Metaverse กับการใช้ประโยชน์ด้านการศึกษาและด้านพิพิธภัณฑ์

การสร้างโลกเสมือนจริง การใช้ Web 3.0 การใช้อินเตอร์เนต การใช้ข้อมูล ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมได้ โครงการวิจัยระบบ Metaverse กับพิพิธภัณฑ์ นั้น ได้ศึกษาการเข้าถึงสิ่งสำคัญทางประวัติศาสตร์ของบางประเทศ ได้ใช้เทคโนโลยี scanning แบบ digital แล้วประมาลภาพให้เสมือนจริงด้วยเทคโนโลยี Destop AR technology ซึ่งต้องใช้แว่นพิเศษช่วย ในอนาคตเราไม่จำเป็นต้องไปถึงสถานที่ที่ต้องการเข้าชมหรือดู การเข้าถึงก็จะไม่ใช่แค่การเข้าชม เราสามารถเข้ามาเดินในโลกพิพิธภัณฑ์ได้

สามารถเลือกกิจกรรมที่อยากจะทำได้ ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกหลายๆ ประเทศเริ่มมีการตื่นตัว เช่น อเมริกา ไอแลนด์ โรมาเนีย แอฟริกา ฯลฯ Metaverse จะทำให้คนทั่วไปสามารถเรียนรู้ และสัมผัสวัฒนธรรมทั่วโลกได้ ตัวอย่างเช่น Gallary for NFT Arts ในวงการศิลปะ สามารถทำให้คนมีส่วนร่วมในงานศิลปะได้ การมอบ NFT ให้กับผู้บริจาคจะเป็นการกระตุ้นให้มีการอยากมาร่วมทำกิจกรรม ดังนั้น โลกใน Metaverse สามารถแสดงความเป็นเจ้าของได้ ด้านการศึกษาก็จะเป็นโลกของการเรียนที่มีการเชื่อมต่อกันได้ระหว่างคนเรียนกับผู้สอน

ด้าน ผศ.ดร.โมเรศ ปรัชญพฤทธิ์ กล่าวถึง Metaverse กับการประยุกต์ใช้ในการสอนออนไลน์และการฝึกทางการแพทย์ ว่า สถานการณ์โควิดที่ระบาดในไทย ทำให้สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ปรับตัวเป็นการสอนออนไลน์ ตัวอย่างเช่นการใช้ WebEx แต่การใช้แพลตฟอร์ม WebEx ทำให้เห็นเฉพาะหน้านักศึกษาเท่านั้น ไม่สามารถสื่อสารภาษากายได้

รวมทั้งมีพื้นที่ในการทำงานจำกัด การโต้ตอบมีปฏิสัมพันธ์ในทางลบ ไม่สามารถเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ หรือประสบการณ์นั้นๆ ได้ จึงได้เปลี่ยนมาใช้แพลตฟอร์ม Social VR Platform คือTeaching in Mozilla Hubs ซึ่งผู้เรียนสามารถรู้พื้นที่ภายในห้องเรียน ทำให้มีแรงดึงดูดในการเรียนได้ดีเหมือนอยู่ในปัจจุบัน สามารถอัพโหลดโปรแกรมต่างๆ ได้ สามารถเคลื่อนไหว และดูได้ทุกมิติ มีปฏิสัมพันธ์มากกว่าการเรียนรู้ทั่วไป ทำให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผู้เรียนจะตื่นตัว รู้สึกเหมือนเรียนในห้องเรียนจริง

ส่วนการฝึกทางการแพทย์ หรือระบบการแพทย์ฉุกเฉินนั้น ปัจจุบันมีการนำ VR storytelling and Emotional connection มาศึกษาวิจัยในการฝึกให้เกิดความต้านทานต่อความเครียด โดยทำผ่าน mozilla hub โดยให้ผู้รับการฝึกทดสอบได้รับความเครียด หรือ Stress inoculation มีการจำลองจากสถานการณ์จริง ซึ่งจากการทดลองการวัดความเครียดในสถานการณ์ฉุกเฉิน พบว่า หากผู้ประสบเหตุเบื้องต้นเกิดความเครียดจะทำให้ปฏิบัติงานไม่ได้

อย่างไรก็ตาม วิทยากรทั้ง 3 ท่าน มีความเห็นว่า เทคโนโลยียังมีช่องว่างที่จะต้องแก้ไขหรือพัฒนา ซึ่งคงจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วต่อไป บทบาท หรือการเรียนรู้ การเกิดนักวิจัยใหม่ในโลกใหม่ๆ การเปิดมุมมองใหม่ๆ ต้องแยกความเป็นจริง และความเป็นโลกเสมือนให้ได้

