จากนั้นเดินทางต่อไปที่ วัดศรีโพธิ์ชัย ตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว

ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่อายุมากกว่า 400 ปี เกิดขึ้นพร้อมกับการตั้งชุมชนแห่งนี้ ซึ่งลักษณะของอุโบสถจะคล้ายกับวัดเชียงของ เมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว

อีกทั้งวัดแห่งนี้มีงานประเพณีที่มีชื่อเสียง คือ ประเพณีงานแห่ต้นดอกไม้ ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีช่วงสงกรานต์ ซึ่งมีความเชื่อว่าการนำดอกไม้มาบูชาพระรัตนตรัยนั้น จะทำให้อยู่ดีมีสุข ฝนตกตามฤดูกาล บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข เป็นสิริมงคลแก่ตนเองและชุมชน ที่สำคัญ งานประเพณีนี้เราจะได้เห็นความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้าน ตั้งแต่การประดิษฐ์ต้นดอกไม้ ไปจนถึงการแห่ ซึ่งจะต้องใช้คนหามตั้งแต่ 4 คน ไปจนถึง 10 คน ตามขนาดของต้น

สถานที่ขึ้นชื่ออีกแห่ง “พระธาตุศรีสองรัก” อำเภอด่านซ้าย สร้างขึ้นเพื่อเป็นสักขีพยานในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ระหว่างกรุงศรีอยุธยา และกรุงศรีสัตนาคนหุต ที่จะไม่ล่วงล้ำดินแดนของกันและกัน จากนั้นเดินทางต่อไปที่วัดโพนชัย เพื่อเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ผีตาโขน และเดินทางไปพักผ่อน รับประทานอาหารที่ Cafe de Mena ซึ่งเป็นคาเฟ่ของคนรุ่นใหม่ชาวเลย ที่เข้าไปศึกษาต่อในเมืองหลวง แต่มีแนวคิดที่จะกลับมาพัฒนาบ้านเกิด รวมถึงยังนำเด็ก ๆ ในชุมชนโดยรอบมาเรียนรู้กิจกรรมต่าง ๆ ด้วย เช่น การทำน้ำหมักปุ๋ยตามธรรมชาติ เป็นต้น

ปิดท้ายที่ อำเภอภูเรือ เพื่อชมวัดสมเด็จภูเรือมิ่งเมือง ซึ่งเป็นพระอารามที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้พระราชทานเงินซื้อที่ดินสร้างวัด และวัดป่าห้วยลาด ซึ่งเป็นวัดที่สร้างขึ้นเพื่อถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในมหามงคลสมัยที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ในปี 2550

“เชวัง โชเพล ดอร์จิ” เอกอัครราชทูตภูฏาน ประจำประเทศไทย กล่าวหลังจากการเยี่ยมชมพื้นที่ว่า ได้เรียนรู้ว่าประชาชนที่เลยสามารถรักษาวัฒนธรรมและประเพณีได้เป็นอย่างดี ทำให้มีชีวิตขึ้นมา ไม่สูญหายไป และจากการนำเสนอข้อมูลของผู้ว่าราชการจังหวัด เห็นว่าเมืองเลยเป็นเมืองที่น่าเที่ยว ต้องเติมคำว่าน่ารักไปด้วย สำหรับตนจะนำประสบการณ์ที่ได้ไปแบ่งปันให้คนอื่น ๆ รวมถึงอยากให้นักเรียนภูฏานมาเรียนที่จังหวัดเลย เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

“ดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ” รองผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. กล่าวว่า ที่เลือกพื้นที่พิเศษจังหวัดเลย เพราะว่ามีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นคล้ายคลึงกับราชอาณาจักรภูฏาน โดยเฉพาะอำเภอนาแห้ว ที่ชุมชนท้องถิ่นมีความเคร่งครัดในพุทธศาสนา มีการถือศีล ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ในช่วงวันโกนและวันพระ เช่นเดียวกับที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไปในราชอาณาจักรภูฏาน เหมือนเป็นคู่แฝด

สำหรับการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (MOU) ระหว่างประเทศไทยกับราชอาณาจักรภูฏานนั้น วันที่ 6-9 ธันวาคม 2560 อพท.ประเทศไทยจะเดินทางไปพบผู้อำนวยการสภาการท่องเที่ยวแห่งราชอาณาจักรภูฏาน (Tourism Council of Bhutan : TCB) เพื่อพูดคุยข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้ พิธีลงนามความร่วมมือจะไม่เกินปลายเดือนธันวาคม หรืออย่างช้าไม่เกินเดือนมกราคม 2561 นี้

ด้าน “ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม” ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย กล่าวว่า จังหวัดเลยได้ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามศาสตร์พระราชา ดังวิสัยทัศน์ของจังหวัดที่ว่า เมืองน่าอยู่ เมืองแห่งการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน ภายใต้การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแนวทาง ไทยเลย 4.0 หรือ THAILOEI 4.0 ทั้งหมด 8 ด้าน ได้แก่ 1.เมืองแห่งการท่องเที่ยวและกีฬา 2.เมืองแห่งสุขภาวะ ส่งเสริมให้ประชาชนอยู่ดี กินดี มีความรู้ความเข้าใจและตระหนักในการดูแลสุขภาพอนามัย 3.เมืองแห่งการเกษตรแบบผสมผสาน 4.เมืองแห่งการลงทุนและการค้า 5.เมืองของทุกคน 6.เมืองแห่งศิลปะและวัฒนธรรม เทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และทำนุบำรุงศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ภาษาถิ่น ให้ยั่งยืน 7.เมืองแห่งการศึกษา และ 8.เมืองแห่งคุณธรรม

ถือเป็นโอกาสดีที่ไทย-ภูฏานได้กระชับความสัมพันธ์ รวมถึงการร่วมมือด้านการท่องเที่ยวลงลึกถึงระดับชุมชนร่วมกันด้วยในช่วงท้ายฤดูกาลทำนา ก่อนเริ่มเก็บเกี่ยวข้าว ชาวมอญจะนิยมนำข้าวช่วงตั้งท้องซึ่งถือว่าเป็นของดี ของประเสริฐ เป็นเลิศในหมู่อาหารทั้งปวง มาทำขนมพิเศษที่มีให้ได้ลิ้มรสเพียงปีละหน ทั้งนี้ก็เพื่อมุ่งถวายพระภิกษุสงฆ์เป็นสำคัญ

วิธีทำขนมชนิดนี้ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของชาวมอญในชุมชนอย่างมาก เพราะมีขั้นตอนที่ซับซ้อนยุ่งยาก เริ่มจากการนำรวงข้าวตั้งท้องมาตำในครกแล้วขยำเอาน้ำนมข้าว (ด๊าจเต๊าะห์เซาะห์) ออกมา เคี่ยวรวมกับเครื่องหวานชั้นเลิศ ได้แก่ นม น้ำผึ้ง น้ำตาล และอื่นๆ จนได้น้ำนมข้าวข้นหอมหวานมัน น่ากินยิ่งนัก

น้ำนมข้าวนี้มีลักษณะข้นคล้ายสังขยา กินเป็นเครื่องจิ้ม จึงต้องทำของกินอีกอย่างคู่กัน นั่นคือข้าวเหนียวห่อใบไผ่ต้ม (คล้ายขนมจ้าง) เอาไว้จิ้มกินกับน้ำนมข้าว

ปัจจุบันขนมชนิดนี้กำลังจะหากินได้ยากขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะนับวันผู้ประกอบอาชีพทำนามีแต่จะลดลง ทำให้ผู้สืบสานวัฒนธรรมด้านอาหารที่เนื่องด้วยการทำนามีจำนวนน้อยลง แต่ก็ยังมีผู้พยายามอนุรักษ์วัฒนธรรมของชาวมอญอยู่ เป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง

การยางแห่งประเทศไทยจังหวัดกระบี่ ผุดไอเดีย ประสานระหว่างสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ผลิตยางแผ่นรมควัน จับมือผู้ประกอบกิจการยางด้านผลิตภัณฑ์ แปรรูปรองเท้าแตะจากยางพาราจำหน่าย ป้อนกลุ่มนักท่องเที่ยว และธุรกิจโรงแรมในจังหวัด สร้างรายได้เพิ่มมูลค่า พร้อมจำหน่ายแน่!!! ปลายปีนี้

นายพิสิษฐ สุขอนันต์ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย จังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ในปัจจุบันที่สภาวะราคายางมีความผันผวน ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ได้มอบนโยบายให้ กยท.จ. สนับสนุนให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางสามารถประกอบอาชีพการทำสวนยางได้อย่างยั่งยืน คือ การไม่พึ่งพาแค่ราคายางในการขายวัตถุดิบเท่านั้น ดังนั้น การแปรรูปยางพาราสู่ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ ให้เกิดการใช้จริงและเพิ่มมูลค่า จึงเป็นทางออกที่ทำให้เกษตรกรสามารถสร้างรายได้อย่างมหาศาล กยท. มีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการยาง ดำเนินการแปรรูปยางพาราไปสู่ผลิตภัณฑ์ โดยมีการขึ้นทะเบียนทั้งในส่วนของเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการยาง ซึ่งจากข้อมูลนี้ กยท.จ.กระบี่จึงมีแนวคิดในการเชื่อมผสาน ในส่วนของสถาบันเกษตรกรที่แปรรูปยางแผ่นรมควันเพื่อจำหน่ายอยู่แต่เดิม กับผู้ประกอบกิจการยาง ที่มีความพร้อมในด้านอุตสาหกรรมการผลิตและเครื่องจักร ดำเนินการผลิตให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถออกจำหน่ายสร้างรายได้เพิ่มมูลค่า

นายพิสิษฐ กล่าวต่อว่า สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดกระบี่ที่เข้าร่วม ได้แก่ สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านบางบอน จำกัด สหกรณ์กองทุนสวนยางปากน้ำ จำกัด และสหกรณ์กองทุนสวนยางน้ำจานสามัคคี จำกัด นำยางแผ่นรมควันชั้น 3 แปรรูปเป็นยางคอมปาวด์ ส่งให้ผู้ประกอบกิจการยางภาคเอกชนนำไปผลิตเป็นรองเท้าแตะ และส่งให้ทางสถาบันเกษตรกรจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของกลุ่มสถาบันเกษตรกรเอง โดยทาง กยท. เป็นตัวกลางในการประสาน และสนับสนุนเงินทุน สินเชื่อ สวัสดิการเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง ตาม พรบ.การยางแห่งประเทศไทย มาตรา 49 (3) รวมถึงหาตลาดในการจำหน่ายรองเท้าแตะยางพารา โดยเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยว และแหล่งธุรกิจโรงแรมที่มีความต้องการใช้รองเท้าแตะเพื่อบริการให้แก่แขกที่มาเข้าพัก คาดว่าพร้อมจำหน่ายในช่วงประมาณปลายปีนี้

นายพิสิษฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการสนับสนุนให้สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการยาง ร่วมมือกันแปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายแล้ว กยท.จ.กระบี่ ยังส่งเสริมให้เกษตรกรทำอาชีพเสริมปลูกพืชแซมหรือพืชร่วมยาง เป็นการทำเกษตรแบบผสมผสานแทนการปลูกเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวไร่ สับปะรด เป็นต้น หรือแม้แต่การทำปศุสัตว์ร่วมสวนยาง เช่น เลี้ยงแพะ โดย กยท.จ.กระบี่ ได้จัดโครงการอบรมการเลี้ยงแพะในสวนยางทั้งหมด 8 รุ่น แบ่งเป็นอำเภอละ 1 รุ่น มีวิทยากรจากปศุสัตว์ประจำอำเภอ มาถ่ายทอดความรู้ในการเลี้ยงแพะอย่างถูกวิธี เกษตรกรที่ผ่านการอบรมสามารถไปรับพันธุ์แพะจากสมาคมผู้เลี้ยงแพะของจังหวัดกระบี่ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเกษตรกรสามารถขอรับเงินสนับสนุนตามมาตรา 49 (5) เพื่อให้เกษตรกรไปขยายพันธุ์ต่อยอด ซึ่ง กยท. พร้อมสนับสนุน ส่งเสริม ให้คำแนะนำ พี่น้องเกษตรกรที่มีความสนใจประกอบอาชีพเสริม หรือต้องการแปรรูปยางพาราอย่างเต็มที่ นายพิสิษฐ กล่าวปิดท้าย

ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่านวัตกรรมสมัยใหม่กำลังเข้ามามีบทบาทอย่างมาก ในการใช้ชีวิตของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน เพราะจากสิ่งที่ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาใหม่ นอกจากจะช่วยในเรื่องของการอำนวยความสะดวกแล้ว ยังช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงานของผู้ใช้งานอีกด้วย โดยสิ่งประดิษฐ์สมัยใหม่เริ่มคิดค้นให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยที่ผู้ใช้งานสามารถใช้ประโยชน์เพื่ออำนวยความสะดวกและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ซึ่งปัญหาเรื่องของธรรมชาติที่เสื่อมโทรมเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ก็จะช่วยทำให้สภาพแวดล้อมที่มีอยู่ดีขึ้น และไม่เสื่อมสภาพลงไปจากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น การปล่อยน้ำเสีย การปล่อยมลภาวะควันพิษที่ส่งผลเสียต่อสภาพอากาศ จึงทำให้ในขณะนี้เริ่มมีหายบริษัทหรือภาคอุตสาหกรรมและที่เล็กลงมาก็คือภาคครัวเรือนเริ่มมีการใส่ใจในเรื่องของการรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การช่วยกันบำบัดน้ำเสีย การรักษามลพิษทางอากาศ ตลอดไปจนถึงกลิ่นที่รบกวนชุมชน

คุณนพชัย วีระมาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า ทางบริษัทมีความรู้และเชี่ยวชาญในเรื่องของนวัตกรรมที่สามารถเป็นสิ่งที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น จึงได้ก่อตั้งบริษัท อินโนว์ กรีน โซลูชั่น จำกัด ภายใต้แบรนด์ อิน กรีน (In green) โดยในตัวผลิตภัณฑ์จะเน้นการแก้ปัญหาในภาคของธุรกิจที่จะช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงาน และช่วยในการแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวล้อม โดยผลิตภัณฑ์หลักที่ทำจะเทคโนโลยีในเรื่องของโอโซนที่นำมาช่วยในการประหยัดพลังงาน

“โอโซนถือว่ามีคุณสมบัติที่ดีมากในเรื่องของการช่วยปรับคุณภาพน้ำ โดยสามารถนำมาทำประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งการบำบัดในเรื่องของน้ำและการนำน้ำที่ใช้แล้ว มาบำบัดด้วยโอโซนก็จะช่วยให้คุณภาพน้ำดีขึ้น ซึ่งสามารถทำให้น้ำไม่มีกลิ่นและได้ค่าตามมาตรฐานที่กำหนดรวมไปถึงในเรื่องของการปรับสภาพอากาศที่ผ่านการกรองด้วยโอโซนด้วย ดังนั้นการนำโอโซนมาใช้จึงช่วยลดในเรื่องของโลหะหนักในน้ำได้ ปัจจุบันก็มีหลายๆ พื้นที่มีการนำโอโซนมาใช้มากขึ้น จึงเป็นการช่วยสร้างทิศทางในอนาคตของภาคธุรกิจต่อไป” คุณนพชัย กล่าว

โดยปัจจุบันได้มีลูกค้าที่ได้นำนวัตกรรมชิ้นนี้ไปใช้แล้วมากกว่า 30 ราย เช่น โรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล หรือจะเป็นธุรกิจโรงแรม ตลอดไปจนถึงหน่วยงานธนาคารและการประปาส่วนภูมิภาค

ซึ่งในภาคครัวเรือนที่ไม่ได้มองเป็นเรื่องไกลตัวในเชิงอุตสาหกรรม คุณนพชัย บอกว่า ได้นำโอโซนมาใช้ในเรื่องของเครื่องล้างผักที่สามารถใช้ได้ภายในครัวเรือน จึงได้มีเครื่องล้างผักที่มีคุณสมบัติช่วยในเรื่องของการทำลายสารเคมีต่างๆ ที่ตกค้างอยู่ภายในผักได้ ด้วยการเปลี่ยนโครงสร้างของสารที่เป็นพิษกลายเป็นไม่มีพิษ

“เมื่อเราทำเป็นเครื่องล้างผักโอโซนที่ใช้ภายในครัวเรือน ผลตอบรับก็ถือว่าค่อนข้างดีมาก แต่ด้วยความที่เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง จึงมีคำถามจากผู้สนใจมากมาย ว่าจะมั่นใจอย่างไรเมื่อนำมาใช้แล้วจะล้างหมด ซึ่งในเรื่องนี้เราได้ทำการวิจัยแล้วจากสถาบันที่เชื่อถือได้ว่า เมื่อล้างผักด้วยโอโซนผักไม่มีสารพิษตกค้างแน่นอน และที่สำคัญน้ำที่ผ่านการล้างผักแล้ว เมื่อปล่อยลงไปในธรรมชาติ ยังไม่มีพิษต่อธรรมชาติ ยังช่วยในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย” คุณนพชัย บอกถึงประโยชน์ของโอโซน

ในส่วนของการนำไปใช้ในภาคการเกษตรนั้น คุณนพชัย บอกว่า เริ่มมีการนำไปใช้เพื่อปรับสภาพน้ำเกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้ง โดยให้น้ำที่ใช้เลี้ยงมีความสะอาดไม่มีเชื้อโรคและที่สำคัญสามารถใช้ได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องพักน้ำไว้เหมือนสมัยก่อน ซึ่งก็กำลังมีการทดลองใช้ในเรื่องนี้กันอยู่ เพื่อให้รองรับต่อการใช้งานได้จริงในอนาคตข้างหน้า

ดังนั้น ในอนาคตข้างหน้าการใส่ใจในเรื่องของสิ่งแวดล้อมจะไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัว ที่ทำเฉพาะคนใดคนหนึ่ง แต่จะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการช่วยกันรักษา เพื่อให้วันข้างหน้าการใส่ใจและรักษาธรรมชาติเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ โดยเริ่มจากภาคในครัวเรือนและขยายไปยังพื้นที่ต่างๆ ในทุกภาคส่วนในการเลือกใช้นวัตกรรมให้คุ้มค่าไปพร้อมๆ กับการประหยัดต้นทุนในระยะยาวได้อีกด้วย

วันที่ 30 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจาก อ.กงหรา จ.พัทลุงว่า ในช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ได้เกิดฝนกตกหนัก และทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่บ้านน้ำทรายแดง หมู่ที่ 2 ต.คลองเฉลิม อ.กงหรา จ.พัทลุง น้ำป่าไหลทะลักบ้านหมู่บ้านฉับพลัน ชาวบ้านที่นอนหลับอยู่ต่างสะดุ้งตื่น รีบเก็บข้าวของ ทรัพย์สินที่มีค่าหนีน้ำ

ขณะที่มีอีกหลายรายไม่สามารถเคลื่อนย้ายข้าวของได้ทันจนเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน ที่นอน เครื่องใช้ไฟฟ้า เก้าอี้ อุปกรณ์เครื่องไฟฟ้าต่างๆได้รับความเสียหายจำนวนมาก นางพรรณี อินยายศ อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 114 หมู่ที่ 2 ต.คลองเฉลิม อ.กงหรา จ.พัทลุง กล่าวว่า ขณะกำลังหลับ ฝนตกลงมาหนักมาก ประมาณ ตี 1 มีป่าน้ำไหลหลากเข้ามาในบ้าน น้ำมาเร็วมาก จึงได้เรียกให้เพื่อนบ้านมาช่วยขน แต่ขนได้บางส่วน ที่เหลือเสียงหายทั้งหมด

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงนี้หลังมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวเสร็จสิ้นแล้วชาวบ้านในพื้นที่ ต.กระเบื้อง อ.ชุมพลบุรี โดยเฉพาะผู้ชายมักจะพากันนำ “อีจู้” ซึ่งเป็นอุปกรณ์ดักจับปลาไหล ที่สานมาจากไม้ไผ่ โดยข้างในมีกระบอกไว้ใส่เหยื่อล่อปลาไหล ส่วนกระบอกด้านนอกมีรูไว้ให้ปลาไหลมุดลอดเข้าไปกินเหยื่อ ก่อนจะติดกับไม่สามารถออกมาจากอีจู้ได้

นอกจากนี้ ยังมีอีจู้อีกแบบซึ่งดัดแปลงมาจากตาข่าย ทำในลักษณะคล้ายกัน โดยไม่ต้องสานไม้ไผ่ให้เสียเวลาอีกด้วย ซึ่งแต่ละคนจะแบกอีจู้ไปใส่ตามแหล่งน้ำต่างๆคนละไม่ต่ำกว่า 15-20 กระบอกขึ้นไป โดยชาวบ้าน มักจะนำอีจู้ไปดักปลาไหล ในช่วงเวลาประมาณบ่ายสองโมง และไปเก็บอีกทีในช่วงเช้ามืดของทุกวัน แต่ละวันก็จะได้ปลาไหลกลับมาประกอบอาหาร และเหลือไว้ส่งขายให้ตลาดปลาในพื้นที่ ราคากิโลกรัมละ 100 บาท สร้างรายได้เสริมให้อีกทาง และหลังจากชาวบ้านดักปลาไหลมาได้ ก็นำมาประกอบอาหารด้วยการต้มเปรต พร้อมกับให้นายสนอง ตะคุณรัมย์ นายก อบต.กระเบื้อง อ.ชุมพลบุรี และทีมงานร่วมชิมต้มเปรตกันอย่างเอร็ดอร่อยอีกด้วย

นายสำเพียง สรสิทธิ์ อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 33 ม.1 บ.กระเบื้องใหญ่ ต.กระเบื้อง อ.ชุมพลบุรี ชาวบ้านที่ดักปลาไหล เปิดเผยว่า อุปกรณ์ดังกล่าวเรียกว่าอีจู้ ตนสานขึ้นมาเอง ปกติจะใส่ดักปลาไหลในช่วงหน้าหนาว หลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ วันหนึ่งๆจะได้ปลาไหลไม่เท่ากัน บางวันได้มากถึง 10 กิโลกรัม บางวันก็ไม่ถึง ชาวบ้านแถวนี้เขามักจะหากินแบบนี้กัน พอได้เยอะก็จะนำไปขายส่งที่ตลาดปลา บริเวณ 4 แยกทางพาด ต.กระเบื้อง อ.ชุมพลบุรี ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งปลาไหลสามารถทำได้หลายเมนู อาทิ ผัดเผ็ด ต้มเปรต ปิ้ง ยิ่งถ้าปิ้งเสร็จมาต้มส้ม ยิ่งแต่แซ่บ หอมอร่อยมาก แหล่งที่ปลาไหลชอบอยู่และชาวบ้านมักจะไปดักใส่ปลาไหล จะแหล่งน้ำที่มีน้ำไม่มากนัก เป็นป่าหญ้า ป่าบุ่งรกๆ

ด้าน นายบัญญัติ พะนิรัมย์ อายุ 54 ปี ชาวบ้านที่ดักปลาไหล อยู่บ้านเลขที่ 34 ม.1 บ.กระเบื้องใหญ่ ต.กระเบื้อง อ.ชุมพลบุรี กล่าวว่า ตนดักปลาไหลมา 20 ปีแล้ว ใส่มาทุกปี ใส่ในช่วงหน้าหนาว ช่วงเสร็จหน้านา ใส่ประมาณ 2 เดือน นี้ เพราะรสชาติจะมันอร่อย เวลาต้มจะเปื่อยดี ส่วนเหยื่อจะเป็นหอยเชอรี่ เอามาตำหรือทุบให้เปลือกแตก ผสมกับไส้เดือนสับนิดหน่อย พอให้มีกลิ่นล่อปลาไหล ซึ่งปลาไหลที่ถูกดักด้วยอีจู้ จะไม่ได้กินเหยื่อแต่อย่างใดและไม่ต้องขยะแขยง เพราะข้างในอีจู้จะมีกระบอกใส่อาหารอยู่ข้างในอีกชั้น เมื่อปลาไหลเข้าไปก็ไม่สามารถกินได้และก็ออกมาไม่ได้ ซึ่งปลาไหลนั้น สามารถดูดกินได้เฉพาะน้ำเท่านั้น ไม่เหมือนกับบั้งลันที่ทำจากท่อ พีวีซี เพราะเมื่อปลาไหลเข้าบั้งล้น จะสามารถกินเหยื่อได้โดยตรง เพราะไม่มีที่ดักกรอง หากเราจะนำไปทำอาหารก็ต้องให้ขังไว้สัก 2 คืนก่อน

นายสนอง ตะคุณรัมย์ นายก อบต.กระเบื้อง กล่าวว่า วิถีชีวิตของชาวบ้านตำบลกระเบื้อง ช่วงหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ชาวบ้านจะพากันออกหาปลาไหล เพื่อนำไปขายในหมู่บ้านและตลาดปลาบ้านหนองพิมาน ตำบลกระเบื้อง ซึ่งส่วนมากชาวบ้านจะหาปลาไหลเป็นหลัก เพราะปลาไหลที่อำเภอชุมพลบุรีจะมีรสชาติอร่อย เนื้อนิ่มหอมมัน ส่วนเมนูอาหารที่ทำจากปลาไหลนั้น ก็มีหลายอย่าง เช่น ต้มเปรตปลาไหล หลามไหล ผัดเผ็ด หรือนำไปปิ้ง ย่าง ก็อร่อยเช่นกัน ในแต่ละวันชาวบ้านสามารถดักจับมาขาย มีรายได้เฉลี่ยแล้ววัน 7-8 กิโลกรัมต่อคน ส่งขายตลาดในกิโลกรัมละ 100 บาท มีรายได้ต่อวันประมาณเกือบหนึ่งพันบาท ขายดีเพราะผู้คนนิยมบริโภคปลาไหลกันในช่วงนี้

นอกจากนี้ ในช่วงเดือนธันวาคมของทุกๆปี childbrides.org อำเภอชุมพลบุรี จะมีการจัดงานปลาไหลข้าวใหม่หอมมะลิของดีชุมพลบุรีขึ้น โดยมีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-19 ธ.ค. โดยวันที่ 16 ธ.ค. จะเป็นขบวนแห่และวันที่ 17 ธ.ค.ก็จะประกวดอาหารที่ทำจากปลาไหล หลากหลายเมนูเด็ด หากใครอยากจะมาชิมอาหารเมนูปลาไหล ก็สามารถมาลิ้มรสชาติได้หน้าที่ว่าการอำเภอชุมพลบุรีได้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในพื้นที่ อ.ชุมพลบุรี ในช่วงหน้าหนาวชาวบ้านในพื้นที่มักจะชอบดักจับปลาไหลมาทำกินเป็นประจำทุกปี จนกลายมาเป็นงานประจำปีของอำเภอชุมพลบุรี คืองาน”เทศกาลปลาไหล ข้าวใหม่หอมมะลิ และงานกาชาด ประจำปี 2560” ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-19 ธ.ค.60 โดยปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 20 ที่บริเวณหน้าที่ว่าการ อ.ชุมพลบุรี

โดยภายในงานมีกิจกรรมต่างๆมากมาย อาทิ นิทรรศการของดีเมืองชุมพลบุรี ผลิตภัณฑ์ OTOP เช่น ผ้าไหม ข้าวหอมมะลิ ปลาไหล ขบวนแห่ประเพณีวิถีชีวิตของชาวชุมพลบุรี ขบวนรถตกแต่งด้วยเมล็ดข้าวหอมมะลิ และขบวนฟ้อนรำวัฒนธรรมประเพณี การแสดงศิลปวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น การประกวดเทพีปลาไหล การประกวดมะละกอใหญ่ ยาว หนัก การแสดงดนตรี หมอลำ การแสดงของนักเรียน การแข่งขันส้มตำ การประกวดข้าวหอมมะลิ การประกวดปลาไหลใหญ่ ยาว หนัก และการประกวดผ้าไหม โดยเฉพาะการแข่งขันจับปลาไหลนานาชาติ เป็นต้น

ญี่ปุ่นไล่เช็กบิลผู้ถือใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์แต่ไม่ทำจริง ลุ้นนักลงทุนไทยเจอปัญหาหรือไม่ ด้านบีพีซีจีบอกเจอปัญหาสายส่งเต็มจ่อขายทิ้ง 40 MW หากต้องรอสายส่งนาน เผยเทรนด์ใหม่ตั้งแผงโซลาร์กระจายจุดเล็ก ๆ ลดข้อจำกัดเรื่องที่ดิน

ภายหลังจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นเดินหน้าส่งเสริมพลังงานทดแทนโดยวางเป้าหมายที่ 50,000 เมกะวัตต์ เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ได้รับผลกระทบแผ่นดินไหวและสึนามิ ขณะนี้ประเทศญี่ปุ่นกำลังเจอปัญหาเหมือนกับประเทศไทยคือ การเร่ขายใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ และเตรียมมาตรการสำหรับโครงการที่ไม่คืบหน้า

แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้หน่วยงานด้านพลังงานของญี่ปุ่นได้ส่งสัญญาณถึงผู้ประกอบการที่ได้ใบอนุญาตพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้รีบดำเนินการตามแผนที่วางไว้ เนื่องจากมีการตรวจสอบแล้วพบว่ามีการนำใบอนุญาตมาขายในตลาดให้กับผู้ที่สนใจ ซึ่งหากยังไม่มีความคืบหน้า รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมดำเนินการ3 เรื่อง คือ 1) รวบรวมกำลังผลิตที่ยังไม่ดำเนินการ มาเปิดรับซื้อใหม่อีกครั้งในปี 2561 นอกจากนี้ยังเตรียมปรับลดราคาค่าไฟฟ้าที่จะรับซื้อให้ลดลงอีก จากเดิมที่ 24 เยน/หน่วย หรือประมาณ 8 บาท/หน่วย พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขด้านระบบสายส่งเพิ่มเติม โดยผู้ผลิตไฟฟ้าจะต้องยื่นประมูลขอใช้สายส่ง เนื่องจากญี่ปุ่นเริ่มมีปัญหาสายส่งไม่พอรองรับ

ทั้งนี้มีนักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์เป็นจำนวนมาก ซึ่งบางส่วนได้พัฒนาโครงการและผลิตไฟฟ้าเข้าระบบบ้างแล้ว แต่อาจจะมีหลายโครงการที่อยู่ในระหว่างดำเนินการพัฒนา และอาจมีความสุ่มเสี่ยงที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าว นอกจากนี้นักลงทุนที่เข้าไปพัฒนาโรงไฟฟ้ายังต้องเผชิญปัญหา คือ การหาพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ที่ “ยากขึ้น” เพราะพื้นที่ราบสำหรับวางแผงโซลาร์เซลล์ในขณะนี้เหลือน้อยมาก ซึ่งในกรณีที่พื้นที่ราบสลับกับภูเขาก็มีต้นทุนค่อนข้างสูง หากมีการปรับลดค่าไฟฟ้าลงอีก ยิ่งต้องบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“ญี่ปุ่นเริ่มเช็กบิลโครงการที่ไม่เดินหน้าสำหรับโครงการโซลาร์เซลล์ สถานการณ์ก็คล้าย ๆ กับไทย ความจริงขั้นตอนก่อนที่จะได้ใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าของญี่ปุ่นก็ไม่ต่างจากไทยมาก ที่สำคัญอาจจะใช้เวลาน้อยกว่าด้วย ก็เริ่มตั้งแต่การขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การขออนุญาตใช้สายส่ง และหลังจากนั้นจึงจะได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นขั้นตอนสุดท้าย ส่วนประเด็นที่จะมีการปรับลดค่าไฟฟ้าในทุกปี ส่วนใหญ่นักลงทุนไทยรู้ข้อมูลเหล่านี้ และหาวิธีการลดต้นทุนแต่ต้องให้ได้มาตรฐานเหมือนเดิม เป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทายทางธุรกิจ”

นมดิบที่ลดลงกว่า 27 ล้านกิโลกรัม มีมูลค่า 472 ล้านบาท

หรือ 52 ล้านบาท โดยเฉลี่ยต่อเดือน กระทบต่อรายได้ของเกษตรกรหายไปด้วย ปีหน้าคาดปริมาณน้ำนมดิบทรงตัว แม้ว่ารัฐบาลมีนโยบายการส่งเสริมทำเกษตรกรโคนม โดยประกาศใช้มาตรฐานการรับซื้อน้ำนมโค ณ ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ควบคู่กับการประกาศราคากลางรับซื้อน้ำนมโค ณ ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 แต่การขยายขนาดการเลี้ยงโคนมต้องใช้เวลามากกว่าปศุสัตว์อื่นๆ ตอนนี้น้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ส่งผลให้ปริมาณโคนมที่พร้อมจะให้ผลผลิตปีหน้าลดลง” นายสมสวัสดิ์ กล่าว

จากกรณีนายพิเชษ ศาสตรประเสริฐ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ตำบลบึงคำพร้อย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ร้องเรียนสื่อมวลชนว่าชาวบ้านหมู่ที่ 1 ตำบลบึงคำพร้อย กว่า 400 หลังคาเรือนได้รับผลกระทบจากการนำขยะชุมชนที่ อบต.บึงคำพร้อย ได้จัดเก็บมาทิ้งและคัดแยกในที่เอกชนได้ประมาณ 2 เดือนแล้วนั้น

ล่าสุด วันที่ 29 พฤศจิกายน น.ส.ปัญชลีย์ ไชยจิราเกียรติ ปลัดอำเภอลำลูกกา พร้อมด้วยนายศุภฤกษ์ ว่านกระ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการอำเภอลำลูกกา นายพิเชษ ศาสตรประเสริฐ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ตำบลบึงคำพร้อย เจ้าหน้าที่ทหาร และชาวบ้านจำนวนหนึ่ง เดินทางเข้าตรวจสอบพื้นที่ทิ้งขยะของเอกชนที่ทางรถขยะ อบต.บึงคำพร้อยได้นำขยะชุมชน โดยเฉพาะสิ่งปฏิกูลของบ้านเรือน ขยะเปียกและขยะแห้งนำมาทิ้งไว้ภายในพื้นที่เอกชน ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของหมู่บ้านสุภาพงษ์ 2 หมู่บ้านพรจิรา และหมู่บ้านบดินทร ซึ่งขณะที่หน่วยงานทั้งหมดได้เข้าตรวจสอบนั้นยังคงมีรถขยะนำขยะมาทิ้งอย่างต่อเนื่อง

น.ส.ปัญชลีย์ ไชยจิราเกียรติ ปลัดอำเภอลำลูกกา กล่าวว่า กรณีรถขยะของ อบต.บึงคำพร้อย ที่นำรถขยะเอาขยะมาทิ้งภายในพื้นที่เอกชนดังกล่าวนั้นซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบมีการนำขยะมาทิ้งและมีการคัดแยกขยะนำไปจำหน่ายต่อ ซึ่งตรงนี้อาจจะไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ อบต.ได้มีการทำหนังสือแจ้งมาว่าเป็นเพียงจุดพักขยะเพื่อส่งไปยังสถานที่กำจัดขยะก็คงจะต้องมีการตรวจสอบอีกครั้งว่าจะมีความผิดหรือไม่ สำหรับการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นนั้น ทางสาธารณสุขอำเภอลำลูกกา จะดำเนินการแก้ไขโดยการนำสารอีเอ็มนำมาฉีดบริเวณกองขยะที่ส่งกลิ่นเหม็นและจะนำปูนขาวนำมาโรยทับลงไปอีกที

เพื่อกำจัดกลิ่นเหม็นในเบื้องต้นไปก่อน ขณะที่การแก้ไขปัญหาในระยะยาวจะได้มีการเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นผู้นำชุมชน ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน และ เจ้าของที่เอกชนที่นำขยะมาทิ้งเพื่อพูดคุยการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ ที่ผ่านมาการจะประกอบกิจการที่ได้รับความรำคาญหรือที่ประชาชนเดือดร้อนและได้รับผลกระทบนั้นจะต้องมีการประชุมและการทำประชาพิจารณ์ก่อนจึงจะสามารถประกอบกิจการได้ซึ่งตรงนี้คงต้องนำเข้าที่ประชุมเพื่อหาข้อยุติอีกครั้งต่อไป

