EU แบน “ปาล์มน้ำมัน” “นาจิบ” เครียดก่อนเลือกตั้ง

“น้ำมันปาล์ม” กำลังกลายเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดสงครามการค้าระหว่างมาเลเซียและสหภาพยุโรป (อียู) หลังอียูมีมติเรียกร้องห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าวิกฤตดังกล่าวเป็นความท้าทายใหญ่สำหรับชัยชนะในการเลือกตั้งของ “นาจิบ ราซัค” นายกรัฐมนตรีแห่งดินแดนเสือเหลือง ที่จะเกิดขึ้นในเดือน ส.ค.นี้

แม้กระแสการต่อต้านการใช้น้ำมันปาล์มในอียูเคยเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2015 โดยสภาที่ปรึกษาด้านสุขภาพของเบลเยียมซึ่งเป็นองค์กรให้คำปรึกษาด้านสาธารณสุขแก่รัฐบาลเบลเยียม ได้ออกรายงานว่า น้ำมันปาล์มมีกรดไขมันอิ่มตัว (saturated fat) ซึ่งก่อให้เกิดโรคหัวใจ ส่งผลให้ 2 ประเทศในสมาชิกอียู “ฝรั่งเศส และเบลเยียม” ติดฉลาก “no palm oil” บนสินค้าหลายประเภท อย่างสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ไอศกรีม เนย ขนมเค้ก สบู่ สิ่งทอ และเครื่องสำอาง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม กระแสต่อต้านจางหายไป กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้รัฐสภายุโรปได้ออกข้อมติครั้งใหม่ให้ยกเลิกการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuels) จากน้ำมันพืชที่ส่งผลให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า เพราะการปลูกน้ำมันปาล์มในเชิงอุตสาหกรรมส่งผลให้เกิดการบุกรุกทำลายป่าอย่างกว้างขวาง โดยรัฐสภายุโรปอ้างข้อมูลวิจัยหลายสถาบันที่ระบุว่า หากจะสามารถตอบสนองความต้องการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพในอียูได้ ต้องใช้พื้นที่เพาะปลูกกว่า 1 ล้านเฮกตาร์ หรือราว 6 ล้านไร่ ซึ่งเท่ากับพื้นที่ของประเทศไซปรัสทั้งประเทศ

ข้อเรียกร้องห้ามนำเข้าใหม่จะครอบคลุมพืชหลายชนิด อาทิ ถั่วเหลือง ข้าวโพด ต้นเรพซีด และปาล์มน้ำมัน ภายในปี 2020 พร้อมเสนอเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการเพาะปลูกปาล์มจากประเทศที่นำเข้า โดยใช้ “มาตรฐาน CSPO” (certified sustainable palm oil) เพื่อรับรองการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับเพียงมาตรฐานเดียว ทั้งเสนอกำหนดพิกัดศุลกากรใหม่สำหรับน้ำมันปาล์มที่ได้รับรองมาตรฐาน CSPO และปรับกลไกทางภาษีสำหรับสินค้าที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มโดยเฉพาะ

อียูถือว่าเป็นกลุ่มประเทศที่นำเข้าน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของโลก โดยข้อมูลจาก Statista ระบุว่า อียูมีการนำเข้าน้ำมันปาล์มเฉลี่ยปีละ 6.3 ล้านตัน ในจำนวนนี้ 46% เป็นน้ำมันปาล์มสำหรับเชื้อเพลิงชีวภาพ และ 45% นำไปใช้เป็นส่วนประกอบอาหาร รวมทั้งอาหารสัตว์ และอุตสาหกรรมเคมี อีก 9% สำหรับการผลิตไฟฟ้าและพลังงานความร้อน

หลายประเทศในอียู อย่าง เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน เดนมาร์ก นอร์เวย์ อิตาลี หรือแม้แต่อังกฤษ ได้ประกาศชัดเจนว่าจะนำเข้าเฉพาะน้ำมันปาล์มที่ได้มาตรฐาน CSPO เท่านั้น