(ข่าวโดย ผกามาศ ธนพัฒนพงศ์ / นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการ / มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ / 22 กุมภาพันธ์ 2565 / สรุปประเด็นเสวนาพิเศษ โดย จันทร์วิภา รัตนอานันต์)

เมื่อวันที่ 23 ก.พ.65 เวลา 11.00 น. ดร.อภิวัฒน์ จ่าตา นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย พร้อมคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ เข้าพบนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหารือถึงนโยบายภาคการเกษตรในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ในปีนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังคงมีภารกิจที่ต้องเดินหน้าต่อใน 15 ยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นแผนงานที่วางไว้ให้แต่ละกรม เข้าไปแก้ปัญหาให้ประชาชนโดยเน้นการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร ที่กระทรวงฯ เข้าไปช่วยเจรจราไกล่เกลี่ยให้แล้วหลายกรณี บางรายมีหนี้สินสะสมมากว่า 20 ปี ต้องเข้าไปเจรจากับเจ้าหนี้ เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้เกษตรกรอยู่ได้

“นโยบายการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้กระทรวงเกษตรฯ ไปดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ซึ่งขณะนี้เรามีกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งทำหน้าที่ตรงนี้เชื่อว่าจะเข้าไปแก้ปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรได้อีกจำนวนมาก” นายเฉลิมชัย กล่าว

ส่วนการเปิดเส้นทางรถไฟจีน-ลาว ที่อาจส่งผลต่อสินค้าภาคการเกษตรของไทย รมว.กระทรวงเกษตรฯ มองว่า การเปิดเส้นทางรถไฟครั้งนี้เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับการส่งของไทยมากขึ้น เพราะแต่ละปีไทยส่งออกสินค้าเกษตรฯ ปีละกว่า 2 แสนล้านบาท ขณะที่จีนส่งออกสินค้าเกษตรเข้าไปเพียง 3 หมื่นล้าน ตามกรอบการเจรจาเขตการค้าเสรี ซี่งเราไม่สามารถไปปิดกั้นเขาได้

สิ่งที่เราต้องทำคือ การรักษามาตรฐานสินค้าเกษตร ถ้าเกษตรกรไม่ทำตรงนี้ สักวันหนึ่งมันก็ต้องฆ่าตัวเองตาย ส่วนหนึ่งที่จะต้องเข้าไปช่วยคือภาครัฐ ที่คอยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ช่วยสนับสนุนไม่ใช่การจับผิด โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหม่ สร้างโอกาสทางการค้า ควบคู่การเจรจาระหว่างรัฐบาล เพราะสถานการณ์โควิดระบาดทำให้การเจรจาหลายครั้งชะงัก แต่เราก็แก้ปัญหาได้ด้วยดี

“ถ้าเราไม่สามารถยกระดับสินค้าทางการเกษตรของเราไม่มีทางที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรได้ ” รมว.กระทรวงเกษตรฯ กล่าว นอกจากนี้ นายเฉลิมชัย ยังกล่าวถึงการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ ที่เดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อเข้าสู่ภาคการเกษตรมากขึ้น หลังมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่า ตอนนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการสนับสนุนเครื่องจักรให้กับเกษตรกรทั้งประเทศ ขณะเดียวกัน ได้สนับสนุนการพัฒนา วิจัย เครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มคุณภาพของสินค้า รวมทั้งการสนับสนุนเงินกู้ระยะสั้น เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้กับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่ภาคการเกษตร

“ในภาวะวิกฤตแบบนี้ ทำอย่างไรจะให้เกษตรกรเลี้ยงตัวเองได้และผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้ เพราะหลังวิกฤตคนที่แข็งแรงที่สุดคือคนที่จะเดินคนแรก เพราะฉะนั้นเป้าหมายของผมคือ สร้างเกษตรกรให้เข้มแข็ง โดยใช้วิกฤตโควิดให้เป็นโอกาสที่ก้าวเดินไปก่อนคนอื่น แต่ผมมั่นใจว่าในช่วงวิกฤตโควิดกว่า 2 ปี ภาคการเกษตรได้รับผลกระทบน้อยที่สุด” นายเฉลิมชัย กล่าว

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2565 ดร.สุขุม วงประสิทธิ ประธานกรรมการ(CEO)บริษัทพรหมชีวา จำกัด และ นางเตือนใจ วงประสิทธิ ภรรยา ได้จัดงานเปิดตัว Grand opening บริษัท แลนด์ พรหมชีวา จำกัด โดยมี คุณพอพันธ์ รัตนมาศ ปลัดอาวุโส อ.บางเลน จ.นครปฐม มาเป็นตัวแทนนายอำเภอ อำเภอบางเลน ได้ให้เกียรติจุดธูปบูชาพระรัตนตรัยและเป็นประธานกล่าวเปิดงาน

