ผู้คนทั้งที่เข้ามาเรียนรู้ในศูนย์แห่งนี้ และที่ต้องเดินทางไปเป็นวิทยากรมากมายหลายแห่ง

อย่างไรก็ดี ครูอินสอน ก็ไม่ละทิ้งภารกิจหลักคือ การเตรียมวัตถุดิบสำรองไว้ทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ให้มีใช้ในพื้นที่และให้คนที่สนใจได้มีโอกาสนำไปใช้ได้ตลอดเวลาเช่นกัน

ประชากรในพื้นที่แม่ออนเกือบร้อยละ 80 มีอาชีพทำการเกษตรและเลี้ยงวัวนมทำให้มีวัสดุต่างๆ เช่น เศษไม้ เศษหญ้า ข้าวโพดที่โคนมกินไม่หมด ครูอินสอนก็แนะนำให้เกษตรกรนำไปทำปุ๋ยหมักเพื่อจะได้ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ครูบอกว่าเกษตรกรก็ซื้อวัตถุดิบมาในราคาแพงหรือเวลาปลูกก็ต้องเสียค่าปุ๋ยหรืออะไรต่างๆ

นอกจากนั้น ผู้สูงอายุหรือคนที่ว่างงานก็ยังสามารถเก็บขยะมาขายได้แทนที่จะเอาไปเผา ซึ่งได้ราคากระสอบละ 3 บาท ซากเห็ดต่างๆ เช่น ก้อนเห็ด เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม ก็ยังใช้ทำปุ๋ยหมักได้เพราะว่าปุ๋ยหมักที่นี่ ไม่ได้ใช้มูลสัตว์อย่างเดียวไม่เช่นนั้นธาตุอาหารจะไม่เพียงพอ ดังนั้น จึงใช้วัสดุต่างๆ เกือบ 10 อย่าง ผสมผสานซึ่งก็รวมถึงเปลือกไข่ ซึ่งมีการรับซื้อจากร้านอาหารด้วย ครูบอกว่าเปลือกไข่หรือเปลือกหอยต่างๆ จะมีฟอสฟอรัสกระตุ้นให้เกิดการออกดอก นอกจากนั้นแล้ว หินภูเขาไฟก็ยังถูกนำมาผสมให้ปุ๋ยมีธาตุอาหารสูงขึ้นอีกด้วย

ในการทำปุ๋ยหมัก ปกติจะมีการใช้ยูเรียหรือสารเร่งต่างๆ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน แต่ที่ศูนย์เกษตรอินทรีย์ที่แม่ออนแห่งนี้ ทำ 24 ชั่วโมง 3 วัน หรือ 7 วัน ใช้ได้

ปุ๋ยหมักที่ทำขึ้นนอกจากใช้บำรุงพืชหรือรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังนำไปหว่านลงบ่อปลาต่างๆ บำบัดน้ำเสียด้วย ญี่ปุ่นเรียกว่า โบกาชิ ซึ่งใช้มูลสัตว์ต่างๆ เช่น มูลเป็ด มูลไก่ มูลวัว มูลควาย 3 ส่วน รำละเอียด 1 ส่วน เป็นตัวช่วยให้จุลินทรีย์เกิด และก็ใช้แกลบหยาบหรือพืช 10 ส่วน ก่อนจะหมักและเอาจุลินทรีย์รดราดหมักออกมาเป็นโบกาชิ

ปุ๋ยที่ได้จะหว่านลงในคลองทำให้ขยะหรืออะไรต่างๆ ที่ตกลงไปในคลองนั้นไม่มีกลิ่นเพราะบำบัดน้ำเสียด้วยจุลินทรีย์ก้อน และก็เอาโบกาชิหรือปุ๋ยหมักโยนลงไป จะทำให้น้ำเขียวทำให้เกิดแพลงตอน ทำให้สามารถเลี้ยงปลาได้ นอกจากนั้น พวกผักตบชวา ผักบุ้งอะไรต่างๆ ที่ปลูกไว้ที่ท้องร่องก็ยังนำมาหมักเป็นส่วนเสริมเลี้ยงหมู ไก่ ปลา โดยใช้ผักตบชวา หยวกกล้วย หรือพืชผักต่างๆ 100 กิโลกรัม กากน้ำตาล 3 กิโลกรัม จุลินทรีย์ 1 ลิตร และเกลือ 1 ลิตร คลุกเข้าด้วยกันหมักไว้สัก 7-10 วัน เอาไปผสมให้สัตว์กินไม่มีกลิ่นเหม็น

มะละกอหรือผลไม้ต่างๆ ที่ปลูกผสมผสานกันไว้ ถ้าขายไม่หมดให้นำมาทำน้ำหมัก เร่งราก เร่งผล และยังสามารถเอามาหมักให้สัตว์กินได้ด้วย

สมุนไพร พืชผักสวนครัว

นอกจากนั้น พื้นที่ว่างข้างรั้ว ตามทางเดินยังมีการปลูกผักพืชสวนครัว เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ และ กะเพรา หากนับดูแล้วจะมีพืชที่มีกลิ่นฉุนกว่า 20 ชนิด ส่วนหนึ่งจะถูกนำมาหมักด้วยจุลินทรีย์ บางอย่างก็เอามาต้ม แล้วผสมกับน้ำส้มควันไม้ซึ่งมีส่วนผสมสำคัญคือ คาร์บอน ที่ได้จากการเผาถ่านเพื่อใช้ไล่แมลง นอกจากนั้น ก็ยังมีสมุนไพรดับกลิ่น ซึ่งทำโดยผสมน้ำส้มสายชู 1 ส่วน กากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดงและจุลินทรีย์ 1 ส่วน น้ำ 10 ส่วน หมักไว้ประมาณ 14 วัน เอามาผสมร่วมกัน ซึ่งนอกจากจะดับกลิ่นได้ดีแล้วยังช่วยขับไล่แมลงและบำบัดน้ำเสียได้อีกด้วย ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด

ครูอินสอน ยังรับซื้อขยะใบไม้หรือเห็ดต่างๆ ทำให้เกษตรกรมีรายได้วันละ 300-500 บาท ขณะที่ฟาร์มเห็ดจะรับซื้อในราคาสูงถึง 500 บาท แต่ 1 คันรถปิกอัพ นอกจากนั้น ก็มีใบไม้หรือข้าวโพดต่างๆ ที่สัตว์กินไม่หมดก็รับซื้อเหมือนกันเพื่อจะใช้เป็นส่วนผสมของดินพร้อมปลูก

วิธีการทำง่ายๆ ก็คือ ใช้ดินร่วน 5 ส่วน แกลบดำ 2 ส่วน รำละเอียด 2 ส่วน และมูลสัตว์ 2 ส่วน ผสมเข้าด้วยกัน ใช้จุลินทรีย์รดแล้ว คลุมด้วยกระสอบพลิกทุกวันใช้เวลา 7 วัน หลังจากนั้นก็ใช้อินทรียวัตถุเช่นใบไม้ต่างๆ ทุกอย่างที่ซื้อมาจากเกษตรกรใบไม้ทุกชนิดแยกพลาสติกออก ใช้ใบไม้ทุกอย่าง 10 ส่วน รำละเอียด 1 ส่วน แกลบดำ 1 ส่วน มูลสัตว์ 2 ส่วน แล้วใช้ปุ๋ยหมักหัวเชื้อที่หมักแล้วมาผสมและรดราดด้วยจุลินทรีย์ ความชื้นประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ มาเก็บในกระสอบแล้วก็ทิ้งไว้ ใช้ไม้มากั้นตรงกลางให้อากาศผ่านเพราะจุลินทรีย์บางอย่างต้องการอากาศ ไม่ต้องตากแดด ผ่านไป 5 ชั่วโมง หรือ 1 วัน ก็จะเริ่มร้อน และความร้อนจะสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ในวันที่ 3 แต่ก็จะมีการระบายความร้อนตลอด โดยกระสอบที่เลือกต้องมีการระบายได้ เมื่อได้อย่างนี้แล้วก็เอามาเป็นส่วนผสมของดินพร้อมปลูกซึ่งขายดีมากเลย ในญี่ปุ่นเรียกว่า โบกาชิดิน ซึ่งประกอบด้วย ดิน หัวเชื้อ แล้วก็แกลบ อินทรีวัตถุที่หมักแล้วผสมกัน

ครูอินสอน ระบุด้วยว่า ดินพร้อมปลูกทั่วไปที่วางขายตามท้องตลาดนั้นส่วนมากจะใช้ดินมาผสมสิ่งต่างๆ โดยไม่มีการหมัก ทำให้แก๊ชแอมโมเนีย แก๊ชไข่เน่า ยังมีอยู่ ซึ่งเมื่อนำไปใส่ต้นพืช พืชก็จะเน่าตายในที่สุด

ไก่อินทรีย์ ราคาดีกว่าฟาร์ม นอกเหนือจากการปลูกพืชผักไร้สารพิษแล้ว การเลี้ยงสัตว์ที่นี่ก็ยังเป็นสัตว์อินทรีย์ปลอดเคมีและไร้กลิ่น ครูอินสอนเลี้ยงไก่โดยใช้ปุ๋ยหมักที่ผลิตขึ้นเองผสมอาหารให้ไก่กินเลย ส่วนน้ำก็ใช้ผสมด้วยจุลินทรีย์เพื่อดับกลิ่น หรือถ้ามีกลิ่นเหม็น ก็ใช้ปุ๋ยหมักโรยให้ทั่วเพราะเป็นจุลินทรีย์แห้งก็จะช่วยย่อยสลาย แทนที่จะเป็นมูลสัตว์ที่มีแก๊สหรือแก๊สไข่เน่าต่างๆ จุลินทรีย์ต่างๆ ก็จะช่วยย่อยสลาย เมื่อมูลสัตว์มากพอก็นำมากองรวมกันใช้ทำปุ๋ยได้อีก

ส่วนเรื่องวัคซีน ก็จะให้ตั้งแต่ตอนไก่ยังเล็กๆ เพื่อป้องกันโรคต่างๆ โดยในส่วนนี้จะมีการใช้สมุนไพร เช่น ตะไคร้หอม จุลินทรีย์ กระเทียม ผสมน้ำให้ไก่กิน ก็จะมีภูมิต้านทานโรคได้ดีด้วย ทั้งนี้ ครูอินสอนจะซื้อพันธุ์ไก่ตัวเล็กๆ ในราคาตัวละ 5 บาท และใช้เวลาเลี้ยง 70 วัน ก่อนจะขายในราคา ตัวละ 65 บาท โดยมีต้นทุนการเลี้ยงตัวละ 20 บาท ในแต่ละวันครูจะขายได้วันละประมาณ 3 พันบาท อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงไก่ต้องเลี้ยงเป็นรุ่นๆ ต่อกันเพื่อให้มีรายได้ตลอดปี ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่ต้องมีรายได้ทุกวัน ถ้าซื้อไก่มารุ่นเดียวกันหมด จะสู้ค่าอาหารไม่ได้ เพราะไก่กินจุมาก วันหนึ่งกินสองมื้อ ต้องพึ่งรายได้จากการขายรุ่นพี่เพื่อไปเลี้ยงรุ่นน้อง ต้องวางแผนผลิตและการขาย

“ไก่พันธุ์เนื้อเราจะเลี้ยงเป็นรุ่นๆ เพื่อให้ทันกับตลาดที่นี่เรามีลูกค้าประมาณ 4 ราย ลูกค้าไปชำแหละขายตัวละจาก 60-65 บาท เขาเอาไปขายตัวละ 100”

“กำไรสูงกว่าไก่ฟาร์มแน่ๆ ที่นี่เราเลี้ยงครั้งละ 500 ตัว ยังขายมูลไก่ได้อีก มีหลายรุ่นใช้ระบบพี่เลี้ยงน้อง”

สำหรับอาหารไก่ ก็ใช้สูตรข้าวโพดป่น 60 กิโลกรัม รำละเอียด 10 กิโลกรัม กากถั่วเหลือง 18 กิโลกรัม ปลาป่น 8 กิโลกรัม เกลือป่น 5 ขีด แคลเซียมฟอสเฟส (P-18) จำนวน 1 กิโลกรัม ฟรีมิกซ์ ไก่ไข่ 5 ขีด และปุ๋ยหมักที่ทำเอง 25-40 กิโลกรัม

หมูหลุม ปลอดกลิ่น ปลอดโรค

สำหรับการเลี้ยงหมูหลุมของครูอินสอนทำได้ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่ใช้ซีเมนต์บล็อกมาก่อแล้วฉาบปูน แต่หากเกษตรกรมีรายได้น้อยจะไม่ใช้บล็อกนี้ก็ได้ เพียงแค่นำส่วนผสมของดินและวัสดุต่างๆ มาใส่ในหลุม แบ่งเป็น 36 ชั้น ชั้นละ 30 เซนติเมตร โดยชั้นล่างสุดจะเป็นดินหรือพวกใบไม้ เศษวัสดุต่างๆ ที่ย่อยสลายได้ ใส่ลงไปก่อนโดยใช้ปุ๋ยหมักโรยลงไป 1 ตารางเมตร ต่อ 2 กำมือ แล้วใช้เกลือเพื่อทำให้ดินเป็นกลาง ตามด้วยจุลินทรีย์ลงไป อีกชั้นหนึ่ง ส่วนชั้นกลางจะเป็นแกลบหรือขี้เลื่อย และชั้นบนสุดเป็นอินทรียวัตถุที่ต้องเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ จากนั้นใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ราดลงไป ซึ่งจุลินทรีย์จะช่วยย่อยสลาย – ดับกลิ่น ซึ่งจุลินทรีย์ตัวนี้ครูทำเองไม่มีอันตราย จากนั้นใช้น้ำบริสุทธิ์ หรือน้ำดื่มใส่ลงไป หมูก็จะได้กินจุลินทรีย์จากอาหาร

นอกจากนั้น ก็ยังมีกลุ่มจุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยเช่นแล็กโตบาซิลัส ช่วยระบาย บางครั้งก็ระบายทันที ซึ่งก็เป็นผลดีเพราะการปล่อยให้สัตว์เลี้ยงท้องอืดนับว่าอันตรายมาก แต่ครูบอกว่าถ้าท้องร่วงหรือถ่ายเหลวจะดีมาก เพราะเป็นการดีท็อกซ์ ขับสารพิษออกจากร่างกาย จะทำให้หมูและสัตว์เลี้ยงโตไว

“หมูถ่ายเหลวก็ดี เพราะจะไม่ต้องเป็นริดสีดวงทวาร ในส่วนของน้ำดื่มเราก็เติมจุลินทรีย์ลงไป พอมันได้กินโบกาชิแห้งหรือปุ๋ยหมักเสร็จและก็น้ำอีก สิ่งแวดล้อมก็ไม่มีปัญหา เลี้ยงเป็นหมื่นก็ไม่มีปัญหา มูลมันจะไม่มีกลิ่นเลย เชื้อโรคตัวสำคัญๆ ก็ไม่มีเพราะจุลินทรีย์ทำลายไปแล้ว จุลินทรีย์บางตัวมันแอนตี้กับแสงมันจะตายไป บางกลุ่มมันก็ชอบ”

เมื่อได้มูลสัตว์ออกมาก็ตักไปกองไว้นำไปใช้ได้เลยแทนที่จะหมักเป็นเดือนเพราะจุลินทรีย์ย่อยแล้ว มีน้ำปัสสาวะและมูลหมูรวมอยู่ด้วยกันนำมาผสมกับปุ๋ยหมัก ซึ่งก็มาจากการหมักใบไม้นั่นเอง นำไปขายได้ปุ๋ยกิโลกรัมละ 8 บาท

“วิธีนี้เราขยายไปไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นคน จากฟาร์มต่างๆ เรายังไม่ได้ขายหมูเลย แต่ขายปุ๋ยตัวนี้แล้วกิโลฯ ละ 8 บาท” ทั้งนี้ ธาตุอาหารจากมูลหมูจะสูงมาก สูงกว่ามูลค้างคาวที่ราคาแพงกว่า แต่ปุ๋ยจากมูลหมูหมักจะถูกมองข้าม นอกจากนี้ ครูอินสอน ยังยืนยันว่ามูลหมูนี่แหละที่เหมาะกับพืชสีเขียวที่ต้องการไนโตรเจนสูงและยังนำไปใช้กับต้นไม้อื่นๆ ได้หลากหลายมาก แต่ต้องให้มูลนั้นแห้งก่อน และถ้าจะให้ดีที่สุดต้องเอาไปหมักก่อน

สำหรับการทำอาหารหมู จะขึ้นอยู่กับช่วงอายุของหมู 15-30 วัน หรือ 30-60 วัน ก็ต่างกันไป โดยการใช้ข้าวโพดบด ถ้าเกษตรกรมีข้าวโพดต้นทุนยิ่งถูกกว่า โดยนำมาบด 62 กิโลกรัม รำละเอียด 9 กิโลกรัม กากถั่วเหลือง 22 กิโลกรัม ปลาป่น 4 กิโลกรัม กระดูกป่น 1.2 กิโลกรัม เกลือป่น 3 ขีดครึ่ง และน้ำมันพืชที่ใช้แล้วผสมเพื่อเพิ่มไขมัน และก็ปุ๋ยหมักรวมแล้วก็ 100 กิโลกรัม จากนั้นก็เติมวิตามินพวกเกลือเชิงซ้อนไดแคลเซียม (complexed calcium) 1 กิโลกรัม และก็วิตามินฟรีมิกซ์ 3 ขีดครึ่ง และกรดอะมิโน 2 ขีดครึ่ง โดยสรุปแล้ว ก็จะได้อาหารประมาณ 100 กิโลกรัม ต้นทุนกิโลกรัมละ 6 บาท แทนที่จะไปซื้อกิโลกรัมละ 18 บาท

เลี้ยงกบใน “คอนโด”

การที่กบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ทำให้ไม่ต้องใช้น้ำมานัก ส่วนมากมักจะเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ใช้ทุนสูง อย่างต่ำก็ต้องเป็นบ่อขนาด 3 x 4 เมตร ซึ่งต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 5 พันบาท แต่ถ้ามาเรียนรู้กับครูอินสอน ครูจะบอกว่าเสมอว่าเลี้ยงกบที่ไหนก็ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นใต้ถุนบ้านหรือใต้ต้นไม้เพียงแค่หาภาชนะ ง่ายๆ เช่น นำขวดน้ำดื่มมาเจาะรู ใส่กบไป 3 ตัว เนื่องจากอัตราส่วนการเลี้ยงกบปกติจะอยู่ที่ 1 ตารางเมตร ต่อ 100 ตัว ต่างกับปลาดุกที่ 1 ตารางเมตร จะเลี้ยงได้ 50 ตัว แต่หากเป็นปลานิล 1 ตารางเมตร ไม่เกิน 10 ตัว ครูเล่าว่าถ้าจะเลี้ยงกบก็เริ่มต้นด้วยการซื้อกบน้อยๆ ตัวละ 2 บาท มาใส่ในขวด เอาน้ำใส่แล้วจุลินทรีย์เล็กน้อย ผ่านไปสามสี่วันเมื่อเริ่มมีกลิ่น เราก็เอาไปเทลงถัง เสร็จแล้วก็เอาโบกาชิใส่ลงไปเพื่อบำบัด เอาจุลินทรีย์ลงไป พอกบถ่ายลงไปก็จะกลายเป็นปุ๋ยหมัก แล้วก็เอาไปรดต้นไม้ด้วยการเจือจางก่อน

อีกวิธีการหนึ่งก็คือกล่องโฟมขนาด 40 x 60 เซนติเมตร เจาะรู ใส่กบลงไป ตัวนี่ป ระมาณ 2-3 เดือนแล้ว ใส่ได้ประมาณ 40 ตัว เลี้ยงซ้อนกล่องก็ได้ ส่วนการเลี้ยงกบใน “คอนโด” ยางรถให้ใส่ทรายหยาบหรือทรายขี้เป็ดใช้ตะแกงมารอง ด้านล่าง ใช้หินหยาบลง 3 ชั้น ใส่น้ำ 2 ชั้น ตามด้วยจุลินทรีย์ เวลาเปลี่ยนน้ำใช้สายยาง เจาะออกไป ไล่น้ำเสียออก แม้จะปล่อยน้ำทิ้งก็ไม่ได้ทำให้น้ำเน่าเสียเพราะว่าบำบัดด้วยจุลินทรีย์ซึ่งย่อยสลายมูลเรียบร้อยแล้ว

ถ้าเกษตรกรมีตาข่าย หาไม้ไผ่มาทำเป็นลักษณะกว้างตามต้องการ 1 ตารางเมตรเลี้ยงได้ 100 ตัว ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำเพราะว่าแช่อยู่ในน้ำ โยนอาหารให้กิน ถ้าเลี้ยงแบบนี้อาจจะจับยาก หรือจะเลี้ยงตามท้ายนาก็ได้ใช้ตาข่ายไปล้อมไว้ แต่กบที่เอามาเลี้ยงต้องตัวเล็กๆ ประมาณ 2 บาท ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 5 เดือน จับขายได้แล้ว

ข้าวนอกนา ภูมิปัญญาพอเพียง

ข้าวนอกนาเป็นนวัตกรรมบ้านๆ ที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง ครูอินสอนยืนยันว่าข้าวปลูกที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ว่างข้างตึกแต่ต้องมีที่ให้รับแดดได้ครึ่งวัน วิธีการก็คือเอาท่อนไม้หรือซีเมนต์บล็อกมาเรียงไปรองด้วยพลาสติกหนา 200 ไมคอน หน้ากว้างมาตรฐานทั่วไปคือกว้าง 3 เมตร ยาว 8 เมตร ลึกไม่เกิน 15 เซนติเมตร ใส่ดินและน้ำลงไปแล้วก็ปลูกเลย ผลผลิตจะแตกต่างจากการปลูกในถังกลม และถือเป็นหนึ่งในประเภทของข้าวนอกนา เป็นข้าวลอยน้ำ ผลผลิตได้น้อยกว่าในบ่อพลาสติก แก้ปัญหาให้คนในพื้นที่ลุ่มได้ ระยะการเก็บเกี่ยวไม่เกิน 100 วัน อย่าให้วัชพืชขึ้น

สำหรับการปลูกข้าวในพื้นที่ที่ไม่มีการชลประทานที่ดี ก็ใช้น้ำประปาได้หรือน้ำสุดท้ายของการล้างจานเอามาใส่ก็ได้ โดยใช้ถังกลมกว้างประมาณ 80 เซนติเมตร ใช้ฟลินโค้ตทาเพื่อไม่ให้น้ำซึมและใช้ดินร่วน 8 ส่วน ใช้ปุ๋ยหมัก 2 ส่วน ใช้อินทรีวัตถุเก่าๆ ลงไปส่วนหนึ่ง และแกลบดำส่วนหนึ่งใส่น้ำให้ขลุกขลิกแล้วก็ปลูกลงไป ใช้ได้ทั้งนาดำและนาหว่าน

แต่ถ้าจะหยอดเมล็ดก็ให้คัดข้าวพันธุ์เบา เช่น สันป่าตอง สันป่าตอง 1 ปทุม 1หรือ สุพรรณ 1 จะปลูกข้าวเหนียวก็ได้ ข้าวเจ้าก็ได้ โดยแต่ละถังซีเมนต์จะได้ข้าวประมาณ 1.3 กิโลกรัม จาก 10 กว่าต้น หลังจากปลูกแล้วก็โรยปุ๋ยหมักลงไป พอข้าวเริ่มออกดอกก็ฉีดด้วยสมุนไพรไล่แมลงที่ทำเอง เช่น ขิง ข่า และตะไคร้ เมื่อข้าวเติบโตใกล้จะตั้งท้อง ก็ใช้น้ำหมักหอยเชอรี่หรือน้ำหมักผลไม้ฉีดพ่นกระตุ้นให้ข้าวออกรวงสมบูรณ์ ครูอินสอนยืนยันว่าไม่ต้องใช้เคมีใดๆ ทั้งสิ้นแล้วเราก็จะได้ข้าวอินทรีย์ ร้อยเปอร์เซ็นต์และเมื่อข้าวออกรวงก็หยุดการให้ปุ๋ย

ถ้าเกี่ยวข้าวแล้ว ต้องการจะปลูกผัก ก็เอาผักไปปลูกต่อไปได้เลยจะได้เป็นการผสมผสานต่อเนื่อง

“ที่นี่ปลูกประมาณ 4 รอบ ต่อปี วันเกี่ยวคือ วันปลูก เกี่ยวเสร็จก็ปลูกซ้ำไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเปลี่ยนดิน ไม่เสียค่าไถหรือค่าน้ำมัน ไม่เสียค่าแรง ประหยัดน้ำ” “ภูมิปัญญาเดิมบอกว่าข้าวมันไม่ต้องการน้ำมากถ้าใส่น้ำน้อยข้าวแตกกอมาก ถ้าน้ำมากข้าวแตกกอน้อยเพราะถ้าน้ำมากข้าวกลัวจะตาย ก็แทงตัวสูงขึ้นไป ทำให้ไม่มีโอกาสที่จะแตกกอ เพื่อไม่ให้แย่งอาหารกันเราจะใส่ราว 13-14 กอ”

ปลูกไม้สัก เป็นหลักประกันชีวิต

หลายพื้นที่ประสบปัญหาความแห้งแล้ง น้ำไม่เพียงพอต่อการทำเกษตรกรรม ครูอินสอนแนะนำให้ปลูกไม้สักไว้เป็นมรดกยามแก่เพราะเกษตรกรไม่มีหลักประกันในชีวิตเหมือนข้าราชการ โดยไม้สักเมื่อปลูกได้ราว 20 ปี ราคาต้นละประมาณ 5,000-10,000 บาท พื้นที่เพียง 1 ไร่ ก็สามารถปลูกได้หลายพันต้น ในศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์แม่ออนปัจจุบันก็มีไม้สักเกือบหนึ่งหมื่นต้น ครูปลูกเสริมทุกปี หลังจากไม้สักโตประมาณ 2-3 ปี ก็ไม่ต้องรดน้ำอีกแล้วเพียงแค่ตัดแต่งกิ่ง อีก 5 ปีก็ตัดไปใช้สอยหรือขายได้

เชื่อครูอินสอน ก็บ้าแล้ว

ครูอินสอนย้อนอดีตเมื่อราวปี 2530 ว่า หลายคนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการทำเกษตรอินทรีย์ชีวภาพ

บางรายถึงกับบอกว่า

“เชื่อครูอินสอนประเทศไทยไม่เจริญ อะไรเอาหญ้าเป็นปุ๋ยได้อย่างไร” ซึ่งคนที่พูดส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ เช่น พ่อค้าปุ๋ย บางคนท้าแข่ง อย่างสมุนไพรกับยาฆ่าแมลง

อย่างไรก็ตาม ครูอินสอน บอกว่า เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ทำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงต้องถูกต่อต้าน ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของครูที่ต้องสาธิตเพื่อสัมผัสได้จริงจนนำไปสู่ความเชื่อมั่นในที่สุด

“สมัยก่อนบรรพบุรุษเราก็ไม่มีปุ๋ย หรือต้นไม้ในป่าต่างๆ เราก็ไม่เห็นมีปุ๋ยทำไมมันออกลูกได้”

“พืชโดยชีวิตของมันเป็นระบบพึ่งตนเอง ภายในดินมีจุลินทรีย์แม้เราไม่ไปทำลาย ใบร่วงจุลินทรีย์ย่อยสลายก็กลายเป็นปุ๋ย”

ความสำเร็จในชีวิตเกษตรกรที่เลือกวิถีเศรษฐกิจพอเพียงของครูอินสอน เริ่มต้นจากความล้มเหลวในการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและไม้ผลเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา เมื่อครู ปกศ. เงินเดือน 720 บาท รายนี้ ต้องไปกู้เงินซื้อที่ทำไร่ ซื้อปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุด แต่สุดท้ายก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง จนนำไปสู่การขายที่ดินเพื่อใช้หนี้ในที่สุด ความผิดหวังจากสารเคมีทำให้ครูหันหน้ามาเพิ่งภูมิปัญญาชาวบ้าน

“จะเลิกใช้เคมี ญาติยังหัวเราะไม่ใช้เคมีจะอยู่ได้ไง เราก็พยายามศึกษาค้นคว้า ภูมิปัญญาเกษตรคือครูคนแรกจริงๆ”