ด้านนายพิเชษ ศาสตรประเสริฐ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลบึงคำพร้อย กล่าวว่าวันนี้ได้เข้ามาตรวจสอบพร้อมหน่วยงานทั้งฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าทีทหาร นั้นแต่ทาง อบต.ยังคงนำรถขยะนำขยะเข้ามาทิ้งเอาไว้ตลอดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตนเองและชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนก็ยังยืนยันว่าจะไม่ให้มีการทิ้งขยะในบริเวณดังกล่าวนี้อย่างแน่นอนเพราะอยู่ติดกับหมู่บ้านและชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน

ด้านนายอำนวย จิ๋วบำรุง อายุ 58 ปี บ้านเลขที่ 8/2 หมู่ที่ 1 ตำบลบึงคำพร้อย กล่าวว่า ตนเองมีที่ดินที่ทำนาติดกับที่ทิ้งขยะทาง อบต.บึงคำพร้อย ได้นำทั้งขยะสิ่งปฏิกูล ขยะเปียก ขยะแห้ง นำมาทิ้งในที่ดินดังกล่าว 2ครั้งต่อวันส่งผลให้นำขยะไหลเข้าทุ่งนาจนได้รับความเสียหายจึงอยากจะให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนเพราะกลัวข้าวที่ปลูกจะเสียหาย

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) กล่าวถึงสถานการณ์ราคาข้าวในปัจจุบัน ว่า สถานการณ์ราคาข้าวในภาพรวมขณะนี้ถือว่าดีเกินที่คาดไว้ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลินั้นราคาสูงถึง 14,000 บาทต่อตัน ซึ่งเกิดจากมาตรการของรัฐบาลที่มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกร 7 มาตรการ คือ สินเชื่อชะลอการขายข้าวนาปี ปีการผลิต 2560/2561 ข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้น 15% และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 10,800 บาท, ข้าวเปลือกเจ้า 7,200 บาท และข้าวเปลือกปทุมธานี 1 อยู่ที่ตันละ 8,500 บาท

ส่วนเงินเปล่าช่วยเหลือเกษตรกรเป็นค่าเก็บข้าวขึ้นยุ้งฉาง หรือ ค่าฝากเก็บ ตันละ 1,500 บาท ค่าปรับปรุงคุณภาพข้าว 1,200 บาท ไม่เกิน 12,000 บาทต่อครัวเรือนเฉลี่ยแล้วข้าวเปลือกหอมมะลิ และข้าวเหนียว จะได้รับเงินตันละ 15,300 บาท, ข้าวเปลือกเจ้า 11,100 บาท และข้าวเปลือกปทุมธานี 1 ที่ตันละ 12,000 บาท ไม่จำกัดปริมาณข้าวที่เข้าโครงการ

ตั้งเป้าข้าวเปลือกเข้าโครงการอย่างน้อย 2 ล้านตัน เริ่มใช้มาตรการวันที่ 1 พ.ย. 2560 – 28 ก.พ. 2561 ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการที่มาถูกทางทำให้ผลผลิตข้าวที่ออกมาไม่กระจุกตัว จนล้นตลาดทำให้ข้าวราคาตก ดังนั้นจึงเห็นว่ายังไม่จำเป็นต้องมีมาตรการอื่นๆ ออกมายกเว้นสถานการณ์จะเปลี่ยนไปแต่ปัจจุบันถือว่ามาตรการที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้ว

“มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผ่านโครงการยุ้งฉาง เป็นส่วนดูดซับข้าวและชะลอการขายข้าวเปลือกออกมาพร้อมกันจำนวนมากในช่วงการเก็บเกี่ยว แนวโน้มทำให้ราคาข้าวโดยรวมดีขึ้น ซึ่งประเมินว่าผลผลิตข้าวเปลือกปี 2561 จะประมาณ 30 ล้านตัน สีเป็นข้าวสารได้ประมาณ 18 ล้านตัน ในส่วนนี้มีแผนส่งออก 10 ล้านตัน ที่เหลือบริโภคในประเทศ ซึ่งกรมมีแผนรณรงค์เพิ่มการบริโภคข้าว”

สำหรับราคาข้าวเปลือก ณ วันที่ 28 พ.ย. หอมมะลิสูงสุด 14,000 บาท/ตัน ข้าวเจ้านาปรังราคาสูงสุด 7,600 บาท/ตัน ข้าวเหนียว สูงสุด 9,000 บาท/ตัน ส่วนข้าวสาร ก.ก./100ก.ก. แบ่งเป็นข้าว ข้าวหอมมะลิ 100%ชั้น 2 (เก่า) ราคา 2,980 บาท ต่อ ข้าวหอมมะลิ 100%ชั้น 2 (ใหม่) ราคา 2,860 บาท ข้าวขาว 100%ชั้น 2 (ใหม่) ราคา 1,240 บาท

ซีพีแอลขึ้น 2 โรงงาน “ฟอกหนังวัว-หนังหมู” แห่งใหม่ รับออร์เดอร์รองเท้า-กระเป๋าแบรนด์ดังระดับโลก เผยอนาคตความต้องการหนังหมูในตลาดโลกพุ่ง แนะรัฐบาลหนุนเกษตรกรไทยป้อน

นายสุวัชชัย วงษ์เจริญสิน ประธานกรรมการ บริษัท ซีพีแอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CPL ผู้ผลิตอุตสาหกรรมฟอกหนังสำเร็จรูปรายใหญ่ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ป้อนให้กับผู้ผลิตรองเท้าแบรนด์ดัง เช่น ทิมเบอร์แลนด์ อาดิดาส ลาคอส เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้บริษัทมีแผนขยายการลงทุนใหม่ใน 3 ส่วนแบ่งเป็น 1. บริษัทลูกในเครือจะลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตหนังวัวฟอก (Wet blue) ประมาณ 115,000 ตัวต่อเดือน ตามแผนคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปี 2. บริษัทแม่ซีพีแอลขยายกำลังการผลิตหนังวัวสำเร็จรูป จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิต 45,000 ตัวต่อเดือน หรือเท่ากับ 2.5 ล้านตารางฟุตต่อเดือน เพิ่มเป็นเท่าตัวประมาณ 90,000 ตัวต่อเดือน รองรับลูกค้าใหม่ และสายผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น กระเป๋า

และ 3. บริษัทแม่ซีพีแอลลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตหนังหมูฟอกสำเร็จรูป และซื้อเครื่องจักรใหม่ มูลค่า 120 ล้านบาท จะมีกำลังผลิต 120,000 ตัวต่อเดือน มีออร์เดอร์ชัดเจนแล้ว ถือเป็นการแตกไลน์ผลิตจากเดิมฟอกแต่หนังวัว ตามแผนคาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงต้นปี 2561 ซึ่งคาดว่าจะสร้างยอดขายให้กับ CPL เพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 400 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ หากก่อสร้างโรงงานผลิตหนังหมูเสร็จ สัดส่วนการผลิตของบริษัทจะแบ่งเป็นฟอกหนังวัว 70% หนังหมู 30% และคาดการณ์ว่าจะทำให้รายได้รวมของซีพีแอลเพิ่มขึ้น จากผลประกอบการปี 2559 มียอดรายได้รวม 1,769 ล้านบาท

“แผนการตั้งโรงงานแห่งใหม่จะแยกส่วนกับการขยายกำลังการผลิตของบริษัทแม่ซีพีแอล เนื่องจากปัจจุบันสินค้าที่บริษัทแม่ผลิตจะเป็นการฟอกและย้อมสีสำเร็จรูปตามที่ลูกค้าต้องการ รวมถึงการพ่นสีใส่ลูกเล่นต่างๆ ด้วย แต่ปัจจุบันได้มีลูกค้าจำนวนมากแสดงความต้องการสินค้า แค่การฟอกหนังวัวดิบผ่านเพียงขั้นตอนแรกเรียกว่าเวสบลู ไม่ต้องการให้ย้อมสี บริษัทจึงมีแผนลงทุนตั้งโรงงานใหม่ขึ้นมาตอบสนองลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ แต่โรงงานแห่งใหม่ยังอยู่ระหว่างหารือกับพันธมิตรจึงยังไม่สามารถบอกรายละเอียดที่ชัดเจนได้มากกว่านี้”

สำหรับธุรกิจการฟอกหนังหมูเพิ่งเข้ามาในประเทศไทยเมื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีโรงงานรับฟอกเฉพาะ โรงงานแห่งใหม่ของซีพีแอลจึงถือเป็นโรงงานฟอกหนังหมูสำเร็จรูปที่แยกออกมาชัดเจนเฉพาะ เรามีแผนผลิตป้อนให้กับอุตสาหกรรมรองเท้าแบรนด์ชั้นนำของออสเตรเลีย โดยจะนำเข้าหนังหมูดิบจากประเทศเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น แคนาดา และสหรัฐอเมริกา

“ภาพรวมอุตสาหกรรมฟอกหนังของไทยมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 20,000 ล้านบาท หากคิดเป็นสัดส่วนเฉพาะหนังหมูฟอกสำเร็จส่งออก คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท หนังหมูสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนหนังวัว สามารถนำไปทำรองเท้ากีฬา รองเท้าแตะ นำไปทำแบล็กกิ้งหลังเบาะรถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ เพียงแต่หนังหมูผิวไม่ละเอียดสู้หนังวัวไม่ได้

ธุรกิจฟอกหนังหมูในต่างประเทศมีมานานแล้ว ในอนาคตความต้องการตลาดหนังหมูฟอกสำเร็จมีมากขึ้น ปัจจุบันแหล่งผลิตหนังหมูรายใหญ่นำเข้าจาก 3 ประเทศ ได้แก่ อเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น ภาษี 0% แต่หากย้อนกลับมาดูศักยภาพการผลิตหมูของประเทศไทยน่าจะทำได้ หากในอนาคตรัฐบาลไทยจะสนับสนุนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงนำหนังหมูมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ทางโรงงานพร้อมจะรับซื้อ แต่คงต้องเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้ในเรื่องเทคโนโลยีในการถลกหนังหมู เพื่อให้ได้คุณภาพตามที่ตลาดต้องการ ปัจจุบันรองเท้าแบรนด์ดังซื้อหนังหมูฟอกสำเร็จรูปราคา 1.8 เหรียญต่อตารางฟุต หรือประมาณ 55 บาท/ตารางฟุต

“โรงงานซีพีแอลแห่งเดียว มีความต้องการใช้หนังหมู 120,000 ตัวต่อเดือน ต่อปีใช้หลายสิบล้านตัวต่อปี ผู้เลี้ยงหมูจะมีรายได้เพิ่ม ไม่ต้องกังวลเรื่องความผันผวนของราคาหมูในตลาด”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี หรือที่รู้จักกันดีในชื่อว่า “STEM” เป็นส่วนสำคัญในการก่อเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ บนโลกใบนี้ เห็นได้จากการเกิดอาชีพใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย ดังนั้น การส่งเสริมให้ได้เรียนรู้ในศาสตร์ที่จำเป็นต่อมวลมนุษยชาติ และแนะแนวให้ตรงกับความถนัดตั้งแต่วัยเด็ก จึงเป็นตัวช่วยที่ดีตั้งแต่ระดับต้นน้ำ

แต่กระนั้น คงไม่มีใครให้ความรู้เกี่ยวกับสายงาน STEM ได้ดีเท่ากับผู้ที่คลุกคลีอยู่ในอาชีพนั้น จึงทำให้เกิด โครงการ Enjoy Science Career โดย บริษัท เชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และ สถาบันคีนันแห่งเอเชีย ด้วยการแนะนำ 10 อาชีพ ที่ใช้พื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี จัดทำเป็นชุดนิทรรศการผ่านพื้นที่ต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาค

“อาทิตย์ กริชพิพรรธ” ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่านิทรรศการ “Enjoy Science Career : สนุกกับอาชีพวิทย์” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Enjoy Science Career : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต ซึ่งเป็นโครงการระยะยาว 5 ปี และคาดว่าจะมีผู้เข้าชมไม่ต่ำกว่า 1 แสนรายทั่วประเทศ

“โครงการนี้เป็นแนวทางที่ภาครัฐร่วมมือกับเอกชน เพื่อมุ่งเน้นด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ และส่งเสริมศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาการศึกษาในสาขาสะเต็มครอบคลุมทั่วประเทศ จนเกิดแรงบันดาลใจในการเลือกเส้นทางศึกษาต่อในอนาคตต่อไป”

“ปีนี้นับเป็นปีที่ 2 ของโครงการ เรามีการคัดเลือก 10 อาชีพใหม่ เช่น นักวิจัยวัสดุนาโน, ผู้ดูแลสมรรถภาพนักกีฬา, วิศวกรระบบราง, เกษตรยุคใหม่ และนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล เป็นต้น เพื่อเน้นอาชีพที่สามารถประกอบอาชีพในวงกว้าง ทั้งในส่วนของภาครัฐ และภาคเอกชน รวมทั้งกลุ่มผู้เรียนทั้งสายสามัญ และสายอาชีพ โดยได้มีการเชิญบุคคลต้นแบบอาชีพวิทย์ จาก 3 อาชีพมาร่วมพูดคุยเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่น้อง ๆ ด้วย”

โดยบุคคลแรกคือ “สิริวิมล ชื่นบาน” ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า สายอาชีพนี้มีความท้าทายตลอดเวลา เนื่องจากต้องเป็นทั้งครูที่สอนเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน เป็นนักกฎหมายที่ต้องเข้าไปตรวจสอบ เป็นนักขายเมื่อต้องนำอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยใหม่ๆ ไปนำเสนอให้แก่สถานประกอบการ แต่หลักๆ คือการทำงานเพื่อให้ผู้ร่วมงานปลอดภัย ทั้งในระดับองค์กร และระดับชุมชน

“รศ.ดร.ปันรสี ฤทธิประวัติ” อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บุคคลต้นแบบวิศวกรหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ กล่าวว่า ในอดีตเรื่องหุ่นยนต์ถือเป็นเรื่องใหม่ แต่เพียงไม่กี่ปีหุ่นยนต์กำลังจะกลายเป็นสิ่งธรรมดาที่จะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน ทั้งในรูปแบบหุ่นยนต์การแพทย์ หุ่นยนต์ที่ใช้เพื่อการเรียนการสอน ซึ่งต่อไปจะมีบทบาทมากขึ้นอย่างแน่นอน

“ดังนั้น การพัฒนาหุ่นยนต์ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้จึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งพัฒนา แน่นอนว่าต้องอาศัยองค์ความรู้หลักคือด้านคอมพิวเตอร์ ด้านเครื่องยนต์กลไก และด้านอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งล้วนมีพื้นฐานจากการเรียนสะเต็มทั้งสิ้น ขณะเดียวกัน จะมีการข้ามศาสตร์เพื่อเชื่อมโยงไปยังสายงานอื่นๆ เช่น ด้านศิลปะ ดีไซน์ เพื่อให้เกิดการพัฒนารูปลักษณ์ และการใช้งานไปพร้อมๆ กัน”

“พงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์” เกษตรกรยุคใหม่กล่าวว่า ผมเกิดมาในยุคที่ครอบครัวมองว่าการเรียนด้านเกษตรมีอนาคตที่ลำบาก แต่ผมกลับมองเห็นความยั่งยืนของอาชีพนี้ หากสามารถพัฒนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงาน

“การมีความรู้พื้นฐาน การวิเคราะห์ดินจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เกษตรกรต้องรู้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับพืชผลที่ลงทุนไป รวมไปถึงในอนาคตที่เกษตรกรไทยจะต้องค้าขายกับต่างประเทศ จึงยิ่งต้องยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรมากขึ้น และจะต้องอาศัยความรู้ทางด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นด้วย ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก”

ฉะนั้น จึงต้องยอมรับว่าวิทยาศาสตร์ไม่ใช่แค่วิชาอีกต่อไปแต่หากเป็นพื้นฐานของการนำไปสู่อาชีพในอนาคตด้วยนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) กล่าวถึงสถานการณ์ราคาข้าวในปัจจุบัน ว่า สถานการณ์ราคาข้าวในภาพรวมขณะนี้ถือว่าดีเกินที่คาดไว้ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลินั้นราคาสูงถึง 14,000 บาทต่อตัน ซึ่งเกิดจากมาตรการของรัฐบาลที่มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกร 7 มาตรการ คือ สินเชื่อชะลอการขายข้าวนาปี ปีการผลิต 2560/2561 ข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้น 15% และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 10,800 บาท, ข้าวเปลือกเจ้า 7,200 บาท และข้าวเปลือกปทุมธานี 1 อยู่ที่ตันละ 8,500 บาท

ส่วนเงินเปล่าช่วยเหลือเกษตรกรเป็นค่าเก็บข้าวขึ้นยุ้งฉาง หรือ ค่าฝากเก็บ ตันละ 1,500 บาท ค่าปรับปรุงคุณภาพข้าว 1,200 บาท ไม่เกิน 12,000 บาทต่อครัวเรือน เฉลี่ยแล้วข้าวเปลือกหอมมะลิและข้าวเหนียว จะได้รับเงินตันละ 15,300 บาท, ข้าวเปลือกเจ้า 11,100 บาท และข้าวเปลือกปทุมธานี 1 ที่ตันละ 12,000 บาท ไม่จำกัดปริมาณข้าวที่เข้าโครงการ

โดยตั้งเป้าข้าวเปลือกเข้าโครงการอย่างน้อย 2 ล้านตัน เริ่มใช้มาตรการวันที่ 1 พ.ย. 2560 – 28 ก.พ. 2561 ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการที่มาถูกทางทำให้ผลผลิตข้าวที่ออกมาไม่กระจุกตัว จนล้นตลาดทำให้ข้าวราคาตก ดังนั้นจึงเห็นว่ายังไม่จำเป็นต้องมีมาตรการอื่นๆ ออกมา ยกเว้นสถานการณ์จะเปลี่ยนไป แต่ปัจจุบันถือว่ามาตรการที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้ว
“มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผ่านโครงการยุ้งฉาง เป็นส่วนดูดซับข้าวและชะลอการขายข้าวเปลือกออกมาพร้อมกันจำนวนมากในช่วงการเก็บเกี่ยว แนวโน้มทำให้ราคาข้าวโดยรวมดีขึ้น ซึ่งประเมินว่าผลผลิตข้าวเปลือกปี 2561 จะประมาณ 30 ล้านตัน สีเป็นข้าวสารได้ประมาณ 18 ล้านตัน ในส่วนนี้มีแผนส่งออก 10 ล้านตัน ที่เหลือบริโภคในประเทศ ซึ่งกรมมีแผนรณรงค์เพิ่มการบริโภคข้าว”

สำหรับราคาข้าวเปลือก ณ วันที่ 28 พ.ย. หอมมะลิสูงสุด 14,000 บาท/ตัน ข้าวเจ้านาปรังราคาสูงสุด 7,600 บาท/ตัน ข้าวเหนียว สูงสุด 9,000 บาท/ตัน ส่วนข้าวสาร ก.ก./100ก.ก. แบ่งเป็น ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 (เก่า) ราคา 2,980 บาท ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 (ใหม่) ราคา 2,860 บาท ข้าวขาว 100% ชั้น 2 (ใหม่) ราคา 1,240 บาท

ชาวประมงพังงารวมตัวยื่นหนังสือให้รัฐบาลผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด

เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 นายบุญชู ใหญ่ นายกสมาคมประมงจังหวัดพังงา พร้อมด้วย นายส้าหนี นาวีว่อง ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านปลากะตักเกาะยาว เครือข่ายกลุ่มประมงพื้นที่พังงา ประมงพาณิชย์และชาวประมงพื้นบ้าน รวมตัวกันที่บริเวณศาลากลางจังหวัดพังงา เพื่อยื่นหนังสือผ่านนายสิทธิชัย ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ต่อยังกรมประมง และรัฐบาลชุดปัจจุบัน เรียกร้องเกี่ยวกับการประมงดังนี้คือ 1.การแก้ไขปัญหาทำการประมงผิดกฎหมายจนบางครั้งชาวประมงเตรียมตัวไม่ทัน

ออกกฎหมายโดยที่ชาวประมงไม่ได้มีส่วนร่วม หรือไม่รับฟังเสียงคัดค้านหรือข้อเสนอแนะของภาคประชาชน ฟังแต่เสียงนักวิชาการที่มีองค์ความรู้ไม่ครบด้าน ทำให้การประกาศบังคับใช้กฎหมายมีปัญหาต้องกลับไปแก้ไข 2.การกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงเกินไปทำให้ชาวประมงบางคนต้องสิ้นเนื้อประดาตัว โทษการยึดเรือ ยึดใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ ที่เป็นเครื่องมือทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวที่เป็นมรดกตกทอดกันมา หากรัฐยึดเอาไปก็เหมือนซ้ำเติมให้หมดทางทำมาหากิน เพราะบางคนมีความรู้น้อย

ทำประมงมาตลอดทั้งชีวิตให้กลับไปทำอย่างอื่นคงลำบาก 3.การลงน้ำหนักปลาในสมุดบันทึกการทำประมง (ล็อคบุ๊ค) ที่กรมประมงกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในทางปฏิบัติทำได้ยากเพราะการคาดคะเนด้วยสายตาย่อมมีความผิดพลาดสูง 4.การติดตั้ง VMS ที่ภาระค่าอุปกรณ์ ค่าติดตั้ง ค่ารายเดือน เจ้าของเรือเป็นผู้ออก แต่กรมประมงออกประกาศให้เปลี่ยนเครื่อง VMS ใหม่เป็นรุ่น 2 ภายใน พฤษภาคม 2562 ซึ่งค่าอุปกรณ์กว่า 50,000 บาท หรือให้ปรับปรุง รุ่นที่ 1 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

ซึ่งต้องจ่ายค่าอัพเกรดจำนวนกว่า 20,000 บาท assetlock.net เป็นการเพิ่มภาระให้ชาวประมงควรทำการอัพเกรดให้ชาวประมงหรือรับซื้อคืนเครื่องรุ่น 1 กลับไป 5.ควรให้กรมประมงเปิดให้เรือบางประเภทสามารถขอใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ได้มากกว่า 1 ใบ เพราะเรือบางประเภทออกทำประมงได้ไม่กี่เดือนก็หมดฤดู ก็ต้องจอดเรือเพราะออกไปทำการประมงโดยไม่มีใบอนุญาตไม่ได้ 6.กำหนดให้ทำประมงเพียง 200 กว่าวัน หรือ 7-8 เดือน ทำให้ชาวประมงขาดรายได้เพราะไม่สามารถทำประมงได้ในแต่ละปีเกือบ 4 เดือน และ 7.กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานออกประกาศจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือนและผ่านบัญชีธนาคารเท่านั้น โดยปกติงานประมงจะจ้างเป็นรายวันเพราะใน 1 ปี ไม่ได้ออกทำประมงตลอดเวลา เนื่องจากวันทำการประมงหมด ติดมรสุม จอดเรือซ่อมแซม การให้จ่ายค่าจ้างทั้งเดือนและทำสัญญา 1 ปี ไม่ยุติธรรมต่อนายจ้าง โดยลูกจ้างทั้งหมดต้องการรับค่าจ้างเป็นเงินสดเท่านั้นไม่ต้องการเงินผ่านธนาคาร

ส่วนประมงปลากะตักเกาะยาวได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ทางกรมประมงได้ทบทวนกฎหมายขอให้เรือปลากะตักเกาะยาว อยู่ในประเภทเรือประมงพื้นบ้าน เนื่องจากปัจจุบันทางกรมประมงบังคับใช้เรือประมงปลากะตักเกาะยาวอยู่ในเรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ขณะที่บริเวณการทำประมงอยู่ในพื้นที่ประมงชายฝั่งแต่อุปกรณ์การต้มทำให้เรือต้องใช้ขนาดใหญ่เท่านั้น

ทางด้าน นายสิทธิชัย ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา รับหนังสือทั้งหมดพร้อมรับปากว่าจะส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและส่งต่อให้รัฐบาลเพื่อช่วยเหลือและแก้ปัญหาในทุกอย่างต่อไป

น่าปลื้มใจไม่น้อยที่ประเทศภูฏานเลือกมาดูงานการท่องเที่ยวโดยชุมชนของจังหวัดเลย ซึ่งเป็นพื้นที่ 1 ใน 6 พื้นที่พิเศษขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ที่ผลักดันการท่องเที่ยวโดยชุมชนจนสำเร็จ

ด้วยความโดดเด่นเรื่องอัตลักษณ์ของชุมชน ประเพณี วัฒนธรรม และธรรมชาติที่สมบูรณ์ ที่คล้ายคลึงกัน เป็นแม่เหล็กดูดให้ “เชวัง โชเพลดอร์จิ” เอกอัครราชทูตภูฏาน ประจำประเทศไทย และคณะ ได้เดินทางมาจังหวัดเลย เพื่อมาเยี่ยมชมพื้นที่จริง และรับฟังการบรรยายสรุปบทบาทภารกิจของ อพท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ในวันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา

สำหรับเส้นทางที่ อพท.ได้ออกแบบ และนำเอกอัครราชทูตภูฏาน ประจำประเทศไทย และคณะเดินทางท่องเที่ยวนั้น เริ่มจากการเดินทางสู่อำเภอนาแห้ว ซึ่งอยู่ห่างจากจังหวัดประมาณ 115 กิโลเมตร เป็น 1 ในพื้นที่พิเศษของ อพท. ที่มีความคล้ายคลึงกับภูฏานมากที่สุด

นาแห้วเป็นที่รู้จักในนามชุมชนพระพุทธศาสนา รวมถึงมีภูมิประเทศอุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติ โดยเริ่มจากไปสักการะพระธาตุดินแทน มีอายุเก่าแก่กว่า 200 ปี เป็นศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือของชาวตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว สำหรับชาวบ้านที่นี่การกราบนมัสการ รวมถึงการแก้บนที่พระธาตุดินแทน ชาวบ้านจะนำดินขึ้นไปเทบนพระธาตุตามกำลังของตนเอง รวมถึงถวายสิ่งของต่าง ๆ แด่องค์พระธาตุ ได้แก่ ต้นผึ้ง ร่ม และน้ำมัน เป็นต้น

อาการในคนพบได้ 3 ลักษณะ คือ แอนแทรกซ์ที่ผิวหนัง

(cutaneous anthrax) จะเริ่มเกิดเป็นตุ่มแดงๆตรงที่รับเชื้อ ส่วนมากจะอยู่นอกร่มผ้า เช่น มือ, แขน, ขา แต่อาจพบที่ลำตัวหรือกลางหลังได้ กรณีถอดเสื้อตอนผ่าซากสัตว์
ตุ่มที่พบตอนแรกนี้จะเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใส แล้วเข้มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นตุ่มหนองแล้วแตกออกเป็นแผลยกขอบตรงกลางบุ๋มมีสีดำ (black escalate) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ ในเวลาเดียวกันถ้ายังไม่ได้รับการรักษาจะมีตุ่มใหม่เกิดขึ้นรอบๆ แผลเดิมขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ บางครั้งรอบๆแผลจะบวมแดง แต่ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บ ยกเว้นที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณข้างเคียง
ปกติแผลที่เกิดจากเชื้อแอนแทรกซ์จะหายยาก ถ้าได้รับการรักษาช้า เพราะเป็นแผลเนื้อตายซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเกิดจากพิษ(toxin) ของตัวเชื้อ

อัตราป่วยตายกรณีไม่ได้รับการรักษาไม่สูงนัก อยู่ระหว่างร้อยละ 5-20 เท่านั้น
แอนแทรกซ์ที่ระบบทางเดินอาหาร (intestinal anthrax) ผู้ป่วยที่กินเนื้อหรือเครื่องในสัตว์ที่ป่วยตายด้วยโรคนี้ แล้วไม่ปรุงให้สุกเพียงพอ ภายใน 12-24 ชั่วโมง จะรู้สึกมีไข้ ไม่สบายท้อง คลื่นไส้ อาเจียน คล้ายกับอาการของอาหารเป็นพิษ ถ้าไม่ได้รับการรักษาโดยเร็ว จะทำให้เกิดการอักเสบเป็นแผลที่ต่อมน้ำเหลืองของขั้วไส้และลำไส้ส่วนต่างๆ มีน้ำในช่องท้อง และปวดท้องอย่างรุนแรง บางครั้งผู้ให้การรักษาอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบก็ได้
ดังนั้นแพทย์ผู้ทำการรักษาควรเน้นการซักประวัติการรับประทานอาหารจากผู้ป่วย เมื่อพบผู้ป่วยที่มีลักษณะดังกล่าว ในรายที่มีอาการอุจจาระร่วงมักจะพบว่ามีเลือดปนออกมาด้วย

ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา เชื้อจะเข้าในกระแสเลือด เกิดอาการโลหิตเป็นพิษ ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ในกรณีนี้จะมีอัตราการป่วยตายถึงร้อยละ 50-60
แอนแทรกซ์ที่ระบบทางเดินหายใจ (pulmonary anthrax) โดยทั่วไปจะพบผู้ป่วยที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมเกี่ยวกับขนสัตว์ กระดูกป่น ที่มีฝุ่นฟุ้งกระจาย แล้วหายใจเอาสปอร์ของแอนแทรกซ์เข้าไป อาการที่พบในช่วงแรกๆ จะคล้ายกับผู้ป่วยทางเดินหายใจตอนบน มีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว จากนั้นจะหายใจขัด หายใจลำบาก หน้าเขียวคล้ำ และตายจากอาการของระบบหายใจล้มเหลวในช่วงเวลาเพียง 3-5 วันหลังรับเชื้อ
อัตราการป่วยตายของผู้ป่วยระบบนี้จะสูงมากถึงร้อยละ 80-90

สถานการณ์โรคก่อนระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา พบผู้ป่วยในทุกภาคของประเทศ ส่วนมากติดโรคจากโค, กระบือ ยกเว้นมีบางครั้งที่ติดต่อจากแพะที่ปัตตานี และติดต่อจากแกะที่ลพบุรี ในระยะ 10 ปีเศษๆที่ผ่านมาไม่พบโรคนี้ในภาคใต้ แต่ยังคงพบโรคนี้ในภาคกลาง เช่น เพชรบุรี, ราชบุรี, กาญจนบุรี
ภาคเหนือที่ตาก, แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, น่าน, สุโขทัย, นครสวรรค์, อุทัยธานี
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อุดรธานี, ขอนแก่น, นครพนม, หนองคาย, อุบลราชธานี เป็นต้น
ส่วนมากพบผู้ป่วยตามจังหวัดชายแดนที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยการลักลอบนำโคกระบือติดโรคที่ยังมีชีวิตเข้ามาชำแหละเนื้อไปจำหน่าย หรือนำเนื้อสัตว์ที่ตายด้วยโรคนี้เข้ามาจำหน่ายในราคาถูกๆ

มาตรการป้องกัน เมื่อพบว่ามีสัตว์ตายโดยกะทันหันและไม่ทราบสาเหตุการตาย ถ้ามีเลือดเป็นสีดำคล้ำไม่แข็งตัวไหลออกตามทวารต่างๆ ห้ามชำแหละซากเอาเนื้อไปใช้เป็นอาหาร และห้ามผ่าซากสัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรคแอนแทรกซ์ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อจากบริเวณที่มีสัตว์ตาย
หลายประเทศมีกฎหมายห้ามการผ่าซาก เนื่องจากเมื่อผ่าออก เชื้อ vegetative form ในร่างกายสัตว์จะได้รับออกซิเจนจากอากาศ ทำให้มีการสร้างสปอร์ซึ่งมีความคงทนต่อสิ่งแวดล้อม แต่หากไม่ผ่าซากเชื้อที่อยู่ภายในซากจะตายจนหมดหลังสัตว์ตาย 2-3 วัน โดยกระบวนการเน่าสลายตามธรรมชาติ

ให้ขุดหลุมฝัง ลึกต่ำกว่าผิวดินประมาณ 1 เมตร หากมีปูนขาวหรือขี้เถ้าให้โรยบนซากหนาประมาณ 2-3 ซ.ม. แล้วจึงกลบ เชื้อที่อยู่ในซากก็จะตายเองโดยความร้อนที่เกิดจากการสลายเน่าเปื่อยในธรรมชาติ และควรเลือกฝังในบริเวณที่ใกล้ที่สุดกับที่สัตว์ตาย ให้มีการเคลื่อนย้ายซากสัตว์ให้น้อยที่สุด
อาจเผาซากให้ไหม้มากที่สุด แล้วจึงขุดหลุมฝังกลบอีกชั้นหนึ่งก็ได้

การสุขศึกษาประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจถึงอันตรายของโรคนี้ จะสามารถลดอัตราป่วยตายของโรค และลดการระบาดของโรคได้ด้วย
การป้องกันโรคนี้จะต้องประสานงานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปศุสัตว์ เพราะมีวัคซีนป้องกันโรคล่วงหน้าในสัตว์ได้ โดยปกติจะทำวัคซีนในโค, กระบือ และสุกร ปีละ 2 ครั้ง ในท้องที่ซึ่งมีการระบาดของโรคนี้

ตรัง – นางสาวนุชรีย์ หมวดเมือง ชาวบ้าน ตำบลละมอ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง กล่าวว่า ได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการ 9101 โดยรวมกลุ่มกันเลี้ยงไก่บ้านจำหน่าย แต่ประสบปัญหาเนื่องจากพ่อค้า แม่ค้า ประชาชน ส่วนใหญ่จะซื้อไก่เนื้อ จึงนำไก่บ้านมาแปรรูปทำไก่ในกระบอกไม้ไผ่ ซึ่งไม่เหมือนใคร โดยนำมาสับเป็นชิ้นๆ ผสมคลุกเคล้ากับเครื่องสมุนไพร หมักไว้แล้วนำมาใส่ลงในกระบอกไม้ไผ่ นำกาบมะพร้าวกับใบตองปิดด้านบน

จากนั้นนำไปเผาไฟให้สุกใช้เวลาครึ่งช.ม.ทำให้มีรสชาติดีขึ้น ถือว่าเป็นภูมิปัญญาที่นำมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว จำหน่ายกระบอกละ 100 บาท ในแต่ละวันมีรายได้ 1,500-2,000 บาท สร้างรายได้ให้กับสมาชิก ขณะนี้มีอยู่ 8 คน ทั้ง 8 คนนี้มีอาชีพกรีดยางพารา และตั้งแต่เข้าร่วมโครงการ 9101 มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาก มีรายได้เพียงพอ เนื่องจากยางพาราแทบไม่ใช่อาชีพหลักแล้ว เพราะราคาตกต่ำอย่างมาก นับว่าโครงการ 9101 ได้สร้างอาชีพ ทุกคนที่เข้าร่วมโครงการต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 เป็นอย่างมากและจะดำเนินชีวิตแบบพอเพียงตลอดไป

นายบำรุง รื่นบรรเทิง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานตลาดนัดข้าวเปลือก ปีการผลิต 2560/61 จังหวัดพิษณุโลก ครั้งที่ 2 ว่า จังหวัดพิษณุโลกได้ดำเนนการเปิดตลาดนัดข้าวเปลือก ปีการผลิต 2560/61 เพื่อขับเคลื่อนงานตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าวตามนโยบายของรัฐบาล โดยการบูรณาการร่วมกันของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพิษณุโลก สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด

เพื่อเพิ่มช่องทางให้เกษตรกรได้มีอำนาจการต่อรองมากขึ้น แก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำในพื้นที่ โดยใช้กลไกสหกรณ์เป็นตลาดรับซื้อผลผลิตข้าวเปลือกจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตข้าวเปลือกในราคาที่เป็นธรรม ทั้งในด้านราคา การชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น การหักสิ่งเจือปน และไม่ถูฏเอารัดเอาเปรียบ โดยเปิดตลาดรับซื้อข้าวเปลือกตามเกณฑ์คุณภาพข้าวที่กำหนดในราคานำตลาด สูงกว่าตันละ 100-200 บาท เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเกิดการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพข้าวให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ราคาดียิ่งขึ้น