โดยก่อนจะมีมติจากรัฐสภายุโรป “อิตาลี” เป็นประเทศแรกๆ ในอียูที่ระงับการผลิตและจำหน่ายสินค้าที่มีส่วนผสมน้ำมันปาล์ม เช่น “Coop” เครือข่ายร้านซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ของอิตาลี ประกาศเลิกผลิตสินค้าที่ใช้น้ำมันปาล์มภายใต้แบรนด์ของตัวเอง รวมถึงผู้ผลิตอาหารของอิตาลีอีกหลายรายที่ประกาศแบนการใช้น้ำมันปาล์ม ประเทศที่ได้รับผลกระทบหลักๆ ก็คือ “อินโดนีเซียและมาเลเซีย” ที่ผลิตน้ำมันปาล์มรวมกันเกือบ 90% ของน้ำมันปาล์มจากทั่วโลก โดย นายมุสตาปา โมฮัมเหม็ด รัฐมนตรีการค้าต่างประเทศมาเลเซีย กล่าวว่า “การตัดสินใจของอียูครั้งนี้สร้างความน่าผิดหวังต่อประเทศคู่ค้าน้ำมันปาล์ม ท่ามกลางภาวะสวนกระแสการค้าเสรีในหลายประเทศ อย่างสหรัฐอเมริกาที่เปิดฉากสงครามการค้ากรณีเพิ่มภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม ดังนั้นอียูควรจะเป็นผู้นำในการสนับสนุนวิถีการค้าเสรีและไม่เลือกปฏิบัติ”

ขณะที่ นายหม่า ซิ่วเฉียง รัฐมนตรีว่าการอุตสาหกรรมการเพาะปลูกและสินค้าโภคภัณฑ์ของมาเลเซีย กล่าวว่า มาเลเซียจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมปาล์มของประเทศ และการกีดกันการค้าของสภายุโรปจะส่งผลกระทบต่อการสร้างงานในยุโรป รวมถึงการขยายข้อตกลงการค้าทวิภาคีกับมาเลเซีย และผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์อื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

พร้อมกันนี้ “ฮิชามมุดดิน ฮุสเซน” รัฐมนตรีกลาโหมมาเลเซีย ตอบโต้ว่า การระงับนำเข้าน้ำมันปาล์มของอียูอาจส่งผลต่อข้อตกลงการสั่งซื้อเครื่องบินรบราฟาเอล 18 ลำ มูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ จากบริษัทดัสโซลต์ เอวิเอชั่น ของฝรั่งเศส อีกทั้งทางการมาเลเซียอาจตอบโต้ด้วยการลดการนำเข้าสินค้าจากอียูด้วยเช่นกัน

นักวิเคราะห์จากสถาบันระหว่างประเทศในสิงคโปร์ มองว่า แม้ว่าอินโดนีเซียจะเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก และมาเลเซียเป็นอันดับสอง แต่ปัจจุบันตลาดส่งออกใหญ่ของอินโดนีเซียคือ อินเดีย ขณะที่ตลาดส่งออกน้ำมันปาล์มใหญ่ของมาเลเซียคือ อียู ดังนั้นมติดังกล่าวของรัฐสภายุโรปจึงสร้างความเสียหายต่อมาเลเซียมากกว่า ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านดอลลาร์ต่อปี

และสถานการณ์น้ำมันปาล์มที่ไม่สู้ดีนัก ยังสร้างความท้าทายให้กับนายกฯนาจิบ ราซัค ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือน ส.ค.นี้ เพื่อสร้างผลงานชิ้นโบแดงในการกุมชัยชนะอีกครั้ง เพราะกลุ่มเกษตรชาวมาเลเซียกว่า 650,000 คน ถือเป็นฐานคะแนนเสียงสำคัญของนายนาจิบ

อย่างไรก็ตาม การเยือนประเทศจีนของผู้นำมาเลเซียครั้งล่าสุด เป็นการส่งสัญญาณว่ามาเลเซียประสงค์จะส่งออกน้ำมันปาล์มให้กับจีนมากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยงจากตลาดส่งออกหลักอย่างอียู โดยรัฐบาลมีแผนระงับการเก็บภาษีส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (ซีพีโอ) เป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 7 เม.ย.นี้ เพื่อลดจำนวนสต๊อกในประเทศ และกระตุ้นราคาน้ำมันปาล์มให้เพิ่มสูงขึ้น