ครูอินสอนทุ่มเทให้กับการศึกษาเรื่องจุลินทรีย์อย่างเต็มที่และที่สำคัญคือจะลงมือปฏิบัติทันทีเพื่อพิสูจน์ทฤษฏีต่างๆ ด้วยตัวเอง “หลักของผมคือ ททท. (ทำทันที) ได้ผลอย่างไรก็จดบันทึกและเพิ่มเติมความคิดของผมเข้าไปด้วย เช่น การเลี้ยงกบ เลี้ยงปลา เราได้แนวคิดมาบ้าง ก็เอามาปรับใช้ให้ดีขึ้นมา ประยุกต์ใช้ รู้แล้วฝึกปฏิบัติทันที ใช้หลัก 3 ท. คือทำทันที พอได้ผลเราก็เอาข้อมูลต่างๆ ไปเผยแพร่”

พึ่งตนเอง และเป็นที่พึ่งของคนอื่น

นอกเหนือจากการผลิตปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพ ผลิตอาหารปลอดภัยจากสารพิษเพื่อใช้บริโภคเองในชีวิตแล้ว ครูอินสอนและสมาชิกยังผลิตเพื่อขายสู่ท้องตลอดอีกด้วย และมักจะได้ราคาดีกว่าเพราะนอกจากจะเป็นสินค้าที่ปลอดภัยแล้ว ยังมีคุณภาพดและประมาณมากพอต่อความต้องการของตลาดอีกด้วย

“ถ้าซื้อเช่นหมูที่อื่น คนขายจะได้กิโลกรัมละ 60 บาท แต่ที่นี่เราได้กิโลกรัมละ 65 เพราะเราให้ส่งประจำ”

ครูอินสอนยืนยันว่า ทุกวันนี้เขาใช้เงินซื้อของไม่กี่อย่างเท่าที่นับได้ก็มีเพียงแค่เกลือ กะปิ น้ำปลาและเสื้อผ้า เพราะอย่างอื่นมีพร้อมในบ้านหมดแล้ว “เราทำทฤษฎีพอเพียงขั้นแรกเอาไว้บริโภคก่อนจากนั้นเราก็แบ่งปันให้คนอื่นๆ หรือถ้ามีมากเราก็ขาย”

นั่นคือ คำตอบของปราชญ์ชาวบ้านแห่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ระยะนี้ต้นมะม่วงหิมพานต์เริ่มเข้าสู่ช่วงต้นแทงช่อดอก กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนมะม่วงหิมพานต์เฝ้าระวังในช่วงที่มีสภาพอากาศเย็น อุณหภูมิลดต่ำลง และมีแดดแรงในเวลากลางวัน ให้สังเกตการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ และเพลี้ยแป้ง สำหรับเพลี้ยไฟ มักพบการเข้าทำลายดูดกินน้ำเลี้ยงต้นมะม่วงหิมพานต์ในระยะแตกยอดอ่อน ช่อดอก และผลอ่อน ทำให้ยอดอ่อนหงิกงอหรือแห้งตาย หากระบาดรุนแรง จะส่งผลให้ช่อดอกไหม้เป็นสีดำ และไม่ติดผล กรณีติดผลแล้วจะทำให้ผลร่วงหล่นได้

เมื่อพบการระบาดในช่วงที่ต้นมะม่วงหิมพานต์เริ่มแทงช่อดอกหรือก่อนดอกบาน ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา–ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

ส่วนการเข้าทำลายของเพลี้ยแป้ง จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ ช่อดอก และช่อผล ส่งผลให้ราดำมาเจริญอยู่บริเวณนั้น ทำให้ใบร่วง ช่อดอกไม่ติดผล และผลแคระแกร็น กรณีที่มีปริมาณมาก มักพบเพลี้ยแป้งเกาะเป็นกระจุกที่ลำต้น และอยู่ร่วมกันกับมด โดยมีมดเป็นพาหะนำเพลี้ยแป้งเคลื่อนย้ายไปตามส่วนต่างๆ ของต้นมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งมดอาศัยน้ำหวานจากเพลี้ยแป้งที่ถ่ายออกมา

เกษตรกรควรหมั่นสำรวจยอดอ่อนและช่อดอกอยู่เสมอ Royal Online V2 หากพบกลุ่มเพลี้ยแป้งเป็นปุยสีขาว และเริ่มมีราดำเกิดขึ้น ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงพิริมิฟอส–เมทิล 50% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารมาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นป้องกันกำจัด 2-3 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน เพราะตัวอ่อนหลบอยู่ใต้ท้องตัวเต็มวัยเพศเมียอาจยังไม่ตายจากการพ่นครั้งแรก หลีกเลี่ยง การพ่นสารฆ่าแมลงในระยะดอกบาน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสร

ในช่วงนี้มีอากาศเย็น และมีหมอกในตอนเช้า กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกหอมหัวใหญ่ หอมแดง หอมแบ่ง และกระเทียม ให้เฝ้าระวังโรคใบจุดสีม่วง ที่สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช

อาการเริ่มแรกจะพบแผลจุดเล็กฉ่ำน้ำ กลมหรือรี หากแผลแห้งจะเปลี่ยนเป็นจุดแผลสีขาว ต่อมาแผลขยายออกตามความยาวของใบ มีลักษณะเป็นรูปไข่ เนื้อเยื่อยุบตัว แผลมีสีม่วงเข้มหรือสีน้ำตาลอมม่วง ตรงกลางแผลซีดจางกว่าเล็กน้อย มีแถบสีขาวหรือสีเหลืองส้มล้อมรอบแผล กรณีอากาศชื้นจะพบบนแผลมีผงสปอร์สีดำของเชื้อราสาเหตุโรค เมื่อมีหลายแผลขยายต่อกัน จะทำให้ใบแห้ง ต้นโทรม ผลผลิตลดลง หากโรคระบาดรุนแรง ใบจะแห้งตายหมด ทำให้ไม่ได้ผลผลิต กรณีเชื้อราเข้าทำลายที่ส่วนหัว จะทำให้หัวเน่าและเก็บไว้ได้ไม่นาน

ทั้งนี้ ก่อนการปลูกหอมหัวใหญ่ หอมแดง หอมแบ่ง และกระเทียม เกษตรกรควรปรับปรุงดินให้มีสภาพเหมาะสมกับการปลูก โดยการใส่ปูนขาว ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อปรับสภาพดิน และเลือกใช้หัวพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค จากนั้นให้แช่หัวพันธุ์หรือต้นกล้าพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 30-40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไอโพรไดโอน 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ควรแช่นาน 15-20 นาที อีกทั้งในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรค เกษตรกรควรเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่สกุลหอมและกระเทียมสลับหมุนเวียน

สำหรับในแปลงปลูกหอมหัวใหญ่ หอมแดง หอมแบ่ง และกระเทียมที่มีการระบาดของโรค ให้เกษตรกรหมั่นตรวจทำความสะอาดเก็บเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดปริมาณการสะสมเชื้อสาเหตุของโรคไม่ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยเพาะขยายพันธุ์ข้ามฤดูกาล หากพบโรค ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

หรือสารไอโพรไดโอน 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรคลอราซ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยให้พ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่ง หากโรคยังคงระบาดควรพ่นซ้ำทุก 5-7 วัน แต่ไม่ควรเกิน 4 ครั้ง และให้พ่นสลับกับสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อสาเหตุโรค

ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต กล้วยไข่ ผลงาน วิทยาลัยเทคนิคกำแพง

“กล้วยไข่” เป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดกําแพงเพชร เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกกล้วยไข่พันธุ์กําแพงเพชร ในระยะห่าง 2×2 เมตร มีการตัดแต่งหน่อทุกระยะการเจริญเติบโตและหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต แปลงปลูกกล้วยไข่จะให้ปุ๋ย 2 ครั้ง คือ หลังปลูกประมาณ 1 เดือน และหลังเก็บเกี่ยว 1 เดือน ปุ๋ยเคมีที่นิยมใช้ คือ ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15, 46-0-0 ใส่ครั้งละ 0.5-1 กิโลกรัม ต่อต้น ส่วนปุ๋ยอินทรีย์จะใช้มูลไก่และกากชานอ้อย อัตรา ไร่ละ 1,000 กิโลกรัม

ด้านการเก็บเกี่ยว เกษตรกรจะอาศัยการสังเกตก่อนเก็บผลผลิต โดยใช้วิธีการนับอายุดูสี ดูเหลี่ยมของผล ดูขนาดผลและนับวันกล้วยไข่ออกดอกบานถึงวันเก็บเกี่ยวประมาณ 45 วัน เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมซื้อขายกล้วยไข่โดยใช้หน่วยในการขายเป็น “ตั้ง” มีเป็นส่วนน้อยที่ทําการซื้อขายโดยชั่งเป็นกิโลกรัม กล้วยไข่คุณภาพดี ต้องมีขนาดหวีสมบูรณ์ 6 หวี ในแต่ละหวี มีไม่น้อยกว่า 12 ผล

“ปุ๋ยอินทรีย์” ตัวช่วยลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต

ปัจจุบัน เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่อยากได้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยลดต้นทุน และเพิ่มปริมาณผลิตผล ควบคู่กับการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย ครูพิมลพรรณ พรหมทอง หรือ “ครูเอ๋” โทร. 086-421-3130 ครูวิทยาศาสตร์ของวิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร เล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้ศึกษาเรื่องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นกล้วยไข่ ทั้งด้านความสูง ระยะเวลาในการออกหน่อและจำนวนหน่อของต้นกล้วย ระยะเวลาในการออกปลีของต้นกล้วยไข่ รวมทั้งจำนวนหวีต่อเครือของต้นกล้วยไข่

ที่ผ่านมา เกษตรกรนิยมขยายพันธุ์กล้วยไข่ โดยวิธีการใช้หน่อ โดยทั่วไปการปลูกกล้วยไข่เพื่อเลี้ยงหน่อ ทำได้โดยการใช้ระยะปลูกปกติ และใส่ปุ๋ยไนโตรเจนทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 30 กรัม ถึง 60 กรัม ช่วยทำให้หน่อได้ประมาณ 8-10 หน่อ ต่อต้น ต่อปี วิธีการดังกล่าวต้องใช้เวลานานและสิ้นเปลืองแรงงาน เสี่ยงต่อการเกิดโรคและแมลงเข้าทำลาย หน่อที่ได้มีขนาดไม่สม่ำเสมอกันเป็นปัญหาต่อการเก็บเกี่ยว และการกำหนดปริมาณผลผลิตเป็นอย่างมาก จึงได้นำเอาเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นวิธีการขยายพันธุ์ที่ทำให้ได้ต้นพืชตรงตามพันธุ์ สามารถขยายพันธุ์ได้จำนวนมากในระยะเวลาจำกัด ต้นพืชที่ได้ยังปลอดโรค แมลงที่ติดไปกับต้นพันธุ์ วิธีการขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จึงเป็นวิธีการที่ใช้ได้ผลดี

ดังนั้น ครูเอ๋ จึงสนใจศึกษาเรื่องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์กับต้นกล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชรที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพราะการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี ไม่เป็นอันตรายต่อเกษตรกรและสภาพแวดล้อม ทำให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มผลผลิตไปพร้อมๆ กัน

ครูเอ๋ ได้ศึกษาชนิดของปุ๋ยอินทรีย์ต่างชนิดกัน ได้แก่ มูลสุกรเปียก มูลสุกรแห้ง มูลวัวเปียก มูลวัวแห้ง มูลวัวแห้งมาก มูลไก่เปียก มูลไก่แห้ง และมูลไก่แห้งมากมาทดลอง โดยนำมูลสัตว์ ในอัตรา 1 กิโลกรัม ผสมกับ น้ำ 1 ลิตร ราดให้ห่างบริเวณโคนต้น ระยะ 30 เซนติเมตร ทุกๆ 30 วัน แล้วหาค่าเฉลี่ยบันทึกผลการเจริญเติบโตของต้นกล้วยไข่แต่ละต้น ทุกๆ สัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 เดือน ในแปลงทดลองจริง เพื่อหาคำตอบให้ได้ว่า มูลชนิดใดมีความเหมาะสม ช่วยให้ต้นกล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชรมีการเจริญเติบโตในส่วนที่เป็นลำต้น (ความสูง) และส่งผลดีต่อระยะเวลาการออกหน่อ จำนวนหน่อ ระยะเวลาการออกปลีและจำนวนหวีต่อเครือของต้นกล้วยไข่

ผลการทดลองพบว่า ต้นกล้วยไข่ที่เจริญเติบโตดีมีจำนวนหน่อมากที่สุด คือ ต้นกล้วยไข่ที่ใช้ปุ๋ยมูลวัวแบบแห้งมาก ปุ๋ยมูลสุกรแบบแห้ง และปุ๋ยมูลไก่แบบแห้ง มีการเพิ่มจำนวนหน่อมากที่สุด จำนวน 9 หน่อ ขณะที่ต้นกล้วยไข่ที่ใช้ปุ๋ยมูลสุกรแบบแห้งมาก ปุ๋ยมูลวัวแบบแห้ง และมูลไก่แบบเปียก มีจำนวนหน่อ 8 หน่อ ส่วนต้นกล้วยไข่ที่ใช้ปุ๋ยมูลสุกรแบบเปียก มูลวัวแบบเปียกและมูลไก่แบบแห้งมาก มีจำนวน 7 หน่อ

ในด้านความสูง พบว่า กล้วยไข่ที่ใช้ปุ๋ยมูลวัวแบบเปียก มีความสูงมากที่สุดเป็น อันดับ 1 คือ 309 เซนติเมตร ที่ได้ผลดีรองลงมาคือ ปุ๋ยมูลไก่แบบแห้งมาก ต้นกล้วยไข่มีความสูงเป็น อันดับ 2 คือ 307 เซนติเมตร ส่วนต้นกล้วยไข่ที่ใช้ปุ๋ยมูลวัวแบบแห้ง และมูลวัวแบบแห้งมาก มีความสูง 300 เซนติเมตร

ครูเอ๋ บอกว่า ปุ๋ยอินทรีย์แต่ละชนิด มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นกล้วยไข่แตกต่างกันออกไป หากต้องการให้ต้นกล้วยไข่มีการเติบโตด้านความสูง ควรใช้ปุ๋ยมูลวัวแบบเปียก ด้านระยะเวลาการออกหน่อ ควรใช้ปุ๋ยมูลไก่แบบแห้ง หากต้องการให้ต้นกล้วยไข่มีจำนวนหน่อมาก ควรใช้ปุ๋ยมูลวัวแบบแห้งมาก หรือปุ๋ยมูลสุกรแบบแห้ง และปุ๋ยมูลไก่แบบแห้ง หากต้องการให้ต้นกล้วยไข่ออกปลีเร็ว ควรใช้ปุ๋ยมูลวัวแบบแห้ง หากต้องการให้ต้นกล้วยไข่มีจำนวนหวีต่อเครือมาก ควรใช้ปุ๋ยมูลไก่แบบเปียก และมูลไก่แบบแห้ง

ประการต่อมา ครูเอ๋ แนะนำให้เกษตรกรนำปุ๋ยอินทรีย์มาใช้ให้ตรงกับระยะเวลาของต้นกล้วยไข่ ในช่วงต้นฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ซึ่งดินมีความชื้น มีความชุ่มชื้นในฤดูฝนเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตทางลำต้นและออกปลีจนสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตกล้วยไข่ในช่วงฤดูฝนพอดี ผลงานวิจัยของครูเอ๋ แสดงให้เห็นว่า การเจริญเติบโตของต้นกล้วยไข่พันธุ์กำแพงเพชรที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ต่างชนิดกัน สามารถนำไปใช้งานได้จริงอย่างดีเยี่ยม

มีดตัดกล้วยไข่

กลุ่มนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร ประกอบด้วย น.ส. พรทิพย์ ชมชื่น นายนฤเบศ แสงเพชร และนายสุรศักดิ์ พรมเอ๋ว ได้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง มีดตัดกล้วยไข่ ภายใต้การดูแลของครูเอ๋ ในฐานะครูที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์

การตัดเครือกล้วยไข่ หากใช้มีดโดยทั่วไป เกษตรกรจะใช้ระยะเวลาตัดเครือกล้วยไข่ประมาณ 1 นาที 40 วินาที แต่มีดตัดกล้วยไข่ของทีมนักศึกษา ช่วยให้ทำงานได้เร็วกว่าเดิม เฉลี่ย 1 นาที 20 วินาที ทั้งนี้ประสิทธิภาพการตัดเครือกล้วยไข่จะได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้ใช้งานเป็นหลัก

ทีมนักศึกษาได้ออกแบบ มีดตัดกล้วยไข่ ที่มีความคมมากกว่ามีดทั่วไป และปลอดภัยต่อการใช้งานของเกษตรกร โดยใช้เงินลงทุนทำมีดแค่พันกว่าบาท เมื่อนำมาทดลองใช้ตัดเครือกล้วยไข่ ก็ทำงานได้ง่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ทำให้ผลกล้วยเสียหาย แถมยังชะลอความสุกแก่ของผลกล้วยไข่ให้ช้าลง เหมาะสำหรับให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่นำไปใช้งานในสวน เพราะทำงานได้เร็วกว่ามีดทั่วไป แถมปลอดภัยกว่ามีดทั่วไป

สภาพอากาศเย็นมีอุณหภูมิลดต่ำลงในตอนเช้า มีความกดอากาศสูง และมีแดดแรงในตอนกลางวัน กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมะเขือเทศเฝ้าระวังการระบาดของแมลงวันหนอนชอนใบ ที่สามารถพบได้ในระยะการปลูกลงแปลง ให้เกษตรกรสังเกตติดตามการระบาดของแมลงวันหนอนชอนใบตัวเต็มวัยเพศเมียจะวางไข่ที่มีขนาดเล็กภายในผิวใบ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอนจะมีลักษณะหัวแหลมท้ายป้าน ตัวหนอนจะชอนไชอยู่ในใบ ทำให้เกิดรอยเส้นสีขาวคดเคี้ยวไปมา

เมื่อนำใบมะเขือเทศมาส่องดูเนื้อเยื่อใบจะพบหนอนตัวเล็กสีเหลืองอ่อนโปร่งแสงและใสอยู่ภายใน หากระบาดรุนแรงจะทำให้ใบเสียหายร่วงหล่นและส่งผลต่อผลผลิตมะเขือเทศ กรณีที่มะเขือเทศไม่สามารถสร้างใบทดแทนได้ก็จะตายไปในที่สุด

หากพบเศษใบมะเขือเทศตามพื้นดินที่ถูกแมลงวันหนอนชอนใบเข้าทำลาย ให้เกษตรกรเก็บใบที่ถูกทำลายออกจากแปลงนำมาเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อช่วยลดการแพร่ระบาด เพราะดักแด้แมลงวันหนอนชอนใบ ที่อาศัยอยู่ตามเศษใบมะเขือเทศจะถูกทำลายไปด้วย จากนั้น ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

หรือสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยให้เริ่มพ่นเมื่อต้นมะเขือเทศมีอายุ 5 วันหลังย้ายปลูก พ่นทุก 5 วันจนต้นมะเขือเทศเริ่มออกดอก และพ่นทุก 7-10 วันในระยะออกดอกติดผลอีก 3-5 ครั้ง งดการพ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% เอสซี ก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิต 7 วัน และงดการพ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต 14 วัน

“ข้าว” เป็นสินค้าที่ทำรายได้เข้าประเทศในแต่ละปีมีมูลค่ากว่าแสนล้านบาท ประเทศไทยมีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าว และคุณภาพมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ข้าวไทยกลายเป็นสินค้าขายดี อุตสาหกรรมข้าวไทยในเวทีตลาดโลกต้องเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องยื่นมือเข้ามาเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมข้าวไทยโดยส่งเสริมการผลิตข้าวคุณภาพดี ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ นำนวัตกรรมใหม่มาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุน ควบคู่กับเพิ่มผลผลิต ส่งเสริมการแปรรูปข้าวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

“ โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตข้าวไทยสู่ตลาดโลก ” ที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ เป็นอีกแนวทางที่จะช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยอาศัยกลุ่มเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการผลิตและการตลาด มาถ่ายทอดแนวคิด บทเรียนการตลาด วิธีการบริหารจัดการแปรรูปข้าวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้แก่เกษตรกรและชาวนารุ่นใหม่ได้นำความรู้ที่ได้ไปทดลองปรับใช้ในไร่นาของตัวเอง เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันข้าวไทยในเวทีตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศยกย่อง “ เกษตรกรต้นแบบ ” เป็นรายภาค ประกอบด้วยเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบภาคเหนือ ได้แก่ “ ดร.ตะวัน ห่างสูงเนิน ” ผู้นำแนวคิด “ Rainbow Farm ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์จากการเรียนรู้เพื่อการอยู่ร่วมอย่างยั่งยืน ” ส่วนเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบภาคกลางคือ “ อาจารย์เชาว์วัช หนูทอง ” เครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษละโว้ธานี จังหวัดลพบุรี สำหรับเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบภาคอีสานมี 2 ท่านได้แก่ “ คุณบุญมี สุระโคตร ” วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง อ.ราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ และ “ คุณสุวรรณ สิมมา ” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืนน้ำอ้อม อำเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร เครือข่ายเกษตรกรต้นแบบภาคใต้ คือ “ ผู้ใหญ่นัด อ่อนแก้ว ”ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเขากลาง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

“ ข้าวกล้องพันธุ์สังข์หยด” เมล็ดเรียวเล็ก ที่มีเยื่อหุ้มสีแดงอมน้ำตาล คุณค่าทางโภชนาการสูง และมีรสชาติหอมนุ่มอร่อย ว่าเป็นสินค้าขายดีติดตลาดทั้งประเทศและส่งออก จุดเริ่มต้นของ “ ข้าวสังข์หยด ” เป็นเพียงข้าวพื้นเมืองภาคใต้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่บริเวณบ้านเขากลาง จังหวัดพัทลุง ที่ผ่านมา เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสังข์หยดประสบปัญหาเรื่องการผลิตและการตลาด เพราะได้ผลผลิตน้อย แต่มีต้นทุนการผลิตสูง แถมขายข้าวไม่ได้ราคา ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ไม่พอเพียงสำหรับดูแลครอบครัว

ผู้ใหญ่นัด อ่อนแก้ว แกนนำชุมชนบ้านเขากลาง ต.ปันแต อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงเสนอจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นเมื่อปี 2534 และจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในปี 2548 เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางบริหารจัดการเก็บรวบรวมผลผลิตกันเอง และสร้างอำนาจต่อรองราคาสินค้ากับพ่อค้าคนกลางรวมทั้งสร้างโรงเรือนเก็บข้าวเปลือก สร้างโรงสีข้าวระบบ GMP ขนาด 12 ตัน/วัน ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้บริหารจัดการสินค้าอย่างเป็นระบบมากขึ้น

สินค้าข้าวสังข์หยด ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ แห่งนี้ มีคุณภาพมาตรฐานมากระดับสากลเพราะผลิตในระบบการจัดการคุณภาพการปฏิบัติการทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (Good Agriculture Practice: GAP) ภายใต้การดูแลควบคุมของศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ทำให้สินค้าจากชุมชนแห่งนี้ได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภคในวงกว้าง ปัจจุบัน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเขากลางมีพื้นที่ปลูกข้าวสังข์หยดอินทรีย์กว่า 100 ไร่ ปัจจุบันสินค้าของกลุ่มฯ ส่งขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น จีน มาเลเซีย และยุโรป ฯลฯ หากใครสนใจเยี่ยมชมกิจการข้าวสังข์หยดของกลุ่มฯ สามารถติดต่อ ผู้ใหญ่นัด อ่อนแก้ว ที่เบอร์โทร. 087-2866446 ได้ตลอดเวลา

เชาว์วัช หนูทอง ต้นแบบเทคโนโลยีการปลูกข้าว “ นาโยน” อาจารย์เชาว์วัช หนูทอง เป็นอดีตอาจารย์วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี ที่ต้องการดำเนินชีวิตแบบพึ่งพาตัวเอง เพราะวิถีชีวิตผูกพันกับการเกษตรมาตลอดแถมรับประทานอาหารมังสวิรัติมาตั้งแต่อายุ 19 ปี ทำให้อาจารย์เชาว์วัช ตระหนักถึงพิษภัยของสารเคมีตกค้างจากการทำเกษตรโดยเฉพาะการทำนาข้าว ประกอบกับอาจารย์มีพื้นเพเป็นลูกชาวนา จึงผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรทำนาข้าวอินทรีย์ และปลูกผักอินทรีย์เต็มตัว โดยมุ่งหวังผลิตข้าวคุณภาพดี ปลอดสารพิษให้คนไทยได้รับประทาน

การทำนาของอาจารย์ไม่ธรรมดา เพราะก่อนปลูกข้าว อาจารย์จะปูพรมให้ผืนนาก่อน ซึ่งพรมกลายเป็นตัวช่วยขจัดวัชพืชในแปลงนา และช่วยบำรุงดินโดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี ช่วยประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายแถมได้ ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นด้วย นอกจากนี้อาจารย์ยังเป็นต้นแบบในการนำเสนอเทคโนโลยีการปลูกข้าวแบบใหม่ที่เรียกว่า นาโยนแบบเกษตรอินทรีย์ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยประหยัดต้นทุน ทั้งเรื่องของเมล็ดพันธุ์ข้าว และแรงงาน ไม่ต้องใช้สารเคมี เพราะนาโยนกล้าสามารถควบคุมหญ้าได้ ลดเวลาการปลูกข้าวน้อยลงถึง 15 วันช่วยให้เก็บเกี่ยวเร็วขึ้น หลังการเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ที่ได้จะมีความสมบูรณ์ สวยงาม ขายได้ราคาดี

ปัญหาขาดแคลนแรงงานทำนา ทำให้อาจารย์เกิดแนวคิดการทำนาในที่ร่ม และทำนาช่วงกลางคืน โดยเพาะต้นกล้าข้าวในโรงเรือนและนำถาดเพาะต้นกล้าไปอนุบาลไว้กลางแจ้ง เปิดสปริงเกอร์รดน้ำเช้า – เย็น เมื่อครบ 15 วัน จึงยกถาดต้นกล้าข้าวออกจากแปลงอนุบาล แล้วถอนต้นกล้าออกจากถาด ใส่ไว้ในตะกร้า ตั้งแต่ช่วงเย็นจนถึงเช้าวันใหม่ จึงค่อยนำกล้าข้าวไปโยนในแปลงนาที่เตรียมดินไว้ “ทำนากลางคืน” ช่วยให้การทำนาเป็นเรื่องง่ายขึ้น เพราะชาวนาไม่ต้องทนเหนื่อยทำงานตากแดดในช่วงกลางวันอีกต่อไป

อาจารย์เชาว์วัช ได้รับการยกย่องว่าเป็น “วิศวกรชาวนา” เพราะได้นำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการทำนา เช่น สร้างเครื่องดำนาโดยใช้แรงงานเพียงคนเดียวปลูกข้าวได้มากกว่า 10 ไร่ รวมถึงประดิษฐ์เครื่องอัดก๊าซชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด และเตาน้ำสัมคว้นไม้ ฯลฯ ผลงานดังกล่าวช่วยให้การทำนาเป็นเรื่องง่ายและเป็นคำตอบของการพึ่งพาตัวเอง

“ข้าวหอมมะลิธรรมศาสตร์” จากผลงานวิจัยของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นอีกหนึ่งความหวังของอาจารย์เชาว์วัช ที่จะเพิ่มพูนรายได้ของชาวนาไทยในอนาคต เพราะข้าวพันธุ์นี้ ต่อยอดจากข้าวดอกขาวมะลิ 105 ทนทานต่อปัญหาภัยแล้ง ให้ผลผลิตมากกว่าข้าวหอมมะลิทั่วไปประมาณ 400-500 กก.ต่อไร่อายุการเก็บเกี่ยวสั้นกว่า 2 เดือน ที่สำคัญสามารถเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี จึงให้ผลผลิตมาก เหมาะสำหรับปลูกเพื่อป้อนตลาดส่งออกในอนาคต

ปัจจุบันอาจารย์เชาว์วัช เปิดบ้านเลขที่ 134 หมู่ 2 ตำบล ท่าวุ้ง อำเภอ ท่าวุ้ง จังหวัด ลพบุรี เป็นศูนย์ศึกษาเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ แบบครบวงจร ภายใต้ชื่อ “เครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษละโว้ธานี” ผู้สนใจสามารถแวะเยี่ยม ศึกษาเรียนรู้ได้ตลอดเวลา หรือติดต่อกับอาจารย์ได้โดยตรงที่เบอร์โทร. 089-8011394