ด้าน นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการเปิดตลาดนัดรับซื้อข้าวเปลือกของสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด ได้กำหนดราคารับซื้อไว้ที่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาตันละ 12,150 บาท ส่วนข้าวเปลือกเจ้า รับซื้อในราคาตันละ 7,200 บาท ที่ระดับความชื้น 15% โดยสหกรณ์ฯ ได้เปิดราคาซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรรายแรกที่นำข้าวเปลือกหอมมะลิมาจำหน่าย ในราคาตันละ 11,700 บาท ความชื้น 25% ทำให้เกษตรกรเกิดความพึงพอใจเป็นอย่างมาก ที่ได้นำผลผลิตข้าวของตนเองมาขายผ่านตลาดรับซื้อข้าวของสหกรณ์

“ทั้งนี้ สหกรณ์ฯ มีแผนการรวบรวมรับซื้อผลผลิตข้าวเปลือก ปีการผลิต 2560/61 จำนวน 15,000 ตัน/ปี จากเกษตรกรสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป โดยการรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือกเพื่อการจัดจำหน่าย การคัดเกรดตามคุณภาพข้าวเพื่อผลผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ และการแปรรูปข้าวสาร เพื่อเพิ่มมูลค่าข้าวช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย” นายสมศักดิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรบ้านรวมไทยพัฒนา 8 หมู่ที่ 6 ตำบลรวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เร่งเก็บพริกในพื้นที่จำนวนมาก ซึ่งปีนี้มีผลิพริกดกมาก โดยเฉพาะพริกแดงซุปเปอรน์ฮอตที่ออกผลผลิตตั้งแต่ฤดูฝนจำหน่ายได้กิโลกรัมละ 60-70 บาท แต่ผลผลิตที่ออกมากเกินไป ทำให้ในช่วงฤดูหนาวราคาพริกตกต่ำ เหลือกิโลกรัมละ 25 บาท นอกจากนี้ เกษตรกรยังประสบปัญหาพริกได้รับแสงแดดช่วงกลางวัน ทำให้พริกสุกและแดงไว เกษตรกรจึงเร่งเก็บเพื่อนำไปจำหน่าย หากไม่เร่งเก็บผลผลิตจะเกิดความเสียหาย

นายสงัด วินนัน เกษตรกรผู้ปลูกพริก กล่าวว่า ปีนี้ปลูกพริกซุปเปอร์ฮอตประมาณ 20 ไร่ โดยเก็บพริกหนึ่งรอบได้ผลผลิตประมาณ 4,000 กิโลกรัม เมื่อหักค่าจ้างแรงงานเก็บพริกแล้วคงเหลือกิโลกรัมละ 20 บาท เท่านั้น การปลูกพริกช่วงปลายปีนี้ถือว่าเลวร้ายมา ต้นทุนสูง ค่าปุ๋ยค่ายาแพง และพริกยังเป็นโรคกุ้งแห้ง แอนแทคโนต ต้องฉีดพ่นยาบ่อยครั้ง

สำหรับบ้านรวมไทยพัฒนา 8 ปลูกพริกประมาณ 80 กว่าราย พื้นที่ประมาณ 1,000 กว่าไร่ ถ้ารวมทั้งอำเภอพบพระมีพื้นที่ปลูกหลายพันไร่ ถือเป็นแหล่งปลูกพริกมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

ปลัด สธ.เผย พบผู้ป่วยโรคแอนแทร็กซ์ 2 ราย ที่โรงพยาบาลแม่สอด เป็นชาวบ้านที่ชำแหละเนื้อแพะนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน กรมควบคุมโรคแนะวิธีสังเกตอาการ และวิธีป้องกัน พร้อมย้ำต้องกินอาหารที่ปรุงสุก ด้านปศุสัตว์ลงตรวจด่านกักสัตว์ที่แม่สอด ยังไม่พบสัตว์ติดเชื้อ แต่ให้ชะลอนำเข้าไว้ก่อน เพื่อสร้างความมั่นใจ

จากกรณีชาวบ้านแม่โกนเกน ม. 9 ต.มหาวัน อ.แม่สอด จ.ตาก กินเนื้อแพะที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน แล้วมีเกิดเป็นแผลพุพองตามร่างกาย คล้ายผู้ป่วยโรคแอนแทร็กซ์ จนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแม่สอด

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีพบผู้ป่วยชายซึ่งเป็นผู้ชำแหละแพะที่ตายแล้วสงสัยเป็นโรคแอนแทร็กซ์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแม่สอด จ.ตาก ว่า ในวันนี้ตนได้รับรายงานผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการจากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์พบเชื้อบาซิลลัส แอน ทราซิส (Bacillus anthracis) ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคแอนแทร็กซ์ในผู้ป่วย 2 ราย อาการมีตุ่มหนองที่มือทั้ง 2 ข้าง ขณะนี้ได้รับยารักษาและอยู่ในความดูแลของแพทย์จนกว่าตุ่มหนองจะหาย

นพ.เจษฎากล่าวต่อว่า สำหรับการควบคุมป้องกันโรค ทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 2 ได้ติดตามประชาชนในหมู่บ้านที่รับประทานเนื้อแพะ และผู้สัมผัสโรคในหมู่บ้าน บุคลากรสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์ 247 คน ได้ให้ยารับประทานเพื่อป้องกันต่อเนื่อง 60 วัน และติดตามเฝ้าระวังโรค ขณะนี้ ทุกคนยังเป็นปกติดี พร้อมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้และการป้องกันตัว แจกแผ่นพับภาษาไทย และภาษาพม่า และทำประชาคมสร้างความตระหนักแก่ประชาชนในหมู่บ้าน โดยให้สังเกตอาการ เช่น ผิวหนังมีตุ่มหนอง มีแผลหรือฝ้าขาวในปาก ลำคอ ท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือด มีไข้ ไอ เหนื่อยหอบ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

นพ.เจษฎากล่าวต่อว่า ขอชื่นชมและขอบคุณเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ทีมแพทย์ที่ตรวจพบและควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถจำกัดวงของการแพร่ระบาดได้ และขอย้ำประชาชนอย่าตื่นตระหนก เพราะโรคนี้ไม่ติดต่อจากคนสู่คน หากพบแพทย์เร็วรักษาให้หายขาดได้ และในประเทศไทยไม่พบการระบาดของโรคนี้ในสัตว์ อย่างไรก็ตาม อย่านำสัตว์ที่ป่วยหรือตายแล้ว มาชำแหละจำหน่ายหรือรับประทาน หรือนำไปให้สัตว์อื่นกิน รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ ปศุสัตว์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หากจำเป็นต้องสัมผัสสัตว์ขอให้สวมถุงมือหรือถุงพลาสติก และล้างมือฟอกสบู่ทุกครั้งหลังจากสัมผัสซากสัตว์

“หากมีอาการเป็นไข้ ไอ ปวดเมื่อยตามร่างกายหรือหากป่วยโดยมีประวัติสัมผัสสัตว์ตายหรืออยู่ในพื้นที่สัตว์ป่วยตาย หรือหลังเดินทางกลับจากพื้นที่มีผู้ป่วยให้รีบไปพบแพทย์ภายใน 48 ชั่วโมง พร้อมแจงประวัติการสัมผัสโรค ประวัติการเดินทาง โรคนี้มียารักษาหากเจ็บป่วยหลังสัมผัสสัตว์ให้รีบพบแพทย์ทันที” นพ.เจษฎากล่าว

นพ.เจษฎากล่าวด้วยว่า เมื่อ 20 ปีก่อน เคยเจอผู้ติดเชื้อแอนแทร็กซ์ที่ จ.พิจิตร ครั้งนั้นเกิดขึ้นเพราะกินเนื้อสัตว์ติดเชื้อ โดยไม่ปรุงสุก ส่วนรายสุดท้ายที่พบผู้ป่วยในประเทศไทยก็คือเมื่อ 17 ปีก่อน ที่ ต.มหาวัน อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งเป็นที่เดียวกับครั้งนี้ จากนั้นก็ไม่เจอผู้ป่วยในประเทศไทยอีก ส่วนเพื่อนบ้านตนเชื่อว่า จะมีโรคดังกล่าวอยู่เพราะไม่มีระบบกักกันสัตว์เหมือนไทย

ด้าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรมควบคุมโรคได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและได้ส่งทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว เข้าสอบสวนการเกิดโรคร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตาก และหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ พบว่าชาวบ้านได้นำแพะมาจากประเทศเพื่อนบ้าน และได้ชำแหละแจกจ่ายให้เพื่อนบ้านเพื่อปรุงอาหาร หลังจากนั้นเริ่มมีตุ่มเนื้อสีแดงขึ้นที่บริเวณผิวหนัง จึงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลและแพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นอาจป่วยด้วยโรคแอนแทร็กซ์

นพ.สุวรรณชัยกล่าวต่อว่า โรคแอนแทร็กซ์ เป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นได้ในสัตว์กินหญ้า แทบทุกชนิด ทั้งสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยง เช่น โค แพะ หรือแกะ โดยสัตว์ติดจากการเล็มหญ้าที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส แอนทราซิสเข้าไป เชื้อโรคนี้จะทำให้สัตว์ป่วยและตายอย่างรวดเร็ว โรคแอนแทร็กซ์สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนจากการสัมผัสทางผิวหนังที่มีบาดแผล หรือติดต่อจากการหายใจ หรือผ่านการกินเนื้อสัตว์ปนเปื้อนเชื้อ ในประเทศไทยพบการติดทางผิวหนังโดยการสัมผัสสัตว์ป่วย และผลิตภัณฑ์สัตว์ และติดจากการกินเนื้อสัตว์ที่ป่วยแล้วไม่ได้ปรุงให้สุกด้วยความร้อนทั่วถึง

นพ.สุวรรณชัยกล่าวด้วยว่า ผู้ป่วยจะมีอาการตามลักษณะการติดต่อ 1. การติดเชื้อที่ผิวหนัง อาการที่พบได้แก่ ผิวหนังที่ติดเชื้อมีลักษณะเป็นผื่นนูน คัน แต่ไม่เจ็บ ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นตุ่มพุพองแล้วแตกเป็นแผลแดงนูน ซึ่งต่อมาเกิดเป็นสะเก็ดสีดำ และเกิดเป็นแผลเนื้อเน่าตายได้ 2. ระบบทางเดินอาหาร จะมีไข้ ปวดมวนท้อง คลื่นไส้ อาเจียน คล้ายกับอาการของอาหารเป็นพิษ และ 3. ระบบทางเดินหายใจ จะมีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว หายใจลำบาก ซึ่งหากเข้ารับการรักษาไม่ทัน หรือไม่ถูกต้อง จะทำให้เสียชีวิตได้

วิธีการป้องกันคือ 1. หากพบสัตว์ป่วยตายผิดปกติ ให้รีบแจ้งปศุสัตว์หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที 2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือชำแหละซากสัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรค หากจำเป็นต้องสัมผัสให้สวมถุงมือยางและหน้ากากอนามัยทุกครั้ง 3. หลีกเลี่ยงนำสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่สงสัยว่าป่วยตายมากิน แจกจ่าย ขาย หรือนำไปให้สัตว์อื่นกิน เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรค และ 4. เกษตรกรหรือผู้ที่ประกอบอาชีพที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรค ควรนำสัตว์ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคทั้งนี้หากเริ่มมีอาการที่กล่าวไปข้างต้น ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจรักษาที่ถูกต้อง ประชาชนสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

ที่ด่านกักสัตว์ อ.แม่สอด นายจิระศักดิ์ พิพัฒนพงศ์โสภณ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นพ.สมยศ กรินทราทันต์ รองผอ. โรงพยาบาลแม่สอด และสาธารณสุขอำเภอแม่สอด ร่วมกันแถลงกรณีชาวบ้านแม่โกนเกนติดเชื้อโรคแอนแทร็กซ์ ว่า หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบจุดกักกันสัตว์นำเข้าจากต่างประเทศจุดตรงข้ามบ้านแม่โกนเกน ม. 9 ต.มหาวัน พบมีแพะ 700 ตัว ทุกตัวยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่พบการระบาดของโรคแต่อย่างใด

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์เขตอำเภอแม่สอด ได้ชะลอการนำเข้าแพะจากชายแดนไทย-เมียนมา ในเฉพาะจุด ต.มหาวัน เป็นการชั่วคราว ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจ ความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ร.ต. เจษฎา อิทธิสัทธากุล รองหัวหน้าฝ่ายบริการสถานีรายงานยอดดอยสถานีเรดาร์กองทัพอากาศดอยอินทนนท์ เปิดเผยว่า เช้ามืดวันนี้ได้เกิดปรากฏการณ์น้ำค้างแข็ง หรือเหมยขาบ ขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบปี โดยขณะที่ได้อยู่เวรตรวจการณ์บริเวณสถานีเรดาร์กองทัพอากาศบนยอดดอย และสังเกตว่าสภาพอากาศบนนั้นหนาวเย็นติดต่อกันมาสามวันแล้ว และคิดว่าน่าจะเกิดน้ำค้างแข็งขึ้น

กระทั่งเวลา 04.30 น. อุณหภูมิวัดจากแอพพลิเคชั่นมือถือได้ที่ 5 องศาเซลเซียส สังเกตเห็นว่าบนพื้นหญ้าแห้ง เริ่มรู้ว่าสถานีเรดาร์เกิดมีน้ำค้างแข็งแผ่วงกว้าง แต่ไม่มากนัก จึงได้ถ่ายภาพไว้และรายงานให้หน่วยงานได้รับทราบ คาดว่าหากอากาศหนาวเย็นมากกว่านี้ หลายวันนี้น่าจะมีโอกาสเกิดเหมยขาบได้อย่างต่อเนื่อง

ที่จังหวัดเชียงราย บริเวณน้ำพุร้อนธรรมชาติป่าตึง hdwallpaperia.com ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย มีนักท่องเที่ยวและประชาชนต่างพากันไปแช่น้ำแร่เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายเป็นการคลายหนาวกันอย่างคึกคัก นอกจากนี้ ยังมีบ่อน้ำร้อนอุณหภูมิน้ำเดือดได้กลายเป็นจุดที่ผู้คนต่างนำไข่ไปต้มให้สุก กลายเป็นธุรกิจจำหน่ายไข่ไก่ ไข่นกระทา สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ นอกจากนั้นยังมีเอกชนเข้าไปเช่าพื้นที่เพื่อให้นักท่องเที่ยวหากต้องการเข้าไปนอนแช่น้ำแร่ภายในห้องพักที่มิดชิดโดยคิดราคาชั่วโมงละประมาณ 100 บาท ทำให้บรรยากาศตามสถานที่ที่มีบ่อน้ำพุร้อนมีนักท่องเที่ยวไปเยือนและใช้บริการในฤดูหนาวนี้มากกว่าช่วงปกติ

ที่บริเวณจุดสกัดเขาสูงเขาแผงม้า บ้านคลองทราย ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากพาครอบครัวเดินทางไปดูฝูงกระทิงหลายสิบตัวที่เดินออกมาหาอาหารภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาแผงม้า เป็นภาพที่หาดูได้ยาก ทางเจ้าหน้าที่ประจำจุดสกัดเขาแผงม้าได้นำกล้องส่องทางไกลจำนวน 4 ตัว ไปติดตั้งไว้ เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวได้ใช้ส่องมองเห็นกระทิงได้ชัดเจน

นางสาวสมฤดี จิตรจง ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงข่าวเปิดฤดูท่องเที่ยวภาคเหนือประจำปี 2561 “แอ่วเหนือครั้งใหม่ ไม่เหมือนเดิม” ที่ไร่แม่ฟ้าหลวง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ว่าที่ผ่านมานักท่องเที่ยวที่ไปเยือนภาคเหนือมีความสนใจสินค้าการท่องเที่ยวที่สร้างเสริมประสบการณ์ใหม่ๆ อาหารประจำถิ่น การท่องเที่ยวแบบใส่ใจสิ่งแวดล้อมและตอบแทนสังคม และเกิดจากการบอกต่อผ่านสื่อสาธารณะ แชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย ดังนั้นในปี 2561 ททท.จึงมุ่งเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวในภาคเหนือขึ้นอีก 8.7% หรือประมาณ 134,800 ล้านบาท โดยสร้างสรรค์และเพิ่มมูลค่าของแหล่งท่องเที่ยว บริการที่มีอยู่ให้น่าสนใจยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสินค้าท้องถิ่น อาหาร การท่องเที่ยวในวันธรรมดา ขยายการท่องเที่ยวไปยังเมืองรอง ส่งเสริมภาคเหนือเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือ กลุ่มสูงวัย กลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่มผู้หญิง และกลุ่มครอบครัว

“นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไปเที่ยวช่วงฤดูหนาวเพื่อสัมผัสความหนาวเย็น ชมภูเขา ทะเลหมอก และดอกไม้ จึงอยากส่งต่อแนวคิดแอ่วเหนือครั้งใหม่ไม่เหมือนเดิม โดยสร้างกระแสว่าแท้จริงแล้วสามารถเที่ยวได้ทุกฤดูกาล เพราะมีความงามของแหล่งท่องเที่ยว สร้างประสบการณ์ และแรงบันดาลใจที่ไม่เหมือนเดิมในแต่ละครั้ง สำหรับการส่งเสริมดังกล่าวแบ่งเป็น 8 แรงบันดาลใจ คือ แรงบันดาลใจจากเกษตรหลวง-โครงการหลวง, วิถีชีวิตชุมชน วัฒนธรรมประเพณีพื้นเมือง และชาติพันธุ์, ดอกไม้ ธรรมชาติสายหมอกขุนเขา, แพรพรรณอาภรณ์ผ้าพื้นเมืองเลื่องชื่อ, อาหารท้องถิ่น, วัด, การผจญภัยที่สนุก ตื่นเต้น ท้าทายอย่างปลอดภัย และการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ”

นายสมสวัสดิ์ ตันตระกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาฟาร์มโคนม บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ เปิดเผยว่า ปีนี้สภาพอากาศของไทยเจอทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงโคนมในประเทศ พืชอาหารสัตว์ได้รับความเสียหาย และแม่โคนมเกิดการระบาดต่อเนื่อง ช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม แม่โคล้มตายกว่า 10-20% ทำให้เกษตรกรโคนมต้องคัดทิ้งแม่โคช่วงให้ผลผลิตออกเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ปริมาณนมดิบของไทยใน 3 ไตรมาส ลดลงถึง 27 ล้านกิโลกรัม ในส่วนบริษัทได้รับผลกระทบด้วย โดยปริมาณนมดิบที่รับซื้อลดลงเหลือ 17% จากรับซื้อ 353 ตัน ต่อวัน และนมดิบรวมผลิตได้ 3,300 ตัน ต่อวัน ทำให้สต๊อกนมยูเอชทีลดลงตามไปด้วย

นายสมสวัสดิ์ กล่าวว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบมากกว่านี้ในปี 2561 บริษัทจึงมีแผนส่งเสริมเกษตรกรทั้งรายเก่าที่มีอยู่ 4,000 ราย ผลิตนมดิบให้มากขึ้นเป็น 18 กิโลกรัม (กก.) ต่อตัว ต่อวัน จากปัจจุบัน 17 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน โดยใช้เทคโนโลยีจากเนเธอร์แลนด์เข้ามาช่วย พร้อมกับส่งเสริมให้เกษตรกรรายใหม่เลี้ยงให้มากขึ้น โดยการรับซื้อนมดิบตามราคาที่รัฐบาลกำหนด 19 บาท ต่อกิโลกรัม ถึง 19.30-20 บาท ต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ มีแผนกระตุ้นการบริโภคนม ที่ปัจจุบันอยู่ในอัตราต่ำเพียง 18 กิโลกรัม ต่อคน ต่อปี น้อยกว่าญี่ปุ่นบริโภค 100 กิโลกรัม ต่อคน ต่อปี และสิงคโปร์บริโภค 60 กิโลกรัม ต่อคน ต่อปี ซึ่งไทยมีแผนส่งเสริมให้มีการบริโภคเป็น 25 กิโลกรัม ต่อคน ต่อปี ในอีก 5 ปีข้างหน้า ในส่วนของโฟร์โมสต์ต้องทำให้ได้ใน 3 ปีจากปัจจุบันโฟสต์ยังมียอดขายนมยูเอชทีอันดับ 1 ของไทย ปีนี้คาดยอดขายเพิ่มขึ้น 2-5% จากปีก่อนมียอดขาย 13,500 ล้านบาท

ห้ามพลาด! 3 ธ.ค.นี้ สดร.ชวนคนไทยชม “ซูเปอร์ฟูลมูน” ใหญ่สุด

ในรอบปีวันที่ 29 พฤศจิกายน นายศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) เปิดเผยว่า ในคืนวันที่ 3 ธันวาคม 2560 จะเกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวงจะปรากฏในตำแหน่งใกล้โลกที่ระยะห่างประมาณ 357,973 กิโลเมตร คืนดังกล่าวจะสังเกตเห็นดวงจันทร์เต็มดวงมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย นอกจากนี้ยังมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าขณะอยู่ไกลโลกมากที่สุดประมาณ 14% และมีความสว่างมากกว่าประมาณ 30% หรือเรียกว่า “ซูเปอร์ฟูลมูน” (Super Full Moon) สังเกตได้ด้วยตาเปล่าทางทิศตะวันออก หลังดวงอาทิตย์ตก ตั้งแต่เวลาประมาณ 18:00 น. เป็นต้นไป

“ตามปกติดวงจันทร์โคจรรอบโลกเป็นรูปวงรี 1 รอบใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ดังนั้นในแต่ละเดือนจะมีตำแหน่งที่ดวงจันทร์ใกล้โลกที่สุดเรียกว่า เปริจี (Perigee) มีระยะทางเฉลี่ย 356,400 กิโลเมตรและตำแหน่งที่ไกลโลกที่สุดเรียกว่า อะโปจี (Apogee) มีระยะทางเฉลี่ยประมาณ 406,700 กิโลเมตร การที่ผู้คนบนโลกสามารถมองเห็นดวงจันทร์เต็มดวงที่โตกว่าปกติเล็กน้อยในคืนที่ดวงจันทร์โคจรเข้ามาใกล้โลก นับเป็นเหตุการณ์ปกติที่สามารถอธิบายได้ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ และแม้ว่าดวงจันทร์จะมีตำแหน่งโคจรเข้าใกล้โลกทุกเดือน แต่ดวงจันทร์ไม่ได้ปรากฏเต็มดวงทุกครั้ง”นายศรัณย์ กล่าว

ผู้อำนวยการ สดร.กล่าวว่า แม้ว่าในครั้งนี้จะเป็นดวงจันทร์เต็มดวงที่ใหญ่ที่สุดในปี 2560 แต่ในวันที่ 2 มกราคม 2561 อีกหนึ่งเดือนนับจากนี้ ดวงจันทร์เต็มดวงจะอยู่ใกล้โลกกว่านี้ที่ระยะห่างประมาณ 356,595 กิโลเมตร ทำให้มีขนาดปรากฏใหญ่กว่าครั้งนี้อีกเล็กน้อย วันดังกล่าวจะเป็นซูเปอร์ฟูลมูนที่ใหญ่ที่สุดในปี 2561 ทั้งนี้ การที่เรามองเห็นดวงจันทร์ขณะอยู่บริเวณใกล้ขอบฟ้าแล้วรู้สึกว่ามีขนาดปรากฏใหญ่กว่าตำแหน่งอื่น ๆ บนท้องฟ้า แท้จริงแล้วเป็นเพียงภาพลวงตาที่เรียกว่า”Moon Illusion” เนื่องจากบริเวณขอบฟ้ามีวัตถุให้เปรียบเทียบขนาด เช่น ภูเขา ต้นไม้ อาคาร เป็นต้น แต่บริเวณกลางท้องฟ้าไม่มีวัตถุใดมาเปรียบเทียบขนาด ทำให้ความรู้สึกในการมองดวงจันทร์บริเวณกลางฟ้าดูมีขนาดเล็กกว่าปกติ

“สดร.ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมชมความสวยงามของดวงจันทร์ในคืนดังกล่าว โดยเฉพาะโรงเรียนในโครงการกระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ 77 จังหวัด เปิดฟ้าส่องโลกดาราศาสตร์ เปิดโอกาสเรียนรู้ทั่วหล้า ที่รับมอบกล้องโทรทรรศน์จาก สดร. รวมถึงโรงเรียนอื่น ๆ ที่สนใจใช้โอกาสนี้จัดกิจกรรมเรียนรู้นอกห้องเรียน เชิญชวนนักเรียนและชุมชนรอบข้างร่วมสังเกตการณ์ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลก ส่องจันทร์ดวงโตแบบเต็มตาผ่านกล้องโทรทรรศน์ ในคืนดังกล่าว ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์ได้เป็นอย่างดี

นายกฤตชัย อรุณรัตน์ เลขาธิการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานแสดงผลงาน “การจัดการศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต กศน.สิงห์บุรี ประจำปี 2560” ร่วมกับนายประสงค์ คงเคารพธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี และนายสันติ ต่วนชะเอม ผอ.สำนักงาน กศน.จังหวัดสิงห์บุรี ว่า การจัดงานครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าจังหวัดสิงห์บุรีให้ความสำคัญกับการจัด และส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ที่ส่งผลกระทบไปสู่การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะให้ทุกภาคส่วนได้ทราบถึงผลการดำเนินงานของสำนักงาน กศน.และสถานศึกษาในสังกัดทุกแห่ง เพื่อสนับสนุน เชิญชวนให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายและตรงตามความต้องการของประชาชนมากที่สุด

เลขาธิการ กศน.กล่าวต่อว่า การมอบเกียรติบัตรแก่ครูผู้ปฏิบัติงานดีเด่นของสำนักงาน กศน.สิงห์บุรี ประจำปี ยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับบุคลากร ภาคีเครือข่าย ที่มีส่วนส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนจังหวัดได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ สำนักงาน กศน.ได้กำหนดนโยบายและจุดเน้นการดำเนินงานการศึกษาตามอัธยาศัยประจำปีงบประมาณ 2561 ซึ่งมีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษาในสังกัด นำนโยบายและจุดเน้นไปใช้ได้อย่างถูกต้อง เป็นรูปธรรม สร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมอุดมปัญญาด้วยการจัดการให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ และทำให้สำนักงาน กศน.จังหวัดสิงห์บุรี ดำเนินการตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รัฐบาล และสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ไทยแลนด์ 4.0 ตลอดจนวิสัยทัศน์ของจังหวัดสิงห์บุรี ให้เป็นเมืองน่าอยู่ เมืองแห่งการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนภายใต้การพัฒนาที่ยั่งยืน

นิวซีแลนด์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาอันดับ 7 ของโลก จาก The Annual Universitas 21 league table อีกทั้งมหาวิทยาลัยทั้ง 8 แห่งของนิวซีแลนด์ล้วนติดท็อป 3 ของโลก โดย QS World University Ranking 2018

ที่ผ่านมาประเทศนิวซีแลนด์กับสถาบันการศึกษาไทยมีความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือการผนึกกำลังของหน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ (Education New Zealand : ENZ) กับ 9 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) จัดโครงการ “การพัฒนาการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อของคณาจารย์กลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล” โดยจัดฝึกอบรมในประเทศไทย พร้อมไปศึกษาเทคนิคและกระบวนการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาชั้นนำที่นิวซีแลนด์

อย่างไรก็ดี แผนความร่วมมือยังมีต่อเนื่อง โดย “กรานท์ แมคเฟอร์สัน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารหน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ ให้ข้อมูลว่า ได้มีการพูดคุยกับทางกลุ่ม มทร. ในการต่อยอดโครงการดังกล่าว ซึ่งจะจัดรุ่นต่อไปในเดือน ก.พ. 2561 พร้อมขยายกลุ่มเป้าหมายโครงการเป็นอาจารย์ที่สอนด้านวิชาชีพ จากเดิมที่เป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษ

นอกจากนั้นในปีหน้าจะมีการฝึกอบรมศักยภาพขั้นสูงด้านความคิดสร้างสรรค์ และคิดเป็นเหตุเป็นผล (critical thinking) โดย Auckland University of Technology (AUT) เพื่อให้คณาจารย์ของ มทร.มีเทคนิคการสอนที่สร้างสรรค์มากขึ้น สามารถสร้างการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการคิดที่สำคัญในห้องเรียนได้

“การร่วมมือกันระหว่างเรากับ มทร.จะสามารถแก้ไขปัญหาการศึกษาได้ ซึ่งเราเห็นว่าไทยมุ่งเน้นพัฒนาภาษาอังกฤษ และศักยภาพของครู และนิวซีแลนด์ก็มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ ในทางกลับกัน เราจะดูว่าสถาบันการศึกษาของไทยมีความเชี่ยวชาญด้านไหนที่จะสามารถสนับสนุนการศึกษาของนิวซีแลนด์ได้ด้วย”
“กรานท์” บอกอีกว่า มหาวิทยาลัยของนิวซีแลนด์หลายแห่งได้ทำความร่วมมือกับ มทร.แห่งต่าง ๆ อาทิ มทร.อีสานได้ประชุมหารือกับ University of Otago Language Center เพื่อร่วมจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติ ขณะที่ มทร.ธัญบุรีได้หารือกับ AUT ในการสร้างวิทยาเขตระดับปริญญาตรี-โท และการทำหลักสูตร 2 ปริญญาในสาขาวิชาบริหารธุรกิจ

ไม่เพียงเท่านั้น มทร.กรุงเทพ และ Waikato Institute of Technology (WINTEC) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อเปิดศูนย์การฝึกอบรมภาษาอังกฤษไทย-นิวซีแลนด์ ขึ้นแห่งแรกในประเทศไทย โดยระยะแรกจะเป็นการฝึกอบรมคณาจารย์และบุคลากรของมหาวิทยาลัยก่อน แล้วระยะที่ 2 ช่วงเดือน มี.ค. 2561 มทร.แห่งอื่น ๆ จะเข้าร่วมในการพัฒนาภาษาอังกฤษ เพื่อพัฒนาแนวคิดด้านการเรียนการสอน รวมถึงเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ ๆ

สำหรับ 1 ใน 9 มทร.ที่เป็นพันธมิตรกับนิวซีแลนด์ “รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์” อธิการบดี มทร.พระนคร กล่าวว่า จากการส่งอาจารย์ไปอบรมโครงการการพัฒนาการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อฯ ซึ่งมีการสอนด้านภาษาอังกฤษและวิชาชีพ ปรากฏว่าอาจารย์ได้เทคนิคการสอนแบบ active learning เป็นการสอนที่ทำให้นักศึกษามีส่วนร่วม รู้จักคิด และวิเคราะห์ ขณะเดียวกันได้สัมผัสกับรูปแบบการสอนที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสอน ทั้งไอโฟนและไอแพด โดยเราจะนำมาปรับใช้กับ มทร.พระนคร ที่มีเป้าหมายในการเป็น digital university

“นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่มีจุดเด่นด้านการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งจุดอ่อนของเด็กไทยหรือเด็ก มทร.คือด้านนี้ ซึ่งเมื่ออาจารย์ไปอบรมแล้ว เขาได้กลับมาทำ Knowledge Management (KM) ให้กับอาจารย์สอนภาษาอังกฤษทั้งหมด เพื่อขยายผลและกระจายความรู้ให้อาจารย์ท่านอื่นไปปรับใช้ในการสอนนักศึกษา”

“ด้วยความที่ มทร.เน้นผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติ ดังนั้นนักศึกษาของเราเรียนจบออกไปแล้วไม่ตกงาน และสามารถทำงานได้เลย นักศึกษา มทร.จึงเป็นที่ยอมรับของตลาดแรงงาน กระนั้น สิ่งที่เด็กของเราขาดคือภาษาอังกฤษ ถ้าเราติดอาวุธด้านภาษาอังกฤษให้กับเขา นักศึกษาจะสามารถเติบโตในวิชาชีพได้มากขึ้น ทั้งในตลาดแรงงานของไทยและต่างประเทศ”

“รศ.สุภัทรา” ระบุด้วยว่า มทร.พระนครกำลังจัดทำหลักสูตรนานาชาติ ระดับปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ ร่วมกับ AUT ซึ่งจะมีการฝึกงานเป็นระยะเวลา 3-4 เดือน ในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนของมหาวิทยาลัย นอกจากนี้จะมีโครงการแลกเปลี่ยนครูและบุคลากรเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกด้วย
ทั้งนั้น “กรานท์” กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศนิวซีแลนด์มีนักเรียนต่างชาติกว่า 1.3 แสนคน จาก 180 ประเทศทั่วโลก โดยมีคนไทยที่เรียนในนิวซีแลนด์กว่า 3,500 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มของโรงเรียนและคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ดี นิวซีแลนด์ยังโฟกัสต่อเนื่องกับกลุ่มผู้เรียนระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งการร่วมมือกับ มทร.เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สัดส่วนของตลาดมหาวิทยาลัยโตได้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ในส่วนของอาชีวศึกษา เราต้องการให้เกิดความร่วมมือและมีนักเรียนไทยไปเรียนระดับนี้ที่นิวซีแลนด์มากขึ้น

“จำนวนผู้เรียนไทยโตขึ้น 8% จากปีที่แล้ว หากเทียบเม็ดเงินที่ได้จากตลาดการศึกษาของไทยของปี 2559 อยู่ที่ 120 ล้านเหรียญนิวซีแลนด์ ซึ่งตลาดการศึกษาต่อต่างประเทศของประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตขึ้น อีกทั้งตลาดอาเซียนมีสัดส่วนการเติบโตถึง 34%”

“อย่างไรก็ดี นอกจากการร่วมมือกับกลุ่ม มทร. นิวซีแลนด์ยังเดินหน้าส่งเสริมการศึกษาไทยผ่านความร่วมมือกับหลากหลายหน่วยงาน ซึ่งล่าสุดเราได้เข้าหารือกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ในการจัดทำความร่วมมือระหว่างโรงเรียนนิวซีแลนด์กับโรงเรียนเอกชนของไทย รวมถึงได้พูดคุยกับสถาบันพระบรมราชชนก สำหรับการจัดทำหลักสูตรด้านสาธารณสุขให้เข้มแข็งมากขึ้น”

สุรินทร์ – ช่วงนี้ในพื้นที่ตามหมู่บ้านต่างๆ ในภาคอีสาน จะพบเห็นตามทุ่งนา ชาวนากำลังเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกหอมมะลิ และนำมาตากแดดตามถนนภายในหมู่บ้าน หรือตามสนามร.ร. แม้กระทั่งลานวัด แทบไม่มีเวลาไปตลาดชื้อกับข้าว ขณะที่พ่อค้าแม่ค้ารถเร่แบบเดลิเวอรี่ ขายของกันอย่างคึกคัก

อย่าง นายสุวรรณ์ สูงยิ่ง ชาวบ้านหนองละคร ตำบลแคน อำเภอสนม จังหวัดสุรินทร์ ใช้มอเตอร์ไซค์ ฮอนด้าเวฟ ส่วนท้ายรถติดตะกร้าไม้สี่เหลี่ยมตอกตะปูไว้รอบข้างไว้ห้อยถุงอาหาร สด แห้ง ผลไม้ ขนมขบเคี้ยว ของทอด เป็นต้น ขายถุงละ 10 บาท ออกวิ่งเร่ขายไปตามถนนที่ชาวบ้านตากข้าวกัน ลงทุนไป 1,500 บาทขายได้ 2,000 กว่าๆ ได้กำไรวันละ 500-600 บาท

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน นายศุภนารถ เกตุเจริญ เกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า หลังจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดสรรงบประมาณดำเนินโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ 29 จังหวัด งบประมาณกว่า 289 ล้านบาท ล่าสุด กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดซื้อจัดจ้างสารเคมีกำจัดหนอนหัวดำและส่งมาในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พบพื้นที่การระบาดมากที่สุดในประเทศ โดยทีมเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการลงพื้นที่ดำเนินการในสวนมะพร้าว ทำเครื่องหมายไว้จำนวนกว่า 3 ล้านต้น