สงขลา วิตกลิงเขาตังกวน-เขาน้อย พาหะ ‘พิษสุนัขบ้า’ มีชุกชุมร่วม 6 พันตัว จับตัวฉีดป้องกันยาก

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เปิดแถลงข่าวสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าและมาตรการควบคุมโรคว่า ตามโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า อันเนื่องจากพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้า จุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่ทรงห่วงใยปัญหาโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งนับเป็นปัญหาสำคัญของชาติ และมีพระประสงค์ให้โรคพิษสุนัขบ้าหมดไปจากประเทศไทยในปี 2563

นายเลิศวิโรจน์ กล่าวว่า สถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในปีนี้ ไม่รุนแรงเท่าปีที่ผ่านมา จากการรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตในปี 2559 จำนวน 13 ราย ในปี 2560 จำนวน 11 ราย และในปีนี้จนถึงปัจจุบันมีจำนวน 4 ราย และคาดว่ามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีการสร้างการรับรู้และความเข้าใจเรื่องโรคพิษสุนัขบ้ามากขึ้น รวมทั้งกระทรวงเกษตรฯ บังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ 2558 อย่างจริงจัง

นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ได้ประกาศเขตโรคระบาดพิษสุนัขบ้าไปแล้ว ได้แก่ พื้นที่สีแดงซึ่งโรคพิษสุนัขบ้ากำลังระบาด จำนวน 22 จังหวัด ประกอบด้วย ภาคเหนือ 3 จังหวัด เชียงราย ตาก และน่าน ภาคกลางและตะวันออก 9 จังหวัด กทม. นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง สระแก้ว และประจวบคีรีขันธ์ ภาคอีสาน 8 จังหวัด นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ส่วนภาคใต้ 2 จังหวัด ตรังและสงขลา

“ตั้งแต่เดือนมกราคม-12 มีนาคมที่ผ่านมา ได้ประกาศพื้นที่เขตระบาดโรคพิษสุนัขบ้าชั่วคราว 37 จังหวัด ขณะนี้คงเหลือประกาศ 26 จังหวัด บางจังหวัดมีเพียง 1 จุด และบางจังหวัดมี 2-3 จุด โดยใน 1 จุด มีรัศมี 5 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเริ่มทยอยส่งมอบเข้าไปยังพื้นที่ดังกล่าวแล้ว คาดว่าจะส่งได้ครบและทำการฉีดวัคซีนให้กับสุนัขและแมวได้ครบ 80% ในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้” นายสัตวแพทย์อภัย กล่าว

นายสัตวแพทย์อภัย กล่าวว่า สำหรับมาตรการป้องกันและควบคุมโรค ได้แต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและควบคุมโรคระดับจังหวัดและอำเภอ ขณะที่แผนการฉีดวัคซีน อยู่ระหว่างองค์กรในส่วนท้องถิ่นสำรวจสุนัขและแมวว่ามีจำนวนทั้งหมดเท่าใด ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา หรือประมาณ 10.3 ล้านตัว ในจำนวนนี้เป็นสุนัขและแมวจรจัด 10% มั่นใจว่ามีวัคซีนป้องกันโรคเพียงพอ ควบคุมการระบาดครั้งนี้

นายสัตวแพทย์อภัย กล่าวว่า ขณะนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้จัดซื้อวัคซีน และอยู่ระหว่างส่งมอบวัคซีนรวมแล้วกว่า 50% ไม่ได้ล่าช้า คาดว่าในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมนี้จะสามารถฉีดวัคซีนให้สุนัขและแมวได้ 5-6 แสนตัว และจะครบตามเป้าหมาย 1 ล้านตัว ภายในเดือนกันยายนปีนี้

ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวถึงกรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ เริ่มทยอยจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสำหรับฉีดในสุนัขและแมว ว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะจะทำให้การนำสุนัขไปฉีดวัคซีนไม่เป็นเรื่องยุ่งยากอีกต่อไป เพราะคนในชุมชนมีความคุ้นเคยกับสัตว์ ทั้งสัตว์ที่มีเจ้าของและสัตว์จรจัด สำหรับคนเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า เชื่อว่ามีตัวเลขมากกว่าข้อมูลที่รับทราบ เช่น ปี 2560 คาดว่าจะมีถึง 17 ราย ไม่ใช่ 11 ราย เพราะไม่มีการรายงานตัวเลขคนไข้ที่ถูกสุนัขกัดบริเวณตะเข็บชายแดน ซึ่งต้องรวมในส่วนนี้ด้วย

ด้านสถานการณ์การระบาดในพื้นที่ภูมิภาค ที่ศาลากลางจังหวัดตรัง นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง นายวสันต์ ถนอมทรัพย์ นายชัชวาล ฉายะบุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมแถลงพบผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า 1 ราย เป็นชายอายุ 44 ปี ชาวตำบลอ่าวตง อำเภอ วังวิเศษ จังหวัดตรัง

นพ. บรรเจิด สุขพิพัฒปานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตรัง กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีการนำหัวสุนัข ส่งตรวจพบผลบวก 13 หัว ใน 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอห้วยยอด อำเภอปะเหลียน อำเภอ วังวิเศษ และ อำเภอนาโยง จึงเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังโรคพิษสุนัขบ้า

นายไพโรจน์ อินทรศรี ปศุสัตว์จังหวัดตรังกล่าวว่า ขณะนี้ปศุสัตว์ได้นำวัคซีนลงไปฉีดให้กับสัตว์เลี้ยง ครอบคลุมรัศมี 1 กิโลเมตร ส่วนรัศมี 5 กิโลเมตร ได้ประสานท้องถิ่นจัดหาวัคซีนดำเนินการฉีดวัคซีน ซึ่งจากการส่งตัวอย่างสุนัขไปตรวจทั้งหมด 62 ตัวอย่าง พบ 13 ตัวอย่าง ที่ป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า

จังหวัดสงขลา นายสัตวแพทย์กิติกรณ์ เจนไพบูลย์ ปศุสัตว์ จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า สัตว์ที่เป็นตัวนำโรคพิษสุนัขบ้าที่สำคัญ คือ สุนัข แมว กระรอก กระแต กระต่าย ชะนี หนู ลิง ปศุสัตว์ได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ออกรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ที่พบบ่อยคือ สุนัข แมว ลิง กระต่าย ให้ได้มากที่สุด ส่วนสุนัขจรจัดและลิงบนเขาตังกวน-เขาน้อย ซึ่งมีอยู่นับพันตัว ยังเป็นปัญหาในการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า เพราะไม่สามารถเข้าใกล้เพื่อจับตัวมาฉีดวัคซีนได้

ด้าน นายสมศักดิ์ ตันติเศรณี นายก ทน.สงขลา กล่าวว่า ลิงเป็นตัวนำโรคพิษสุนัขบ้าสำคัญอีกตัวหนึ่ง โดยเฉพาะลิงบนเขาตังกวนและเขาน้อยในเขตเทศบาล มีประมาณ 5,000-6,000 ตัว ซึ่งฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าได้น้อยมากเพราะจับตัวได้ยาก เทศบาลจึงได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงอย่าให้ลิงกัดหรือข่วน

ที่วัดทุ่งโตนด ในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลนาหม่อม อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ นาหม่อมร่วมกับฝ่ายการสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนตำบลนาหม่อม ลงพื้นที่เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสุนัขและแมว โดยพบว่ามีประชาชนทยอยนำสัตว์เลี้ยงมารับวัคซีน ในรายที่ไม่สามารถจับสุนัขมาฉีดวัคซีนได้ ก็มีการขอรับวัคซีนเพื่อนำไปฉีดให้กับสุนัขด้วยตัวเอง ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้มีการขึ้นทะเบียนประชาชนที่มีสัตว์เลี้ยงเอาไว้ในครอบครอง พร้อมกันนั้นยังได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการเล่นกับสัตว์เลี้ยง หากถูกกัดหรือข่วน ต้องรีบพบแพทย์เพื่อรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโดยเร็วที่สุด