บุญมี สุระโคตร ปลูกข้าวตามหลัก“ปรัญญาเศรษฐกิจพอเพียง”

ลุงบุญมีเติบโตในครอบครัวชาวนา ทำอาชีพมาสารพัดทั้ง ช่างเย็บผ้าโหล ช่างเฟอร์นิเจอร์ ช่างตัดผม และช่างเดินสายไฟ สุดท้ายได้ค้นพบตัวเองว่าสิ่งที่อยากทำที่สุดคือ “ทำนา ปลูกข้าว” ในวิถีเกษตรอินทรีย์ ลุงบุญมีน้อมนำปรัญญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในผืนนาของตัวเอง ผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์คุณภาพดี ที่มีต้นทุนต่ำ สร้างแรงจูงใจให้ชาวนาในพื้นที่ใกล้เคียงหันมาปลูกข้าวอินทรีย์เช่นเดียวกับ ลุงบุญมี

ลุงบุญมีมองว่า “การทำนาจะต่างคนต่างทำไม่ได้ เพราะไม่มีอำนาจต่อรองทางการค้า” จึงได้ชักชวนเกษตรกรในชุมชนบ้านอุ่มแสงหรือกลุ่มเกษตรทิพย์ ตำบลดู่ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ มารวมกลุ่มกันทำการเกษตรเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการขอความช่วยเหลือจากส่วนราชการ และต่อรองกับระบบทุนนิยม พยายามพึ่งพิงตนเอง และคนในชุมชนเป็นหลักให้เกษตรกรรู้จักตัวตนของตนเอง รู้เรื่องดิน ถ้าไม่รู้เรื่องดินจะทำเกษตรอินทรีย์ยาก ทำให้ระบบนิเวศในชุมชนกลับมาสมดุลและสมบูรณ์ขึ้นอีกครั้งด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ ”

ปัจจุบันลุงบุญมีเป็นประธานกลุ่มผู้ปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ แห่งบ้านอุ่มแสง ต.ดู่ อ.ราษีไศล ศรีสะเกษ โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้ความรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจรแก่เกษตรกรทั่วไป จะได้ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลผลิต พร้อมกับใส่ใจสิ่งแวดล้อม รักษาระบบนิเวศน์ให้สมดุล สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด

ทางกลุ่มฯ มีสมาชิกกว่า 600 รายมีพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์รวมกันกว่า 800 ไร่ ที่นี่ปลูกข้าวอินทรีย์หลายชนิด ทั้งข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวลืมผัว ข้าวกล้องหอมมะลิอินทรีย์ ฯลฯ โดยไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของ iFOAM สินค้าของกลุ่มจำหน่ายในชื่อตราสินค้า “ลุงบุญมี” จำหน่ายในราคา กก.ละ 100 – 120 บาท ปรากฎว่าขายดีเป็นที่ยอมรับในตลาดในวงกว้าง เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการตลาดทางกลุ่มฯ ได้แปรรูปสินค้าจากข้าวอินทรีย์ เช่น ไอศกรีมข้าว และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ผลงานที่ผ่านมา ทำให้ลุงบุญมีได้รับการยกย่องให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำนา ประจำปี 2554

ลุงบุญมีพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้และเคล็ดลับสู่ความสำเร็จแก่เกษตรกรทุกราย หากใครสนใจศึกษาดูงานติดต่อโดยตรงทางเบอร์ ช่วงปลายฤดูหนาว ประมาณช่วงเดือนมกราคม- กุมภาพันธ์ ดอกบ๊วยหรือที่คนจีนเรียกว่า “ ดอกเหมย ” จะเริ่มผลิบานสะสุดตานักท่องเที่ยว ต้นบ๊วย จัดอยู่ในตระกูลพรุน เช่นเดียวกับพลัม ลูกท้อ เชอร์รี่ อัลมอนด์ และนางพญาเสือโคร่ง ดอกบ๊วยมีขนาดเล็กประมาณ 1 – 3 ซ.ม.มีหลากสีสัน ตั้งแต่ขาว ชมพู แดง และเข้มเป็นสีแดงสดเลยก็มี

ผลบ๊วยสุกพร้อมเก็บได้ในช่วงต้นฤดูร้อนประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม ผลบ๊วยมีรูปร่างกลม มีร่องจากขั้วไปถึงก้น ผลดิบจะมีสีเขียว มีรสอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอม หลังจากนั้นผลสุกจะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีแดงเมื่อสุกเต็มที่ สำหรับพื้นที่ที่มีความสูงตั้งแต่ 500 เมตรขึ้นไปสามารถปลูกผลไม้เมืองหนาวได้หลายชนิด เช่น ลูกไหนแดง ลูกไหนดำรสชาติหวาน รวมทั้งลูกท้อ(ลูกพีซ) ที่มีรสชาติหอมหวานอมเปรี้ยว ซึ่งผลไม้ดังกล่าวจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเดียวกันคือ เมษายน-พฤษภาคม ของทุกปี

การขยายพันธุ์บ๊วย

พันธุ์บ๊วยที่ใช้ปลูกกันในปัจจุบันนี้ เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่ถูกนำเข้ามาจากประเทศจีน ซึ่งไม่ทราบชื่อพันธุ์ที่แน่นอน ชาวบ้านนิยม ขยายพันธุ์บ๊วย ด้วยวิธีการติดตา โดยเลือกใช้ บ๊วยพันธุ์พื้นเมือง เป็นต้นตอขยายพันธุ์ เนื่องจากสามารถเจริญเติบโตได้เร็วกว่าต้นตอท้อ ทำการขยายพันธุ์ในช่วงที่ต้นพักตัว เมื่อผ่านระยะการพักตัวแล้ว ตาที่ติดไว้ก็จะแตกและเจริญเติบโตต่อไป โดยต้นที่ติดตาจะให้ผลใน 4-5 ปี

แต่ในช่วงที่ติดผลแล้ว ถ้าฝนตกชุกจะทำให้ผลร่วงได้ ทั้งนี้นิยมให้ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง คือช่วงเริ่มแตกตาหรือก่อนออกดอกเล็กน้อยโดยให้สูตร 13-13-21 และให้ปุ๋ยอีกครั้งหลังเก็บเกี่ยวโดยใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ก่อนที่บ๊วยจะพักตัว

ธุรกิจผลไม้แปรรูปดอยแม่สลอง

อาเปา หรือ “คุณธีรเกียรติ ก่อเจริญวงค์ ” เกษตรกรผู้ปลูกบ๊วยและเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนก่อเสริมดอยแม่สลอง เล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมามีผลไม้เมืองหนาว เช่น เชอรี่ บ๊วย ท้อ ลูกไหนเข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมากจนล้นตลาด ขายได้ราคาต่ำ และไม่มีตลาด หรือ โรงงานรองรับ ทางกลุ่ม ” วิสาหกิจชุมชนก่อเสริมดอยแม่สลอง” จึงเกิดแนวคิดที่จะนำผลไม้ที่ล้นตลาดมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ในกลุ่มสมาชิกวิสาหกิจชุมชน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อาเปาใช้เงิน 2 แสนบาท ลงทุนแปรรูปผลไม้ เว็บบอลออนไลน์ โดยทดลองดองผลไม้ครั้งแรกใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ลองผิดลองถูกมาตลอด ปรับเปลี่ยนสูตรหลายครั้ง จากการสอบถามจากการอ่านในหนังสือและเคยมีโอกาสเดินทางไปประเทศจีนได้ไปดูการดองผลไม้ของประเทศจีน และนำมาปรับใช้ จนปัจจุบันได้ปรับสูตรและเพิ่มรูปแบบอีกหลายชนิด เช่น เชอรี่แดง บ๊วยแดง บ๊วยอบน้ำผึ้ง บ๊วยทับทิม บ๊วยหยก บ๊วย ๕ รส บ๊วยซากุระ ท้อเส้น ปัจจุบันสินค้าทุกรายการได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กระทรวงสาธารณสุขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีรายได้เข้าสู่ชุมชนกว่าปีละ 20 ล้านบาท

ที่นี่การแปรรูปผลไม้ โดยใช้วิธีการดองผลไม้ โดยใช้ส่วนผสมสำคัญประกอบด้วย ผลไม้83 % เกลือเม็ด 10 % น้ำตาลทราย 5 % กรดซิตริก(กรดมะนาว) 2 %

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากการคัดผลไม้ที่เน่าเสียออก นำเข้าเครื่องคัดขนาด นำผลไม้สดมาล้างน้ำเพื่อทำความสะอาด เมื่อล้างเสร็จแล้ว นำมาพักน้ำแล้วนำมาผสมกับน้ำเกลือที่เติมกรดซิตริก เสร็จแล้วเทลงถังหมัก หมักไว้ประมาณ 60 วัน หลังจากนั้น นำผลไม้ที่หมักในน้ำเกลือ นำออกมาตากแดดให้แห้งประมาณ 3 วัน แล้วนำผลไม้ที่ตากแดดจนแห้งแล้วมาล้างด้วยน้ำสะอาด นำน้ำตาลทรายมาเคี่ยวจนเป็นน้ำเชื่อมตามอัตราส่วน นำผลไม้ที่เตรียมไว้ลงไปเชื่อมในน้ำเชื่อมที่เตรียมไว้ปิดฝาทิ้งไว้ 20 วัน ตักผลไม้ที่แช่ในน้ำเชื่อมออกมาตากแห้งทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน นำผลไม้ ที่ตากแห้งมาเก็บไว้ เพื่อบรรจุ พร้อมจำหน่าย

เคล็ดลับสำคัญที่ช่วยให้การแปรรูปผลไม้ของวิสาหกิจชุมชนฯ แห่งนี้มีคุณภาพดีและมีมาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด ได้แก่ 1.การดองผลไม้ทุกครั้งต้องคัดผลไม้ที่เน่าเสียอออก และล้างทำความสะอาด 2. ผลไม้ที่ดองในแต่ละชุดต้องคัดขนาดให้เท่ากัน 3. ทุกขั้นตอนต้องเน้นความสะอาด 4. การดองผลไม้ต้องดองในน้ำเกลือผสมกับกระซิตริกตามอัตราส่วนพร้อมกัน

ผลไม้แปรรูปของกลุ่มวิสาหกิจฯ มีกำลังการผลิตเฉลี่ย 225,000ก.ก./ปี ราคาขายส่ง 55 บาท/หน่วย โดยฐานลูกค้าหลักอยู่ที่ตลาดไท เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน นครราชสีมา ฯลฯ

จากการ พัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงแก้ไขและลองผิดลองถูกมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันสินค้าของวิสาหกิจฯ แห่งนี้เป็นที่ต้องการของตลาดในวงกว้าง เพราะสินค้าได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานจาก อย. มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั่วไป สร้างรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอทำให้สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มฯ มีความตั้งใจที่จะพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์และรูปแบบผลิตภัณฑ์เพิ่มมากขึ้นในอนาคต เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้วิสาหกิจชุมชนในระดับตำบลแม่สลองนอก และศึกษาดูงาน ในอำเภอแม่ฟ้าหลวงต่อไป

5 เคล็ดลับ เลือกเมล็ดพันธุ์ ช่วยปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ได้ผลดี

โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรและสหรณ์ได้จัดทำขึ้น ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อปรับสมดุลของปริมาณการผลิตการตลาดข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อีกทั้งเกษตรกรมีรายได้และอาชีพที่มั่นคงยั่งยืน จากกิจกรรมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงฤดูนาปรัง และเพื่อให้อุตสาหกรรมต่อเนื่องของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีเสถียรภาพในการผลิตสินค้า ลดการพึ่งพาจากภายนอกประเทศ

หนึ่งในเทคนิคสำคัญที่จะทำให้เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการฯ สามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ตามวัตถุประสงค์ คือ การส่งเสริมให้เกษตรกรได้รับองค์ความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติดูแลเพื่อให้ได้ผลบผลิตสูงสุด ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับการเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จะนำมาปลูกว่า ต้องต้องเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพมาปลูก เพราะหากเกษตรกรเลือกเมล็ดพันธุ์ดีมาปลูก จะช่วยให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในด้านต้นทุนได้มากกว่า ด้วยเมล็ดพันธุ์ดีอัตราการงอกจะมีเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่า ลำต้นแข็งแรง และให้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ ขณะที่การดูแลบำรุงรักษาและระยะเวลาการปลูกไม่ต่างกับเมล็ดพันธุ์ทั่วไป

บันไดแห่งความสำเร็จในการเลือกเมล็ดพันธุ์นั้น กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ให้ข้อแนะนำถึงหลักที่ควรปฏิบัต 5 ประการ ได้แก่

ซื้อจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือ โดยต้องเลือกร้านที่มีใบอนุญาตเมล็ดพันธุ์ควบคุมจากกรมวิชาการเกษตร
เลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ที่มีมาตรฐาน ตาม พรบ.พันธุ์พืชรับรอง
ดูวัน เดือน ปีที่ผลิต โดยให้สังเกตวันหมดอายุ และเปอร์เซนต์การงอกข้างถุง
ทดสอบการงอกของเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูก เพื่อใช้ในการคำนวณปริมาณของเมล็ดพันธุ์ที่จะปลูกจริง
เลือกเมล็ดพันธุ์ดี การงอกยิ่งสูง การได้ต้นข้าวโพดที่แข็งแรง ผลผลิตยิ่งสูงตาม

สำหรับเกษตรกรที่สนใจและต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรที่อยู่ใกล้บ้าน เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายของโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 ถอดบทเรียนเกษตรกรทำอินทรีย์ ยกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ตำบลท่ากระเสริม และ กลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตผักอินทรีย์ ตำบลเมืองเก่าพัฒนา จังหวัดขอนแก่น เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ มั่นใจ การรวมกลุ่ม มุ่งมั่น และพัฒนาร่วมกัน จะก้าวไปสู่ความสำเร็จให้การทำเกษตรอินทรีย์แน่นอน

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) ได้ถอดบทเรียนเกษตรกรจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ โดยลงพื้นที่ติดตามเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตพืชผักและผลไม้ที่ประสบความสำเร็จ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ตำบลท่ากระเสริม อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น และ กลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตผักอินทรีย์ ตำบลเมืองเก่าพัฒนา อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ท่ากระเสริม มีนายสมควร พันธัง เป็นประธานกลุ่ม ปัจจุบันมีสมาชิก 35 ราย เน้นแนวคิด การได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยไร้สารเคมี ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี ส่งผลต่อการมีรายได้และความมั่นคงยั่งยืนของอาหาร อากาศ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งการทำเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เพียงแค่การทำเกษตรไม่ใช้สารเคมีเท่านั้น แต่การทำเกษตรอินทรีย์ต้องใช้ความอดทน ความมุ่งมั่น ใส่ใจในทุกๆ ขั้นตอน ซึ่งในระยะแรกแม้มีอุปสรรคก็ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้และนวัตกรรม เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ผลผลิตดียิ่งขึ้น โดยปัจจุบัน มีการจัดตั้งกรรมการดูแลเรื่องตลาด โดยมุ่งเจาะตลาดระดับกลางและตลาดสูงเป็นหลัก รวมทั้งโรงพยาบาลประจำอำเภอด้วย

สำหรับกลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตผักอินทรีย์เมืองเก่าพัฒนา โดยนายประดิษฐ์ ศิริธรรมจักร ปัจจุบันมีสมาชิก 20 ราย มีแนวคิดคือ การทำเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องใช้ความพยายามและความมุ่งมั่นตั้งใจ การบริหารจัดการเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยน ตามหลักการทฤษฎีใหม่ โดยสามารถลงมือทำพร้อมกันได้หลายอย่าง วางแผนสิ่งไหนควรลงมือทำก่อนหรือทำหลัง ศึกษาค้นคว้าและถามผู้รู้จะทำให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยลง การจำหน่ายผลผลิต จะจำหน่ายภายในชุมชน และพ่อค้าคนกลาง ไม่มีการผูกขาดขายให้เพียงคนใดคนหนึ่ง แต่จะขายผลผลิตให้กับทุกคนที่ต้องการ และหากมีผู้ต้องการซื้อมากแต่ผลผลิตไม่เพียงพอ จะทำการแบ่งให้ได้เท่าๆ กัน

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ทั้ง 2 กลุ่ม นับเป็นอีกตัวอย่างของผู้ที่จะประสบความสำเร็จด้านการผลิตและการตลาดเกษตรอินทรีย์ สามารถเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรที่สนใจปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ได้

กล้วยหอม นอกจากกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังประกอบไปด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด คือ ซูโครส ฟรุกโตส และกลูโคส อีกทั้งยังมีเส้นใยอาหาร รวมทั้งวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ หลายชนิด มีส่วนช่วยลดอาการท้องผูก โรคโลหิตจาง และยังช่วยรักษาแผลในลำไส้เรื้อรัง รักษาโรคความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย ทำให้ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยและเหมาะสำหรับผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพ จึงไม่น่าแปลกใจที่มีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมกระจายอยู่ทั่วประเทศ

“ก่อนจะปลูกอะไร ต้องหาตลาดก่อน” แนวคิดของ คุณจตุพงษ์ สังข์นุ่น หรือ น้องนาน อยู่บ้านเลขที่ 99 หมู่ที่ 9 บ้านช่องหลำ ตำบลปลายพระยา อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ เกษตรกรหัวก้าวหน้า เล่าว่า เดิมทำสวนมะละกอเรดเลดี้มาก่อน แต่เมื่อมะละกอหมดอายุ จึงคิดหาพืชใหม่มาทดลองปลูก เพราะปลูกมะละกอในพื้นที่ซ้ำๆ ผลผลิตจะไม่ดีและมีโรคมาก

สนใจปลูกกล้วยหอมทอง จึงค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต พบว่า กล้วยหอมทอง เป็นพืชที่น่าสนใจและมีสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวบรวมผลผลิตที่ได้มาตรฐานส่งขายประเทศญี่ปุ่น จึงตัดสินใจเข้าไปขอความรู้และสมัครเป็นสมาชิกปลูกกล้วย ซึ่งพอดีกับทางสหกรณ์กำลังมีโครงการขยายพื้นที่ปลูกเพื่อให้มีผลผลิตส่งอย่างต่อเนื่องพอดี

โดยทางสหกรณ์จะส่งเจ้าหน้าที่มาสำรวจพื้นที่และวางระบบการผลิตให้ก่อน เริ่มแรกคุณจตุพงษ์ลองปลูก 12 ไร่ ประมาณ 5,000 ต้น ดูแลกล้วยไปตามระบบของสหกรณ์จนออกเครือและเก็บเกี่ยว ใช้ระยะเวลาประมาณ 8 เดือน เก็บผลผลิตได้ 40 ตัน ส่งให้กับสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร แบ่งเป็น 2 ราคา คือ 12.50 บาท/กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 70 ของผลผลิต และราคา 17.50 บาท/กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 30 รวมที่ขายได้คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 560,000 บาท

คุณจตุพงษ์ เล่าว่า ตนมีพื้นที่ 21 ไร่ มะละกอเรดเลดี้ เป็นพืชทำเงินตัวแรกที่ทำให้มีเงินทุนมาขุดสระเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในสวน แต่หลังจากมะละกอหมดอายุหาต้นพันธุ์ที่มีคุณภาพมาปลูกต่อไม่ได้ ต้นแคระแกร็น และมีโรคมาก จึงหาพืชตัวอื่นมาปลูกแทน ลองปลูกกล้วยหอมทอง 12 ไร่ ชมพู่ทับทิมจันท์ 4 ไร่ และแซมด้วยตะไคร้ระหว่างต้นชมพู่ มีนะนาวในวงท่อ 50 ท่อ ขุดสระเก็บน้ำ ประมาณ 2 ไร่

ซึ่งกล้วยหอมทองที่ทดลองปลูกปรากฏว่าได้คุณภาพตามมาตรฐานส่งออกของทางสหกรณ์ เพราะทำตามที่เจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ได้แนะนำไว้ ปัจจุบันกำลังวางแผนการผลิตเพื่อให้สามารถส่งได้อย่างต่อเนื่อง และชักชวนเพื่อนและญาติมาร่วมปลูกด้วย เพื่อให้มีปริมาณและมีผลผลิตส่งในช่วงที่ของตนขาด

คุณจตุพงษ์ บอกว่า กล้วยหอมปลูกไม่ยาก โดยก่อนปลูกกล้วยต้องมีการปรับพื้นที่ โดยเริ่มแรกไถตากหน้าดิน 3 เดือน เพื่อฆ่าเชื้อโรคในดิน จากนั้นลงหน่อกล้วยไปเรื่อยๆ พื้นที่ 1 ไร่ ใช้หน่อกล้วย 400 ต้น ปลูกระยะ 2×2 เมตร ส่วนหญ้าจะใช้วิธีการตัดหญ้า ซึ่งที่นี่จะไม่ใช้สารเคมีฆ่าหญ้า และสารกำจัดแมลง

หลังเปลี่ยนสวนมะละกอมาปลูกกล้วยหอมทอง คุณจตุพงษ์ บอกว่า แทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เพราะกล้วยไม่ต้องใช้สารเคมี ปลูกทิ้งไว้ ออกหวี ออกเครือ…แต่ต้องปลูกและดูแลในแบบที่สหกรณ์กำหนด ทั้งใช้ปุ๋ยชีวภาพ การตัดแต่งใบ ซึ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะใบกล้วยแห้งต้องตัดออกให้หมด เพื่อป้องกันใบสีกับผลกล้วย ซึ่งจะทำให้ผิวไม่สวย กำจัดวัชพืชให้สวนโล่งโปร่ง อากาศถ่ายเทง่าย เพื่อป้องกันการเกิดเพลี้ยแป้ง…ส่วนการให้น้ำ ติดตั้งระบบสปริงเกลอร์ และให้น้ำสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง อย่าให้ขาดน้ำ ต้นจะแกร็นไม่โต และถ้าออกลูกจะมีขนาดเล็ก

ในกล้วย 1 กอ ให้เลือกเอาเฉพาะต้นสมบูรณ์ไว้เพียง 1 ต้น ถ้าไว้มาก จะเกิดการแย่งอาหารกันเอง ทำให้เครือเล็ก ผลกล้วยไม่ได้ขนาด และเมื่อกล้วยออกเครือหวีแก่ 70-75% ก็สามารถตัดขายได้

ต้นทุนการปลูกกล้วยหอมทอง ปลอดสารเคมี พื้นที่ 1 ไร่

จำนวน 400 หน่อ
1. ค่าเตรียมดิน 1,700 บาท
2. ค่าหน่อพันธุ์ 3,200 บาท
3. ค่าแรงปลูก 1,200 บาท
4. ค่าน้ำมันตัดหญ้า (8 ครั้ง) 1,200 บาท
5. ค่าแรงตัดหญ้า (8 ครั้ง) 400 บาท
6. ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง (รดน้ำ) 3,000 บาท
7. ค่าปุ๋ยคอก 2,400 บาท
8. ค่าปุ๋ยเคมี 3,000 บาท
รวมต้นทุน 16,100 บาท
ต้นทุน/ต้น 40.25 บาท 16,100 (ต้นทุน)/400 (หน่อ) ต้นทุนที่ไม่มีระบบน้ำ 32.75 บาท/ต้น การให้ปุ๋ย
1. ใส่ปุ๋ย ครั้งที่ 1 เมื่อกล้วยหอม อายุ 1 เดือน ด้วย สูตร 46-0-0 หรือ 25-7-7 หรือสูตรใกล้เคียง อัตรา 80-100 กรัม/ต้น
2. ใส่ปุ๋ย ครั้งที่ 2 เมื่อกล้วยหอม อายุ 3 เดือน ด้วย สูตร 46-0-0 หรือ 25-7-7 หรือสูตรใกล้เคียง อัตรา 250 กรัม/ต้น
3. ใส่ปุ๋ย ครั้งที่ 3 เมื่อกล้วยหอม อายุ 5 เดือน ด้วย สูตร 5-15-20 หรือสูตรใกล้เคียง อัตรา 250 กรัม/ต้น
4. ใส่ปุ๋ย ครั้งที่ 4 เมื่อกล้วยหอม อายุ 6-7 เดือน เพื่อบำรุงคุณภาพผลผลิต ด้วยสูตร 13-13-21 อัตรา 50-100 กรัม

การแต่งหน่อ
หลังจากปลูกกล้วย ประมาณ 3-5 เดือน ให้แต่งหน่อเพื่อให้ต้นแม่มีความสมบูรณ์

การตัดแต่งทางใบ
ควรตัดแต่งทางใบ เมื่อกล้วยมีอายุ 3-5 เดือน ตัดเฉพาะใบที่หมดอายุการใช้งาน โดยเหลือไว้ไม่ต่ำกว่า 8-10 ใบ

การออกปลี
เมื่อปลูกกล้วยไปแล้ว ประมาณ 6-8 เดือน กล้วยจะมีลำต้นขนาดใหญ่ พร้อมออกปลีโดยจะแตกใบยอดสุดท้าย ซึ่งมีขนาดสั้นและเล็กมาก ชูก้านใบชี้ขึ้นท้องฟ้า เรียกว่า “ใบธง” หลังจากนั้น กล้วยจะแทงปลีกล้วยสีแดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน และกาบปลีจะบานจนสุดหวี

การตัดปลี
หลังจากกล้วยออกปลีระยะหนึ่ง หวีที่อยู่ปลายเครือจะเริ่มเล็กลงและผลจะสั้น ขนาดของผลไม่สม่ำเสมอกัน ซึ่งเรียกว่า “หวีตีนเต่า” จะตัดแต่งปลายเครือถัดจากหวีตีนเต่า 3 ชั้น เพื่อไว้สำหรับปลายเครือเมื่อถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยว

การค้ำยันต้น
ต้องใช้ไม้ค้ำยันหรือดามกล้วยทุกต้นที่ออกปลีแล้ว เพื่อป้องกันลำต้นล้ม และตรวจดูการค้ำยันให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรง การเก็บเกี่ยว
หลังจากตัดปลีกล้วยออกจากเครือแล้ว ประมาณ 53 วัน จะได้เนื้อกล้วยประมาณ 70-75% จึงตัดกล้วยทั้งเครือ แล้วนำมาหุ้มด้วยแผ่นโฟม ขนาด 3 มิลลิเมตร เพื่อป้องกันกล้วยช้ำระหว่างการขนส่ง

หมายเหตุ
ควรมีการใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยชีวภาพ ร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมี ทุกครั้งเพื่อลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยเคมี

มาตรฐานกล้วยหอมทอง
1. เป็นแปลงกล้วยของสมาชิกที่ไม่ใช้สารเคมี
2. สีเนื้อของกล้วยความแก่อยู่ที่ประมาณ 70-75%
3. กล้วยที่ส่งออก จะต้องมีน้ำหนักต่อลูก อย่างน้อย 110 กรัม/ลูก
4. รอยแผล ช้ำ ปานแดง และลูกลาย บนผิวกล้วยนั้นรวมแล้วไม่เกิน 20%

สำหรับท่านใดที่สนใจกล้วยหอมคุณภาพ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณจตุพงษ์ สังข์นุ่น เลขที่ 99 หมู่ที่ 9 บ้านช่องหลำ ตำบลปลายพระยา อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ โทรศัพท์ 065-348-8756

“ ส้มเขียวหวาน” เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ลงทุนครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้นานถึง 20 ปี ส้มเขียวหวานปลูกง่ายใช้เวลาแค่ 3 ปีก็เก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว ส้มเขียวหวานติดผลดก มีผลผลิตตลอดทั้งปี และ ให้ผลตอบแทนต่อไร่สูง เกษตรกรจึงหันมาปลูกส้มเขียวหวานอย่างเป็นล่ำเป็นสันทั่วประเทศ

ในอดีต “ ทุ่งรังสิต ” นับเป็นแผ่นดินทองที่มีการปลูกส้มเขียวหวานมากที่สุดในประเทศไทย ไม่ต่ำกว่า 150,000 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 80 ของผลผลิตทั้งประเทศ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจาก เกษตรกรสวนส้มในพื้นที่ตำบลบางมด เขตราษฎร์บูรณะและเขตตลิ่งชัน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตส้มบางมด (ส้มเปลือกล่อน รสหวานจัดอมเปรี้ยวเล็กน้อย ) ประสบปัญหาน้ำเสีย จึงได้อพยพมาทำการเพาะปลูกในอำเภอหนองเสือ อำเภอลำลูกกา อำเภอธัญบุรี และอำเภอคลองหลวง ซึ่งที่ดินมีราคาถูกและสภาพน้ำยังดีอยู่