เริ่มจากการเจาะลำต้นมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตร ประมาณ 2.3 ล้านต้น ตั้งเป้าหมายใน 1 สัปดาห์ จะต้องฉีดให้ได้ประมาณ 2,100 ต้น หรือวันละ 300 ต้น คาดว่าใช้เวลา 30 วัน จะเจาะลำต้นมะพร้าวเสร็จสิ้น จากนั้นจะเริ่มดำเนินการในส่วนของต้นมะพร้าวที่มีขนาดต่ำกว่า 12 เมตร มีประมาณ 9 แสนต้น โดยวิธีการฉีดพ่นทางใบเพื่อทำลายหนอน พร้อมขอความร่วมมือเกษตรกรเจ้าของสวนร่วมตรวจสอบการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ด้วย ตรวจสอบว่าได้ดำเนินการครบทุกต้นตามที่ได้ทำเครื่องหมายไว้หรือไม่ เพื่อป้องกันการทุจริต นอกจากนี้ภาครัฐยังส่งเสริมการเพาะเลี้ยงแตนเบียน และรณรงค์ประชาชนตัดทางใบเผาทำลายควบคู่กันไปด้วยเพื่อให้การกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวกรณีนายแสงชัย แหเลิศตระกูล เจ้าของตำรับสมุนไพรบำบัดโรคมะเร็ง ได้ทำการแจกตัวสมุนไพรที่มีลักษณะเป็นแคปซูล เพื่อแจกให้แก่ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งในระยะท้าย ซึ่งมีประชาชนไปรอรับเป็นจำนวนมากกว่า 5,000 คนต่อวัน จนเกิดคำถามในสังคมออนไลน์ว่ามีสรรพคุณจริงหรือไม่ และกระทรวงสาธารณสุขมีมาตรการยืนยันความปลอดภัย รวมถึงประสิทธิภาพของยาอย่างไรนั้น

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พร้อมด้วยนายแสงชัย แหเลิศตระกูล เจ้าของตำรับสมุนไพรบำบัดโรคมะเร็ง ร่วมแถลงข่าวกรณีตำรับสมุนไพรรักษาโรคมะเร็งจังหวัดปราจีนบุรี โดย นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า จากปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งทั่วประเทศ เดินทางมารับยาสมุนไพรตำรับดังกล่าวจากนายแสงชัย จำนวนมากกว่า 5,000 คนต่อเดือน ดังนั้น กรมแพทย์แผนไทยฯ ในฐานะเป็นกรมวิชาการ เห็นว่า ข้อมูลดังกล่าวอาจเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ เพราะสมุนไพรมีจำนวนมากที่สามารถนำมาพัฒนาเป็นยารักษาโรคได้ แต่ต้องผ่านการพิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์ ทางกรมจึงได้ประสานไปยังนายแสงชัย และร่วมกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในการดำเนินการวิจัยเพื่อให้เกิดความชัดเจน

“โดยจะศึกษาใน 2 ประเด็น คือ 1.การศึกษาประสิทธิผลเบื้องต้นต่อเซลล์มะเร็งต่างๆ ในหลอดทดลอง รับผิดชอบโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ และ 2.การศึกษาลักษณะประชากรและประเมินกลุ่มเสี่ยงในผู้ป่วยมะเร็งที่มารับสมุนไพรรักษามะเร็งดังกล่าว โดยจะมีการศึกษาเบื้องต้น คาดว่าใช้เวลา 3 เดือน หากได้ผลเป็นบวก ไม่พบผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย จะนำไปสู่การพัฒนามาตรฐานวัตถุดิบและยาสำเร็จของตำรับต่อไป คาดว่าหากถึงขั้นนั้นจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี” นพ.เกียรติภูมิกล่าว และว่า แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงย้ำเสมอว่า ผู้ป่วยมะเร็งจะต้องตรวจวินิจฉัยจากแพทย์แผนปัจจุบันก่อน การรักษาก็ยังต้องอิงตามแพทย์แผนปัจจุบัน ส่วนแพทย์แผนไทยจะเป็นทางเลือกคู่ขนาน ซึ่งการรักษาโรคต่างๆ สามารถรักษาร่วมกันระหว่างแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนปัจจุบัน

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีนายแสงชัย จำเป็นต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานการผลิตสมุนไพรหรือไม่ รวมถึงเกณฑ์การจ่ายยาต้องได้รับขึ้นทะเบียนเป็นหมอพื้นบ้านหรือไม่ นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า สมุนไพรเป็นสารกึ่งยา ต้องมีกฎหมายเฉพาะ ซึ่งจะใช้กฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับกฎหมายเฉพาะนั้น ขณะนี้กรม ได้ผลักดันกฎหมายผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งจะครอบคลุมการใช้ การผลิตสมุนไพร โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ส่วนการขึ้นทะเบียนเป็นหมอพื้นบ้านนั้น ทางนายแสงชัยได้ส่งเรื่องเข้ามาขอขึ้นทะเบียนเช่นกัน โดยกรมอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดและเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งหมอพื้นบ้าน จะเป็นหมอที่ได้รับหนังสือรับรองหมอพื้นบ้าน เป็นผู้ที่มีบทบาทในการดูแลชาวบ้านในชุมชน ซึ่งอาจไม่มีใบประกอบโรคศิลปะแต่ต้องผ่านการรับรองจากกรมก่อน

ด้าน นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการศึกษาวิจัยนั้นจะมี 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนแรก 3 เดือน โดยจะเป็นการศึกษาประชาชนที่มารับยา ผู้ป่วยที่มารับ ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 5,000-6,000 คนต่อเดือน เบื้องต้นขั้นต่ำจะเก็บข้อมูลประมาณ 2,000 คน ซึ่งจะเก็บข้อมูลที่ สถานีตำรวจภูธร (สภอ.) ปราจีนบุรี ซึ่งจะดูว่าป่วยเป็นมะเร็งชนิดใด มะเร็งระยะใด และได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างไรบ้าง รวมทั้งที่ผ่านมารับยาไปแล้วอาการเป็นอย่างไร ส่วนขั้นการทดลองสารจากยา หาความปลอดภัย ตรวจหาเชื้อปนเปื้อนหรือตรวจหาสเตียรอยด์ จะเป็นหน้าที่ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ส่วนสถาบันมะเร็งแห่งชาติจะตรวจในระดับหลอดทดลองว่า มะเร็งชนิดไหนตายจากยาตัวนี้บ้าง

“หากผลการตรวจในระยะแรกออกมาเป็นบวก ก็จะนำไปสู่การทดลองระยะที่ 2 ซึ่งจะเป็นช่วงเปิดสูตรต่อไป และนำไปสู่ความร่วมมือการผลิตในรูปของยาสมุนไพรในอนาคต ซึ่งกรณีนี้จะต้องให้ชัดเจนก่อนว่าสมุนไพรของนายแสงชัย ไม่ส่งผลข้างเคียง และมีฤทธิ์ทางยาได้จริง” นพ.ปราโมทย์กล่าว

นายแสงชัยกล่าวว่า จริงๆ ตนไม่ใช่หมอ เพียงแต่ต้องการแจกสมุนไพรที่ได้สูตรมา เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย และมีใบรับรองแพทย์ตรวจวินิจฉัยว่าป่วยเป็นมะเร็ง ตนจึงได้แจกผลิตภัณฑ์สมุนไพรให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งที่มีใบรับรองแพทย์มานานกว่า 12 ปีแล้ว ตัวผลิตภัณฑ์มีทั้งน้ำมันรำข้าวที่ได้จากการสีครั้งแรก และยังมีสมุนไพรที่เรียกว่า ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ และพิลังกาสา โดยใช้ทุนของตัวเองร่วมกับการได้รับสมุนไพรมาฟรีๆ จากชาวบ้าน ส่วนกระบวนการผลิตนั้นมีห้องผลิตอยู่แล้ว ทั้งนี้เดิมจะแจกให้กับผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่รักษาไม่ได้แล้ว แต่ปัจจุบันมีทั้งคนป่วยมะเร็งระยะแรกๆ ก็มา ทำให้มีปัญหาว่าคนเยอะต้องแบ่งยาให้ ซึ่งอาจจะได้น้อย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคนป่วยมะเร็งระยะแรกนั้นตนอยากให้พบแพทย์แผนปัจจุบันก่อน

“จากที่ทำมา 12 ปี ไม่ได้มีการศึกษาวิจัยอะไร ใช้ประสบการณ์ ซึ่งจากการสังเกต และการบอกกล่าวของผู้ที่มารับผลิตภัณฑ์ และผลจากการตรวจเลือด ตรวจสุขภาพของผู้ป่วยเอง ซึ่งมะเร็งส่วนใหญ่ที่ได้ผลน่าพอใจจะเป็นมดลูก รังไข่ และเต้านม ที่ผ่านมามีบริษัทยาจากจีน และญี่ปุ่นเข้ามาติดต่อซื้อสูตรยา บางบริษัทมาขอให้เราผลิตให้เขาเลย แต่เราไม่ทำ คิดว่าการเข้าร่วมศึกษาวิจัยต่อยอดครั้งนี้น่าจะเกิดประโยชน์กับคนไทยมากกว่า” นายแสงชัยกล่าว และว่า ต่อจากนี้ก็ยังมีการแจกผลิตภัณฑ์เช่นเดิม แต่ในวันที่ 3 ธันวาคม เป็นครั้งแรกที่จะมีการทดลองระบบการแจกยาใหม่ โดยสแกนบัตรสมาร์ทการ์ด ให้คูปอง แล้วค่อยแจกผลิตภัณฑ์

สืบเนื่องจากพบผู้ป่วยติดเชื้อแอนแทรกซ์ (Anthrax) 3 ราย ที่ ต.มหาวัน อ.แม่สอด จ.ตาก หลังชำแหละและรับประทานเนื้อแพะที่ลักลอบนำเข้าจากประเทศเมียนมา
โดยพบว่าผู้ป่วยมีลักษณะของแผลเป็นตุ่ม นูนแดง ข้างในเป็นสีดำ จับแล้วไม่เจ็บ ซึ่งเข้าได้กับอาการของ 2 โรค คือ 1.เป็นโรคแอนแทรกซ์ หรือ 2.เป็นโรคสครับไทฟัส ซึ่งเก็บเชื้อตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างละเอียดนั้น

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข cubiclebot.com ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ถึงผลการตรวจสอบหาเชื้อของ 2 ผู้ต้องสงสัยติดเชื้อแอนแทรกซ์ หลังมีการชำแหละแพะที่ลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งผู้ป่วยเป็นชาว ต.มหาวัน อ.แม่สอด จ.ตาก ทั้งนี้ ผลพบว่า 1 รายมีผลเป็นบวก ติดเชื้อแอนแทรกซ์ แต่อีกรายยังรอคอนเฟิร์ม ส่วนรายละเอียดนั้นขอดูข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้ง

จากข้อมูล กลุ่มระบาดวิทยาโรคติดต่อ สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
โรคแอนแทรกซ์ หรือชาวบ้านเรียกว่า โรคกาลี เป็นโรคที่รู้จักกันมาแต่โบราณกาล
แอนแทรกซ์เป็นโรคระบาดสำคัญโรคหนึ่งใน พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2499 เป็นโรคติดต่ออันตรายร้ายแรงที่เกิดขึ้นได้ในสัตว์กินหญ้าแทบทุกชนิด ทั้งสัตว์ป่า เช่น ช้าง, เก้ง, กวาง และสัตว์เลี้ยง เช่น โค, กระบือ, แพะ, แกะ แล้วติดต่อไปยังคนและสัตว์อื่น เช่น เสือ, สุนัข, แมว, สุกร
โรคมักเกิดในท้องที่ซึ่งมีประวัติเคยมีโรคนี้ระบาดมาก่อน แต่ปัจจุบันเนื่องจากการคมนาคมสะดวกและรวดเร็ว พ่อค้าสัตว์มักจะนำสัตว์ป่วยหรือสัตว์ที่อยู่ในระยะฟักตัวของโรคไปขายในท้องถิ่นอื่น ทำให้เกิดการกระจายของโรคไปไกลๆได้

เชื้อนี้ก่อให้เกิดโรคในคน คือ ที่ผิวหนัง, ที่ปอดจากการสูดดม, ที่ทางเดินอาหาร และ oro-pharynx จากการกินเชื้อนี้เข้าไป
โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Bacillus anthracis เป็นเชื้อ aerobic, non-motile, spore-forming rod (1-1.25 ? 3-5 nm) จัดอยู่ในตระกูล Bacillaceae เมื่อนำตัวอย่างเชื้อจากผู้ป่วยมาย้อมสีแกรมจะพบ square-ended gram-positive rods ขนาดใหญ่อยู่เดี่ยวๆ หรือต่อกันเป็น short chains เมื่ออยู่ในที่แห้งและภาวะอากาศไม่เหมาะสมจะสร้างสปอร์หุ้มเซลล์ไว้ มีความทนทานมากทั้งความร้อนความเย็น และยาฆ่าเชื้ออยู่ในธรรมชาติได้นานเป็นสิบๆปี

วิธีการติดต่อในคน ส่วนใหญ่จะติดทางผิวหนังโดยการสัมผัสสัตว์ป่วย หรือสัมผัสกับผลิตภัณฑ์สัตว์ที่ได้มาจากสัตว์ป่วย บุคคลที่เป็นโรคนี้พบมากในกลุ่มที่มีอาชีพทางเกษตรกรรม
นอกจากนี้ได้แก่ คนชำแหละเนื้อ, สัตวแพทย์ หรือผู้ที่ใกล้ชิดกับสัตว์ป่วย
โรคติดมาสู่คนเนื่องจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือขาดความระมัดระวัง หรืออาจเป็นเพราะความยากจนเมื่อสัตว์ตายจึงชำแหละเนื้อมาบริโภค
อย่างไรก็ตามอุบัติการณ์ของโรคที่เกิดขึ้นเกือบทุกครั้งมักจะเกิดขึ้นในสัตว์ก่อน แล้วคนจึงไปติดเชื้อเข้ามา
แอนแทรกซ์ผิวหนังจะเกิดจากเชื้อเข้าสู่ผิวหนังบริเวณรอยถลอกหรือบาดแผล
แอนแทรกซ์ทางเดินหายใจเกิดจากการสูดหายใจเอาสปอร์ ซึ่งติดมากับขนสัตว์ที่ส่งมาจากท้องถิ่นมีโรค (endemic area) การติดต่อทางระบบหายใจยังไม่เคยมีรายงานในประเทศไทย

ส่วนแอนแทรกซ์ของระบบทางเดินอาหารและออโรฟาริง มีสาเหตุจากการกินเนื้อสัตว์ที่ป่วยตายด้วยโรคนี้ แล้วไม่ปรุงให้สุกเพียงพอ ส่วนมากสัตว์จะติดโรคจากการกินและหายใจโดยได้รับสปอร์ซึ่งอยู่ตามทุ่งหญ้าที่เคยมีสัตว์ตายด้วยโรคนี้มาก่อน
ในช่วงต้นๆของการระบาดของโรค(ปลายฤดูร้อนต่อต้นฤดูฝน) สัตว์จะติดโรคจากการกินและจากการหายใจพร้อมๆกัน โดยเกิดจากขณะที่สัตว์แทะเล็มกินหญ้าก็จะดึงเอารากที่ติดดินขึ้นมาด้วย สปอร์ของแอนแทรกซ์ที่ติดอยู่ตามใบหญ้าและในดินก็จะเข้าทางปากและฝุ่นที่ปลิวฟุ้ง ขณะดึงหญ้าสปอร์ก็จะเข้าทางจมูกโดยการหายใจเข้าไป

คุณโจเซฟ แวน อาชเช่ย์ กรรมการบริหาร สมาคมพืชสวนนานาชาติ

กล่าวว่า “สมาคมพืชสวนนานาชาติ หรือเรียนสั้นๆ ว่า ISHS เป็นสมาคมที่มีสมาชิกในเครือข่ายมากกว่า 7,000 รายจากทั่วโลก สมาชิกของเรามาจากหลากหลายสถาบันและนานาภูมิภาค มากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก โดยมีพันธกิจหลักในการเป็นศูนย์รวมข้อมูลที่ทันสมัยสำหรับความรู้และงานวิจัยที่เกี่ยวกับกับพืชสวนศาสตร์ วัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการวิจัยในทุกสาขา และส่งเสริมการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนำผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์และนักเทคนิคมารวมตัวกันเพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรม ก่อให้เกิดการประสานงานด้านการวิจัยและกิจกรรมทางวิชาการในระดับสากลต่อไป”

คุณโจเซฟ กล่าวต่อไปว่า “ทางสมาคมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ผสานความร่วมมือกับผู้จัดงานฮฮร์ติ เอเชีย นับเป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมมือกันระหว่างสมาคมพืชสวนระดับสากลร่วมกับผู้จัดงานที่เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเกษตรของภูมิภาค การทำงานร่วมกันในครั้งนี้จะสร้างโอกาสให้องค์ความรู้ใหม่ๆ งานวิจัยที่สำคัญได้เผยแพร่ออกไปสู่ตลาด ก่อให้เกิดความตื่นตัวทางด้านการใฝ่หาความรู้ใหม่ๆ เพื่อนำมาปรับปรุงและแก้ปัญหาต่างๆ ในภาคธุรกิจเกษตรเอเชียได้อย่างสมบูรณ์ ในฟอรั่มที่จะเกิดขึ้นนี้ทางสมาคมมุ่งเน้นผลประโยชน์สูงสุดไปที่ นักวิทยาศาสตร์เกษตรพืชสวน นักพฤษศาสตร์ กระทรวง และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนบัณฑิตวิทยาลัยผู้เพิ่งสำเร็จการศึกษาในภาควิชาที่เกี่ยวข้อง ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าฟอรั่มที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้จะประสบความสำเร็จอย่างดีตามที่ทั้งสองฝ่ายมุ่งหวังไว้ครับ”

คุณมานูเอล มาดานิ ผู้จัดการโครงการ ฮอร์ติ เอเชีย กล่าวว่า “อุตสาหกรรมภาคเกษตรกำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับเป็นข่าวดีที่ภาคอุตสาหกรรมนี้จะถูกขับเคลื่อนสู่อนาคตด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรมสมัยใหม่ ตลอดจนการกระตุ้นธุรกิจเกิดใหม่เช่นสตาร์ทอัพ การแบ่งปันวิสัยทัศน์ร่วมกันทำให้เป้าหมายที่วางไว้ประสบความสำเร็จได้มากขึ้น ปัจจุบันภูมิภาคเอเชียกำลังตื่นตัวในเรื่องของความปลอดภัยในอาหาร และมีการแข่งขันที่พุ่งสูงขึ้นในธุรกิจการส่งออก และมีความมุ่งมั่นในการสร้างห่วงโซ่อาหารอย่างยั่งยืน

ซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่ส่งเสริมกัน ไม่ว่าจะเป็น การจัดหาสรรทรัพยากรน้ำ, การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ตลอดจนกระบวนการแช่เย็น เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจว่าคุณภาพของผลิตผลจะสดใหม่และมีคุณภาพสูงสุด ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อการเพาะพันธุ์, การคงความสดใหม่ของผลผลิต, การพัฒนาปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ให้เป็นที่ต้องการในท้องตลาด, การป้องกันศัตรูพืชด้วยสารชีวภาพ ฯลฯ ซึ่งนับเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างห่วงโซ่อาหารที่ยั่งยืนในอนาคตอันใกล้นี้ทั้งสิ้น”

คุณมานูเอล กล่าวอีกว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับสมาคมพืชสวนนานาชาติ ภายในงานฮอร์ติ เอเชีย 2018 ที่จะถึงนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าเราพร้อมแล้วที่จะเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีการเพาะปลูกพืชสวนในระดับภูมิภาคพร้อมนำเสนอหลากหลายวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยการนำเทคโนโลยีเรือนกระจกเข้ามาใช้ในเขตชุมชนเมือง ตลอดจนการทำเกษตรอินทรีย์ต่างๆ งาน ฮอร์ติ เอเชีย 2018 ครั้งที่ 6 หรืองานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพืชพรรณ ผัก ผลไม้ ดอกไม้ และกล้วยไม้ ระดับนานาชาติ จะจัดระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคม 2561 ณ ไบเทค กรุงเทพ ประเทศไทย โดยจัดพร้อมกันกับงาน อะกริเทคนิก้า เอเชีย ซึ่งเป็นงานแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเครื่องจักรกลและเครื่องมือการเกษตรระดับนานาชาติ ครั้งที่ 2 ภายในงานพบผู้ประกอบการจากบริษัทชั้นนำมากกว่า 300 บริษัท คาดการณ์ว่าจะดึงดูดผู้เข้าชมงานมากกว่า 8,500 ราย และผู้ซื้อรายสำคัญกว่า 500 รายทั่วเอเชีย”

คุณมานูเอล มาดานิ เสริมว่า “องค์ความรู้ต่างๆ ที่ทางสมาคมพืชสวนนานาชาติจะนำมาแบ่งปันให้ผู้เข้าชมงานจะเป็นความรู้ระดับอุตสาหกรรมภาพรวมและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เหมาะกับวงการเกษตรทั้งในประเทศและนานาชาติ การที่สมาคมได้เข้ามาเป็นเจ้าภาพจัดงานฟอรั่มวิชาการในครั้งนี้ นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่น่าจับตามอง เพราะทั้งนักวิทยาศาสาตร์และผู้เชี่ยวชาญในวงการจะมารวมตัวกันที่งานฮฮร์ติ เอเชียมากถึง 150-200 คน ซึ่งจะนำมาซึ่งแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเกษตรพืชสวนในระดับสากลที่ทรงประสิทธิภาพ คับคั่งไปด้วยคอนเนคชั่นของคนในวงการที่หาตัวจับได้ยาก ผมมั่นใจว่าการร่วมมือกันในครั้งนี้จะสร้างโอกาสและความท้าทายครั้งใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเกษตรในอีกหลายปีข้างหน้าทีเดียวครับ”

จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งทั่วโลกรายใหม่ที่ตรวจพบในปี 2012 เกือบ 6 เปอร์เซ็นต์ หรือราว 800,000 คน มีสาเหตุมาจากโรคเบาหวาน และโรคอ้วน

งานศึกษาวิจัยนี้ถูตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Diabetes & Endocrinology ซึ่งเป็นวารสารชั้นนำทางการแพทย์เผยว่า ในบรรดาโรคมะเร็ง 12 ชนิดที่ตรวจพบนั้นสาเหตุ 1 ใน 3 มาจากโรคอ้วนและโรคเบาหวาน ซึ่งจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า

และยังพบว่าโรคอ้วนเป็นสาเหตุทำให้เป็นมะเร็งมากกว่าโรคเบาหวานถึง 2 เท่าอีกด้วย ถึงแม้ว่าทั้งสองโรคจะมีความเกี่ยวเนื่องกันก็ตาม
นอกจากนี้ยังพบว่า โรคอ้วนและโรคเบาหวานทำให้ผู้ชายเป็นมะเร็งตับมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ และทำให้ผู้หญิงราว 1 ใน 3 เป็นมะเร็งมดลูก และมะเร็งเต้านมด้วย

ทั้งนี้นักวิจัยยังเตือนว่า แนวโน้มของการเป็นมะเร็งจากโรคดังกล่าวจะมีเพิ่มมากขึ้นในผู้หญิง 30 เปอร์เซ็นต์ และในผู้ชาย 20 เปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลาไม่เกิน 20 ปี

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าในอดีตการสูบบุหรี่จะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ซ แต่ในปัจจุบันเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ควรจะจะตระหนักว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน และโรคอ้วนนั้นมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเป็นมะเร็งด้วย

นางสาวสุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผยว่า จากการที่รัฐบาลมีนโยบายเร่งดำเนินการแก้ปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่า เพื่อปลูกยางพารา และลดปริมาณน้ำยางพาราจากพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก ทั้งในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และเขตป่าอนุรักษ์ เพื่อนำมาฟื้นฟูให้กลับเป็นป่าที่มีสภาพสมบูรณ์ดังเดิมโดยเฉพาะกลุ่มนายทุน ดังนั้น เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนในการควบคุมปริมาณน้ำยางพาราจำนวนประมาณ 300,000 ตัน/ปี ควบคู่การแก้ไขปัญหากลุ่มราษฎรผู้ยากไร้ จึงได้ประสานงานกับการยางแห่งประเทศไทย สำรวจการถือครอบครอง เพื่อจะนำข้อมูลไปจัดสรรที่ดินทำกิน ตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)

“มาตรการแก้ไขปัญหาสวนยางพาราในพื้นที่ป่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดออกมา 6 แนวทาง ได้แก่ 1.) เร่งรัดดำเนินคดีสวนยางพารานายทุนที่อยู่ในพื้นที่ป่า 1.32 ล้านไร่ ซึ่งปัจจุบันดำเนินคดีไปแล้ว 160,000 ไร่ 2.) ควบคุมพื้นที่ที่ถูกดำเนินคดีทั้งหมดไม่ให้มีการกรีดน้ำยาง 3.) ลดการกรีดยางในพื้นที่รับผิดชอบของ อ.อ.ป. จำนวน 86,000 ไร่ โดยในปี 2560 – 2561 จะดำเนินการลดพื้นที่ปลูกยางพาราประมาณ 20,000 ไร่ คาดว่า จะช่วยลดปริมาณน้ำยางได้ประมาณ 1,500 ตัน/ปี และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องปีละ 5% จนกว่าจะสามารถลดพื้นที่ปลูกยางพาราได้ทั้งหมด 4.) เร่งรัดดำเนินการจัดที่ดินทำกินตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) สำหรับราษฎรผู้ยากไร้ที่ทำสวนยางพาราในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 3 , 4 , 5 มีพื้นที่ประมาณ 3.6 ล้านไร่ 5.) เร่งรัดดำเนินการ แก้ไขปัญหาราษฎรผู้ยากไร้ที่ทำสวนยางพาราในพื้นที่ป่าลุ่มน้ำชั้น 1 , 2 ในรูปแบบสิทธิทำกินแบบมีเงื่อนไข โดยการปลูกไม้ท้องถิ่นผสมผสานกับไม้ยางพารา และ 6.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย จะเร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหาราษฎรผู้ยากไร้ที่ทำสวนยางพารา ตามแนวทางในข้อ 4 และ ข้อ 5” รองปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ กล่าวเพิ่มเติม

ด้าน ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. เผยว่า การดำเนินการร่วมกันระหว่าง กยท. และกระทรวงทรัพยากรฯ เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลที่จะต้องมีการทำโซนนิ่งพื้นที่ปลูกยางที่เหมาะสม เพราะสถานการณ์ราคายาง ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากการส่งออกยางพาราในรูปวัตถุดิบ ซึ่งระดับราคาถูกกำหนดจากความต้องการซื้อ-ขาย และความต้องการใช้ยางพาราของโลก ซึ่งเราไม่สามารถไปกำหนดความต้องการใช้ได้ เพราะเป็นตัวแปรที่ขึ้นอยู่กับการขยายตัวของเศรษฐกิจ และการขยายตัวของประเทศผู้ใช้ แต่สิ่งที่ประเทศไทยสามารถดำเนินการได้ คือ การสร้างสมดุลของปริมาณผลผลิตให้มีความเหมาะสม จากการพยากรณ์การใช้ยางพาราของโลก แต่ละปีจะเติบโตประมาณ 3-4 เปอร์เซ็นต์ แต่การเพิ่มของปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่า เนื่องจากในช่วงปี 2553 ยางพารามีราคาสูงมาก ชาวสวนยางทั้งไทยและต่างประเทศที่สามารถปลูกยางได้ ก็หันมาปลูกยางเป็นจำนวนมาก และช่วงเวลานี้มีที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันมากจึงมีผลต่อราคา

“นโยบายที่รัฐบาลได้มอบไว้ คือ ทำอย่างไรให้สามารถสร้างสมดุลของผลผลิตและความต้องการใช้ให้ได้ และการดูแลเกษตรกรให้ทั่วถึง ส่วนในเรื่องพื้นที่ปลูกยางที่บุกรุกเข้าไปในพื้นที่ของราชการ เช่น ป่าไม้หรืออุทยาน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 1 ล้านกว่าไร่ จึงเป็นเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องเข้าไปดำเนินการควบคุม ซึ่งคาดว่าจะมีผลต่อปริมาณของผลผลิตในแต่ละช่วงปีได้” ผู้ว่าการ กยท. กล่าวทิ้งท้าย

ททท.ตรัง เปิดแผนการตลาด 4 โครงการเด่น เด้งรับ “ปีท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน” เผยนักท่องเที่ยว เกือบ 1.5 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 8.2 พันล้าน ไฮซีซั่นยอดจองห้องพักเกือบเต็ม 100%

นางสาวกรุณา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตรัง เปิดเผยว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดตรัง จำนวน 1,465,811 คน แบ่งเป็น คนไทย 1,280,599 คน ชาวต่างชาติ 185,212 คน สร้างรายได้ 8,214 ล้านบาท ทั้งนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามามากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สวีเดน เยอรมนี มาเลเซีย ฝรั่งเศส และเดนมาร์ก

ขณะที่สถิติในช่วง 9 เดือนในปี 2560 (มกราคม-กันยายน) จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.81 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลมีมติให้ปี 2561 เป็น “ปีท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน” โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560-1 มกราคม 2562
สำหรับแผนการตลาดท่องเที่ยวของ ททท. สำนักงานตรัง ปี 2561 ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายในการส่งเสริมการตลาด 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่ม silver age (ผู้มีอายุ 55-70 ปี) กลุ่มครอบครัว และกลุ่มวัยทำงาน กับการดำเนินงาน 4 โครงการหลัก คือ 1.โครงการเก๋ายกก๊วน ชวนเที่ยวตรัง โดยร่วมกับผู้ประกอบการจัดกิจกรรมเสนอขายแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลยอดนิยมและใหม่ และแหล่งท่องเที่ยวชุมชน 2.โครงการพาลูกตะลุยเที่ยว เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในเมืองตรังยังกะลุย โดยร่วมกับผู้ประกอบการจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ๆ 3.โครงการเมืองตรังยังกะลุย โดยร่วมกับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่นำเสนอขายความหลากหลายของสินค้าทางการท่องเที่ยว ของจังหวัดตรัง และ 4.โครงการเที่ยวตรังไม่เสียเที่ยว กระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในวันธรรมดา โดยเน้นแพ็กเกจโปรโมชั่นพิเศษจากโรงแรม ที่พัก บริษัทนำเที่ยว ร้านอาหาร และสายการบิน

“แผนงานการส่งเสริมด้านการตลาดที่วางไว้ มุ่งเน้นส่งเสริมให้จังหวัดตรังเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้ามาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ซึ่งตอบสนองนโยบายรัฐบาล แผนการตลาดท่องเที่ยวภาพรวมของ ททท. ปี 2561 และสอดรับกับทิศทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดตรัง และเชื่อมั่นว่าในปีหน้าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวมากกว่าปีที่ผ่านมา” นางสาวกรุณากล่าว

นายณัฐนนท์ โพธิเมธานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า ขณะนี้เป็นช่วงเปิดฤดูการท่องเที่ยวของจังหวัดตรัง ยอดจองโรงแรมหลายแห่งเกือบเต็ม 100% เชื่อมั่นว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่น้อยกว่า 1.2 ล้านคน และมีรายได้กว่า 8,000 ล้านบาท

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 ที่ศาลาโครงการ SML 2555 ศูนย์รวบรวมผลผลิตการเกษตร บ้านคลองหงาว หมู่ 9 ต.หาดยาย อ.หลังสวน จ.ชุมพร ตัวแทนสมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตทุเรียนคุณภาพบ้านห้วยทรายขาว ประมาณ 40 คน นำโดย นายธนชัย น่วมยิ้ม ประธานกลุ่ม และ นายอภินันท์ บุญสนอง กรรมการกลุ่ม พร้อมตัวแทนวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตทุเรียนคุณภาพบ้านปากทรง ต.ปากทรง อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร อีกประมาณ 10 คน นำโดย นายจันเพชร จิตติราช ประธานกลุ่มฯ ร่วมกันหารือเพื่อหาแนวทางเคลื่อนไหวให้รัฐบาลเร่งหามาตรการป้องกันทุเรียนอ่อนออกสู่ท้องตลาด ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ทุเรียนชุมพรมีราคาตกต่ำลงทุกวัน

นายอภินันท์ กล่าวว่า ขณะนี้ทุเรียนชุมพรโดยเฉพาะพันธุ์หมอนทองกำลังมีราคาตกต่ำลงอย่างมาก เนื่องจากมีการตัดทุเรียนที่ไม่มีคุณภาพออกจำหน่าย โดยไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาตรวจสอบในเรื่องการตัด การซื้อ และการขายทุเรียนอย่างจริงจัง จึงอยากให้หน่วยงานระดับจังหวัดเข้ามาดูแลเรื่องคุณภาพของทุเรียนเป็นหลัก ทั้งที่ในความเป็นจริงเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนส่วนใหญ่ตัดทุเรียนที่มีคุณภาพ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังมีการตัดทุเรียนอ่อนออกจำหน่าย จนทำให้มีการพูดว่าทุเรียนชุมพรเป็นทุเรียนที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานของทุเรียนให้เป็นในทิศทางเดียวกันด้วย

นายอภินันท์ กล่าวต่อไปว่า การเข้ามาเหมาสวนตัดทุเรียนของพ่อค้าคนกลางซึ่งเป็นตัวแทนของล้งที่ส่วนใหญ่เป็นการร่วมทุนระหว่างชาวจีนกับคนไทย เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ได้ทุเรียนด้อยคุณภาพ เพราะมักจะมีการตัดทุเรียนทั้งสวนพร้อมๆ กันทีเดียวและใช้เวลาไม่นาน ทั้งที่ทุเรียนในสวนเดียวกันไม่ได้ออกดอกพร้อมๆ กัน หากตัดวันที่ 1 ก็ควรต้องเว้นไปประมาณ 7-10 วันถึงจะตัดทุเรียนที่ได้ขนาดได้อีก แต่ที่ผ่านมาผู้ที่เข้ามาตัดทุเรียนไม่มีความรู้ในเรื่องทุเรียน จึงมีทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาดอยู่เสมอ ส่งผลต่อราคาทุเรียนที่เคยขึ้นสูงถึงกิโลกรัมละ 140 บาท แต่ขณะนี้เหลือแค่กิโลกรัมละ 90 บาทเท่านั้น

“ส่วนการทำทุเรียนนอกฤดูที่เรียกว่า “ทุเรียนทวาย” ที่ต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าทุเรียนตามฤดู เกษตรกรหลายคนก็ไม่กล้าทำ เพราะจากเดิมที่เคยตั้งเป้าว่าทุเรียนทวายจะมีราคาดีกว่าทุเรียนตามฤดูคือกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 100 บาท แต่ขณะนี้ราคาเหลือแค่กิโลกรัมละ 85-90 บาท หากทำไปก็ต้องขาดทุนอย่างแน่นอน” นายอภินันท์ กล่าว

นายอภินันท์ กล่าวว่า สรุปสาเหตุที่ทำให้ทุเรียนชุมพรมีราคาตกต่ำคือ 1.การตัดทุเรียนอ่อนของชาวสวนเองและผู้ที่รับจ้างตัด 2.การเหมาตัดทุเรียนยกแปลงในรอบเดียวของล้งโดยไม่มีผู้มีความรู้ 3.การนำทุเรียนจากจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาจำหน่ายโดยไม่มีการตรวจสอบ 4.ยังไม่มีหน่วยงานใดตรวจสอบการซื้อขายทุเรียนอย่างจริงจัง 5.ยังไม่มีการกำหนดราคากลางที่เป็นธรรมต่อเกษตรกร 6.ยังไม่มีการกำหนดน้ำหนักทุเรียนเป็นมาตรฐานเดียวกัน และ 7.ล้งหรือบริษัทส่งออกยังไม่มีการทำบ่อบำบัดน้ำเสียของสารเคมี จึงขอเรียกร้องให้จังหวัดเร่งหาแนวทางแก้ปัญหาเหล่านี้โดยด่วนและต้องเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนด้วย เพราะหากราคาทุเรียนยังคงตกต่ำเรื่อยๆ เช่นนี้ ชาวสวนคงอยู่ไม่ได้และอาจจำเป็นต้องมีการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องต่อไป

