วิถีแห่งความเป็นชุมชนของคนป่าเหมี้ยงนั้น บอกได้เลยว่าหากมา

เพราะด้วยความน่ารักเป็นกันเอง อีกทั้งยังมีความงดงามโดยรอบของธรรมชาติ ที่สามารถสัมผัสได้ในมุมต่างๆ และที่สำคัญคือ วิถีความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายและงดงามของความเป็นเมืองเหนือ

ในวันนี้ชุมชนบ้านป่าเหมี้ยงพร้อมให้บริการ จะมาวันเดียวกลับหรือมาค้างคืนได้ทุกรูปแบบ…

โดยผู้ที่สนใจค้างคืน จะมีโฮมสเตย์ให้บริการอย่างมากมาย เสธพล หรือ ร้อยตรีชุมพล เสนาวัต ประธานกลุ่มวิสาหกิจโฮมสเตย์ชุมชนบ้านป่าเหมี้ยง บอกว่าการที่ธ.ก.ส.ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนได้ทำให้การดำเนินการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์มีความก้าวหน้าโดยตลอด ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่มที่พร้อมให้บริการแก่นักท่องเที่ยวจำนวน 15 โฮมสเตย์ ซึ่งเน้นการบริการแบบมาตรฐานที่จะสร้างความประทับใจในทุกด้าน ไม่ว่าที่พักดี ห้องน้ำสะอาด บริการดี อาหารการกินต่างๆ อร่อย โดยราคาอยู่ที่ 300 บาท/คืน/คน ไม่รวมอาหาร หรือ 450 บาท/คืน/คน รวมอาหาร 2 มื้อ ในช่วงเช้า เย็น เป็นอาหารพื้นบ้าน ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ โทร. 08-1883-3116

การได้มาพักที่โฮมสเตย์ของคนบ้านป่าเหมี้ยงจะทำให้ทุกคนรู้ซึ้งกับคำพูดที่ว่า ที่พักหลักร้อย วิวหลักล้าน เป็นอย่างไร.. สำหรับกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจนั้นมีมากมาย นอกจาการเที่ยวชมวิถีชีวิตผู้คนในหมู่บ้านที่จะมีจุดเช็คอินมากมาย เช่น ที่สะพานรักดอกเสี้ยวที่ทอดผ่านสายน้ำใสและต้นดอกเสี้ยวใหญ่ มีความยาวร่วม 40 เมตร ถือเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม อีกทั้งที่ Street Art ถนนหลักกลางหมู่บ้าน ที่วาดภาพบอกกล่าวเรื่องราวของบ้านป่าเหมี้ยง หรือจะเลือกซื้อสินค้าผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน รวมถึงการเดินเที่ยวชมป่าเมี่ยง การเก็บใบเมี่ยงเพื่อนำไปทำเมี่ยง และสวนกาแฟอาราบิก้า รวมไปถึงการร่วมทำกิจกรรมการทำหมอนใบชาเพื่อสุขภาพ ฯลฯ

แต่ถ้าจะให้เหมาะและสนุกมากขึ้น เทศกาลสำคัญและยิ่งใหญ่ของชุมชนบ้านป่าเหมี้ยงที่จัดขึ้นทุกปี เป็นอีกช่วงที่น่าสนใจ โดยในทุกปีประมาณเดือนมีนาคม จะมีการจัดงานเทศกาลดอกเสี้ยวบานขึ้น อันเป็นช่วงที่ทุกคนสามารถมาชื่นชมกับดอกไม้ป่าพื้นเมืองขึ้นชื่อ ที่เรียกว่า ดอกเสี้ยว ที่มีลักษณะดอกจะมีสีขาว 5 กลีบ มีแต้มสีชมพูที่กลีบใหญ่ บานสะพรั่งทั่วทั้งหมู่บ้าน

บอกได้เลย ห้ามพลาด..เพราะมาที่บ้านป่าเหมี้ยง นอน 1 คืน อายุจะยืนถึง 3 ปี

แหล่งผลิตเหมี้ยงใหญ่สุด ที่ต้องไปลิ้มรส
“คำว่าเหมี้ยง หรือ บางที่ก็เขียนว่า เมี่ยง นั้น เป็นชื่อของต้นใบชาพันธุ์อัสสัม ที่นี่คือ แหล่งผลิตเหมี้ยงที่ใหญ่ที่สุด และอร่อยที่สุด มีการปลูกการผลิตเป็นอาชีพกันมาหลายชั่วอายุคน” ลุงประสิทธิ์กล่าว

เหมี้ยงหรือเมี่ยง เป็นของว่างหลังอาหารของชาวล้านนา นับตั้งแต่อดีตผู้คนทางภาคเหนือในเขตล้านนาจะ “อมเหมี้ยง” เพื่อล้างปาก และลดความเผ็ดและเค็มที่ค้างในปาก เพื่อสร้างบรรยากาศในการคุยกันระหว่างคนในครอบครัวช่วงหลังอาหาร

การทำเมี่ยงจะเลือกเก็บใบที่มีแก่ความสม่ำเสมอ ไม่เก็บยอดอ่อนเหมือนการทำชา เก็บใบที่ไม่อ่อนมาก เมื่อเก็บได้เต็มกำมือจะใช้ตอกมัดรวมไว้เรียกว่า 1 กำ นำเมี่ยงที่เก็บได้มานึ่งในไหเมี่ยงทำจากไม้มะเดื่อหรือไม้เนื้อแข็ง นึ่งให้สุก ใบจะเป็นสีเหลือง นำมาวางเรียงบนเสื่อผิวไม้ไผ่ พอเย็นนำไปเรียงในเข่ง กันไม่ให้อากาศเข้าประมาณ 2–3 วัน แล้วนำไปหมักต่ออีก 1–3 เดือน เมี่ยงจะมีรสเปรี้ยว

ขั้นตอนต่อมาจะนำใบเมี่ยงหมักมาจัดเรียงและคัดก้านแข็งออก จัดเรียงลงก๋วยเมี่ยงในบางท้องที่นำใบเมี่ยงที่นึ่งสุกแล้วนำไปหมักไว้ 2–3 คืน จากนั้นใส่โอ่งดองไว้ 15–30 วัน การดองในโอ่งจะวางใบเมี่ยงเป็นชั้น ๆ ใส่เกลือ ราดน้ำ กดใบเมี่ยงลง แล้วเรียงชั้นต่อไปเรื่อย ๆ ให้เต็ม พอทิ้งไว้ 3–4 วันจะยุบลง จึงใส่ใบเมี่ยงเติมลงไป เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศเข้า มิฉะนั้นเมี่ยงจะมีกลิ่นเหม็น

เมี่ยงที่ได้จากการดองนี้เรียกว่าเมี่ยงส้ม นิยมนำไปกินกับเกลือเม็ด ขิง มะขามเปียก กระเทียมดอง หรือกินกับไส้หวานที่ทำจากมะพร้าวคั่ว น้ำตาลทราย เกลือ ถั่วลิสงคั่ว

นอกจากนี้ ยังมีเมี่ยงรสฝาด เรียกเมี่ยงฝาด และเมี่ยงที่มีรสเปรี้ยวและฝาด เรียกเมี่ยงส้มฝาดทางภาคเหนือของไทย เช่น ที่จังหวัดลำปาง จะทำยำใบเมี่ยงทั้งจากใบเมี่ยงสดและใบเมี่ยงหมัก และนำไปผสมในไส้อั่วด้วย

“อยากกินแบบที่เป็นของดั้งเดิม และอร่อยที่สุด ต้องมาที่บ้านป่าเหมี้ยง รับรองติดใจทุกคน” ลุงประสิทธิ์กล่าวเชิญชวน

กาแฟอาราบิก้า อร่อยไม่แพ้ใครในโลก
ในวันนี้นอกจากเมี่ยงที่เป็นสินค้าขึ้นชื่อแล้ว กาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่กำลังมาแรงของบ้านป่าเหมี้ยง โดย คมสันต์ จันทร์งาม เจ้าของธุรกิจกาแฟคั่วบ้านป่าเหมี้ยง ภายใต้แบรด์ ซานคอฟฟี่ (ZHUN COFFEE) บอกว่า ขณะนี้ในหมู่บ้านป่าเหมี้ยงได้มีการปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้าเพิ่มขึ้น และได้รวมกลุ่มจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปกาแฟบ้านป่าเหมี้ยง

“ด้วยพื้นที่ของบ้านป่าเหมี้ยงนั้นอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร อีกทั้งยังมีอากาศเย็นตลอดปี เหมาะสำหรับปลูกกาแฟอราบิก้า อีกทั้งการปลูกต้นกาแฟของเราจะเน้นความเป็นธรรมชาติ เป็นพืชใต้ร่มไม้ ที่ปลอดภัยจากสารเคมีต่างๆ อีกทั้งยังมีกระบวนการผลิตที่เน้นคุณภาพเป็นสำคัญตั้งแต่การปลูกไปจนถึงการแปรรูปจำหน่าย ทำให้สามารถสร้างผลิตภัณฑ์กาแฟที่มีคุณภาพ รสชาติเข้มข้น หอมละมุนที่ทานแล้วจะติดตราตรึงใจอร่อยไม่แพ้ใครในโลก” คมสันต์ กล่าว

ผลิตภัณฑ์กาแฟของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปกาแฟบ้านป่าเหมี้ยง มีวางจำหน่ายให้เลือกซื้อ ทั้งเมื่อเข้ามาท่องเที่ยวในหมู่บ้าน และการสั่งซื้อทางออนไลน์ ที่พร้อมส่งทั่วประเทศ หรือจะเข้ามานั่งรับประทานที่ร้านกาแฟสดในเขตหมู่บ้าน ซึ่งมีให้บริการหลายร้านท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเอง

บ้านป่าเหมี้ยง คือ สวรรค์บนดอย ที่วันไหนๆ ก็เที่ยวได้ พร้อมเสมอให้ทุกคนไปได้ไปเยือน ธ.ก.ส จับมือคูโบต้าและยันม่าร์ สร้างโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงเครื่องจักรสำหรับการทำการเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย สะดวก ประหยัด เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต พร้อมสนับสนุนสินเชื่อนวัตกรรมเครื่องจักรเครื่องยนต์ วงเงิน 15,000 ล้านบาท

วันนี้ (9 มกราคม 2563) ณ โถงชั้น 2 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานใหญ่ บางเขน กรุงเทพ ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการสินเชื่อนวัตกรรมเครื่องจักรเครื่องยนต์” ระหว่าง นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กับ นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด – นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามคูโบต้า ลีสซิ่ง จำกัด และนายชินจิ สุเอนางะ ประธานบริหารบริษัท ยันม่าร์ เอส พี จำกัด – นายทาคาชิ โยชิดะ ประธานบริษัท ยันม่าร์ แคบปิตอล (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกร ประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการ มีโอกาสในการเลือกใช้เครื่องจักรเครื่องยนต์ทดแทนแรงงาน เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตทางการเกษตรสู่ความยั่งยืน โดยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตการเกษตร

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธ.ก.ส. มีนโยบายส่งเสริมการปฏิรูปภาคเกษตรไทยสู่ความยั่งยืนภายใต้หลัก ปรับ เปลี่ยน พัฒนา โดยเฉพาะการปรับการผลิต โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยยกระดับการทำเกษตรกรรมในทุกรูปแบบที่สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ธ.ก.ส. จึงได้ทำโครงการสินเชื่อนวัตกรรมเครื่องจักรเครื่องยนต์ โดยร่วมกับเครือบริษัทคูโบต้าและยันม่าร์ ในการสนับสนุนเกษตรกรให้มาเลือกใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Agri-Tech) แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร และการทำการผลิตให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่

หรือการปลูกพืชตามแผนที่เกษตร (Agri-Map) เพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกในพื้นที่ที่เหมาะสม รวมทั้งเปลี่ยนการผลิตการเกษตรให้ตรงกับความต้องการของตลาด สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร (Value Added) ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคการเกษตรให้มีความยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเป็นเกษตรกรลูกค้า หรือผู้ที่มีความสนใจ โดยสามารถขอรับการสนับสนุนสินเชื่อตามโครงการดังกล่าว นำไปเป็นเงินทุนจัดซื้อเครื่องจักรเครื่องยนต์ ในภาคเกษตรกรรม ตลอดจนเป็นค่าอุปกรณ์ ค่าบำรุงซ่อมแซม และการจัดหาอุปกรณ์พ่วงหรือเสริมให้เครื่องจักรนั้นสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ วงเงินสินเชื่อรวม 15,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย MRR-1 (ปัจจุบัน MRR เท่ากับร้อยละ 6.875 ต่อปี) ระยะเวลาโครงการตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2566

นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ได้สนับสนุนการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของคนในชุมชนภายใต้โครงการสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเพียง ร้อยละ 0.01 ต่อปี สำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์การเกษตรที่สนใจการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเครื่องจักรกลการเกษตรทั้งนี้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขต้องเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า โครงการนี้เกิดจากเจตนารมย์ร่วมกันของ ธ.ก.ส. และสยามคูโบต้า ที่เล็งเห็นความสำคัญในการสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถเป็นเจ้าของนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรได้ง่ายขึ้น ด้วยเงื่อนไขการให้สินเชื่อที่เหมาะสมกับรายได้ของเกษตรกร เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต บริษัทฯ มุ่งมั่นพัฒนาสินค้าที่ตอบสนองต่อยุคนวัตกรรมการเกษตรมากขึ้น ด้วยระบบนวัตกรรมอัจฉริยะ KUBOTA Intelligence System (KIS) ที่ช่วยให้บริหารจัดการเครื่องจักรกลได้ง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น รวมถึงจัดตั้ง คูโบต้า ฟาร์ม เพื่อเป็นฟาร์มสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่ของอาเซียน มุ่งหวังให้เกษตรกรได้เข้าถึงทุกนวัตกรรมเกษตรที่ใช้ได้จริง ทั้งนี้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้น

นายชินจิ สุเอนางะ ประธานบริหารบริษัท ยันม่าร์ เอส พี จำกัด กล่าวว่า ด้วยการสนับสนุนด้านสินเชื่อจาก ธ.ก.ส. ยันม่าร์เชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยพี่น้องเกษตรกรได้มีโอกาสเข้าถึงเครื่องจักรกลการเกษตรมากขึ้น และมั่นใจว่าการนำเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต ประกอบกับความล้ำสมัยด้านเทคโนโลยีของแทรกเตอร์ยันม่าร์ในปัจจุบันที่พัฒนามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบติดตามการทำงานผ่านดาวเทียมหรือ SA-R (Smart Assist) ที่จะช่วยจัดการ การทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยันม่าร์มีความยินดีที่และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือด้านอื่น ๆ กับทาง ธ.ก.ส. เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนให้เกษตรกรไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน อันเป็นวิสัยทัศน์ความมุ่งมั่นของยันม่าร์ทั่วโลกเช่นกัน

โครงการเกษตรคือประเทศไทย ได้ดำเนินการมา 2 ปีแล้ว ปีแรกนั้น(2561)เราออกเดินทางภายใต้แนวคิดที่ว่า “เกษตรกรอยู่ที่ไหน เราอยู่ที่นั่น” และปีที่ 2 (2562) เราออกเดินทาง ภายใต้แนวคิด “ตามหายอดมนุษย์เกษตรกรไทย” (Thailand Super Farmer-TSF) และก็มาถึงปีที่ 3 ปี 2563 หรือ 2020 ที่มักเรียกกันเป็นพิเศษในปีนี้…เราจะมีแนวคิดอันใด มีโครงการอะไร…เป็นคำถามที่หลายคนมักถามไถ่เมื่อพบเจอกัน

จากประสบการณ์ของเรา 2 ปีที่ได้ลงพื้นที่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ทำให้เราได้พบเห็นความเป็นไปของอาชีพเกษตรกรรมที่พี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงอยู่ด้วยความยากลำบาก แต่ก็ในความยากลำบากก็พบว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่บ่งบอกว่าอาชีพเกษตรกรรมเป็นทางเลือกทางรอดของประเทศไทย

เกษตรกรเริ่มตื่นตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น มีทัศนคติต่ออาชีพเกษตรกรรมที่เป็นบวก จากแต่เดิมมีความเชื่อว่าทำเกษตรมีแต่ยากจน แต่เดี่ยวนี้ทำเกษตรคืออาชีพอิสระ คือการเป็นผู้ประกอบการในชุมชน ยิ่งโลกยุคใหม่กำลังตื่นตัวในเรื่องสิ่งแวดล้อม ยิ่งทำให้ชนบทกลายเป็นความทันสมัย มีทายาทเกษตรกรจำนวนมากที่กำลังเดินทางไปพัฒนาอาชีพของพ่อแม่เป็นการสืบสานต่อยอดที่น่าติดตามมากๆ

ทางรอดเกษตรกรรมในมุมมองของเรานั้นก็คงเหมือนกับทุกท่านที่ว่าเกษตรกรรมจะต้องใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเท่านั้นจึงจะรอดได้ นั่นหมายถึงต้องสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ลำพังเพียงขายผลผลิตแบบเดิมๆหรือผลิตแบบเดิมๆคงไม่มีโอกาสที่จะแข่งขันกับเขาได้และไม่สามารถทำเงินได้มากพอที่จะสร้างความยั่งยืนได้

“เราจะต้องขายข้าว ขายยางกี่โล จึงจะซื้อโทรศัพท์มือถือดีๆได้สักเครื่องหนึ่ง…” เป็นคำพูดของ ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง https://youtu.be/MT8mH0jyqgI ซึ่งทำให้เห็นภาพชัดเจนมากว่ามูลค่าสินค้าเกษตรของเราไม่มีทางที่จะได้ดุลการค้ากับประเทศที่เขาผลิตเทคโนโลยีมาขายเรา ถ้ายังทำการเกษตรแบบเดิมๆ และไม่คิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นของเราเอง

ปัจจุบันเราอยู่ในยุค Disrubtion เทคโนโลยีได้ทำลายล้างให้ทุกคนได้เริ่มต้นพร้อมกันอีกครั้งหนึ่ง “เหมือนตายแล้วเกิดใหม่” จึงนับเป็นโอกาสของเกษตรกรรายย่อยที่จะมีโอกาสเข้าถึงตลาดมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องเติมนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้าไปในระบบการเกษตร ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต สร้างมูลค่ากิจกรรมทางการเกษตรให้มากขึ้น ถ้าเกษตรกรของเรานำเครื่องมือที่มีอยู่มาใช้ให้เต็มประสิทธิภาพเราเชื่อว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงอาชีพเกษตรกรรม เป็นโอกาสเดียวที่จะได้ตายแล้วเกิดใหม่ให้ดีกว่าเดิม…(เราจะต้องตายแล้วเกิดใหม่อีกสักกี่ครั้งจึงจะร่ำรวยได้ โอกาสของเรามาถึงแล้ว)

เมื่อมองไปรอบตัวก็พบว่าองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้มีการพูดถึงการเกษตรสมัยใหม่กันมาก ได้มีการคิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีกันก็มาก แต่จะมีเกษตรกรสักกี่คนที่จะเข้าถึงและนำมาใช้กับกิจกรรมทางการเกษตรของตนเองได้

บทสรุปของเราคือ ทิศทางการนำเสนอข่าวสารจะต้องมีนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทั้งในส่วนตัวของเราที่คิดว่าจะต้องออกแรงให้หนักขึ้น และในส่วนที่จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรที่จะต้องเน้นความรู้เรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีให้มากขึ้น ข่าวสารประเภทนี้อาจจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหรือไม่ชวนติดตามเหมือนข่าวเกษตรทั่วไป แต่เราเชื่อว่านี้คือทางรอดของเกษตรกรรมไทย

โครงการ Mission Farmer 2020 จึงเกิดขึ้น ในฐานะสื่อมวลชนเกษตรเราจะทำภารกิจให้เต็มความสามารถ ภารกิจที่ว่าคือ ติดอาวุธความรู้ให้เกษตรกรไทย (ในปีนี้เราจะแอชแท็ก #ForFarmer #ติดอาวุธให้เกษตรกรไทย) ด้วยการนำเสนอข่าวสารความรู้ “นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อเกษตรกร” (Innovation & Technology for Farmer) (ความรู้ทุกอย่างเพื่อเกษตรกร For Farmer) แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่าลำพังเพียงตัวเราก็ไม่สามารถทำได้ ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้เกี่ยวข้องที่มีแนวความคิดไปในทิศทางเดียวกัน เราจึงหวังว่าจะโชคดีที่จะได้พบกับพันธมิตรของเราและเดินไปด้วยกัน

สำหรับรายละเอียดโครงการ Mission Farmer 2020 จะขอนำมาบอกกล่าวเพิ่มเติมในเร็ววัน…อย่าลืมติดตามกันนะครับ ‘ประภัตร’ ลงพื้นที่สงขลา เดินหน้าทำความเข้าใจโครงการเกษตรสร้างชาติ ปลื้มสถาบันการศึกษาขานรับ ขับเคลื่อนโครงการสนับสนุนอาชีพเลี้ยงโคเนื้อ-แพะ ลดพื้นที่ปลูกยางภาคใต้

วันที่ 20 ธันวาคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯเดินทางตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสถานีปฏิบัติการสัตวศาสตร์ นาทวี พร้อมด้วย นายชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และ หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยมี นายอำพล พงศ์สุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ผศ.นพ.สุนทร วงษ์ศิริ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้การต้อนรับ ณ หมู่ที่ 1 ต.คลองทราย อ.นาทวี จ.สงขลา

โดยนายประภัตรบอกว่าปัจจุบันราคายางในประเทศและในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงเป็นระยะ ตลอดจนราคาปาล์ม และการเกิดโรคในพืชทำให้เกษตรกรเกิดความเดือดร้อน มีรายได้ไม่เพียงพอ ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง (เกษตรสร้างชาติ) ภายใต้ความร่วมมือ ระหว่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ขึ้น ซึ่งในพื้นที่ จ.สงขลา มีความเหมาะสมในการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อและแพะ เพื่อเป็นอาชีพทางเลือกให้กับเกษตรกร ลดพื้นที่ปลูกยาง อีกทั้งราคาสินค้าปศุสัตว์ขณะนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น มีตลาดรองรับชัดเจน โดยโคเนื้อและแพะส่งออกไปยังประเทศมาเลเซียมากที่สุด ปีละประมาณ 1 แสนกว่าตัว ดังนั้น เรื่องตลาดจึงไม่น่าเป็นห่วง แต่สิ่งที่เกษตรกรขาดคือแหล่งเงินทุน ซึ่งโครงการฯ ดังกล่าว จะสามารถสร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรเพิ่มโอกาสทางอาชีพได้