เนื่องจากส้มเป็นพืชที่ต้องการน้ำในปริมาณมาก เกษตรกรทุ่งรังสิตส่วนใหญ่จึงนิยมทำสวนส้มแบบร่องน้ำเพื่อให้มีปริมาณน้ำมากพอสำหรับหล่อเลี้ยงผลส้มตลอดทั้งปี ส้มเปลือกล่อนที่ปลูกแพร่หลายในทุ่งรังสิต แบ่งได้เป็น 4 ชนิดได้แก่ 1. ส้มผิวบางมด ที่มีลักษณะเด่นเหมือนส้มบางมดคือ ผิวเป็นกระ มีตำหนิดำ-น้ำตาลแดงเข้ม รสหวานจัด อมเปรี้ยวเล็กน้อย ซังอ่อนนุ่ม กากน้อย 2. ส้มรังสิต สีเหลืองอมเขียว ที่มี รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย เปลือกบาง ซังอ่อนนุ่ม มีกากเล็กน้อย 3. ส้มเขียว ผิวสีเขียวอ่อน รสเปรี้ยวอมหวาน ซังอ่อนนุ่มมีกากเล็กน้อย เมื่อสุกจัดจะ เป็นสีเหลืองอมเขียว รสหวานจัดขึ้น 4. ส้มผิวเหลืองอมเขียว เปลือกล่อน ซังอ่อนนุ่ม และกากน้อย รสหวานจัดอมเปรี้ยวเล็กน้อย

ต่อมาปี 2538 สวนส้มในทุ่งรังสิตประสบปัญหาเรื่องการระบาดของโรคและแมลง ประกอบกับสภาพแวดล้อมทั้งดิน น้ำ อากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ปัญหาดินเป็นกรด การแพร่ระบาดของโรคกรีนนิ่ง ทำให้ผลส้มร่วง ต้นส้มล้มตายเป็นจำนวนมาก จนต้องเลิกปลูกส้มและหันไปปลูกพืชผัก ไม้ผลและสวนปาล์มน้ำมันแทน แต่หลายรายเลือกที่จะย้ายถิ่นไปลงทุนทำสวนส้มในแหล่งใหม่เช่น จังหวัดเชียงราย แพร่ กำแพงเพชร ตาก พิจิตร ฯลฯ

“ สวนส้ม ” คืนถิ่นทุ่งรังสิต

สืบเนื่องจากราคาส้มที่ปรับตัวสูงกว่ากิโลกรัมละ 40 บาท จูงใจให้เกษตรกรในพื้นที่ทุ่งรังสิต ปทุมธานี-นครนายก ฯลฯ หันมาทำสวนส้มใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลนพรัตน์ และหนองสามวัง ในเขตอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เกษตรกรกว่า 200 ราย ได้เลิกทำนาและหันมาปลูกส้มเขียวหวานพันธุ์ “เขียวดำเนิน” กันอย่างคึกคัก เพราะพ่อค้าแผงผลไม้ที่ตลาดไท ประกาศรับซื้อส้มเขียวหวานไม่จำกัดจำนวนเพื่อรองรับความต้องการของตลาด ที่ต้องการบริโภคส้มเขียวหวานเพิ่มมากขึ้น

สำนักงานเกษตรจังหวัดปทุมธานี ได้จัดส่งทีมนักวิชาการมาให้ความรู้ เรื่องการปลูก เตรียมดิน ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง พร้อมส่งเสริมการการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอกมากขึ้น เพื่อลดปัญหาดินกรดในสวนส้ม

ปัจจุบันแหล่งปลูกส้มในอำเภอหนองเสือ เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวส้มได้กว่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ มีผลผลิตเข้าสู่ตลาดมากกว่าปีละ 17,000 ตัน สร้างรายได้สะพัดกว่า 50 ล้านบาท

สาเหตุที่เกษตรกรนิยมปลูก ส้มเขียวดำเนินกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นพันธุ์ส้ม ที่ต้านโรคได้ดี ลูกเขียวผิวมัน ผลดก เปลือกบาง น้ำมาก ปอกง่าย รสชาติอร่อย รสไม่เปรี้ยวจัดจนเกินไป ราคาขายส่งหน้าสวน ตั้งแต่ราคา 14 – 40 บาทตามขนาดผลส้มและช่วงฤดูกาล โดยทั่วไป ราคาส้มจะถีบตัวสูงเมื่อมีผลผลิตออกตรงกับช่วงเทศกาล เช่น เทศกาลตรุษจีน (กลางเดือนกุมภาพันธ์) เทศกาลสารทจีน (กรกฎาคม-สิงหาคม) วันเช็งเม้ง (มีนาคม- เมษายน)

ตามไปดูสวนส้มที่อำเภอหนองเสือ

“ พี่เมี้ยน เสมอใจ ” อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 137 หมู่ 2 ตำบลศาลาครุ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี พี่เมี้ยนเป็นเกษตรกรรุ่นเก๋า ที่ทำสวนส้มมาตั้งแต่สมัยที่กิจการสวนส้มรุ่งเรืองเมื่อ 20 ปีก่อน เมื่อประสบปัญหาโรคส้ม เขาก็ตัดสินใจเลิกทำสวนส้มและออกไปรับจ้างทำงานในเมือง ระยะหนึ่ง ก่อนจะหวนกลับทำสวนผัก เมื่อราคาส้มปรับตัวสูงขึ้น พี่เมี้ยนมองว่า ส้มเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในยามนี้ เขาจึงหันกลับมาทำสวนส้มใหม่อีกครั้ง

สวนส้มแห่งนี้ได้ยกร่องขนาด 3.50 เมตร และนำดินจากท้องร่องตักขึ้นมาวางตามคันร่อง และขุดร่องน้ำลึกประมาณ 90 เซนติเมตร เขาลงทุนซื้อกิ่งตอนส้มเขียวหวานพันธุ์เขียวดำเนินมาปลูก รองพื้นด้วยปุ๋ยคอก ปลูกต้นส้มในระยะห่าง 3 เมตร พื้นที่ 10 ไร่ปลูก สามารถปลูกส้มได้ 420 ต้น หนึ่งร่องปลูกต้นส้มได้ประมาณ 70 กว่าต้น หลังปลูกคอยดูแลใส่ปุ๋ย ให้ยา ให้น้ำสวนส้มตามปกติ

เมื่อต้นส้มเติบโตได้ระยะที่เหมาะสม จึงวางแผนผลิตส้มนอกฤดู โดยบำรุงให้ต้นส้มสะสมอาหารล่วงหน้ามาเป็นอย่างน้อย 45 วันก่อน จึงค่อยบังคับให้ต้นส้มออกดอกเดือนพฤษภาคม และใช้เทคนิคกักน้ำ โดยลดระดับน้ำในร่องสวน ตากดินให้แห้ง เพื่อให้ต้นส้มอดน้ำจนใบเหี่ยว หากจะให้มีผลผลิตมาก ก็ปล่อยให้ต้นส้มเหี่ยวเยอะหน่อย จึงค่อยให้น้ำใส่ปุ๋ยฉีดยาบำรุงอย่างเต็มที่ ต้นส้มก็จะผลิดอก ออกลูกตามที่ต้องการ

เขาไม่ปล่อยให้มีพื้นที่ว่างในร่องสวนส้ม เว็บแทงฟุตบอล เขาตัดสินใจปลูกมะละกอขนาบ 2 ข้างต้นส้ม เพื่อเป็นรายได้เสริมรายวันระหว่างรอเก็บเกี่ยวส้ม เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างคุ้มค่าและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น เขาตัดสินใจปักค้างไม้ระหว่างร่องสวนส้มเพื่อปลูกฟักเขียว ที่ปลูกเวลาปลูกแค่ 2 เดือนก็สามารถเก็บผลผลิตออกขาย ปีหนึ่งก็ปลูกฟักเขียวได้หลายรุ่น สร้างรายได้เสริมหมุนเวียนเพียงพอสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของเขาได้ในระดับหนึ่ง

ในอดีตสวนส้มรังสิตประสบปัญหาผลส้มร่วง เนื่องจากมีปริมาณทองแดงในดินสูงถึง 110-1500 mg/kg ทำให้ผลผลิตลดลง เกิดจากความเป็นพิษของทองแดงต่อพืชตระกูลส้ม โดยจะทำลายระบบรากและนำไปสู่การขาดน้ำของต้นส้ม ทำให้ใบเล็ก ใบร่วง และรากส่วนที่นำอาหารไปเลี้ยงลำต้นหยุดการเจริญเติบโต นำไปสู่การทำให้ผลส้มร่วงได้

อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ สวนส้มทุ่งสิตยังได้รับผลกระทบจากปัญหาผลส้มร่วง แต่ไม่รุนแรงมากเหมือนในอดีต ก่อนหน้านี้ สำนักวิทยาศาสตร์ เพื่อการพัฒนาที่ดิน สังกัดกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้วิเคราะห์สภาพดินสวนส้มในอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี พบว่า เป็นดินเปรี้ยวมีความเป็นกรดสูง เมื่อมีการปนเปื้อนด้วยโลหะหนักซึ่งมาจากการใช้ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยคอก น้ำเสีย และกากตะกอนน้ำเสีย จากโรงงานอุตสาหกรรมและสารกำจัดศัตรูพืช ทำให้มีการสะสมและเคลื่อนที่ของโลหะหนักในดิน (แคดเมียม ทองแดง และสังกะสี ) ที่เป็นกรดสามารถละลายและแตกตัวอยู่ในรูปอิออนมากกว่าดินที่มีสภาพเป็นกลาง

ในการศึกษาการสะสมของโลหะหนักในดินสวนส้มอายุ 3 ปี 6 ปี และ 9 ปี ระดับความลึก 0-30 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระดับที่มีรากพืชหนาแน่นที่สุด และรากพืชดูดซับธาตุต่าง ๆ จากดิน พบว่า ค่าเฉลี่ยความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ของดิน สวนส้มที่ระดับความลึก 0–30 เซนติเมตร อายุ 3 ปี และ 6 ปี มีค่าใกล้เคียงกัน คือ 4.9 และ 4.8 อายุ 9 ปี มีค่าสูงสุดคือ 5.5 และทุกช่วงอายุมีค่า pH ลดลงตามระดับความลึกของดิน

ปริมาณทองแดงทั้งหมดในดินสวนส้ม อายุ 3 ปี 6 ปี และ 9 ปี มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีการใช้สารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ ซึ่งมีทองแดงเป็นส่วนประกอบ ในการกำจัดเชื้อราโดยพ่นต้นส้ม ปริมาณแคดเมียมในดินสวนส้ม มีปริมาณสูงกว่าระดับเกณฑ์มาตรฐาน การใส่ปูนนอกจากเป็นการปรับปรุงดินกรดแล้วยังช่วยในการแก้ปัญหาการปนเปื้อนของแคดเมียมในดินได้ด้วย

ผลวิจัยสรุปว่า ปริมาณแคดเมียม ทองแดง และสังกะสี ในดินสวนส้มทุ่งรังสิต มีการสะสมโลหะหนักเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะแคดเมียมและทองแดงที่มีระดับสูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม การจัดการดินที่ดี มุ่งยกระดับ pH ของดินให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของต้นส้ม การเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ตลอดจนการให้ธาตุอาหารพืชที่เพียงพอแก่ต้นส้ม จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับช่วยลดค่าความเป็นพิษของโลหะหนัก แคดเมียม ทองแดง และสังกะสีในสวนส้มให้ปรับตัวลดลงได้

ช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้นโดยเฉพาะสมบัติทางกายภาพของดิน

อยู่ในดินได้นาน และค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุ อาหารพืชอย่างช้าๆ ทำให้ธาตุอาหารคงอยู่ในดินได้นาน และช่วยส่งเสริมจุลินทรีย์ในดินโดยเฉพาะพวกที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงดินให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

– ปรับสภาพดินให้เป็นกลาง แก้ปัญหาภาวะดินเป็นกรด เป็นด่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

-เพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตให้ขึ้นได้อย่างชัดเจน

วิธีใช้ ปุ๋ยอินทรีย์ ตรา 5 ดาว ในดินปกติทั่วไป ใช้ประมาณ 50 ก.ก./ไร่ ส่วนดินเสื่อมโทรม ใช้ประมาณ 100 ก.ก. ต่อไร่

นาข้าว กรณีที่เกษตรกรไม่เคยใช้ปุ๋ยอินทรีย์มาก่อน ให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 2 ส่วน ปุ๋ยเคมี 1 ส่วน เมื่อผสมเสร็จแล้ว ให้หว่านเลยอย่าทิ้งไว้ หรือหว่านอินทรีย์ลงไปก่อนแล้วจึงหว่านเคมีตามไปทีหลัง สำหรับในปีที่ 2 ให้เพิ่มอินทรีย์เป็น 3 ส่วน และเคมี 1 ส่วน ในปีต่อๆ ไป ก็ค่อยๆ ลดเคมีลง

ยางพารา กรณีที่ใช้กับยางอ่อนที่ยังไม่ตัดน้ำยาง ให้ใช้ 0.5-1 กิโลกรัม ต่อต้น จะช่วยให้โตเร็ว ต้นสมบูรณ์ เปลือกนิ่ม กรณีที่ใช้กับยางพาราที่ตัดแล้ว ควรใช้อย่างน้อย 1 กิโลกรัม ต่อต้น จะช่วยให้ยางกรีดง่าย มีน้ำยางมาก

ปาล์ม กรณีที่เป็นปาล์มเล็ก อายุ 1-3 ปี ให้ใส่ 0.5-1 กิโลกรัม ต่อต้น จะช่วยให้ต้นโตเร็ว ได้ผลผลิตตามอายุ กรณีที่ปาล์มอยู่ในระยะให้ผลแล้ว หรือ 5 ปีขึ้นไป ใช้ 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น จะทำให้ลูกดกใหญ่ ให้น้ำมันมาก ป้องกันโรคขาดโบรอน

พืชไร่ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 50 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่ จะช่วยให้ต้นโตเร็ว ผลผลิตต่อไร่สูง เพิ่มน้ำหนัก แข็งแรง ทนทานต่อโรค

“ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ตรา 5 ดาว ที่ผลิตเองใช้เองและออกจำหน่ายได้ ผู้ใช้ยังไม่ทอดทิ้ง ยังใช้คงเดิม และขยายตัวกว้างขวางขึ้น เพราะมีการบอกปากต่อปากกันตลอดมา”

ความนิยมดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนในปัจจุบัน นับวันกระแสจะแรงมาก เนื่องจากเชื่อว่าน้ำมะพร้าวมีประโยชน์ต่อร่างกาย น้ำมะพร้าว ช่วยลดการกระหายได้ดีกว่าเครื่องดื่มหลายชนิด แต่สิ่งหนึ่งที่มีปัญหา คือ แหล่งที่ขายมะพร้าวอ่อน หรือที่บ้าน นิยมรับประทานมะพร้าวอ่อน ส่วนใหญ่ไม่มีอุปกรณ์เจาะมะพร้าวอ่อน การปอก หรือเจาะ โดยเฉพาะสุภาพสตรีจะมีปัญหามากในการปอกมะพร้าว ถ้าเป็นคนทำสวนทำไร่ ถือว่าเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ที่ผ่านมาพบว่า คนในเมืองที่เป็นสุภาพสตรี จะนิยมดื่มน้ำมะพร้าวกันมาก โดยเฉพาะผู้สูงวัย เมื่อซื้อกันมาเป็นทะลายๆ เพื่อเก็บไว้บริโภค ปัญหาจึงตามมา หากซื้อดื่มตามร้านค้าและรถเข็น ผู้ขายก็จะปาดและเจาะให้ดื่มน้ำมะพร้าวได้

ปัญหาอย่างนี้ วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี จังหวัดราชบุรี จึงคิดค้นหาวิธีดื่มน้ำมะพร้าวได้สะดวกและปลอดภัย โดยเฉพาะสุภาพสตรีและผู้สูงวัย หากใช้มีดอีโต้ หรือมีดทำครัวที่ต้องมีขนาดใหญ่ปาดมะพร้าว อาจจะเกิดอันตรายบาดเจ็บได้ และมีดส่วนใหญ่ทำจากเหล็ก เมื่อไม่ใช้จะมีออกไซด์หรือสนิมจับที่ผิว หากนำไปใช้อาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนได้ อีกทั้งทำให้น้ำมะพร้าวเปลี่ยนกลิ่น รสได้

ที่ผ่านมา หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนหาวิธีเจาะมะพร้าวอ่อนอยู่หลากหลาย แต่สิ่งประดิษฐ์บางชนิดจะใหญ่ และยากต่อการเคลื่อนย้าย บางชนิดเหมาะที่จะใช้ในธุรกิจค้าขายมากกว่าจะใช้ในครัวเรือน และบางชนิดมีขั้นตอนที่ยุ่งอยาก กว่าจะได้ดื่มน้ำมะพร้าวสักครั้ง แต่สิ่งประดิษฐ์ อุปกรณ์เจาะมะพร้าวอ่อน ของกลุ่มนักศึกษาแผนกวิชาช่างเชื่อมโลหะ วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี สามารถตอบโจทย์ความง่าย ต่อการใช้และพกติดตัวใช้ได้ในครัวเรือน และกลุ่มผู้ขายน้ำมะพร้าวอ่อน โดยอุปกรณ์ชนิดนี้จะต้องทำจากเหล็กกล้าไร้สนิม

คุณลักษณะของอุปกรณ์

อุปกรณ์เจาะมะพร้าวอ่อน ทำจากเหล็กกล้าไร้สนิม เกรด 304 ซึ่งมีความต้านทานต่อการกัดกร่อนได้ดี เหมาะสำหรับใช้ในครัวเรือนและอุตสาหกรรมอาหาร

ส่วนประกอบ

1.หลอดเจาะมะพร้าว ซึ่งเป็นท่อเหล็กกล้าไร้สนิม เส้นผ่าศูนย์กลาง 9 มิลลิเมตร ยาว 120 มิลลิเมตร 1 ท่อน ราคาประมาณ 25 บาท 2. สเตนเลสเส้นตัน เส้นผ่าศูนย์กลาง 7.5 มิลลิเมตร ยาว 150 มิลลิเมตร ราคาประมาณ 30 บาท

3.ตัวรับแรงกระแทก ทรงครึ่งวงกลม เป็นไร้กล้า 51 มิลลิเมตร 1 อัน ราคาประมาณ 20 บาท

4.น็อต 6 มิลลิเมตร 1 ตัว ราคาประมาณ 5 บาท

5.อื่นๆ ราคาประมาณ 70 บาท

นำท่อเหล็กกล้าไร้สนิมมาเชื่อมกับตัวรับแรงกระแทก ซึ่งเป็นเหล็กกล้าไร้สนิมครึ่งวงกลม อีกด้านหนึ่งปาดท่อเป็นมุมเฉียง เพื่อเจาะมะพร้าว

งบประมาณทั้งหมด ประมาณ 150 บาท ทั้งหมดมีน้ำหนักรวม 120 กรัม น้ำหนักเบาพกพาไปได้สะดวก 1.ขันน็อตดึงแกนกระทุ้งออกจากหลอดเจาะมะพร้าว

2.นำหลอดเจาะ เจาะบริเวณข้างจุกมะพร้าว หรือใช้ปลายตัดเฉียงหลอดเจาะ งัดจุกมะพร้าวออก เจาะตรงกลาง หรือตรงตามะพร้าว โดยใช้อุ้งมือกระแทกอุปกรณ์

3.ดึงหลอดเจาะออก ใช้หลอดดูดดื่มน้ำมะพร้าว

การเก็บรักษา

1.ใช้แกนกระทุ้ง กระทุ้งไส้มะพร้าวที่ตกค้างอยู่ในแท่งหลอดเจาะมะพร้าวออก

2.ล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ เช็ดให้แห้ง

3.ประกอบหลอดเจาะมะพร้าว กับแกนกระทุ้งยึดด้วยน็อต

4.เก็บไว้ในที่เหมาะสมสะดวกต่อการใช้งาน

ประโยชน์ที่ได้รับ

มีความสะดวกในการเจาะมะพร้าวอ่อน เป็นอุปกรณ์ที่มีความปลอดภัยและถูกสุขอนามัย สำหรับท่านใดต้องการซื้อหาอุปกรณ์ชนิดนี้ไว้ใช้ สามารถติดต่อสอบถามได้ ที่วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี จังหวัดราชบุรี โทร. 032-337-228, 089-138-2504 ถือว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์คนรุ่นใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ใช้

กล้วยน้ำว้า ในประเทศไทย พบว่ามีอยู่ประมาณ 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มกล้วยน้ำว้าไส้ขาว, กลุ่มกล้วยน้ำว้าไส้เหลือง และกลุ่มกล้วยน้ำว้าไส้แดง โดยกล้วยน้ำว้าในแต่ละกลุ่มก็มีลักษณะการใช้งานที่เหมาะสมแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น กล้วยน้ำว้าไส้ขาว ที่รู้จักกันดีคือ “กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง” เป็นกล้วยน้ำว้าไส้ขาว เมื่อนำไปทำ “กล้วยตาก” จะได้กล้วยตากที่สีเหลืองสวย ไม่ดำคล้ำ หรือเอาไปทำกล้วยแผ่นอบ ก็จะมีสีเหลืองสวยพอดี ไม่เหลืองมาก เหมือนกลุ่มกล้วยน้ำว้าเหลือง

กล้วยน้ำว้านวลจันทร์ กล้วยดีที่เริ่มมีการขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้น ที่แผนกฟาร์ม ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรได้หน่อกล้วยน้ำว้านวลจันทร์ บางคนเรียก กล้วยน้ำว้าเงิน หรือ กล้วยน้ำว้าหนัง เริ่มแรกนำมาปลูกแซมเพื่อเป็นร่มเงาให้ไม้ประธาน เมื่อออกเครือปรากฏว่า ลักษณะของผลขนาดใหญ่ ใกล้เคียงกับกล้วยน้ำว้าชนิดอื่น ผลป้อม ทรงกระบอก ปลายค่อนข้างแหลม ผลดิบมีสีเขียวขาวนวล ผิวผลมีสีขาวกว่ากล้วยน้ำว้าพันธุ์อื่น ผลเมื่อสุกมีสีเหลืองนวล เนื้อผลสีขาวอมชมพู รสชาติหวานจัด เนื้อแน่น มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ปัจจุบันทางแผนกฟาร์ม ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร ได้นำกล้วยน้ำว้านวลจันทร์มาแปรรูปเป็นกล้วยอบลมร้อน มีรสชาติอร่อยมาก และกำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และรสชาติอร่อยมาก

การปลูกกล้วยน้ำว้า กล้วยน้ำว้านั้นสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่ต้องมีน้ำให้ไม่ขาดแคลน แต่ในบางพื้นที่ที่แหล่งน้ำไม่สมบูรณ์ก็จะเลือกที่จะปลูกกล้วยในช่วงต้นฤดูฝน ราวปลายเดือนเมษายน-พฤษภาคม เพื่อลดภาระในการให้น้ำ และที่สำคัญต้นกล้วยจะตั้งตัวได้เร็ว โดยหลังจากปลูกได้เพียง 1 เดือน ต้นกล้วยก็จะมียอดใหม่โผล่เหนือพื้นดิน

ส่วนขยายพันธุ์ของกล้วยสามารถใช้ได้หลายแบบ เช่น “หน่อกล้วย” ที่ใช้ได้ทั้งหน่ออ่อน คือ เป็นหน่อขนาดเล็ก เพิ่งแทงออกมาจากต้นแม่ ยังไม่มีใบให้เห็น หน่อใบแคบเป็นหน่อที่พอจะมีใบบ้าง แต่ใบจะมีลักษณะเรียวเล็ก ชาวสวนมักเรียกหน่อชนิดดังกล่าวว่า “หน่อดาบ” หน่อใบกว้าง เป็นหน่อที่มีใบโตกว้าง คล้ายกับใบจริง ส่วนของ “เหง้า” เป็นเหง้าหน่อกล้วยที่ต้นโตแล้ว แต่ยังไม่ตกผล เมื่อปลูกเราจะตัดยอดหรือลำต้นออก ส่วนของ “ตา” เหง้าหรือหน่อที่ตกผลแล้วหรือยังไม่ตกผล ถ้ามีขนาดใหญ่พอจะมีตาอยู่หลายตา ซึ่งเราสามารถตัดเหง้าของหน่อ แล้วใช้มีดแบ่งออกเป็นชิ้นๆ เอาไปปลูกในแปลงหรือชำลงกระบะหรือในถุงดำที่บรรจุขี้เถ้าแกลบ ไม่นานตาเหล่านั้นจะกลายเป็นต้นกล้วยขนาดเล็กให้เราได้แยกปลูกลงแปลงต่อไป แต่วิธีดังกล่าวไม่เป็นที่นิยมมากนัก เพราะขั้นตอนยุ่งยากเหมาะกับการขยายพันธุ์กล้วยที่มีจำนวนน้อย หรือมีราคาแพง

การขุดแยกหน่อจากต้นแม่นั้น ต้องทำด้วยความระมัดระวัง อย่าให้หน่อช้ำมากนัก ควรใช้เสียมที่มีความคมแทงให้ขาดเพียง 1-2 ครั้ง เมื่อขุดขึ้นมาแล้วก็ใช้มีดปาดเอาส่วนของรากออกให้หมด เมื่อเวลาเรานำไปปลูกกล้วยจะสร้างรากใหม่ขึ้นมา ส่วนหน่อที่มีใบมากจนเกินไปก็ให้ลิดตัดใบออกบ้าง หรือหน่อมีความสูงหรือมีขนาดใหญ่จนเกินไปก็ให้ตัดเฉือนลำต้นให้สั้นลง แต่ถ้าเป็นไปได้การตัดทอนยอดหรือต้นกล้วยควรตัดก่อนที่จะแยกออกจากต้นแม่ ซึ่งการตัดยอดหรือลำต้นของกล้วยไม่ส่งผลเสียแต่อย่างใด แต่ในทางกลับกัน กลับทำให้ลำของหน่อกล้วยมีโคนที่ใหญ่อวบอ้วนขึ้น เนื่องจากอาหารจากเหง้าไม่ต้องเลี้ยงยอดและใบ อาหารจึงไปสะสมและสร้างโคนให้ขึ้นนั่นเอง โดยหน่อที่แยกไปจากต้นแม่สามารถนำไปปลูกได้ทันที หรือถ้ายังไม่พร้อมก็สามารถเก็บรักษาไว้ในที่ร่มได้ก่อนนานนับสัปดาห์

การปลูก ในพื้นที่รกควรดายหญ้า หรือไถพรวนเสียก่อน ก่อนการปลูก 7-10 วัน เพื่อปราบวัชพืชและทำให้ดินร่วนโปร่ง สำหรับพื้นที่น้ำท่วมจำเป็นต้องยกร่องเสียก่อน ระยะปลูกกล้วยนั้นมีความสำคัญมาก ถ้าปลูกชิดกันมากเกินไปก็จะทำให้เกิดร่มเงา ทำให้หน่อที่งอกขึ้นมาใหม่จะไม่ค่อยแข็งแรง ลำต้นเรียวเล็ก เพราะได้รับแสงไม่เพียงพอนั่นเอง ฉะนั้น การเลือกระยะปลูกต้องคำนึงถึงแสงแดด ความสมบูรณ์ของดินและชนิดของพันธุ์กล้วยประกอบกัน

สำหรับการปลูกกล้วยบนพื้นที่ราบ หลังจากกำจัดวัชพืชขุดดินหรือไถพรวนเรียบร้อยแล้ว ตากดินราว 7-10 วัน ก็จะขุดหลุม ขนาด 50×50 ซ.ม. กองดินชั้นบน (หน้าดิน) ไว้ด้านหนึ่ง ส่วนดินชั้นล่างก็จะกองไปอีกด้านหนึ่งของหลุม จากนั้นให้ใส่ดินชั้นบนลงก้นหลุมพร้อมกับใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไปด้วยเพื่อเป็นปุ๋ยรองก้นหลุม คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำหน่อกล้วยที่เตรียมไว้วางหน่อกล้วยลงกลางหลุม