“การแก้ปัญหาทุเรียนอ่อนต้องมีการตรวจสอบตั้งแต่ตอนก่อนตัด ไม่ใช่สุ่มตรวจทุเรียนที่ตัดออกไปจำหน่ายแล้วในช่วงกลางฤดูเหมือนที่ผ่านมา และยังไม่มีการตรวจสอบว่าล้งหรือบริษัทใดบ้างที่มีการส่งออกทุเรียน จึงทำให้มีทุเรียนอ่อนออกสู่ท้องตลาดจนถูกตีกลับและทำให้ทุเรียนมีราคาตกต่ำลง เกษตรกรทุกคนไม่ใช่คนนำทุเรียนไปส่งถึงเมืองจีนจึงไม่ใช่คนกำหนดราคา หากบริษัทบอกว่าขณะนั้นรับซื้อได้ราคาเท่าใด เกษตรกรก็ต้องขายในราคานั้น” นายอภินันท์ กล่าว

นางสาวแก้วตา ชุ่มน้อย เจ้าของล้งรับซื้อทุเรียน “โชครุ่งเรือง” ในตลาดมรกต ต.วังตะกอ อ.หลังสวน ซึ่งได้เข้าร่วมหารือกับสมาชิกวิสาหกิจชุมชนทั้งสองกลุ่ม กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ก็คือ ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง ส่วนชาวสวนก็ต้องคิดว่าปัญหาเรื่องนี้คือปัญหาของทุกคน ขณะที่ล้งต้องการทุเรียนที่ดีมีคุณภาพ ไม่มีล้งใดต้องการตัดทุเรียนอ่อนที่ไม่มีคุณภาพ ดังนั้น ทั้งชาวสวนและล้งรับซื้อทุเรียนหันหน้ามาพูดคุยกัน โดยมีหน่วยงานราชการเข้ามาช่วยแนะนำ จะแก้ไขที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ และการแก้ไขต้องเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนที่ผลผลิตจะออกสู่ท้องตลาด หากผลผลิตไม่มีคุณภาพต้องฉีดสเปรย์แล้วโยนทิ้งออกนอกระบบทันที สรุปก็คือต้องแก้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ไม่ใช่แก้ที่กลางทางเหมือนที่กำลังทำอยู่

รัฐมนตรีเกษตรฯ สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และข้อเท็จจริงการผลิตปาล์มให้เป็นเอกภาพ แนะเกษตรกร ควรตัดปาล์มสุก เพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมัน และช่วยรักษาเสถียรภาพราคา

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยเกี่ยวกับความกังวลของเกษตรกรต่อปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันที่จะเพิ่มมากขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 2560 – มกราคม 2561 ว่าขณะนี้ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น เกษตรกร สมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์ม และGISTDA ลงพื้นที่สำรวจผลผลิตในแหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ และนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 22 – 24 พฤศจิกายน 2560 เพื่อติดตามสถานการณ์และข้อเท็จจริงของการผลิตที่ชัดเจนและได้ข้อมูลที่เป็นเอกภาพ เพื่อส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการปาล์มน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ได้มีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมัน ประกอบด้วย มาตรการ ระยะสั้น มอบหมายให้กระทรวงพลังงานออกประกาศปรับสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซล จาก B5 เป็น B7 ซึ่งจะมีการใช้น้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นประมาณเดือนละ 12,000 ตัน โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2560 และกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในขอความร่วมมือกรมธุรกิจพลังงานให้ประสานผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ปรับสำรองไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น และให้สมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์มและสมาคมไบโอดีเซล รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 22 บาท รวมทั้งห้างค้าส่ง-ปลีก สมัยใหม่ (Modern Trade) งดจัดรายการส่งเสริมการขายน้ำมันพืชปาล์ม

ระยะยาว ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบปี 2560–2579 ซึ่ง ครม. มีมติรับแล้วเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2559 โดยยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีเป้าหมายที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1) การเพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมันต่อไร่และการลดต้นทุนการผลิต 2) การส่งเสริมการทำปาล์มคุณภาพเพื่อเพิ่มอัตราการสกัดน้ำมันจากร้อยละ 17 ในปี 2559 เป็นร้อยละ 23 ในปี 2579 และ 3) การเพิ่มช่องทางการใช้น้ำมันปาล์มให้เพิ่มมากขึ้น เช่น การเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซลเป็น B10 การพัฒนาอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีคอล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เป็นต้น

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ elhogarprovegan.org ได้มีนโยบายยกกระดาษ A4 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้เกษตรกรทั่วไปมีต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตและมูลค่าต่อหน่วยเพิ่มขึ้น ผลผลิตได้มาตรฐานมีตลาดรองรับสินค้าเกษตรที่แน่นอน โดยการส่งเสริมและให้ความรู้เรื่องการผลิตปาล์มน้ำมันคุณภาพ ตลอดจนเชื่อมโยงการผลิต การตลาด ตลอดห่วงโซ่อุปทาน และสร้างเครือข่ายกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมันแปลงใหญ่ ผู้ตัดปาล์ม ลานเท กับโรงสกัดน้ำมันปาล์ม ที่จะร่วมกันยกระดับคุณภาพเปอร์เซ็นต์น้ำมันเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ได้มาตรฐาน เพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมัน โดยประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของการตัดปาล์มสุก เพื่อเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมัน ซึ่งเปอร์เซ็นต์น้ำมันทุกๆ 1 เปอร์เซ็นต์ เกษตรกรจะได้รับราคาเพิ่มขึ้น 0.30 บาท/กิโลกรัม โดยปัจจุบันเกษตรกรที่ตัดปาล์มคุณภาพ (ปาล์มสุก) ได้รับราคาอยู่ระหว่าง 4.20 – 4.50 บาท/กิโลกรัม ซึ่งหากเกษตรกรชาวสวนปาล์มให้ความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะส่งผลโดยตรงต่อราคาผลปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรขายได้ในราคาที่สูงขึ้น และนำไปสู่การผลิตปาล์มน้ำมันที่ได้มาตรฐานในระดับต่างๆ

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 29 พ.ย. น.ส.พะเยาว์ เมืองงาม ผอ.ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก จ.สงขลาเปิดเผยว่าศูนย์ฯได้ออกประกาศเตือนภัยฉบับที่ 26 ลงวันที่ 29 พ.ย.เรื่องคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทยและฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก จากหย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมบริเวณชายฝั่งประเทศมาเลเซียกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกค่อนไปทางเหนือเล็กน้อย เข้าปกคลุมภาคใต้ตอนล่างและจะเคลื่อนลงสู่ทะเลอันดามัน

“ในช่วงวันที่ 29-30 พ.ย. บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกยังคงมีฝนชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ บริเวณ จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และ จ.นราธิวาส ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยของจังหวัดดังกล่าว ระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ปริมาณน้ำฝนสะสม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง”

น.ส.พะเยาว์กล่าวว่าคลื่นลมในอ่าวไทยยังคงมีกำลังแรง ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งทะเล ระมัดระวังอันตรายที่เกิดจากลมแรง และคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง ในช่วงวันที่ 29-30 พ.ย.

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่จังหวัดนราธิวาส ระดับน้ำในแม่น้ำโก-ลก ในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก เพิ่มสูงขึ้นจากตลิ่งกว่า 2 เมตร เจ้าหน้าที่ต้องเร่งนำประชาชนในชุมชนกือดาบารู ท่ากอไผ่ หัวสะพาน โปฮงยามู และบือเร็ง ออกไปพักอาศัยที่ศูนย์อพยพผู้ประสบอุทกภัย โรงเรียนเทศบาล 4 และโรงเรียนเทศบาล 1 ซึ่งล่าสุดมีจำนวนทั้งสิ้น 250 คน

ขณะที่ถนนเจริญเขต บริเวณศาลเจ้าเเม่โต๊ะโมะหน้าโรงแรมมารีน่า โรงแรมธารา และสถานบันเทิงในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก น้ำจากแม่น้ำโก-ลกได้เอ่อล้นเข้าท่วมเต็มพื้นที่ลุ่มต่ำระดับน้ำสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ซึ่งรถทุกชนิดยังสามารถสัญจรได้ตามปกติ ยกเว้นภายในศาลเจ้าแม่โต้ะโมะที่ระดับน้ำสูงประมาณ 1 เมตร
ด้านจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” และทหารจากหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 30 และเจ้าหน้าที่กองช่างเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลกได้ช่วยกันบรรจุทรายใส่กระสอบสำหรับนำไปแจกจ่ายให้กับบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่เกิดขึ้น

ประกอบไปด้วยหลายโครงการสินเชื่อ อาทิ ที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการ

แห่งรัฐในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดอกเบี้ย 3.25% ต่อปี คงที่นานถึง 5 ปีแรก เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ขยาย หรือซ่อมแซมอาคาร โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดอกเบี้ย 3.75% ต่อปี คงที่นานถึง 5 ปีแรก เป็นต้น

นอกจากนี้มีลูกค้าที่พักอาศัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ ธอส. โรงเรียนการเงิน จำนวน 175 ราย และธนาคารอนุมัติสินเชื่อกว่า 8.7 ล้านบาท ถือเป็นโครงการส่งเสริมความรู้ในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ

หน.ผู้ตรวจคลังทำแผนตรวจเข้ารีดภาษีปีหน้า 2.61 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นสรรพกร 1.9 ล้านล้าน สรรพสามิต 6 แสนล้าน และศุลกากร 1.1 แสนล้าน เผยเดือน ต.ค. เก็บได้เกินเป้าแล้ว เชื่อทำได้ไม่มีปัญหาแม้ยังออกกฎหมายเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซไม่ได้ก็ตาม

นายยุทธนา หยิมการุณ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ทำแผนการตรวจการทำงานของหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะการเก็บภาษีและการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพื่อช่วยสนับสนุนการขยายตัวเศรษฐกิจมากที่สุด สำหรับการเก็บภาษีปีงบประมาณ 2561 กรมสรรพากรมีเป้าหมายเก็บภาษี 1.9 ล้านล้านบาท กรมสรรพสามิต 6 แสนล้านบาท กรมศุลกากร 1.1 แสนล้านบาท ในเดือน ต.ค. 2560 ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 ทางกรมสรรพากรสามารถเก็บภาษีได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

นายยุทธนา กล่าวอีกว่า นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ให้ความสำคัญการเก็บภาษีของกรมสรรพากร โดยให้เร่งไปแก้ไขกฎหมายประมวลรัษฎากร เพื่อขยายฐานการเก็บภาษีให้มากขึ้น โดยเฉพาะการออกกฎหมาย (พ.ร.บ.) เก็บภาษีจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) หรือภาษีอีคอมเมิร์ซ ที่มีปัญหาต้องเปิดรับฟังความเห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมีผู้ไม่เห็นด้วยจำนวนมาก ทำให้การออกกฎหมายล่าช้า ส่งผลให้การเก็บภาษียังมีช่องโหว่รั่วไหลและอาจจะทำให้การเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าหมาย

“กระทรวงการคลังสนับสนุนกรมภาษีเรื่องการขยายฐานภาษีอย่างเต็มที่ทั้งงบประมาณและอุปการณ์เทคโนโลยี รวมถึงการผลักดันการออกกฎหมาย เพื่อให้เก็บภาษีได้ตามเป้าหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ปลัดคลังให้ความสำคัญอย่างมาก” นายยุทธนา กล่าว

หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง กล่าวอีกว่า ยังให้ความสำคัญกับการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ที่กำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจให้ได้ตามเป้าหมายที่คณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ว่าต้องได้ 95% เนื่องจากงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจปีงบประมาณ 2561 มีสูงถึง 5 แสนล้านบาท

สำหรับการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจปี 2560 ยังล่าช้า ในภาพรวมเบิกจ่ายได้ประมาณ 70% ของงบลงทุนเท่านั้น เนื่องจากมีงบลงทุนรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เบิกจ่ายล่าช้าได้ 50-60% ของงบที่ได้รับอนุมัติไว้เท่านั้น ทำให้ดึงภาพรวมของการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจไปด้วย

นายยุทธนา กล่าวอีกว่า กำชับให้ สคร. กำกับดูแลการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจให้ได้ตามเป้าหมายที่ ครม. เห็นชอบไว้ โดยให้วัดผลการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจทั้งในเชิงปริมาณคือให้ได้ตามเป้าที่รัฐบาลกำหนด และเชิงคุณภาพคือเงินลงทุนช่วยสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างคุ้มค่าเงิน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวัน ฉบับวันพุธที่ 29 พฤศจิกายน 2560 บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ยืนหยัดสานต่อพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยตามแนวทาง “อุตสาหกรรมเกษตรเพื่อพัฒนาชนบท”

คุณพิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด เปิดเผยว่า “บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าแปรรูปจากผลผลิตของเกษตรกรยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจสานต่อแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงต้องการแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกร พระองค์ทรงก่อตั้งโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปขึ้นให้ใกล้กับพื้นที่แหล่งเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตที่ได้มาจำหน่ายในราคายุติธรรม ให้เกษตรกรมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ปัจจุบันมีโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ใช้แปรรูปผลิตผลจากเกษตรกร ๔ แห่ง ได้แก่

โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ ๑ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ ๒ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ ๓ อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร
โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ ๔ อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ (อยู่ในระหว่างปรับปรุง)

ซึ่งทั้ง ๔ แห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งเพาะปลูกวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าตราดอยคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ ๓ อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร เป็นโรงงานแปรรูปผลผลิตมะเขือเทศแห่งแรกในลุ่มแม่น้ำโขง มีพื้นที่ส่งเสริมการปลูกมะเขือเทศโดยรอบซึ่งครอบคลุมจังหวัดสกลนคร และจังหวัดใกล้เคียงได้แก่ นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ และอุดรธานี รวม ๒๓,๐๐๐ ไร่ จนมีคำกล่าวเรียกพื้นที่นี้ว่า “เส้นทางสายมะเขือเทศ” (Tomato Belt) ซึ่งในแต่ละฤดูกาล บริษัทฯ ได้ส่งเสริมและรับซื้อผลผลิตมะเขือเทศเข้าโรงงานประมาณ ๑๘,๐๐๐ – ๒๐,๐๐๐ ตัน/ปี จากการดำเนินงานดังกล่าวถือได้ว่า น้ำมะเขือเทศดอยคำ เป็นผลิตภัณฑ์แห่งความภาคภูมิใจ และทำให้ดอยคำเป็นอันดับ ๑ในตลาดน้ำมะเขือเทศจวบจนปีปัจจุบัน”

“สำหรับภาพรวมตลาดน้ำผลไม้ระดับพรีเมียมและมีเดียมของไทย ในไตรมาสที่ ๓ ของปี ๒๕๖๐ มีมูลค่าประมาณ ๔,๓๐๐ ล้านบาท ซึ่งแบรนด์ “ดอยคำ” มีสัดส่วนการตลาดอยู่ที่ประมาณ ๒๐% โดยเฉพาะน้ำมะเขือเทศดอยคำมีส่วนแบ่งการตลาดมากถึง ๙๐% ครองอันดับ ๑ ในตลาดน้ำมะเขือเทศ โดยการทำตลาดในปีนี้จะเน้นสร้างให้ตราสินค้า “ดอยคำ” เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากขึ้นในฐานะตราสินค้าน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ บริษัทฯ จึงได้พัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์จากผลผลิตมะเขือเทศ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่าดอยคำจะสามารถครองใจผู้บริโภคได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งแต่ละผลิตภัณฑ์จะมีความโดดเด่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างกันไป

ปัจจุบัน ดอยคำ มีผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาสูตร และผลิตจากมะเขือเทศที่ส่งเสริมและรับซื้อ ๕ รายการ ดังนี้

๑. น้ำมะเขือเทศ ๙๙% ต้นตำรับน้ำมะเขือเทศ รสชาติเข้มข้น หนึ่งเดียวในประเทศไทย มากด้วยคุณประโยชน์เต็มร้อยจากธรรมชาติ การันตีด้วยรางวัล Superior Taste Award ปี ๒๐๑๖ จากสถาบันเพื่อรับรองรสชาติอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติ (iTQi) ประเทศเบลเยียม

๒. น้ำมะเขือเทศผสมน้ำผลไม้รวม ๙๘% ม็อกเทล ดอยคำเข้าใจถึงปัญหาของผู้บริโภคบางท่านที่ดื่มน้ำมะเขือเทศ ๑๐๐% ไม่ได้ จึงปรับสูตรใหม่ด้วยการผสมน้ำผลไม้รวม ได้แก่ เสาวรส สตรอว์เบอร์รี และส้ม เพื่อให้ดื่มง่าย แต่ยังคงเต็มไปด้วยคุณประโยชน์จากน้ำมะเขือเทศ

๓. น้ำมะเขือเทศ ๙๙% สูตรโซเดียมต่ำ ปริมาณโซเดียมต่ำ ทางเลือกใหม่ของผู้รักสุขภาพที่ต้องการจำกัดปริมาณโซเดียม แต่ยังคงได้รับคุณประโยชน์จากน้ำมะเขือเทศ

๔. น้ำมะเขือเทศผสมน้ำผักรวม ๙๙% – เวอร์จินแมรี ผลิตภัณฑ์ใหม่ปี ๒๕๖๐ มิติใหม่ของการดื่มน้ำมะเขือเทศ โดดเด่นด้วยรสชาติที่จัดจ้าน จาก ขิง พริก พริกไทย และเซเลอรี (ขึ้นฉ่ายฝรั่ง) ช่วยเติมความสดชื่นอย่างรวดเร็ว คลายความเหนื่อยล้า เหมาะสำหรับคนทำงานรุ่นใหม่ที่ต้องการเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า สำหรับผลิตภัณฑ์รายการนี้ ทางบริษัทฯ มีแผนจะเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์ในปี ๒๕๖๑ เป็น น้ำมะเขือเทศผสมน้ำผักรวม ๙๙% สูตรจัดจ้าน เพื่อให้สอดคล้องกับส่วนผสมปรุงรสที่มีความเป็นไทยและมีรสจัดจ้าน และเป็นที่รู้จักของคนไทย

๕. มะเขือเทศทาขนมปัง เอกลักษณ์ของการผสานรสชาติเผ็ดหวานลงตัวแบบไม่เติมน้ำตาล เต็มรสชาติด้วยเนื้อมะเขือเทศกว่า ๗๐% พร้อมคุณประโยชน์จากไลโคปีนเทียบเท่ามะเขือเทศสด ๑๐ ผล

นอกจากการส่งเสริม รับซื้อ และพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องแล้ว ทางบริษัทฯ ยังคงต่อยอดการดำเนินงานในด้านอื่นๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ซึ่งจากเหตุการณ์อุทกภัยในภาคอีสานที่ผ่านมา บริษัทฯ จึงได้จัดทำสินค้าแพ็คพิเศษน้ำมะเขือเทศ ๙๙% สูตรโซเดียมต่ำ ๑ แถม ๑ เพื่อกระตุ้นยอดการบริโภคให้เพิ่มขึ้น และหวังให้เป็นอีกทางที่จะช่วยให้บริษัทฯ สามารถรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรได้มากขึ้นในปีต่อไป โดยได้รับการสนับสนุนพื้นที่วางจำหน่ายสินค้า ณ ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น จำนวน ๑๑,๐๐๐ สาขา มีกำหนดวางจำหน่ายวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๐ นี้

ดอยคำ ขอเชิญทุกท่านร่วมสนับสนุนคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย และขอให้ทุกท่านมีสุขภาพดี ด้วยมะเขือเทศจากชุมชน สู่ผลิตผลเพื่อสังคมสัมผัสเสน่ห์สามตลาดใหญ่แห่งเมืองหัวหิน กับฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” พาบุกแหล่งช็อปปิ้งพื้นบ้าน ชมการแสดงโขนในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย อย่าง ตลาดน้ำสามพันนาม ช็อปปิ้งอาหารทะเลสดที่ตลาดชุมชนประมงเล็ก พร้อมสัมผัสบรรยากาศตลาดท็อปฮิต “ตลาดโต้รุ่งหัวหิน” ชมร้านค้าไอเดียวเก๋ แหล่งช็อปปิ้งของคนในชุมชน และนักท่องเที่ยวที่มาเยือน

ฝรั่งยิ้มกว้าง “แดเนียล” พาเที่ยวตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย “ตลาดน้ำสามพันนาม” นั่งรถไฟโบราณสัมผัสบรรยากาศวิถีชีวิตของผู้คนในตลาด พร้อมชมการแสดงคาบาเร่โชว์ การแสดงโขน ซึ่งเป็นการแสดงประยุกต์ที่มีโชว์ทุกวัน จากนั้นไปเที่ยว “ตลาดชุมชนเล็ก” ตั้งอยู่ที่เขาตะเกียบ สัมผัสบรรยากาศตลาดริมทาง เลือกซื้ออาหารแห้ง หรืออาหารสด ไม่ว่าจะเป็น แมงดาทะเล กุ้งเคยแห้ง กุ้งแช่บ๊วย หอยตลับ ปูม้า หอยแครง และหอยหวาน เป็นต้น จากนั้นไปเดินช็อปปิ้งที่ตลาดท็อปฮิต “ตลาดโต้รุ่ง” ชมร้านค้าไอเดียวเก๋ อย่าง ร้านปืนไม้ยิงหนังยาง ร้านไอศกรีมห้ามพลาด มีท็อปปิ้งให้เลือกกว่า 10 ชนิด ร้านมะม่วงน้ำจิ้มเด็ดเลือกได้ 12 รสชาติ พร้อมทักทายยอดมนุษย์สไปเดอร์แมนแห่งตลาดโต้รุ่ง ที่คอยสร้างความบันเทิง สร้างรอยยิ้มให้กับผู้คนที่มาเยือน

ชมรอยยิ้ม และเรื่องราว ความน่ารักในตลาดทั้ง 3 แหล่ง แห่งเมืองหัวหิน ในรายการหลงรักยิ้ม วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม 2560 เวลา 16.30 น. ทางช่อง 28 (3SD) พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ที่ Facebook: https://www.facebook.com/longrukyim/

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ กยท. แถลงข่าวการดำเนินการแก้ปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกยางพารา เน้นดำเนินการไม่ให้กระทบกับเกษตรกรชาวสวนยาง โดยมี นางสาวสุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการแถลงข่าวฯ ร่วมกับ ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. ย้ำว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งมาตรการเร่งด่วน เพื่อควบคุมปริมาณยางที่ปลูกในพื้นที่ป่ารวมถึงพื้นที่ไม่เหมาะสม หวังลดปริมาณผลผลิตยางเพื่อให้เกิดความสมดุลของกลไกตลาด

นางสาวสุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผยว่า จากการที่รัฐบาลมีนโยบายเร่งดำเนินการแก้ปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่า เพื่อปลูกยางพารา และลดปริมาณน้ำยางพาราจากพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก ทั้งในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และเขตป่าอนุรักษ์ เพื่อนำมาฟื้นฟูให้กลับเป็นป่าที่มีสภาพสมบูรณ์ดังเดิมโดยเฉพาะกลุ่มนายทุน ดังนั้น เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนในการควบคุมปริมาณน้ำยางพาราจำนวนประมาณ 300,000 ตัน/ปี ควบคู่การแก้ไขปัญหากลุ่มราษฎรผู้ยากไร้ จึงได้ประสานงานกับการยางแห่งประเทศไทย สำรวจการถือครอบครอง เพื่อจะนำข้อมูลไปจัดสรรที่ดินทำกิน ตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)

“มาตรการแก้ไขปัญหาสวนยางพาราในพื้นที่ป่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดออกมา 6 แนวทาง ได้แก่ 1.) เร่งรัดดำเนินคดีสวนยางพารานายทุนที่อยู่ในพื้นที่ป่า 1.32 ล้านไร่ ซึ่งปัจจุบันดำเนินคดีไปแล้ว 160,000 ไร่ 2.) ควบคุมพื้นที่ที่ถูกดำเนินคดีทั้งหมดไม่ให้มีการกรีดน้ำยาง 3.) ลดการกรีดยางในพื้นที่รับผิดชอบของ อ.อ.ป. จำนวน 86,000 ไร่ โดยในปี 2560 – 2561 จะดำเนินการลดพื้นที่ปลูกยางพาราประมาณ 20,000 ไร่ คาดว่า จะช่วยลดปริมาณน้ำยางได้ประมาณ 1,500 ตัน/ปี

และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องปีละ 5% จนกว่าจะสามารถลดพื้นที่ปลูกยางพาราได้ทั้งหมด 4.) เร่งรัดดำเนินการจัดที่ดินทำกินตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) สำหรับราษฎรผู้ยากไร้ที่ทำสวนยางพาราในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 3 , 4 , 5 มีพื้นที่ประมาณ 3.6 ล้านไร่ 5.) เร่งรัดดำเนินการ แก้ไขปัญหาราษฎรผู้ยากไร้ที่ทำสวนยางพาราในพื้นที่ป่าลุ่มน้ำชั้น 1 , 2 ในรูปแบบสิทธิทำกินแบบมีเงื่อนไข โดยการปลูกไม้ท้องถิ่นผสมผสานกับไม้ยางพารา และ 6.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย จะเร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหาราษฎรผู้ยากไร้ที่ทำสวนยางพารา ตามแนวทางในข้อ 4 และ ข้อ 5” รองปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ กล่าวเพิ่มเติม

ด้าน ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. เผยว่า การดำเนินการร่วมกันระหว่าง กยท. และกระทรวงทรัพยากรฯ เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลที่จะต้องมีการทำโซนนิ่งพื้นที่ปลูกยางที่เหมาะสม เพราะสถานการณ์ราคายาง ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากการส่งออกยางพาราในรูปวัตถุดิบ ซึ่งระดับราคาถูกกำหนดจากความต้องการซื้อ-ขาย และความต้องการใช้ยางพาราของโลก ซึ่งเราไม่สามารถไปกำหนดความต้องการใช้ได้ เพราะเป็นตัวแปรที่ขึ้นอยู่กับการขยายตัวของเศรษฐกิจ และการขยายตัวของประเทศผู้ใช้ แต่สิ่งที่ประเทศไทยสามารถดำเนินการได้ คือ การสร้างสมดุลของปริมาณผลผลิตให้มีความเหมาะสม จากการพยากรณ์การใช้ยางพาราของโลก แต่ละปีจะเติบโตประมาณ 3-4 เปอร์เซ็นต์ แต่การเพิ่มของปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่า เนื่องจากในช่วงปี 2553 ยางพารามีราคาสูงมาก ชาวสวนยางทั้งไทยและต่างประเทศที่สามารถปลูกยางได้ ก็หันมาปลูกยางเป็นจำนวนมาก และช่วงเวลานี้มีที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันมากจึงมีผลต่อราคา

“นโยบายที่รัฐบาลได้มอบไว้ คือ ทำอย่างไรให้สามารถสร้างสมดุลของผลผลิตและความต้องการใช้ให้ได้ และการดูแลเกษตรกรให้ทั่วถึง ส่วนในเรื่องพื้นที่ปลูกยางที่บุกรุกเข้าไปในพื้นที่ของราชการ เช่น ป่าไม้หรืออุทยาน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 1 ล้านกว่าไร่ จึงเป็นเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องเข้าไปดำเนินการควบคุม ซึ่งคาดว่าจะมีผลต่อปริมาณของผลผลิตในแต่ละช่วงปีได้” ผู้ว่าการ กยท. กล่าวทิ้งท้าย

กระทรวงเกษตรฯ วางแนวทางรองรับพัฒนาเกษตรกรทุกระดับ ปูรากฐานการผลิตควบคู่การพัฒนาคนแบบระยะยาว เน้นนำวิธีการบริหารจัดการสมัยใหม่และการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ มั่นใจ เกษตรกรรายย่อยสามารถก้าวสู่เกษตรกร 4.0 ได้แน่ และมีภูมิคุ้มกัน สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเกษตรกรของประเทศส่วนใหญ่ยังเป็นเกษตรกรรายย่อย และมีระดับการพัฒนาที่หลากหลาย ทำให้การพัฒนาและยกระดับภาคการเกษตรต้องอาศัยการกำหนดนโยบายและแผนที่สอดคล้องกับลักษณะของเกษตรกรแต่ละกลุ่ม

ข้อจำกัดดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้กำหนดแนวทางรองรับการพัฒนาเกษตรกร โดยกลุ่มเกษตรกรขนาดกลางและขนาดใหญ่ มีความก้าวหน้าในการทำการเกษตร มีศักยภาพที่จะพัฒนาต่อยอดสู่เกษตร 4.0 ได้รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลผลการศึกษาของสถาบันการศึกษาหลายสถาบันเห็นพ้องต้องกันว่า เกษตรรายย่อยซึ่งยังมีจำนวนอยู่มาก ยังไม่สามารถก้าวข้ามเกษตร 2.0 ไปได้ จำเป็นต้องมีแนวทางและนโยบายในการพัฒนาเฉพาะ เช่น การสนับสนุนการรวมกลุ่มสร้างความเข้มแข็ง ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) การใช้กลไกสหกรณ์การเกษตรเป็นตัวขับเคลื่อนและสนับสนุนการพัฒนาของเกษตรกรรายย่อย และมีการดูแลตามสถานการณ์ เช่น อุทกภัย และภัยแล้งในช่วงที่ผ่านมา โดยภาครัฐให้ความช่วยเหลือและเยียวยาเร่งด่วนเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับเกษตรกร

สำหรับแนวทางการพัฒนาภาคการเกษตรสู่เกษตร 4.0 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีที่มาจากพื้นที่ทางการเกษตรที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงจำเป็นต้องกำหนดแนวทางการทำการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้วางรากฐานการทำการเกษตรด้วยเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพในภาคการเกษตรควบคู่กับการใช้ศาสตร์พระราชามาเป็นภูมิคุ้มกันให้เกษตรกร

ทั้งนี้ ตัวอย่างของการนำวิธีการบริหารจัดการสมัยใหม่และการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ตลอด Supply Chain ได้แก่ โครงการส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยมารวมกลุ่มรวมพื้นที่กันทำการเกษตรภายใต้การบริหารจัดการปัจจัยการผลิต การใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกล และการวางแผนการผลิตร่วมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โครงการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมไปปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่โดยการทำ Zoning จากแผนที่ Agi-Map

ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน letterecaffe.org อาทิ GAP และเกษตรอินทรีย์ และโครงการจัดตั้งศูนย์เกษตรอัจฉริยะ ซึ่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยจากญี่ปุ่นในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการทำการเกษตรในประเทศไทยโดยจะทดลองใช้กับพืชสำคัญก่อน คือ ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พร้อมนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้ส่งเสริมการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ควบคู่ไปกับการทำการเกษตรสมัยใหม่ด้วยเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงให้เกษตรกรจากสภาวะของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า สภาเกษตรกรได้มีการจัดเวทีแนวทางการจัดทำระบบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมของไทย (Thai PGS) เพื่อทำความเข้าใจสร้างกลไก กระบวนการในการขับเคลื่อนการรับรองเกษตรอินทรีย์ซึ่งเป็นระบบที่เกษตรกรรวมกันเป็นเครือข่าย ติดตามตรวจสอบซึ่งกันและกันเอง โดยสภาเกษตรกรฯเป็นองค์กรกลางทำหน้าที่ในการสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วนกำกับให้ข้อมูล ความรู้ทางวิชาการ ระบบนี้จะทำให้เกษตรกรทั้งองค์กรยกระดับการผลิตตัวเองขึ้นมา และมีการช่วยกันดูแล สอดส่องสมาชิกในองค์กรของตนเอง ทำการผลิตการเกษตรให้อยู่ในมาตรฐานที่ตรงกัน หากเกษตรกรรายใดไม่ทำตามมาตรฐานที่ตกลงกันไว้ก็จะถูกตำหนิหรือแม้กระทั่งถูกไล่ออกจากกลุ่มได้ โดยคาดหวังว่าระบบเกษตรอินทรีย์ Thai PGS นี้จะสามารถเป็นระบบหลักอีกหนึ่งระบบในประเทศควบคู่กับระบบเกษตรอินทรีย์ของราชการและมกอช.