นายสัตวแพทย์กิติกรณ์ เจนไพบูลย์ ปศุสัตว์จังหวัดสงขลา กล่าวว่า สำหรับสถิติการฉีดวัคซีนในปีนี้นั้นได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยงไปแล้ว 16,779 ตัว ในจำนวนนี้เป็นสุนัข ร้อยละ 60 และแมว ร้อยละ 40 และยังมีวัคซีนอีกจำนวน 72,000 โดส ซึ่งจะเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนให้ได้ทั้งหมดภายในเดือนเมษายนนี้

นายบุญญกฤช ปิ่นประสงค์ ปศุสัตว์จังหวัดตราด เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทยในขณะนี้ มีการประกาศพื้นที่เสี่ยงโรคพิษสุนัขบ้าไปแล้วเกือบ 20 จังหวัดนั้น สำหรับจังหวัดตราดสถานการณ์ไม่น่าวิตกกังวล เนื่องจากจังหวัดตราดไม่พบเชื้อพิษสุนัขบ้าตั้งแต่ปี 2553 ทำให้ไม่ต้องกังวลกับปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดตราดได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการรณรงค์ฉีดวัคซีนให้กับสุนัขในพื้นที่ต่างๆ ในช่วงเวลาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมที่ผ่านมา มีจำนวน 29,000 ตัว จากจำนวนสุนัขและแมว 43,000 ตัว คาดว่าจะสามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้ทั้งหมดใน 2-3 เดือนนี้ หลังจากทางองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นได้ดำเนินการจัดงบประมาณมาดำเนินการในเรื่องนี้

นายบุญญกฤช กล่าวต่อว่า สำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดตราด เช่น เกาะช้าง เกาะกูด เกาะหมาก ทางสำนักงานปศุสัตว์มีเป้าหมายในการที่จะควบคุมให้ในพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้า ในปี 2562 นี้ อย่างไรก็ตาม ทางปศุสัตว์จังหวัดตราด จำเป็นต้องมีมาตรการในการควบคุมการเคลื่อนย้ายจากพื้นที่อื่นที่เป็นพื้นที่เสี่ยง เช่น การนำสุนัขและแมวมาจากจังหวัดจันทบุรี หรือจังหวัดอื่นๆ เข้ามา จะต้องมีการแจ้งเพื่อตรวจสอบถึงสุนัขและแมวเหล่านี้ว่าติดเชื้อหรือไม่ ซึ่งทางปศุสัตว์จังหวัดตราดให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดตราดประกาศเป็นพื้นที่เฝ้าระวังโรคพิษสุนัขบ้าในทุกพื้นที่เพื่อใช้มาตรการนี้ในการควบคุม คาดว่าสามารถจะประกาศได้ภายในเดือนมีนาคมนี้

งานชุมนุมอาหารน่ากินและน่าตื่นตาตื่นใจกลับมาอีกครั้ง ในชื่อ FUN FOOD FAIR แม่มณีชวนชิม วันที่ 22-25 มีนาคม นี้ ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ชั้น 4 เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ กรุงเทพฯ

ครั้งนี้ หนังสือพิมพ์ข่าวสด ร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ เอสซีบี, เอไอเอส, สมบูรณ์โภชนา และ “ซอสต๊อด” ผลิตภัณฑ์ของ “ต๊อด” ปิติ ภิรมย์ภักดี รวมร้านอาหารเด็ดจาก 50 เขต ในกรุงเทพฯ และอาหารร้านดังจาก 4 ภาคทั่วประเทศไทย รวมถึงร้านดังในตำนาน ร้านดังระดับตำนานอายุกว่า 30-60 ปี รวมแล้วกว่า 15 ร้าน บางร้านมาเปิดบู๊ธนอกสถานที่ครั้งแรก