ถ้าต้องการให้กล้วยออกปลีในทิศทางเดียวกันทุกหลุม โดยกล้วยจะแทงปลีออกมาในทิศทางตรงกันข้ามกับรอยแผลนั่นเอง เมื่อวางหน่อเรียบร้อยก็จะนำดินส่วนที่เหลือกลบหลุมให้แน่น ถ้าเป็นการปลูกกล้วยในช่วงฤดูฝนก็ควรพูนดินให้สูง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำขัง แต่ถ้าปลูกในช่วงฤดูอื่นก็ไม่จำเป็นต้องพูนดินสูง เพราะเวลาให้น้ำ น้ำที่ให้จะได้ไม่ไหลออกไป ส่วนการปลูกกล้วยแบบยกร่อง มักจะพบเห็นในพื้นที่ในเขตภาคกลาง โดยเฉพาะกล้วยหอมที่มักจะนิยมปลูกกล้วยริมสันร่องทั้ง 2 ข้าง โดยตรงกลางจะเว้นเป็นทางเดิน โดยจะใช้ระยะปลูกถี่เพียง 3 เมตร เพราะเกษตรกรมักจะปลูกกล้วยใหม่ทุกปี และการวางหน่อปลูกก็จะนิยมหันรอยแผลที่เกิดจากการแยกหน่อไปทางร่องน้ำ เพื่อให้กล้วยตกเครือมาในทิศทางร่องทางเดิน เพื่อจะสะดวกในการเก็บเกี่ยวนั่นเอง

การให้น้ำแก่ต้นกล้วย แม้ว่าต้นกล้วยเป็นพืชที่ค่อนข้างทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี แต่ถ้าปลูกกล้วยเป็นการค้า การให้น้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งกล้วยมีความต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ เนื่องด้วยกล้วยเป็นพืชใบใหญ่ ลำต้นอวบน้ำ และน้ำจะช่วยส่งเสริมเรื่องของการเจริญเติบโต ยกตัวอย่าง เช่น ในช่วงหน้าแล้งจึงไม่ควรให้ต้นกล้วยขาดน้ำ หน้าดิน ควรมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพราะรากกล้วยส่วนใหญ่จะเจริญและแผ่กระจายเป็นจำนวนมากบริเวณผิวดิน วิธีการให้น้ำแก่ต้นกล้วยมีหลายวิธี เช่น ใช้สายยางเดินรด, ติดตั้งระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ ปล่อยน้ำเข้าร่องปลูก ฯลฯ

การใส่ปุ๋ยแก่ต้นกล้วย ค่อนข้างมีความสำคัญส่งผลถึงการเจริญเติบโต และผลผลิตที่จะออกมา โดยเกษตรกรมักจะเน้นการใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น สูตร 16-16-16 อัตราการให้ประมาณ 200-300 กรัม หรือเฉลี่ย 1 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี โดยจะแบ่งใส่ 4 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 จะใส่หลังปลูกหน่อกล้วยไปแล้ว ประมาณ 1 สัปดาห์ ต่อจากนั้นทุกๆ 3 เดือน ก็จะมีการให้ปุ๋ย ครั้งที่ 2, 3 และ 4 ซึ่งการใส่ปุ๋ยเคมี ครั้งที่ 4 เกษตรกรหลายรายที่ใส่ใจในเรื่องของรสชาติ ก็มักจะเปลี่ยนจากสูตร 16-16-16 มาใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 ก่อนการเก็บเกี่ยว

การตัดแต่งหน่อกล้วย หลังจากปลูกกล้วยได้ประมาณ 5-6 เดือน หน่อใหม่จะเกิดขึ้นมาก่อนที่กล้วยจะตกเครือเล็กน้อย ซึ่งเราควรเลือกไว้หน่อเพียง 2 หน่อแรกก็เพียงพอ เพื่อเตรียมไว้ทดแทนต้นแม่เดิมที่จะต้องถูกตัดทิ้งในอนาคต หน่อใหม่ที่เลือกควรอยู่ตรงกันข้ามกันของลำต้นเดิม โดยหน่อแรกๆ นั้นจะมีรากลึกและแข็งแรงถือว่าดีที่สุด ส่วนหน่อที่เกิดมาทีหลัง ชาวสวนมักเรียกว่า “หน่อตาม” ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นมา จะทำให้กล้วยเครือเล็กลง จึงทำลายทิ้งเสียโดยการทำลายหน่อกล้วย ก็อาจจะวิธีการขุดหน่อออก แต่ต้องกระทำเฉพาะตอนที่กล้วยยังไม่ตกเครือเท่านั้น เพื่อไม่ให้ต้นกล้วยชะงักทำให้ผลกล้วยเล็กลงได้

การตัดแต่งใบกล้วย เนื่องจากใบกล้วยมีใบเจริญเติบโตออกมาเรื่อยๆ เมื่อใบใหม่ออกมา ใบเก่าก็จะแก่ และแห้งติดลำต้น ชาวสวนต้องหมั่นลอกกาบ ใช้ขอเกี่ยวสางตัดใบกล้วยออก โดยจะสางใบกล้วยที่แห้งและเป็นโรคออกอยู่เสมอ โดยถือหลักว่าถ้าใบแห้งและแก่มีสีเหลืองเกินกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 50% ของใบกล้วยก็ควรตัดทิ้ง เพราะถือว่าไม่มีประโยชน์ในการสังเคราะห์แสงแต่อย่างใด โดยมักจะเลี้ยงใบไม่น้อยกว่า 7-8 ใบ และเมื่อเครือจวนแก่ก็แต่งใบให้เหลือ 4-5 ใบ ก็เพียงพอ

การค้ำต้นกล้วย เมื่อเครือกล้วยใกล้แก่ มีน้ำหนักค่อนข้างมาก จะทำให้ต้นโค่นล้มได้ง่าย หรือมีลมพัดแรงๆ ชาวสวนต้องมีไม้ไผ่หรือไม้เนื้ออ่อนที่มีง่ามไว้ค้ำยันเครือกล้วย

เมื่อกล้วยมีอายุได้ประมาณ 8-12 เดือน นับตั้งแต่วันปลูกกล้วยน้ำว้า (รวมถึงกล้วยไข่, กล้วยหอม) จะออกปลีในระยะใกล้เคียงกัน ก่อนที่กล้วยจะแทงปลีจะสังเกตได้ว่ากล้วยจะแทง “ใบธง” คือ ใบจะมีลักษณะไม่เหมือนใบทั่วไป เป็นใบขนาดเล็ก ใบชี้ตรงขึ้นท้องฟ้า เมื่อเห็นใบธง เป็นสัญญาณให้เราทราบว่า กล้วยของเรากำลังจะออกปลี ซึ่งปลีกล้วยจะโผล่พ้นตายอดแล้วจะเริ่มทยอยบานให้เห็นดอกกล้วย (หวีกล้วย) ดอกจะบานไล่เวียนลงมา ซึ่งจะเจริญเป็นหวีกล้วยต่อไป ไม่นานปลีจะบานถึงดอกกล้วย หรือ หวีกล้วย ซึ่งมีขนาดเล็กไม่สมบูรณ์อยู่ส่วนปลายของปลี

ซึ่งชาวสวนกล้วยเรียก “หวีตีนเต่า” โดยช่วงระยะเวลาการบานของดอกกล้วยจะใช้เวลาประมาณ 10-17 วัน หลังจากตกปลี เมื่อเห็นว่าดอกกล้วยบานเกือบสุดแล้ว ก็ต้องตัดปลีออก เพื่อช่วยให้ผลกล้วยมีการเติบโตได้เต็มที่ กล้วยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 100-110 วัน หลังจากปลีโผล่พ้นยอดออกมา หรือสังเกตที่ผลกล้วยในส่วนรวมของเครือว่าจะมีลักษณะผลค่อนข้างกลมไม่เป็นเหลี่ยม

การเก็บเกี่ยวกล้วยเมื่อเห็นว่าผลแก่ ก็ให้เก็บเอาไม้ค้ำเครือกล้วยออก การตัดเครือกล้วยก็ต้องทำด้วยความระมัดระวัง แนะนำให้ใช้มีดฟันที่กลางลำต้นกล้วยให้ลึก พอที่จะทำให้ลำต้นกล้วยจะค่อยเอนโน้มมาในทิศทางของผู้รับยืนอยู่ หากไม่มีความชำนาญก็ต้องช่วยกันตัดกล้วยสัก 2 คน โดยคนหนึ่งตัด อีกคนคอยรับเครือกล้วย เมื่อตัดเครือกล้วยลงมาได้แล้ว ให้นำเครือกล้วยให้ตั้งปลายเครือกล้วยขึ้นข้างบน ให้รอยตัดอยู่ข้างล่าง ตั้งกับพื้น เพื่อไม่ให้ยางกล้วยไหลย้อนลงมาเปื้อนหวีกล้วย กัดผิวกล้วย

เกษตรกรในจังหวัดสงขลา ได้เริ่มหันมาปลูกส้มหัวจุกกันมาก ซึ่งเป็นส้มพันธุ์พื้นเมืองของภาคใต้ เนื่องจากเป็นส้มที่ตลาด มีความต้องการสูงและหายาก อีกทั้งราคาดี และเป็นผลไม้เศรษฐกิจทางเลือกใหม่ ที่สามารถจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างงดงามในแต่ละปี

คุณธีรพงษ์ ทองวงศ์ บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้พกเอาความรู้ และอุดมการณ์จากรั้วพ่อขุน อาสาลงสมัครการเมืองท้องถิ่นที่บ้านเกิดได้เพียงสมัยเดียว ก็หันหลังให้กับการเป็นนักการเมืองท้องถิ่น มายึดอาชีพเกษตรกรรมตามรอยบรรพบุรุษบ้านไร่อ้อย หมู่ 5 ต.ฉลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยโค่นต้นยาง เพื่อนำที่ดินสวนยางพารา 6 ไร่ มาปลูกส้มหัวจุก ทำให้หลายคนแปลกใจ ที่กล้าตัดต้นยางทิ้ง ทั้งๆ ที่ราคาน้ำยางและยางแผ่นสูง

คุณธีรพงษ์ ใช้เวลาเพียง 3 ปี ก็ประสบความสำเร็จ ปัจจุบันมีส้มหัวจุกที่กำลังให้ผลผลิตออกสู่ตลาด 150 ต้น มีแม่ค้ามารับซื้อถึงที่สวน เพื่อส่งขายในตลาดหาดใหญ่ ในราคาไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 70 บาท และมีปริมาณการสั่งซื้ออย่างไม่จำกัดจำนวน บางครั้งไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยขณะนี้สวนส้มให้ผลผลิตได้ประมาณ 3,000 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี และหากสภาพอากาศเอื้ออำนวย มีการดูแลที่ดี ส้มจุกของคุณธีรพงษ์ สามารถให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 2 เท่าตัว

คุณธีรพงษ์ บอกอีกว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเพาะพันธุ์ส้มหัวจุกของตนเอง เพื่อขยายพื้นที่การปลูกเพิ่มขึ้นอีก 2,000 ต้น เพราะเป็นผลไม้เศรษฐกิจ ที่อนาคตสดใสอีกตัวหนึ่ง นับตั้งแต่เก็บเกี่ยวผลิตมา 4 ปี ราคาไม่เคยต่ำกว่ากิโลกรัมละ 70 บาท

“เพราะส้มพันธุ์พื้นเมืองของภาคใต้ ที่กำลังหารับประทานยาก มีพื้นที่การปลูกน้อยลง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่คนส่วนใหญ่ชอบ เพราะลูกใหญ่ รสหวาน กลมกล่อม อมเปรี้ยว เนื้อหนา และเวลาปอกเปลือกผิวจะหอมมาก”

สำหรับระยะเวลาการปลูก เพียง 3-4 ปี ก็เริ่มให้ผลิตขายได้ คุณธีรพงษ์ บอกเคล็ดลับการปลูกส้มหัวจุกให้ประสบความสำเร็จว่า จะต้องมีระบบการจัดการสวนที่ดี ทั้งการดูแล ให้น้ำ ให้ปุ๋ย โดยเฉพาะพันธุ์ส้มหัวจุกที่จะนำมาปลูกต้องปลอดโรค โดยคุณธีรพงษ์ซื้อมาจากคณะทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งได้มีการปรับปรุงสายพันธุ์ให้ปลอดโรค ทั้งยังมีระบบการจัดการกับแมลงวันทอง ซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายของส้มหัวจุก

คุณธีรพงษ์ ไม่ใช้สารเคดี แต่ใช้สารล่อแมลงไว้ในขวดพลาสติก ซึ่งได้ผลมากกว่า และจะได้ส้มหัวจุกที่มีคุณภาพปลอดสารพิษลูกโต สามารถทำเงินได้อย่างงดงาม ปัจจุบันนอกจากสวนส้มหัวจุกของคุณธีรพงษ์จะประสบความสำเร็จในเชิงเศรษฐกิจแล้ว ยังกลายเป็นจุดถ่ายทอดความรู้การปลูกส้มหัวจุกประจำตำบลฉลุงอีกด้วย โดยมีหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งเกษตรกร เดินทางมาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง และได้ทำเรื่องส่งไปยังกรมวิชาการเกษตรเพื่อให้สวนส้มหัวจุก เป็นแหล่งผลิตพืช GAP หรือพืชปลอดสารพิษ

บรรพบุรุษชาวประมงริมทะเลสาบสงขลา ฝั่งจังหวัดพัทลุง หมู่ที่ 8 ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตออกเรือหาปลาเป็นอาชีพหลัก หารายได้มาเลี้ยงครอบครัว บ้านเรือนก็ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบ ซึ่งแต่ละรายมีที่ดินบนฝั่งเพื่อประกอบอาชีพเพาะปลูกน้อยมาก จึงคิดค้นหาวิธีการเพาะปลูกพืชในทะเลสาบ หรือริมฝั่งริมทะเลสาบเพื่อเป็นผลผลิตเลี้ยงครอบครัว บรรพบุรุษของชาวประมงนับร้อยปี จึงได้ทำนาข้าวในทะเลสาบ โดยใช้พื้นที่ริมชายฝั่งทะเลสาบที่ทอดยาวกว่า 9 กิโลเมตร และถ่ายทอดความรู้วิธีการปลูกข้าวในทะเลสาบมาจนถึงยุคปัจจุบัน

คาดว่าการทำนาข้าวแบบนี้มีแห่งเดียวในประเทศไทย

คุณหนูวาด นิยมแก้ว อายุ 71 ปี บ้านเลขที่ 139 หมู่ที่ 8 ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้จากบรรพบุรุษวิธีการทำนาข้าวในทะเลสาบ บอกว่า ตนทำนาข้าวจำนวน 4 ไร่ บริเวณแห่งนี้มาเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว และยังมีเพื่อนบ้านอีกจำนวนหลายครัวเรือนทำนาข้าวบริเวณแห่งนี้รวมแล้วเกือบ 200 ไร่ ตามแนวยาวริมฝั่งทะเลสาบของหมู่บ้านประมาณ 3 กิโลเมตร แต่ตลอดแนวริมทะเลสาบ ที่ทำนาข้าวยาวประมาณ 9 กิโลเมตร โดยหนึ่งปีสามารถทำนาข้าวได้หนึ่งครั้งคือการทำข้าวนาปรัง โดยเริ่มปักดำตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนและจะเก็บเกี่ยวผลผลิตปลายเดือนกันยายนของทุกปี ใช้เวลาประมาณ 3 เดือนครึ่ง ซึ่งในช่วงดังกล่าว น้ำในทะเลสาบจะเป็นน้ำกร่อยมีความจืดมากกว่าความเค็ม หากเกินเวลาดังกล่าวจะไม่ได้รับผลผลิตเนื่องจากน้ำทะเลจะหนุนสูงท่วมต้นข้าวเน่าเปื่อยเสียหาย

“ในช่วงนี้สามารถทำนาข้าวได้ เพราะทะเลสาบไม่มีคลื่นลม เรียกว่าช่วงลมพลัด โดยเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน ในช่วงเดือนกันยายนนั้นเป็นช่วงเก็บเกี่ยวข้าวพอดี และจะต้องเก็บเกี่ยวให้เสร็จด้วย เพราะหลังจากเดือนกันยายนแล้ว จะเข้าสู่ช่วงลมนอก แล้วทะเลสาบสงขลาจะมีคลื่นลมแรง หากเก็บเกี่ยวไม่เสร็จข้างจะเสียหายหมด”

วิธีการเพาะปลูกนั้น ต้องหาพันธุ์ข้าวที่ลำต้นแข็งแรง มีรากลึก และต้นข้าวเมื่อเจริญเติบโตแล้วต้องมีความสูง สามารถต้านกับสภาพแรงลมและคลื่นขนาดเล็กที่ซัดเข้าหาฝั่งได้ ดังนั้นจึงนิยมใช้พันธุ์ข้าว กข.33 และพันธุ์ข้าวชัยนาท ผู้ทำนาข้าวในทะเลสาบนั้น จะต้องเตรียมแปลงนาข้าวบริเวณเพาะปลูกเนื่องจากนาข้าวส่วนใหญ่แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่น้ำไม่จมประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ก็จะทำการไถกลบหน้าดินเล็กน้อย อีกส่วนที่จมน้ำประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ระดับความลึกของน้ำประมาณ 30 เซนติเมตร สามารถปักดำได้เลย เนื่องจากเป็นดินเลนและตะกอนที่ทับถม

ขั้นตอน นำเมล็ดพันธุ์ข้าวหว่าน เพื่อเพาะต้นกล้าให้มียาวสูงประมาณ 40-45 เซนติเมตร แล้วนำต้นกล้าปักดำโดยใช้ต้นกล้า 5-6 ต้นต่อหนึ่งกอ ปักดำให้ลึกลงในดินประมาณ 10 เซ็นติเมตร เพื่อให้มีความแข็งแรงต่อคลื่นขนาดเล็กที่พัดเข้าหาต้นกล้าจะไม่ให้หลุดลอยขึ้นมา และปักดำจนเต็มแปลง สำหรับการดูแลรักษานั้นไม่ยุ่งยากและไม่เปลืองเงินไม่ต้องลงทุน เนื่องจากการทำนาข้าวในทะเลสาบนั้น ไม่ต้องใช้ปุ๋ย ไม่ต้องไถนา และไม่ต้องใช้ยากำจัดพืช และบริเวณพื้นที่ทำนาข้าวนั้นจะมีแร่ธาตุจากธรรมชาติทับถมอยู่แล้วจากตะกอนที่ถูกพัดพามาจากท้องทะเลสาบนั้นเอง

“ที่สำคัญมีน้ำหล่อเลี้ยงต้นข้าวตลอดฤดูกาลทำนา junkhost.com เพราะการขึ้นลงของน้ำในทะเลสาบ ซึ่งได้รับผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วยคุ้มค่ากับการลงทุน นอกจากนั้นแล้วเมื่อต้นข้าวเจริญเติบโตยังเป็นแหล่งอาศัยของจำพวก กุ้ง หอย ปู ปลา ขนาดเล็กอีกด้วย ส่วนปริมาณข้าวจะได้ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ชาวนาริมทะเลสาบสงขลา ไม่ต้องซื้อข้าวกิน และบางรายยังเหลือสามารถขายได้ด้วย การทำนาริมทะเลสาบสงขลา”

นายสุทิน ทองเอ็ม เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ชาวสุโขทัย เปิดเผยว่า อาชีพเกษตรกรรม เป็นอาชีพของบรรพบุรุษ เนื่องจากพ่อ แม่และญาติพี่น้องส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ประกอบกับมีใจรักในการเกษตร อยากปลูกผักปลอดสารพิษ ไว้บริโภคเอง เหลือจากแบ่งปันให้เพื่อนบ้านก็แบ่งจำหน่าย จึงได้ศึกษาจากแปลงที่ประสบผลสำเร็จ แล้วได้ดำเนินกิจกรรมไร่นาสวนผสมด้วยตนเอง โดยในระยะแรก ทำในพื้นที่ของครอบครัวเป็นหลัก

หลังจากได้สมรสก็ได้ลงมือทำในกิจกรรมของตนเองอย่างเต็มที่ ได้นำความรู้จากการศึกษาด้วยตนเอง และดูแบบอย่างที่ประสบผลสำเร็จมาปรับใช้ในแปลง ของตนเอง มีการเพิ่มเติมกิจกรรมเรื่อยมา เน้นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด กิจกรรมมีการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ลดต้นทุน โดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในชีวิตเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในปัจจุบัน ด้วยการ “ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” เพื่อลดความเสี่ยงและอยู่รอดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ตื่นมาไม่ต้องไปเสียค่าใช้จ่ายนอกบ้าน แต่กลับกันทำให้เรามีรายได้ทุกวันจากผลผลิตที่ปลูกและเลี้ยงไว้ ทั้งผักสดปลอดสารพิษ กบ ปลา ไข่ไก่ ชาวบ้านสามารถมาเดินเก็บ หรือจับขึ้นมาชั่งกิโลเองได้เลย นี่คือแนวคิดใหม่ในการจำหน่ายสินค้า

การผลิตลดความเสี่ยงจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว มีรายได้ต่อเนื่องและยั่งยืน เน้นการทำการเกษตรปลอดสารพิษ มีการใช้น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดจากกลุ่ม ทำให้ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ที่สำคัญมีบ่อเก็บกักน้ำไว้ใช้อุปโภคและเพื่อการเกษตรได้ตลอดปี ปัจจุบันเป็นแหล่งเรียนรู้แปลงไร่นาสวนผสมตัวอย่างของเกษตรกรในชุมชนและข้างเคียง และได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก และสำนักงานเกษตรจังหวัดสุโขทัย ให้เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ชุมชนอีกด้วย

ส้มโอที่ปลูกมากคือ พันธุ์ทองดี จำนวนกว่า 40 ไร่ รองลงมา

เป็นขาวน้ำผึ้งราวแล้วล่าสุดทดลองปลูกพันธุ์ทับทิมสยาม โดยผลผลิตส้มโอทองดีจะขายให้แก่บริษัทที่รับซื้อเพื่อส่งไปต่างประเทศ ส่วนขาวน้ำผึ้งจะส่งขายในตลาดภายในประเทศทั้งปลีกและส่ง

ต้นพันธุ์ส้มโอที่ปลูกมาจากการตอนกิ่ง ซึ่งขั้นตอนการปลูกจะต้องเตรียมดินด้วยการไถพรวนแล้วปรับปรุงคุณภาพดิน ขุดหลุมปลูกขนาดไม่ใหญ่ แล้วนำต้นพันธุ์ลงปลูก ทั้งนี้ ถ้าพื้นที่มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มควรจะต้องทำแปลงปลูกแบบยกโคก แต่ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องน้ำสามารถปลูกแบบพื้นราบได้ ระยะปลูกขึ้นอยู่กับขนาดมาก-น้อยในแต่ละแปลง ถ้าแปลงใดมีพื้นที่ไม่มากจะกำหนดระยะปลูก 6 คูณ 6 เมตร แต่ถ้ามีพื้นที่มากอาจกำหนดระยะปลูก 7 คูณ 7 เมตร หรือ 8 คูณ 8 เมตร เมื่อปลูกแล้วให้วางระบบการให้น้ำ ทั้งนี้ พื้นที่ปลูกส้มโอของคุณนิกรมีทั้งสองแบบ

หลังจากเก็บผลผลิตรุ่นสุดท้ายหมดราวเดือนตุลาคม จะเริ่มดูแลต้นส้มโอด้วยการตัดกิ่งและใบที่ไม่สมบูรณ์ออกเท่านั้น แต่ไม่ได้ตัดออกมากเหมือนกับการตัดแต่งทรงพุ่ม ทั้งนี้ เพราะคุณนิกรต้องการให้ได้ผลผลิตมากในรุ่นต่อไป จากนั้นใส่ปุ๋ยคอก ถ้าเป็นปุ๋ยขี้ไก่แกลบใส่ประมาณ 50 กิโลกรัม ต่อต้น ถ้าเป็นปุ๋ยขี้วัวใส่ประมาณ 3 กระสอบ ต่อต้น ส่วนปุ๋ยสูตรที่ใช้มักใส่เป็นสูตรเสมอ อย่าง 15-15-15 หรือ 16-16-16 โดยจะใส่เป็นประจำเฉลี่ยปีละประมาณ 15-20 กิโลกรัม ต่อต้น

“ปุ๋ยสูตรเสมอใส่ไปจนถึงเดือนกันยายนหรือหมดฝนก็จะหยุดใส่ แล้วปล่อยต้นแห้งเหี่ยวเฉา จากนั้นจึงเริ่มให้น้ำเพื่อให้ใบอ่อนแตก แล้วจึงค่อยใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 เพื่อช่วยในการเร่งออกดอก แล้วบำรุงดอก แล้วยังชี้ว่าปุ๋ยสูตรต่างๆ ที่นำมาใส่ล้วนเสริมสร้างความสมบูรณ์ของต้น ใบ และดอก ทั้งยังช่วยให้คุณภาพผลผลิตส้มโอมีเนื้อแน่น ไม่แฉะ หวาน หอม รวมถึงยังมีขนาดใหญ่”

เจ้าของสวนส้มโอชี้ว่า อายุต้นส้มโอจะยาวนานแค่ไหนขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ ลักษณะดินและสิ่งแวดล้อมในแต่ละพื้นที่เป็นตัวกำหนด ทั้งนี้ หากพื้นที่แห่งใดที่มีชั้นใต้ดินเป็นหินหรือลูกรังจะทำให้ต้นส้มโอที่ชอบลักษณะแบบนี้สามารถเจริญเติบโตได้ดีแล้วมีอายุยาวนานสามารถให้ผลผลิตที่มีความสมบูรณ์ต่อเนื่อง ในทางตรงกันข้าม ถ้าเจอสภาพดินที่ลุ่มชื้นแฉะอายุต้นก็ไม่นาน อาจได้ผลผลิตสูงในช่วงแรก จากนั้นผลผลิตจะค่อยลดลง เพราะเจอโรคต่างๆ สำหรับสวนส้มโอของคุณนิกรมีลักษณะพื้นที่ทั้งสองแบบ

“ทางด้านโรค/แมลง ในช่วงที่เริ่มปลูกส้มโอยังไม่ค่อยพบ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะยังใหม่อยู่ การสะสมเชื้อโรค หรือการเกิดศัตรูยังไม่ปรากฏมากนัก จนเมื่อปลูกได้หลายปี หรือมาในระยะหลังนี้มักพบบ่อยโดยเฉพาะพวกเพลี้ยหอยที่เข้ามาทำลายต้น หรือเชื้อโรคที่เกิดจากในดินเพราะดินมีความชื้นสูง สำหรับแมลงศัตรูมีน้อย เพราะที่ผ่านมามักใช้สารอินทรีย์ฉีดป้องกัน ซึ่งถ้าเป็นพื้นที่ประสบปัญหาดังกล่าวอาจต้องรื้อเพื่อปรับปรุงดินแล้วปลูกใหม่”

คุณนิกร บอกว่า ผลผลิตส้มโอหลังจากเก็บชุดแรกแล้ว จะเริ่มทยอยมีผลผลิตออกมาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งถึงประมาณปลายเดือนตุลาคม ซึ่งจะเป็นชุดสุดท้าย ทั้งนี้ ผลผลิตส้มโอทองดีทุกรุ่นจะส่งเข้าบริษัทที่รับซื้อเพื่อส่งไปขายต่างประเทศ โดยต้องเก็บก่อนแก่

ส่วนผลผลิตขาวน้ำผึ้งที่ขายตลาดในบ้านเรายังไม่เก็บจะรอจนกว่าแก่จัดคาต้นจึงจะเก็บขาย ทั้งนี้ ผลผลิตที่เก็บในแต่ละรุ่นมีจำนวนมาก-น้อยต่างกัน โดยผลผลิตรุ่นแรกๆ จะมีมากประมาณ 3-4 หมื่นลูกต่อรุ่น แต่จะค่อยๆ ลดน้อยลงจนเกือบรุ่นสุดท้ายจะได้ผลผลิตประมาณ 2 หมื่นกว่าลูก

คุณนิกร เผยถึงความเปลี่ยนแปลงราคาส้มโอที่กระทบต่อรายได้เกษตรกรชาวสวนว่า ในช่วง 5-6 ปี ที่ผ่านมา ราคาส้มโออยู่ในระดับที่ชาวสวนพอใจมาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลพวงมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 แล้วสร้างความเสียหายต่อแหล่งปลูกส้มโอย่านนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียง ส่งผลต่อผลผลิตส้มโอจำนวนมากหายไปจากตลาด