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯโดย กรมปศุสัตว์ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมทั้งเครือข่ายสถาบัน เครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อและแพะเนื้อ จึงร่วมมือกันขับเคลื่อนโครงการฯ โดยผลิตโคและแพะต้นน้ำเพื่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงขุนจำหน่าย รวมทั้งผลิตแม่โคและฐาน โดยมี ธ.ก.ส. เป็นหน่วยงานสนับสนุนด้านการเงิน และมีเจ้าหน้ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และกรมปศุสัตว์ เป็นพี่เลี้ยงให้ความรู้ด้านวิชาการและติดตามการดำเนินงาน ถือเป็นการช่วยลดความเสี่ยงที่มีสถาบันการศึกษาเข้ามาร่วมโครงการฯ ด้วย จะทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง และมีการเติบโตอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นประโยชน์กับนักศึกษาเป็นการสอนวิธีทำธุรกิจ พร้อมทั้งได้เรียนรู้อาชีพปศุสัตว์ โดยรัฐบาลสนับสนุนแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร และพัฒนาพื้นที่ของสถานีปฏิบัติการสัตวศาสตร์ให้เป็นศูนย์กลางบริการอาหารสัตว์ (Feed Center) ผลิตอาหารสัตว์ได้วันละประมาณ 20 ตัน ตลอดจนเป็นคอกกักศูนย์กลางรับซื้อวัวจากเกษตรกรส่งออกไปยังต่างประเทศ

อย่างไรก็ตามในส่วน สถานีปฏิบัติการสัตวศาสตร์ นาทวี เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2533 มีพื้นที่ 344 ไร่ มีภารกิจหลักในด้านการผลิตโคนมเพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนการเรียนการสอนการฝึกปฏิบัติการของนักศึกษาภาควิชาสัตวศาสตร์และสถาบันอื่นๆ รวมทั้งเป็นแหล่งสนับสนุนงานวิจัยของคณาจารย์ และให้บริการวิชาการสู่ชุมชน ตลอดจนมีส่วนในการให้ความรู้ด้านการเลี้ยงโคนมแก่เกษตรกรและผู้สนใจ อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้การเลี้ยงโคพื้นเมือง ปัจจุบัน มีโครวมทั้งสิ้น 80 ตัว ปัญหาที่พบคือ หญ้าอาหารสัตว์มีไม่เพียงพอในช่วงหน้าแล้ง เกิดปัญหาสุขภาพสัตว์ตามมาทอ่อนแอโตช้าอัตราการตายสูงกว่าปกติ

จากนั้นตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยและพัฒนาสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก สถานีวิจัยคลองหอยโข่ง โดยเยี่ยมชมโรงเรือนแพะแบล็คเบงกอลและแพะชามีพระราชทาน พร้อมประชุมรับฟังบรรยายสรุปการดำเนินงานและมอบนโยบายด้านปศุสัตว์ ให้กับเจ้าหน้าที่ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก สถานีวิจัยคลองหอยโข่ง (คณะทรัพยากรธรรชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 170 ไร่ มีฝูงแพะพระราชทานจำนวน 56 ตัว และแพะของมหาวิทยาลัยฯ 450 ตัว รวมทั้งมีแปลงหญ้าพลิแคททูลั่ม เนเปียร์ และมะรุมพระราชทาน ซึ่งใช้เป็นสถานที่ในการสอน วิจัย ฝึกอบรม และสนับสนุนภารกิจของมูลนิธิชัยพัฒนา

งานฉลอง 130 ปี แห่งการก่อตั้งคูโบต้า กรุ๊ป ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2563 ณ Kyoto International Conference Center เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น มีการประชุมของตัวแทนจำหน่ายคูโบต้าทุกสาขาของประเทศญี่ปุ่น และตัวแทนจากคูโบต้า 120 ประเทศจากทั่วโลกมาร่วมงานแน่นขนัดห้องประชุมเลยทีเดียว

งานเริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่าย แต่ประทับใจผู้ร่วมงานยิ่งนัก ตั้งแต่โถงยาวที่เป็นทางเข้างาน มีการยิงภาพวิดีโอฉายไปที่ด้านข้างโถง บอกเล่าเรื่องราวประวัติคามเป็นมาความมาตั้งแต่ปีแรกที่ก่อตั้งมีผลิตภัณฑ์ตัวไหนบ้าง กระทั่งวิสัยทัศน์ 130 ปี ที่ว่า For Earth, For Life มุ่งสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการ ด้วยความรับผิดชอบทางสังคม หรือ CSR อันสอดคล้องกับแนวคิด Sustainable Development Goals หรือ SDG’s ของสหประชาชาติ และเมื่อเข้ามาด้านในห้องประชุมก็เริ่มต้นด้วยการบอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครแบบเรียบง่ายแต่ได้ใจผู้ชม แต่ละฉากแต่ละตอนกินใจและประทับใจมาก สื่อให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและแรงบันดาลใจของผู้ก่อตั้ง…

จุดเริ่มต้นของคูโบต้ามาจากชายหนุ่มที่ชื่อ “กอนชิโร คูโบตะ” ชีวิตวัยเด็กของเขายากจนมาก แม่ไม่มีเงินซื้อขนมหรือของเล่นให้เหมือนกับเด็กผู้ชายคนอื่น เขาจึงเสี่ยงโชคชะตาออกจากบ้านไปหางานทำที่เมืองอื่น และด้วยความขยันขันแข็ง แค่อายุเพียง 19 ปี เขาก็ได้ก่อตั้งโรงงานเหล็กหล่อ และในช่วงเมจิที่ 23 เกิดการระบาดของอหิวาตกโรค จึงต้องการระบบน้ำประปาที่ดี แต่มีการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก จึงมีแรงบันดาลใจให้ผลิตท่อเหล็กประปาขึ้นใช้เอง และท่อประปาที่ว่านี้ได้นำมาโชว์หน้าห้องประชุมด้วย เช่นเดียวกับเครื่องสูบน้ำเพื่อทำนา ซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากการที่เกษตรกรประสบปัญหาภัยแล้ง ต่อมาในปี 1947 จึงได้พัฒนามาเป็นรถไถนาเดินตาม เพื่อแก้ปัญหาเรื่องอาหารขาดแคลนในประเทศญี่ปุ่นและมองว่าทำการเกษตรจะใช้แรงงานคนอย่างเดียวคงไม่ทันกับความต้องการ

หลังจากละครและการนำเสนอวิสัยทัศน์ของคูโบต้าบนเวทีจบลงก็เรียกเสียงปรบมือจากผู้ร่วมงานเสียงกึกก้อง และต่อจากนั้น นายยูอิจิ คิตาโอะ ประธานและกรรมการบริหารบริษัท คูโบต้า คอร์ปอเรชั่น คนใหม่ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563 ก็ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “หนึ่งคูโบต้า” และ “เคียงข้างคุณ” ไปพร้อมกัน เราสามารถสร้างนวัตกรรมได้! ใจความว่า ผมเข้าใจถึงความรับผิดชอบที่ผมยอมรับและพร้อมที่จะเป็นผู้นำที่ดี และรักษาหลักการขององค์กรที่ได้รับการพิสูจน์แล้วของกลุ่มคูโบต้าและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เพื่อตระหนักถึงแบรนด์คูโบต้าระดับโลกที่แท้จริง (GMB)

หากปราศจากคำถามเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงที่ปั่นป่วน ด้วยความเคารพต่อธุรกิจของเรา ผมคาดการณ์ความท้าทายที่น่ากลัวในอนาคตในด้านอาหาร น้ำ และสิ่งแวดล้อมในอีกสิบปีข้างหน้า นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการเติบโตของธุรกิจของกลุ่มคูโบต้า เราจึงต้องใช้เทคโนโลยีใหม่และทรัพยากรที่มีความสามารถจากทั้งภายในบริษัทและภายนอกเพื่อ “ปรับเปลี่ยนจากการเป็นผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์อย่างเดียว ไปเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นแบบครบวงจร” ผู้ก่อตั้งของเรา “กอนชิโร คูโบตะ” (Gonshiro Kubota) กล่าวว่า “ผลิตภัณฑ์ของเราไม่ได้มีความหมายอะไรเลยหากพวกเขาไม่ได้มีประโยชน์ต่อความดีของสังคมไม่ว่าจะยอดเยี่ยมทางเทคนิคก็ตาม ดังนั้นเราจึงต้องใช้ความพยายามและหัวใจทั้งหมดของเราในการผลิตผลิตภัณฑ์ของเรา” ซึ่งสอดคล้องกับความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท ในโอกาสครบรอบ 130 ปีของการก่อตั้งของเรา เราจะให้ความคิดกับหลักการก่อตั้งของเราว่า “จะไม่มีการเติบโตโดยปราศจากนวัตกรรม”

ผมมีปรัชญาที่หยั่งรากลึกสองประการที่ผมต้องการแบ่งปันกับคุณ “One Kubota คูโบต้าเป็นหนึ่งเดียว” และ “On Your Side อยู่เคียงข้างคุณ”

“คูโบต้าเป็นหนึ่งเดียว” คือแก่นความเชื่อที่ว่าพนักงานทุกท่านในบริษัท ไม่ว่าคุณจะทำงานที่ R&D การผลิต การขายและการบริการ การบริหารและอื่น ๆ นั้นมีความสำคัญในกลุ่มของพวกเรา เมื่อไปพร้อมกันเราสามารถผ่านสิ่งที่ท้าทายต่าง ๆ และประสบความสำเร็จจากความก้าวหน้า มากกว่าที่จะทำเองด้วยบุคคลเพียงคนเดียว ปรัชญานี้จะต้องสามารถซึมลึกเข้าไปอยู่ในดีเอ็นเอเพื่อส่งต่อการแก้ไขปัญหาที่มีบูรณาการและการทำงานร่วมกัน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และคุณค่าผู้บริโภคที่เป็นเอกลักษณ์ในทุก ๆ แผนกของธุรกิจของเรา มากกว่าการเป็นการถูกจำกัดโดยโดเมนธุรกิจที่มีอยู่

“คูโบต้าอยู่เคียงข้างคุณ” เราจะต้องพิจารณาสิ่งที่เราทำในแต่ละวัน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเราได้รวมความต้องการของตลาดไว้ในผลิตภัณฑ์และบริการทั้งหมดของเรา และดูผ่านมุมมองของลูกค้า (Market-in) จัดหาโซลูชั่นเพื่อส่งมอบคุณค่าที่เป็นรูปธรรมให้กับลูกค้า

ผมยึดมั่นในปรัชญาทั้งสองนี้ และมีความกระตือรือร้น มุ่งมั่นที่จะนำเราไปสู่อนาคต มุ่งเปลี่ยนแปลงโลกแห่งนวัตกรรมสู่อนาคตของคูโบต้า เพื่อวางรากฐานการพัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจคูโบต้า กรุ๊ป ตลอดทศวรรษหน้า ด้วยการรวมพลังของพนักงานคูโบต้ากว่า 40,000 ชีวิตทั่วโลก

“มีอะไรที่เรายังทำไม่ได้…เราต้องทำให้ได้” นายยูอิจิ คิตาโอะ ประกาศก้องถึงเจตจำนงของผู้ก่อตั้งและสำทับว่า “เราเน้นทำ 3 ด้าน คืออาหาร น้ำ และสิ่งแวดล้อม…เพื่อคุณภาพชีวิตของผู้คนบนโลกใบนี้” สิ้นเสียงประกาศก็ตามมาด้วยเสียงปรบมือกึกก้องไปทั้งห้องประชุมและเป็นอันเสร็จพิธีการ

หลังจากนั้นก็มีการถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันที่หน้าห้องประชุมของเหล่าผู้นำคูโบต้าจากประเทศต่างๆ เช่นเดียวกับผู้นำคูโบต้าจากประเทศไทย นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้นำทีมถ่ายภาพกับคณะที่ไปร่วมงานอย่างกันเอง

Kubota ฉลอง 130 ปี แห่งการก่อตั้ง (ก่อตั้งในปี 1890) ด้วยการจัดแสดงวิสัยทัศน์ https://bit.ly/3asICNQ และแสดงนวัตกรรมเกษตรแห่งอนาคตอันยิ่งใหญ่ และหนึ่งในนั้นคือการเปิดตัวรถแทรกเตอร์แห่งอนาคต X tractor – cross tractor ที่มีดีไซน์ล้ำสมัย และอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยี โดยนำไปจัดแสดงที่ Kyoto pulse plaza Japan ระหว่างวันที่ 15-16 มกราคมที่ผ่านมา

X tractor – cross tractor เป็นคอนเซ็ปต์ที่สร้างขึ้นมาสานต่อ Dream Tractor ซึ่งเป็นรถคอนเซ็ปต์ที่เคยเปิดตัวในปี 1970 โดยมาพร้อมเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) และใช้พลังงานไฟฟ้า 100%

X tractor – cross tractor ใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติ หรือ ไร้คนขับ มาพร้อมเทคโนโลยี AI ที่เชื่อมโยงข้อมูลกับระบบทำนายสภาพอากาศ เพื่อให้ AI โปรแกรมการใช้งานให้เหมาะสมตามสภาพอากาศ และให้ทันเวลา ส่วนระบบขับเคลื่อนจะใช้พลังงานไฟฟ้า 100% จากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และแบตเตอรี่พลังงานแสงอาทิตย์ นั่นหมายถึงปลดปล่อยมลพิษเป็นศูนย์

ระบบขับเคลื่อนเป็นแบบอิสระ 4 ล้อ ทรงตัวดีเยี่ยมในแม้ในพื้นผิวต่างระดับและเป็นโคลน หรือเป็นน้ำ เรียกว่าสะเทิ้นน้ำ สะเทิ้นบก โดยใช้ซอฟต์แวร์ช่วยปรับความสูงของตัวรถ เพื่อปรับจุดศูนย์ถ่วงให้เหมาะสม และเมื่อทำงานบนแปลงปลูกพืชผลหรือพืชผัก ก็ยังสามารถปรับความสูงให้เพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้ทำลายพืชผลด้านล่าง

ทั้งนี้ X tractor – cross tractor ยังเป็นเพียงรถในแนวคิด (Dream Tractor) แต่ Kubota เคยเปิดตัวรถแทรกเตอร์แบบไร้คนขับมาแล้วในปี 2017 เรียกว่า AGRIROBO Series ดังนั้น การสร้าง X tractor – cross tractor จึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

และการเปิดตัว X tractor – cross tractor ในครั้งนี้ ถือว่าอยู่เหนือความคาดหมาย ชนิดไม่มีข่าวเล็ดลอดมาก่อน จึงสร้างความฮือฮาให้กับผู้ที่ไปร่วมงาน ต่างบอกว่ารูปทรงภายนอกเหมือนยานอวกาศ เป็นแทรกเตอร์ที่มาจากดวงดาว(เหนือเมฆ)เพื่อมารับใช้มวลมนุษย์โลก(เกษตรกร)ให้ทำการเกษตรสะดวกสบาย ยกระดับเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer อย่างแท้จริง

(ภาพเกษตรแห่งอนาคตที่ทำงานผ่านคู่หู X tractor – cross tractor ขอให้ชมจาก VDO presented by Kubota ที่จัดฉายขึ้นจอให้ผู้ชมได้เห็นเป็นขวัญตา…ภาพที่ถ่ายทำมาอาจไม่ชัด แต่คอนเซ็ปต์ที่สร้างขึ้นชัดเจนมาก)

ข่าวดี! สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้การทำข้าวแกงปักษ์ใต้ ผมได้รับการยืนยันจากวิทยากรที่จะมาสอนว่าช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 จะขึ้นมากรุงเทพฯ มาแล้วก็ไม่ให้เสียเที่ยวจะเปิดสอนอาหารภาคใต้กันสักรุ่น หลังจากที่ว่างเว้นการสอนไปนานเป็นปี

วิทยากรเจ้าเก่าของเราก็คือ นางพริ้มพร้อม พงศาปาน หรือ “แม่ถิ้ง” และอาจารย์สุดา เทพเกลี้ยง ทั้ง 2 ท่านเป็นผู้มีประสบการณ์ เริ่มจากแม่ถิ้ง ได้สืบทอดอาชีพขายอาหารมาจาก คุณแม่อบ ห้วนแจ่ม สมัยก่อนตอนเป็นวัยรุ่น ต้องช่วยแม่หาบขายตามหมู่บ้าน และต่อมาเมื่อแต่งงานก็ได้มาประกอบอาชีพค้าขายทั่วไป รวมทั้งการอาหารทั้งขายที่หน้าบ้านของตนเองและขายในโรงเรียนใกล้บ้าน รวมทั้งขึ้นชื่อในเรื่องทำอาหารในงานวัดหรืองานบุญต่างๆ แม้วันนี้อายุจะมาก แต่ก็ยังทำขายเล็กๆน้อย ทั้งอาหารคาว อาหารหวาน โดยเฉพาะขนมเดือนสิบของแม่ถิ้งจะขายดีมาก

ส่วน อาจารย์สุดา เทพเกลี้ยง เป็นน้องสาวแท้ๆของแม่ถิ้ง อดีตเป็นข้าราชการครูสอนวิชาคหกรรม วิชาหลักที่สอนคือสอนทำอาหารโดยเฉพาะ ที่ผ่านมาเคยนำนักเรียนไปประกวดทักษะการทำอาหารจนได้รับรางวัลระดับชาติมาแล้ว

พิเศษสุด! คราวนี้จะมีเพิ่ม การทำแกงแบบงานวัด ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่ยังคงสืบทอดมาถึงปัจจุบัน แต่ไม่มีคนสอนกันจริงจัง และพิเศษอีกเรื่องหนึ่ง อาจารย์โสภา คงพูล เจ้าตำรับหมี่กรอบอาจารย์โสภา (คนในเมืองพัทลุงรู้จักกันดี) ซึ่งเป็นน้องสาวอีกคนของแม่ถิ้งจะมาร่วมทีมด้วย ถือว่าครบทีมเป็นครั้งแรก เพราะว่าทั้ง 3 ท่าน ยังได้ร่วมมือกันทำหนังสือ

ภูมิปัญญาอาอาหารไทยภาคใต้ สมัคร GClub ชุดเคล็ดลับจากแม่ หรอยจังฮู้ (อร่อยที่สุดในโลก) ซึ่งถือเป็นการรวมสูตรอาหารพื้นบ้านภาคใต้ที่มีจำนวนสูตรหลากหลายมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา และจะแถมเป็นพิเศษให้กับทุกท่านที่มาเรียนคราวนี้ สำหรับการสอนนั้น จะเน้นแกงหลักๆ หรือแกงยอดนิยม คือประเภทแกงเผ็ด และต้มจืด ซึ่งจะใช้ชื่อหลักสูตรว่า หรอยจังฮู้ข้าวแกงปักษ์ใต้ 7 รายการ ดังนี้

เปิดแหล่งท่องเที่ยวเกษตร 21 แห่ง ส่งสุขปีใหม่ให้บริการ

กรมส่งเสริมการเกษตร ส่งสุขปีใหม่มอบให้เกษตรกรและประชาชน พร้อมเปิดให้บริการแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของศูนย์ปฏิบัติการในสังกัด 21 แห่ง เชิญชวนท่องเที่ยวฟรี!!! 28 ธ.ค. 2562–5 ม.ค. 2563 นี้

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร
นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง
นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดได้ดำเนินการโครงการส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2563 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ในการสร้างความสุขให้กับคนในชาติด้วยการดำเนินกิจกรรมเพื่อเป็นการสร้างความสุข กระตุ้นการใช้จ่ายเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกร เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากและชุมชน

ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการที่เป็นแหล่งเรียนรู้และมีความพร้อมให้บริการด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนเข้าชมและเรียนรู้ฟรีในช่วงเทศกาลปีใหม่ จำนวน 21 แห่ง ประกอบด้วย

ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (เกษตรที่สูง) จังหวัดกาญจนบุรี, ดอยผาหม่นและดอยตุง จังหวัดเชียงราย, จังหวัดพะเยา, จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดลำพูน
ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (พืชสวน) จังหวัดกระบี่, จังหวัดเชียงราย, จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดสมุทรสาคร
ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (ผึ้ง) จังหวัดจันทบุรี
ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจ จังหวัดเชียงใหม่
ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 1 จังหวัดชลบุรี, ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง, ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 3 จังหวัดนครราชสีมา, ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช, ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์, ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 6 จังหวัดพิษณุโลก, ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 8 จังหวัดลำพูน, ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 9 จังหวัดสุพรรณบุรี และศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 10 จังหวัดอุดรธานี

ขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกร ตลอดจนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้ารับบริการความสุขได้ฟรี!!! ตามสถานที่ดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2562 – 5 มกราคม 2563 หรือสนใจข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอื่นๆ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “ท่องเที่ยวเชิงเกษตร” ได้ทั้งระบบ Android และ iOS

ตลอดปี 2562 ข้าวมันไก่ฮ่องเต้ น้ำจิ้มสูตรมหัศจรรย์ สูตรโดย อาจารย์ป้าสิรินารถ และ อาจารย์ลุงตระการ ทรงสายตระกูล ได้ทำการเปิดสอนเฉลี่ยเดือนละ 1 ครั้ง หรือเดือนละ 1 รุ่น แต่ละรุ่นเราก็จะมีกลุ่มไลน์ให้แลกเปลี่ยนความรู้หลังเรียนจบว่าใครไปทำติดขัดตรงไหนและได้ผลประการใดบ้าง

เท่าที่ได้ประเมินนั้นพบว่าทำกันได้ทุกคนที่ได้ทำ อาจติดขัดเรื่องเล็กๆน้อยๆบ้าง แต่เมื่อได้รับคำอธิบายก็ทำได้ บางคนนั้นก็เปิดร้าน บางคนก็รับไปทำเป็นข้างกล่อง บางคนนั้นก็รับทำเพื่อขายออนไลน์ โดยใช้บริการมอเตอร์ไซค์ ส่งอาหาร delivery ที่กำลังนิยม โดยรวมก็คือทำได้ เรียกว่าเรียนจบบินได้ทุกคนหรือบินได้ทันที

สำหรับในปีใหม่ 2563 ทางผู้จัดและผู้สอน นำทีมโดย ลุงพร สอนอาชีพ คุณบุญญา พงศาปาน และ คุณภัทรานิษฐ์ จีระประเสริฐ จะดำเนินการสอนมิให้ตกหล่น และบางรุ่นก็ยังจะได้รับเกียรติจากอาจารย์ลุงตระการและอาจารย์ป้าสิรินารถที่เปรียบเสมือนอาจารย์ใหญ่มาร่วมให้เคล็ดลับและข้อคิดต่างๆ โดยจะมีการเปิดสอนเฉลี่ยเดือนละ 1 รุ่นเหมือนเดิม และขอใช้โอกาสนี้ สวัสดีปีใหม่ 2563 ไปถึงผู้เรียนในทุกรุ่นที่ผ่านมา ขอให้ประสบความสำเร็จในการนำสูตรข้าวมันไก่ไปใช้ประโยชน์สร้างอาชีพสร้างรายได้ เราขอยืนยันว่าจะคอบตอบคำถามทุกเรื่องที่ยังติดขัดไม่เสื่อมคลายแม้ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน

ข้าวมันไก่ฮ่องเต้ เรียนเรื่องอะไรบ้าง?
เริ่มต้นจากการรู้จักวัตถุดิบที่จะมาทำข้าวมันไก่และน้ำจิ้ม ว่าวัตถุดิบแต่ละตัวหาซื้อที่ไหน ราคาเท่าไร มีหลักในการเลือกซื้ออย่างไร
วิธีเจียวน้ำมันไก่ เพื่อนำมาหุงข้าวมันไก่ มีเคล็ดลับอย่างไร
วิธีหุงข้าวมันไก่ ข้าวสารที่ใช้เป็นแบบไหน สูตรที่ว่าหุงข้าวไม่ซาวนี้เป็นอย่างไร ดีกว่าสูตรอื่นตรงไหน
การหุงข้าวหม้อไฟฟ้า มีเทคนิคหรือเคล็ดลับอะไรบ้าง เช่น การใช้ไม้พายคนข้าว ทำไมต้องคนไปทางเดียวกัน
วิธีต้มไก่ ต้มเลือด และเครื่องใน โดยเฉพาะการต้มไก่นั้นทำไมต้องยกขึ้นลงในน้ำร้อนเดือดจัด 15-25 นาที
วิธีทำน้ำซุป มีกรรมวิธีอย่างไร
วิธีทำน้ำจิ้มสูตรมหัศจรรย์ มันมหัศจรรย์ตรงไหน ส่วนผสมมีอะไรบ้าง มีวิธีทำอย่างไร
วิธีสับไก่ หลักการสับเป็นอย่างไร
การจัดเสิร์ฟ แต่ละจานจัดอย่างไร
แนะนำการเปิดร้าน ต้นทุน กำไรต่างๆ
รุ่นต่อไป วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม 2563 ตั้งแต่เวลา 09.30-15.30 น. ณ หมู่บ้านชัยพฤกษ์ ถนนราชพฤกษ์ ตำบลบางพลับ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี (จบจากรุ่นนี้ก็จะมีเปิดเฉลี่ยเดือนละ 1 รุ้น ให้โทร.สอบ หรือไลน์ถามได้)

วิธีสมัครเรียนข้าวมันไก่ฮ่องเต้…
สมัครเรียนได้ที่ โทร.-ไอดีไลน์ 089 7877373 (คุณภัทรานิษฐ์) หลังจากสมัครแล้วทำการโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย สาขาปากเกร็ด เลขที่บัญชี 142-2-33729-4 ชื่อบัญชี คุณภัทรานิษฐ์ จีระประเสริฐ…ค่าเรียนท่านละ 2,500 บาท (เหมือนเดิม) และมั่นใจว่าเรียนจบบินได้ทันที (ทำได้ทุกคน)

ทุกท่านคงจะทราบกันดีว่ายุค Disrubtion ได้ทำลายล้างให้ธุรกิจแบบเดิมๆ ล้มหายตายจากไปอย่างรวดเร็ว เป็นยุคที่เรียกว่า “ตายแล้วเกิดใหม่” โดยเฉพาะธุรกิจสื่อประเภทต่างๆ และสื่อที่มาแทนที่คือสื่อออนไลน์ เป็นสื่อที่ออกอาละวาดกวาดสื่อแบบเดิมๆให้เล็กลงในพริบตา เพราะสื่อสมัยใหม่ไม่ต้องใช้คนเยอะ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายฉับไว และพฤติกรรมของผู้บริโภคสื่อก็เปลี่ยนแปลงไป

วันนี้ “ใครๆ ก็เป็นสื่อได้” ขอแค่เพียงมีหลักการสื่อสารที่ดีและใช้เครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ให้เป็นเท่านั้น ได้มีการสำรวจถึงความนิยมของผู้บริโภคสื่อพบว่า สื่อออนไลน์ประเภทวิดีโอมาแรงที่สุด ตรงนี้อาจจะเป็นเพราะว่าคนไทยเรานั้นอ่านหนังสือน้อย หรือไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่กลับกันชอบดูคลิปวิดีโอต่างๆเพิ่มมากขึ้น โดยพบว่า YouTube เป็นสื่อออน์ไลน์ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง

สถิติอีกอย่างหนึ่งคือ ปัจจุบัน YouTube ถือเป็น Search Engine ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจาก GooGle ที่เป็นเจ้าของเดียวกัน เรื่องนี้ส่งสัญญานบอกอะไรเราบ้าง บอกว่าไม่เพียงข่าวสารที่ผู้คนนิยมติดตามจากสื่อออนไลน์ แต่โฆษณาประชาสัมพันธ์ต่างๆ ก็ผ่านทางช่องออนไลน์ในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี และอย่างที่บอกแล้วว่าสื่อวิดีโอเป็นประเภทสื่อที่ผู้คนนิยมที่สุด ดังนั้นมีทางเดียวก็คือเราต้องเรียนรู้การถ่ายทำหรือสร้างสรรค์ผลงานให้ออกมาในรูปวิดีโอ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าพอทุกคนรู้ว่ามีผู้ติดตามชมวิดีโอจาก YouTube กันมากที่สุด ผลก็คือในรอบปีที่ผ่านมีการอัฟวิดีโดลงช่อง YouTube เฉลี่ยวันละ 100,000 กว่าเรื่อง นั่นหมายถึงว่า วิดีโอที่เราอัฟลง YouTube แต่ละวันจะถูกแย่งพื้นที่การดู คือถ้าวิดีโอของเราไม่โดนจริง ไม่ดีจริงก็ยากที่จะได้รับการดูหรือว่าแชร์ออกไป

อีกกรณีหนึ่ง YouTube ได้มีการออกกฎใหม่ๆ ออกมาเมื่อเห็นว่ามีคนเข้ามาใช้บริการสื่อในช่องของเขาเยอะขึ้นทุกวัน เหมือนเราไปเช่าบ้านเขาอยู่ พอคนมาเช่าเยอะ กฎกติกาก็เยอะตาม

สรุปว่า วิดีโอที่เราเคยอัฟลงยูทูปจะต้องพัฒนาขึ้น จะต้องสร้างสรรค์ให้น่าสนใจ และมีความรับผิดชอบต่อสังคม หลายคนถ่ายวิดีโอลงในสื่ออนไลน์อยู่แล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่ทำสื่อได้โดนใจ

ทีมงานเกษตรก้าวไกล จึงเปิดหลักสูตรตัดต่อวิดีโอด้วยมือถือ ซึ่งโทรศัพท์มือถือเป็นเทคโนโลยีที่ทุกคนมีอยู่กับตัว โดยมือถือสมัยใหม่ได้ออกแบบให้การผลิตสื่อสามารถทำได้ง่าย “ให้คนคนเดียวทำอะไรได้หลายอย่าง” หลายคนซื้อมือถือมาในราคาแพง แต่ใช้ไม่คุ้ม จริงๆเราต้องใช้มันเป็นเครื่องมือ แต่เรากลับให้มันใช้เรา ถึงเวลาต้องนำเทคโนโลยีที่เรามีมาเป็นสมุนรับใช้กันแล้ว

ขอย้ำกันเลยว่า เมื่อเรียนจบหลักสูตรนี้ จะทำให้คุณสนุกกับการผลิตสื่อวิดีโอเพื่อใช้ในงานโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่างๆ ไม่ต้องใช้งบโฆษณาที่เยอะ และจะเป็นการเพิ่มมูลค่าวิดีโอของคุณ นี่คือโอกาสเกิดใหม่ให้ดีกว่าเดิมของคนตัวเล็กที่คิดใหญ่ รวมทั้งการเดินทางท่องเที่ยวของคุณจะมีความหมายเมื่อคุณมีเครื่องมืออันทรงพลังและดีไม่ดีจะทำรายได้ให้กับคุณมหาศาล

เรียนตัดต่อวิดีโอบนมือถือด้วยแอป KineMaster
หลักสูตรนี้จะสอนการตัดต่อวิดีโอบนมือถืออย่างง่ายด้วยแอป KineMaster เพื่อสร้างชิ้นงานสำคัญที่นำไปสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือสินค้า เพื่อสร้างรายได้ ้เพิ่มยอดขาย 100 เท่า หรือนำเสนอเรื่องราวของตัวคุณที่อยากบอกต่อ หรือนำเสนอข่าวสารประชาสัมพันธ์ต่างๆ หรือใช้วิดีโอสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กร หรือใช้วิดีโอเพื่อสร้างรายได้บน YouTube

ระยะเวลาการอบรม
1 วัน
ทำไมต้องเรียนหลักสูตรนี้
ถ้าคุณเอาของดีในตัวคุณ ในองค์กร ในไร่ในฟาร์ม ในที่ทุกหนแห่งที่มีตัวคุณ ออกมาโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้โลกเห็นได้ คุณจะสร้างรายได้มหาศาล โอกาสของคนตัวเล็กที่จะเกิดใหม่ให้ดีกว่าเดิมมาถึงแล้ว

คุณไม่จำเป็นต้องลงทุนโปรดักชั่นแพงๆ เหมือนโฆษณาบนทีวี ก็มีคนหลักแสนหลักล้านพร้อมจะเห็นงานโฆษณาของคุณได้เหมือนกัน เพราะทุกวันนี้นวัตกรรมการทำโฆษณาแบบมืออาชีพ ถูกย่อมาอยู่ในมือถือเครื่องเดียวเรียบร้อยแล้ว

หลักสูตรนี้จะสอนสร้างชิ้นงานโฆษณาแบบง่ายๆ (รวมถึงชิ้นงานที่คุณต้องการ) ได้ด้วยมือถือของคุณ และถ้าคุณรู้จักใช้สุดยอดเครื่องมือในการโปรโมทเป็น คุณจะสามารถโฆษณาทุกอย่างได้บนโลกใบนี้

เนื้อหาที่จะเรียน
วิธีคิดสร้างวิดีโอ การวางแผน การกำหนดประเด็นให้น่าสนใจ
อุปกรณ์ หรือเครื่องมือที่ต้องใช้ในการถ่ายทำให้งานออกมาน่าสนใจ
เทคนิคการถ่ายวิดีโดด้วยมือถือและการกำกับผู้ที่จะร่วมแสดง
การถ่ายทำแบบสัมภาษณ์ และถ่ายภาพ insert มีหลักการอย่างไร
เทคนิคการถ่ายโฆษณาสินค้าหรือผลิตภัณฑ์(ขายของ)ให้น่าสนใจ
ขั้นตอนการตัดต่อจะต้องเตรียมข้อมูล การลำดับเทคนิค ก่อนหลังอย่างไร
เทคนิคการเปิดเรื่องให้ VDO น่าสนใจ
การร้อยเรียงเรื่องราว การใช้ภาพหรือวิดีโอแทรก insert การใช้เอฟเฟคต่างๆ
การใส่ข้อความรูปแบบต่างๆ รวมทั้งพากย์ใส่เสียงประกอบต่างๆ
การใช้เสียงเพลงประกอบ มีหลักการเลือกเพลงอย่างไร
วิธีการแทรกโลโก้หรือโฆษณาต่างๆ เพื่อให้ดูเนียนน่าสนใจ
การเขียน Headline vdo มีหลักการอย่างไร
วิธีการทำ Like Comment Share ให้น่าสนใจ
แถมฟรี! คอร์สออกแบบปกวิดีโอด้วย photoshop และ Pixart พร้อมเทคนิคการออกแบบปกวิดีโอแบบมืออาชีพที่ Youtuber ระดับโลกใช้
กรณีเรียนจบแล้วทำไม่ได้ สามารถกลับมาเรียนซ้ำได้
ประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับ
ผู้เรียนจะได้รู้จักอุปกรณ์และการถ่ายทำ PRODUCTION แบบพื้นฐานในการทำคลิปวีดีโอด้วยมือถือของคุณ
สามารถทำชิ้นงาน VDO โฆษณาบนมือถือง่ายๆ ได้ด้วยแอพพลิเคชั่นตัดต่อบนมือถือ ที่พรั่งพร้อมด้วยลูกเล่นต่างๆ ซึ่งคุณสามารถทำได้ด้วยตัวคุณเอง
หลักสูตรนี้เหมาะกับใคร
นักประชาสัมพันธ์ หรือผู้ที่ทำงานด้านสื่อสารมวลชน เกษตรกรยุคใหม่ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ วิสาหกิจชุมชน (ควรทำสื่อโฆษณาเองได้ โดยไม่ต้องเสียงเงินไปจ้างราคาแพงๆ)
บุคคลผู้สนใจทั่วไป
ผู้เรียนควรรู้อะไรมาก่อน
ขอแค่เปิดใช้เครื่องมือถือได้ ดาวน์โหลดแอปบนมือถือเป็น
สามารถเรียนรู้ตามสิ่งที่สอนบนมือถือของตัวเองได้เลย
สิ่งที่ผู้เรียนต้องนำมาด้วย
สมาร์ทโฟน 4G ระบบ iOS หรือ Android 8 ขึ้นไป
วันที่เรียนและสถานที่เรียน
(วันที่เรียนรุ่นต่อไปจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง) เวลา 09.00-16.30 น. ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน (จะแจ้งให้ทราบจุดที่สอนที่ชัดเจนอีกครั้ง)
วิทยากร
อาจารย์สายัญ บรรเทิงใจ (มีจัน มากิ) ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัลและอีคอมเมิร์ช และทีมงานเกษตรก้าวไกลไปด้วยกัน ที่จะถ่ายทอดจากประสบการณ์จริง และพร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้ก้าวไกลไปด้วยกัน

ผู้ดำเนินการจัด
บริษัท เกษตรก้าวไกล(ประเทศไทย) จำกัด ในนาม “เกษตรอคาเดมี-เรียนรู้สิ่งดีๆจากของจริง” ซึ่งดำเนินการจัดกิจกรรมด้านการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรสมัยใหม่ และหลักสูตรด้านดิจิทัลเพื่อเกษตรกรยุคใหม่

สำหรับหลักสูตรตัดต่อวิดีโอบนมือถือด้วยแอป KineMaster ที่กำหนดขึ้นนั้น ทางเรายังมีโครงการออกเดินสายไปถ่ายทอดความรู้ให้กับกลุ่มเกษตรกรหรือกลุ่มวิสาหกิจตามชุมชนต่างๆ เพียงแต่ต้องรวมกลุ่มกันให้ได้ประมาณ 20 คน (โครงการ Digital for Farmer-อยู่ระหว่างจัดทำโครงการและจะสอนให้ฟรี!) และจะครอบคลุมหลักสูตรที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น การเปิดร้านค้าออนไลน์บนมือถือเพื่อเกษตรกร เป็นต้น

หมายเหตุ
ค่าลงทะเบียน ปกติ 2,500 บาท/ท่าน พิเศษ 1,800 บาท (ราคานี้เฉพาะ 20 ท่านแรก) (เรียนตรงกับวิทยากรวัดผลได้ทันที-สอนตามวันเวลาและสถานที่ที่กำหนด พร้อมรับสอนเป็นกรุ๊ปนอกสถานที่ตามองค์กรหรือสถานที่ต่างๆ) หลังจากเรียนจบ 1 วัน จะให้คำปรึกษาหรือแนะนำเทคนิคเพิ่มเติมจนพอใจ

ชำระเงินค่าลงทะเบียนได้ที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขาปากเกร็ด บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 142-2-33729-4 ชื่อบัญชี คุณภัทรานิษฐ์ จีระประเสริฐ (หลังโอนเสร็จส่งสลิปได้ที่ โทร/ไอดีไลน์ 0897877373-คุณภัทรานิษฐ์)

หมายเหตุ 2 : ภาพประกอบบทความทั้งหมด ถ่ายทำที่โรงเรียนป่า-ไผ่ สวนลุงโชค วังน้ำเขียว…ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ และด้านล่างคือตัวอย่างวิดีโอที่เราถ่ายทำในรูปแบบข่าวเกษตร…ท่านสามารถติดตามได้ในช่อง YouTube เกษตรก้าวไกลไปด้วยกัน

การอาบน้ำแร่แช่บ่อน้ำพุร้อนแบบญี่ปุ่น ที่เรียกว่า ออนเซ็น (Onsen เป็นคำภาษาญี่ปุ่น หมายถึง บ่อน้ำพุร้อน) นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากสำหรับผู้เดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น แต่ในวันนี้ การออนเซ็นนั้นไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงประเทศญี่ปุ่น เพราะในประเทศไทยมีแหล่งออนเซ็นขึ้นชื่อที่พร้อมให้ทุกคนไปสัมผัสมีอยู่หลายแห่ง เช่นที่ บ้านโป่งสามัคคี หมู่ที่ 6 ตำบลป่าเมี่ยง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

บ้านโป่งสามัคคี มีบ่อน้ำพุร้อนตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน ภายใต้ชื่อที่เรียกขานกันว่า น้ำพุร้อนดอยสะเก็ด : Doisaket Hotspring เป็นหนึ่งในแหล่งออนเซ็นขึ้นชื่อแบบไทยๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ที่เปิดให้ทุกคนได้มาสัมผัสสร้างประสบการณ์ และความประทับใจตลอดทั้ง 12 เดือน

ด้วยความโดดเด่นของทรัพยากรด้านการท่องเที่ยว ความเหนียวแน่นร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียวของชุมชน ภายใต้การสนับสนุนเพื่อการพัฒนาจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จึงทำให้บ้านโป่งสามัคคีกลายเป็นชุมชนต้องเที่ยว

ที่สำคัญอีกประการ ในวันนี้ บ้านโป่งสามัคคีได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 8 ชุมชนโมเดลการพัฒนาธุรกิจชุมชนที่มีศักยภาพนำร่องด้านการพัฒนาธุรกิจชุมชนเพื่อเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว ภายใต้โครงการประชารัฐสร้างไทย พัฒนาล้านนา ที่ดำเนินการโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน

โครงการประชารัฐสร้างไทย พัฒนาล้านนา ที่ ธ.ก.ส. “เป็นมากกว่าธนาคาร” ได้เข้าไปช่วยสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของคนในชุมชน ประกอบด้วย กิจกรรมการผลิต กิจกรรมขายผลผลิต กิจกรรมการซื้อและบริโภคของคนในชุมชนอย่างมีส่วนร่วม สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน โดยใช้ทรัพยากรของชุมชน มีการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเกื้อกูลและเป็นธรรม

โดยมีแนวทางในการขับเคลื่อนที่เริ่มจากการค้นหาและศึกษาความต้องการของชุมชน ทั้งโอกาส ศักยภาพ ปัญหา แนวทางพัฒนาและแก้ไข เหมือนการระเบิดจากภายใน

จากนั้นจึงเริ่มพัฒนา สร้างความเข้มแข็ง โดยยึดหลักตลาดนำการผลิตและมีการกำหนดแผนธุรกิจที่ชัดเจน ผสานความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชนในด้านความรู้ เทคโนโลยีนวัตกรรม งานวิจัย และงบประมาณ อีกทั้ง ธ.ก.ส. ยังช่วยสนับสนุนสินเชื่อให้กับ Smart Farmer ผู้ประกอบการ SME เกษตร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์การเกษตร

ทั้งหมดนี้ เพื่อทำให้เกิด ผลลัพธ์ คือ ความมั่นคงของเศรษฐกิจฐานราก มีภูมิคุ้มกัน มีรายได้ สวัสดิการสังคม และโอกาสทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น

วันนี้ บ้านโป่งสามัคคี หนึ่งในต้นแบบการพัฒนาของ ธ.ก.ส. ได้ก้าวมาสู่ความสำเร็จ สามารถที่จะสร้างรายได้รวมจากธุรกิจชุมชนถึงปีละ 10.8 ล้านบาท ด้วยการใช้ของดีที่มีอยู่ให้กลายเป็นจุดขาย เพื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยว นำมาหมุนเวียนเป็นค่าใช้จ่าย ให้กับการดูแลสถานที่ ให้กับแรงงานในพื้นที่ ไม่ต้องไปหางานทำที่อื่น เกิดความเป็นเข้มแข็งของชุมชนฐานรากที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง

ดังนั้น เพื่อให้ได้สัมผัสของจริง ได้เห็นถึงความโดดเด่นของชุมชนต้องเที่ยวแห่งนี้ นายสุชาติ นิตยพงศ์ชัย ผู้อำนวยการสำนักงานธ.ก.ส.จังหวัดเชียงใหม่ และนายคมกฤตย์ เมธะปัญญา ผู้จัดการ ธ.ก.ส. สาขาดอยสะเก็ด จึงนำพา “เกษตรกาวไกล” เดินทางจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีระยะทางรวม 30 กิโลเมตร โดยใช้เส้นทางสาย เชียงใหม่-เชียงราย ผ่านอำเภอดอยสะเก็ดไปทางเชียงรายประมาณ 13 กิโลเมตร หลังจากผ่านศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพียง 300 เมตร จะเป็นทางแยกไปบ้านโป่งกุ่มและเทพเสด็จ ให้เลี้ยวขวาเข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร ถึงจุดหมายน้ำพุร้อนดอยสะเก็ด จะอยู่ทางซ้ายมือ ที่นี่ลานจอดรถกว้างขวางพร้อมให้รถทุกคันจอดได้อย่างสบาย

แต่หากไม่มั่นใจ สามารถติดต่อสอบถามเส้นทางการเดินทางได้ที่ โทร. 08-7185-0419

ขณะเดียวกัน มีข้อแนะนำเกี่ยวกับเส้นทางท่องเที่ยวจาก นายสุชาติ นิตยพงศ์ชัย ผู้อำนวยการสำนักงานธ.ก.ส.จังหวัดเชียงใหม่ ที่บอกว่า การเดินทางมายังน้ำพุร้อนดอยสะเก็ด ไม่ใช่มาเที่ยวที่นี่แล้วจะสิ้นสุดเพียงที่บ้านโป่งสามัคคีเท่านั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวไปยังจังหวัดลำปางได้อีกด้วย

“โดยขณะนี้ได้มีการวางเส้นทางเชื่อมการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ภายใต้การสนับสนุนของธ.ก.ส. โดยจากบ้านโป่งสามัคคี นักเที่ยวสามารถเดินทางต่อไปยังชุมชนบ้านแม่แจ๋ม อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง เป็นอีกชุมชนโมเดลการพัฒนาธุรกิจชุมชนที่มีศักยภาพนำร่องด้านการพัฒนาธุรกิจชุมชนเพื่อเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว ภายใต้โครงการประชารัฐสร้างไทย พัฒนาล้านนา”

“เป็นเส้นทางที่มีความสวยงามมากภายใต้ขุนเขา และมีแหล่งท่องเที่ยวระหว่างทางที่น่าแวะ เช่น เมืองกาแฟเทพเสด็จ ที่โฮมสเตย์ 10 หลัง บ้านแม่ดอนหลวง จากแม่แจ๋ม สามารถที่จะเดินทางลัดเลาะไปดอยสูงไปสัมผัสอากาศหนาวที่กิ่งฝิ่น และไปยังโครงการหลวงตีนตก ไปผาน้ำลอดได้อีก”

“หรือจากบ้านโป่งสามัคคีไปที่บ้านแม่กำปอง อำเภอแม่ออน แหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อในตอนนี้ด้วยก็ได้ ในวันนี้ทุกสถานที่ท่องเที่ยวสามารถเชื่อมโยงกันได้หมด ซึ่งหากอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสำนักงานธ.ก.ส.จังหวัดเชียงใหม่ได้ที่ โทร. 05-3416-9956 ครับ” ผอ.สำนักงานธ.ก.ส.จังหวัดเชียงใหม่กล่าว