ด้านนายธีระ วงษ์เจริญ ประธานคณะกรรมการด้านเกษตรตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบ PGS เป็นการรับรองโดยชุมชนทำหน้าที่รับรองกันเอง กำหนดกฎ กติกาของตัวเองไม่ให้ต่ำกว่ามาตรฐานอื่นที่มีอยู่ทั้ง IFOAM หรือ USDA ซึ่งระบบ PGS มีการเชื่อมโยงในผลผลิตการเกษตร ตรวจสอบกันทุกวัน ด้วยชุมชนเป็นสังคมระบบเครือญาติ สังคมระบบอุปถัมภ์จะเห็นกันหมด ใครใช้สารเคมีมาตรการทางสังคมจะเข้ามาตรวจสอบ เพราะฉะนั้นความผิดพลาดจะมีเปอร์เซ็นต์น้อยมาก

แล้วเชื่อว่า PGS จะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะสร้างความเข้มแข็งให้นักเกษตรอินทรีย์ได้ ซึ่งสภาเกษตรกรแห่งชาติให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างมากและมอบหมายให้คณะกรรมการเกษตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ ซึ่งคณะกรรมการฯได้จัดการประชุมมาแล้ว 4 ครั้ง เพื่อที่จะสร้างการรับรองใหม่ขึ้นมาคือ Thai PGS ให้เป็นมาตรฐานของไทย การเชื่อมโยงในธุรกิจของ PGS จะเป็นระหว่างพื้นที่ต่อพื้นที่ซึ่งในขณะนี้ PGS จันทบุรี , สามพราน , อุบลราชธานีโมเดลสามารถเชื่อมโยงกันแล้ว เป้าหมายต่อไป จ.อำนาจเจริญ

รวมทั้งอีกหลายจังหวัดโดยมีสภาเกษตรกรจังหวัดเป็นพี่เลี้ยงช่วยสนับสนุนการดำเนินการ การให้ความรู้ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งได้ยึดถือและนำมาปฏิบัติต่อในปีงบประมาณ 2561 และจะขยายผลการดำเนินงานให้ครอบคลุมครบ 77 จังหวัดในอนาคต เกษตรกรที่สนใจทำการเกษตรอินทรีย์หรือต้องการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์อยู่แล้วแต่ยังไม่มีการรับรองมาตรฐานเพราะอยู่ในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ขอให้ประสานสภาเกษตรกรฯซึ่งมีหน่วยงานลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบดูแลเพื่อที่จะพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้ขยายกว้างไกลตามแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่ต้องการพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 5 ล้านไร่ โดยสภาเกษตรกรแห่งชาติจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล

ฮอร์ติ เอเชีย ผสานความร่วมมือกับ สมาคมพืชสวนนานาชาติ (ISHS) ลงนามความร่วมมือพร้อมนำเสนอแพลตฟอร์มความรู้สำหรับอุตสาหกรรมการเกษตรในภูมิภาคเอเชียวีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ผู้จัดงานงานนิทรรศการพืชสวนระดับภูมิภาค หรืองานฮอร์ติ เอเชีย 2018 ลงนามความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ สมาคมพืชสวนนานาชาติ หรือ International Society for Horticultural Science (ISHS) พร้อมผสานความร่วมมือ นำเสนอแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนความรู้สำหรับบุคลากรในแวดวงอุตสาหกรรมการเกษตรในภูมิภาคเอเชีย นับเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่างสององค์กรที่เห็นพ้องต้องกันในการเปิดโอกาสให้ภูมิภาคเอเชียเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนความรู้ งานวิจัย และนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับการทำการเกษตรของเอเชีย ซึ่งทางสมาคมฯ จะจัดงานประชุมวิชาการขึ้นในระหว่างการจัดงานฮอร์ติ เอเชีย 2018 ระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคม 2561 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ

สงสัยพบ ‘แอนแทรกซ์’ ในจังหวัดตาก สธ.ส่งทีมลงพื้นที่สอบสวนโรค

กรมควบคุมโรคสงสัยเชื้อ “แอนแทรกซ์” ระบาดในพื้นที่จังหวัดตาก ส่งเจ้าหน้าที่ลงสอบสวนโรค หลังได้ข้อมูลชาวบ้านชำแหละแพะจากประเทศเพื่อนบ้าน เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง 25 คน ถึง 5 ธันวาฯ

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน นพ. สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า มีรายงานข่าวพบผู้ป่วย 3 ราย สงสัยเป็นโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) ในพื้นที่ ตำบลมหาวัน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ล่าสุด กรมควบคุมโรคได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและได้ส่งเจ้าหน้าลงสอบสวนโรคร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ตาก พบว่าชาวบ้านได้นำแพะมาจากประเทศเพื่อนบ้าน และได้ชำแหละแจกจ่ายให้เพื่อนบ้านเพื่อปรุงอาหาร หลังจากนั้นเริ่มมีตุ่มเนื้อสีแดงขึ้นที่บริเวณผิวหนัง จึงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล และแพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นสงสัยโรคแอนแทรกซ์

นพ. สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า โรคแอนแทรกซ์เป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นได้ในสัตว์กินหญ้าแทบทุกชนิด ทั้งสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยง เช่น โค แพะ หรือแกะ โดยสัตว์ติดจากการเล็มหญ้าที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส แอนทราซิส (Bacillus anthracis) เข้าไป เชื้อโรคนี้จะทำให้สัตว์ป่วยและตายอย่างรวดเร็ว

โรคแอนแทรกซ์สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนจากการสัมผัสทางผิวหนังที่มีบาดแผล หรือติดต่อจากการหายใจ หรือผ่านการกินเนื้อสัตว์ปนเปื้อนเชื้อ ในประเทศไทยพบการติดทางผิวหนังโดยการสัมผัสสัตว์ป่วย และผลิตภัณฑ์สัตว์ และติดจากการกินเนื้อสัตว์ที่ป่วยแล้วไม่ได้ปรุงให้สุกด้วยความร้อนทั่วถึง

ด้าน น.สพ.ธีรศักดิ์ ชักนำ นายสัตวแพทย์ชำนาญการ สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค สธ. กล่าวว่า จากการสอบสวนโรค มี 1 ราย ไม่ได้ติดเชื้อแอนแทรกซ์ แต่อีก 2 ราย มีแผลเป็นตุ่ม นูนแดง ข้างในเป็นสีดำ จับแล้วไม่เจ็บ ซึ่งเข้าได้กับอาการของ 2 โรค คือ 1. โรคแอนแทรกซ์ หรือ 2. โรคสครับไทฟัส ขณะนี้นำผู้ป่วย 2 ราย เข้าห้องแยกโรค และอยู่ระหว่างรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ จากการสอบสวนโรคพบว่า รายแรกได้นำแพะจากประเทศพม่าเข้ามาชำแหละ และส่งเนื้อแพะกลับประเทศ จากนั้นเจ้าตัวก็เกิดบาดแผลในลักษณะดังกล่าว เดิมเข้ารักษาที่คลินิกแห่งหนึ่งแต่ไม่หาย จึงไปรักษาที่ รพ.แม่สอด เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ซึ่งแพทย์สงสัยติดเชื้อแอนแทรกซ์ จึงส่งตัวเข้าห้องแยกโรค และร่วมกับนายแพทย์สาธารณสุขอำเภอลงไปค้นหากลุ่มเสี่ยงอื่นๆ และพบผู้ป่วยรายที่ 2 มีอาการคล้ายกัน และมีประวัติชำแหละแพะที่เอามาจากพม่าถึง 6 ตัว และแจกจ่ายให้ชาวบ้านในพื้นที่ด้วย ดังนั้นจึงต้องเฝ้าระวังทั้งตำบล ขณะนี้มีผู้ที่เสี่ยง 25 คน จะพ้นระยะเฝ้าระวังในวันที่ 5 ธันวาคมนี้

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 พฤศจิกายน ที่โรงแรมดุสิตปริ๊นเซส โคราช นายปัญญา วงศ์ศรีแก้ว ปลัดจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 1) งานศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 6 นครราชสีมา-ขอนแก่น มีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ผู้นำชุมชน และประชาชนในแนวเขตศึกษาโครงการ จำนวนกว่า 300 คน รับฟังการชี้แจงจาก นายเสกสิทธิ์ ศิริไวทยพงศ์ ผู้จัดการโครงการ และผู้แทนกรมทางหลวง ตามกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน รวมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะและความต้องการ โดยเฉพาะข้อกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการ

นายเสกสิทธิ์กล่าวว่า โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 6 หรือมอเตอร์เวย์สายนครราชสีมา-ขอนแก่น เป็นโครงการตามแผนแม่บทการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง พ.ศ. 2560-2579 และเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-หนองคาย เป็นเส้นทางเชื่อมต่อถนนมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-นครราชสีมา ปัจจุบันกรมทางหลวงกำลังดำเนินก่อสร้างและกำหนดแผนเปิดให้บริการปี 2563 ซึ่งมีลักษณะโครงข่ายวางตัวในแนวเหนือ-ใต้ สิ้นสุดทางที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อเชื่อมต่อระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างกับตอนบนได้เป็นระบบ เป็นโครงข่ายหลักการคมนาคมทางถนนรองรับการเดินทางและขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับภูมิภาคอินโดจีน ช่วยกระจายการพัฒนาไปสู่ภูมิภาค จะเป็นทางเลือกที่ช่วยส่งเสริมและพัฒนาระบบทางหลวงที่อำนวยความสะดวกรวดเร็วในการขนส่ง เนื่องจากเป็นทางหลวงมาตรฐานสูงและควบคุมการเข้า-ออกอย่างสมบูรณ์ สนับสนุนการท่องเที่ยว ลดปัญหาจราจรคับคั่งบนทางหลวงหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ และเขตเมืองนครราชสีมาในอนาคต

“พื้นที่การศึกษาโครงการครอบคลุมพื้นที่แนวเส้นทางเลือก รวมทั้งสิ้น 282 ตำบล 43 อำเภอ ในเขต จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ มหาสารคาม และขอนแก่น มีจุดเริ่มต้นบริเวณ ตำบลบึงอ้อ อำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา สิ้นสุดในเขต อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น รวมระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 8 หมื่นล้านบาท จึงต้องใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจและพิจารณารูปแบบที่เหมาะสมด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน กำหนดแผนการศึกษาและดำเนินก่อสร้างรวม 8 ปี คาดเปิดให้บริการประมาณปี 2568” นายเสกสิทธิ์ กล่าว

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการติดตามการดำเนินการจัดโซนนิ่ง โดยแผนที่เกษตรเชิงรุก (อกริ-แมป) ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่าน สศก.ได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลการปรับเปลี่ยนการผลิตจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการของปีงบประมาณ 2559 ในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ ชัยภูมิ และอุทัยธานี ช่วงเดือนมิถุนายน 2560 และในช่วงปีงบประมาณ 2560 ได้ลงพื้นที่ สำรวจ 15 จังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ 3 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 จังหวัด ภาคกลาง 2 จังหวัด ภาคตะวันออก 2 จังหวัด และภาคใต้ 3 จังหวัด ในช่วงเดือนสิงหาคม 2560

พร้อมติดตามผลการดำเนินงานพบว่าปีงบประมาณ 2559 มีการปรับเปลี่ยนการผลิตทั้งสิ้น 32,618 ไร่ ในพื้นที่ 49 จังหวัด เกษตรกรจำนวน 10,502 ราย โดยในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัดดังกล่าวได้มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสม (เอ็น) สำหรับการปลูกข้าว เป็นสินค้าที่เหมาะสมรวมทั้งสิ้น 3,930 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 950 ราย เมื่อปรับเปลี่ยนแล้วเกษตรกรมีผลตอบแทนสุทธิรวมทั้งสิ้นประมาณ 28.7 ล้านบาท/ปี(เฉลี่ย 7,303 บาท/ไร่/ปี) เพิ่มจากเดิมที่มีผลตอบแทนสุทธิรวม 3.4 ล้านบาท/ปี (เฉลี่ย 864 บาท/ไร่/ปี) โดยมีผลตอบแทนสุทธิรวมเพิ่มขึ้น 25.4 ล้านบาท/ปี (เฉลี่ย 6,463 บาท/ไร่/ปี) จากสินค้าชนิดใหม่ที่ผลิต ได้แก่ การทำเกษตรผสมผสาน 2,220 ไร่ ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ 1,470 ไร่ การผลิตอ้อยโรงงาน 145 ไร่ ปลูกหม่อน 55 ไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 30 ไร่ และเลี้ยงปลา 10 ไร่ โดยเกษตรกรส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับมาก

นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า ส่วนปีงบประมาณ 2560 มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าว เป็นการทำเกษตรผสมผสานสำหรับสินค้าที่เหมาะสมรวมทั้งสิ้น 157,701 ไร่ ในพื้นที่ 53 จังหวัด เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 30,444 ราย ประกอบด้วย อ้อยโรงงาน 88,132 ไร่ เกษตรผสมผสาน 38,287 ไร่

พืชอาหารสัตว์ 20,767 ไร่ ปาล์มน้ำมัน 5,427 ไร่ มันสำปะหลัง 2,439 ไร่ ประมง 2,061 ไร่ และหม่อน 588 ไร่ ทั้งนี้ จากการประเมินผลในเบื้องต้นพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจในระดับมาก เนื่องจากได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการผลิต ได้ทราบถึงความเหมาะสมของการผลิตในพื้นที่ตนเอง ได้รับการสนับสนุนปัจจัยในการปรับเปลี่ยนการผลิต และมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษาแนะนำในการผลิตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สศก.จะทำการประเมินผลลัพธ์ของโครงการปีงบประมาณ 2560 อีกครั้งในช่วงเดือนพฤษภาคม 2561 และจะนำเสนอผลการประเมินให้ทราบต่อไป

เลย – นายพรชัย ถมกระจ่าง รองผวจ.เลย เป็นประธานเปิดถนนปลอดภัยตามนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ จัดโดยเทศบาลเมืองเลย โดยกำหนดถนนเจริญรัฐตลอดสาย เป็นถนนต้นแบบของถนนปลอดภัย/ที่มีการจำกัดความเร็ว พร้อมทั้งมีการรณรงค์ให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์

สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ เป็นการรณรงค์ในการขับขี่ยวดยานพาหนะที่ปลอดภัย โดยสร้างจิตสำนึกให้ผู้ขับขี่ทุกราย ได้ตระหนักถึงความปลอดภัย ในการใช้รถใช้ถนนทั้งต่อตนเองและผู้ร่วมเดินทาง ผู้ใช้รถยนต์ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ผู้ขี่รถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกนิรภัยทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อน การขับบนถนนปลอดภัยเส้นนี้จำกัดความเร็วไม่เกิน 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นครศรีธรรมราช – เมื่อวันที่ 27 พ.ย. นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิด “โครงการส่งเสริมการผลิตไบโอมีเทนอัด (ซีบีจี) ในสถานประกอบการที่มีระบบก๊าซชีวภาพ” ณ บริษัท เกษตรลุ่มน้ำ จำกัด ต.ช้างซ้าย อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช โดยมีนายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และดร.กณพ เกตุชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เกษตรลุ่มน้ำ จำกัด

นายประพนธ์ กล่าวว่า โครงการของบริษัท เกษตรลุ่มน้ำฯ ดำเนินการตามยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานทดแทนฯ ของกระทรวงพลังงาน กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้สนับสนุนการติดตั้งระบบปรับปรุงคุณภาพก๊าซและระบบบรรจุก๊าซไบโอมีเทนอัด ให้กับสถานประกอบการที่มีระบบก๊าซชีวภาพอยู่แล้ว นำก๊าซชีวภาพที่เหลือใช้มาปรับปรุงคุณภาพให้เกิดประโยชน์ แต่ยังไม่มีโรงงานเชิงพาณิชย์ในประเทศไทย

“บริษัท เกษตรลุ่มน้ำฯ เป็นโครงการแรกที่ได้ติดตั้งระบบผลิตซีบีจี ขนาด 3 ตันต่อวัน และใช้กับรถบรรทุกของบริษัท ก๊าซที่ผลิตได้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ทั้งทดสอบกับยานยนต์ และทดสอบเพิ่มเติมตามมาตรฐานกำหนดคุณภาพก๊าซในต่างประเทศ (สวีเดน เนเธอร์แลนด์ และเยอรมัน) จึงได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานีบริการก๊าซธรรมชาติจากกรมธุรกิจพลังงาน” นายประพนธ์กล่าว

ด้าน ดร.กณพ กล่าวว่า บริษัทประกอบธุรกิจโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม มีกำลังการผลิต 60 ตันปาล์มต่อชั่วโมง และโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ กำลังผลิตติดตั้ง 1 เมกะวัตต์ โดยน้ำเสียและกากตะกอนปาล์ม จะนำเข้าสู่บ่อหมักก๊าซชีวภาพ จำนวน 4 บ่อ มีกำลังผลิตก๊าซ 17,683 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ก๊าซชีวภาพที่ได้เมื่อนำไปผลิตไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์แล้ว ยังมีก๊าซที่เหลือใช้ ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซซีบีจี ของกรมพัฒนาพลังงานฯ นำไปใช้กับยานยนต์

ร้อยเอ็ด – นพ.มนต์ชัย วิวัฒนาสิทธิพงศ์ ผอ.ร.พ.ร้อยเอ็ด ร่วมกับบริษัทโรบินสัน จำกัด (มหาชน) สาขาร้อยเอ็ด จัดงานรณรงค์ “เย็บเต้านมรวมใจ สู้ภัยมะเร็ง” อาคารมะเร็งเฉลิมพระเกียรติจุฬาภรณ์ ร.พ.ร้อยเอ็ด เพื่อเป็นการส่งเสริมกำลังใจ แบ่งปันน้ำใจ และการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย จิตอาสาภายในและภายนอกในการร่วมกันจัดทำเต้านมเทียมมอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

น.พ.มนต์ชัย เผยว่า สืบเนื่องจากโรงพยาบาลร้อยเอ็ด มีการให้บริการผู้ป่วยมะเร็งครบวงจรผู้ป่วยมะเร็งที่มารับบริการพบว่าโรคมะเร็งเต้านม พบมากเป็นอันดับ 1 ในเพศหญิงและมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากสภาพปัญหาดังกล่าวโรงพยาบาลร้อยเอ็ด ได้ตระหนักถึงความสำคัญของผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการผ่าตัดเต้านม ซึ่งทำให้ผู้ป่วยสูญเสียภาพลักษณ์ ขาดความมั่นใจในการเข้าสังคมและมีปัญหาทางเศรษฐกิจ ทำให้สูญเสียกำลังใจ จึงจัดให้มีการรณรงค์ “เย็บเต้านมรวมใจ สู้ภัยมะเร็ง” ขึ้น โดยในงานจะมีการบรรยายเรื่อง “มะเร็งเต้านมแบบครบวงจร” เสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้ป่วย กิจกรรมเย็บเต้านมเทียม เพื่อมอบให้ผู้ป่วยมะเร็ง

นางพรพรรณ ไวทยางกูร ผอ.สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กล่าวว่า ตามที่ประเทศไทยได้ร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ดำเนินโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (ปิซ่า) เพื่อประเมินคุณภาพระบบการศึกษาของประเทศในการเตรียมความพร้อมเยาวชนอายุ 15 ปีให้มีศักยภาพสำหรับการแข่งขันในอนาคต ต่อเนื่องทุก 3 ปีนั้น ปิซ่า 2015 ยังได้เพิ่มการประเมินสมรรถนะด้านการแก้ปัญหาแบบร่วมมือ หรือ ซีพีเอส ที่นักเรียนต้องใช้ทั้งทักษะการแก้ปัญหา และทักษะการทำงานแบบร่วมมือกับเพื่อนในกลุ่ม ทำภารกิจในข้อสอบให้สำเร็จลุล่วงโดยใช้สถานการณ์ในชีวิตจริงที่สมาชิกในกลุ่มต้องร่วมกันแก้ปัญหาผ่านการทำข้อสอบด้วยคอมพิวเตอร์ และนักเรียนเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มที่ต้องทำความเข้าใจกับเป้าหมายและเงื่อนไขของภารกิจที่ได้รับมอบหมาย รู้บทบาทหน้าที่ของตนเองและเพื่อน แล้วสื่อสาร แบ่งปันข้อมูล และร่วมกันแก้ปัญหากับเพื่อนในกลุ่มให้สำเร็จ

“โออีซีดี ได้เผยแพร่ผลการประเมินสมรรถนะการแก้ปัญหาแบบร่วมมือของ 52 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ที่เลือกสอบสมรรถนะนี้ในปิซ่า 2015 ผลการประเมินพบว่า 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 561 คะแนน ญี่ปุ่น 552 คะแนน ฮ่องกง 541 คะแนน เกาหลี 538 คะแนน และแคนาดาและเอสโตเนีย 535 คะแนน สำหรับประเทศไทยมีคะแนนเฉลี่ย 436 คะแนน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโออีซีดีที่กำหนดไว้ 500 คะแนนอยู่ 64 คะแนน” นางพรพรรณกล่าว

หากแยกเป็นกลุ่มโรงเรียนพบว่า กลุ่มโรงเรียนที่เน้นวิทยาศาสตร์มีคะแนนสูงถึง 559 คะแนน อยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มบนสุด 5 อันดับแรก และกลุ่มโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยมีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยคือ 520 คะแนน ส่วนกลุ่มโรงเรียนอื่นๆ ยังคงมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยข้างต้น เมื่อแยกเป็นเพศพบว่าทุกประเทศ/เขตเศรษฐกิจ นักเรียนหญิงจะมีคะแนนด้านนี้สูงกว่านักเรียนชาย 29 คะแนน โดยนักเรียนหญิงไทยมีคะแนนสูงกว่านักเรียนชายถึง 35 คะแนน ซึ่งเกิดจากการมีเจตคติต่อการทำงานเป็นทีมที่ดีกว่า

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ศ.ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดี มจพ. เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง รศ.ดร.ไพโรจน์ สถิรยากร คณบดีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม รศ.ดร.สักรินทร์ อยู่ผ่อง คณบดีคณะพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม มจพ. กับผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอาชีวศึกษา ประเทศลาว

สืบเนื่องมาจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศได้สนับสนุนทุนการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท) แก่ผู้บริหารด้านอาชีวศึกษาจากประเทศลาว จำนวน 10 คน ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทย-ลาวแผนงานด้านอาชีวศึกษา เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถในการบริหารและจัดการด้านอาชีวศึกษา และเพื่อให้ผู้บริหารสถานศึกษาของลาวมีคุณวุฒิที่สูงขึ้น ซึ่งกรมความร่วมมือระหว่างประเทศได้ขอความร่วมมือจาก มจพ. ให้พิจารณารับผู้รับทุนรัฐบาลไทยทั้ง 10 คน เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโทหลักสูตรบริหารอาชีวะและเทคนิคศึกษา

มจพ. สนับสนุนทุนการศึกษาดังกล่าวเพิ่มอีก 2 คน รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 12 คน โดยจัดการเรียนการสอนที่วิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เพื่อความมีศักยภาพ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ด้านการจัดการเรียนการสอน งานวิจัยและด้านอื่นๆ เพื่อพัฒนานักเรียนนักศึกษาและบุคลากรของทั้งสองแห่งให้มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับการขยายตัวทางการศึกษาของประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียน

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน รศ.นพ. สรนิต ศิลธรรม hi-techitaly.com ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พัฒนาพื้นที่ภาคใต้” ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา จังหวัดสงขลา เพื่อต่อยอดงานวิจัยโครงการต่างๆ ของ วท.พร้อมช่วยเหลือพัฒนาศักยภาพพื้นที่ภาคใต้ บูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน สถานศึกษา ขับเคลื่อนพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยการประชุมครั้งนี้ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ระหว่างวันที่ 27-28 พฤศจิกายน

รศ.นพ. สรนิต กล่าวว่า ภาคใต้มีลักษณะภูมิประเทศที่โดดเด่น วัฒนธรรมหลากหลาย มีความท้าทายต่อโจทย์การวิจัยพัฒนาพื้นที่เป็นอย่างยิ่ง ที่ผ่านมา

วท.ได้นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ครอบคลุมในหลายพื้นที่ทั้งภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย อันดามัน หรือชายแดนใต้ และยิ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่ การทำงานของ วท.ก็จะเพิ่มความเข้มข้นและพร้อมจะบูรณาการกับทุกหน่วยงานในภูมิภาค

รศ.นพ. สรนิต กล่าวต่อไปว่า โครงการและมาตรการสำคัญที่ได้ดำเนินการพื้นที่ในภาคใต้มีหลากหลายโครงการ ได้แก่ โครงการสนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนโดยกำกับดูแลของมหาวิทยาลัย (วมว.) ระยะที่ 2 เวลา 10 ปี เพื่อบ่มเพาะนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, การก่อสร้างอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นหอดูดาวแห่งแรกในภาคใต้ จะเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้วัตถุท้องฟ้า สังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ สนับสนุนการทำงานวิจัยดาราศาสตร์ของนักเรียนนักศึกษา, โครงการสตาร์ตอัพ เพื่อพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นให้เป็นนักรบเศรษฐกิจใหม่ โดยใช้ทรัพยากรของประเทศในการผลิตสินค้าและบริการที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม, โครงการสร้างแม่ข่ายการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน คลินิกเทคโนโลยี เป็นกลไกความร่วมมือระหว่าง วท.กับสถาบันการศึกษา การพัฒนาเครื่องจักรอุปกรณ์สนับสนุนภาคเกษตร เช่น การพัฒนาระบบการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน หรือการพัฒนาชุดตรวจปริมาณน้ำมันของปาล์มน้ำมันทะลาย เป็นต้น

นอกจากนี้ วท.ยังมีกลไกสนับสนุนผู้ประกอบการในรูปแบบอื่นๆ ได้แก่ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ โครงการไอแทป (iTAP) และกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) ตั้งเป้าผลักดันผู้ประกอบการ 100 ราย ในปีแรก วงเงิน 200 ล้านบาท ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทบาทการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโลยีลงสู่ภูมิภาคในพื้นที่ภาคใต้

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน นพ. มนูญ ศุกลสกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุทัยธานี เปิดเผยว่าช่วงนี้ประชาชนและนักท่องเที่ยวจะนิยมเดินทางไปสัมผัสอากาศหนาวเย็นตามแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ โดยจะตั้งแคมป์ และนอนกางเต๊นท์กลางป่า ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวมีโอกาสที่จะถูกยุงกัดและเสี่ยงต่อการป่วยเป็นไข้มาลาเรียได้ นอกจากนี้ การกางเต๊นท์ หรือตั้งแคมป์ในป่า ควรระมัดระวังตัวไรอ่อน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคคับไทฟัส หรือไข้รากสาดใหญ่ ที่อาศัยในขนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก เช่น หนู กระแต โดยชอบกัดบริเวณขาหนีบ เอว ลำตัวใต้ราวนม รักแร้ และจะปล่อยเชื้อริกเก็ตเซียเข้าสู่คน ทำให้ผู้ที่ถูกกัดอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้น การไปเที่ยวป่ากางเต็นท์ควรเลือกที่ตั้งค่ายพักในบริเวณโล่งเตียน หลีกเลี่ยงการนั่งและนอนบนพื้นหญ้า แต่งกายให้มิดชิด สวมถุงเท้าหุ้มไปจนถึงปลายขากางเกง ทายากันยุง และยาป้องกันแมลงกัดตามแขนขา

นายปฎิพัทธ์ ทองเทียนวิเศษ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา กล่าวว่า ช่วงนี้เข้าสู่ฤดูหนาว สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง มีความหนาวเย็น ส่งผลต่อนักเรียนมีความเสี่ยงเกิดการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่อย่างสูง จึงต้องจัดมาตรการดูแลสุขภาพอนามัยนักเรียน คือ ให้นักเรียนสวมใส่เสื้อกันหนาวป้องกัน หมั่นดูแลรักษาความสะอาดอุปกรณ์การเรียนการสอน ภายในห้องเรียน หมั่นดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารปรุงสุก สะอาด และพักผ่อนให้เพียงพอ

นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ประธานกรรมการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวในโอกาสร่วมนายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธอส. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารธนาคาร ต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเดินทางเยี่ยมเยียนประชาชนและบู๊ธของ ธอส. ที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ว่าธนาคารเตรียมกรอบวงเงินสินเชื่อรวม 4,700 ล้านบาท สำหรับโครงการปล่อยสินเชื่อแก่ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ศูนย์อุตุฯภาคใต้ฝั่งตะวันออกเตือน “8 จังหวัด” รับมือฝนตกหนัก

มาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่งศูนย์อุตุฯภาคใต้ฝั่งตะวันออก “เผย” หย่อมความกดอากาศต่ำ ส่งผลให้ 8 จังหวัดฝนตกหนักมาก ระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง คลื่นซัดหาฝั่ง

วันที่ 28 พ.ย. รายงานข่าวจากศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก จ.สงขลา ระบุว่าประกาศศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก ฉบับที่ 22 (162/2560) เรื่อง คลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทยและฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนล่างเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่าง โดยหย่อมความกดอากาศนี้ มีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกอย่างช้าๆ เข้าปกคลุมภาคใต้ตอนล่างลักษณะเช่นนี้ ทำให้ภาคใต้ฝั่งตะวันออกในวันที่ 28 พ.ย. มีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ในบริเวณ จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และจ.นราธิวาส

“ในช่วงวันที 29-30 พ.ย. มีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่บริเวณ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และ จ.นราธิวาส ขอให้ประชาชนในพื้นที เสี่ยงภัยของจังหวัดดังกล่าว ระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ถึงหนักมาก ฝนสะสม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่ง”

รายงานข่าวว่าคลื่นลมในอ่าวไทยมีก่าลังแรง ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งทะเลระมัดระวังอันตรายที่เกิดจากลมแรง และคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง ในช่วงวันที 28-30 พ.ย.60

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกรณีที่มีผู้วิจารณ์ว่าการส่งออกของไทยขยายตัวต่ำกว่าของประเทศเพื่อนบ้าน ว่าการส่งออกไทยในช่วง 10 เดือนแรกขยายตัวร้อยละ 9.7 เกิดจากสาเหตุสำคัญหลายประการ เช่น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการปรับตัวของราคาน้ำมัน แต่อีกปัจจัยที่สาคัญ ที่ไม่ควรมองข้าม คือ ศักยภาพของสินค้าไทยที่ยังแข็งแกร่งและสามารถแข่งขันได้สะท้อนจากสัดส่วนการส่งออกของไทยจากการส่งออกรวมของกลุ่มอาเซียนทั้งหมด อยู่ลำดับที่ 2 รองจากสิงคโปร์และมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่อยู่ขาขึ้น นอกจากนี้ ประเทศไทยยังสามารถกระจายตลาดและประเภทสินค้าส่งออกไปได้อย่างน่าพอใจ โดยดูจากว่า สินค้าส่งออก 50 อันดับแรก มีอัตราการเติบโตเป็นบวกถึง 43 รายการ อีกทั้งยังมีการปรับตัวการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมให้เป็นกลุ่มที่มีเทคโนโลยีเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับประเด็นที่ว่าอัตราการขยายตัวของการส่งออกไทยต่ำกว่าประเทศอื่นในอาเซียน นางสาวพิมพ์ชนกฯ ชี้แจงว่า เป็นเพราะในปี 2559 ประเทศอาเซียนอื่น ยกเว้นเวียดนาม ต่างมีการส่งออกที่ติดลบมาก ในขณะที่ไทยไม่ติดลบ ดังนั้น ในปีนี้ที่ดูเหมือนว่าประเทศเหล่านั้นมีการขยายตัวการส่งออกที่สูงกว่าไทย เกิดจากการที่เขาเริ่มจากตัวเลขฐานที่ต่ำกว่าไทยมาก
ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวของการส่งออกในปี 2560 เป็นการเทียบกับมูลค่าการส่งออกในช่วงเดียวกันของปี 2559 ซึ่งสถานการณ์การส่งออกของไทยในปี 2559 ดีกว่าประเทศอื่นในอาเซียน (ยกเว้นเวียดนาม) โดยถ้าดูตัวเลขทั้งปี 2559 การส่งออกไทยขยายตัวเป็นบวกที่ร้อยละ 0.5 ในขณะที่ประเทศอาเซียนอื่นหดตัว โดยอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ส่งออกติดลบที่ร้อยละ -3.7 -4.8 -2.5 และร้อยละ -2.4 ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม หากปรับฐานการคำนวณของประเทศอาเซียนในปี 2559 ให้มีอัตราการขยายตัวเท่ากับประเทศไทย (ขยายตัวร้อยละ 0.5) จะพบว่า ประเทศเหล่านี้จะมีอัตราการขยายตัวในปี 2560 ต่ำกว่าไทย โดยหลังจากการปรับฐานแล้ว อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ จะมีอัตราการขยายตัวในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 เพียงร้อยละ 8.9 5.9 4.8 และร้อยละ 7.6 ซึ่งต่ำกว่าไทยที่ขยายตัวร้อยละ 9.3

นางสาวพิมพ์ชนกฯ ชี้แจงว่า การพิจารณาการส่งออกไทยกับอาเซียน ควรต้องเข้าใจที่มาที่ไปและภูมิหลังของข้อมูลด้วย ไม่ใช่ดูเพียงตัวเลขตามที่บางฝ่ายนำมาวิพากษ์วิจารณ์ แต่ในขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ก็ไม่ได้ต้องการให้ทุกฝ่ายนิ่งนอนใจ เพราะแม้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กระทรวงฯ จะได้ปรับแนวทางการสนับสนุนการส่งออก ให้เน้นเป็นยุทธศาสตร์รายประเทศตามนโยบายสร้างหุ้นส่วนเศรษฐกิจ (Strategic Partnership) ของรองนายกรัฐมนตรี (ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) และเน้นการเจาะตลาดเพื่อนบ้านและภูมิภาค ลงไปถึงเมืองรองแล้ว แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากในการยกระดับการส่งออกไทยให้ดีขึ้นไปอีกให้ได้แบบยั่งยืนระยะยาว โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่ต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่ม และสินค้าอุตสาหกรรมที่ควรเร่งสนับสนุนการเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ให้เร็วขึ้น เช่น ควรขยายการผลิตสินค้ากลุ่ม Internet of Things (IoT) เพราะเรามีฐานอุตสาหกรรมที่เป็นกลุ่ม IoT มากอยู่แล้ว เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ภายในบ้าน ยานยนต์ เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ นโยบายของรัฐบาลก็กาลังผลักดันอยู่อย่างเข้มข้นเป็นเอกภาพ ทั้งนโยบาย Thailand 4.0 นโยบาย EEC และ New S-Curve

นอกจากนี้ ยังมีภาคบริการที่รัฐบาลกำลังจะสร้างให้เข้มแข็งขึ้น ทั้งบริการที่จะสร้างรายได้ สร้างอาชีพสร้างงานให้ประชาชนในประเทศ เช่น ภาคสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว บริการด้านดิจิทัล บริการโลจิสติกส์ และธุรกิจก่อสร้างรวมไปถึงบริการที่จะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของภาคเกษตรและ
อุตสาหกรรม เช่น การทำวิจัยและพัฒนา การทดสอบมาตรฐาน การให้คำปรึกษา การซ่อมบารุง การออกแบบการโฆษณา บริการวิชาชีพต่าง ๆ ทั้งกฎหมาย บัญชี วิศวะ สถาปัตย์ ตกแต่ง และที่สำคัญที่สุดคือ การศึกษา ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีส่วนช่วยให้การพัฒนาประเทศในอนาคต เป็นไปอย่างเข้มแข็งและกระจายลงสูงระดับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

หลายคน หลายฝ่ายต่างคาดหวังกับ ครม.บิ๊กตู่ 5Ž จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ที่ค้างคาให้เห็นผล จึงมีข้อเรียกร้อง ข้อเสนอแนะไปถึง ครม.ชุดใหม่

อย่างเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ 97 คน ที่ลงชื่อและยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใจความตอนหนึ่งระบุว่า เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ มีความเห็นว่านโยบายยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ ที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนภาคอุตสาหกรรม โครงข่ายคมนาคมและพลังงาน รวมถึงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค และนโยบายการพัฒนาต่างๆ อาจส่งผลกระทบกับวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของกลุ่มคนต่างๆ ในภาคใต้ในระยะยาว ขณะที่ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตในประจำวัน ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล

เครือข่ายจึงขอเสนอแนะ ดังนี้ 1.เร่งรัดแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของเกษตรกร อันเนื่องมาจากราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะราคายางพาราและราคาปาล์มน้ำมัน ซึ่งรัฐบาลยังไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม แสดงให้เห็นถึงการ ไม่รู้สึกใส่ใจไยดีต่อชีวิตและปากท้องของเกษตรกรŽ ทั้งที่มีความพยายามเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของเครือข่ายเกษตรกร กลับถูกปิดกั้นจากหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด จึงขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาของเกษตรกรอย่างจริงจัง โดยตระหนักว่าการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรคือวาระสำคัญของรัฐบาล

2.ขอให้หยุดการดำเนินนโยบายและโครงการในภาคใต้ ที่ส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ละเมิดสิทธิมนุษยชน และหลักมนุษยธรรม ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหิน ที่มีรายงานวิจัยยืนยันถึงผลกระทบและส่งผลเชื่อมโยงต่อการทำลายศักยภาพของภาคใต้อย่างชัดเจนแล้ว โครงการเวนคืนผืนป่า พร้อมทั้งกำหนดมาตรการความยั่งยืนให้เกษตรกรได้มีที่ดินเป็นปัจจัยการผลิต รวมทั้งปัญหาความรุนแรงจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเร่งด่วน

3.ให้รัฐบาลทบทวนนโยบาย ทิศทาง และยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ทั้งระบบ โดยจัดให้มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยบูรณาการมิติด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี การเปรียบเทียบทางเลือกที่เหมาะสม ด้วยหลักการ กระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม โดยเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการทั้งหมดที่จะช่วยให้มองเห็นภาพรวมการพัฒนา แก่สาธารณชนอย่างตรงไปตรงมา

4.ส่งเสริมและสนับสนุนวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อให้บรรลุ ภาคใต้แห่งความสุขอย่างยั่งยืนŽ ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงในชีวิต แหล่งผลิตอาหาร การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น การสร้างนวัตกรรมพัฒนาเศรษฐกิจและการประกอบการฐานราก อันเป็นศักยภาพ ทุน ภูมิทัศน์วัฒนธรรมและการพัฒนาของภาคใต้ที่มีมาอย่างยาวนาน

ทั้งนี้ ควรเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชน ประชาสังคมในการเข้ามากำหนดอนาคตภาคใต้อย่างทั่วถึง กว้างขวางและครอบคลุม โดยเริ่มต้นจากการวางแผนร่วมอย่างเป็นระบบ ลดความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นในสังคม บนพื้นฐานของความหลากหลายทางคุณค่าของพื้นที่