“ขณะเดียวกัน ผลผลิตส้มโอในแหล่งจังหวัดปราจีนบุรีที่มีการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพอยู่ตลอดทำให้ขายได้ราคาดี โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศที่เข้ามาสนใจผลผลิตส้มโอมากขึ้น ซึ่งถึงแม้ตอนนี้ภาพรวมผลผลิตส้มโอกลับสู่ภาวะปกติแล้วส่งผลต่อราคาขายในประเทศ แต่ชาวบ้านในพื้นที่ก็ยังไม่เดือดร้อนเนื่องจากมีการพัฒนาคุณภาพพร้อมเร่งปลูกเพื่อส่งขายต่างประเทศเป็นหลัก”

สวนส้มโอคุณนิกรปลูกส้มโอขายส่งตลาดต่างประเทศถึงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นส้มพันธุ์ทองดี ส่วนขาวน้ำผึ้งขายในตลาดเมืองไทย ทั้งนี้ ราคาขายตลาดต่างประเทศขึ้นอยู่กับทางบริษัทที่รับซื้อตั้งราคา แต่สำหรับราคาขายส้มโอขาวน้ำผึ้งในบ้านเรากำหนดขายเป็นลูก โดยแบ่งออกเป็น 3 ขนาด ที่วัดตามผล ซึ่งถ้าเป็นขนาด 17 นิ้ว ราคาขายส่งอยู่ระหว่าง 50-60 บาท ขนาด 18 นิ้ว ราคาขายส่งอยู่ระหว่าง 70-80 บาท และขนาด 19 นิ้ว ราคาขายส่งอยู่ที่ 120 บาทขึ้นไป แต่ถ้าเป็นราคาขายปลีกส่วนมากจะขายที่ขนาด 19 นิ้ว ซึ่งกำหนดราคาขายเริ่มต้นที่ 200 บาท ต่อผล

นอกจากผลผลิตส้มโอที่มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศแล้ว คุณนิกรยังมีลูกค้าประจำทั้งในพื้นที่และจังหวัดอื่นแวะเวียนมาอุดหนุนกันเป็นประจำ จากแผงตั้งขายหน้าบ้าน

ทั้งนี้ เจ้าของสวนเผยถึงแนวคิดการปลูกส้มโอว่าทุกครั้งจะปลูกด้วยความเอาใจใส่ มีระเบียบวินัยต่อการปลูกตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนกระทั่งเก็บผลผลิต เป็นสวนส้มโอที่ได้มาตรฐาน ดังนั้น คุณภาพส้มโอทุกผลที่เกิดจากความมุ่งมั่นและตั้งใจจึงมีรสหวานหอม เนื้อแน่น แห้งพอดี เปลือกบาง และผลใหญ่ เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาลูกค้าขาประจำทั้งในพื้นที่และต่างจังหวัด ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผลผลิตส้มโอของคุณนิกรมีมาตรฐาน มีคุณภาพสม่ำเสมอ พร้อมกับได้รับรางวัลต่างๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากมายทุกปี

คุณนิกร เล่าว่า ในปัจจุบันวิธีปลูกส้มโอและแนวคิดการตลาดเปลี่ยนไป โดยในสมัยก่อนจะวางแผนปลูกส้มโอเพื่อให้มีผลผลิตตรงกับช่วงเทศกาลสำคัญ เพื่อให้ขายได้ราคาสูง ซึ่งความคิดเช่นนี้เหมือนกันทั่วไปจึงทำให้ผลผลิตล้นตลาด ราคาไม่สูงตามที่คาดหวัง

“แต่ตอนนี้วิวัฒนาการต่างๆ เปลี่ยนไป เทคโนโลยีการสื่อสารเข้ามาช่วยขยายช่องทางการตลาดให้กว้างขึ้น ผลผลิตการเกษตรสามารถนำไปขายได้ทั่วโลก ฉะนั้น แนวคิดเดิมอาจล้าสมัย เพราะตลาดทั่วโลกมีความต้องการต่อเนื่อง การเก็บรักษาไม่เป็นอุปสรรคปัญหาเ พราะสามารถเก็บในห้องแช่เย็นได้โดยยังรักษาคุณภาพไว้ ด้วยเหตุผลนี้จึงช่วยให้ชาวสวนมีรายได้มากขึ้น ขอเพียงให้คุณมีความตั้งใจผลิตสินค้าให้มีคุณภาพเท่านั้น” คุณนิกร กล่าว

ทางด้าน คุณวิโรจน์ วัฒนวิเชียร เกษตรอำเภอศรีมหาโพธิ กล่าวว่า เกษตรกรที่ปลูกส้มโอในพื้นที่มีจำนวนกว่า 70 ราย มีวิธีปลูกและแหล่งจำหน่ายเหมือนกัน ทั้งนี้ ทางเกษตรอำเภอได้ให้ชาวบ้านจดเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อจะได้เป็นช่องทางเปิดโอกาสให้ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือในทุกเรื่องจากภาครัฐ ขณะเดียวกัน ยังช่วยประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ส้มโอในพื้นที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยหาตลาดให้ชาวสวนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การปลูกส้มโอนับเป็นทางเลือกของรายได้ที่ชาวบ้านทำกันนอกจากการทำนาที่เป็นอาชีพหลักทางการเกษตร โดยระยะหลังพบว่าชาวบ้านให้ความสนใจหันมาปลูกส้มโอกันมากขึ้น เพราะต่างเห็นว่ามีตลาดต่างประเทศรองรับแน่นอนและมีราคาขายสูง อีกทั้งยังมีความต้องการต่อเนื่อง นอกจากนั้น ส้มโอยังเป็นไม้ผลที่ปลูกไม่ยาก ขยายพันธุ์ด้วยกิ่งตอน ทำให้ใช้เวลาไม่นานในการเก็บผลผลิต

“อีกไม่นานคงต้องมีการรวมกลุ่มปลูกส้มโอแปลงใหญ่ เพื่อสร้างให้เป็นระบบที่สมบูรณ์ มีกระบวนการดูแลในด้านต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อสร้างประสิทธิภาพในระบบตลาดให้มีความเข้มแข็ง เป็นที่ยอมรับมากขึ้น อีกทั้งสำนักงานเกษตรยังให้ความสำคัญต่อการเลิกใช้สารเคมีที่มีผลกระทบกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนส่งเสริมให้ชาวสวนหันมาใช้ปัจจัยทางธรรมชาติเพื่อการปรับปรุงดินและไม้ผล เพราะต้องการช่วยลดความเสี่ยง พร้อมกับช่วยลดต้นทุน” คุณวิโรจน์ กล่าว

“เมล่อน” ไม่ได้เป็นพืชพื้นถิ่นดั้งเดิมของประเทศไทย แต่ปัจจุบันได้มีเกษตรกรหันมาประกอบอาชีพปลูกเมล่อนกันมาก มีทั้งเกษตรกรที่ผลิตแล้วประสบผลสำเร็จและล้มเหลว ซึ่งล้วนแล้วแต่มีเหตุปัจจัยหลายอย่างเป็นองค์ประกอบที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการหรือขั้นตอนในการปลูก การดูแลเอาใจใส่ ความเชื่อ ฯลฯ ซึ่งองค์ความรู้มีให้ศึกษาค้นคว้ามากมายตามสื่อประเภทต่างๆ ที่เมืองสอง หรืออำเภอสอง มีเกษตรกร 2 สามีภรรยา ก็ปลูกเมล่อน แม้จะไม่ประสบผลสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สามารถผลิตเมล่อนออกสู่ตลาดได้ทุกเดือน โดยการบริหารจัดการที่มีระบบ

คุณพศวีร์ สุยะตา อายุ 40 ปี และ คุณหทัยชนก คงสวรรค์ 2 สามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 75 หมู่ที่ 1 บ้านลูนิเกต ตำบลห้วยหม้าย อำเภอสอง จังหวัดแพร่ เป็นผู้ปลูกเมล่อนระบบปิดในโรงเรือน ได้เล่าถึงเบื้องหลังก่อนจะมายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้ว่า ช่วงก่อนปี 2560 คุณหทัยชนก ทำงานที่ห้างสรรพสินค้าในจังหวัดแพร่ ส่วน คุณพศวีร์ พอมีเวลาก็ได้เข้าไปศึกษาเรื่องการปลูกเมล่อน ในยูทูบ (YouTube) เกิดแรงบันดาลใจที่สั่งสมให้หันมาสนใจเรื่องเมล่อน เพราะได้ข้อมูลว่า เมล่อน เป็นพืชเศรษฐกิจ มีราคาดี ตลาดยังรองรับได้ สำหรับผู้บริโภคก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และจำนวนผู้ปลูกเมล่อนยังมีน้อย

จึงได้ปรึกษาหารือกันว่า ถ้าจะทำอาชีพเกษตรกรรม…ปลูกเมล่อน นี่แหละ ต้องวางแผน 1… 2… 3… ขอเดินไปทีละก้าว จึงพากันไปศึกษาดูงานการปลูกเมล่อนที่จังหวัดเชียงราย ได้ข้อสรุปว่า ถ้าสนใจก็ให้ซื้ออุปกรณ์ชุดระบบแฟรนไชส์ ราคาค่อนข้างสูง หาช่องทางอื่น… ดูจากทางอินเทอร์เน็ต เห็นมีที่อำเภอวังชิ้น ก็ไปขอศึกษาเพื่อเก็บไว้เป็นชุดข้อมูลเบื้องต้นก่อนเริ่มลงมือทำ ช่วงจังหวะได้มีโอกาสไปเข้าอบรม โครงการ Start up สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ จากนั้นก็เริ่มฝึกเขียนแผนงานโครงการและงบประมาณเสนอขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก็ได้รับการอนุมัติ คุณหทัยชนกก็ออกจากงานประจำมาร่วมกันออกแบบสร้างโรงเรือน ลงทุนไปตั้งแต่เริ่มแรก 3 โรงเรือน ขนาด 6×24 เมตร

ศึกษาค้นหาสายพันธุ์เมล่อนที่เหมาะสม

คุณพศวีร์ บอกถึงหลักการในการเลือกสายพันธุ์เมล่อนว่า ต้องปลูกง่าย ตายยาก ผลแก่เร็ว เนื้อมีความหวาน รับประทานอร่อย จึงเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่และความสามารถในการดูแลเอาใจใส่ของตนเอง คัดเลือกได้ 5 สายพันธุ์ คือ

แต่ละสายพันธุ์มีลักษณะความโดดเด่นที่แตกต่างกัน คุณพศวีร์ สรุปให้ฟัง ดังนี้

เมล่อนสายพันธุ์กรีนเน็ต (จากประเทศไต้หวัน)
ปลูกง่าย ทนโรค ลักษณะผลรูปทรงกลม ผิวตาข่ายแต่ไม่นูน เนื้อสีเขียว รสหวานจัด กรอบ อร่อย แต่มีข้อด้อยคือ ถ้าปลูกในฤดูหนาวก้นมักจะแตก เก็บผลไว้ได้ไม่นาน เนื่องจากสุกเร็ว ขั้วหลุดง่าย น้ำหนักผล 1.2-1.5 กิโลกรัม

เมล่อนสายพันธุ์บารมี (เป็นลูกผสมฝีมือเกษตรกรไทย)
ลักษณะผลกลม ผิวตาข่าย มีลายแต่ไม่นูนมาก เนื้อสีส้ม กรอบ หอม หวานพอประมาณ เป็นที่ต้องการของตลาด ผลใหญ่ น้ำหนัก 1.8-2.0 กิโลกรัม

เมล่อนสายพันธุ์จันทร์ฉาย (เป็นลูกผสมฝีมือเกษตรกรไทย)
ลักษณะผลสีทองผิวเกลี้ยง เนื้อสีส้ม หวาน กรอบ น้ำหนัก 1.5-2.0 กิโลกรัม เป็นที่ต้องการของตลาดเช่นเดียวกันกับสายพันธุ์บารมี

เมล่อนสายพันธุ์คิโมจิ (จากประเทศญี่ปุ่น)
ลักษณะผลกลม ลายนูนเห็นชัด เนื้อสีเขียว เนื้อนุ่ม หวานไม่จัด น้ำหนักผล 1.2-1.6 กิโลกรัม

เมล่อนสายพันธุ์เคที 51 (เป็นชื่อสายพันธุ์ทางการค้าของกลุ่มเครือข่าย)
ลักษณะผลกลม เป็นตาข่ายเล็กน้อยสีขาว เนื้อสีเขียว เนื้อนุ่มหวาน ผลใหญ่ น้ำหนัก 2 กิโลกรัมขึ้นไป เมล่อน ต้องปลูกง่ายตายยาก

คุณพศวีร์ เล่าว่า หลังจากเสร็จสิ้นการสร้างโรงเรือนแล้ว ก็มาถึงกระบวนการในการบ่มเพาะเมล็ด การปลูกการดูแลเอาใจใส่ จนถึงการเก็บเกี่ยว เริ่มจาก

การเพาะเมล็ด ในถาดหลุม 104 หลุม นำเมล็ดเมล่อนมาแช่ในน้ำอุ่นๆ นาน 6 ชั่วโมง จากนั้นนำขึ้นมาบ่มเพาะห่อหุ้มเมล็ดด้วยกระดาษทิชชู ใส่ไว้ในกระติกน้ำ นาน 24 ชั่วโมง เมล็ดเมล่อนจะเริ่มแทงออกมาให้เห็น ก็นำมาลงปลูกในถาดหลุมที่มีวัสดุเป็นพีทมอสส์ นำถาดหลุมไปไว้ในโรงเรือนเพื่อให้ต้นอ่อนเมล่อนได้รับแสง

ในตอนนั้น คุณพศวีร์ตั้งข้อสังเกตว่า เคยนำต้นกล้าเมล่อนในถาดหลุมไปไว้ในที่ร่ม ผลปรากฏว่าต้นมันยืดไม่แข็งแรง จึงปรึกษาผู้รู้ว่าให้นำไปบ่มเพาะในโรงเรือน รดน้ำ เช้า-เย็น ต้นจะแข็งแรง ระยะเวลาผ่านไป 10 วัน จึงนำลงถุง

การนำต้นกล้าลงปลูกในถุง ใช้ถุงสีขาวขุ่น ขนาด 8×13 นิ้ว บรรจุวัสดุปลูก ประกอบด้วยกาบมะพร้าวสับย่อย ผสมกับขุยมะพร้าว อัตราส่วน 1:1 ใน 1 โรงเรือน วางถุง 4 แถว ระยะห่าง 45 เซนติเมตร จำนวน 100 ถุง รวม 400 ถุง/ต้น ต่อ 1 โรงเรือน ถ้า 3 โรงเรือน รวม 1,200 ถุง/ต้น แต่คุณพศวีร์ บอกว่าไม่ได้นำลงปลูกพร้อมกันทั้ง 3 โรงเรือน หลักคิดก็คือ ต้องการให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดตลอดทั้งปี ดังนั้น จึงวางแผนการปลูกไว้ 4 รุ่น ต่อปี คือ

รุ่นที่ 1 ปลูกและเก็บเกี่ยวช่วงเดือนกันยายน-เดือนธันวาคม

รุ่นที่ 2 ปลูกและเก็บเกี่ยวช่วงเดือนมกราคม-เดือนมีนาคม

รุ่นที่ 3 ปลูกและเก็บเกี่ยวช่วงเดือนเมษายน-เดือนมิถุนายน

รุ่นที่ 4 ปลูกและเก็บเกี่ยวช่วงเดือนกรกฎาคม-เดือนกันยายน

แต่ทั้งนี้ คุณพศวีร์ ชี้แจงว่า พอมีเวลาช่วงหลังเก็บเกี่ยวแล้ว ก็จะรีบทำความสะอาดโรงเรือน ตากวัสดุที่ปลูกเป็นการฆ่าเชื้อไปในตัว การให้น้ำ ภายในโรงเรือนเมล่อนของคุณพศวีร์ ได้วางระบบน้ำหยดไว้ และมีการใช้เทคโนโลยีการให้น้ำด้วยระบบจ่ายน้ำอัตโนมัติ (Automatic Watering System)

ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยอินทรีย์เม็ดผสมคลุกเคล้าไว้กับวัสดุปลูกในถุงปลูกแล้วตั้งแต่ต้น และให้ปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำไปกับน้ำหยดอีกเป็นระยะๆ ตามการเติบโตของต้นเมล่อน

เมื่ออายุ 1-10 วัน ให้ปุ๋ย ร้อยละ 10

เมื่ออายุ 10 วันขึ้นไป ให้ปุ๋ย ร้อยละ 30

ระยะ 1 เดือน ก่อนเก็บผล ให้ปุ๋ย ร้อยละ 100 และก่อนเก็บผล 15 วัน จะให้ปุ๋ย สูตร 0-0-50 แต่ทั้งนี้ คุณพศวีร์ บอกว่า มีช่วงดูแลพิเศษคือ ช่วงที่ต้องผสมเกสร จะหยุดการให้ปุ๋ย ให้เพียงเฉพาะน้ำเท่านั้น หลังผสมเกสรเสร็จ 7 วัน จึงเริ่มให้ปุ๋ย

การผสมเกสร เนื่องจากการปลูกเมล่อนของคุณพศวีร์ เป็นโรงเรือนระบบปิด ไม่มีแมลงธรรมชาติช่วยผสมเกสร ทั้ง 2 คน สามีภรรยาจึงต้องเอาใจใส่ในการผสมเกสรเอง โดยกล่าวว่า หลังนำต้นกล้าเมล่อนลงปลูกผ่านไป 25 วัน เมล่อนจะเริ่มออกดอกแล้วจะผสมเกสร

เมื่อติดผล จะคัดผลตามข้อ ในข้อที่ 9-10-11-12 รวม 4 ผล แต่จะคัดผลที่สมบูรณ์ที่สุด ไว้เพียง 1 ผล ต่อต้นเท่านั้น นอกจากนั้นเด็ดทิ้ง จากนั้นจะมัดผลเมื่อผลมีขนาดเท่าไข่ไก่ จะแขวนผลไว้กับราว และต้องคอยเด็ดแขนง พันยอดจนลำต้นมีความสูง 2 เมตร หรือมีจำนวนใบ 17 คู่ ซึ่งได้ข้อสรุปแล้วว่า จำนวนใบเท่านี้เพียงพอต่อการสะสมธาตุอาหารสำหรับเลี้ยงผล แล้วก็จะเด็ดหรือตัดยอดทิ้ง ให้ผลเมล่อนเจริญเติบโต รอการเก็บเกี่ยวผลผลิตคุณพศวีร์ ให้ข้อสังเกตว่า ผลเมล่อนจะมีช่วงเวลาการเติบโตไม่พร้อมกัน จึงต้องกำหนดสัญลักษณ์โดยใช้ป้ายสีเป็นการระบุวันที่ พร้อมอายุวันเก็บผลตามสี

การดูแลเอาใจใส่

คุณหทัยชนก บอกว่า ต้องดูแลเอาใจใส่เหมือนการดูแลลูกเลย ทั้ง 2 คน จะต้องเข้าไปดูในโรงเรือนทุกวัน ดูการเติบโตของผลเมล่อน โรค/แมลง วัสดุปลูกซึ่งมีผลต่อเนื้อเมล่อน ดูระบบท่อส่งน้ำว่ามีการอุดตันหรือไม่

โรค/แมลง คุณหทัยชนก บอกว่า เคยพบราสนิม ใช้กำมะถันผงผสมน้ำฉีดพ่น และเคยพบเพลี้ยไฟระบาดเพียงแค่ 2-3 วัน สามารถสร้างความเสียหายได้ และช่วงอากาศปิดหลายๆ วัน ก็มีปัญหาเช่นกัน แม้การผลิตเมล่อนของคุณพศวีร์-คุณหทัยชนก จะยังไม่ได้รับ GAP แต่กระบวนการผลิตทุกขั้นตอนก็ได้ดำเนินการผลิตทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสมที่สุดแล้ว

แต่ช่วงเวลาที่ต้องดูแลเป็นพิเศษก็คือ การปลูกเมล่อนในฤดูหนาต้องระวังก้นผลแตก เมื่อฤดูฝนก็ต้องระวังเชื้อรา แต่ถ้าปลูกในฤดูร้อนจะได้ผลผลิตที่ดี และไม่มีโรค/แมลงมากนัก

คุณภาพของเมล่อนที่คุณพศวีร์ผลิตคือ เน้นที่ความหวาน ที่ 15-16 องศาบริกซ์ (๐ Brix) เนื้อกรอบ เนื้อทรายคล้ายสาลี่ เนื้อไม่แน่น มีความอร่อยตรงตามความต้องการของผู้บริโภค

ทำแปลงทดลองเพื่อหาข้อสรุประหว่างการปลูกลงถุงกับการปลูกลงดิน

คุณพศวีร์ ได้อธิบายว่า กำลังอยู่ระหว่างการทดลองปลูกเมล่อนลงดินและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ที่ใช้ในการหมักจากวัตถุดิบ อย่างเช่น รำ กากถั่วเหลือง ขี้วัว กาบมะพร้าวสับ ขี้เถ้าแกลบ ผสมคลุกเคล้าแล้วนำกากน้ำตาลละลายน้ำ รดลงบนกอง หมักไว้จนพิสูจน์แล้วว่าไม่มีความร้อนในกองปุ๋ย ก็นำไปใช้ได้ แต่ระหว่างการทดลองนี้ยังไม่ได้ผลผลิต แต่สังเกตเห็นว่าเมล่อนมีลำต้นที่ใหญ่ ใบใหญ่ ลำต้นสูงเร็ว ต้องรอจนกว่าจะเก็บผลผลิต จะได้ข้อสรุปว่าการปลูกลงถุงกับการปลูกลงดินแบบไหนจะได้คุณภาพดีกว่ากัน

คุณพศวีร์ บอกว่า ผลผลิตเมล่อนของผมแม้จะตัดออกขายได้ตลอดปี แต่…แต่ละรุ่นก็ไม่ได้ผลผลิตร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะมีตัวแปรคือ สภาพภูมิอากาศ อย่างฤดูหนาว จะเสียหายไป ร้อยละ 20 ฤดูฝน จะเสียหายมากถึง ร้อยละ 50 และฤดูร้อน จะเสียหายน้อยหน่อย เพียงร้อยละ 10 แต่เมื่อรวมผลผลิตทั้งปีแล้ว ผมก็ยังพอใจอยู่ ซึ่งผมก็พยายามปรับปรุงแก้ไข และทดลองด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อนำมาเป็นข้อสรุปนำไปสู่การพัฒนาต่อไป

ตลาดยังไปได้สวยคุณพศวีร์ บอกว่า magiuropa.com ตนเองใช้การตลาดนำการผลิต ผลผลิตส่วนใหญ่ขายผ่านทางสื่อ Facebook ชื่อว่า Hathaichanok Kongsawan. “ผมคิดว่าตลาดเมล่อนในประเทศไทยยังไปได้สวย แต่ผมกำลังจะพัฒนาการผลิตให้มีความแตกต่างในด้านรสชาติให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น”

จะให้คำแนะนำอะไรกับเกษตรกรที่คิดจะปลูกเมล่อนรายใหม่ๆ บ้างไหมครับ? ผมตั้งคำถาม คุณพศวีร์ บอกว่า ยินดีครับ ก่อนจะลงมือปลูก ควรศึกษาข้อมูล หาความรู้เกี่ยวกับการผลิตเมล่อนให้มาก ตั้งแต่สายพันธุ์ การเพาะเมล็ด การปลูก การดูแลเอาใจใส่ ไม่ควรปลูกทิ้งขว้าง และไม่ทำตามกระแส
ควรไปดูงานพื้นที่ปลูกเมล่อนหลายๆ แปลง ขอคำแนะนำเพื่อให้เกิดแนวคิดในการวางแผนการผลิต
ค่อยๆ ทำการผลิต ไม่ควรลงทุนเป็นจำนวนมากในครั้งแรก ผลิตให้ได้ประสบการณ์ก่อนแล้วค่อยขยายผล
ต้องมีใจรัก มีเวลาเข้าแปลงถึงเช้าถึงเย็น

คุณวาสนา ไพจิตร เจ้าของโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ตรา 5 ดาว อ.ระโนด จ.สงขลา เปิดเผยการผลิตปุ๋ยตรา 5 ดาว ว่า นับตั้งแต่สร้างโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์เองในปี 2548 และได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตร ในปี 2550 โรงงานได้ดำเนินการผลิต เช่น เครื่องผสม เครื่องบด เครื่องร่อน เครื่องอบความร้อน ความเย็น ฉาบปั้นเม็ด ทั้งหมดเอง โดยใช้อบความร้อนด้วยน้ำสมควันไฟ ซึ่งเป็นโรงงานแห่งแรกของ อ.ระโนด และเปิดให้ประชาชนและผู้สนใจ เข้ามาศึกษาดูงานตลอดทั้งปี เนื่องจากในขณะนี้มีโรงงานมีสมาชิกอยู่ทั่วภาคใต้

คุณวาสนา เล่าให้ฟังว่า ในปี 2552 ได้ขอทุนทำสวนยาง จำนวน 30 ไร่ ที่ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง แต่ถูกพายุพัดถล่มได้รับความเสียหายมาก จึงขอทุนปลูกยางไปอีกครั้ง เมื่อได้กล้ายางมาใหม่ก็เริ่มปลูกพืชอื่นแซมระหว่างต้นยาง เช่น สับปะรด ลงปลูกไปจำนวน 230,000 ต้น ข้าวโพด 3 ไร่ รวมสับปะรดและข้าวโพด ประมาณ 60 ไร่ โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีภาพ ตรา 5 ดาว ที่ผลิตเองทั้งหมด ซึ่งขณะนี้สวนยาง สวนสับปะรด สวนข้าวโพด ต่างงอกงามสมบูรณ์ดี

ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ด ตรา 5 ดาว

สำหรับวัตถุดิบที่ใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ด ตรา 5 ดาว คุณวาสนา บอกว่า เป็นการผลิตจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ มูลสัตว์ มูลค้างคาว จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อดิน ประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก อาหารรอง และธาตุอาหารเสริมที่สำคัญ นอกจากนั้น พืชยังต้องการอินทรียวัตถุที่เพียงพอ นอกเหนือไปจากธาตุอาหารที่สำคัญ เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส ซัลเฟอร์ ทองแดง สังกะสี โบรอน และธาตุอื่นๆ อีก สภาพดินตามธรรมชาติในปัจจุบันมีความเป็นไปได้น้อยที่จะประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นเหล่านี้ โดยครบถ้วนแก่พืชและดิน โดยที่ดินตามธรรมชาติในปัจจุบันมีไม่ครบถ้วน

การปลูกหรือส่วนขยายพันธุ์ ใช้ปลูกทั้งผล คัดเลือกผลที่สมบูรณ์

แก่เต็มที่ ไม่มีโรค แมลง ติดมาด้วย วางส่วนก้นลงหลุมปลูก แล้วเกลี่ยดินกลับลงหลุม หรืออาจวางนอนก็ได้ แล้วกลบดินเพียงครึ่งผล เมื่อได้รับความชื้น รากจะงอกออกที่ก้นผลใกล้กับเมล็ด ต่อมาเถายาวขึ้นและแตกแขนงออก ตัดแต่งปีละ 3-4 ครั้ง ให้เหลือไว้เพียง 3-5 เถา อายุ 4-5 เดือน เริ่มให้ผล โดยเฉลี่ย 25-40 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี ใช้ระยะปลูก 2×2 เมตร ทำค้างให้เลื้อย จะได้ผลสวยงาม

แหล่งปลูกสำคัญอยู่ที่จังหวัดตาก เพชรบูรณ์ และเลย การดูแลรักษาปฏิบัติเช่นเดียวกับการปลูกแตงกวา หรือฟัก แฟง ภาคกลางอากาศร้อนปลูกไม่ค่อยได้ผล มีที่จังหวัดกาญจนบุรีบางแห่งปลูกได้ แต่ปลูกบนที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 500-1,200 เมตร จะให้ผลดีที่สุด