ที่พิเศษมากๆ คือภายในงานจะใช้ระบบการจ่ายเงินแบบคิวอาร์โค้ด ผ่านแอพพลิเคชั่น SCB EASY APP ได้อย่างสะดวกสบาย โดยใช้จ่ายซื้อขายอาหารเกินกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ จาก 170 ร้านค้า และเงินสดก็ยังใช้ได้

ร้านค้าที่จะมาเปิดบู๊ธได้ตกลงเปิดบัญชี เพื่อรองรับการรับเงินรูปแบบใหม่ ถือเป็นการใช้คิวอาร์โค้ด ในการจ่ายเงินอย่างเป็นทางการครั้งแรก

สำหรับผู้ร่วมงานที่ช็อปผ่านเอสซีบี อีซี่ ครบ 500 บาท นำใบเสร็จไปแสดงลุ้นจับของรางวัลที่เตรียมไว้ภายในงาน รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท อีกทั้งยังเขียนชื่อ นามสกุล ส่งชิงโชคลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษ รับประทานอาหารร้านอร่อยระดับตำนาน อย่างร้านจกโต๊ะเดียว จำนวน 5 รางวัล แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ใช้ได้ 2 คน รวมทั้งหมด 10 คน ส่วนรางวัลรองลงมา คือ คูปองร้านสมบูรณ์โภชนา รวมมูลค่า 40,000 บาท รางวัลละ 1,000 บาท 40 รางวัล แจกวันละ 10 รางวัล
นายสุรพล พิทยาสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ ผู้จัดงานในส่วนของหนังสือพิมพ์ข่าวสด กล่าวว่า งานนี้ชุมนุมร้านเด็ดจาก 50 เขตกทม. เชื่อว่าเด็ดและดังจริง นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารเด็ดดังจาก 4 ภาค คือภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้

“อย่างร้านจกโต๊ะเดียว ครั้งนี้เตรียม “กระเพาะปลาสูตรพิเศษ” มาขาย โดยปกติกระเพาะปลาจะเป็นเมนูที่ไม่มีขายในร้าน ส่วนใหญ่เป็นเมนูที่ถูกสั่งไปข้างนอกให้กับผู้หลักผู้ใหญ่ที่มาสั่ง กระเพาะปลาสูตร เฮียจก ใช้น้ำสต๊อกเคี่ยวนาน 7 ชั่วโมง นำมาทำกระเพาะปลา 1 หม้อ ต้องใช้เวลาตุ๋นนานมาก คัดสรรวัตถุดิบดีมีคุณภาพ ครั้งนี้เป็นกระเพาะปลาสูตรไก่ฉีกเนื้อนุ่มตุ๋นยาจีน บอกเลยว่าเป็นร้านที่ทุกคนต้องไปกิน ส่วนเรื่องราคาอยู่ที่ถ้วยละ 50 บาท เปลี่ยนเมนูหลักหมื่นมาสู่หลักสิบ เพื่อคนที่มางานนี้โดยเฉพาะ” นายสุรพล กล่าว

ผอ.ฝ่ายกิจกรรมพิเศษกล่าวต่อว่า ร้านดังรุ่นเก๋าอีกร้านคือ “ร้านหอยทอดนายโซว” เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ร้านนี้ไม่ต้องเอ่ยอะไรมาก นอกจากรสชาติอร่อยไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว การเลือกใช้วัตถุดิบก็พิถีพิถัน ใช้หอยสด ทอดแล้วยังนุ่มชุ่มฉ่ำ ร้านโจ๊ก สามย่าน ตำนานร้านโจ๊ก 60 ปี เขตปทุมวัน เป็นอีกร้านหนึ่งที่ไม่เคยออกงานข้างนอก เพราะปกติขายหน้าร้านไม่กี่ชั่วโมงก็หมด แต่ครั้งนี้จะเตรียมเครื่องเคียงมาจัดเรียงแน่นจาน พร้อมโจ๊กที่ทำจากปลายข้าวหอมมะลิ ต้มกับน้ำซุปปรุงพิเศษ กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์