ดร.สุขุม วงประสิทธิ ประธานกรรมการ(CEO) บริษัทในเครือพรหมชีวา กล่าวว่า การก่อตั้งบริษัท แลนด์ พรหมชีวา จำกัด เป็นผลสืบเนื่องมาจาก การลงนามปฏิญญาบางเลน เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 ว่าด้วยเรื่องลดภาวะโลกร้อน ส่งออกเครดิตคาร์บอน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะมีการร่วมลงนาม 3-4 องค์กรในการบันทึกข้อตกลง MOU นำร่องเพื่อพัฒนาเรื่องคาร์บอนเครดิต ลดภาวะโลกร้อน โดยจะทำอำเภอบางเลนเป็นต้นแบบ โดยมีเป้าหมายจะขยายทั่วประเทศภายใต้บริษัทแลนด์พรมชีวา ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจแฟลตฟอร์มแฟรนไชส์ที่ดิน คู่กับงานบริหารจัดการเรื่องการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ เพื่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้กับบริษัทขนาดใหญ่และต่างประเทศเพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย

จากนั้นได้มีการเสวนาพิเศษเรื่อง คาร์บอนเครดิต แฟลตฟอร์มแฟรนไชส์ที่ดิน พัฒนาเกษตรกรไทย โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย คุณกมล แสงสีงาม เกษตรอำเภอบางเลน คุณประชา จันทร์จิระวิทยา วิศวกรคอมพิวเตอร์ จากอเมริกาผู้เชี่ยวชาญแฟลตฟอร์มแฟรนไชส์ที่ดินและที่ปรึกษา บริษัท แลนด์พรหมชีวา จำกัด คุณวิชาญ ทองตอนโต เลขาธิการสมาคมสถาบันชาวนาไทย และสมาคมส่งเสริมชาวนาไทย คุณสุนทร ก้อนทอง ประทาน Smart Farmer อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม คุณสมาน รักษาพราหมณ์ ผู้นำเกษตรกรด้านชีวภัณฑ์ อำเภอบางเลน และมี คุณพรศักดิ์ พงศาปาน หรือ “ลุงพร เกษตรก้าวไกล” บรรณาธิการผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เกษตรก้าวไกลและสื่อออนไลน์ในเครือ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

ในการเสวนาเรื่องคาร์บอนเครดิตในนาข้าว ซึ่งบริษัทพรหมชีวาได้รวมกลุ่มให้การส่งเสริมอยู่ และสืบเนื่องจากอำเภอบางเลนได้มีเกษตรกรทำนาประมาณ 1.5 แสนไร่ ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะมีหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะสำนักงานเกษตรอำเภอบางเลนออกรณรงค์เรื่องลดเผาในพื้นที่เกษตรเพื่อลดภาวะโลกร้อนและลดฝุ่น PM 2.5 ซึ่งก็ได้ผลในระดับที่น่าพอใจ แต่การเผาก็ยังมีอยู่ เนื่องจากเกษตรกรเน้นความสะดวก แต่หากมีการนำข้าวที่ปลูกมาทำเรื่องการซื้อขายคาร์บอนเครดิต นอกเหนือจากการนำมาเป็นวัสดุเพาะเห็ดและการทำเป็นปุ๋ยหมัก ซึ่งจะทำให้มีรายได้ก็จะช่วยได้มาก และจากที่เกษตรกรถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายก็จะกลายเป็นพระเอกขึ้นมาทันที

ในโอกาสเดียวกันนี้ ท่านพระเดชพระคุณพระครูปทุมาธรรมานุโยค เจ้าอาวาสวัดสระบัวเผื่อน ตำบลบ้านเกาะอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นเจ้าคณะตำบลบ้านเกาะ ได้เมตตากับทางบริษัทพรหมชีวา เดินทางมาฉันภัตตาหารเพล เพื่อความเป็นสิริมงคล แก่ทางบริษัท และท่านยังเมตตา แจกวัตถุมงคล แก่แขกผู้มีเกียรติในช่วงท้ายงาน

นอกจากนี้ คุณฐิติวัชร บุญครอง พี่ชาย คุณยุวดี บุญครอง อีกทั้ง ดร.ศิริวิตญ์ ดอกแก้ว ผู้อำนวยการประสานงานสำนักงานคณะรัฐมนตรีส่วนหน้า (สำนักงานนายกรัฐมนตรี) และ คุณอนันต์ ถาวรรณา ประธานมูลนิธิลุประสงค์ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง ดร.ศิริวิตญ์ ดอกแก้ว และ คุณอนันต์ ถาวรรณา ได้ให้เกียรติเข้าร่วมฟังการเสวนา และ สมัครเป็นสมาชิก บริษัท แลนด์พรหมชีวา จำกัด อีกด้วย