ตำราเคลื่อนที่ด้านเศรษฐกิจพอเพียง อย่าง คุณสมศักดิ์ เครือวัลย์ ปราชญ์ของแผ่นดิน จังหวัดระยอง หรือเรียกกันว่า ผู้ใหญ่สมศักดิ์ ในวัย 66 ปี นับเป็นแบบอย่างที่ดีงามสำหรับผู้คนในยุคนี้ ในยุคที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย เหลือเพียงแต่พระราชปณิธานและพระราชดำริ รวมทั้งพระราชดำรัสอีกจำนวนมาก ให้พสกนิกรชาวไทยได้ปฏิบัติเพื่อความผาสุกและความร่มเย็น ซึ่งผู้ใหญ่สมศักดิ์ได้เดินตามรอยพ่อในทุกมิติ จนประสบความสำเร็จ และมีวันนี้ได้เพราะน้อมนำพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” มาใช้อย่างจริงจัง ทั้งศึกษาภาคทฤษฎีและปฏิบัติให้รู้อย่างถ่องแท้

เพราะหากนำพระราชดำรัส “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ จะพบว่า “ความรวย” อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม และใครๆ ก็รวยได้ แต่ต้องเริ่มต้นจากตัวเอง โดยผู้ใหญ่สมศักดิ์แนะทางรวยตามวิถีพึ่งพาตนเอง โดยให้เริ่มต้นทำเรื่องของตัวเองก่อน และต้องทำตัวเองให้รอด จึงจะแบ่งปันผู้อื่นได้

“แต่ก่อนจะทำเรื่องของคนอื่น แต่ทำไม่ได้ เพราะเข้าใจไม่ตรงกัน ผลสุดท้ายก็กลับมาทำเรื่องของตัวเอง เอาตัวเองให้รอด พอตัวเองเริ่มรอด แต่กว่าจะรอดก็นาน เพราะมีอะไรต้านเยอะแยะ บางทีทำอะไรที่เราว่าดี คนนั้นเขาว่าไม่ดี บางทีคนที่ว่าไม่ดี เขามีอำนาจ เขามีพลัง จนเราไม่สามารถทำตรงนั้นได้ ผลสุดท้ายก็ถอยออกมา ถอยออกมานอกกรอบมาทำเอง เริ่มจากการพึ่งพาตนเองให้ได้ก่อน มีเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวงทรงตรัสไว้ 2 ขั้น คือ 1. ขั้นพื้นฐาน และ 2. ขั้นก้าวหน้า หลักเศรษฐกิจพอเพียงมีเท่านี้ ให้พึ่งพาตนเอง ย้ำว่า อย่าข้ามขั้น ให้เดินทีละก้าว ให้กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง”

ผู้ใหญ่สมศักดิ์อธิบายและบอกต่ออีกว่า

“แต่ส่วนใหญ่จะข้ามขั้น แต่ฉันไม่ข้ามขั้นนะ ฉันทำจนขั้นพื้นฐานสำเร็จ พอขั้นพื้นฐานสำเร็จแล้ว ขั้นก้าวหน้ามาเอง เขารออยู่แล้ว ขั้นก้าวหน้า อยากได้เงิน เงินก็มา อยากได้ทอง ทองก็มา อยากได้เพื่อน เพื่อนก็มา แต่ต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน ขั้นพื้นฐานต้องแน่นก่อน และขั้นพื้นฐานที่ว่า มันมีอะไร เกี่ยวกับดินและน้ำ สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา เริ่มจากสิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ อาหาร อยากกินพริกปลูกพริก อยากกินมะเขือก็ปลูกมะเขือ ง่ายจะตาย ไม่ต้องไปคำนึงว่าจะลงทุนเท่าไร”

“บางคนจะลงทุนก็ไปคำนึงว่า ไม่มีทุน มันไม่เกี่ยวกับทุนหรอก มันเกี่ยวกับปัญญา มีปัญญาหรือเปล่า ปัญญากับทุนมันคนละเรื่อง ทุนมันคือสตางค์เป็นหนี้ แต่ใช้ปัญญาไม่เป็นหนี้ พริกเม็ดหนึ่งเพาะได้ตั้งกี่ต้น และพริกเม็ดต้องซื้อไหม ไม่ต้องซื้อหรอก ต้องใจเย็นๆ ทำเรื่องนี้ต้องใจเย็น อย่าใจร้อน ก็ใจร้อนปลูกพริก ได้กินไม่กี่วัน”

“ขั้นตอนง่ายๆ มีนิดเดียว ถ้านึกไม่ออกว่าจะปลูกอะไรก่อน เขามีตำราอยู่ว่า ลองคิดจะปลูกต้นไม้ให้ได้วันละ 10 ต้น วันนี้คิดไม่ออก ปลูกมะพร้าว 10 ต้น พรุ่งนี้คิดไม่ออก ลองปลูกกะเพราสัก 10 ต้น ปลูกตะไคร้ 10 ต้น มะรืนนี้คิดไม่ออก ปลูกพริก 10 ต้น ลองปลูกต้นไม้ให้ได้วันละ 10 ต้น 10 ต้น ปลูกทุกวัน ลองจด แล้ว 3 เดือน ได้กี่ต้น ปลูกต้นไม้ทุกวัน วันละ 10 ต้น 3 เดือน ไม่ต้องขอใครกิน พริกออกแล้ว มะเขือออกแล้ว มีกิน 3 เดือน” ผู้ใหญ่สมศักดิ์ ถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากการน้อมนำพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้จนประสบความสำเร็จ

ผู้ใหญ่สมศักดิ์ ยังตั้งข้อสังเกตอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับวิธีคิดของคนในประเทศไทย ซึ่งอาจทำให้การเริ่มต้นเดินหน้าใช้ชีวิต “พอเพียง” เป็นเรื่องยาก เพราะต้องเริ่มจากการปลูกต้นอะไรสักอย่าง ที่อยากปลูก และมีกำลังทำได้ อย่างเช่น พริก ปลูกง่าย แต่ไม่รู้มันปลูกกันไม่ได้ ไม่รู้ด้วยสาเหตุเพราะอะไร

“มีคนบอกไม่ให้ปลูกหรือเปล่าก็ไม่รู้ หรือคนบอกปลูกซะยาก แต่ปลูกง่ายจะตาย ปลูก 3 เดือนทุกๆ วัน เหลือกิน ลองปลูกทุกวัน วันละ 10 ต้นๆ ทุกวัน อย่าหยุดน่ะ ปลูกสัก 6 เดือน เดินไปหิ้วไปไหนถือตะกร้าเต็ม ไม่ต้องไปขาย หิ้วไป มันมีคาถาในหลวงแจกไว้ว่า ยิ่งให้ไป ยิ่งได้มา ลองถือตะกร้าพริก มะเขือ เดินแจกไป ได้อะไรไม่รู้ คนแจกน่ะรู้ เพราะฉะนั้น อยากจะรู้ได้อะไร ลองแจกดู แต่อย่าหยุดปลูกนะ ปลูกทุกวัน วันละ 10 ต้น ครบ 1 ปี เมื่อไร คุณมีที่ 2 ไร่ 3 ไร่ เมื่อไร คุณไม่มีที่ปลูกหรอก”

“เพราะฉะนั้นก็ลองคิดดูว่าจะเลือกเอาพริกเหลือหนึ่งกิโลไปขาย หรือจะเอาพริกหนึ่งกิโลไปแจกเพื่อน แล้วใส่ถุงเพาะ ทั้ง 2 วิธีนี้เป็นปริศนาอยู่ แต่ผมเลือกเพาะ ผมไม่ขาย แจกพริกแล้วเพาะพริก เก็บไว้ทุกวันๆ เชื่อไหมหนึ่งปี มันเก็บพริกขากลับ มันก็ผ่านต้นพริก สตางค์มาเอง น้ำใจคนมันมี ในหลวงตรัสไว้เยอะแยะหมด ถ้าพื้นฐานทำ พื้นฐานเศรษฐกิจก้าวหน้าจะมาเอง” ผู้ใหญ่สมศักดิ์ แนะวิธีเริ่มต้นเป็นเศรษฐี แง่คิดยอดเยี่ยมของผู้ใหญ่

หลักวิธีคิดและวิธีการที่ผู้ใหญ่สมศักดิ์นำมาใช้นั้น เป็นหนึ่งในคาถาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานให้กับประชาชนคนไทยและคนทั่วโลก โดยเน้นว่า ยิ่งให้ไป ยิ่งได้มา ขาดทุนคือกำไร

“นี่เป็นคาถาของในหลวงทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นวันนี้ผมทำพื้นฐานแน่นแล้ว แต่หลังจากพื้นฐานแน่นแล้ว ในหลวงรัชกาลที่ 9 บอกว่า อย่าลืมเพื่อนที่อยู่ข้างเรา พยายามหามิตรเข้าไว้ วิธีหามิตรคือ การให้ ให้บ่อยๆ จะกลายเป็นบารมี ท้ายที่สุดวันนี้ ถ้าคนเอาตัวรอดแล้ว คนเดินเข้ามาหา ไม่ต้องเดินเข้าไปชวนมาเรียน มาศึกษา ถ้าเราเอาตัวรอด เขาจะเดินเข้ามาเอง แต่ถ้าเราคุยอวดดีเหลือเกิน เอาตัวไม่รอด ไปบังคับคนมาก็ไม่มา ในหลวงรัชกาลที่ 9 เลยตรัสเรื่องการพึ่งตนเอง ต้องพึ่งได้จริง คำว่า พอก็พอแล้ว แต่ต้องพอได้จริง” ผู้ใหญ่สมศักดิ์ บอกเล่าด้วยความอิ่มใจ

ฉะนั้น หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากจะทำให้เป็นคนรวยทางโลกแล้ว ยังรวยทางธรรม ได้หลักธรรมจากการทำเกษตรกรรมในแต่ละวัน อย่างที่ผู้ใหญ่สมศักดิ์ยกตัวอย่างการปลูกพริก แค่เรื่องเดียว ได้ทั้งเรื่องการให้ การรับ ความพอในหัวใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายคนไทยยุคนี้อย่างมาก

“ทำเรื่องนี้ไม่มีความทุกข์ เพราะมันพอดี พอต้องดีด้วยน่ะ ต้องพอดี พอดี อย่ามากจนเกินไป อย่าน้อยจนเกินไป อย่าให้คนอื่นซะตัวเองเดือดร้อน หรืออย่าเอาคนอื่นซะตัวเองเดือดร้อน ต้องพอดีๆ นั้นแหละ คือความสุข ความสุขไม่ได้อยู่ที่สตางค์ แต่ความสุขอยู่ที่ใจ ทำยังไงใจถึงจะมีความสุข ก็เจอหน้าคนยิ้ม ไม่ใช่เจอหน้าบึ้ง และทวงหนี้ อันนั้นก็เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นเจอคนต้องยิ้ม และคนยิ้มก็ต้องมีความสุขด้วยนะ ไม่ใช่เจอหน้ายิ้ม แต่หันหลังไปไม่มีจะกิน ไม่มีความสุขแล้ว เพราะฉะนั้น ทำตนเองให้มีความสุข หลังจากนั้นค่อยมองเพื่อนบ้าง” ผู้ใหญ่สมศักดิ์ ทิ้งท้าย

พร้อมกับบอกว่า เศรษฐกิจพอเพียง ทำให้เจอหนทางแห่งความร่ำรวย แต่เมื่อเจอแล้ว ต้องเริ่มต้นทำ เพราะความร่ำรวยที่ว่านี้ก็คือ ความพอเพียงในหัวใจนั่นเอง คุณเสน่ห์ รัตนาภรณ์ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด มอบหมายให้ คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ ติดตามงานส่งเสริมการเกษตร ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ 15 ตำบล 199 หมู่บ้าน พื้นที่กว่า 1,042 ตารางกิโลเมตร นักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ 10 คน ข้าวหอมมะลิ เป้าหมายหลักนำนโยบายแห่งรัฐ คือการเกษตรระบบแปลงใหญ่ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างคุณภาพ การบริหารจัดการ สู่การตลาดที่ดี ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ข้าวหอมมะลิ ฐานเรียนรู้เรื่อง ดิน น้ำ ข้าว พืช สัตว์ ประมง แปรรูปผลผลิต สู่การตลาดคุณภาพ เป็นศูนย์การศึกษาดูงานของชุมชน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรพอเพียง เป้าหมาย คือ เกษตรกรกินอิ่ม นอนอุ่น ทุนมี หนี้หมด ครอบครัวเกษตรกรมีความสุข กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องแบกรับภารกิจหลัก

ผ่านทางพบ คุณยอด หลักสนาม อยู่บ้านเลขที่ 50 ม. 15 บ้านหนองมั่ง ต.สระคู อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด โทร. 083-344-7040 เกษตรกรหนุ่มใหญ่ กำลังก้มๆ เงยๆ ในแปลงพืชผัก เป็นมะเขือเปราะ อายุ 35-40 วัน ปลูกด้วยการบริหารจัดการน้ำแบบประหยัด สูบน้ำใต้ดินมาใช้ คลุมหน้าดินด้วยฟางข้าว วัชพืชไม่รุนแรง จะระบาดมากคือ “ปลวก” มันมาใต้ดิน หากมีการเตรียมดินที่ดี สามารถป้องกันได้

ต้นมะเขือเหี่ยว แน่นอนคือ ปลวก ไม่ใช่รากเน่าโคนเน่า พริก ผักชี ผักบุ้ง อายุ 25-30 วัน ถอนขาย คะน้า กะเพรา แมงลัก คุณยอดเป็นคนทำงาน ประมาณ 12-16 ชั่วโมง เช้าๆ นำวัว ควาย ไปเลี้ยงในทุ่งนา จากนั้นเดินทางมาที่สวนผัก รดน้ำพรวนดิน เก็บพืชผักไปให้ภรรยา นำไปจำหน่ายที่ตลาด รับประทานอาหาร ไปทำงานก่อสร้าง ทั้งวัน 17.00 น. เดินทางไปนำวัว ควาย เข้าคอก จากนั้นเดินทางไปแปลงพืชผัก 1 ไร่ ให้น้ำ พรวนดิน

คุณยอด บอกว่า ตนเองมีความสุขดี ลูกสาว 1 คน กำลังเรียนหนังสือ ตนทำงานตลอดเรื่อยมา ทำให้ร่างกายแข็งแรงดี ไม่เครียด โชคดีที่นักส่งเสริมการเกษตร เอาใจใส่ดูแลเกษตรกร คุณนิรมล ภาสองชั้น เกษตรตำบลสระคู ออกมาให้ความรู้เรื่องการป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน การใช้น้ำสกัดชีวภาพ สารไล่แมลง การจัดการดิน ปลูกพืชหมุนเวียน ดินได้พักหน้าดินบ้าง โรค และแมลงลดลง

คุณยอด บอกว่า วันนี้ดีใจที่ เกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ เดินทางลงมาพบปะพูดคุย เรื่องการเพาะปลูกพืช นำความห่วงใยของท่านสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผวจ. ร้อยเอ็ด สู่เกษตรกร เกษตรกรรายนี้ชอบคำพูดของเกษตรอำเภอฯ “มีความขยันอย่างฉลาด ปราศจาคอบายมุข มองเห็นความทุกข์ยากของคนอื่น เป็นภารกิจที่จะต้องแก้ไข”

ถึงแม้ทำงานเหนื่อยแต่เกษตรกรมีกำลังใจจาก ภรรยาและลูก ส่วนราชการออกมาให้คำแนะนำ เราเดินไปด้วยกัน เหนื่อยแต่มีกำลังใจ

การเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) ลดการใช้สารเคมี ใช้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ก้าวเข้าสู่การเกษตรอินทรีย์ สำนักงานเกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าไปด้วยกัน ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ไปที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ที่นี่ไม่มีภูเขา ไม่มีถ้ำ ไม่มีอุโมงค์ ไม่มีน้ำตก แต่เรามีทุ่งกว้าง “ทุ่งกุลาร้องไห้” ไปนอนเต็นท์ดูดาว ท่ามกลางสายลม ห่มฟ้า คืนเดือนมืดชมดาว คืนเดือนหงายชมพระจันทร์ เส้นทางวัฒนธรรม “กู่กาสิงห์ กู่โพนวิท กู่โพนระฆัง กู่พระโกนา ดูลิง 3 ฝูง สระสี่เหลี่ยม สุสานพันปีขี้นกอินทรีย์ มาท่องเที่ยววิถีชุมชน วิถีชาวบ้านแบบคนทุ่งกุลาร้องไห้”

ผู้อ่านมีโอกาสแวะไปทางทุ่งกุราร้องไห้ คนท้องถิ่นยินดีต้อนรับ คุณกอนี วิจารณ์ เจ้าของสวนสะละบ้านทุ่งเหรียง หมู่ที่ 2 ตำบลแม่ขรี อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง บอกว่า ปลูกสะละมาเกือบ 6 ปี ขณะนี้สะละแต่ละกอได้แตกกอ ขยายตัวออก บางกอประมาณ 7 ต้น และรวมแล้วเป็น 1,000 ต้น จากพื้นที่ จำนวน 3 ไร่ โดยบางต้นจะให้ผลผลิตที่ต่างกัน มีตั้งแต่ระดับ 8 ทะลาย ถึง 15 ทะลาย และ 1 ทะลาย มีผลผลิตประมาณ 1 กิโลกรัม

“เฉลี่ยจะให้ผลผลิตภาพรวมประมาณกว่า 80 กิโลกรัม/ต้น/ปี โดยราคาค้าส่ง 40 บาท/กิโลกรัม ค้าปลีก 50 บาท/กิโลกรัม สำหรับของคุณกอนี จากจำนวน 1,000 ต้น จะมีรายได้ที่ดีต่อปี”

ปลูกสะละสายพันธุ์อินโดฯ 200 ต้น ขณะนี้ราคาประมาณ 100 บาท/กิโลกรัม สายพันธุ์เนินวง 800 ต้น ราคา 50 บาท/กิโลกรัม และสายพันธุ์สุมาลี ราคา 70 บาท/กิโลกรัม และมีอยู่จำนวนหนึ่งทางด้านราคาได้ยืนระดับนี้มาตลอด และจะมีพ่อค้า แม่ค้า มารับซื้อถึงหน้าสวน นอกนั้นขายปลีกในพื้นที่

คุณกอนี วิจารณ์ ยังบอกอีกว่า เริ่มแรกได้ลงทุนซื้อต้นพันธุ์ ต้นละ 1,200 บาท ซึ่งปัจจุบันราคาได้ทยอยลดลง มาอยู่ที่ 350 บาท และในส่วนยุคเริ่มแรกการปลูกสะละที่จังหวัดพัทลุง ราคาต้นพันธุ์ ประมาณ 5,000 บาท

คุณกอนี บอกด้วยว่า สำหรับตนยังมีโครงการในที่ดิน 3 ไร่ โดยจะปลูกสะละประมาณ 200 กอ จะเป็นสายพันธุ์สุมาลี โดยราคาต้นพันธุ์อยู่ที่ประมาณ 330 บาท/ต้น ซึ่งนอกจากจะขายสะละผลสดแล้ว ยังมีการแปรรูปเป็นสะละลอยแก้ว ราคาแก้วละ 10 บาท และสะละทรงเครื่อง แก้วละ 20 บาท นอกจากนั้นยังมีโครงการแปรรูปสะละกวน โดยกลุ่มเกษตรกรสะละ กำลังหารือพูดคุยกันถึงว่าจะต้องมีการแปรรูปสะละเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ เพื่อไว้รองรับการตลาด เพราะขณะนี้หันมาปลูกสะละกันมากขึ้น

คุณไพรวัลย์ ชูใหม่ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า จังหวัดพัทลุง เป็นแหล่งปลูกสะละรายใหญ่ทางภาคใต้และเป็นรายแรก ขณะนี้ประมาณอยู่ระหว่างสำรวจตัวเลข แต่เข้าหลักหมื่นไร่แล้ว และจังหวัดพัทลุงยังมีพื้นที่เหมาะสมอีกมาก สามารถปลูกได้ถึง 50,000 ไร่ ยกเว้นบางพื้นที่เขต 5 อำเภอ ที่ติดกับทะเลสาบสงขลา โดยปัจจุบันปลูกมากที่ อำเภอป่าบอน และอำเภอศรีบรรพต และปลูกกันทุกอำเภอแล้ว สะละปลูกมาในพื้นที่จังหวัดพัทลุงมาร่วม 16 ปี

“สะละ มีผลผลิตยังไม่พอกับความต้องการของตลาด และตลาดที่สำคัญคือ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสตูล และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา”

คุณไพรวัลย์ บอกอีกว่า ส่วนตัวเลขเงินหมุนสะพัด ไม่สามารถรวบรวมได้ เพราะราคาหน้าสวนกับราคาหน้าแผงต่างกัน หน้าแผงมีราคาตั้งแต่ 100-120 บาท/กิโลกรัม แต่หน้าสวน ราคา 50-60-80 บาท/กิโลกรัม

สำหรับการให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อปี 10 ทะลาย/ต้น ประมาณ 6,000 บาท/ต้น/ปี สะละ 1 กอ จะมีประมาณ 3 ต้น สะละ 1 กอ จะให้ผลตอบแทน เท่ากับยางพารา 1 ไร่ ในขณะนี้

สะละ ลงทุนมากในตอนแรก คือ somosche.com ค่าต้นพันธุ์ ค่าระบบน้ำ น้ำจะต้องเพียงพอ โดยขนาดพื้นที่ จำนวน 10 ไร่ จะต้องมีระบบน้ำ 1 ไร่ ขาดน้ำไม่ได้ และจะต้องดำเนินการอย่างประณีตตามวิธีการ มีการผสมเกสร การบันทึกเวลา ผลผลิตจึงจะได้คุณภาพ พร้อมกับจะสามารถวางแผนรองรับการตลาดได้ ประการสำคัญขณะนี้จะต้องเน้นพัฒนาทางด้านคุณภาพ เพราะบางสวนสะละยังไม่ได้ขนาดที่ตลาดต้องการอยู่ และสะละจังหวัดพัทลุง ได้มีการพัฒนาแปรรูปหลายผลิตภัณฑ์ มีตั้งแต่ น้ำสะละ สะละลอยแก้ว สะละผง สะละแยม ฯลฯ ปัจจุบัน มีพ่อค้าคนกลางกำลังดำเนินการทำตลาดเข้าสู่ห้างโมเดิร์นเทรด โดยกำหนดผลสะละที่ได้ขนาด และตั้งราคาที่ 40 บาท/กิโลกรัม

ปราจีนบุรี ไม่เพียงมีพันธุ์ไผ่ที่หลากหลาย มีหน่อไม้หรือชะอมที่อร่อยเท่านั้น แต่ไม้ผลหลายชนิดของจังหวัดนี้มีดีติดอันดับไม่แพ้แหล่งอื่น

ส้มโอ ที่ปราจีนบุรี จัดว่ามีคุณภาพไม่น้อยหน้าเลยทีเดียว ทั้งรสชาติความหวาน เนื้อ ขนาด ล้วนเป็นที่ถูกใจเซียนผลไม้จำนวนมาก แล้วยังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเกิดจากการปรับปรุงและพัฒนาการปลูก/ดูแลของชาวสวน ถึงขนาดต้องจัดประกวดส้มโอของจังหวัดกันเลย

ชาวปราจีนบุรีปลูกส้มโอสำหรับขายส่งตลาดในและต่างประเทศ แต่จะเน้นไปทางตลาดต่างประเทศมากกว่า โดยพันธุ์ที่นิยมปลูกในพื้นที่จะเป็นทองดีและพันธุ์ขาวน้ำผึ้ง เนื่องจากมีรสชาติหวานและเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วไป

คุณนิกร ศรีศิริ บ้านเลขที่ 74/1 หมู่ที่ 7 ตำบลศรีมหาโพธิ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี โทรศัพท์ (089) 095-2921 ได้ช่วยญาติพี่น้องทำสวนส้มโอมาตั้งแต่เด็ก นับจากนั้นถึงตอนนี้รวมเป็นเวลาทั้งสิ้นประมาณ 30 ปี มีสวนส้มโอหลายแห่ง ถ้านับพื้นที่รวมทั้งหมดประมาณ 50 ไร่

ช่วงที่มีการส่งเสริมเราก็เข้าไปศึกษากับสำนักงานเกษตรอำเภอ

เพื่อเรียนรู้และศึกษาถึงวิธีการต่างๆ นำมาปรับใช้กับพื้นที่ โดยช่วงแรกการปลูกยางพารา เราใช้ระยะห่างระหว่างต้นและแถวอยู่ที่ 3×6 เมตร ระยะนี้จะได้จำนวนต้นที่มากแต่ต้นยางพาราจะเล็ก และบางส่วนก็ใช้ระยะห่างอยู่ที่ 3×7 เมตร ได้จำนวนต้นปลูกน้อยแต่ต้นยางพาราได้ขนาดที่ใหญ่ ช่วงแรกดูแลใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง พรวนดินไปรอจนกว่าไม้จะใหญ่เริ่มกรีดได้ขายได้” คุณทองใบ บอก

ต้นยางพาราที่พร้อมสำหรับให้กรีดน้ำยางได้นั้น ต้องมีอายุอย่างต่ำ 6-7 ปีขึ้นไป คุณทองใบ บอกว่า ในช่วงนั้นก็สามารถทำการตลาดได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งมีการใช้ปุ๋ยเคมีอยู่เสมอ ยังไม่ได้คำนึงถึงเรื่องการประหยัดต้นทุน ต่อมาเมื่อราคายางราคามีแนวโน้มตกต่ำ ทำให้มองเห็นถึงความสำคัญของการประหยัดต้นทุนการผลิตมากขึ้น จึงนำปุ๋ยชีวภาพเข้ามาปรับเปลี่ยนใช้ภายในสวน แบบค่อยเป็นค่อยไปไม่ได้หยุดใช้เคมีในทันที

เมื่อวิธีการใช้ปุ๋ยชีวภาพสามารถลดต้นทุนการผลิตค่อนข้างแน่นอนอยู่ตัวแล้ว คุณทองใบจึงนำปุ๋ยชีวภาพเข้ามาใช้กับสวนยางพาราอยู่ตลอด ซึ่งน้ำยางที่ได้ก็ไม่ได้ลดน้อยและคุณภาพก็ไม่ต่างไปจากเดิม และที่เห็นได้ชัดคือจากพื้นที่ทำสวนยางพารา 40 ไร่ จากเดิมที่ต้องเสียเงินซื้อปุ๋ยเคมีอยู่ที่ 70,000 บาท ต่อปี พอทำสวนแบบประหยัดต้นทุน ทำให้การซื้อปุ๋ยเคมีลดลงตามไปด้วยเหลือเพียง 40,000 บาท ต่อปี

“การกรีดยางขายที่สวนของผม จะใช้วิธีแบบขายเป็นยางก้อนถ้วยเป็นส่วนใหญ่ เพราะที่สวนใกล้แหล่งรับซื้อ และทำให้เราสามารถมีเวลาว่างไปทำงานอื่นได้ด้วย โดยการกรีดยางก้อนถ้วย สวนของผมจะกรีดแบบวันเว้นวัน จะได้ยางก้อนถ้วยอยู่ที่ 5 มีด เก็บขายทุก 10 วัน ได้ยางก้อนถ้วยอยู่ที่ 1 กิโลกรัมกว่าๆ ต่อต้น ขายได้กิโลกรัมละ 15-17 บาท ใน 1 เดือนขาย 3 ครั้ง จะมีรายได้อยู่ที่ 45-50 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งคิดเป็นต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 20 บาท ต่อต้น ก็ยังพอมีผลกำไรให้เห็นแม้ช่วงนี้ราคายางพาราจะลดลงมากกว่าสมัยก่อนก็ตาม” คุณทองใบ บอก

นอกจากนี้ ภายในพื้นที่สวนยางพารา คุณทองใบยังมีการนำไก่พื้นเมืองและทำบ่อเลี้ยงปลาอยู่ภายในสวนยางพารา จึงทำให้มีรายได้เสริมจากการทำเกษตรอย่างอื่น ทำให้เกิดรายได้มากขึ้นมีเงินหมุนเวียนใช้จ่ายภายในครัวเรือน

คุณทองใบ ให้ข้อมูลเสริมทิ้งท้ายว่า จากการที่เขาได้นำปุ๋ยชีวภาพเข้ามาใช้ในต้นยางพาราเพื่อลดต้นทุนการผลิต ถือว่าประสบผลสำเร็จและเห็นผลได้ชัดเจน เขาจะทำการปรับเปลี่ยนนำปุ๋ยชีวภาพมาใช้ให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ และเปลี่ยนจากเดิมที่เคยใส่ปุ๋ยเคมีปีละ 2 ครั้ง มาเหลือใส่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น และจะค่อยๆ ปรับใช้เพียงปุ๋ยชีวภาพเพียงอย่างเดียว หยุดการใช้ปุ๋ยเคมี ก็จะช่วยให้ต้นทุนการผลิตยางพาราลดลงอย่างเห็นได้ชัด มีผลกำไรจากการจำหน่ายยางพาราทำเป็นอาชีพได้ที่ยั่งยืนต่อไป

สามารถสอบถามแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำสวนยางพาราแบบลดต้นทุนได้ที่ คุณทองใบ ทองนาค หมายเลขโทรศัพท์ ขอขอบพระคุณ คุณพัฒนะ มีพรหม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ (หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ) สำนักงานเกษตรจังหวัดบึงกาฬ ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

เมื่อเมฆฝนได้ผ่านพ้นไปเหมันตฤดูก็กำลังคืบคลานเข้ามา…ฉบับก่อนผู้เขียนมีโอกาสได้เล่าถึงต้นสาละอินเดียที่พวกเราเคยหลงเข้าใจผิดว่า (ตอนนี้ก็ยังมี)…ต้นสาละอินเดีย กับต้นลูกปืนใหญ่คือต้นเดียวกัน ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นคนละชนิดกันเลย สาละอินเดีย เป็นไม้วงศ์ยาง ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Shorea robusta C.F. Gaertn. ส่วนต้นลูกปืนใหญ่นั้น มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Couroupita guianensis

สาเหตุหลักๆ ที่จุดประกายให้ผู้เขียนอยากจะนำต้นสาละอินเดียมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ก็เพราะสาละอินเดียไม่ได้มีให้เราเจอะเจอมากนัก และต้นแม่ใหญ่ๆ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ต้นก็ไม่สามารถออกดอกออกผลได้ทุกปี หรือทุกฤดูกาล ต้องเว้นไปอีก 2-3 ปี จึงจะผลิตเมล็ดชุดใหม่ออกมา

อีกสาเหตุหนึ่งก็เพราะสาละอินเดียเป็นต้นไม้สำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ผู้เขียนจึงอยากเพิ่มจำนวนต้นให้มีมากๆ เพื่อจะได้ช่วยกันปลูกให้ทั่วแผ่นดิน ให้คนไทยได้เห็น ได้รู้จัก ต้นสาละอินเดียมากยิ่งๆ ขึ้น และนับเป็นความโชคดีที่ผู้เขียนทำงานวิจัยด้านเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออยู่แล้ว จึงมี-อุปกรณ์เครื่องมือพร้อมที่จะทดลองทำ (ของหลวง..ฮาา…)

เมื่อกล่าวมาถึงคำว่า เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หลายท่านคงยังนึกภาพไม่ออก อาจเกิดคำถามขึ้นในใจว่า…เนื้อเยื่อนำมาเพาะได้ด้วยหรือ นึกว่าเพาะได้แต่เมล็ด แล้วการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อคืออะไร..ทำอย่างไร??