5.ข้อเสนอในข้างต้นสัมพันธ์และโยงใยอย่างยิ่งยวดกับระบบการเมืองแบบเปิดที่เป็นประชาธิปไตย ดังนั้น รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ต้องคืนประชาธิปไตย ด้วยการเคารพอย่างมั่นคง จริงใจในโรดแมป การเลือกตั้ง ไม่ลิดรอนสิทธิ เสรีภาพ และการใช้อำนาจที่ทำให้ประชาชนหวาดกลัว

ส่วนข้อเสนอด้านแรงงาน ชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) พูดถึง ครม.ชุดใหม่ที่โยก พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว จาก รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ว่า พล.ต.อ.อดุลย์มีความมุ่งมั่น และท่านเป็นตำรวจ ทำงานผ่านมวลชนมาพอสมควร ซึ่งมวลชนก็คือกลุ่มคนแรงงาน

ที่ผ่านมา พล.ต.อ.อดุลย์เป็นคนตั้งใจและจริงจังกับการทำงาน แต่จะให้ดีท่านต้องมีนโยบายที่โดนใจ ชนิดว่าหากพูดถึงนโยบายนี้ต้องนึกถึง พล.ต.อ.อดุลย์

ในส่วนของแรงงาน คือการให้ความเป็นธรรมกับแรงงานทั่วประเทศในการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ที่ไม่ใช่แค่ปรับในบางกลุ่มจังหวัด เพราะจริงๆ แล้วคนทำงานมีทั่วทุกภาค ผมทราบมาว่าจะมีการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างในวันที่ 13 ธันวาคมนี้ และจะพิจารณาปรับเพิ่มค่าแรงใน 30 จังหวัด หากเป็นจริงถือว่าไม่เป็นธรรมมากๆ เพราะคนมีรายได้น้อยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศยังลำบาก ค่าครองชีพไม่เพียงพอ หากฐานล่างยังไม่ดี แล้วเศรษฐกิจจะดีได้อย่างไร

ที่สำคัญกระทรวงแรงงานต้องปฏิรูปตัวเองด้วย เพราะทำงานรูปแบบข้าราชการเกินไป ต้องเน้นทำงานเชิงรุกมากขึ้น และต้องทำงานเชิงป้องกัน ไม่ใช่ทำงานที่ปลายเหตุ คือเมื่อมีการร้องเรียนเรื่องจ้างงานไม่เป็นธรรมจึงเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่ง คสรท.จะหารือร่วมกันเกี่ยวกับข้อเสนอต่างๆ เพื่อขอเข้าพบ พล.ต.อ.อดุลย์ต่อไป

เชื่อว่าท่านอดุลย์จะเดินหน้าช่วยให้ค่าครองชีพของแรงงานเพียงพอ ซึ่งปัจจุบันตามหลักสากลแรงงาน 1 คน ต้องเลี้ยงดูครอบครัว 2 คน จึงจะเพียงพอ ประมาณ 600-700 บาท ทุกวันนี้ได้ค่าแรงวันละ 300 บาท ต้องทำงานโอที เพื่อให้ได้ค่าจ้างเพิ่มเป็นวันละ 500-600 บาทŽ ชาลีเสนอด้วยความหวัง

มนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย และประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) บอกว่า ในวันที่ 9 ธันวาคมนี้ คปค.จะหารือร่วมกัน เพื่อรวบรวมข้อเสนอต่อ พล.ต.อ.อดุลย์ และจะทำเรื่องขอเข้าพบภายใน 1-2 สัปดาห์ ข้อเสนอยังคงยืนยันเหมือนเดิมในเรื่องการปฏิรูปประกันสังคม โดยเฉพาะการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) ซึ่งหมดวาระตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน และบอร์ดนี้แต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อหมดวาระตามอำนาจ คสช.ไม่ได้ระบุให้รักษาการ ดังนั้น ควรเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด จะได้เดินหน้าปฏิรูปแบบมีส่วนร่วมจริงๆ มีผู้ประกันตนเข้าไปร่วมอยู่ในบอร์ดด้วย

นอกจากนี้ จะเสนอข้อเท็จจริงกรณีการเพิ่มเงินสมทบในกลุ่มผู้ประกันตนเงินเดือน 16,000 บาทขึ้นไปว่า คปค.ได้รับเสียงตอบรับจากผู้ประกันตนกลุ่มนี้ต้องการเพิ่มเงินสมทบ แต่มีบางคนไม่เข้าใจและคัดค้าน จึงกังวลว่าจะทำให้เรื่องยุติลง ทั้งๆ ที่การเพิ่มเงินสมทบกรณีกลุ่มเงินเดือน 16,000-20,000 บาทขึ้นไป โดยจ่ายเฉลี่ยรายเดือนสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท ส่งผลดีต่อการออมของผู้ประกันตน ก็จะเสนอเรื่องนี้ด้วย

รวมทั้งขอให้ พล.ต.อ.อดุลย์เร่งรัดเรื่องสิทธิประโยชน์อื่นๆ อย่างการเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตร ที่ สปส.บอกว่าเป็นของขวัญปีใหม่ให้ผู้ประกันตน โดยปรับเพิ่มจาก 400 บาทเป็น 600 บาท ให้ผู้ประกันตนที่มีบุตรอายุตั้งแต่แรกคลอดจนถึง 6 ขวบ จำกัดแค่ 3 คนนั้น หากจะดีกว่านี้ควรเพิ่มเป็นตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงอายุ 12 ปี และต้องไม่จำกัดจำนวนบุตร ซึ่งจะล้อตามกฎหมายที่ให้ค่าคลอด 13,000 บาทต่อคน ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

นอกจากนี้ คปค.จะติดตามความคืบหน้าเรื่องการนิรโทษกรณีผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่เป็นกลุ่มจ่ายเงินสมทบเอง แต่หลุดจ่าย ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้คืนสิทธิ รวมถึงการเพิ่มค่าชดเชยเลิกจ้าง 400 วัน ก็ยังไม่แล้วเสร็จเช่นกัน ทั้งหมดจึงอยู่ที่รัฐมนตรีคนใหม่จะสานต่อ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ผู้ประกันตนŽ มนัสสรุป

ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา เกิดปัญหาปลาหมอสีคางดำระบาดใน จังหวัดสมุทรสงคราม และ จังหวัดเพชรบุรี สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้้นที่ ตำบลยี่สาร และ ตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ขณะที่ นางสาวนภสร สุขพันธุ์ นักวิชาการประมงชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี ระบุว่า ปลาหมอสีคางดำเป็นสายพันธุ์เดียวกับปลาหมอสี มีรูปร่างคล้ายปลาหมอทะเล และปลานิล แต่เป็นปลาหมอสีชนิดไม่มีราคา เป็นปลากินเนื้อ ปากกว้าง ดังนั้นเมื่อแพร่ระบาดก็จะกินสัตว์น้ำต่างๆ ชนิดอื่นที่ตัวเล็กๆ จนหมด จะคล้าย “เอเลี่ยนสปีชีส์” ที่มาทำลายสัตว์น้ำประจำถิ่นจนหมด ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน

นายสมศักดิ์ ริ้วทอง เกษตรกร ตำบลแพรกหนามแดง เผยว่า เลี้ยงกุ้งมานานกว่า 30 ปี ขนาดบ่อ 80 ไร่ ก็ได้ดีมาตลอด เพิ่งมาได้รับความเสียหายในช่วง 2 ปีนี้ ปล่อยกุ้งเป็นล้านตัว บางครั้งก็หมดไม่เหลือ ทำให้เป็นหนี้จำนวนมาก จึงอยากให้ภาครัฐลงมาแก้ไขโดยเร็ว

นายปัญญา โตกทอง เกษตรกร ตำบลแพรกหนามแดง บอกว่า มีบริษัทแห่งหนึ่งนำปลาหมอสีเข้ามาจากต่างประเทศ เมื่อปลายปี 2553 ซึ่งเกษตรกรเชื่อว่าเหตุการณ์สัมพันธ์กันที่มาระบาดในปี 2555 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งตนไม่ได้โทษว่าใครถูกใครผิด แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ระบาดขึ้นแล้ว ทั้ง 3 ฝ่ายคือผู้นำเข้า ภาครัฐ และเกษตร ต้องช่วยกันกำจัดโดยเร็วที่สุด ซึ่งเชื่อว่าคงจะต้องใช้เวลานานหลายปี ที่ผ่านมา พล.อ. ประยุทธิ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็สั่งให้แก้ไขแต่เรื่องก็เงียบหายไป

ล่าสุด นางเตือนใจ ดีเทศน์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานอนุกรรมการสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร พร้อมคณะลงพื้นที่ ตำบลยี่สาร และ ตำบลแพรกหนามแดง พร้อมเข้าพบ นายคันฉัตร ตันเสถียร ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อร่วมหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา

นายคันฉัตรเผยว่า จังหวัดทราบปัญหานี้มาตั้งแต่ต้นปี 2560 และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องรวม 9 ครั้ง อาทิ แจ้งต่อ นางสาวชุติมา บุณยประภัศร์ รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มาตรวจติดตามการเลี้ยงกุ้งอินทรีย์ ขอให้กรมประมงควบคุมหรือกำจัดปลาหมอสีไม่ให้แพร่กระจายในแหล่งน้ำธรรมชาติ นอกจากนี้สหกรณ์ประมงแม่กลอง จำกัด ให้ใช้พื้นที่ตลาดปลาแม่กลองประมูลปลาหมอสี เพื่อเพิ่มมูลค่าจูงใจให้ชาวบ้านจับปลาหมอสีมาขาย แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้

“อย่างไรก็ตามจังหวัดตั้งธงชัดเจนว่าต้องกำจัดให้หมดไป จึงฝากเจ้าหน้าที่กรมประมงกำหนดแผนยุทธการในการวางแผนขั้นตอน และวิธีการกำจัดให้ชัดเจน ครอบคลุม เนื่องจากอาจจะต้องใช้เครื่องมือต่างๆ ที่ผิดกฎหมายมาช่วยด้วย เพื่อให้สามารถกำจัดได้เร็วที่สุด” นายคันฉัตร กล่าว

ด้านนางเตือนใจ เผยว่า demconwatchblog.com จากข้อมูลพบว่าบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งนำเข้าปลาหมอสีจากประเทศกานา เมื่อปี 2553 ซึ่งใช้เวลา 3 ปีกว่าจะรวบรวมนำเข้ามาได้แค่ 600 ตัว ซึ่งปลาหมอสีทั้งหมดกระทบกระเทือนจากการขนส่ง ทำให้ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ บริษัทจึงกำจัดด้วยการโรยปูนขาวและฝังกลบ ซึ่งเป็นความบกพร่องทั้งบริษัท และกรมประมงที่ไม่ได้บันทึกตรวจรับและทำลายซากปลาหมอสีคางดำอย่างเป็นระบบ ต่อมาในปี 2555 พบการแพร่ระบาดของปลาหมอสีเข้ามาในบ่อเลี้ยง ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำใน จังหวัดเพชรบุรี และ จังหวัดสมุทรสงคราม ได้รับผลกระทบมาก โดยบริษัทเชื่อว่าการนำเข้าในครั้งนั้นไม่น่าจะทำให้เกิดการระบาด แต่อาจจะมีผู้ลักลอบนำเข้าโดยผิดกฎหมาย แต่บริษัทก็รับว่าจะช่วยกำจัดรวมทั้งรับซื้อปลาหมอสีที่เกษตรกรจับได้ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่กรมประมงยังรับปากกับชาวบ้านว่าจะรับซื้อปลาหมอสีกิโลกรัมละ 20 บาท รวม 3 เดือน ซึ่งจะต้องเสนอผู้ใหญ่ในกรมพิจารณาต่อไป

นางเตือนใจระบุว่า จากนี้ไปจะขอซากปลาหมอสีคางดำที่กรมประมงดองไว้ เพื่อมาตรวจดีเอ็นเอว่าตรงกับปลาหมอสีที่แพร่ระบาดในแหล่งน้ำ ว่าเป็นสายพันธุ์เดียวกันหรือไม่ และรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเสนอเร่งด่วนต่อคณะรัฐมนตรี กรมประมง สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชน และเกษตรกร ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาปลาหมอสีคางดำระบาดในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม และ จังหวัดเพชรบุรี ให้เป็นไปตามหลักการสหประชาชาติ เรื่อง “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” ซึ่ง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้แสดงปาฐกถาในงานสัมมนาวิชาการเรื่อง “การเผยแพร่และขับเคลื่อน หลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติในประเทศไทย” ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560

ทย.อัดงบ 1.3 หมื่นล้าน ปรับ 24 สนามบินให้ทันสมัย ยัน 29 พ.ย. สรุปยกสนามบิน อุดรฯ-ตากให้ ทอท. ชี้ต้องควัก 8 พันล้านเพิ่มศักยภาพ เล็งเปิดเอกชนเข้าร่วมลงทุน 4 สนามบินปลายปีหน้า

นายดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) เปิดเผยในงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 84 ปีของ ทย.ว่า ทิศทางธุรกิจการบินของไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่องภายหลังปลดธงแดงขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ทย.จึงเตรียมแผนลงทุนโดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในท่าอากาศยาน โดยเตรียมว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาจัดทำแผนแม่บทด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้ในท่าอากาศยาน คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนธันวาคมนี้ เบื้องต้นแผนลงทุนเทคโนโลยีมีระยะ 5 ปี วงเงินรวม 13,037 ล้านบาท ประกอบด้วย การติดตั้งระบบลำเลียงกระเป๋าและสายพาน และระบบตรวจสอบวัตถุระเบิด วงเงินรวม 8,837 ล้านบาท รวม 24 แห่ง เริ่มปีนี้ก่อน 3 แห่ง และทยอยติดตั้งทั้งหมดเสร็จในปี 2562

นายดรุณ กล่าวว่า ส่วนโครงการติดตั้งระบบเคาน์เตอร์เช็กอินร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาความแออัดที่ท่าอากาศยานนั้นวงเงินรวมอยู่ที่ 4,200 ล้านบาท โดยจะเป็นการเช่าระบบเทคโนโลยีจากเอกชนระยะเวลาสัญญารวม 5 ปี หรือเฉลี่ย 150 ล้านบาท ต่อท่าอากาศยาน เบื้องต้นได้นำร่องติดตั้งที่ท่าอากาศยานกระบี่ไปแล้วและจะทยอยติดตั้งให้ครบทุกท่าอากาศยานต่อไป นอกจากนี้มีแผนของบประมาณเพื่อติดตั้งเครื่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติภายในท่าอากาศยานที่มีผู้โดยสารจำนวนมากเพื่อลดความแออัดด้วย

นายดรุณ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการนำเสนอผลการศึกษาการให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เข้าไปบริหารจัดการท่าอากาศยานอุดรธานี และท่าอากาศยานตากนั้น ทย.ได้เสนอกระทรวงคมนาคมแล้ว และจะมีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันเพื่อหาข้อสรุปในวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ เบื้องต้น 2 ท่าอากาศยานจะใช้เงินลงทุนเพิ่มประมาณ 8,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ทางการบินภาคตะวันตกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ นอกจากนี้ ทย.ได้เสนอผลการศึกษาแนวทางการเปิดให้เอกชนร่วมพัฒนาท่าอากาศยานในสังกัดทั้ง 28 แห่งให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา เบื้องต้นจะเป็นท่าอากาศยานขนาดเล็ก 4 แห่ง ได้แก่ ลำปาง เพชรบูรณ์ นครราชสีมา และชุมพร หากกระทรวงคมนาคมเห็นชอบจะเริ่มดำเนินการศึกษารูปแบบการเปิดประมูลให้เอกชนร่วมลงทุน (พีพีพี) คาดว่าใช้เวลาศึกษาประมาณ 8 เดือน หรือประมาณเดือนสิงหาคม 2561 ว่าจะให้เอกชนบริหารทั้งสนามบิน หรือเฉพาะพื้นที่เชิงพาณิชย์ สำหรับปัญหาการเดินทางจากตัวเมืองไปยังท่าอากาศยานในภูมิภาคซึ่งค่อนข้างไกลนั้นภายหลังจากร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ปัจจุบันได้มีการจัดรถสาธารณะทั้งรถเมล์ รถตู้รองรับไว้แล้ว 4 ท่าอากาศยาน ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ขอนแก่น อุดรธานี และนครศรีธรรมราช ทั้งนี้ ภายในปี 2561 จะเร่งจัดรถโดยสารไว้รองรับให้ได้ครบทุกท่าอากาศยานเพื่อเชื่อมโยงการเดินทางของผู้โดยสารและนักท่องเที่ยว

ยุคหลังปี 2540 ภาคเกษตรของไทยจึงมีนโยบายแยก 2 ทาง

คือ 1. นโยบายประชานิยม เน้นสร้างความนิยมไม่ได้ มุ่งสู่การยกระดับคุณภาพภาคการเกษตร เห็นเด่นชัดในยุคของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จนถึงปัจจุบัน แม้แต่รัฐบาลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นโยบายแบบนี้ยังคงอยู่ และ 2. นโยบายแบบเศรษฐกิจพอเพียง ถือว่าสอดคล้องกับปัจจุบันอย่างมาก แทนที่จะปลูกพืชเชิงเดี่ยวก็หันมาปลูกพืชหลากหลาย เห็นได้ว่าราคาสินค้าเกษตรรูปแบบนี้นับวันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เกษตรกรมีฐานะดีขึ้น ดังนั้น ทางออกของภาคเกษตรไทย จึงไม่ใช่ก้าวสู่ 4.0 ซึ่งเปรียบเหมือนกับการหวังผลสำเร็จของรัฐบาลชุดนี้ ทางออกที่ดีที่สุดของภาคเกษตรคือตามรอยทางเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนโยบายภาคการเกษตรของรัฐบาลชุดนี้แล้ว อย่างการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษโดยยกเว้นกฎหมายเกือบทุกตัว เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับนักลงทุนต่างชาติ เหมือนเป็นนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่เป็นอวิชา ที่หวังเพียงความสำเร็จทางการเมือง โดยไม่คำนึงให้รอบคอย มุ่งหวังเพียงความสำเร็จเพียงอย่างเดียว

นายปรีดา เตียสุวรรณ ที่ปรึกษา เครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่า ทางรอดของภาคเกษตรขณะนี้ไม่ใช่การปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่ทางออกคือ ทำเกษตรประณีต สามารถขายได้ในราคาสูงกว่าพืชทั่วไปในท้องตลาด โดยทำเกษตรประณีตประมาณ 2 ไร่ ต่อ 1 ราย จะทำให้พื้นที่เกษตรประณีตเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านไร่ น่าจะช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกรให้สูงขึ้น

อคส.เตรียมประมูลมันสำปะหลังในสต๊อกรัฐบาล ส.การค้ามันฯ ชี้ระบายมันเสื่อมสภาพไม่กระทบราคา ตลาดแน่

พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานกรรมการองค์การคลังสินค้า (อคส.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 อคส.ได้เชิญผู้ประกอบการเจ้าของคลังสินค้า และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังและชี้แจงการเปิดประมูลสำปะหลังที่อยู่ในสต๊อกรัฐบาล ซึ่งเตรียมจะเปิดประมูลเป็นการทั่วไปในเร็วๆ นี้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างร่างทีโออาร์ที่ใช้ในการประมูล อคส.ยึดหลักการของกรมการค้าต่างประเทศโดยเบื้องต้นอาจไม่จำกัดคุณสมบัติผู้ที่สนใจเข้าร่วมประมูล เพื่อช่วยการระบายมันสำปะหลังในสต๊อกให้หมด ลดภาระให้กับรัฐบาล

ทั้งนี้ อคส.อยู่ระหว่างการพิจารณาด้วยว่า คุณภาพ ปริมาณสต๊อก มันสำปะหลังขณะนี้มีปริมาณเท่าไร เบื้องต้นอาจพิจารณาจ้างเซอร์เวเยอร์เข้าไปตรวจสอบคุณภาพและปริมาณ น้ำหนัก เพื่อให้ได้ข้อมูลนำไปใช้ประกอบในการพิจารณาเปิดประมูลมันสำปะหลังในสต๊อกรัฐบาลก่อนการเปิดประมูล แต่การว่าจ้างเซอร์เวเยอร์มีค่าใช้จ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงอาจจะพิจารณาประมูลมันสำปะหลัง โดยยึดข้อมูลเดิมก็เป็นได้ แต่ทั้งหมดยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา

“ปริมาณมันสำปะหลังที่เปิดประมูลในครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นมันสำปะหลังที่เสื่อมคุณภาพ รวมไปถึงมันสำปะหลังที่ติดคดีและไม่ติดคดีจากโครงการตั้งแต่ปี 2551/2552 จะนำออกมาเปิดประมูลให้หมด ส่วนการดำเนินการนั้นอยู่ในขั้นตอนของพนักงานสอบสวน อัยการ ซึ่งเดินหน้าตามกฎหมายต่อไป และการนำมันสำปะหลังออกมาประมูลครั้งนี้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาแล้วว่าสามารถนำมาประมูลได้ อคส.จึงได้นำออกมาประมูล”

รายงานจากกรมการค้าต่างประเทศกล่าวว่า กรมการค้าต่างประเทศได้เปิดประมูลมันสำปะหลังในสต๊อกรัฐบาลเป็นการทั่วไป ปริมาณ 3,447 ตัน และเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมปริมาณ 263 ตัน ไปเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2560 ซึ่งได้รับความสนใจมีผู้เข้าร่วมประมูลเป็นการทั่วไป 2 ราย แต่สำหรับการประมูลเข้าสู่อุตสาหกรรมยังไม่มีผู้เข้าร่วมประมูล ส่งผลให้มันสำปะหลังในสต๊อกรัฐบาลคงเหลือ 98,000 ตัน ที่ อคส.อยู่ระหว่างการทำแผนการขายมันและเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า การเปิดประมูลมันสำปะหลังของรัฐบาลที่จะดำเนินการนั้น ไม่มีผลกระทบต่อตลาดและราคามันสำปะหลังแต่อย่างไร เนื่องจากมันสำปะหลังที่นำออกมาประมูลจากโครงการจำนำตั้งแต่ปี 2551 น่าจะเสื่อมคุณภาพไปมากแล้ว เมื่อประมูลคงเข้าสู่อุตสาหกรรมเฉพาะ หรือนำไปเป็นเชื้อเพลิงมากกว่า

“ราคามันสำปะหลัง หัวมันสด ความชื้นที่ 30% กก.ละ 2.20-2.50 บาท ส่วนมันเส้น ความชื้นที่ 25% กก.ละ 6-6.20 บาทต่อกิโลกรัม เป็นราคาที่เกษตรกรรับได้ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผลผลิตมันสำปะหลังทยอยออกสู่ตลาดแต่ยังน้อย เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ระหว่างเกี่ยวข้าว แต่น่าจะทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง”

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ประชาสัมพันธ์แนวคิดร้าน Q4U แหล่งรวมสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐาน เพื่อรณรงค์ให้ผู้บริโภครู้ เข้าใจ และเลือกอาหารปลอดภัย พร้อมเป็นตลาดให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าเกษตรมาตรฐาน

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการ มกอช. กล่าวว่า มกอช.เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนนโยบายยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่ความยั่งยืน โดยได้ผลักดันและส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้าเกษตรที่มีมาตรฐานครบวงจรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ได้แก่ การปฏิบัติในระดับฟาร์มให้ได้มาตรฐาน GAP โรงงาน/โรงสีให้ได้มาตรฐาน GMP สินค้าเกษตรปลอดภัยและตามสอบย้อนกลับได้ด้วยระบบ QR Trace รวมถึงพัฒนาช่องทางจำหน่ายสินค้ามาตรฐานผ่านระบบตลาดออนไลน์ (Digital farm) ทั้งนี้ สินค้าเกษตรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะกำหนดให้แสดงเครื่องหมาย Q เพื่อเป็นการสื่อสารให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเกษตร

เลขาธิการ มกอช. กล่าวต่อไปว่า การพัฒนาและยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรที่ผ่านโครงการต่างๆ ทำให้มีผลิตผลและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน (สินค้า Q) ที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงและต่อเนื่องจากตลาดออนไลน์ dgtfarm ให้เป็นที่รู้จักอย่างชัดเจน รวมทั้งได้มีแหล่งรวมสินค้าเกษตรมาตรฐานที่ให้ผู้บริโภคเข้ามาชมและซื้อสินค้าได้ เป็นจุดเชื่อมต่อให้กับผู้บริโภค ผู้ซื้อและผู้ขาย มกอช.จึงได้จัดตั้ง Q4U Shop เพื่อให้เป็นแหล่งรวมสินค้าที่ได้มาตรฐานสินค้าเกษตร เป็นศูนย์กลางระหว่าง เกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค ได้มาชมเลือกซื้อสินค้า ขณะเดียวกันก็ยังจัดมุมให้ความรู้ในเรื่องมาตรฐานสินค้าเกษตรเกษตร อาทิ GAP GMP Organic (อินทรีย์) เป็นต้น เพื่อให้ผู้มาเยี่ยมชมร้าน Q4U ได้มีความรู้ความเข้าใจในสินค้าเกษตรปลอดภัยมากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะเป็นตลาดอีกช่องหนึ่งให้กับเกษตรกรผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าได้มาตรฐานอาหารปลอดภัยด้วย

เลขาธิการ มกอช. กล่าวด้วยว่า เพื่อประชาสัมพันธ์รูปแบบร้าน Q4U แหล่งรวมสินค้าเกษตรมาตรฐาน ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น มกอช.จึงได้เปิดร้าน Q4U ในงานนิทรรศการและแสดงสินค้า อาทิ ตลาดนัดคลองผดุงกรุงเกษม “ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยม” งานวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะได้ประชาสัมพันธ์ร้าน Q4U ให้เป็นที่รู้จักแล้ว ยังเป็นการรณรงค์ให้ผู้บริโภคมีความรู้ความเข้าใจ และสนใจในสินค้าเกษตรมาตรฐานมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นการสร้างสังคมให้เป็นสังคมแห่งความปลอดภัยด้านอาหารต่อไป

นักวิจัย สกว. พัฒนา “ไบโอเซรามิกส์” นวัตกรรมงานตกแต่งสวนชนิดใหม่ที่สามารถกำจัดสารเคมีปราบศัตรูพืชที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ ‘พาราควอต’ ได้หมดภายในเวลา 6 ชั่วโมง ราคาถูก ผลิตได้จำนวนมาก และสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ตลอด

รศ. ดร.พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล นักวิจัยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เปิดเผยว่า การปนเปื้อนของสารเคมีปราบศัตรูพืชที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะในแหล่งน้ำ และตกค้างในพืชผัก ผลไม้ จัดเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ โดยสารเคมีปราบศัตรูพืชที่มีการใช้งานหลายชนิดในเมืองไทยและนำมาซึ่งอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส เป็นต้น ซึ่งสารเหล่านี้มีความเป็นพิษสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘พาราควอต’ เป็นสารเคมีกำจัดวัชพืชประเภทเผาไหม้ ออกฤทธิ์เร็ว ไม่เลือกทำลาย มีความเป็นพิษเฉียบพลันสูงแม้ได้รับสัมผัสเพียงปริมาณน้อย ค่าความเป็นพิษที่ระดับ 113.5 มก./กก. ของพาราควอต (WHO 2002) นั่นหมายถึงการได้รับพาราควอตทางปากเพียง 6.15 มก./ล. (หรือประมาณมากกว่า 1 ช้อนชาเล็กน้อย) ก็สามารถทำให้ผู้ได้รับสารพิษมีโอกาสเสียชีวิตได้ ค่าความเข้มข้นดังกล่าวคำนวณจากค่าเฉลี่ยการได้รับสารของผู้ชายไทยที่มีน้ำหนักเฉลี่ย 68 กก. อัตราการตายของผู้ป่วยในประเทศไทยที่ได้รับสารพิษนี้สูงถึง 10.2% ในกรณีที่ผู้ป่วยสัมผัสทางผิวหนัง และ 14.5% ในกรณีที่เกิดจากอุบัติเหตุหรือไม่ตั้งใจในการได้รับสารพาราควอตโดยตรง เป็นต้น

การใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชที่ใช้ในการกำจัดวัชพืชและแมลง จึงทำให้เกิดการตกค้างของสารเคมีเหล่านี้ในแหล่งน้ำการเกษตร แหล่งน้ำในลำน้ำ รวมถึงสวนน้ำ หรือบ่อน้ำที่ใช้ในการตกแต่งสวนสวยงามได้ สกว. โดยโครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (พวอ.) จึงให้ทุนสนับสนุนแก่นักวิจัย และน.ส.มานี จินดาการะเกด นักศึกษาปริญญาเอก ในการพัฒนาไบโอเซรามิกส์กำจัดสารเคมีปราบศัตรูพืชที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างนวัตกรรมงานตกแต่งสวนที่เรียกว่า “ไบโอเซรามิกส์” ซึ่งมีความสามารถในการกำจัดสารเคมีปราบศัตรูพืชด้วยกลไกทางกายภาพเคมีร่วมกับทางชีวภาพ และยังสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างของผลิตภัณฑ์ให้เป็นรูปร่างหลากหลายชนิด เพื่อใช้ในการตกแต่งสวน หรือใช้ในการกำจัดสารเคมีเหล่านี้ในลำน้ำได้อีกด้วย โดยมีบริษัท อิฐภราดร จำกัด ร่วมสนับสนุนงบประมาณในส่วนของภาคเอกชน

นักวิจัย สกว. ระบุว่าเซรามิกส์ที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดไม่สามารถนำมาใช้เป็นวัสดุตรึงได้ เนื่องจากมีพื้นที่ผิวและรูพรุนต่ำ ทำให้แบคทีเรียเกาะติดภายในโครงสร้างเซรามิกส์ได้น้อย นักวิจัยและโรงงานจึงร่วมกันพัฒนาเซรามิกส์ชนิดใหม่ขึ้นมา โดยเริ่มจากการพัฒนาสูตรเซรามิกส์และสภาวะในการขึ้นรูปใหม่ ซึ่งต้องผ่านการทดสอบหลายครั้งจนนำมาขึ้นรูปได้และผ่านการทดสอบคุณสมบัติในเบื้องต้น เพื่อให้ได้เซรามิกส์ที่มีคุณสมบัติตามที่นักวิจัยต้องการและสามารถผลิตเพื่อจำหน่ายได้จริง โดยคณะนักวิจัยได้ทำการสังเคราะห์ไบโอเซรามิกส์สำหรับกำจัดพาราควอต ซึ่งเป็นสารที่มีความเป็นพิษสูง มีโครงสร้างทางเคมีที่มีความซับซ้อนและย่อยสลายได้ยากกว่าสารเคมีอื่น ๆ

ด้านการตรึงเซลล์และเทคนิคในการเพาะเลี้ยงแบคทีเรียบนอาหารแข็ง เซรามิกส์ที่พัฒนาขึ้นทุกสูตรต้องนำมาทดสอบการตรึงแบคทีเรียที่ผ่านการคัดสายพันธุ์แล้ว โดยสูตรไบโอเซรามิกส์ที่พัฒนาขึ้นมีหลายสูตร ในขณะที่วิธีตรึงแบคทีเรียมีอยู่หลายวิธีสำหรับใช้กับแบคทีเรียทั้งแกรมบวกและแกรมลบ ทำให้ต้องทดสอบหลายสภาวะเงื่อนไขในห้องปลอดเชื้อ จึงใช้เวลานานและอุปกรณ์ที่สะอาดจำนวนมาก เพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำและชัดเจนในการคัดเลือกชนิดไบโอเซรามิกส์ที่เหมาะสมที่สุด และวิธีตรึงที่ดีที่สุดสำหรับไบโอเซรามิกส์นั้น ๆ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์
ไบโอเซรามิกส์ทั้งหมด 8 ผลิตภัณฑ์ โดยกำลังจะจดสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรจำนวน 6 สิทธิบัตร จากนั้นนักวิจัยจะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเอกชนและพัฒนาการตลาดร่วมกับ สกว. ต่อไป

“ไบโอเซรามิกส์ทั้งหมดนี้สามารถใช้ในการกำจัดสารเคมีที่ปนเปื้อนในน้ำได้ตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัยที่ตั้งไว้ คือ สามารถกำจัดสารเคมีกำจัดวัชพืชพาราควอตได้ 100% ภายในเวลา 6 ชั่วโมง จุดเด่นของไบโอเซรามิกส์ที่พัฒนาขึ้นนี้ นอกจากจะสามารถย่อยสลายสารเคมีปราบศัตรูพืชอย่างสมบูรณ์แล้ว จุลินทรีย์ที่ใช้ยังมีราคาถูกและผลิตได้จำนวนมากในปริมาณที่ต้องการ รวมถึงสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ตลอด โดยผลิตภัณฑ์นี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายชนิดเพื่อใช้ในการตกแต่งสวน นอกจากนี้ยังสามารถใช้กับน้ำที่ปนเปื้อนมลพิษอินทรีย์อื่น ๆ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ลำน้ำทั่วไปที่มีสารปนเปื้อนและสามารถกำจัดสารเคมีปราบศัตรูพืชให้หมดไปจากน้ำได้”

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 รุกนโยบายเกษตรอินทรีย์ เร่งขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการประจำปี 2561 เดินหน้าพื้นที่บูรณาการ 3 อำเภอเป้าหมาย คือ อำเภออุบลรัตน์ อำเภอพล และอำเภอภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้านเกษตรกรพร้อมร่วมมือเต็มที่ มั่นใจ เชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าจากการขับเคลื่อนเพื่อดำเนินงานโครงการเกษตรอินทรีย์ ตามนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในส่วนของจังหวัดขอนแก่น ได้มีการประชุมคณะทำงานพัฒนาเกษตรอินทรีย์จังหวัด ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) เข้าร่วมประชุมเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 ณ ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น มีการคัดเลือกพื้นที่บูรณาการใน 3 พื้นที่ ได้แก่ ตำบลบ้านดง อำเภออุบลรัตน์ ตำบลหนองแวงโสกพระ อำเภอพล และ ตำบลภูผาม่าน อำเภอภูผาม่าน เนื่องจากเกษตรกรมีความพร้อมที่จะทำเกษตรอินทรีย์มากที่สุด

สำหรับแผนปฏิบัติการได้แบ่งเกษตรกรเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มขั้น 1 คือ กลุ่มริเริ่มใหม่ กลุ่มขั้น 2 คือ กลุ่มที่พร้อมยกระดับ และกลุ่มขั้น 3 คือ กลุ่มที่ได้รับการรับรองเกษตรอินทรีย์แล้ว โดยมีกิจกรรมต่างๆ สำหรับแต่ละกลุ่มดังนี้

กลุ่มขั้น 1 กิจกรรมอบรมให้ความรู้เกษตรกร จำนวน 5 กลุ่ม 1,000 ราย โดยกรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมการข้าว สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ร่วมบูรณาการ กิจกรรมส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพการผลิตเกษตรอินทรีย์ จำนวน 225 ราย โดยกรมการข้าว สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมพัฒนาที่ดิน และ กิจกรรมจัดทำแปลงเรียนรู้/แปลงต้นแบบเกษตรอินทรีย์ จำนวน 15 ราย พื้นที่ 75 ไร่ โดยกรมวิชาการเกษตร

กลุ่มขั้น 2,3 กิจกรรมการตรวจรับรองแหล่งผลิตอินทรีย์ จำนวน 269 แปลง 900 ไร่ โดยสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด และกรมวิชาการเกษตร กลุ่มขั้น 1,2,3 มีกิจกรรมสร้างความเข้มแข็ง ประกอบด้วย กิจกรรมสนับสนุนปัจจัยการผลิต โดยกรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด กิจกรรมประชาสัมพันธ์ โดยสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด กิจกรรมบริการโครงการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่และเกษตรกร และ กิจกรรมผลิตปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศสนับสนุนแปลงต้นแบบการเกษตรเครือข่าย โดยกรมวิชาการเกษตร กิจกรรมฝึกอบรมและเสริมสร้างความรู้ด้านการผลิตพืชอินทรีย์ให้แก่นักเรียน Q-School กิจกรรมก่อสร้างโรงเรือนปลูกพืชระบบน๊อคดาวส์ในโรงเรียน และ กิจกรรมจัดมหกรรมไดโน่สินค้าเกษตรปลอดภัยสู่เกษตรอินทรีย์วิถีชุมชนของดีเมืองขอนแก่น โดยสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด

สำหรับแนวทางการเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ทางจังหวัดขอนแก่นได้กำหนดแนวทาง ดังนี้ 1) เชื่อมโยงกับห้างค้าปลีก (Modern Trade) ที่มีศูนย์กระจายสินค้าในจังหวัด 2) เชื่อมโยงกับโรงพยาบาลภายในจังหวัดที่อยู่ภายใต้โครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย และ 3) เชื่อมโยงกับโครงการตลาดประชารัฐไทยช่วยไทย เช่น ตลาดประชารัฐ Green Market ตลาดประชารัฐคนไทยยิ้มได้ ตลาดประชารัฐท้องถิ่นสุขใจ ตลาดประชารัฐของดีจังหวัด ตลาดประชารัฐ Modern Trade ตลาดประชารัฐของดีวิถีชุมชน ธ.ก.ส. ตลาดประชารัฐต้องชม และตลาดประชารัฐ ตลาดวัฒนธรรม ถนนวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการสร้างช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อรองรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้มีตลาดที่แน่นอนและเป็นตลาดเฉพาะ ซึ่งจะช่วยให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพมีมูลค่าสูงขึ้น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้ผลิตและผู้บริโภคดีขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จะได้ร่วมกับสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดในการติดตามผลการดำเนินงานของโครงการต่อไป

เนื่องจากการพัฒนาใด ๆ มักเริ่มด้วยการใช้พื้นฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ด้วยเหตุผลนี้ จึงทำให้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จึงมุ่งพัฒนา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาโดยตลอด และด้วยปณิธานที่จะจัดการศึกษาสำหรับประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทุกชนชั้น จึงเริ่มขยายโอกาสทางการศึกษาออกสู่ส่วนภูมิภาคในจังหวัดลำปาง

โดยล่าสุด คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. เปิดตัวหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ วิชาเอกเทคโนโลยีการเรียนรู้ ณ มธ.ศูนย์ลำปาง เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัลสู่ภูมิภาค พร้อมกับตั้งเป้าเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้ และแหล่งผลิตบุคลากรด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลของภาคเหนือ เติมเต็มระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ (ecosystem)

“รศ.ดร.สมชาย ชคตระการ” คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวว่า คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ มธ. มีอายุกว่า 31 ปี มีจุดเด่นแตกต่างจากที่อื่น เพราะเน้นโครงการที่ทำร่วมกับชุมชน มีความเข้มแข็งด้านสังคมศาสตร์ และคนจบจากคณะวิทยาศาสตร์ของเราไม่ใช่คนที่ต้องอยู่แต่ในห้องแล็บเท่านั้น แต่ต้องรู้ธุรกิจ และการลงทุน เป็น Sci-business ที่หมายถึงผู้สามารถสร้างนวัตกรรมและเป็นผู้สร้างงานในฐานะผู้ประกอบการได้ด้วย

“หลังจากที่คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ศูนย์รังสิต มีความเข้มแข็งแล้ว เราจึงอยากขยายอุดมการณ์ และสร้างความรู้ให้เท่าเทียมกันในทุกชุมชน อีกทั้งยังเป็นการตอบสนองแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมไทย 4.0 ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) ของภาครัฐ ที่มีแนวคิดในการขับเคลื่อนประเทศไทย ผ่านการเพิ่มขีดความสามารถ และศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระดับนานาชาติ”

“ผนวกกับแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2557-2561) ที่เน้นการใช้กลยุทธ์การเชื่อมโยงการผลิต และการตลาด สู่สากลด้วยดิจิทัล การกระจายความรู้จากศูนย์กลางสู่ชุมชนท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาค จึงเป็นประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเร่งผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิตที่ศูนย์ลำปางมีศักยภาพ และความเข้มข้นเช่นเดียวกับที่ มธ.ศูนย์รังสิต ดังนั้น นักศึกษามั่นใจได้ว่าจะได้องค์ความรู้ที่มีคุณภาพ และเป็นที่ยอมรับในสังคม”

ทั้งนั้นเพื่อเป็นการกระตุ้น iocco-uk.info และสร้างแรงจูงใจให้นักศึกษาในภาคเหนือไม่ย้ายถิ่นฐานไปเรียนอย่างแออัดกันในกรุงเทพฯ ทางคณะจึงมีทุน บุญชู ตรีทอง ให้นักศึกษาที่มีเกรดระหว่างการศึกษาไม่ให้ต่ำกว่า 2.00 ได้เรียนฟรีในภาคการศึกษานั้น และหากทำเกรดได้มากกว่า 2.5 จะมีทุนให้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นด้วย ซึ่งจะเปิดรับสมัครรอบที่ 2 แบบโควตาในเดือน ม.ค. 2561

“รศ.ดร.สายฝน สุเอียนทรเมธี” รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์ลำปาง รองประธานกรรมบริหารศูนย์ลำปาง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเสริมว่า นักศึกษาของ มธ.ศูนย์ลำปาง มีนักศึกษาทั้งปริญญาโท และเอก ทุกสาขาวิชารวมแล้วกว่า 2 พันคน โดยเป็นนักศึกษาที่มาจากภาคเหนือ 60%

“จุดแข็งของเด็ก มธ.ศูนย์ลำปาง คือ มีความโหยหาความรู้ พอได้รับโอกาสเรียนในมหาวิทยาลัยดี ๆ พวกเขาจะเรียนอย่างเต็มที่ เพราะไม่ได้มีตัวเลือกมากเหมือนเด็กในกรุงเทพฯ นอกจากนั้น นักศึกษาที่มาจาก จ.ลำปาง กว่า 70-80% เลือกประกอบอาชีพในท้องถิ่นของตนเอง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราส่งเสริมให้นักศึกษาเห็นคุณค่าของทรัพยากรที่มีในท้องถิ่น ทั้งสมุนไพร เซรามิก และสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ”

ทั้งยังนำหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มาประยุกต์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อสอดรับกับแผนพัฒนาจังหวัดลำปาง 4 ปี (พ.ศ. 2561-2565) ที่มีทิศทางการพัฒนาลำปางบนพื้นฐานของเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ด้วยการใช้องค์ความรู้แบบผสมผสานความรู้นวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผนวกเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น

“ตอนนี้ที่ มธ.ศูนย์ลำปาง มีอาจารย์ 72 คน และทยอยเพิ่มจำนวนมากขึ้น เพื่อรองรับการขยายคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และคณะเศรษฐศาสตร์มาที่ มธ.ศูนย์ลำปาง โดยวางไว้ว่าจะทำหลังจากที่อาคารนวัตกรรมบริการสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปีหน้า และในอนาคตเราตั้งเป้าขยาย มธ.ศูนย์ลำปางให้สามารถรองรับนักศึกษาได้ถึง 4 พันคน”

อาคารนวัตกรรมบริการมูลค่า 400 ล้านบาท มีแนวคิดในการออกแบบให้มีความสอดคล้องกับการประหยัดพลังงานตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติกรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงานกำเนิด ตัวอาคารเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และใช้วัสดุที่มีความเหมาะสมในการประหยัดพลังงาน มีความคงทนแข็งแรง เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ทันสมัยโดยมีห้องสมุดบุญชู ตรีทอง เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าบริการให้นักศึกษาและประชาชน

นับว่า เป็นการมุ่งสร้างบัณฑิตตามแนวทาง Sci-Business ให้มีความรู้เชิงลึกในองค์ความรู้ใหม่ ๆ และเชี่ยวชาญจากการฝึกปฏิบัติด้วยการทำโครงงานอย่างเข้มข้น เพื่อออกไปประกอบอาชีพอย่างมืออาชีพ และสามารถประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็นประโยชน์ สร้างความก้าวหน้าให้กับสังคม ธุรกิจ เศรษฐกิจของชุมชน องค์กร ประเทศชาติต่อไป

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ธวัช สุนทราจารย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข ได้รับมอบหมายจาก นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีวางพานพุ่มดอกไม้ถวายสักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร และพิธีสงฆ์อุทิศส่วนกุศลให้อดีตข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขที่ล่วงลับ

พร้อมปลูกสมุนไพรไม้ยืนต้นได้แก่ ประดู่แดง ปีบ และการบูร เนื่องในวันสถาปนากระทรวงสาธารณสุข และก้าวเข้าสู่ 100 ปีการสาธารณสุขไทย โดยมี นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวง และคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวง ผู้แทนหน่วยงาน สมาคม องค์กรต่างๆ ร่วมในพิธี

นพ.ธวัช กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้สถาปนาการสาธารณสุขไทยครั้งแรก เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2461 และแต่งตั้งพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นชัยนาทนเรนทร เป็นอธิบดีกรมสาธารณสุขพระองค์แรก ต่อมาวันที่ 10 มี.ค.2485 ได้จัดตั้งเป็นกระทรวงสาธารณสุข โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้วันที่ 27 พ.ย.ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ในโอกาสที่จะก้าวเข้าสู่ 100 ปี การสาธารณสุขไทย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานต้นการบูรให้เป็นไม้ประจำกระทรวงซึ่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีกลิ่นหอม เพราะเป็นต้นไม้ที่มีสรรพคุณทางยา อาทิ เนื้อไม้นำมากลั่นแล้วจะได้สารการบูร เป็นยาบำรุงหัวใจ ยาระงับประสาท แก้โรคตา แก้เลือดลม แก้ปวดฟัน แก้ไอ แก้ปวดท้อง เกล็ดของการบูร ใช้ทาแก้โรคผิวหนัง ผดผื่นคัน

ด้าน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่กระทรวงจะมีต้นไม้ประจำกระทรวง โดยหลักกระทรวงสาธารณสุขทำหน้าที่ดูแลสุขภาพของประชาชน ดังนั้นต้นไม้ประจำกระทรวงก็ต้องมีสรรพคุณทางยา ซึ่งสารการบูรเป็นส่วนประกอบอยู่ในตำรับยาหลายตำหรับ โดยตั้งเป้าว่าปีที่ 99 ไปจนถึงปีที่ 100 ปีการสาธารณสุขไทยนั้นจะปลูกต้นการบูรให้ได้ 1 ล้านต้นทั่วประเทศ ในวันนี้ที่กระทรวงก็ปลูกไปแล้ว 50 ต้น และสถานพยาบาลต่างๆ เพื่อให้เป็นแหล่งวัตถุดิบด้วย

สปสช.จ่าย “ยาดีเฟอร์ราซิร็อก”ดูแลคนไข้ธาลัสซีเมียเริ่ม ปี’61

บอร์ด สปสช.มีมติให้ “ดีเฟอร์ราซิร็อก” ยาขับธาตุเหล็กช่วยผู้ป่วยธาลัสซีเมียกลุ่มที่เกิดอาการข้างเคียงหลังใช้ “ดีเฟอริโพรน” เริ่มปี 2561 ตั้งเป้าดูแลผู้ป่วยในระบบบัตรทอง 15,000 คน

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน นพ. ชูชัย ศรชำนิ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ในประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคเลือดธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงประมาณ 600,000 คน ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องได้รับเลือดอย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะในผู้ป่วยเด็ก แต่การให้เลือดอย่างต่อเนื่องมีผลต่อผู้ป่วยทำให้เกิดภาวะธาตุเหล็กเกินความต้องการของร่างกาย ก่อให้เกิดผลแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ ได้ เช่น ตับแข็ง เบาหวาน และหัวใจวาย ฯลฯ ดังนั้น ในกระบวนการรักษาต่อเนื่อง ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยาขับธาตุเหล็กด้วย ซึ่งที่ผ่านมาเด็กจะได้รับยาดีเฟอริโพรน (Deferiprone) ซึ่งเป็นยาขับเหล็กชนิดกินโดยองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ได้กำหนดให้สิทธิประโยชน์การรักษาโรคเลือดธาลัสซีเมียครอบคลุมยาดีเฟอริโพรน ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา

“อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคเลือดธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงมีส่วนหนึ่งที่มีภาวะแพ้ยาดีเฟอริโพรน มีผลข้างเคียงให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดข้อ การทำงานของตับผิดปกติ และระดับเอ็นไซม์ในตับเพิ่มขึ้น เมื่อแพทย์ต้องงดให้ยาดังกล่าวจะทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะธาตุเหล็กเกิน แต่เพื่อให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดี จำเป็นต้องได้รับยาดีเฟอร์ราซิร็อก (Deferasirox) ซึ่งเป็นนวัตกรรมยาที่มีราคาแพงกว่ามาแทน และต้องกินเป็นประจำทุกวัน ที่ผ่านมาผู้ป่วยธาลัสซีเมียกลุ่มนี้เข้าไม่ถึงการรักษาและทุกข์ทรมานจากภาวะความเจ็บป่วย ในปี 2561 บอร์ด สปสช.จึงจัดสรรงบประมาณ 250 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2560 เพื่อจัดหายาดีเฟอร์ราซิร็อกไว้ในสิทธิประโยชน์ดูแลผู้ป่วยธาลัซเมียในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง

เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กเข้าถึงการรักษาที่จำเป็นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และขยายความครอบคลุมการเข้าถึงการให้เลือดสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ โดยตั้งเป้าดูแลผู้ป่วยในระบบจำนวน 15,000 คน” นพ. ชูชัย กล่าวรองเลขาธิการ สปสช.กล่าวอีกว่า จากการดำเนินสิทธิประโยชน์ดูแลผู้ป่วยโรคเลือดธาลัสซีเมีย ส่งผลให้มีผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2557 มีผู้ป่วยธาลัสซีเมียในระบบ จำนวน 4,532 ราย ปี 2558 เพิ่มเป็น 9,835 ราย และในปี 2560 เพิ่มเป็นจำนวน 11,439 คน และการขยายการเข้าถึงยาดีเฟอร์ราซิร็อกและการให้เลือดกับผู้ป่วย

ซึ่งบอร์ด สปสช.ได้อนุมัติสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมในปี 2561 จะช่วยให้ผู้ป่วยธาลัสซีเมียเข้าถึงการรักษาเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงเป็นกลุ่มที่ต้องดูแลต่อเนื่อง จึงส่งผลต่อภาระค่ารักษาพยาบาลที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงการรักษา โดยในผู้ป่วยเด็ก 1 ราย จะมีค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ย 10,500 บาท ต่อเดือน หากรวมตลอดอายุของเด็กจะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาประมาณ 6.6 ล้านบาท ต่อคน

นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานพิธีสถาปนาคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2560-2561 ที่ภัตตาคารตูลู่ ถนนนันทาราม ตำบลหายยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายเหริน ยี่ เซิง กงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ พล.อ. เจน คีรีทวีป ประธานที่ปรึกษาสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายนพดล จริภักดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ นายบุญทา ชัยเลิศ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงใหม่ พร้อมผู้ประกอบการท่องเที่ยว ร่วมพิธี

นายปวิณกล่าวว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวเชียงใหม่ เมื่อปี 2559 มีนักท่องเที่ยวกว่า 9.6 ล้านคน สร้างรายได้ 86,000 ล้านบาท ปีนี้คาดว่ามีนักท่องเที่ยวเกิน 10 ล้านคน ทำรายได้ 90,000 ล้านบาท คิดเป็น 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ของเชียงใหม่ ซึ่งจังหวัดใช้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ผลักดันขับเคลื่อนส่งเสริมและพัฒนาท่องเที่ยวแบบบูรณาการ ตามนโยบายท่องเที่ยววิถีไทยและอารยธรรมล้านนาที่สืบทอดมากว่า 720 ปี รายได้ท่องเที่ยวของเชียงใหม่สูงเป็นอันดับ 5 ของประเทศ ปีหน้าตั้งเป้าเพิ่มรายได้ท่องเที่ยวเป็นอันดับ 4 ของประเทศ

นายอิทธิฤทธิ์ กล่าวว่า คณะกรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่เป็นคนหนุ่มสาว เชื่อว่าสามารถผลักดันขับเคลื่อนท่องเที่ยวเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียงไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเขตภาคเหนือตอนบน 1 คือ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน โดยเชียงใหม่มีศักยภาพสูงที่รองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านลุ่มน้ำโขงอาเซียน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

นายเหริน ยี่ เซิง กล่าวว่า มีนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยรวม 9.5 ล้านคน สร้างรายได้ทั่วประเทศกว่า 90,000 ล้านบาท ปี 2559 มีชาวจีนมาท่องเที่ยวเชียงใหม่ 1.5 ล้านคน ปีนี้เชื่อว่ามากกว่าปีที่ผ่านมา เพราะนโยบายรัฐบาลจีนต้องการเชื่อมโยงประชาชนทั้งด้านท่องเที่ยว การศึกษา และเศรษฐกิจไปพร้อมกัน สังเกตจากมีการขยายสนามบิน มีสายการบินตรงสู่เชียงใหม่เพิ่มขึ้น มีโรงแรมเกิดใหม่หลายแห่ง และชาวเชียงใหม่ต้อนรับดี

พิจิตร – นายสมชัย สิบหย่อม เกษตรกรชาวนา ต.หนองโสน อ.สามง่าม เผยว่าเกษตรกรเป็นลูกค้าของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมนาข้าวจากน้ำยม และน้ำป่า จังหวัดพิจิตรประสบภัยอย่างนี้มา 2-3 รอบในปีนี้ ภาวะน้ำท่วมขังยังไม่คลี่คลายยังคงท่วมขังบ้านเรือน นาข้าวเสียหาย ชาวนาหมดตัวแทบอดตายไม่มีเงิน หนำซ้ำยังมีหนี้สินทั้งของ ธ.ก.ส. ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่ารถเกี่ยว หนี้นอกระบบ

จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาล หรือ ธ.ก.ส.ช่วยเหลือ พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย ปรับโครงสร้างหนี้ หรือพักชำระหนี้อย่างน้อย 3 ปี เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้ประสบน้ำท่วม เพราะส่วนใหญ่มีหนี้สินจากการกู้ยืมเงิน ธ.ก.ส.มาลงทุนทำนา แต่ปีนี้นาข้าวที่เป็นความหวังเดียวของเกษตรกร กลับถูกน้ำท่วมเสียหายเกือบทั้งหมด ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตไปขายได้ และยังไม่รู้จะหาเงินจากที่ไหนมาใช้หนี้ ธ.ก.ส. และหนี้นอกระบบ ตอนนี้ ธ.ก.ส. มีหนังสือเร่งรัดหนี้แล้ว ส่วนเงินที่รัฐบาลจะช่วยเกษตรกรจ่ายค่าชดเชยให้กับเกษตรกรที่ถูกน้ำท่วมนาข้าวเสียหาย เมื่อจ่ายแล้วก็อยากให้จ่ายเป็นเงินสดจะนำไปลงทุนในการทำนาครั้งใหม่ หากมีการจ่ายผ่าน ธ.ก.ส. ก็ต้องหักชำระหนี้ ชาวนาจะเอาตรงไหนมาลงทุน ทำนาข้าวแต่ละครั้งตกไร่ละประมาณ 4,000- 5,000 บาท หรือจะให้เกษตรกรเป็นหนี้ต่อไป หากรัฐบาลมีความจริงใจที่จะช่วยเหลือชาวนา ขอให้มีการประสานไปทาง ธ.ก.ส.ว่าเงินชดเชยจำนวนนี้จ่ายโดยตรง ไม่ต้องหัก

ด้านนางสนิท กระโห้ เกษตรกรหมู่ที่ 4 ต.สายคำโห้ อ.เมือง ล่าสุดมีหนังสือแจ้งจาก ธ.ก.ส.ให้ชาวนานำเงินทั้งต้นและดอกเบี้ยไปชำระ ชาวนาก็เข้าใจ เป็นหนี้ก็ต้องชำระ อยากจะวิงวอนภาครัฐ และ ธ.ก.ส.ผ่อนปรนลดดอกเบี้ยบางส่วนได้หรือไม่ เนื่องจากชาวนาได้ข้าวไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยหากไปใช้หนี้ ธ.ก.ส.หมด ชาวนาจะเอาเงินตรงไหนไปลงทุน

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน นพ. สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ได้รับรายงานโรคหัดในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-17 พฤศจิกายน 2560 พบผู้ป่วย 2,637 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คือ แรกเกิด-4 ปี อายุ 10-14 ปี และอายุ 5-9 ปี ตามลำดับ โดยเป็นสัญชาติไทย ร้อยละ 88.6 ต่างชาติ ร้อยละ 11.4 ในรอบสัปดาห์มีรายงานผู้ป่วยโรคหัดเป็นกลุ่มก้อน 1 เหตุการณ์ที่จังหวัดเชียงใหม่ พบผู้ป่วย 48 ราย เป็นชาวพม่า 40 ราย หรือ ร้อยละ 83 โดยพบว่า 44 ราย ไม่เคยได้รับวัคซีน อีก 3 ราย ไม่ทราบประวัติวัคซีน และ 1 ราย ได้รับวัคซีนเพียง 1 เข็ม

“คาดว่ามีโอกาสจะพบผู้ป่วยโรคหัดเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ซึ่งอากาศที่เย็นลงทำให้เสี่ยงเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น โรคนี้พบได้ทุกวัย แต่ที่พบบ่อยคือในกลุ่มเด็กเล็ก โดยเกิดจากเชื้อไวรัส Measles ซึ่งสามารถพบได้ในจมูกและลำคอของผู้ป่วย ติดต่อโดยการไอ จาม หรือพูดกันในระยะใกล้ชิดแล้วเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจ อาการคล้ายกับไข้หวัด คือมีไข้ จากนั้นเริ่มมีผื่นนูนแดงขึ้นที่หลังหูแล้วลามไปยังหน้า กระจายตามลำตัว แขนและขา มีน้ำมูกไหล มักจะไอแห้งๆ ตลอดเวลา ตาแดงก่ำและแฉะ อาจพบจุดขาวๆ เล็กขอบสีแดงอยู่ในกระพุ้งแก้ม หลังผื่นผิวหนังลดจะปรากฏเป็นสีแดงคล้ำอยู่หลายวัน” นพ. สุวรรณชัย กล่าวและว่า ส่วนโรคแทรกซ้อนที่พบบ่อย คือ อุจจาระร่วง หูชั้นกลางอักเสบ ปอดบวม สมองอักเสบ โดยเฉพาะในเด็กที่มีภาวะขาดอาหารหรือภาวะทุพโภชนาการ อยู่ในชุมชนแออัดและในศูนย์เด็กเล็ก ทั้งนี้จะต้องรักษาตามอาการ ถ้าผื่นออกแล้ว 3-4 วัน แต่ไข้ยังสูงอยู่หรือว่าไข้ลงวันเดียวแล้วก็ขึ้นอีก มีอาการไอมาก และหอบ แสดงว่าผิดปกติ อาจมีปอดบวมหรือหลอดลมอักเสบแทรกได้ ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที นอกจากนี้ให้แยกผู้ป่วยที่สงสัยเป็นหัดจนถึง 4 วันหลังผื่นขึ้น

นพ. สุวรรณชัย กล่าวว่า วิธีที่ดีที่สุดคือการไปรับวัคซีนเพื่อป้องกันโรค โดยเด็กเล็กควรรับวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) ให้ครบ 2 ครั้ง เมื่ออายุ 9-12 เดือน และ 2 ปีครึ่ง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวจังหวัดหนองคาย รายงานว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวในจังหวัดหนองคายเป็นไปอย่างคึกคัก มีนักท่องเที่ยวทั้งในจังหวัดหนองคายและจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ทยอยเดินทางไปชมทะเลหมอกเหนือลำแม่น้ำโขงสองฝั่งไทย-ลาว ทั้งที่ภูห้วยอีสัน ภูหนอง ภูผาดัก และภูโล้น ในเขตตำบลบ้านม่วง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จำนวนมาก โดยเฉพาะที่ภูห้วยอีสัน มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมทะเลหมอกกันตั้งแต่เช้า มีทะเลหมอกเกิดขึ้นหนาแน่นอย่างสวยงามเป็นวันแรกในรอบสัปดาห์ ท่ามกลางอุณหภูมิที่ยอดภู อยู่ที่ 15-16 องศาเซลเซียส นอกจากภูห้วยอีสันแล้ว ที่ภูผาดัก ภูบ้านหนอง และภูโล้น ที่อยู่ใกล้กันก็สามารถชมทะเลหลอกที่สวยงามได้เช่นกัน

ที่ศูนย์ฝึกอบรมและวิจัยทางการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา หรือสวนเกษตร 100 ไร่ ข้างสวนสัตว์นครราชสีมา ตำบลไชยมงคล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัว และบรรดาวัยรุ่นได้เดินทางมาเที่ยวชมและถ่ายรูปเซลฟี่ทุ่งดอกทานตะวันที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งเต็มพื้นที่ 10 ไร่

กระทรวงอุตสาหกรรมเด้งรับโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ผ่าน ศอ.บต. เชื่ออีก 6 เดือนผุดเมืองต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรม 3.6 พันไร่ ลงทุน 1.2 หมื่นล้านบาท ในพื้นที่เซฟตี้โซน

นายสุรพล ชามาตย์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในฐานะรองโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรมว่า กระทรวงให้การสนับสนุนโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะ นำร่องในพื้นที่ที่มีความพร้อมด้านความปลอดภัย กระตุ้นให้เกิดการลงทุนนำไปสู่การสร้างธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่

โดยเฉพาะการขออนุญาตตั้งเป็นเขตประกอบการอุตสาหกรรมของกลุ่มบริษัทปาล์มพัฒนาชายแดนใต้ ที่แจ้งความประสงค์จะพัฒนาพื้นที่ 3,600 ไร่ ให้กลายเป็นเมืองต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรม ภายในจะมีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม โรงงานปุ๋ย โรงงานไบโอแก๊ส โรงงานผลิตวัสดุก่อสร้าง และกำลังยื่นโรงงานแปรรูปน้ำมะพร้าว โดยเป็นไปตามนโยบาย 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเกษตรแปรรูป เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตจากการสร้างงานและรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่ง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปเยี่ยมชมพื้นที่เกษตรอุตสาหกรรมแปรรูปโรงงานน้ำมันปาล์ม ที่ ต.บางเขา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ที่ได้รับการคัดเลือกตามโครงการเมืองต้นแบบในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ในวันที่ 28 พ.ย.นี้ ที่ จ.สงขลา

ทางศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จะนำเสนอความก้าวหน้าของเมืองต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมก้าวหน้าผสมผสาน เป็นการร่วมทุนระหว่างเอกชนรายใหญ่และเอกชนในพื้นที่หลายแห่ง เพื่อดำเนิน 4 ธุรกิจ ในวงเงินประมาณ 12,000 ล้านบาท ได้แก่ ธุรกิจการเกษตร ธุรกิจผลิตไฟฟ้า ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และธุรกิจบริการ

พร้อมการดำเนินการที่น่าสนใจ คือ 1. การปลูกปาล์ม 5,000 ไร่ มะพร้าว 5,000 ไร่ ทั้งสองเป็นพืชเศรษฐกิจที่ใช้น้ำน้อย โดยเฉพาะมะพร้าว แปรรูปได้ทั้งมะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวกะทิ ซึ่งทางภาคเอกชนมีความต้องการ 2. การปศุสัตว์ เช่น เลี้ยงแพะ ซึ่งสัมพันธ์กับวิถีชีวิตชาวมุสลิม และมาเลเซียที่มีความต้องการเนื้อแพะเพื่อการบริโภค เกษตรกรจะมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 12,000 บาทต่อการเลี้ยงแพะ 100 ตัว รวมทั้งการเลี้ยงไก่เบตง ที่ตลาดในและต่างประเทศมีความต้องการสูงเช่นกัน และ 3. การตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวล

จันทบุรี – นายสมบูรณ์ จริตงาม นายกเทศมนตรีตำบล (ทต.) วันยาว อ.ขลุง เผยว่า บอกว่าโครงการ “ปลูกแคเพื่อพ่อ มะละกอเพื่อแม่” โครงการที่จัดทำขึ้นในครั้งนี้ เพื่อให้ท้องถิ่นร่วมกับชาวบ้านในชุมชน สานต่อแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้เราอยู่อย่างพอเพียง ช่วยเหลือเกื้อกูล พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันใช้พื้นที่ริมถนน เข้าหมู่บ้านทั้ง 2 ฝั่ง ในพื้นที่ ม.8 ต.วันยาว อ.ขลุง จ.จันทบุรี รอบหมู่บ้าน เดิมทีจะเป็นพื้นที่ป่ารก จากนั้นร่วมกันแผ้วถางปรับพื้นที่สร้างแปลงปลูกต้นแค ต้นมะละกอ และต้นขี้เหล็ก เว้นระยะห่างประมาณ 5-10 เมตร ต่อต้น เพื่อให้เปิดเป็นครัวของหมู่บ้าน เมื่อเติบโตจนออกดอก ออกผลชาวบ้านในชุมชนและนอกชุมชน

ทุกวันจะมีชาวบ้านแวะเวียนมาเก็บดอกแค มะละกอ ตลอดจนยอดขี้เหล็ก ไปประกอบอาหารกันไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะดอกแคที่ออกดอกเกือบทุกวัน

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน น.ต.นพ. บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ปัจจุบันมีโรคที่น่าห่วง คือโรคบีดีดี (Body Dysmorphic Disorder: BDD) หรือโรคคิดหมกมุ่นในรูปลักษณ์ของตนเองมากเกินไป หรือไม่สามารถยอมรับรูปลักษณ์ของตนเองจนเกิดความทุกข์ เครียด วิตกกังวลอย่างซ้ำซาก ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉลี่ยพบผู้ป่วยโรคนี้ได้ร้อยละ 1.7 ในผู้หญิงพบ ร้อยละ 1.9 ผู้ชาย ร้อยละ 1.4 “ทางจิตวิทยาเชื่อว่า สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดมาจากค่านิยมความงาม และความเชื่อทางสังคม

จึงพยายามทำทุกทางเพื่อให้เป็นอย่างที่หวัง howlerband.com ประเด็นที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง และอาจทำให้อัตราการป่วยโรคนี้เพิ่มสูงขึ้น คือมีการโฆษณาตามสื่อต่างๆ จำนวนมาก จนเป็นตัวกระตุ้นอยากจะให้ตัวเองดูดี หรือที่นิยมพูดกันว่า ปัง เป๊ะ เว่อร์ เหมือนกับพรีเซ็นเตอร์ ผู้ที่น่าห่วงที่สุด คือผู้ที่ทำแล้วผลไม่เป็นไปตามคาดหวัง ยิ่งก่อให้เกิดความกังวล เครียดจากการคิดหมกมุ่น มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิต โดยพบว่ากว่าร้อยละ 90 ลงท้ายด้วยการมีภาวะซึมเศร้า เก็บตัว หลีกหนีสังคม โดยร้อยละ 70 มีภาวะเครียดรุนแรง และพบร้อยละ 20 มีการทำร้ายตัวเองในที่สุด” น.ต.นพ. บุญเรือง กล่าว นพ. ธิติพันธ์ ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า ในช่วง 10 ปี ผลการวิจัยในแถบยุโรป อเมริกา

ประชาชนทั่วโลกมีความคิดหมกมุ่นกังวลเกี่ยวกับร่างกายตัวเอง แต่ยังไม่ถึงขั้นป่วยเฉลี่ย ร้อยละ 34 ในผู้หญิงพบได้ ร้อยละ 41 ผู้ชายพบ ร้อยละ 27 และเป็นที่น่าสังเกตว่า ในกลุ่มผู้ชายพบแนวโน้มเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว จะพบมากในกลุ่มคนโสดอายุ 15-30 ปี ในส่วนของประเทศไทยผู้เชี่ยวชาญคาดว่าสถิติไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้ ส่วนของร่างกายที่มีการคิดหมกมุ่นมาก อันดับ 1 ได้แก่ ปัญหาเส้นผม เช่น ผมบาง/หนาเกินไป รองลงมา คือปัญหาเกี่ยวกับจมูก เช่น จมูกไม่โด่ง จมูกเบี้ยว และปัญหาสุขภาพผิว เช่น สิว ปาน ไฝ การสังเกตว่าตนเองหรือคนใกล้ตัวเป็นโรคบีดีดีหรือไม่ ให้พิจารณาว่ามีความกังวลข้อใดข้อหนึ่ง เช่น 1. กังวลว่าคนอื่นจะเห็นความผิดปกติของตัวเอง 2. พยายามปกปิดส่วนนั้นของร่างกายไว้ 3. ส่องกระจกตรวจสอบความผิดปกติบ่อยครั้ง 4. หลีกเลี่ยงการส่องกระจกหรือเงาสะท้อน 5.พยายามอย่างมากที่จะแก้ไขความผิดปกติ หากพบแสดงว่าเริ่มเป็น และแนะนำให้ปรึกษาจิตแพทย์

เชียงใหม่ – นายชาตรี สุวรรณพันธ์ เกษตรกรบ้านสันทราย ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ อาชีพเผาถ่านขาย เผยว่าจากการเผาน้ำส้มควันไม้ นั้นผลพลอยได้คือถ่าน เป็นถ่านที่ปลอดจากสารก่อมะเร็งเนื่องจากน้ำมันทาร์ที่อยู่ในเนื้อไม้จะถูกเผาไหม้จนกลายเป็นน้ำส้มควันไม้ จึงปลอดจากสารก่อมะเร็ง ช่วงหน้าอากาศเริ่มหนาวเย็นทำให้ประชาชนนิยมรับประทานหมูกระทะ และอาหารประเภทปิ้งย่าง จึงขายดีไปด้วย ทุกวันนี้เผาถ่านขายเฉพาะในอำเภอพร้าวก็ยังไม่พอขาย มีพ่อค้าจากเมืองเชียงใหม่มาขอซื้อก็ยังไม่ได้ เพราะต้องทำเตาเผาเพิ่มอีก

เคยไปทำงานต่างประเทศเห็นการทำน้ำส้มควันไม้ที่ประเทศฟิลิปปินส์ใช้เตาเผาอีวาเตะ จึงสนใจศึกษาและทดลองสร้างเตาเผาน้ำส้มควันไม้ขาย โดยใช้ไม้ลิ้นจี่ ไม้มะขามและไม้ลำไยเป็นเชื้อเพลิง เนื่องจากเมื่อนำมาเผาเป็นถ่านแล้วจะให้ความร้อนสูงและอยู่ทน

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้ประสานเครือข่ายวัฒนธรรมข้าวใหม่ กล่าวในงานเสวนา “มองการณ์ไกลประเทศไทย ทิศทางเกษตรยั่งยืน” ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ว่าภาคการเกษตรของไทยถือว่ามีพัฒนาการมาโดยตลอด หากแบ่งเป็นช่วงตามนโยบายของไทยแลนด์ 4.0 ภาคเกษตรของไทยในยุค 1.0 เริ่มต้นในยุครัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 จากการผลิตสินค้าข้วา จนเกือบอีก 100 ปีต่อมา ประมาณปี 2500 ยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ภาคเกษตรถึงขยับเป็นยุค 2.0 เริ่มมีการปลูกพืชเพื่ออุตสาหกรรม อาทิ ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปอ และยางพารา รวมทั้งภาคอุตสาหกรรม เริ่มต้นจากผลิตสิ่งทอและสินค้าทดแทนนำเข้า จนถึงปัจจุบันพบว่า ภาคเกษตรไทยยังไม่สามารถก้าวพ้นจากยุค 2.0 ไปสู่ยุค 3.0 ได้ อาจเป็นบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากเกษตรกรไทยติดปัญหาหลายเรื่อง โดยเฉพาะการเข้าถึงเทคโนโลยีจากแรงงานวัยหนุ่มสาวลดลง เหลือแต่แรงงานสูงวัย ไม่ชำนาญการใช้เทคโนโลยี ภาคสหกรณ์ไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอ เหมือนประเทศในยุโรป