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรโดยสำนักงานเกษตรจังหวัดตราดจึงได้ร่วมกับแขวงทางหลวงชนบทตราด ลงนามบันทึกความร่วมมือในการดำเนินการปฏิบัติงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร เน้นคน พื้นที่ สินค้า ทำจริง ต่อเนื่อง มีความยั่งยืน เพื่อให้จุดเด่นการผลิตทุเรียนเป็นที่รู้จักแพร่หลายภายใต้ชื่อ “ถนนทุเรียนตราด (Durian Road@Trat)” โดยได้มีการพัฒนาเส้นทางถนนทางหลวงชนบท ตร. 4008 หมู่ที่ 1 ตำบลอ่าวใหญ่ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ระยะทาง 6 กิโลเมตร

ที่ตัดผ่านสวนทุเรียนจากบ้านแหลมศอกไปท่าเรือแหลมศอก-เกาะกูด ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมและมีศักยภาพให้กลายเป็นเส้นทางผลไม้ แหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้เรื่องสวนทุเรียนคุณภาพ มุ่งเน้นให้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนร่วมพัฒนาพื้นที่บริเวณสองข้างทาง บ้านอ่าวใหญ่ หมู่ 1 บ้านแหลมพร้าว หมู่ 4 บ้านแหลมศอก หมู่ 6 ตำบลอ่าวใหญ่ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ให้เป็นเส้นทางที่สวยงาม มีป้ายแนะนำสวนเป็นที่สังเกตได้ชัดเจน ง่ายแก่ผู้สัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าว พร้อมทั้งสร้างเกษตรกรต้นแบบ 5 เสือคนทำจริง ต้นแบบการส่งเสริมการผลิตทุเรียนคุณภาพและได้มาตรฐาน โดยบูรณาการกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรทุ่งเพล และการสร้างแบรนด์ทุเรียนที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดตราด

ปัจจุบันถนนทุเรียนตราดได้กำหนดเป็นกลยุทธ์เพื่อให้เป็นต้นแบบในการปฏิบัติงานเชิงบูรณาการ โดยมีหน่วยงานร่วมมือเพื่อสนับสนุนกิจกรรมตลอดห่วงโซ่ของการผลิตทุเรียน ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมา ทำให้ถนนทุเรียนตราดเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการกิจกรรมเพื่อสร้างการรับรู้ ได้แก่ การติดป้ายบอกทางถนนทุเรียนตราด กิจกรรมปั่นปัดดอกทุเรียนร่วมกับกลุ่มแกนนำเกษตรกร การสร้างจุดชมวิวสวนทุเรียนริมเลลุงอี๊ด และการเยี่ยมชมแปลงตามระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่ากรมส่งเสริมการเกษตรได้เน้นย้ำเรื่องทุเรียนอ่อนมาตลอด มีการดึงเกษตรกรมาร่วมเป็นเครือข่าย สร้างจิตสำนึกไม่ตัดทุเรียนอ่อน ตลอดจนสร้างการรับรู้การทำสวนทุเรียนที่ออกก่อนที่อื่น ๆ ให้นักท่องเที่ยวหรือผู้สนใจได้เห็นวิถีชีวิตของชาวสวนทุเรียนที่ดูแลเอาใจใส่ให้ทุเรียน เป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบสามารถขยายผลสร้างทุเรียนตราดให้มีคุณภาพมาตรฐานสากลที่ต่างประเทศยอมรับตามสโลแกน “ทุเรียนออกก่อน คุณภาพดี ต้องที่จังหวัดตราด”

ทั้งนี้ ความนิยมบริโภคทุเรียนทั้งในและต่างประเทศทำให้เกษตรกรหันมาปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับที่จังหวัดตราด มีการคาดการณ์ผลผลิตปีนี้อยู่ที่ประมาณ 90,000 ตัน และขณะนี้เป็นช่วงที่ทุเรียนกำลังเริ่มให้ผลิตออกสู่ตลาด โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลห้วงน้ำขาว ตำบลอ่าวใหญ่ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ซึ่งทุเรียนที่นี่มีลักษณะเด่นและเป็นอัตลักษณ์ประจำถิ่น ผลผลิตทุเรียนออกก่อนทุกปี ด้วยสภาพภูมิศาสตร์เป็นแหลมยื่นสู่ทะเล ทำให้แต่ละปีที่ผ่านมา มีพ่อค้าและล้งต่าง ๆ เข้ามาวางแผนเพื่อซื้อผลผลิตทุเรียนเป็นจำนวนมาก โดยในช่วงที่ผ่านมาสำนักงานเกษตรจังหวัดตราดได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ จนเป็นที่มาของการรณรงค์ เพื่อให้เกษตรกรผู้ผลิตทุเรียน ผู้ประกอบการส่งออก และมือตัดทุเรียนได้รับทราบและตระหนักถึงความสำคัญของการผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อจำหน่าย