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หรือจะเรียกให้หรูหน่อยว่า tissue culture หรือ micropropagation ซึ่งไม่ว่าคำไหนก็หมายถึงการขยายพันธุ์พืช โดยใช้ชิ้นส่วนเล็กๆ จำพวกเนื้อเยื่อเจริญ เช่น ตายอด ตาข้าง มาเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อ ในอาหารสังเคราะห์สูตรพิเศษที่มีสารอาหารที่พืชต้องการ สภาพที่เลี้ยงต้องควบคุมอุณหภูมิที่ 25 องศาเซลเซียส แสง 3,000 ลักซ์ เวลาให้แสง 8-10 ชั่วโมง ต่อวัน ซึ่งจะทำให้ได้ต้นจำนวนมาก ที่มีหน้าตาหรือพันธุกรรมเหมือนต้นแม่ เทคนิคนี้เหมาะกับการขยายพันธุ์เพิ่มปริมาณต้นที่หายาก หรือมีเมล็ดพันธุ์น้อย

ในสภาพที่ให้สารอาหารครบ อยู่ในที่สะอาด ไม่มีขี้ฝุ่น เปิดแอร์ให้นอน แถมให้น้ำตาลเป็นรางวัลอีก จะได้ไม่ต้องสังเคราะห์แสงเองเพื่อได้น้ำตาลในขั้นตอนสุดท้าย (แต่ยังต้องใช้แสงเพื่อการเจริญเติบโต และขบวนการอื่นๆ ของพืช) ไม่ต่างอะไรกับคุณหนูไฮโซ เค้าว่ากันว่าในสภาพนี้นี่แหละเนื้อเยื่อเจริญเติบโตได้ดีนัก เพิ่มจำนวนได้อย่างมากมาย หากต้องการให้เนื้อเยื่อเจริญไปเป็นตายอดหรือให้ออกราก ก็สามารถทำได้โดยให้สารควบคุมการเจริญเติบโต หรือที่เรียกว่า “ฮอร์โมน” ถ้าต้องการให้ได้ยอดเยอะก็ให้ฮอร์โมนในกลุ่ม Cytokinin เช่น BA, Kinetin, TDZ ฯลฯ ถ้าต้องการให้ออกรากก็ให้ฮอร์โมนในกลุ่ม Auxin เช่น NAA, IAA, IBA เป็นต้น

งานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสาละอินเดียที่ผู้เขียนได้ทดลองทำครั้งแรกนั้น เริ่มต้นจากคุณหมอท่านหนึ่งได้นำกิ่งมาให้ผู้เขียน แล้วบอกให้เพิ่มจำนวนให้หน่อย กิ่งสาละอินเดียที่คุณหมอนำมานี้ได้มาจากวัดเบญจมบพิตร กทม. ซึ่งเป็นต้นที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปลูกเมื่อปี พ.ศ. 2516 แต่ด้วยความที่เป็นกิ่งแก่ มีฝุ่น และจุลินทรีย์ติดมากับผิว ซอกใบ ตายอด และตาข้าง งานที่ทำในครั้งนั้นจึงล้มเหลว

ในการเลือกเนื้อเยื่อมาเพาะเลี้ยงควรเลือกกิ่งอ่อนที่เพิ่งแตกยอด หรือกิ่งที่ไม่แก่เกินไป เพราะเป็นเนื้อเยื่อที่ใหม่ และสะอาด จึงได้ขอกิ่งสาละอินเดียมาทดลองใหม่อีกครั้ง แต่ก็ล้มเหลวอีกเช่นเคย ผู้เขียนจึงศึกษาอย่างจริงจังจากงานวิจัยอื่นๆ แต่ก็ยังไม่พบงานวิจัยใดๆ ของคนไทยเลย หรือเพราะต้นสาละอินเดียมีถิ่นกำเนิดที่อินเดีย คนไทยจึงยังไม่รู้จัก และเห็นความสำคัญเท่าใดนัก

มีงานวิจัยของชาวอินเดียกลุ่มหนึ่ง คือ M. Singh, S. Sonkusale, Ch. Niratker, P. Shukla. ได้ตีพิมพ์ใน JOURNAL OF FOREST SCIENCE, 60, 2014 (2): 70–74 ว่าสามารถเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต้นสาละอินเดียได้ จึงทำให้ผู้เขียนเกิดแรงมุมานะที่จะทดลองทำใหม่อีกครั้ง ประกอบกับช่วงนั้นเป็นช่วงที่ประเทศไทยเพิ่งมีสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ เลยนึกเข้าข้างตัวเองว่าการทำงานกับต้นไม้สำคัญน่าจะต้องมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่ หรือบุญบารมีจากใครสักคนมาปกปักษ์ จึงส่งใจอธิษฐานขอให้งานที่ทำสำเร็จบ้างสักน้อยก็ยังดี

ต้นกล้าที่ผู้เขียนนำมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในครั้งนั้น ได้มาตั้งแต่สมัยไปประชุมวิชาการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (พฤษภาคม 2559) เป็นต้นที่เพาะจากเมล็ดของต้นแม่ที่สถานีวิจัยวนวัฒน์งาว จังหวัดลำปาง อายุตอนนี้ก็น่าจะหลายสิบปีแล้ว ตอนนั้นได้มาประมาณ 10 ต้น แต่ก็แจกจ่ายให้กับเพื่อนฝูงไปปลูกตามวัดหมดแล้ว เหลือไว้เป็นต้นพันธุ์สำหรับทำงานแค่ 2 ต้น ต้นที่เป็นพระเอกของเรื่องนี้เพิ่งได้ฤกษ์ปลูกลงดินเมื่อ 23 ตุลาคม 2561 นี่เอง ที่บ้านโนนตูม อำเภอชุมพวง จังหวัดนคราชสีมา ซึ่งที่นั่นผู้เขียนตั้งใจจะทำเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และเกษตรอินทรีย์ และจะให้ชื่อว่า “ลานสะแบงฟาร์ม…ตามรอยเท้าพ่อ”

ต้นสาละอินเดียต้นนี้เป็นต้นหลักเลยทีเดียว พอผลิยอดออกมาใหม่ๆ ผู้เขียนก็ตัดไปทดลองทำ ได้เรียนรู้ ได้ศึกษางานมากพอสมควร ที่สำคัญต้นสาละอินเดียต้นนี้เป็นต้นที่ทำให้ผู้เขียนประสบความสำเร็จ ต้องขอบคุณน้องป่าไม้รูปหล่อคนนั้นที่ได้มอบกล้าไม้ชุดนี้ให้กับมือ

หลังจากนั้นไม่นานสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจก็ได้บังเกิดขึ้น ผู้เขียนสามารถนำชิ้นส่วนตายอดของต้นสาละอินเดียให้เข้ามาอยู่ในหลอดทดลองได้สำเร็จ และสามารถชักนำให้เนื้อเยื่อเจริญเติบโตได้ระยะหนึ่ง และกำลังจะเจริญเติบโตพร้อมที่จะให้เราขยายเพิ่มปริมาณ แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะจำนวนตัวอย่างที่ได้จากการทดลองครั้งนั้นมีน้อยมาก เมื่อผ่านฤดูฝนอากาศชื้น ห้องปฏิบัติการเกิดการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ (contaminate) ผู้เขียนจึงสูญเสียเนื้อเยื่อทั้ง 4 หลอด นั้นไปอย่างไม่น่าให้อภัยตัวเอง แต่ถึงกระนั้นผู้เขียนก็ภาคภูมิใจว่า…งานที่ทำในครั้งนั้นยังไม่มีคนไทยเคยรายงานผลออกมาก่อนเลย…

การนำต้นสาละอินเดียมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้น ความยากมันอยู่ตรงที่ว่า สาละอินเดียเป็นไม้เนื้อแข็ง การเจริญเติบโตในสภาพธรรมชาติเป็นอย่างไร เมื่อนำมาเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อก็ไม่แตกต่างกันสักเท่าไร เราไม่สามารถบังคับหรือเปลี่ยนแปลงธรรมชาติได้ว่าให้มันโตเร็วๆ เริ่มจะสนุก หรือเครียด…กันบ้างแล้วหรือยัง??…มาดูขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกัน

ขั้นตอนแรก เป็นการฟอกฆ่าเชื้อจุลินทรีย์บริเวณผิว ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด ถือว่าเป็นงานปราบเซียนเชียวหละ ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการเลือกชิ้นส่วนที่สะอาด การทำให้ปราศจากเชื้อจุลินทรีย์ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ตามซอก หลืบ กิ่งแก่งต่างๆ สามารถเป็นที่ยึดเกาะของจุลินทรีย์ หรือฝุ่นได้ดี ต้องอาศัยฝีมือ และประสบการณ์ล้วนๆ

หากเราใช้สารเคมีที่เข้มข้นมากๆ มาฆ่าเชื้อจุลินทรีย์หวังให้ตายกันให้หมดให้สิ้นซาก เนื้อเยื่อที่เราจะเอาไปเลี้ยงก็ไม่รอดเช่นเดียวกัน เราต้องถนอมเนื้อเยื่อของพืชที่เป็นตาอ่อนๆ ไม่ให้ได้รับความเสียหาย เพราะตาเหล่านี้จะเกิดเป็นกิ่งหรือต้นใหม่ต่อไป ครั้นจะทำเบาๆ ถนอมหน่อย ใช้ความเข้มข้นต่ำๆ เชื้อจุลินทรีย์ทั้งหลายก็ตายไม่หมด เหลือไปอยู่ในขวดอาหารแทน เราก็คงจะได้เลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์แทนเนื้อเยื่อต้นไม้ (ฮา…)

ขั้นตอนที่ 2 การชักนำให้เกิดการแตกยอด ขั้นตอนนี้ก็เหมือนกับการปรุงอาหารชั้นเลิศให้กับชิ้นเนื้อเยื่อที่กำลังจะเจริญเติบโต แต่ละชนิดพืชชอบรสชาติของอาหารต่างกัน แต่องค์ประกอบหลักๆ ของสารอาหารคงไม่ต่างกัน เช่นเดียวกับคนที่ชอบข้าวมันไก่ น้ำจิ้มเปรี้ยว หวาน แตกต่างกัน

ขั้นตอนที่ 3 การชักนำให้เกิดราก ก็จะคล้ายกับขั้นตอนที่ 2 ที่ต้องเลือกว่าจะใช้ฮอร์โมนอะไร ความเข้มข้นสักเท่าไรกำลังดีที่จะให้ต้นออกราก ถ้าให้ผิดจากที่ชอบอาจไม่ออกรากเอาดื้อๆ

ขั้นตอนที่ 4 การย้ายปลูก หรือการอนุบาลต้นกล้า อันนี้แหละยิ่งกว่าปราบเซียน ส่วนใหญที่ตกม้าตายก็ขั้นตอนนี้ การอนุบาลต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้น เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนยิ่งกว่าศาสตร์และศิลป์รวมกัน…กว่าที่ต้นไม้จะปรับตัวจากการเป็นน้องนางบ้านนา เข้ามาอยู่ในขวดแบบคุณหนูไฮโซได้ก็ต้องอาศัยเวลานานพอสมควร อยู่ๆ จะเอาออกมานอกขวดก็ต้องให้เวลากับเขาเตรียมตัวหรือทำใจสักหน่อย

สิ่งที่สำคัญที่สุดในขั้นตอนนี้คือ การปรับสภาพแวดล้อมให้ต้นไม้จากที่เคยอยู่ในขวดไปอยู่นอกขวด หรือสภาพธรรมชาติ จะต้องมีการลดแสง ลดอุณหภูมิ รวมทั้งความชื้น เพื่อให้ต้นไม้ชินกับสภาพใหม่ที่จะต้องไปอยู่ และเจริญเติบโตต่อไป

ก่อนที่จะมาถึงบทสุดท้าย…อยากจะบอกว่า ผู้เขียนได้ผ่านเรื่องราวต่างๆ มากมาย หลากหลายความรู้สึก ได้สั่งสมทุกๆ อารมณ์ โดยเฉพาะความท้อแท้ในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต้นสtละอินเดีย…แต่ก็ไม่ได้ท้อถอย และจากนี้ไปผู้เขียนคงจะเริ่มทำงานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสาละอินเดียใหม่…และจะทำต่อไป เพื่อให้สมาชิกในชมรมรักษ์สาละ และทุกคนที่ปรารถนาดี สุขสมหวัง ให้สมกับการที่พวกเขารอคอยต้นกล้าจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

แค เป็นไม้ในตระกูลถั่ว เป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง สูง 2-10 เมตร ปลูกโตเร็ว มีกิ่งก้านมาก หักโค่นง่าย เปลือกต้นสีเทา ผิวเปลือกมีร่องรอยขรุขระ เปลือกหนา มักเป็นที่สะสมของเชื้อรา และเป็นที่อาศัยของแมลงและหนอนต่างๆ ทั้งกิ่งเปราะหักโค่นง่าย เปลือกเป็นที่อาศัยของศัตรูพืช ทำให้เกิดผลกระทบกับพืชอื่นใกล้บริเวณนั้น ถูกศัตรูพืชระบาดทำความเสียหายง่ายมากขึ้น คงเป็นเหตุผลประกอบคำชี้แนะของคนรุ่นก่อน และที่ว่าไม่ควรปลูกต้นแคไว้บริเวณบ้าน ก็คงกลัวเด็กเล่นซุกซนปีนป่ายต้น กิ่งหักตกลงมาบาดเจ็บด้วย ซนจริงๆ เด็กสมัยนั้น

ชื่อว่า “แค” มีเรียกชื่ออื่น “แคบ้าน”, “แคขาว”, “แคแดง” หรือ “แคดอกแดง”, “แคดอกขาว” เป็นพืชพื้นเมืองของไทย และแถบอาเซียน พบเห็นในหลายประเทศแถบนี้ เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นพืชอาหารของทั้งคนและสัตว์ ปลูกขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ปลูกง่าย โตเร็ว ไม่ค่อยมีปัญหา หรือเป็นเงื่อนไขกับสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะที่ชุ่มชื้น หรือแห้งแล้งก็เจริญเติบโตได้ดี แต่ถ้าที่ดินน้ำอุดมสมบูรณ์ ก็จะสมบูรณ์ดีมากกว่าที่แร้นแค้น เป็นปกติธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต มักพบต้นแคขึ้นตามป่าละเมาะ หัวไร่ปลายนา ริมถนนหนทาง มีหลายชุมชนที่นำต้นแคมาเป็นไม้ประดับ ตกแต่งภูมิทัศน์ชุมชน ได้ทั้งสีเขียวริมทาง ได้ทั้งพืชอาหารให้กับคนในชุมชนด้วย

ยอดแค มีคุณค่าทางอาหารมากกว่าดอก แต่คนนิยมนำดอกมาเป็นอาหารมากกว่ายอด ทั้งยอดอ่อน และดอกแค มีเสน่ห์น่าลองลิ้มมาก มีความสวยงาม มีสีสันที่อ่อนหวาน ยอดอ่อนอวบอ้วนน่ากิน ใบเป็นประเภทใบประกอบ มีใบย่อยเล็กๆ 20-30 ใบ เรียงคู่ขนานกัน ดอกออกเป็นช่อ ออกตามซอกใบ ช่อหนึ่งมี 2-8 ดอก มีพันธุ์ดอกมีสีขาวและสีม่วงแดง ดอกยาว 6-10 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยงสีเขียวรูประฆังคว่ำ รองรับฐานดอก ฝักแคยาวประมาณ 5-15 เซนติเมตร ฝักอ่อนคล้ายถั่วฝักยาว แต่รูปร่างออกแบนบาง น่าทะนุถนอม

ยอดแค 100 กรัม ให้คุณค่าสารอาหารมากมาย ให้พลังงาน 87 กิโลแคลอรี ประกอบด้วยเส้นใยอาหาร 7.8 กรัม แคลเซียม 395 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 40 มิลลิกรัม เหล็ก 4.1 มิลลิกรัม ไนอะซิน 2.0 มิลลิกรัม วิตามินเอ 1,442 iu. วิตามินบีหนึ่ง 0.28 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.33 มิลลิกรัม วิตามินซี 19 มิลลิกรัม สารเบต้าแคโรทีน 8,654 ไมโครกรัม ซึ่งสารอาหารต่างที่มีอยู่มีสรรพคุณที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย ยอดอ่อน ใบอ่อน มีรสหวานมัน สรรพคุณเป็นยาช่วยดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ดอก มีรสหวาน อมขมเล็กน้อย เวลานำมาทำอาหารมักดึงเกสรตัวผู้ออกก่อน สรรพคุณแก้ไข้หัวลมได้ดี

คนบ้านเรามักจะนำยอดอ่อน ใบอ่อน มาลวกหรือนึ่ง กินร่วมกับน้ำพริกต่างๆ ดอกแคนำมาผัดใส่ไข่ ผัดปลา ผัดกุ้ง ดอก ฝักอ่อน แกงส้มใส่ปลาช่อน ปลาหมอ กุ้งฝอย ปูนา อร่อยเป็นอาหารมากคุณประโยชน์ มากคุณค่าทางอาหาร บางท้องถิ่น เอาดอกแค ยอดอ่อนแค ห่อใบตองกล้วย ย่างไฟ กินกับน้ำพริก แจ่ว ป่น ฝักอ่อนใช้เป็นผักสด กินกับส้มตำ ลาบ ก้อย ใบแค ผสมเป็นอาหารสัตว์ชั้นยอด ใบที่ร่วงหล่นตามพื้นดิน นำมาผสมดินปลูกต้นไม้ เป็นปุ๋ยพืชที่ให้ธาตุไนโตรเจนสูง กิ่งต้นแคนอกจากใช้เป็นเชื้อเพลิงแล้ว ใช้เพาะเห็ดหูหนูก็เด็ดนัก ต้นแคถ้ามีการดูแลตัดแต่งกิ่ง เด็ดยอด ตัดต้นให้เป็นพุ่มเตี้ย หมั่นดูแลเปลือกต้น ใบ ใช้วิธีขยันเด็ดยอดใบ หรือให้วัวกัดเล็มกิน จะช่วยให้มีศัตรูพืชน้อยลงมาก

แค เป็นพืชในวงศ์ LEGLMINOSAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Sesbania grandfloa (L) Pers. นิยมนำมาปลูกกัน ริมทางเดิน ริมบ่อปลา ข้างห้างนา เถียงนา ออกดอกฤดูหนาว แตกยอดอ่อนตลอดปี โดยเฉพาะฤดูฝนจะสะพรั่ง มองเห็นยอดอ่อนที่มีนวลขาว ยิ่งตอนที่เริ่มติดดอกตูม มองดูสะคราญตา ช่อดอกเมื่อออกมาอย่างสมบูรณ์ ส่วนใหญ่มักจะเด็ดดอกตูมมาทำกิน โดยแกะคลี่ ดึงเอาก้านเกสรที่อยู่ภายในออก ถ้าปล่อยให้ดอกบาน เนื่องจากกลีบดอกบางมาก อ่อน มักจะฉีกขาด ยุบเหี่ยวแห้งอย่างเร็ว หลังจากได้ผสมเกสรแล้ว และจะติดฝักอ่อน เป็นฝักเส้นเล็ก ค่อยๆ โตขึ้น ประมาณ 2 เดือน ฝักจะแก่ และมักจะแตก ต้องเก็บฝักมาใส่ถุงตากแดด หรือผึ่งไว้ ค่อยแกะเอาเมล็ดไปเพาะ ใส่ถุงดิน นำไปปลูกต่อไป

ที่จริงเคยพบเห็นต้นแคอยู่หลายชนิด ดอกสีชมพู ต้นสูงใหญ่ เรียกกันง่ายๆ ว่า แคฝรั่ง ที่พบขึ้นในป่าเปลือกต้นสีคล้ำ เรียกแคป่า นำมาปลูกข้างรั้วบ้าน ตัดพุ่มเตี้ย เรียก แคบ้าน หรือแคเตี้ย ที่ออกดอกเป็นก้านเรียวย่อยๆ เรียกแคฝอย หรืออาจจะเรียกตามสีของดอก ไม่ว่าจะเป็น แคขาว แคแดง แคลาย เมื่อคิดจะนำมาทำกิน ควรศึกษาหาความรู้ของแคแต่ละอย่าง บางอย่างก็กินได้ ไม่เป็นพิษเป็นภัย ปลอดภัยไม่อันตราย แคบางอย่างก็ไม่น่านำมาทำกิน หรือกินไม่ได้ สำหรับใครบางคนที่มีความรู้สึกเหมือนว่า อย่างไงก็ได้ ช่างมันฉันไม่แคร์ ก็ไม่ว่ากัน

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมเคยอ่านหนังสือพบว่า ประเทศญี่ปุ่นผลิตข้าวได้เพียงพอบริโภคภายในประเทศมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงได้ไม่นาน แต่มีเพื่อนๆ บอกว่า ญี่ปุ่นยังต้องมีการนำข้าวเข้าไปยังประเทศอีก ผมจึงขอเรียนถามว่าเป็นเพราะเหตุใด ขอคำอธิบายด้วยครับ

ประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบัน มีประชากร 170 ล้านคน asiacruisenews.com มีพื้นที่ขนาดเล็กกว่าประเทศไทยเกือบครึ่งหนึ่ง ที่ผ่านมาญี่ปุ่นสามารถผลิตข้าวได้พอเพียงบริโภคภายในประเทศ เฉลี่ยปีละ 11 ล้านตันข้าวกล้อง แต่ปัจจุบันปริมาณการผลิตลดลงเหลือ ประมาณ 7 ล้านตัน ด้วยชาวญี่ปุ่นหันมาบริโภคแป้งข้าวสาลีมากขึ้น โดยนำมาผลิตขนมปังและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งทั้งหมดนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา

สาเหตุการนำเข้าข้าวของญี่ปุ่น เป็นไปตามพันธสัญญาของ WTO จำนวนประมาณ 2 แสนตันข้าวสาร ข้าวที่นำเข้านี้ญี่ปุ่นจะนำไปช่วยเหลือประเทศยากจนอื่นๆ ในทวีปแอฟริกาเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเกิดภาวะสงคราม หรือฝนแล้ง น้ำท่วม ก็ตาม ข้าวอีกจำนวนหนึ่งเป็นข้าวเหนียวคุณภาพดี เป็นการนำเข้าจากประเทศไทย ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเชื่อมั่นว่าข้าวเหนียวจากประเทศไทยผลิตเหล้าสาเกได้รสชาติดีที่สุด ส่วนปริมาณการนำเข้าส่งออกไม่ยอมเปิดเผยข้อมูล

ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วว่า ญี่ปุ่นผลิตอาหารหล่อเลี้ยงภายในประเทศได้เพียง 45 เปอร์เซ็นต์ อีก 55 เปอร์เซ็นต์ จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะแป้งข้าวสาลี เมล็ดถั่วเหลือง เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ส่วนที่นำเข้าจากประเทศไทยมีเนื้อไก่ กุ้งสด และกุ้งแปรรูป พืชผัก ผลไม้ มีกล้วยหอม มะม่วง มังคุด และกระเจี๊ยบเขียว อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นเองแม้มีข้อจำกัดด้วยสภาพอากาศ และพื้นที่จำกัดก็ตาม แต่ชาวญี่ปุ่นเองไม่ยอมปล่อยให้พื้นดินทิ้งไว้ว่างเปล่า ถ้าท่านเดินทางไปญี่ปุ่นทุกภูมิภาค จะเห็นที่ว่างพื้นที่เล็กๆ ตามริมถนนหนทาง ตามหมู่บ้าน หรือที่ว่างรอบอาคารของชาวบ้าน มีการปลูกพืชผักอายุสั้นหลากหลายชนิดสำหรับใช้บริโภคในครัวเรือน และมีวัฒนธรรมที่งดงามของญี่ปุ่นคือ เขาไม่มีการลักขโมยกัน

กลับมาที่บ้านเรา หากท่านผู้อ่านทุกท่านช่วยกันทำความสะอาดถนนใกล้บ้านอย่างพร้อมเพรียงกัน เท่านี้เมืองไทยของเราน่าอยู่ขึ้นอีกเป็นกอง ฟักแม้ว มะระแม้ว มะระหวาน หรือ ซาโยเต้ (Chayote) เป็นพืชจัดอยู่ในวงศ์เดียวกับฟัก แฟง แตงกวา มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศเม็กซิโก เชื่อว่าหมอสอนศาสนาคริสต์นำเข้ามาในประเทศไทย แต่เมื่อใดไม่มีข้อมูลที่สามารถอ้างอิงได้

ฟักแม้ว เป็นประเภทไม้เลื้อย มีอายุข้ามปีหรือมากกว่า 1 ฤดู เถา ยาว 3-5 เมตร ใบ มี 3-5 เหลี่ยม ยาว 8-15 เซนติเมตร ผลเป็นประเภทผลเดี่ยว ดอกเพศผู้ เพศเมีย แยกกันอยู่คนละดอก แต่อยู่ในต้นเดียวกัน เถาเป็นรูปเหลี่ยม เนื้อผลพัฒนามาจากฐานรองดอก ขยายใหญ่ไปหุ้มเมล็ดไว้ คล้ายกับผลมะม่วง ผลฟักแม้ว มีทรงกลม ด้านยาวมากกว่าความกว้าง ผลขรุขระ สีเขียวอ่อน ยาว 7-20 เซนติเมตร และกว้าง 5-15 เซนติเมตร น้ำหนักผลเฉลี่ย 200-400 กรัม ต่อผล เนื้อมีรสหวาน