จากบ่อต้มหน่อไม้มาสู่แหล่งออนเซ็นเพื่อการท่องเที่ยว
เมื่อ ผอ.สุชาติ และผู้การคมกฤตย์ แห่ง ธ.ก.ส. สาขาดอยสะเก็ด ได้พามาถึง ภาพที่เห็นคือ เหล่าผู้นำชุมชนของบ้านโป่งสามัคคี ไม่ว่า แม่ครูแดง หรือ อาจารย์จันทกานต์ บาลชมพู ผู้ใหญ่อาษา ศรีคำมา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านโป่งสามัคคี ลุงสวัสดิ์ พลหาญ อดีตผู้ใหญ่บ้าน กำลังให้การต้อนรับผู้มาเยือน ด้วยความขยันขันแข็งท่ามกลางไออุ่นจากน้ำพุร้อน

แม่ครูแดง หรือ อาจารย์จันทกานต์ บอกว่า บ้านโป่งสามัคคี เป็นชุมชนของชาวไทลื้อ ที่อยู่กันกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ พ.ศ. 2310 โดย พระเจ้ากาวิละ นำชาวไทลื้อที่เชียงใหม่มาทำอาชีพเลี้ยงปศุสัตว์ในพื้นที่และได้พบกลุ่มควันลอยขึ้นมาจากน้ำพุร้อน จึงได้มีการก่อตั้งเป็นหมู่บ้านขึ้นจนถึงทุกวันนี้ โดยปัจจุบันประกอบด้วย 5 กลุ่มบ้าน คือ บ้านโป่งสามัคคี บ้านกิ่ว บ้านเหล่าป่าฮู้ บ้านเกาะและบ้านท่าก๋ากอก

บ้านโป่งสามัคคี เป็นหนึ่งในชุมชนที่มีธรรมชาติอันสวยงาม และอุดมสมบูรณ์ เพียบพร้อมไปด้วยบรรยากาศของทุ่งนา หุบเขา และแม่น้ำที่ไหลผ่าน และอากาศที่บริสุทธิ์เหมาะสำหรับการพักผ่อน ผู้คน 127 ครัวเรือนที่ส่วนใหญ่เป็นชาวไทลื้อต่างยังคงยึดเอกลักษณ์ด้านการแต่งกาย และภาษาพูด อีกทั้งยึดวิถีการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

“เดิมนั้นการใช้ประโยชน์จากบ่อน้ำพุร้อน นอกเหนือการใช้อาบเพื่อชำระร่างกายของทุกคน ตั้งแต่ลูกเล็ก เด็กแดง คนหนุ่มคนสาว ไปจนถึงผู้สูงอายุ รวมถึงการซักผ้าทำความสะอาดเครื่องนุ่งห่มแล้ว ยังใช้เป็นบ่อต้มหน่อไม้อีกด้วย”

สำหรับหน่อไม้ที่ใช้กรรมวิธีการต้มในบ่อน้ำพุร้อนนั้น ในภาษาของท้องถิ่นภาคเหนือจะเรียกว่า หน่อไม้ต้มโป่ง ที่นับตั้งแต่อดีตจนถึงวันนี้ ได้กลายเป็นสินค้าขึ้นชื่ออีกชนิดหนึ่งของบ้านโป่งสามัคคี เรียกว่าขายดิบขายดี ใครมาก็ต้องซื้อ ด้วยมีกลิ่นหอม หวาน รสชาติอร่อยกว่าหน่อไม้ที่ต้มด้วยน้ำร้อนปกติที่ทำกันทั่วไป

สำหรับหน่อไม้ที่นำมาทำเป็นหน่อไม้ต้มโป่งนั้นจะเก็บจากป่าในหมู่บ้านและใกล้เคียง โดยนำมาต้มในบ่อน้ำพุร้อนเป็นเวลาประมาณ 12 ชั่วโมง แล้วจึงบรรจุถุงนำไปวางจำหน่ายที่ร้านค้าชุมชนให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อกลับไปทานเองในครอบครัว หรือเป็นของฝากของที่ระลึก

“ด้วยเรามีบ่อน้ำพุร้อนอยู่ 2 ฝั่ง คือฝั่งโป่งเหนือ กับฝั่งโป่งใต้ ฝั่งโป่งเหนือเราใช้เป็นสถานที่เพื่อการท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวได้มาออนเซ็น ที่มีการให้บริการแบบมาตรฐาน ทั้งในรูปแบบของห้องอาบน้ำพุร้อนกลางแจ้ง(ฟรี) และห้องที่เป็นสัดส่วน ทั้งห้องรวม ห้องเดี่ยว รวมถึงการให้บริการนวดพื้นบ้าน สปาไทย และบริการอื่นๆ ส่วนฝั่งโป่งใต้ยังใช้เป็นสถานที่ต้มหน่อไม้ ที่ยังใช้กรรมวิธีแบบดั้งเดิม ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเที่ยวชมได้” แม่ครูแดงกล่าว

นอกจากหน่อไม้ต้มโป่ง ของดีของดังที่ขึ้นชื่อของบ้านโป่งสามัคคียังมีอีกมากมายไม่ว่า การเลี้ยงไหมอีรี่และผลิตภัณฑ์จากไหม การเป็นแหล่งผลิตกาแฟอาราบิก้าพันธุ์ดีที่มีทั้งผลิตภัณฑ์กาแฟผงแปรรูป เมล็ดกาแฟสด รวมถึงสมุนไพรพื้นบ้าน งานหัตกรรมของชุมชน เช่น งานจักรสานสุ่มไก่ ตะกร้าสะพายหลัง ไม้กวาดทางมะพร้าว ไม้กวาดดอกหญ้า และหมอนใบชาดับกลิ่น เป็นต้น

น้ำพุร้อนดอยสะเก็ด เข้าฟรีและพร้อมบริการ
สำหรับน้ำพุร้อนดอยสะเก็ด เป็นแหล่งน้ำแร่น้ำพุร้อนธรรมชาติที่เกิดจากที่ราบลุ่ม ซึ่งล่อมรอบไปด้วยนาข้าว ในวันนี้ด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาจากทุกภาคส่วน จึงเกิดการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนมีความพร้อมในการให้บริการระดับมาตรบานสากล และที่สำคัญเปิดให้เข้าเข้าโดยไม่ต้องเสียค่าบัตรผ่าน

โดยภายในพื้นที่บ่อน้ำพุร้อน จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก เป็นบ่อสาธารณะ เปิดให้ชาวบ้านได้ได้ใช้ตักอาบโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ส่วนด้านในมีไว้สำหรับให้บริการแก่นักท่องเที่ยว ที่จะมีทั้งบ่อแช่ตัว บ่อแช่เท้า และบ่อต้นกำเนิดน้ำร้อน ที่มีความร้อนสูงพอที่จะทำให้ไข่สุก ซึ่งกิจกรรมการต้มไข่ในน้ำพุร้อน จึงเป็นอีกหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมกันมาก

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ทางชุมชนได้จัดให้มีบริการแบบประทับใจในการแช่น้ำร้อนอาบน้ำแร่ถึง 3 รูปแบบ คือ แบบห้อง VIP family room ให้เข้าไม่เกิน 5 คน ท่านละ 100 บาท แบบห้องส่วนตัว ท่านละ 70 บาท และแบบห้องแช่รวม แยกหญิง – ชาย ท่านละ 50 บาท ส่วนแบบแช่เท้า จะไม่เสียค่าบริการ

นอกจากนี้ยังมีรูปแบบของสระน้ำร้อนที่ให้บริการทั้งแบบธรรมดา และ สระน้ำแร่จากุซซี่ หรือวารีบำบัด โดยสระน้ำธรรมดา คิดค่าบริการท่านละ 50 บาท ส่วนสระน้ำแร่ คิดค่าบริการถ้าเป็นผู้ใหญ่ท่านละ 150 บาท เด็ก 100 บาท แต่ถ้าต้องการอาบน้ำแบบวิถีชีวิตชาวบ้าน แบบนี้จะไม่เสียค่าบริการขอเพียงให้เตรียมอุปกรณ์อาบน้ำจากบ้านเท่านั้น

แล้วการแช่น้ำพุร้อนนั้นจะสร้างประโยชน์อย่างไร คำถามนี้ มีคำตอบมาว่า…

หนึ่ง การแช่น้ำร้อนในระยะเวลาสั้นๆ ที่อุณหภูมิ 40 – 43 องศาเซลเซียส จะช่วยทำให้ร่างกายผ่อนคลาย กล้ามเนื้อคลายตัว และร่างกายตื่นตัวมากขึ้น

สอง ส่วนการแช่น้ำอุ่นที่อุณหภูมิ 30 – 37 องศาเซลเซียส จะช่วยการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด

สาม การแช่น้ำแร่ร้อนสลับกับน้ำแร่เย็น ช่วยเสริมสร้างและบำรุงรักษา ลดไข้ ลดความกระหาย ขจัดสารพิษ

สี่ แรงลอยตัวของน้ำพุร้อนยังช่วยกระตุ้นสภาพของร่างกาย ทำให้ร่างกายปลอดโปร่ง ช่วยกระตุ้นให้สภาพแวดล้อมภายในของมดลูกและช่องท้องดีขึ้นสำหรับเพศหญิง อีกทั้งยังช่วยทำความสะอาดรูขุมขน แร่ธาตุจากน้ำพุร้อนจะช่วยทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ลดความเครียด ช่วยสร้างสมดุลในระบบประสาท

ห้า ซัลเฟอร์หรือกำมะถัน ที่มีอยู่ในน้ำพุร้อน เป็นแร่ธาตุสำคัญ เพราะสามารถรักษาโรคผิวหนังได้

หก ทองแดง แมงกานีส และแร่ธาตุต่าง ๆ ช่วยทำให้ผิวกระชับ

แต่ทั้งนี้มีข้อแนะนำว่า ในการลงแช่นั้น ไม่ควรแช่เกิน 20 นาที เพราะจะทำให้ร่างกายร้อน และเสียเหงื่อมากเกินไป

ดังนั้นหากจะพักผ่อน หากจะท่องเที่ยว น้ำพุร้อนดอยสะเก็ด บ้านโป่งสามัคคี จึงเป็นอีกหนึ่งชุมชนต้องเที่ยว..ที่ต้องห้ามพลาด เกษตรก้าวไกลขอรับประกันครับ

“มาเมืองปาน ต้องไปบ้านป่าเหมี้ยง แล้วจะประทับใจแน่นอน”
ช่วงหนึ่งของการสนทนากับ นายพนนิษฐ์ ไหวพินิจ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาเมืองปาน จังหวัดลำปาง หรือที่คนในพื้นที่เรียกขานกันว่าผู้การพนา ที่ได้เอื้อยเอ่ยเชิญชวนให้เดินทางต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของอำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง ที่เรียกกันว่า บ้านป่าเหมี้ยง ชุมชนเล็กๆที่ซ่อนตัวอยู่บนดอยสูงของเทือกเขาผีปันน้ำ

บ้านป่าเหมี้ยง หมู่ที่ 7 ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่ทาง ธ.ก.ส. สาขาเมืองปาน ได้ให้การสนับสนุนพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อให้ผู้รักการเดินทางในวิถีแห่งชุมชนได้เข้ามาสัมผัส เก็บเกี่ยวความงดงามทั้งทางธรรมชาติ วิถีแห่งวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และสภาพแวดล้อมที่งดงาม สร้างประสบการณ์ใหม่ที่น่าประทับใจให้กับชีวิต

ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ชาวบ้านในชุมชนบ้านป่าเหมี้ยง จึงรวมใจกันเป็นหนึ่ง ดึงจุดเด่นของชุมชน ไม่ว่าการเป็นชุมชนบนเขาสูง ทำให้มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี อีกทั้งยังโอบล้อมด้วยป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้มีอากาศที่บริสุทธิ์ และไม่มีสารพิษหรือฝุ่นละออง และการมีวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เป็นต้น มาเป็นจุดขายในการสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนได้สัมผัส ภายใต้รูปแบบของการท่องเที่ยวชุมชน

หมู่บ้าน 200 ปี กลางขุนเขา นอน 1 คืน อายุยืน 3 ปี
ในการเดินทางไปยังป่าเหมี้ยง ปลายทางฝัน สวรรค์บนดอย บนถนนที่ลัดเลาะไปตามไล่เขามีความงดงามของป่าสองข้างทางให้ชื่นชม โดยใช้เส้นทางไปอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน จากจากอุทยานแจ้ซ้อนเดินทางต่อไปอีกประมาณ 16 กิโลเมตร ซึ่งแบ่งเป็นถนนลาดยาง 6 กิโลเมตร และถนนทางคอนกรีตอีก 10 กิโลเมตร จะถึงหมู่บ้านป่าเหมี้ยง รวมระยะเวลาการเดินทางประมาณ 40 นาที

ลุงประสิทธิ์ เหรียญทอง ปราชญ์ชาวบ้านและผู้นำชุมชนบ้านป่าเหมี้ยง กล่าวว่า บ้านป่าเหมี้ยง เป็นชุมชนที่ก่อตั้งมานานกว่า 200 ปี เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนภูเขาอยู่ห่างจากอำเภอเมืองปานประมาณ 36 กิโลเมตร ห่างจากตัวเมืองลำปางมาทางทิศเหนือประมาณ 90 กิโลเมตร

ในวันนี้ สมัคร Holiday Palace บ้านป่าเหมี้ยงมีประชากรประมาณ 140 หลังคาเรือน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ทำสวนเหมี้ยงหรือเมี่ยง และปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิกา อาชีพเสริม คือ ปลูกเสาวรส และทำหมอนใบชา

งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 6 จัดในพื้นที่สวนสามพราน ซึ่งปีนี้มีความพิเศษ

เพราะมีการปรับพื้นที่กิจกรรมของสวนสามพรานใหม่ ที่ผู้บริโภคสามารถซื้อบัตรเข้าไปชมหมู่บ้านปฐม ออร์แกนิก วิลเลจ เข้าไปถ่ายภาพ หรือร่วมกิจกรรมเส้นทางอาหารอินทรีย์ได้ และยังมีการเปิดห้องนิทรรศการสามพรานโมเดลอะคาเดมี ให้คำปรึกษา รับสมัครผู้สนใจใช้แอพพลิเคชั่น Thai Organic Platform และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับคนที่สนใจอยากทำเกษตรอินทรีย์ อยากรวมกลุ่ม หรืออยากเชื่อมโยงกับสามพรานโมเดล

ในส่วนของเด็กๆ ในงานนี้ มีกิจกรรม วาดศิลป์ เล่นสี Eco Printing และขยะมหาสนุก จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ทั้งนี้ตลอดงานสังคมสุขใจ และในสวนสามพราน เน้นไม่ให้มีการใช้ถุงหิ้วพลาสติก ขวด-หลอดพลาสติก กล่องโฟม ซึ่งขยะจากงานจะถูกนำเข้าสู่การบริหารจัดการ ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy เช่นเศษอาหารจะถูกนำไปใช้ทำปุ๋ยหมัก ทำไบโอแก๊ส โดยประชาชนที่มาร่วมงาน สามารถเข้ามาเรียนสู่การวางแผนจัดการขยะในครัวเรือนอย่างเป็นระบบได้ง่ายๆ

งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 6 ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์…สู่ชีวิตที่สมดุล “ช้อปเปลี่ยนโลก” เริ่มต้นแล้วระหว่าง วันที่ 13-15 ธันวาคม ณ สวนสามพราน จ.นครปฐม โดยงานเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00-17.00น. การเดินทางปีนี้ มีการจัดรถตู้รับส่งที่สถานีรถไฟฟ้า MRT หลักสอง หน้าเดอะมอลล์ บางแค (เฉพาะวันที่ 14-15) และยังได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ จัดพื้นที่ลานจอดรถของโรงเรียนให้เป็นที่จอดรถของผู้มาร่วมงาน โดยผู้จัดงานได้จัดเตรียมรถตู้บริการรับ-ส่ง จากลานจอดรถ เข้าไปชมและซื้อสินค้าในงานฟรี สอบถามข้อมูลได้ที่ โทร 034 322 588-93 หรือติดตามกิจกรรมของงานที่ Facebook/งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 6

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้พร้อมแล้วที่จะเป็นจุดศูนย์กลางในการขับเคลื่อนธุรกิจภาคอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงในปี พ.ศ. 2563 โดยบริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ร่วมมือกับบริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ สำนักงานที่ประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้จัดงานแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติสำหรับอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และเป็นงานเจรจาธุรกิจสำหรับอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงที่ประสบความสำเร็จ โดยมีผู้เข้าชมงานมากถึง 65,000 รายและผู้ประกอบการถึง 1,600 รายจากทั่วโลก ซึ่งเป็นงานที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนภาคธุรกิจของภูมิภาคได้อย่างชัดเจน จึงเป็นที่มาของการริเริ่มจัดงาน Pet Fair SEA (South East Asia) 2020 ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 14-16 ตุลาคม 2563

วีเอ็นยูฯ จึงพร้อมแถลงและอัพเดทข้อมูลการจัดงานในงานแถลงข่าว ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 13 ธันวาคม 2562 ณ โรงแรมเมอร์เคียว สุขุมวิท 24 กรุงเทพฯ ถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญที่จะนำเสนอถึงความเป็นมาของการจัดงาน คอนเซ็ปต์ ตลอดจนอัพเดทข้อมูลความรู้ผ่านวิทยาการรับเชิญที่มาพูดคุยกันในช่วง PETx talk ในประเด็น “การคาดการณ์อนาคตภาคธุรกิจ ผ่านมุมมองของผู้ประกอบการระดับสากล” ซึ่งได้รับเกียรติจาก คุณวิโรจน์ ลิมตราจิตต์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดจากบริษัท Pet Lover Centre ประเทศไทย, สพ.ญ.กฤติกา ชัยสุพัฒนากุล ประธานกรรมการบริหาร โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ, Mr. Rik van Westendorp ผู้บริหารสูงสุด จากบริษัท Monchou Pet Food ประเทศไทย และ Mr. Matt Einarson ผู้บริหารส่วนภูมิภาค จาก Alltech Asia-Pacific ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มาร่วมพูดคุยกันในประเด็นนี้ และนอกจากนี้ทางคณะผู้จัดงานยังได้รับเกียรติจาก รศ.น.สพ.ดร.นิวัตร จันทร์ศิริพรชัย นายกสมาคมเวชศาสตร์ชันสูตรทางสัตวแพทย์ไทย อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการกล่าวเปิดงานครั้งนี้ร่วมกับผู้บริหารของผู้จัดงาน

Pet Fair SEA 2020 เป็นงานแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติเต็มรูปแบบสำหรับการเชื่อมโยงของภาคธุรกิจระหว่างประเทศ และพร้อมเป็นจุดเริ่มต้นในการผลักดันและพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร ซึ่งทางผู้จัดได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรชั้นนำในอุตสาหกรรมหลายรายรวมทั้งสถาบันที่เกี่ยวข้อง โดยงาน Pet Fair SEA 2020 ถูกจัดโดย บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ซึ่งเป็นที่รู้จักในนามผู้จัดงาน วิฟ เอเชีย โดยทางคณะผู้จัดงานได้รวบรวมนำเอาบริษัทและเหล่าแบรนด์ชั้นนำเข้ามาไว้ในงาน Pet Fair SEA และพร้อมยกระดับภาคธุรกิจของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงให้ก้าวเข้าสู่การเปิดตลาดไปยังระดับสากล โดยงาน Pet Fair SEA (South East Asia) 2020 จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 14-16 ตุลาคม 2563 เพื่อตอบสนองความต้องการของภูมิภาคที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว มีประชากรมากถึง 650 ล้านคน และมีชนชั้นกลางเป็นแรงขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง ซึ่งงานแสดงสินค้า Pet Fair SEA เป็นงานเจรจาธุรกิจแบบ Business-to-Business เพื่อสร้างประสบการณ์ทางธุรกิจที่ดียิ่งขึ้น ครอบคลุมทั้งงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยง ตั้งแต่อาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ สุขภาพสัตว์ ตลอดจนการบริการสำหรับสัตว์เลี้ยง พร้อมด้วยการประชุมสัมมนาจากผู้เชี่ยวชาญและโปรแกรมการเชิญผู้ซื้อรายสำคัญจากต่างประเทศมาเจรจาธุรกิจภายในงาน ซึ่งนับเป็นอีกก้าวที่สำคัญของประเทศไทยที่มีงานเจรจาธุรกิจแบบสมบูรณ์ในปี 2020 นี้

วิสัยทัศน์ของเหล่าบุคคลแวดวงอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง:
Mr. Manuel Madani ผู้จัดการโครงการ Pet Fair SEA บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด กล่าวว่า

“ในปีพ.ศ. 2573 ธุรกิจสัตว์เลี้ยงจะเติบโตเป็น 20 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสิ่งที่ผลักดันการเจริญเติบโตนี้มาจากความแตกต่างระหว่างราคาต้นทุนและประสบการณ์ของลูกค้า และเมื่อพูดถึงร้านขายสัตว์เลี้ยง เจ้าของสัตว์เลี้ยง และสัตว์เลี้ยงเองนั้น เราควรที่จะเริ่มต้นจากการสร้างประสบการณ์ดี ๆ และการแบ่งปันสิ่งที่มีคุณค่าแก่กัน โดยเริ่มจากการแบ่งปันเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมไปสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งทุกวันนี้ร้านค้าสัตว์เลี้ยงนั้น 70% ยังคงบกพร่องเรื่องการริรเริ่มสร้างผลิตภัณฑ์ที่ไม่สอดคล้องกับอีคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโตมากขึ้นถึง 15% นี่ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกให้การสร้างงาน Pet Fair SEA ขึ้นมาเพื่อผลักดันธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงให้ดียิ่งขึ้น มีการให้ความสำคัญกับผู้ที่เลี้ยงสัตว์มากขึ้น โดยผู้ประกอบการควรที่จะหลีกเลี่ยงการขายสินค้าเพื่อตัดราคากันในท้องตลาด เพราะจะส่งผลเสียในวงการ ซึ่งหัวใจหลักสำหรับผู้เลี้ยงสัตว์คือ การส่งเสริมสุขภาพและโภชนาการสัตว์เลี้ยงด้วยเทคโนโลยีส่วนผสมที่ใหม่ล่าสุด ไม่ว่าจะเป็น โปรตีนจากแมลง โอเมก้า อาหารเสริม หรือแม้กระทั่งการนำระบบดิจิตอลมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์เลี้ยง เช่น เซ็นเซอร์ในบ้านและหุ่นยนต์ ที่อำนวยความสะดวกแก่สุนัขและแมวในขณะที่เจ้าของไม่อยู่บ้าน ซึ่งภายในงานจะมีการนำเอาเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาเปิดตลาดในภูมิภาคของเราเป็นครั้งแรกด้วย”

Mr. Matt Einarson ผู้บริหารส่วนภูมิภาค จาก Alltech Asia-Pacific ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า