อนึ่ง ถนนสายทุเรียนตราดเป็นความพยายามของเกษตรกรในชุมชนที่ต้องการสร้างให้เกิดขึ้น โดยประสานความร่วมมือระหว่างจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดตราดและแขวงทางหลวงชนบทตราดได้ขับเคลื่อนจนสำเร็จเป็นรูปธรรม และจะสำเร็จในทางเศรษฐกิจท่องเที่ยวที่จะส่งผลไปยังเกษตรกรมากน้อยแค่ไหนก็ต้องหวังนักท่องเที่ยวคนไทยไปเที่ยวกันเยอะๆ

เมื่อกลางปีและปลายปี 2564 “เกษตรก้าวไกล” ได้พบกับ คุณชยุทกฤติ นนทแก้ว เกษตรจังหวัดตราด บอกถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างทุเรียนคุณภาพของจังหวัดตราดให้ได้คุณภาพเป็นที่ปรากฏ เพราะทุเรียนตราดจะออกก่อนใคร คราวนั้นได้พาไปตามหาดินPH6 ที่สวนทุเรียน นายเรือง ศรีนาราง ประธานส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ทุเรียนท่ากุ่ม-เนินทราย ทั้งหลายทั้งหมดเพื่อต้องการให้พี่น้องเกษตรกรตื่นตัวเรื่องการปรับปรุงบำรุงดินอันนำมาซึ่งการผลิตทุเรียนคุณภาพและลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต

รวมไปถึงการประสานความร่วมมือกับ กรมวิชาการเกษตร และกรมพัฒนาที่ดิน ในพื้นที่ ซึ่งเกษตรก้าวไกลได้ถ่ายทำมาเป็นคลิปในบางส่วน (คลิปที่ 1 ตามหาดินPH6 https://youtu.be/A_L2AsVPWvw – คลิปที่ 2 การเก็บตัวอย่างดิน https://youtu.be/4bPvi07dubo)

อีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องการตลาด เกษตรจังหวัดตราดบอกว่าจะจะต้องทำให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวถึงสวนเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตแทนที่จะขายล้งเพียงอย่างเดียว และในที่สุด ถนนสายทุเรียนก็เกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่งได้เข้าไปพบ นายภิญโญ ประกอบผล ผู้ว่าราชการจังหวัดตราดในขณะนั้น

“หลังจากได้เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดตราดก็คิดหากลยุทธ์ต่างๆ วันหนึ่งนั่งคุยกันมาในรถกับผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบท จะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวมากินทุเรียนและผลไม้ที่จังหวัดตราด ก็พบว่าถนนทางหลวงชนบท ตร. 4008 หมู่ที่ 1 ตำบลอ่าวใหญ่ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ระยะทาง 6 กิโลเมตร ที่ตัดผ่านสวนทุเรียนจากบ้านแหลมศอกไปท่าเรือแหลมศอก-เกาะกูด ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมและมีศักยภาพ ทำอย่างไรจึงจะให้กลายเป็นเส้นทางผลไม้ แหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้เรื่องสวนทุเรียนคุณภาพ เพราะเป็นถนนที่มีสวนทุเรียนหลายสวน ก็คิดว่าจะทำเป็นถนนทุเรียนได้หรือไม่ และในขณะที่นั่งรถได้ฟังเพลง Take Me Home Country Roads ของ John Denvers ไอเดียเรื่อง Durian Road จึงเกิดขึ้น..”

คลิปต่อไปนี้เป็นเบื้องหลังการเกิดขึ้นของ ถนนทุเรียนตราด Durian Road @ Trat ผู้สนใจสามารถรับชมไปพร้อมๆกัน และอย่าลืมฤดูกาลทุเรียนและผลไม้ที่จะถึงนี้เราจะไปพบกับที่ถนนสายนี้ ซึ่งล่าสุดนี้เมื่อวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ 2565 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องเกษตรกรจังหวัดตราด เพื่อมาเตรียมความพร้อมที่จะเปิดถนนทุเรียนตราดอย่างเป็นทางการในฤดูกาลผลไม้ที่จะมาถึง ตามกำหนดนั้นจะเปิดชิมทุเรียนลูกแรกของโลกในวันที่ 1 เมษายน 2565 เหตุที่เป็นทุเรียนลูกแรกของโลพ เพราะจังหวัดตราดทุเรียนตามฤดูกาลจะออกก่อนจังหวัดอื่นๆและส่วนหนึ่งเกษตรกรมีภูมิปัญญาเฉพาะที่ทำให้ทุเรียนออกก่อนพื้นที่อื่นๆ ซึ่งรายละเอียดสามารถชมเพิ่มเติมได้จากคลิปข้างต้นนี้ หรือคลิกชมได้ที่ https://youtu.be/pdmnliLe5eQ

บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เดินหน้าขยาย “ฟาร์มสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่ โดยผู้แทนจำหน่ายสยามคูโบต้า” เปิดแห่งแรกใน จ.มหาสารคาม ภายใต้ชื่อ ณ นา ฟาร์ม สนับสนุนผู้แทนจำหน่าย คูโบต้า มหาสารคาม ยก “คูโบต้า ฟาร์ม” ต้นแบบ มาเนรมิตเป็นฟาร์มสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่ในระดับจังหวัด เพื่อนำองค์ความรู้ และโซลูชั่น พร้อมเทคโนโลยีการเกษตร สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตลอดจนมีรายได้ที่ยั่งยืน ชูจุดเด่นด้วย 6โซน ตั้งเป้าขยายฟาร์มสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่ให้ครบ 40 แห่งทั่วประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า

นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า หลังจากสยามคูโบต้าได้เปิดคูโบต้า ฟาร์มอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนสิงหาคม 2563 เพื่อเป็น Innovative Farming Experience Center ฟาร์มสร้างประสบการณ์การเกษตรสมัยใหม่ของคูโบต้าในภูมิภาคอาเซียน ที่ออกแบบภายใต้แนวคิด End to End Solutions จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยนำเอาองค์ความรู้ KUBOTA (Agri) Solutions หรือนวัตกรรมเกษตรครบวงจร เอกลักษณ์เฉพาะของคูโบต้ามาประยุกต์ใช้จริง ให้เกษตรกร หรือผู้สนใจ ได้เรียนรู้ ศึกษาวิถีการทำเกษตรที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่ง “คูโบต้า ฟาร์ม” ได้รับการตอบรับอย่างดีทั้งจากเกษตรกรทั่วประเทศไทย องค์กรภาครัฐ และ เอกชน ที่เข้ามาชมคูโบต้าฟาร์มแล้วกว่า 17,500 คน

“สยามคูโบต้า ได้เล็งเห็นว่าเรามีเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายสยามคูโบต้าครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพในการร่วมกันขับเคลื่อนและขยายผลแนวคิดการทำเกษตรสมัยใหม่ จึงได้ริเริ่ม “โครงการฟาร์มสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่ โดยผู้แทนจำหน่ายสยามคูโบต้า” โดยส่งเสริมให้ผู้แทนจำหน่ายสยามคูโบต้าเข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งผู้แทนจำหน่ายจะเป็นเจ้าของฟาร์มและดำเนินกิจกรรมธุรกิจฟาร์มสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่ด้วยตนเอง โดยทางสยามคูโบต้าฯ จะเข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยง พร้อมทั้งสนับสนุนให้องค์ความรู้ โซลูชั่นและการใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรควบคู่ไปกับเทคโนโลยี IoT โดยวางแผนในอีก 5 ปีข้างหน้าจะขยายโครงการนี้อีกกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ”

“สำหรับ “ณ นา ฟาร์ม” เราได้มีการวิเคราะห์ในเรื่องปริมาณน้ำฝน สภาพดิน รายได้ของเกษตรกรส่วนใหญ่และข้อมูลเกี่ยวกับภาคเกษตรในจังหวัด วางแผนนำองค์ความรู้ โซลูชั่น และเทคโนโลยีการเกษตรที่มีมากกว่า 20 โซลูชั่น พร้อมทั้งการออกแบบฟาร์มตั้งแต่เรื่องต้นทุนน้ำ เพื่อมาประกอบพิจารณาว่าควรปลูกพืชอะไรได้บ้างในแต่ละช่วงของปี เพื่อทำให้เกษตรกรสามารถสร้างรายได้เป็นรายสัปดาห์ รายเดือน รายไตรมาส รายปี ซึ่งทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงในการทำการเกษตรมากขึ้น” นางวราภรณ์ กล่าว

นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า “จังหวัดมหาสารคาม ให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคการเกษตรให้เกิดความเข้มแข็ง ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชากร และผลักดันเศรษฐกิจของจังหวัดให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยการก่อตั้งฟาร์มสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่แห่งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาจังหวัดสู่ “เกษตรกรรมยั่งยืน นำภูมิปัญญาสร้างคุณค่า พัฒนาการค้าการลงทุน สู่สังคมมีสุข ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ดี”