ส่วน “ร้านข้าวหมูแดง ศรีมรกต” เขตสัมพันธวงศ์ ร้านที่ถูกพูดถึงจากการรีวิวมากที่สุดติด 1 ใน 3 ของร้านหมูแดง เป็นหมูแดงทำเอง รวมถึงกุนเชียงก็ทำเองด้วย มีให้เลือกหลายรสชาติ จานใหญ่จุใจคนกิน และครั้งนี้เจ้าของร้านจะมาควบคุมการผลิตอย่างใกล้ชิดด้วย ต่อมาร้านรสดีเด็ดที่คราวนี้ไม่ได้นำก๋วยเตี๋ยวมาขาย แต่นำเล้งเนื้อมาให้ทดลองชิมด้วย เป็นสูตรที่ร้านเพิ่งคิดค้นขึ้นมาใหม่ โดยปกติที่หน้าร้านจะขายเพียงวันละ 20 ชาม จานละ 180 บาท แต่งานนี้ราคาจะถูกลง เพื่อให้ทุกคนได้เข้าถึง

“ลิ้มเหล่าโหงว” ร้านลูกชิ้นปลาในตำนานย่านเยาวราช เขตปทุมวัน พัฒนาปรับปรุงโดยรุ่นลูก ครั้งนี้เตรียมจานเด็ดมาขายหลายเมนู ทั้งยังเตรียมเมนูล็อบสเตอร์ต้มยำหม้อไฟมาโชว์ด้วย ส่วนร้าน “บังโต” เขตบางกะปิ เนื้อย่างจากพี่โต อดีตนักร้องนำวงซิลลี่ฟูลส์ที่เตรียมเนื้อชั้นดีมาขาย พร้อมปรากฏตัวในงานด้วย

ต่อด้วยร้าน “ผัดไทยนรกแตก” เขตคลองสาน ร้านที่ได้รับการรีวิวถล่มทลาย นับเป็นครั้งแรกที่ออกร้านข้างนอก ด้วยเอกลักษณ์ลีลาการผัดของพ่อครัวที่ดุเดือด ไฟแรง ไม่ใส่ผงชูรส ปรุงแบบรสเดิมๆ ต้นตำรับผัดไทยแท้ๆ เสิร์ฟพร้อมกุ้งสดตัวโต

ส่วนร้านดัง 4 ภาค อาทิ “บ้านไก่โคราช” ไก่ย่างสูตรต้นตำรับเมืองย่าโม ที่มาพร้อมส้มตำสูตรพิเศษ “ผัดไทยกะไหล” ผัดไทยเจ้าดังจากจังหวัดพังงา ทางเหนือก็มาพร้อมเมนูเด็ดอย่างไส้อั่ว และข้าวซอย รสเด็ด รูปแบบการจัดงานจะเป็นการแบ่งโซนร้านค้าตามประเภท พร้อมเวทีกลางสำหรับทำกิจกรรม

ครั้งนี้มุ่งหวังให้คนที่มาร่วมงานได้กินอาหารเด็ด อาหารอร่อยจากร้านที่เป็นตำนาน หากินยาก และรสชาติไม่ต่างไปจากกินที่ร้าน มางานนี้กินได้ทุกอย่าง มาวันเดียวกินไม่ครบ ก็มาวันที่ 2 วันที่ 3 และวันที่ 4 ได้

อีกทั้งกิจกรรมบนเวที มีสาธิตทำอาหารเมนูเด็ด อาทิ ร้านจกโต๊ะเดียวที่เตรียมเมนู “ข้าวผัดแม่มณี” เป็นเมนูที่เฮียจกคิดค้นขึ้นมาใหม่ เพื่องานนี้โดยเฉพาะ ยังไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน และทางผู้จัดงานยัง เตรียมเชฟหนุ่มรุ่นใหม่ เชฟปิง-สุรกิจ เข็มแก้ว มาสาธิตทำอาหาร และมาดามตวง เจ้าแม่วงการอาหารเมืองไทย มาทำอาหารโชว์ด้วย

เรียกว่าไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง พบกัน 22-25 มีนาคม นี้ ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ชั้น 4 เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