“นักวิทยาศาสตร์ด้าน Nutrigenomics และโภชนศาสตร์สัตว์ประยุกต์จาก Alltech Center ได้กำลังคิดค้นสิ่งใหม่ซึ่งเป็นการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดที่สามารถช่วยให้สัตว์เลี้ยงของเรามีชีวิตที่ยืนยาว มีสุขภาพที่ดีขึ้น และเพื่อให้มีชีวิตที่ดีที่สุด เพราะแท้จริงแล้วสัตว์เลี้ยงนั้นต้องการเพียงแค่โภชนาการที่เหมาะสม การดูแลและการออกกำลังกายรวมถึงการเอาใจใส่ และอย่างที่เราทราบกันดีว่าเทคโนโลยีนั้นไม่สามารถมาแทนที่แมวที่ขดตัวอยู่บนตักของเราได้หรือเป็นเพื่อนเราได้อย่างที่สุนัขเป็น เพียงแต่สามารถทำให้ชีวิตสัตว์เลี้ยงนั้นง่ายขึ้นในหลาย ๆ ด้านตั้งแต่โภชนาการไปจนถึงกล้องอัจฉริยะ”

คุณวิโรจน์ ลิมตราจิตต์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด Pet Lover Centre ประเทศไทย กล่าวว่า

“ประเทศไทยส่วนใหญ่ถูกบังคับให้สร้างธุรกิจการดูแลสัตว์เลี้ยงและเปลี่ยนจาก “คนรักสัตว์เลี้ยง” เป็น “ผู้ปกครองสัตว์เลี้ยง” ตั้งแต่ปี 2019 – 2568 และด้วยการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมือง การเติบโตของอีคอมเมิร์ซและประชากรผู้สูงอายุที่กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเร่งภาคสัตว์เลี้ยงให้เฟื่องฟู อย่างไรก็ตามผู้ค้าปลีกจำเป็นต้องพัฒนาจากสินค้าราคากลางเป็นสินค้าพรีเมี่ยมทั้งอาหารและของใช้สัตว์เลี้ยงเพื่อตอบสนองเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่มีกำลังซื้อ และเห็นได้ชัดว่าการสร้างประสบการณ์ของลูกค้านั้นจะมีทั้งในรูปแบบธุรกิจทางออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่ง Pet Lovers Center และ The Pet Safari ได้เปิดทำการในตลาดประเทศไทยมานานกว่า 7 ปี เราเห็นว่าแนวโน้มตลาดการดูแลสัตว์เลี้ยงนั้นยังคงมีการเติบโตที่ดีและมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อไปอีก 10 ปี”

Mr. Rik van Westendorp ผู้บริหารสูงสุด จาก Monchou Pet Food ประเทศไทย กล่าวว่า

“อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงโดยรวมในประเทศไทยมีมูลค่า 2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2561 และคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในอัตรา 10-15% ต่อปี ซึ่งอาหารสัตว์เป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงโดยรวมในประเทศไทยและคิดเป็น 45% ของมูลค่าอุตสาหกรรม และในกลุ่มประเทศเอเชียน แบรนด์ระดับพรีเมียมอย่าง Monchou ถือว่าสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกสำคัญของครอบครัวและการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพด้วยส่วนผสมระดับพรีเมี่ยมเป็นสิ่งสำคัญ เช่น การคัดเกรดทูน่าให้เทียบเท่ากับทูน่าที่คนรับประทาน เป็นต้น และจากข้อมูลของ International Trade Center (ITC) ประเทศไทยที่เป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่อันดับสี่ของโลกโดยมีมูลค่าการส่งออก 35.5 พันล้านบาทในปี 2559 ซึ่งมูลค่าการส่งออกในแง่ของราคาและปริมาณเพิ่มขึ้น 11% ต่อปีตั้งแต่ปี 2554 แม้ว่าญี่ปุ่นจะยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและอิตาลีก็มีอัตราการเติบโตที่น่าประทับใจอยู่ที่ 15% และ 8% ตามลำดับตั้งแต่ปี 2554 เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่เยอะที่สุดในโลก”

สพ.ญ.กฤติกา ชัยสุพัฒนากุล ประธานกรรมการบริหาร โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ กล่าวว่า

“ในแง่ของการให้บริการของโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ เราคำนึงถึงความพึงพอใจของลูกค้า เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและเพื่อให้ได้เปรียบในด้านการแข่งขัน ซึ่งพวกเรามุ่งมั่นที่จะอัดฉีดความชำนาญและการเอาใจใส่เข้าสู่ระบบเพื่อสร้างความพึงพอใจและสร้างคุณค่าแก่ลูกค้า นอกจากนี้หนึ่งในความสำคัญอันดับต้น ๆ ของ บริษัท คือการปรับปรุงการเรียนรู้การพัฒนาและความก้าวหน้าในอาชีพของสัตวแพทย์อย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อเป็นโรงพยาบาลสัตว์เลี้ยงแห่งแรกในประเทศไทยที่จัดตั้งโครงการศึกษาต่อต่างประเทศสำหรับสัตวแพทย์ ในทุกปีได้มีการมอบทุนการศึกษาและส่งสัตวแพทย์ไปเพื่อพัฒนาชุดทักษะของพวกเขาและปรับปรุงความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูง”

กรุงเทพฯ 16 ธันวาคม 2562 – เจียไต๋ ผู้นำธุรกิจการเกษตรครบวงจรของประเทศไทย เปิดตัวสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ที่ผสมผสานความต้องการของพนักงานเข้ากับการออกแบบที่คิดค้นมาเป็นอย่างดี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และผลักดันการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างนวัตกรรมที่จะช่วยให้เกิดความยั่งยืนในภาคการเกษตร พร้อมทั้งยังนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนอีกด้วย

สัญลักษณ์ในการก้าวสู่ 100 ปีอย่างมั่นคงและยั่งยืน
นายมนัส เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัด กล่าวว่า “กว่า 98 ปีมาแล้ว ที่ธุรกิจของเจียไต๋เริ่มต้นขึ้นจากห้องแถวเล็กๆ บนถนนทรงสวัสดิ์ ย่านเยาวราช ก่อนกิจการจะขยายใหญ่ขึ้น จนพื้นที่ของสำนักงานแห่งเก่ามีไม่เพียงพอที่จะรองรับพนักงานที่มีจำนวนมากขึ้น เราจึงตัดสินใจย้ายสำนักงานมาที่ใหม่เพื่อให้พนักงานทุกคนได้ทำงานอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

“เจียไต๋กำลังจะฉลองครบรอบ 100 ปีของการดำเนินธุรกิจในอีกสองปีข้างหน้า สำนักงานใหญ่แห่งใหม่นี้จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อม และความแข็งแกร่งของเจียไต๋ในการเดินเข้าสู่ปีที่ 100 อย่างมั่นคง สำนักงานใหญ่แห่งใหม่นี้เน้นการออกแบบเพื่อตอบสนองความต้องการของพนักงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของเจียไต๋ที่ต้องเติบโตไปพร้อมๆ กับบริษัท พื้นฐานในการออกแบบจึงคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยเพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้เราประสบความสำเร็จในการส่งต่อนวัตกรรมการเกษตรเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วนของสังคมไทย”

อาคารภายนอก – รูปลักษณ์แห่งดีไซน์ที่อยู่เหนือกาลเวลา
ดีไซน์ของตัวอาคารได้รับการออกแบบในลักษณะโมเดิร์น ร่วมสมัย และเรียบง่าย สะท้อนความเป็นตัวตนของเจียไต๋ที่อยู่เคียงคู่สังคมไทยมาทุกยุคทุกสมัยเป็นเวลาเกือบ 100 ปี และพร้อมจะเดินหน้าเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการเกษตรต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ตัวอาคารล้อมรอบด้วยพื้นที่สีเขียว บริเวณด้านหน้ามีการปลูกพืชผักและดอกไม้ตามฤดูกาล เพื่อสะท้อนสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งของเจียไต๋กับวิถีการเกษตร และยังเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของพนักงาน

“ด้วยความที่เราเป็นผู้นำด้านธุรกิจเกษตร เราต้องการให้พื้นที่ด้านหน้าสะท้อนถึงความผูกพันของเจียไต๋กับภาคการเกษตร ซึ่งเราจะหมุนเวียนการปลูกพืชไปตามฤดูกาล เช่น ปลูกข้าว ปลูกผักสวนครัว นอกจากนั้นเรายังได้วางแผนจะรังสรรค์พื้นที่ในส่วนนี้ให้กลายเป็นสวนดอกไม้เมืองหนาว เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวกลางเมือง ให้ประชาชนสามารถใช้พักผ่อนหย่อนใจอีกด้วย” นายมนัสกล่าว

อาคารภายใน – สะท้อนค่านิยม One Chia Tai ส่งเสริมการทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว
ที่เจียไต๋ พนักงานทุกคนได้รับการปลูกฝังให้ทำงานร่วมกันเป็นทีมที่เรียกว่า One Chia Tai เพื่อเดินไปสู่จุดหมายหลักเดียวกันขององค์กร นั่นคือการส่งมอบนวัตกรรมการเกษตรเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าอย่างยั่งยืนของผู้คนทั่วทั้งภูมิภาค ภายในอาคาร จึงออกแบบด้วยแนวคิด “Growing as One – เติบโตไปด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว” ผ่านการจัดองค์ประกอบในแนวคิด “สวนหลังบ้าน” ซึ่งใช้เป็นแนวคิดหลักในการออกแบบพื้นที่ของแต่ละหน่วยงาน เช่น สนามเด็กเล่น สวนเรือนกระจก สวนพฤกษา และบ้านต้นไม้

การออกแบบพื้นที่เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกัน มุ่งสู่การสร้างวัฒนธรรมในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ
เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกันเป็นทีมและสร้างบรรยากาศการทำงานให้เอื้อต่อวัฒนธรรมในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ที่สำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของเจียไต๋จึงเต็มไปด้วยพื้นที่ในรูปแบบ Co-Working Space ที่พนักงานจากหลากหลายแผนกสามารถใช้ทำงานร่วมกัน เอื้อต่อการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนั้น ภายในอาคารยังมีบันไดกลางเพื่อเชื่อมพื้นที่ในแต่ละชั้น เพื่อให้พนักงานสามารถใช้ไปมาหาสู่กันได้โดยไม่ต้องใช้ลิฟต์ ทำให้ง่ายต่อการติดต่อประสานงานระหว่างแผนก ประหยัดพลังงาน และส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพที่ดี

ส่งเสริมสุขภาพพนักงาน สร้าง Work – Life Balance
การสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว Work-Life Balance เป็นสิ่งที่สำคัญต่อความคิดสร้างสรรค์และการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เจียไต๋ให้ความสำคัญกับพนักงานเป็นลำดับต้นๆ สำนักงานใหญ่แห่งนี้จึงออกแบบพื้นที่เพื่อส่งเสริมการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวให้พนักงานได้มีความสุข สนุกกับการทำงานในทุกๆ วัน โดยมีพื้นที่ให้พนักงานสามารถผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงาน เช่น ฟิตเนส ห้อง Golf Simulator ซึ่งไม่ได้มีเพียงอุปกรณ์ออกกำลังกายอย่างครบถ้วนเท่านั้น แต่ยังมีโค้ชประจำ และมีคลาสออกกำลังกายต่างๆ เช่น คลาสโยคะ หรือเต้นซุมบ้า เพื่อส่งเสริมสุขภาพพนักงานอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังมีห้องสมุด ห้องอาหาร และยังคิดเผื่อไปถึงครอบครัวของพนักงาน จึงได้สร้างพื้นที่ Kid Room เพื่อรองรับบุตรหลานของพนักงานอีกด้วย

เทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
เจียไต๋ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงาน โดยนอกจากอาคารจะใช้วัสดุเช่น กระจก และมีเพดานที่สูงเพื่อเปิดช่องให้แสงธรรมชาติผ่านเข้าได้มากที่สุด เพื่อลดการใช้พลังงานแล้ว ยังมีการติดตั้งระบบเปิด-ปิดไฟฟ้าอัตโนมัติสำหรับควบคุมไฟฟ้าภายในอาคาร ติดตั้งระบบจับความเคลื่อนไหวภายในห้องน้ำที่จะสั่งการเปิด-ปิดไฟฟ้าอัตโนมัติเมื่อมีคนใช้ ทำให้ไม่ต้องเปิดไฟทิ้งไว้ทั้งวัน และยังติดตั้งมาตรวัดปริมาณน้ำและไฟที่ใช้ในแต่ละชั้นเพื่อนำข้อมูลไปสร้างแนวทางในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า สำหรับด้านสิ่งแวดล้อม เจียไต๋สนับสนุนให้พนักงานแยกขยะ โดยจัดวางถังขยะแบบแยกประเภทเพื่อสร้างความตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และรณรงค์เรื่องการแยกขยะในกลุ่มพนักงานอีกด้วย

“เรามุ่งหวังให้สำนักงานใหญ่แห่งใหม่นี้เป็นที่ทำงานที่ทันสมัย ดึงดูดพนักงานรุ่นใหม่ๆ เป็นสถานที่ในการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้กับพนักงาน เพื่อให้ทุกคนแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะนำไปสู่การบรรลุในวิสัยทัศน์ของเจียไต๋ในการส่งมอบนวัตกรรมเพื่อการเกษตรเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าอย่างยั่งยืนของคนทั่วทั้งภูมิภาค เจียไต๋จะฉลองครบรอบ 100 ปี ในพ.ศ. 2564 สำนักงานใหญ่แห่งใหม่นี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจของเจียไต๋ ในการก้าวเดินสู่ศตวรรษใหม่อย่างแข็งแกร่งและมั่นคง” นายมนัส กล่าวทิ้งท้าย

กรุงเทพฯ 16 ธันวาคม 2562 – เจียไต๋ ผู้นำธุรกิจการเกษตรครบวงจรของประเทศไทย เปิดตัวสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ที่ผสมผสานความต้องการของพนักงานเข้ากับการออกแบบที่คิดค้นมาเป็นอย่างดี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และผลักดันการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างนวัตกรรมที่จะช่วยให้เกิดความยั่งยืนในภาคการเกษตร พร้อมทั้งยังนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนอีกด้วย

สัญลักษณ์ในการก้าวสู่ 100 ปีอย่างมั่นคงและยั่งยืน
นายมนัส เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัด กล่าวว่า “กว่า 98 ปีมาแล้ว ที่ธุรกิจของเจียไต๋เริ่มต้นขึ้นจากห้องแถวเล็กๆ บนถนนทรงสวัสดิ์ ย่านเยาวราช ก่อนกิจการจะขยายใหญ่ขึ้น จนพื้นที่ของสำนักงานแห่งเก่ามีไม่เพียงพอที่จะรองรับพนักงานที่มีจำนวนมากขึ้น เราจึงตัดสินใจย้ายสำนักงานมาที่ใหม่เพื่อให้พนักงานทุกคนได้ทำงานอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

“เจียไต๋กำลังจะฉลองครบรอบ 100 ปีของการดำเนินธุรกิจในอีกสองปีข้างหน้า สำนักงานใหญ่แห่งใหม่นี้จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อม และความแข็งแกร่งของเจียไต๋ในการเดินเข้าสู่ปีที่ 100 อย่างมั่นคง สำนักงานใหญ่แห่งใหม่นี้เน้นการออกแบบเพื่อตอบสนองความต้องการของพนักงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของเจียไต๋ที่ต้องเติบโตไปพร้อมๆ กับบริษัท พื้นฐานในการออกแบบจึงคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยเพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้เราประสบความสำเร็จในการส่งต่อนวัตกรรมการเกษตรเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วนของสังคมไทย”

อาคารภายนอก – รูปลักษณ์แห่งดีไซน์ที่อยู่เหนือกาลเวลา
ดีไซน์ของตัวอาคารได้รับการออกแบบในลักษณะโมเดิร์น ร่วมสมัย และเรียบง่าย สะท้อนความเป็นตัวตนของเจียไต๋ที่อยู่เคียงคู่สังคมไทยมาทุกยุคทุกสมัยเป็นเวลาเกือบ 100 ปี และพร้อมจะเดินหน้าเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการเกษตรต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ตัวอาคารล้อมรอบด้วยพื้นที่สีเขียว บริเวณด้านหน้ามีการปลูกพืชผักและดอกไม้ตามฤดูกาล เพื่อสะท้อนสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งของเจียไต๋กับวิถีการเกษตร และยังเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของพนักงาน

“ด้วยความที่เราเป็นผู้นำด้านธุรกิจเกษตร เราต้องการให้พื้นที่ด้านหน้าสะท้อนถึงความผูกพันของเจียไต๋กับภาคการเกษตร ซึ่งเราจะหมุนเวียนการปลูกพืชไปตามฤดูกาล เช่น ปลูกข้าว ปลูกผักสวนครัว นอกจากนั้นเรายังได้วางแผนจะรังสรรค์พื้นที่ในส่วนนี้ให้กลายเป็นสวนดอกไม้เมืองหนาว เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวกลางเมือง ให้ประชาชนสามารถใช้พักผ่อนหย่อนใจอีกด้วย” นายมนัสกล่าว

อาคารภายใน – สะท้อนค่านิยม One Chia Tai ส่งเสริมการทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว
ที่เจียไต๋ พนักงานทุกคนได้รับการปลูกฝังให้ทำงานร่วมกันเป็นทีมที่เรียกว่า One Chia Tai เพื่อเดินไปสู่จุดหมายหลักเดียวกันขององค์กร นั่นคือการส่งมอบนวัตกรรมการเกษตรเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าอย่างยั่งยืนของผู้คนทั่วทั้งภูมิภาค ภายในอาคาร จึงออกแบบด้วยแนวคิด “Growing as One – เติบโตไปด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว” ผ่านการจัดองค์ประกอบในแนวคิด “สวนหลังบ้าน” ซึ่งใช้เป็นแนวคิดหลักในการออกแบบพื้นที่ของแต่ละหน่วยงาน เช่น สนามเด็กเล่น สวนเรือนกระจก สวนพฤกษา และบ้านต้นไม้

การออกแบบพื้นที่เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกัน มุ่งสู่การสร้างวัฒนธรรมในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ
เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกันเป็นทีมและสร้างบรรยากาศการทำงานให้เอื้อต่อวัฒนธรรมในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ที่สำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของเจียไต๋จึงเต็มไปด้วยพื้นที่ในรูปแบบ Co-Working Space ที่พนักงานจากหลากหลายแผนกสามารถใช้ทำงานร่วมกัน เอื้อต่อการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนั้น ภายในอาคารยังมีบันไดกลางเพื่อเชื่อมพื้นที่ในแต่ละชั้น เพื่อให้พนักงานสามารถใช้ไปมาหาสู่กันได้โดยไม่ต้องใช้ลิฟต์ ทำให้ง่ายต่อการติดต่อประสานงานระหว่างแผนก ประหยัดพลังงาน และส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพที่ดี

ส่งเสริมสุขภาพพนักงาน สร้าง Work – Life Balance
การสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว Work-Life Balance เป็นสิ่งที่สำคัญต่อความคิดสร้างสรรค์และการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เจียไต๋ให้ความสำคัญกับพนักงานเป็นลำดับต้นๆ สำนักงานใหญ่แห่งนี้จึงออกแบบพื้นที่เพื่อส่งเสริมการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวให้พนักงานได้มีความสุข สนุกกับการทำงานในทุกๆ วัน โดยมีพื้นที่ให้พนักงานสามารถผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงาน เช่น ฟิตเนส ห้อง Golf Simulator ซึ่งไม่ได้มีเพียงอุปกรณ์ออกกำลังกายอย่างครบถ้วนเท่านั้น แต่ยังมีโค้ชประจำ และมีคลาสออกกำลังกายต่างๆ เช่น คลาสโยคะ หรือเต้นซุมบ้า เพื่อส่งเสริมสุขภาพพนักงานอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังมีห้องสมุด ห้องอาหาร และยังคิดเผื่อไปถึงครอบครัวของพนักงาน จึงได้สร้างพื้นที่ Kid Room เพื่อรองรับบุตรหลานของพนักงานอีกด้วย

เทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
เจียไต๋ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงาน โดยนอกจากอาคารจะใช้วัสดุเช่น กระจก และมีเพดานที่สูงเพื่อเปิดช่องให้แสงธรรมชาติผ่านเข้าได้มากที่สุด เพื่อลดการใช้พลังงานแล้ว ยังมีการติดตั้งระบบเปิด-ปิดไฟฟ้าอัตโนมัติสำหรับควบคุมไฟฟ้าภายในอาคาร ติดตั้งระบบจับความเคลื่อนไหวภายในห้องน้ำที่จะสั่งการเปิด-ปิดไฟฟ้าอัตโนมัติเมื่อมีคนใช้ ทำให้ไม่ต้องเปิดไฟทิ้งไว้ทั้งวัน และยังติดตั้งมาตรวัดปริมาณน้ำและไฟที่ใช้ในแต่ละชั้นเพื่อนำข้อมูลไปสร้างแนวทางในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า สำหรับด้านสิ่งแวดล้อม เจียไต๋สนับสนุนให้พนักงานแยกขยะ โดยจัดวางถังขยะแบบแยกประเภทเพื่อสร้างความตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และรณรงค์เรื่องการแยกขยะในกลุ่มพนักงานอีกด้วย

“เรามุ่งหวังให้สำนักงานใหญ่แห่งใหม่นี้เป็นที่ทำงานที่ทันสมัย ดึงดูดพนักงานรุ่นใหม่ๆ เป็นสถานที่ในการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้กับพนักงาน เพื่อให้ทุกคนแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะนำไปสู่การบรรลุในวิสัยทัศน์ของเจียไต๋ในการส่งมอบนวัตกรรมเพื่อการเกษตรเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าอย่างยั่งยืนของคนทั่วทั้งภูมิภาค เจียไต๋จะฉลองครบรอบ 100 ปี ในพ.ศ. 2564 สำนักงานใหญ่แห่งใหม่นี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจของเจียไต๋ ในการก้าวเดินสู่ศตวรรษใหม่อย่างแข็งแกร่งและมั่นคง” นายมนัส กล่าวทิ้งท้าย

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ฝ่ายกิจการสาขาภาคเหนือตอนล่าง ได้สนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง 459 ชุมชนบ้านไร่ แห่งนี้ เพื่อเป็นต้นแบบการสร้างความเข้มแข็งระดับครัวเรือนของคนในชุมชน เป็นแหล่งศึกษา เรียนรู้ และฝึกอบรมของเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. และประชาชนทั่วไป ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในการยังชีพ มีกิน มีใช้ในครัวเรือน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และต่อยอดขยายโอกาสสร้างผลผลิตด้านเกษตรอินทรีย์สู่ตลาด และช่วยให้มีวิธีการดำเนินชีวิตและอาชีพแบบพอเพียง 459

โดยศูนย์ฯแห่งนี้ มีนายมเนศ จันดา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 เป็นประธานศูนย์ฯ ได้จัดให้มีฐานการเรียนรู้ 5 ฐาน ประกอบด้วย ฐานเรียนรู้น้ำหมักชีวภาพ 459 ฐานเรียนรู้ปุ๋ยหมักชีวภาพ 459 ฐานเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ 459 ศูนย์เรียนรู้แปรรูปและผลิตของใช้ในครัวเรือน 459 และฐานเรียนรู้การรวบรวมและเชื่อมโยงการตลาด 459 โดยอยู่บนพื้นฐานหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ

หนึ่ง หลักการแห่งหลักคิด ที่ต้องชัดเจนว่า ต้องการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพของตนเองให้พึ่งตนเองได้
สอง แรงจูงใจ เป็นผลลัพธ์ มีผลผลิตที่เห็นได้ชัด สัมผัสได้ และในระยะสั้น สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ในขุมชน ทำให้มีรายได้ แก้ไขปัญหาหนี้สินได้ ทำแล้วสุขภาพดีขึ้น
สาม แรงบันดาลใจ เป็นผลสัมฤทธิ์ คือมีความปรารถนา ที่จะเห็นชุมชนเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ แก้ไขปัญหาได้ ความทุกข์ยากจากวงจรอุบาทว์ของหนี้สิน และการกินการอยู่ไม่เหมาะสม
ปัจจุบันชุมชนบ้านไร่ มี 208 ครัวเรือน มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการเกษตรอินทรีย์ 459 จำนวน 50 ครัวเรือน อีก 100 ครัวเรือน ปรับเปลี่ยนเป็นการผลิตแบบ GAP หรือการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย อีก 58 ครัวเรือนอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยน นอกจากนี้ชุมชนบ้านไร่ยังจัดชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ พร้อมจัดบ้านสมาชิกที่มีความพร้อม 41 ครัวเรือน ให้เป็นที่พักโฮมสเตย์ ต้อนรับผู้มาศึกษาดูงานและนักท่องเที่ยวทั่วไปด้วย

สำหรับพิธีเปิดศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ 459 บ้านไร่ ได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2562 โดยมี นายพงษ์พิทยา ธนไกรศรีทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีบ์วิถีพอเพียง 459 บ้านไร่ และแขกผู้มีเกียรติ เช่น นายเกรียง ศิริภูมิ รองผู้อำนวยการฝ่ายธ.ก.ส.ภาคเหนือตอนล่าง นายอำนาจ มณีรัตน์ ผู้ช่วยผอ.ฝ่ายพัฒนาลูกค้าชนบท สำนักงานใหญ่ นายปกาศิต แสงสังข์ ผู้ช่วยผอ.สำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดเพชรบูรณ์ อาจารย์ประเสริฐ ปิ่นนาค วิทยากรเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง นายปัญญา ปานแสง ปลัดอาวุโสอำเภอหล่มสัก นายอนันต์ ตั่นฉ้วน เกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ นายปณวัตน์ วงศ์สนั่น หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับและร่วมในพิธีเปิด ท่ามกลางประชาชนในพื้นที่และผู้สนใจเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

อนึ่ง พิธีเปิดศูนย์เรียนรู้ครั้งนี้ได้รับชื่นชมจากหลายฝ่ายทั้งจากประชาชนที่มีมาร่วมงานและผู้ที่ชมจากการถ่ายทอดสดผ่านโซเชียลมีเดีย ว่าจัดสถานที่ได้อย่างสร้างสรรค์ในทุกมิติของศูนย์ และบริเวณจัดงาน อย่างเช่น การประดับตกแต่งสถานที่ที่ทำพิธีการ(ห้องจัดแสดงกิจกรรมของศูนย์เรียนรู้ฯ) ได้ให้ชาวบ้านนำผลผลิตทางการเกษตรมาช่วยกันตกแต่งสถานที่ ทำให้ออกมาสวยงามมาก อีกทั้งชุดการแสดงข้าวของพ่อตามรอยที่พอเพียง อำนวยการแสดง โดย อาจารย์อดิศักดิ์ ภาคี จากสถาบันรัชต์ภาคย์

ได้ตรึงสายตาผู้ชม สมัคร 855BET และเมื่อจบการแสดงได้รับเสียงปรบมือกึกก้อง โดยเฉพาะในระหว่างพิธีเปิดงานนั้น นายพงษ์พิทยา ธนไกรศรีทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ถึงกับกล่าวชม นายมเนศ จันดา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ผู้เป็นประธานศูนย์เรียนรู้ฯ ว่าดำเนินงานได้หลากหลายดีมาก จะทำเรื่องไปยังกรมการปกครองเพื่อให้ได้รับแหนบทองคำ เป็นผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม เช่นเดียวกับนายปกาศิต แสงสังข์ ผู้ช่วยผอ.สำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดเพชรบูรณ์ ก็ชื่นชมว่าการจัดงานครั้งนี้ถือว่าสมบูรณ์มากและถือว่าผู้นำชุมชนเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ชุมชนแข็งเข้มยั่งยืนได้ (รายละเอียดเพิ่มเติม ขอให้ชมจากคลิปข้างต้น)

ปลูกเมล่อนส่งการบินไทย ทำอย่างไร?

โครงการ TALK OF THE FARM ที่ “เกษตรก้าวไกล” ได้จัดขึ้นนั้น เป็นการต่อยอดจากการที่ต้องออกพื้นที่ทำข่าวเกษตรตามปกติอยู่แล้ว ซึ่งในรอบปี 2562 เราก็ออกเดินทางตามหายอดมนุษย์เกษตรกรไทยไปทั่วทุกหัวระแหงก็ว่าได้ แต่ก็ยังไม่ทั่วถึง และต่อให้เดินทางตามปกติสักกี่ร้อยวัน สักกี่ปีก็ไม่มีวันทั่วถึง…

เราจึงต้องเดินทางแบบใหม่ให้ทันสมัยเข้ากับยุคดิจิทัล คือพอไปถึงพื้นที่ไหน พบเกษตรกรคนใด เราก็ใช้วิธีการ LIVE สด เพื่อเชื่อมโยงสังคมเกษตรกับสังคมอื่นๆ ใหรับรู้ไปพร้อมกันว่า “เกษตรคือประเทศไทย” เกษตรกรคนนั้นคนนี้ทำอาชีพเกษตรอะไร อยากจะบอกกล่าวกับสังคมหรือเพื่อนๆอย่างไรบ้าง และหลายครั้งเราก็มีแขกรับเชิญ เช่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือเกษตรกรด้วยกันเองที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เราก็เลยตั้งโต๊ะพูดคุยกันให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่วิธีการนี้ก็ไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก หากหัวข้อที่พูดคุยไม่ร้อนแรงจริงๆ เพราะต้องยอมรับความจริงว่าสังคมบ้านเรานั้นจะรับรู้ข่าวสารอะไรก็ต่อเมื่อมีกระแส “ข่าวอับปรีย์(ข่าวที่ไม่ดี)ขึ้นหน้า 1 ข่าวดีหลบอยู่หน้าใน” คำพูดนี้ที่ถูกถ่ายทอดจากปรมาจารย์ด้านข่าวยังคงใช้ได้ทุกยุคสมัย เมื่อสังคมของเราเป็นเช่นนี้ ทางเราก็พยายามที่จะหากลยุทธ์ให้เกิดความสนใจในข่าวดีๆบ้าง

โครงการ TALK OF THE FARM จึงเกิดขึ้น…ความหมายของเราคือพูดคุยกันกลางสวนหรือในพื้นที่ของเกษตรกรนั่นเอง ตรงนี้เราต้องการสื่อให้เห็นว่าเกษตรกรของเราทุกคนมีศักยภาพไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง เพราะทุกคนคงทราบดีว่าถ้าไม่เข้มแข็งอดทนจริงๆก็อยากที่จะดำรงยุติธรรมความเป็นเกษตรกรอยู่ได้ ครั้งแรกนั้นเราเปิดชิมลางที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดตาก (เกษตรที่สูง) เรื่อง ตามหาสุดยอดอะโวคาโด จังหวัดตาก ผลก็คือว่าได้รับความร่วมมือด้วยดี ทั้งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของศูนย์จัดสถานที่อย่างดีเกินคาด รวมทั้งเกษตรที่ปลูกอะโวคาโดมาร่วมเสวนากันอย่างคึกคัก และผลตอบรับจากพี่น้องเกษตรกรที่ร่วมรับฟังจากการ LIVE สดมีเกือบ 10,000 คน

โครงการ TALK OF THE FARM จึงเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 คราวนี้เราจะไปพูดคุยกันที่บ้านสวนเมล่อนจังหวัดฉะเชิงเทรา เหตุที่เลือกสวนนี้ก็เพราะเจ้าของสวนเป็นเกษตรกรคนรุ่นใหม่ (YSF) เธอชื่อ “ปคุณา บุญก่อเกื้อ” หรือ คุณแก้ว ผู้ประสบความสำเร็จในการรวมกลุ่มสมาชิกตั้งเป็นสหกรณ์ และใช้หลักการตลาดนำการผลิต พยายามจนผลผลิตเมล่อนสามารถส่งครัวการบินไทยได้ (จากผู้หญิงธรรมดา…สู่เกษตรกร YSF เจ้าของสวนเมล่อน แบบฉบับเกษตร 4.0 https://bit.ly/2QXuqoy)

ใครที่รวมกลุ่มสมาชิกได้และประสบความสำเร็จได้ เราถือว่าไม่ธรรมดา และยิ่งส่งผลผลิตเมล่อนสู่การบินไทยได้อีกก็ยิ่งไม่ธรรมดา เราจึงกำหนดหัวข้อเสวนา TALK OF THE FARM ครั้งที่ 2 นี้ว่า ตามหาสุดยอดเมล่อนฉะเชิงเทรา (ปลูกเมล่อนส่งการไทย ทำอย่างไร?)

สำหรับผู้ที่จะมาร่วมเสวนาของเรานั้น แน่นอนว่าจะเป็นใครไม่ได้ นอกจากคุณแก้ว เจ้าของสวนบ้านเมล่อน และยังมีสมาชิกที่ล้วนเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (YSF) อีก 2 ท่าน คือ คุณเกศิณี แปลงสมบูรณ์ (ฝ้าย) เจ้าของจิราวัฒน์ฟาร์ม และ คุณภัคชัญญา ศรีชวนะ (อัม) เจ้าของศิริโสธรเมล่อนฟาร์ม นอกจากนี้ข่าวว่าจะมี YSF ในกลุ่มมาร่วมเสวนาด้วย

หัวข้อเสวนา จะเป็นการค้นหาคำตอบในเรื่องต่างๆ ดังนี้

เกษตรกรคนรุ่นใหม่กับแรงบันดาลใจ
การลงทุนทำธุรกิจสวนเมล่อน
หัวใจของการปลูกเมล่อนคุณภาพ
หัวใจของการรวมกลุ่มสมาชิก
การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่
การสร้างแบรนด์เมล่อนและการตลาด
การเจาะตลาดการบินไทยและโมเดิร์นเทรด
ฯลฯ

ท่านที่สนใจ พบกับการเสวนาได้…วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2562 เวลา 14.00 น.เป็นต้นไป ณ บ้านสวนเมล่อน 77/1 ม.1 ต.ท่าพลับ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา และท่านที่ไปฟังถึงสวนจะมีเมล็ดพันธุ์ผักจากศรแดงแจกฟรีด้วย

ส่วนท่านที่ไม่ได้ไปร่วมก็ให้รับฟังจากการ LIVE FaceBook และ YouTube #เกษตรก้าวไกลไปด้วยกัน (เวลาประมาณ 15.00-16.00 น.) แต่กิจกรรมจะเริ่มตั้งแต่เวลา 14.00 น.เป็นต้นไป

ขอย้ำว่าอย่าพลาด!!! มาฟังกันดูว่าเกษตรกรรุ่นใหม่ มีแนวคิดต่อการพัฒนาอาชีพเกษตรอย่างไร และทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จในเรื่องการตลาด…ทำตลาดยุคใหม่ต้องอย่างไร? ฟังฟรี ชิมฟรีครับ

สวพ.7 หวั่นซ้ำรอยสมุย ส่งชุดเฉพาะกิจรุกสร้างการรับรู้เรื่อง”การป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูมะพร้าว” ชาวเกาะเต่า ลดความเดือดร้อนชาวสวน-ปกป้องแหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศ หลังได้รับร้องเรียนศัตรูมะพร้าวระบาดหนัก ต้นล้มตายเป็นจำนวนมาก เร่งใช้ชีวภัณฑ์ปราบ-หนุนทำเกษตรอินทรีย์แก้ปัญหาแบบยั่งยืน

นายวิรัตน์ ธรรมบำรุง ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่7 (สวพ.7) กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันเกาะพงัน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานีนับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่มีชื่อเสียงของประเทศระดับโลกและมีมะพร้าวเป็นสินค้าอัตลักษณ์หนุนการท่องเที่ยวแสริมสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยมะพร้าวเกาะพะงันได้รับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication) หรือสินค้า GI จากกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่าเป็นมะพร้าวมีลักษณะเด่นเฉพาะถิ่นดังนี้ “มะพร้าวใหญ่ สะโพกโต เนื้อหนา กะลาแข็ง ก้านใหญ่ ทางใบยาว เนื้อมะพร้าว 2 ชั้น น้ำมันใส ในเปลือกเหนียว เนื้อหวานมัน” โดยปัจจุบันอำเภอเกาะพะงันมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวจำนวน 22,000 ไร่ ปลูกไร่ละ 20 ต้น ผลผลิตเฉลี่ย 60 ผล/ต้นให้ผลผลิตมะพร้าวทั้งหมดประมาณ 26 ล้านผล/ปีในจำนวนดังกล่าวเฉพาะเกาะตำบลเกาะเต่ามีพื้นที่ปลูก 3,000 ไร่

แต่ล่าสุด ภายหลังสวพ.7 ได้การรับแจ้งจากเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวตำบลเกาะเต่าถึงปัญหาความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของศัตรูแมลงมะพร้าวจนทำให้สวนมะพร้าวได้รับความเสียหายต้นมะพร้าวล้ม พับ ตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งสวพ.7 ได้รีบจัดส่งเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือเพื่อป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช(มะพร้าว)ของชาวบ้านอย่างเร่งด่วนแล้ว ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่พบว่ามีการแพร่ระบาดของศัตรูแมลงมะพร้าว ได้แก่ หนอนหัวดำมะพร้าว ด้วงแรด ด้วงงวงมะพร้าว และแมลงดำหนามบริเวณบ้านโฉลกบ้านเก่า หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะเต่า โดยเฉพาะด้วงแรดถือเป็นแมลงศัตรูที่สำคัญของเกาะเต่า เพราะสามารถพบได้ทุกจุดที่ทำการสำรวจ และเป็นสาเหตุแรกของการยืนต้นตายของมะพร้าวบนเกาะเต่า เนื่องจากเมื่อด้วงแรดเข้าไปเจาะโคนทางใบมะพร้าว เพื่อดูดกินน้ำเลี้ยง จากนั้นด้วงงวงจะเข้าไปวางไข่ในรอยแผลดังกล่าว เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอนก็จะกัดกินเนื้อเยื่อภายในต้น ส่งผลให้ต้นมะพร้าวแสดงอาการ ยอดเหี่ยว พับ และตายในที่สุด

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาแบบยั่งยืน สวพ.7 ร่วมกับเทศบาลตำบลเกาะเต่าได้ลงพื้นที่ชี้แจงสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ ชนิดแมลงศัตรูมะพร้าว ลักษณะการทำลาย และการป้องกันกำจัดโดยการใช้ชีวภัณฑ์ รวมทั้งวางแผนจัดตั้งแปลงสาธิตการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูมะพร้าวในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วนให้มะพร้าวอยู่คู่เกษตรกรเป็นอัตลักษณ์ในพื้นที่เกาะเต่าอย่างยั่งยืน รวมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตราเขียวเมตาไรเซียม แตนเบียนหนอนแมลงดำหนาม แตนเบียนดักแด้แมลงดำหนามมะพร้าวและแตนเบียนหนอนหัวดำให้แก่ชุมชนในพื้นที่ เพื่อให้กลุ่มสามารถพึ่งพาตนเองได้ และสามารถเป็นวิทยากรให้แก่กลุ่มอื่นๆที่สนใจในการผลิตชีวภัณฑ์ต่อไป

ส่วนเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายต้นมะพร้าวที่ถูกด้วงงวงเข้าทำลาย ส่งผลให้มีต้นมะพร้าวยืนต้นตายจำนวนมากนั้น ทาง สวพ.7 ได้ประสานศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพรในการสนับสนุนพันธุ์มะพร้าว (พันธุ์ไทย) จำนวน 2,000 หน่อ ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ และแนะนำเกษตรกรให้ใช้หน่อพันธุ์มะพร้าวจากเกาะพะงันซึ่งเป็นมะพร้าวพันธุ์ไทยที่มีชื่อเสียงและมีคุณภาพของเกาะพะงัน เพื่อเป็นการนำพันธุ์ดีมาปลูกในพื้นที่ และเป็นการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวของเกาะพะงันอีกทางหนึ่งด้วย

“สวพ.7 ได้สร้างการรับรู้เกษตรกรในด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตร ได้แก่ มาตรฐาน GAP และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากทางชุมชนต้องการยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรภายในเกาะเต่าให้มีมาตรฐานและปลอดภัยเพื่อรองรับการท่องเที่ยวและบริโภคภายในเกาะอีกด้วย ซึ่งไม่อยากให้สถานการณ์ระบาดจนเกิดเป็นวิกฤติเหมือนเกาะสมุยที่ส่งผลให้ต้นมะพร้าวบนเกาะลดลงอย่างมากในปัจจุบัน” ผู้อำนวยการ สวพ.7 กล่าว

สำหรับเกาะพะงัน ปัจจุบันเป็นแหล่งผลิตมะพร้าวอินทรีย์ที่มีศักยภาพสูง แต่ละปีได้ผลผลิตประมาณ 700,000ลูก/ปี นอกจากนี้เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวเกาะพะงันยังให้ความสนใจการทำเกษตรอินทรีย์ โดยอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนลดการใช้สารเคมี โดยได้กำหนดเป้าหมายขยายพื้นที่มะพร้าวอินทรีย์ในเกาะพะงันให้ได้ 1,500 ไร่ ภายในปี 2564 ร่วมทั้งยังเข้าร่วมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อร่วมกันบริหารจัดการผลผลิตมะพร้าวเกาะพะงันแบบครบวงจรอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม จากปัญหาการระบาดของหนอนหัวดำได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตมะพร้าวอินทรีย์ของเกษตรกร ทำให้ต้นมะพร้าวถูกทำลายและได้ผลผลิตลดลงค่อนข้างมาก กรมวิชาการเกษตรจึงเร่งสร้างการรับรู้การป้องกันกำจัดหนอนหัวด้วยชีววิธีในสวนมะพร้าวอินทรีย์บนเกาะพะงันมาอย่างต่อเนื่อง โดยส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ที่ประสบปัญหาดังกล่าว จัดทำแปลงต้นแบบการควบคุมกำจัดหนอนหัวดำแบบผสมผสาน ซึ่งมีสถานีเรียนรู้เรื่องหนอนหัวดำ สถานีเรียนรู้การตัดทางใบมะพร้าวที่มีหนอนหัวดำระบาด สถานีการผลิตแตนเบียน สถานีเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ สถานีเรียนรู้การย่อยทางใบมะพร้าว และสถานีเรียนรู้สารชีวภัณฑ์ เป็นต้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเกษตรกรที่สนใจให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในแปลงมะพร้าวอินทรีย์ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากนั้นกรมวิชาการเกษตรจะเร่งขยายผลสร้างการรับรู้การป้องกันกำจัดหนอนหัวดำด้วยชีววิธีในสวนมะพร้าวอินทรีย์ ไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่ประสบปัญหาด้วย

ในช่วงของการจัดงาน Agrifuture Conference & Exhibition 2019 เพื่อเตรียมความพร้อมธุรกิจการเกษตรแห่งอนาคต ทางบริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ได้ร่วมมือกับเหล่าพันธมิตรจัดให้มีการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการในหัวข้อที่น่าสนใจมากมาย https://bit.ly/34HJLO5 และในขณะเดียวกันได้นำผู้เข้าร่วมสัมมนาที่ประกอบด้วยผู้นำภาคเกษตรจากประเทศต่างๆ เดินทางไปศึกษาดูงานในพื้นที่จริง 2 เส้นทาง ได้แก่ คูโบต้าฟาร์ม อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี และโคโรฟิลด์ ฟาร์ม อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี

สำหรับภาพบรรยากาศที่นำมาเสนอนี้ เป็นการศึกษาดูงานที่ KUBOTA Farm ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นฟาร์มเกษตรอัจฉริยะ โดยเฉพาะมีแปลงปลูกพืชเศรษฐกิจให้ได้ศึกษาจากของจริง เช่น การปลูกข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และพืชผัก โดยเฉพาะได้เรียนรู้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลเกษตรรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเซนเซอร์วัดคุณภาพดิน (Soil Sensor), สถานีวัดอากาศ (Weather Station), ระบบการจัดการฟาร์มด้วย IoT (Farm IoT Dashboard), การทำเกษตรแม่นยำด้วยแอปพลิเคชัน KUBOTA Agri Solution (KAS), ปฏิทินการเพาะปลูกข้าวด้วยวิธี KUBOTA Agri Solution, เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร (โดรน), การจัดการแปลงปลูกอ้อยด้วยจักรกลเกษตรแบบครบวงจร, เครื่องหยอดเมล็ดแม่นยำสูง (Seeding Machine), เครื่องปลูกผัก (Vegetable Planter) ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ คือ กิจกรรมที่เกิดขึ้น ณ KUBOTA Farm ที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ 200 ไร่ หวังให้เป็นศูนย์เรียนรู้ที่สมบูรณ์แบบ โดยใช้นวัตกรรมด้านการเกษตรอย่างครบวงจร เพื่อยกระดับเกษตรกรรมให้เป็นเกษตรแม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมด้วยเกษตรวิถีใหม่ที่ให้ผลลัพธ์คุ้มค่าทุกตารางเมตร รวมถึงการบริหารจัดการรายได้ที่ยั่งยืน เพื่อนำพาเกษตรกรไปสู่เกษตรยุคใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ…

การจัดงานในครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จด้วยดี เป็นที่ชื่นชอบของผู้ร่วมงาน และเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่จะทำให้คนรู้จักกับงาน AGRITECHNICA ASIA และ Horti ASIA ซึ่งจะถูกจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม 2563 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ ผู้สนใจอย่าลืมติดตามต่อไป

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2562 นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย หรือที่ชาวสระบุรีเรียกขานว่า “ส.ส.นก” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) จังหวัดสระบุรี พรรคพลังประชารัฐ และมีบทบาทในสภาในฐานะประธาน กมธ.การสื่อสาร โทรคมนาคมและดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ร่วมกับชาวบ้านเกี่ยวข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ที่ตนเองได้ปลูกขึ้นเมื่อวันแม่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ แปลงนา ต.ดาวเรือง อ.เมือง จ.สระบุรี

ส.ส.นกเล่าว่าในช่วงที่ตกงาน (ช่วงรัฐบาลคสช.) ได้ทำให้มีเวลาคิด…ก็มองว่าภาคเกษตรคือหัวใจของประเทศไทย แต่ตัวเองนั้นไม่ได้ทำเคยทำเกษตรมาก่อน ก็เลยคิดว่าจะต้องลองทำดูบ้าง

เธอใช้พื้นที่ 4 ไร่เศษ(ต่อมาเพิ่มเป็น 7 ไร่) จัดการออกแบบสวนเกษตรตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ คือ มีพื้นที่น้ำเลี้ยงปลา(และน้ำใช้ในสวน) พื้นที่นาปลูกข้าว พื้นที่ดินปลูกพืชผักผลไม้ และพื้นที่อยู่อาศัยและเลี้ยงสัตว์ “คิดว่าทำเกษตรต้องมีน้ำไว้ใช้จึงขุดสระน้ำก่อนเลย”