นอกจากนี้ นางสุนิษา พรรักษมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท คูโบต้ามหาสารคาม จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะร้านค้าผู้แทนจำหน่ายสยามคูโบต้าที่อยู่เคียงข้างพี่น้องเกษตรกรชาวมหาสารคาม เรามีเจตนารมณ์ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยคาดหวังในการสร้าง ณ นา ฟาร์ม เพื่อเป็น Smart Farm ต้นแบบที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ให้สามารถปลูกพืชได้หลากหลาย ช่วยลดต้นทุนการเพาะปลูก รวมทั้งลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบต่อผลผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น อีกทั้งหวังสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากขึ้น ตลอดจนส่งเสริมการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรต่างๆ ของเกษตรกรในจังหวัดมหาสารคามให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น”

ณ นา ฟาร์ม (NANA FARM) ถือเป็นฟาร์มสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่ที่แรกในโครงการฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจด้านการทำการเกษตร ได้เรียนรู้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ โคกหนองนาโมเดล ตามรูปแบบของ “คูโบต้า ฟาร์ม” แบ่งออกเป็น 6 โซนสร้างประสบการณ์ ประกอบด้วย 1.โซนแกลอรี่น้ำ : ให้ความรู้เกี่ยวกับระบบน้ำ ภายในฟาร์ม ได้แก่ การคำนวณต้นทุนน้ำ การบริหารจัดการน้ำผิวดิน การใช้นวัตกรรม Cement Fabric การให้น้ำพืชแบบอัจฉริยะด้วยโทรศัพท์มือถือ

การใช้ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดอากาศ การขุดสระน้ำเพื่อการเกษตร 2.โซนมีนาแล้ว เมื่อไหร่จะมีใจ (เกษตรแม่นยำข้าวและพืชหลังนา) : เป็นโซนปลูกข้าว กข43 เพื่อนำเสนอพันธุ์ข้าวที่ดีต่อสุขภาพ และข้าวหอมใบเตย 3.โซนเกษตรทฤษฎีใหม่ : เป็นการปลูกพืชผสมผสาน ทั้งพื้นผักสวนครัวตามรั้ว ผลไม้ยืนต้นและพืชสมุนไพรแซม การใช้เครื่องจักรกลการเกษตรในการใส่ปุ๋ยและกำจัดวัชพืช 4.โซนแกลอรี่ดิน : เป็นอาคารที่ให้ความรู้เกี่ยวกับดินชนิดต่างๆ การปรับปรุงคุณภาพดินเค็ม การเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้กับดินทรายด้วยการปลูกปอเทือง

การไถกลบตอซังและใช้เป็นพื้นที่รองรับการจัดงานสัมมนา 5. โซนเกษตรรายได้สูง : มีโรงเรือนที่เป็นระบบอัจฉริยะ การปลูกพืช ผัก ผลไม้ ที่มีราคาสูง 6. โซน ผักก่อนไหม ถ้าใจเหนื่อยล้า (พืชสลัด พริก และมะเขือ) : เป็นโซนปลูกผักชนิดต่างๆ โดยการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ของคูโบต้า ด้วยการนำนวัตกรรมเครื่องยกร่องผัก และเครื่องปลูกผักที่มาช่วยลดต้นทุนแรงงาน อีกทั้งมีอาคารนิทรรศการและร้านอาหาร เป็นพื้นที่จำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ของ ณ นา ฟาร์มและจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม

ณ นา ฟาร์ม ตั้งอยู่ที่ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม สำหรับการเข้าเยี่ยมชม จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ แบบรายบุคคล สามารถ Walk in เข้ามาเยี่ยมชม ใช้บริการร้านอาหาร รวมถึงอุดหนุนผลิตภัณฑ์ของชุมชนเกษตรกรได้ทุกวัน และแบบหมู่คณะ เช่น กลุ่มเกษตรกร กลุ่มราชการ กลุ่มนักศึกษา สามารถเข้าเยี่ยมชมโดยมีวิทยากรร่วมบรรยายได้สัปดาห์ละ 2 วัน ได้แก่วันอังคารและวันพฤหัสบดี โดยสามารถติดต่อได้ทางช่องทาง Facebook Nana Farm (ณ นา ฟาร์ม) และ Official line : @nanafarm

วันที่ 28กุมภาพันธ์ 2565 ถือเป็นฤกษ์งามยามดี บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เดินหน้าขยาย “ฟาร์มสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่ โดยผู้แทนจำหน่ายสยามคูโบต้าจังหวัดมหาสารคาม ได้ดำเนินการเปิดขึ้น ภายใต้ชื่อ “ณ นา ฟาร์ม” โดย นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานในพิธี และแขกผู้มีเกียรติจากภาคส่วนราชการในจังหวัด ตลอดจนกำนันผู้ใหญ่บ้าน และพี่น้องเกษตรกรมาร่วมงานคับคั่ง

แนวคิดของ ณ นา ฟาร์ม ได้ยก “คูโบต้า ฟาร์ม” ต้นแบบ มาเนรมิตเป็นฟาร์มสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่ในระดับจังหวัด เพื่อนำองค์ความรู้ และโซลูชั่น พร้อมเทคโนโลยีการเกษตร สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตลอดจนมีรายได้ที่ยั่งยืน ชูจุดเด่นด้วย 6โซน ตั้งเป้าขยายฟาร์มสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่ให้ครบ 40 แห่งทั่วประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า ตามที่ เกษตรก้าวไกล ได้นำเสนอข่าวไปแล้ว

ในระหว่างพิธีเปิด ณ นาฟาร์ม นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ได้กล่าวตอนหนึ่งที่น่าสนใจก่อนที่จะลงจากเวทีไปเดินชม ณ นาฟาร์ม ดังนี้

“โครงการ ณ นาฟาร์ม เป็นมิติใหม่ ของพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเรามีพื้นที่ 3.3 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 2.8 ล้านไร่ นั่นหมายความว่าพื้นที่ของเราประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ เป็นพื้นที่ทําการเกษตร คนส่วนใหญ่ของจังหวัดมหาสารคามประกอบอาชีพเกษตรกรรม ชีวิตความเป็นอยู่สภาพเศรษฐกิจสังคม รวมไปถึงมิติต่างๆก็จะต้องเกิดจากรายได้ภาคการเกษตร ที่ผ่านมาก็ต้องเรียนว่าเกษตรกรชาวจังหวัดมหาสารคาม โดยส่วนใหญ่ก็ยังประกอบอาชีพเกษตรแบบเดิม เป็นพืชหวังพึ่งน้ำฝนยังรอธรรมชาติ

ซึ่งก็ไม่สามารถที่จะคาดหวังหรือกำหนดเป้าหมายผลผลิตที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพเรื่องปริมาณและที่สำคัญเรื่องการตลาด อันนี้ถือว่าเป็นปัญหาหลักของเกษตรกรในพื้นที่ ปัจจุบันในเรื่องของเทคโนโลยีนวัตกรรมถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องมาประยุกต์ใช้กับการประกอบอาชีพภาคการเกษตรเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีขึ้นมีคุณภาพที่ดีขึ้น ซึ่งขณะนี้เองก็ต้องเรียนว่า องค์ความรู้ต่างๆ ซึ่งได้ลองใช้ดูก็ทำให้เริ่มเห็นภาพความชัดเจนของคุณภาพผลผลิต ซึ่งจะส่งผลกับในเรื่องของการสร้างอาชีพสร้างรายได้ของพี่น้องเกษตรกร

วันนี้คูโบต้าจังหวัดมหาสารคามก็ได้ทำแปลงตัวอย่าง ถือว่าเป็นโมเดลต้นแบบของจังหวัดมหาสารคาม รวมไปถึงพื้นที่ข้างเคียง ซึ่งก็เชื่อมั่นว่าทุกๆท่านสามารถที่จะนำองค์ความรู้นำเทคโนโลยีนวัตกรรมต่างๆไปประยุกต์ใช้กับการประกอบอาชีพ ความเสี่ยงในเรื่องของผลผลิตความเสี่ยงในเรื่องของราคาต่างๆก็จะลดน้อยลง นั่นหมายความว่ามันจะเป็นโอกาสในการที่จะทำให้ท่านมีอาชีพที่มั่นคงมีรายได้ที่มั่นคงและเพิ่มขึ้นเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้นชีวิตความเป็นอยู่ก็จะดีขึ้นปัญหาในเรื่องเศรษฐกิจสังคม รวมไปถึงปัญหาต่างๆก็จะลดน้อยลง..”

ในช่วงของการเดินเยี่ยมชม ณ นาฟาร์ม นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ได้ให้ความสนใจในทุกโซน ดังภาพส่วนหนึ่งที่นำมาให้ชมประกอบข่าวนี้

ณ นา ฟาร์ม ตั้งอยู่ที่ อำเภอโกสุมพิสัย SaGame จังหวัดมหาสารคาม สำหรับการเข้าเยี่ยมชม จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ แบบรายบุคคล สามารถ Walk in เข้ามาเยี่ยมชม ใช้บริการร้านอาหาร รวมถึงอุดหนุนผลิตภัณฑ์ของชุมชนเกษตรกรได้ทุกวัน และแบบหมู่คณะ เช่น กลุ่มเกษตรกร กลุ่มราชการ กลุ่มนักศึกษา สามารถเข้าเยี่ยมชมโดยมีวิทยากรร่วมบรรยายได้สัปดาห์ละ 2 วัน ได้แก่วันอังคารและวันพฤหัสบดี โดยสามารถติดต่อได้ทางช่องทาง Facebook Nana Farm (ณ นา ฟาร์ม) และ Official line : @nanafarm