พื้นที่สระน้ำมีถึง 1 ใน 3 ส่วน ทำเป็นคลองไส้ไก่ มีสระน้ำ 4 สระ เชื่อมถึงกันกับสระใหญ่ที่เป็นรูปหัวใจ คดเคี้ยวไปมาเพื่อให้เข้าถึงแปลงปลูกพืชชนิดต่างๆ เรียกว่าให้ความสำคัญกับการออกแบบแปลงเกษตรพอสมควร และตั้งชื่อว่า “สวนอยู่เย็นเป็นศุข”

“เรารักพระองค์ คิดถึงพระองค์ เป็นความรู้สึก แต่ถ้าจะให้เป็นนามธรรมก็คือทำตามพระองค์ท่าน…เดินตามรอยพระราชา(ศาสตร์พระราชา)” ส.ส.นก กล่าวและบอกว่าสวนอยู่เย็นเป็นศุข คือที่พักผ่อนหย่อนใจในยามที่เหนื่อยล้ากับการทำงานสภา “เป็นที่ชาร์ตแบตเพื่อมีพลังไว้ทำงานให้ส่วนรวมค่ะ”

สำหรับการปลูกข้าว ซึ่งเป็นพืชหลักที่ปลูกเป็นประจำทุกปีตั้งแต่เริ่มทำเกษตรมาก็คือข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิม ที่เริ่มสูญหายไปจากท้องนาและชาวนาเนื่องจากไปปลูกข้าวชนิดอื่นที่ตลาดนิยมในวงกว้าง แต่ต่อมาข้าวเจ๊กเชย ได้รับจดทะเบียนเป็นข้าวที่ปลูกเฉพาะถิ่น และได้รับ GI (Geographic Indication) หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อปี 2554 ทำให้ตลาดของข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ได้รับความนิยมขึ้นมาอีกครั้ง

“ในฐานะส.ส. จังหวัดสระบุรี มองว่าข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ เป็นข้าวประจำถิ่นที่อาจไม่แพร่หลายและมีราคาดีเท่ากับข้าวตลาด แต่ก็พยายามทางแปรรูปให้มีมูลค่า เพราะข้าวเจ๊กเชยมีคุณสมบัติมีค่าน้ำตาลต่ำ ดีต่อสุขภาพ และหุงขึ้นหม้อ เนื้อข้าวเหนียว นุ่ม เคี้ยวหนึบ ไม่เละ สามารถหุงทิ้งข้ามคืนไม่บูด เพราะน้ำตาลน้อย และถ้าเอาไปทำข้าวราดแกงจะไม่ยุบตัวง่าย ทำให้ข้าวเจ๊กเชยได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ” ส.ส.นก กล่าวและบอกว่าที่มาเกี่ยวข้าวในวันนี้ เพราะต้องการสืบสานประเพณีเกี่ยวข้าวให้เห็นถึงพลังของพี่น้องเกษตรกรที่มีมาแต่ไหนแต่ไร

สำหรับข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสงปลูกในช่วงฤดูนาปี ในพื้นที่ปลูก 7 อำเภอของจังหวัดสระบุรี ได้แก่ อำเภอเสาไห้ อำเภอเมือง หนองแซง วิหารแดง หนองแค หนองโดน และอำเภอดอนพุด จึงถือเป็นข้าวประจำถิ่นและควรค่าแก่การอนุรักษ์ให้สืบทอดต่อไป

กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมจัดงานบริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตรฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและเตรียมพร้อมเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ฟรี! วันที่ 18 ธันวาคม 2562 ณ ศพก.ดอนมดแดง อำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเดือนกันยายน – เดือนตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ได้เกิดอุทกภัยอย่างรุนแรงในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียง เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมและมีระดับน้ำสูง ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบไม่สามารถขนย้ายสิ่งของเครื่องใช้ไปเก็บในสถานที่ปลอดภัยได้ทัน บ้านเรือนได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก รวมทั้งส่งผลกระทบในภาคการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องยนต์เกษตรที่เกษตรกรใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพได้รับความเสียหายจากอุทกภัยดังกล่าว

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการสร้างช่างเกษตรท้องถิ่น โดยการฝึกอบรมเกษตรกรผู้ใช้เครื่องยนต์เกษตร พัฒนาทักษะให้เป็นช่างเกษตรท้องถิ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตร สามารถถ่ายทอดความรู้ด้านการใช้และบำรุงรักษาแก่เกษตรกรในชุมชน ตลอดจนพัฒนาเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์เกษตรที่ใช้ประกอบอาชีพได้อีกด้วย ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรได้สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นทั้ง 3 ระดับแล้ว จำนวน 12,010 คน โดยช่างเกษตรระดับที่ 1 สามารถนำความรู้เรื่องการใช้และการบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตรไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องทำให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมได้เฉลี่ย 756.09 บาทต่อเครื่องต่อปี ช่างเกษตรระดับที่ 2 และช่างเกษตรระดับที่ 3 สามารถลดค่าใช้จ่ายในการนำเครื่องยนต์ไปซ่อมแซมนอกพื้นที่ได้เฉลี่ย 1,476.75 บาทต่อรายต่อปี โดยช่างเกษตรระดับที่ 3 สามารถถ่ายทอดความรู้และให้บริการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกรในท้องถิ่น

สำหรับการเตรียมความพร้อมเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ เกษตรกรจำเป็นต้องซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรให้สามารถนำกลับมาใช้งานได้อีกภายหลังจากน้ำลด ดังนั้น เพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูแก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้กำหนดจัดงานบริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ครั้งที่ 1 ประจำปี 2563 ขึ้น ในวันที่ 18 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรดอนมดแดง (ศพก.) บ้านท่าเมือง ตำบลท่าเมือง อำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การให้บริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกร โดยช่างเกษตรท้องถิ่น ระดับ 3 นิทรรศการถ่ายทอดความรู้ และให้คำปรึกษาเรื่องการใช้และบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตร การตอบปัญหาชิงรางวัลด้านเครื่องยนต์เกษตร/เครื่องจักรกลการเกษตร นิทรรศการถ่ายทอดความรู้จากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดขอนแก่น นิทรรศการถ่ายทอดความรู้จากศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมแจกจ่ายพันธุ์พืชแก่เกษตรกร ซึ่งเกษตรกรผู้สนใจสามารถลงทะเบียนขอรับบริการได้ฟรี ณ ศพก.ดอนมดแดง หรือสำนักงานเกษตรอำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี

เริ่มแล้ว!!!! งานสังคมสุขใจปี 2562 ที่สวนสามพราน ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์…สู่ชีวิตสมดุล พร้อมเปิดตัว แอพพลิเคชั่น Thai Organic Platform เชื่อมห่วงโซ่สินค้าอินทรีย์ วันแรก สุดคึกคัก ตั้งแต่13-15 ธันวาคม 2562

สามพรานโมเดล, ททท. ,ทีเส็บ เซ็นทรัล, สสส. จังหวัดนครปฐม, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ และภาคีพันธมิตร ทั้งภาครัฐ เอกชน การศึกษา และภาคประชาสังคม ผนึกความร่วมมือร่วมจัดงาน “สังคมสุขใจครั้งที่ 6 ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์…สู่ชีวิตที่สมดุล” ภายใต้คอนเซปต์ ช้อปเปลี่ยนโลก ณ สวนสามพราน จ.นครปฐม ระหว่างวันที่ 13-15 ธันวาคม พ.ศ. 2562 มีเกษตรกรอินทรีย์ในเครือข่ายสามพรานโมเดลและจากทั่วประเทศ นำผลผลิตอินทรีย์สดใหม่จากฟาร์ม และผลิตภัณฑ์แปรรูป มาให้ช้อปสุขภาพดีอย่างจุใจ โดยไฮไลท์เด่น ปีนี้ คือการเปิดตัวแอพพลิเคชั่น Thai Organic Platform เชื่อมโยงคนทั้งห่วงโซ่สินค้าอินทรีย์ เป็นครั้งแรกในไทย มั่นใจช่วยยกระดับผู้บริโภคให้เป็น Active Consumer เข้าถึงสินค้าและกิจกรรมได้สะดวก และดึงดูดคนรุ่นใหม่มาร่วมขับเคลื่อน เพื่อสร้างระบบอาหารยั่งยืน ส่งเสริมให้เกษตรกรเลิกใช้สารเคมี และมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานในพิธีเปิดงานสังคมสุขใจครั้งที่ 6 กล่าวว่า เสน่ห์ของงานสังคมสุขใจ ที่ได้เห็นจากการมาร่วมงานทุกปี คือบรรยากาศความร่วมมืออย่างกระฉับกระเฉงของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชน เกษตรกรอินทรีย์ เดินไปทางไหนก็มีแต่รอยยิ้ม และที่น่าประทับใจมากในปีนี้ก็คือ ความก้าวหน้าที่ก้าวไปอีกขั้นของการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล และการขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ ที่นอกจากจะมีจำนวนเกษตรกรอินทรีย์ผ่านการรับรองอย่างมีส่วนร่วมมากขึ้น มีการขยายเครือข่ายไปในภาคอื่นๆเพิ่มแล้ว ยังจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้เชื่อมโยงและยกระดับความร่วมมือของคนทั้งห่วงโซ่ เพื่อสร้างระบบอาหารสมดุลและยั่งยืนให้เกิดขึ้น อันจะทำให้ทุกคนมีสุขภาวะที่ดีและชีวิตที่สมดุลร่วมกัน

นายอรุษ นวราช เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ประธานจัดงานสังคมสุขใจครั้งที่ 6 และผู้ริเริ่มการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล หรือโมเดลธุรกิจเกื้อกูลสังคม กล่าวว่า จากสถานการณ์ระบบอาหารที่ยังคงมีความไม่สมดุล โจทย์ของการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล ในปีที่ 9 และปีต่อไป ที่มุ่งให้เกษตรกร หยุดใช้สารเคมี หันมาทำเกษตรอินทรีย์ และมีการรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็ง คือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถยกระดับคนทั้งห่วงโซ่ โดยเฉพาะผู้บริโภค ให้เข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ให้มากขึ้น งานสังคมสุขใจครั้งที่ 6 ปีนี้ จึงเน้นไปที่สร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค ซึ่งมีเครื่องมือสำคัญ ที่จะเริ่มใช้ในงานนี้เป็นครั้งแรก ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมคือ แอพพลิเคชั่น ไทย ออร์แกนิก แพลตฟอร์ม ที่จะช่วยเชื่อมโยงห่วงโซ่อาหารอินทรีย์ทั้งระบบ มีความโปร่งใส ทำให้คนต้นน้ำคือเกษตรกรมีการจัดการอย่างเป็นระบบ มีโอกาสและมีช่องทางการตลาด ที่เชื่อมต่อตรงกับผู้บริโภค ส่วนผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงแหล่งผลิตอาหารอินทรีย์ กิจกรรม ได้สะดวก เชื่อมั่นได้ ราคาเป็นธรรรม และมีช่องทางเข้ามามีส่วนร่วมกิจกรรมการขับเคลื่อน

สำหรับแนวคิดของการจัดงานสังคมสุขใจครั้งที่ 6 ช้อป…เปลี่ยนโลก คุณอรุษ กล่าวว่า เป็นแนวคิดที่อยากให้ผู้มาร่วมงาน ได้ใช้พื้นที่ของงาน จุดประกายสร้างแรงบันดาลใจเพื่อการเปลี่ยนแปลง “เพราะวิถีอินทรีย์ สังคมอินทรีย์ ไม่ได้อยู่แค่เรื่องการกิน แต่มันเป็นเรื่องวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สังคม และดีต่อสุขภาพของเรา ผมอยากให้ทุกคนได้มาช้อปแรงบันดาลใจ แล้วกลับไปเปลี่ยนแปลงให้ทุกอย่างดีขึ้น ทั้งตัวเรา สังคม และสิ่งแวดล้อม”

ด้านนายสุนา วงศ์ละคร ปลัดอาวุโสอำเภอสามพราน ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า งานสังคมสุขใจ เป็นงานที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือ ที่ทำให้งานมีคุณค่า มีความหมาย มีความก้าวหน้า มีองค์ความรู้ มีปราชญ์ชาวบ้าน มีคนต้นแบบ มากมาย ที่ทำให้ให้คนที่สนใจอยากเปลี่ยนจากการใช้สารเคมี มาทำเกษตรอินทรีย์ สามารถเรียนลัดจากสามพรานโมเดลที่ทำมาต่อเนื่องอยู่แล้วได้เลย

คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า งานสังคมสุขใจ เป็นอีกความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนงานด้านการท่องเที่ยวและการสร้างสังคมอินทรีย์ที่ตอบโจทย์ความต้องการในทุกมิติ ซึ่งหัวใจของความสำเร็จ คือ ความต่อเนื่อง จึงน่ายินดีอย่างยิ่งที่การจัดงานในครั้งนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทุก ๆ ฝ่าย และควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว การช้อป…เปลี่ยนโลก ขอให้ผู้ร่วมงาน ได้ปลูกจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบต่อโลกของพวกเราไปพร้อมๆกัน ด้วยการพกถุงผ้า ตะกร้า กล่อง เพื่อลดการใช้ถุงหิ้วพลาสติก หันมารีไซเคิล เน้นใช้ของที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ Go Green เพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง สร้างสังคมอินทรีย์สู่ชีวิตที่สมดุลให้เกิดขึ้นร่วมกัน

คุณอรชร ว่องพรรณงาม ผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) กล่าวว่า งานสังคมสุขใจ เป็นอีกโอกาสสำคัญ ที่ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร การประชุมที่ต้องใช้วัตถุดิบอยู่แล้ว จะได้มาเจอกับเกษตรกร เกิดการเชื่อมโยงตรง ซึ่งในงานนี้ สสปน. ยินดีแชร์ประสบการณ์ โครงการ Farm to Functions ที่ได้ทำร่วมกับสามพรานโมเดล และพันธมิตร ธุรกิจ MICE ส่งผลทำให้โรงแรมและร้านอาหารชั้นนำในกรุงเทพ หันมาซื้อข้าวตรงจากเกษตรกรอินทรีย์ เกิดเป็นคุณค่าที่ยั่งยืน สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดี ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการและเกษตรกรอินทรีย์ อีกทั้งจุดประกายคุณค่าของการประสานพลัง 3 ภาคส่วน คือ รัฐบาล เอกชนและประชาชน เพื่อการขับเคลื่อนสังคมร่วมกัน สู่เป้าหมายการเป็น MICE Sustainable

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ (สำนัก 5) กล่าวว่า กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในสังคม ขับเคลื่อนกระบวนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพดีครบ 4 มิติ คือกาย จิต ปัญญาและสังคม โดยหนึ่งในภารกิจที่กำลังขับเคลื่อน คือการสร้าง “พื้นที่สุขภาวะ” ด้านอาหารและสุขภาวะให้เกิดขึ้น ซึ่งสามพรานโมเดล ถือเป็นหนึ่งในโมเดลตัวอย่าง ที่สสส. สนับสนุน เพราะตอบโจทย์สุขภาวะในทุกมิติ มีการส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทำให้ผู้บริโภคตื่นรู้ ตระหนัก สนใจเรียนรู้ และมีความเข้าใจระบบอาหารยั่งยืน อันสามารถขยายผลไปยังภูมิสังคมอื่น ๆ ได้ จะเห็นว่างานสังคมสุขใจ สังคมอินทรีย์ ที่ผู้คนทั้งห่วงโซ่มีรอยยิ้ม มีความสุขที่ได้เกื้อกูลกัน ได้เรียนรู้ เป็นงานที่ทำให้เห็นถึงความเชื่อมโยง เห็นคุณค่าของการมีพื้นที่สุขภาวะในสังคม ซึ่งมีความสำคัญและจะต้องร่วมมือกันส่งเสริมให้เกิดพื้นที่สุขภาวะที่ดีอย่างนี้ ให้มากขึ้นเรื่อยๆ

งานสังคมสุขใจ สวนสามพราน เป็นงานประจำปีที่จัดขึ้นต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 6 แล้ว โดยทุกปีจะมีการสรุปผลการขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ ภายใต้สามพรานโมเดล ที่มีการทำงานสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่มภายใต้ระบบการรับรองอย่างมีส่วนร่วม โดยในงาน ยังมีเวทีแชร์ประสบการณ์ เส้นทางการเรียนรู้และการขับเคลื่อน และมีเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์จากทั่วประเทศ รวมถึงเครือข่ายผู้ประกอบการ มีเกษตรกรอินทรีย์ในเครือข่ายสามพรานโมเดล ตลาดสุขใจ และบูธของผู้สนับสนุน เช่นบูธเซ็นทรัลทำ ของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ได้นำผลงานการขับเคลื่อนสังคม การสร้างอาชีพ สร้างการศึกษา พัฒนาสินค้าชุมชนให้คนในท้องถิ่นมาแชร์ บูธ สสปน. ที่มีการสรุปความรู้จากการขับเคลื่อนโครงการ Farm to Functions ที่ทำให้เกษตรกรอินทรีย์ในจังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดสุรินทร์ มีลูกค้าเป็นโรงแรม 5 ดาว ในกรุงเทพฯ

ผลิตภัณฑ์ในงานสังคมสุขใจที่ได้รับความสนใจมีมากมาย อาทิ ข้าวอินทรีย์หลากสายพันธุ์รวมถึงข้าวพันธุ์พื้นมือง เช่น ข้าวปะกาอำปึล จากบ้านทัพไทย จ.สุรินทร์ ข้าวหอมนครชัยศรี จ.นครปฐม นอกจากนี้ยังมีพืชผักผลไม้เมืองหนาว เช่น อะโวคาโด เคพกูสเบอรี่จากบ้านห้วยขมิ้น อ.แม่แจ่ม ฟักทองบัตเตอร์นัท จากสองแควออร์แกนิก จ.พิษณุโลก มีผลิตภัณฑ์แปรูปจากสมุนไพร เช่น แยม ชาเก็กฮวย ชากุหลาบ จากเครือข่าย PGS ลำพูน และ กลุ่มม่วนใจ๋ กลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีธรรมชาติ มีปัจจัยการผลิต เช่นเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ กว่า 40 ชนิด จากสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ มีการให้ความรู้จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความรู้การดูแลสุขภาพองค์รวม การตรวจสารพิษในผัก

ในส่วนกิจกรรมความรู้ สมัคร WinningFT มีการสอนการแปรรูปอาหาร มีการสอนกระบวนการทำคราฟช็อคโกแลต สอนทำบะหมี่จากผักผลไม้อินทรีย์ มีเวทีการสรุปบทเรียนการขับเคลื่อนการท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ Organic Tourism รวมถึงมีคนต้นแบบเกษตรอินทรีย์ มาให้ข้อคิด เช่น คุณวิฑูรย์ เรืองเลิศปัญญากุล คุณอาทิ คุณนคร ลิมปคุปตถาวร หรือคุณปริ๊นซ์ เจ้าชายผัก ในงานนี้ยังจะได้เจอเกษตรกรอินทรีย์ ต้นแบบที่สามารถยืนหยัด ไม่เพียงเปลี่ยนจากการทำเคมีมาเป็นอินทรีย์ แต่ยังนำการพัฒนากลุ่ม สามารถยกระดับธุรกิจ เป็นแหล่งเรียนรู้ เช่น ป้าประหยัด ปานเจริญ จากลุ่มบางช้างบ้านหัวอ่าว คุณอรุณี พุทธรักษา จากลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่หัวใจอินทรีย์ ในงานยังมีโรงเรียนและนักเรียนเครือข่ายเกษตรอินทรีย์สามพรานโมเดล รอบสวนสามพราน นำผลผลิตจากแปลงของโรงเรียนมาจำหน่าย

อาหารปลอดภัยเป็นความท้าทายหนึ่งของโลกที่กำลังเผชิญ

ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้บริโภค ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน รัฐบาลได้เห็นความสำคัญในการผลักดันประเด็นดังกล่าว โดยคณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลัก ในการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564 ทั้งนี้ ในกระบวนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ ได้มีการจัดตั้งกลไกการขับเคลื่อนทั้งระดับชาติและระดับจังหวัด ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา เกษตรกรและผู้บริโภค เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเพิ่มพื้นที่และจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ เพิ่มสัดส่วนตลาดเกษตรอินทรีย์ภายในประเทศ รวมทั้งยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้าน นำไปสู่การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย

ทั้งนี้ พื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์ที่มีอยู่ทั่วโลกรวมกันประมาน 436.53 ล้านไร่ ใน 173 ประเทศ มีมูลค่าทางการตลาดสูง 3 ล้านล้านบาท ประเทศไทยจัดว่าเป็นอันที่ 7 ของภูมิภาค ซึ่งมีพื้นที่รวม 360,000 ไร่ โดยรัฐบาลตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ให้ได้ 1.3 ล้านไร่ ให้ได้ในปี 2565 ซึ่งการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์นี้ จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคด้านการผลิต การค้า การบริโภคและการบริการเกษตรอินทรีย์ที่มีความยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้ในอันใกล้นี้อย่างแน่นอน

นายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการ มูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด กล่าวว่า โครงการประกวดเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด มีความมุ่งหวังเชิดชูเกษตรกรตัวอย่าง และขยายแนวคิดการทำเกษตรอินทรีย์ ที่ปลอดภัย ใส่ใจผู้บริโภค ภายใต้แนวคิด “เกษตรวิถีอินทรีย์แบบครบวงจร” โดยคำนึงถึงผลกระทบในทุกมิติ อันได้แก่ ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งคำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง

ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์การรับประทานอาหารจานด่วน อาหารแปรรูป และอาหารปรุงแต่งที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ และยากต่อการคัดเลือกวัตถุดิบ ดังนั้น การเลือกบริโภคอาหารที่มีวัตถุดิบอินทรีย์ถือเป็นทางเลือกในการรับประทานอาหารของคนเมือง เพื่อการรับประทานที่อุดมไปด้วยโภชนาการและปราศจากสารปนเปื้อน นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริม สนับสนุนและเป็นกำลังใจสำคัญให้กับเกษตรกรในการประกอบอาชีพการเกษตรวิถีอินทรีย์ ที่ต้องใช้ความวิริยะ อุตสาหะและความประณีตอย่างสูง เพื่อสร้างอาหารปลอดภัยให้ผู้บริโภค

“กว่าทศวรรษที่เราดำเนินโครงการประกวดเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด เราภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เชิดชูเกษตรกรต้นแบบที่มีศักยภาพ จนเกิดเป็นเครือข่ายเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ที่กระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้กับแผ่นดิน ร่วมกันขับเคลื่อนชุมชน สังคมและเศรษฐกิจของประเทศให้มั่งคั่งยั่งยืน” นายบุญชัยกล่าว

นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า “ดิจิทัลเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมอาหารที่กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร (Food security) จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรโลก และการเปลี่ยนรูปแบบของวิถีชีวิตจากชนบทสู่เมืองที่เพิ่มมากขึ้น (Urbanization) โดยประชากรเมืองจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 66% ภายในปี 30 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่ 50% ของประชากรทั้งประเทศ ส่งผลให้เกิดความตระหนักในความปลอดภัยของอาหาร ซึ่งสามารถติดตามแหล่งที่มาของวัตถุดิบในการผลิตได้ (Traceability)”

เพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มความต้องการของโลกที่เน้นความยั่งยืนทางอาหารมากขึ้น ประเทศไทยในฐานะเป็นผู้ผลิตทางการเกษตรรายใหญ่ของโลก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาทำให้ห่วงโซ่ทางการเกษตรมีประสิทธิภาพผ่านการทำเกษตรอย่างแม่นยำ (precision farming) ซึ่งผ่านการวิเคราะห์ข้อมูล (data) ที่ได้จากแปลงเกษตรจริง ทำให้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรปลอดภัยมากขึ้น ลดการพึ่งพาสารเคมี สร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค

ดีแทคมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยยึดหลักการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value) หรือ CSV ระหว่างภาคธุรกิจ สังคมและประชาชน เพื่อเสริมศักยภาพภาคการเกษตรไทย อันเป็นการตอกย้ำบทบาทของดีแทคที่มากกว่าการเป็น Mobile connectivity” นางอเล็กซานดร้า กล่าว

ผลการตัดสินเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด พ.ศ.2562

รางวัลชนะเลิศ นายปรีชา หงอกสิมมา จ.ขอนแก่น เกษตรกรรุ่นใหม่ผู้มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาและเป็นแบบอย่างของการทำเกษตรแบบยั่งยืน หลังจากผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายจากการทำเกษตรแบบใช้สารเคมีและไม่ได้รับความเป็นธรรม

หลังจากสำเร็จการศึกษาด้านเกษตรมาโดยตรงและเริ่มทำงานในโครงการส่วนพระองค์ มูลนิธิชัยพัฒนา ทำหน้าที่เป็นวิทยากรฝึกอบรมให้เกษตรกรและผู้สนใจแนวพระราชดำริ ก่อนจะลาออกแล้วหันหน้ายึดอาชีพเกษตรกร โดยนำความรู้พื้นฐานด้านเกษตรที่ร่ำเรียนบวกกับความชอบเรื่องระบบนิเวศน์ป่าและธรรมชาติมาวางแผนในการทำแปลง โดยเน้นเรื่องป่าไม้ควบคู่กับการทำเกษตร

นายปรีชา ได้ยึดแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยแบ่งพื้นที่ 14 ไร่ เป็นแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ที่มีการผสมผสานกิจกรรมทางการเกษตรอย่างครบวงจร ได้แก่ ธนาคารต้นไม้ พื้นที่ปลูกผักอินทรีย์ ฟาร์มไก่ไข่อารมณ์ดี การแปรรูปสมุนไพรและพื้นที่ที่จัดสรรเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร นอกจากนี้ ยังได้นำผลผลิตจากป่ามาแปรรูปเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ พร้อมทั้งผลิตพืชผักและสมุนไพรอินทรีย์ภายใต้แบรนด์ “WANAPHANW” (วนพรรณ)

ขณะเดียวกัน ได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ โดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก สามารถเลือกปลูกผลผลิตนำมาแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรได้ ทำน้อย ได้มาก สร้างรายได้ให้ทั้งตัวเองและชุมชน พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 นายโกสินธุ์ สุวรรณภักดี จ.มหาสารคาม ผู้คิดค้น ต่อยอด สร้างมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ “กล้วยเสียบตอก” ด้วยการนำวัสดุพื้นบ้านมาใช้ สามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้ชุมชน

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 นางกล้วย ดวงคำ จ.ยโสธร ผู้นำกลุ่มนาข้าวอินทรีย์ที่เข้มแข้ง มีเครือข่ายข้าวอินทรีย์ที่ได้มาตรฐานออร์แกนิค สามารถส่งไปจำหน่ายในต่างประเทศในนาม “ข้าวอินทรีย์บ้านเชียงเพ็ง”

เพราะดีแทคจัดงาน “พิธีประกาศผล เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี พ.ศ. 2562” ที่เดอะกลาส เฮ้าส์ ปาร์คนายเลิศ ใจกลางกรุงเทพมหานคร https://bit.ly/35hytjB ทำให้ได้พบกับสิ่งดีๆ รู้สึกว่าการจัดงานครั้งนี้เข้ากับสถานที่ได้ดีมาก…ปีนี้เขาเน้นสรรหาเกษตรกรที่เป็นต้นแบบภายใต้แนวคิด “เกษตรรุ่นใหม่ ใส่ใจผู้บริโภค” คือเน้นเกษตรอินทรีย์ครบวงจรนั่นเอง

ที่ว่าเหมาะก็เพราะนอกจากความสวยงามของเกษตรรุ่นใหม่ที่นำเอาแนวคิดสร้างสรรค์มาประชันกันแล้ว ยังได้ชื่นชมต้นหมากรากไม้หลายชนิดเป็นของแถม ถือว่าทรงคุณค่ามากมายนัก และเข้ากับบรรยากาศที่ดีแทคบรรจงสร้างสรรค์ ไม่เฉพาะบริเวณสถานที่จัดงานที่ร่มรื่นร่มเย็น แต่ให้คุณค่าแบบลงลึก อย่างเช่นอาหารที่จัดเสิร์ฟผู้มาร่วมงานครั้งนี้ คัดสรรมาจากท้องไร่ท้องนาล้วนๆ

ก่อนที่งานพิธีการจะเริ่มขึ้นได้มีโอกาสส่ายสายตาไปมา หันซ้ายขวา ทำให้ได้พบกับบรรดาต้นไม้ร่าเริงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ไม่หวั่นว่าจะถูกล้อมด้วยป่าคอนกรีตที่เป็นตึกสูงระฟ้าจำนวนมาก และสายตาก็มาสะดุดที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง นามว่า “ต้นจิกน้ำ” ที่ดูเหมือนว่าจะโอนเอนไปกับพื้นราบ แต่ก็ยังเงยหน้ามายิ้มรับผู้มาเยือนแบบไม่เห็นร่องรอยที่เคยเจ็บปวดมาก่อน

เดินเข้าไปใกล้ๆ จิกน้ำต้นนี้คงเคยถูกลมพายุพัดให้ล้มมาแล้ว และตัวต้นจิกเองก็อายุอานามใช่น้อย แต่โชคดีที่ว่าเจ้าของได้เข้ามาดูแลพลิกฟื้นใหม่ จึงทำให้จิกต้นนี้ยังคงมีสุขภาพดีและสวยงามเหมือนต้นอื่นๆ

ผมชื่นชมกับต้นจิกน้ำอยู่นานพอสมควร ใจนั่นก็ชื่นชมเจ้าของผู้ดูแลสวนแห่งนี้ ชื่นชมที่ว่าเขาดูแลต้นไม้ทุกต้นเป็นอย่างดี ซึ่งใกล้กันยังมีเพื่อนต้นไม้ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวอีกมาก ถ้าไม่รักษ์ต้นไม้จริงๆ คงไม่ง่ายที่จะดูแลได้ และต้นไม้แต่ละต้นคงมีตำนานเล่าขานกันพอสมควร หากมีโอกาสก็จะกลับมาเยือนใหม่อีกครั้ง

ขอบคุณ ดีแทค ที่นำสิ่งดีๆ มีคุณค่ามามอบให้แบบไม่คาดคิดมาก่อนครับ หมายเหตุ-เกษตรก้าวไกล/ ผลการตัดสินเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี 2562 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 ได้ประกาศมอบรางวัลชนะเลิศให้กับ นายปรีชา หงอกสิมมา เกษตรกรรุ่นใหม่จาก จ.ขอนแก่น

ประวัติ หลังจากสำเร็จการศึกษาด้านเกษตรมาโดยตรงและเริ่มทำงานในโครงการส่วนพระองค์ มูลนิธิชัยพัฒนา เขาทำหน้าที่เป็นวิทยากรฝึกอบรมให้เกษตรกรและผู้สนใจแนวพระราชดำริ ก่อนจะลาออกแล้วหันหน้ายึดอาชีพเกษตรกร โดยนำความรู้พื้นฐานด้านเกษตรที่ร่ำเรียนบวกกับความชอบเรื่องระบบนิเวศน์ป่าและธรรมชาติมาวางแผนในการทำแปลง โดยเน้นเรื่องป่าไม้ควบคู่กับการทำเกษตร ยึดแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยแบ่งพื้นที่ 14 ไร่ ทำเกษตรผสมผสานอย่างครบวงจร ได้แก่ ธนาคารต้นไม้ พื้นที่ปลูกผักอินทรีย์ ฟาร์มไก่ไข่อารมณ์ดี การแปรรูปสมุนไพรและพื้นที่ที่จัดสรรเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร นอกจากนี้ ยังได้นำผลผลิตจากป่ามาแปรรูปเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ พร้อมทั้งผลิตพืชผักและสมุนไพรอินทรีย์ภายใต้แบรนด์ “WANAPHANW” (วนพรรณ) ขณะเดียวกัน ได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ โดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก สามารถเลือกปลูกผลผลิตนำมาแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรได้ ทำน้อยได้มาก สร้างรายได้ให้ทั้งตัวเองและชุมชน พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน

ต่อไปนี้คือ คำสัมภาษณ์สดๆร้อนๆ หลังจากได้รับรางวัลชนะเลิศ เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี 2562 ดังรายละเอียดต่อไปนี้ (เพื่อความครบถ้วนขอให้ผู้สนใจฟังคลิปประกอบด้วย)

รู้สึกอย่างไรบ้าง ที่ได้รับรางวัล เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี 2562
ดีใจครับ ที่ได้รับรางวัลรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ทำให้เรารู้สึกว่าต้องทำงานมากขึ้นและทุ่มเทมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

คุณปรีชาได้นำเสนอเรื่องอะไรบ้าง ที่ทำให้ได้รับรางวัลในครั้งนี้
ผมนำเสนอมิติของการขับเคลื่อนพัฒนาบ้านเกิด คือตั้งแต่เริ่มต้นที่เรียนหนังสือ สาขาที่เกี่ยวกับการเกษตรได้วางแผนที่จะพัฒนาบ้านเกิดมาเป็น 10 ปี ไม่ใช่เพิ่งมาคิดทำในปี 2 ปีนี้

พื้นฐานคุณพ่อคุณแม่ทำการเกษตร….เห็นอะไรเป็นจุดอ่อน
ผมมาจากครอบครัวเกษตรกรและเรารู้ดีว่าเกษตรกรจะไม่ค่อยมีความรู้และรู้ทันกลไกการตลาด เราจึงต้องเอาตัวเองไปเรียนรู้ จนจบสาขาพืชสวน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งแต่ปีการศึกษา 2549 หลังจากนั้นได้ไปทำงานที่มูลนิธิชัยพัฒนาเพื่อไปหาประสบการณ์หาความรู้ ไปทำงานในสายงานที่คิดว่าเป็นแหล่งข้อมูล ที่ทจะทำให้เรามีความรู้นำกลับมาใช้กับงานของเรา ทำการเกษตรที่บ้านเกิด เช่น เราได้รู้เรื่องการจัดการเรื่องดิน เรื่องน้ำการเกษตร การจัดการฟาร์ม เรื่องการแปรรูป เรื่องการตลาด เราได้ทุกอย่างได้เรียนรู้การสร้างแบรนด์ เช่น ดอยคํา จากโครงการหลวง และยังทำให้เราได้ความรู้เกี่ยวกับโครงการตามพระราชดำริต่างๆ รู้ว่าเกษตรทฤษฎีใหม่คืออะไร

หลังจากได้ไอเดียจากโครงการหลวง ได้กลับมาวางแผนของตัวเองอย่างไร
หลังจากมีประสบการการทำงานที่มูลนิธิโครงการหลวง 8 ปี เรามาทำของเราเองซึ่งมีพื้นที่ 14 ไร่เราได้ออกแบบสวนตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ เรามองเรื่องแหล่งน้ำ มองเรื่องการปลูกสวนป่าเพื่อให้ระบบนิเวศกลับคืนมา ไม้ยางนา ไม้ตะเคียน ฯลฯ จากนั้นค่อยใส่ละเอียดพืชอื่นๆ เข้าไปปลูกพืชที่เป็นอาหารเป็นยาเป็นสมุนไพร ตัวไหนปลูกได้ปลูกไม่ได้ ตัวไหนนำไปทำอะไรได้ นำความรู้ที่ได้จากการนำมาแปรรูปสมุนไพร ตัวไหนเป็นสมุนไพรที่เกี่ยวกับการนวดหรือเครื่องสำอาง เราก็ศึกษาและนำมาทำ โดยไปอบรมเรียนรู้จากหน่วยงานต่างๆที่เขาสอนจนเกิดองค์ความรู้ก็มาทำของตนเอง

ใช้เวลากี่ปีตั้งแต่เริ่มต้นจนมาถึงทุกวันนี้ที่สร้างชื่อขึ้นมาได้
เริ่มตั้งแต่ปี 2549 เริ่มวางแผนที่จะทำเกษตรแต่ว่าเราต้องไปทำงานก่อนเพื่อเก็บประสบการณ์และกลับมาบ้านในปี 2557 ช่วงที่กลับมานั้น พ่อแม่ไม่เห็นด้วยหรอกเขาอยากให้เราทำงานมีเงินเดือน ต้องอาศัยการอธิบายว่าทำอย่างนี้เพื่อได้อย่างนี้อธิบายก่อนว่าทำไมต้องกลับมาบ้าน เราจะกลับมาทำอะไร และทำให้เขาเห็น เดิมพ่อแม่ทำนาอย่างเดียว พอเราทำสำเร็จเขาก็ยอมรับ…ตอนนี้ต้นไม้ที่ปลูกก็แปรรูปได้แล้ว

สรุปว่าลาออกจากงานประจำมาทำเกษตรในปี 2557
ใช่ครับ ผมลาออกจากงานประจำในในปี 2557 แต่ช่วงที่ไปทำงานในปี 2549 และบรรจุงานในปี 2550 ผมก็วางแผนที่จะกลับบ้านเกิดไว้ก่อนแล้ว โดยการไปปลูกต้นไปตั้งแต่ปี 2549 และในช่วงปี 2553 ผมแบ่งเวลากลับมาบ้านจากนครนายกกลับไปขอนแก่น 500 กิโลเมตร ไปกลับก็ 1000 กิโลเมตร เดินทางหนึ่งวันเต็มๆ เพื่อที่จะกลับบ้านกลับมาสร้างในสิ่งที่เป็นความฝัน ตอนนั้นไม่มีรถที่จะไปขนต้นไม้กล้าไม้ก็ถอนใกล้ๆบ้าง และแบกขึ้นรถเมล์มาปลูกที่แปลงของเรา ตอนนี้มีต้นไม้หลักทั้งหมดประมาณ 500 ต้น เป็นต้นยางนาครึ่งหนึ่งที่เหลือเป็นไม้มีค่าอื่นๆ เป็นทฤษฎีใหม่แต่มีต้นไม้ยืนต้นเป็นไม้หลักและเราได้ปลูกสมุนไพรไว้ในป่า เราใช้ระบบเกษตรอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมีเลย เป็นการทำเกษตรแบบธรรมชาติก็ว่าได้ บางคนบอกว่าทำนาต้องแบกปุ๋ยหรือขี้วัวไปใส่นาข้าวแต่ของผมปุ๋ยเกิดขึ้นเอง เราออกแบบแปลงให้น้ำไหลลงมารวมกันพัดเอาใบไม้ ซึ่งก็คือปุ๋ยมาอยู่ด้วยกันมันก็หมักเป็นธรรมชาติ…

ตอนนี้ผลิตภัณฑ์ของเราพัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้ว
จริงๆ เราแปรรูปสร้างแบรนด์แล้ว เราใช้ชื่อแบรนด์ว่า “วนพรรณ” แปลว่าป่าที่มีต้นไม้หลากหลาย เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากสมุนไพรมาจากป่า…มีแชมภู สบู่ โลชั่น ฯลฯ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากสมุนไพรในป่ามีความหลากหลายมาก

การตลาดเป็นอย่างไรบ้างครับ รายได้หลักมาจากตัวไหน
รายได้ก็พออยู่ได้ค่อนข้างมั่นคง มาจากการแปรูปเป็นหลัก เรามีจำหน่ายที่ Top สาขาขอนแก่นและเรารับผลิตสมุนไพรให้กับลูกค้าอื่นด้วย เราขยายไปมาก ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร คุณเฉลิมชัย ศรีอ่อน รวมทั้งอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร นายเข้มแข็ง ดำรงยุติธรรม ได้ชื่นชมในพัฒนาการของเราและเรามีการรวมกันในนามของยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ด้วย

ทำเกษตรแบบคุณปรีชามีรายได้มีความยั่งยืนอย่างไรบ้างครับ
ถ้าเรามอง เราต้องมองเราอีก 5 ปีเราทำอะไร แล้วตอนเกษียณเราจะได้อะไร คือผมว่าเป็นขั้นตอน ช่วงที่เราอายุยังไม่มาก เรายังมีแรง เราก็มีรายได้จากการทำงาน จากการขายสินค้า จากการทำแบรนด์สินค้า ขายแชมภู ขายผัก หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่มองไปข้างหน้าเรี่ยวแรงเราไม่เยอะ เราสามารถปลดเกษียณตัวเองได้ โดยการมีต้นไม้เป็นมูลค่าทรัพย์สิน ต้นไม้ที่ผมปลูก 500 ต้น ถ้าตีมูลค่าต้นละ 1,000 บาท ก็ได้ 500,000 บาทแล้ว ถ้าต้นละ 10,000 บาท ก็ 5 ล้านบาทแล้ว อันนี้คือทรัพย์สินที่เราสร้างขึ้น เพราะฉะนั้นในวันที่เราอายุมากขึ้นมันก็คือเงินบำนาญ…

ตอนนี้คุณปรีชาเท่ากับเป็นต้นแบบของคนรุ่นใหม่หรือคนที่มองเห็น อยากจะบอกกับคนเหล่านั้นอย่างไร
ผมมองว่าทุกอาชีพเราต้องมีความมั่นคง ไม่จำกัดว่าเป็นเกษตรกร ผมเคยให้ความรู้ทั้งพนักงานบริษัท ข้าราชการ บุคคลทั่วไปที่รับจ้าง ผมมองว่าเราอย่าไปมองเรื่องรายได้อย่างเดียว เราต้องมองเรื่องการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินด้วย อย่างที่เป็นที่ดินเราทำงานบริษัทก็ทำไป แต่ถ้าเรามีที่ดินเราก็ต้องตัดสินใจทำอะไรลงไปบ้าง ไม่ใช่รอให้เรียนจบมาทำงาน อนาคตมันไม่แน่นอน เกษียณแล้วเราจะต้องไม่เป็นภาระของสังคม ผมมองว่าที่ดินเปล่ามันก็อาจจะมีมูลค่าเกิดขึ้นตามราคาประเมินแต่ถ้าที่ดินเปล่า 1 ไร่ ปลูกต้นไม้ไว้ 100 ต้น ในเวลา 20 ปี ก็ลองคำนวณดูว่าเราจะได้เงินมาเท่าไหร่

ทุกวันนี้มีคนไปศึกษาดูงานเรื่อยๆ ผู้สนใจเข้าไปดูในเพจ Facebook วนพรรณ ออร์แกนิค การ์เด้น และเราสามารถสื่อสารได้ตลอดเวลา นัดหมายเข้ามาพูดคุยกันได้ ยินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ

แม่น้ำนครนายก เป็นลำน้ำสายสำคัญของจังหวัดนครนายก มีต้นน้ำจากภูเขาในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เขตอำเภอปากพลี โดยไหลผ่านทุกอำเภอในจังหวัดนครนายก ก่อนไปบรรจบกับแม่น้ำปราจีนบุรี เป็นแม่น้ำบางปะกงที่ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี รวมความยาวประมาณ 130 กิโลเมตร ถือว่าเป็นสายน้ำสำคัญของประชาชนในพื้นที่แห่งนี้

เพื่อให้การนำน้ำจากแม่น้ำนครนายก รวมถึงลำน้ำสาขามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด กรมชลประทาน จึงได้มีการดำเนินก่อสร้างโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายกขึ้น และมีการก่อสร้างแล้วเสร็จในปีพ.ศ. 2479 โดยสถานที่ตั้งโครงการฯ อยู่ที่บ้านท่าหุบ ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง

ภายในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายก มีที่ส่วนสำคัญ คือ ส่วนของหัวงานอันเป็นที่ตั้งเขื่อนทดน้ำที่มีชื่อเรียกว่า เขื่อนนายก มีคลองส่งน้ำสายใหญ่ 4 สาย รวมความยาว 77.92 กิโลกเมตร และคลองซอย/คลองแยกซอย จำนวน 29 สาย ความยาว 119.25 กิโลเมตร สามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานในจังหวัดนครนายกได้ถึง 340,563 ไร่

นายสุชิน ชลอศรีทอง ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายก กล่าวว่า สำหรับการบริหารจัดการส่งน้ำชลประทานในปัจจุบันของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายกได้แบ่งออกเป็น 4 ฝ่าย ได้แก่

หนึ่ง ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงบรักษาที่ 1 ที่ทำการอยู่ที่บริเวณหัวงงานประตูระบายน้ำท่าช้าง พื้นที่ชลประทาน 33,644 ไร่ ส่งน้ำแบบนอนทุ่ง คือปล่อยให้ระดับน้ำในแปลงนาสูงขึ้นตามการเจริญเติบโตของข้าว

สอง ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 ที่ทำการอยู่ที่บริเวณประตูระบายน้ำคลองบางปลากด พื้นที่ชลประทาน 72,688 ไร่ ส่งน้ำแบบนอนทุ่งเช่นกัน

สาม ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 ที่ทำการอยู่ที่บริเวณหัวงานประตูระบายน้ำคลองเหมือง พื้นที่ชลประทาน 128,952 ไร่ ส่งน้ำแบบนอนทุ่งโดยใช้คลองเหมืองและคลองส่งน้ำสาย 1 ควบคุมน้ำในทุ่ง

สี่ ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 4 ที่ทำการอยู่บริเวณหัวงานประตูน้ำนายก พื้นที่ชลประทาน 105,279 ไร่ ส่งน้ำแบบนอนทุ่ง

โดยแหล่งน้ำต้นทุนของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายกที่ใช้ในพื้นที่ชลประทานในฤดูฝนได้แก่ ปริมาณน้ำฝนที่ตกในพื้นที่โครงการ และกรณีน้ำไม่เพียงพอจะใช้น้ำต้นทุนเสริมจากปริมาณน้ำท่าจากน้ำที่ระบายจากเขื่อนขุนด่านปราการชล ขณะที่ฤดูแล้ง จะขอรับการสนับสนุนจากเขื่อนขุนด่านปรากการชล โดยจะมีการจัดรอบเวนการส่งน้ำอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ นางภัทราภรณ์ เมฆพฤกษาวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) กรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายก เป็นโครงการที่รับน้ำต้นทุนหลักมาจากแม่น้ำนครนายก และลำน้ำสาขาต่างๆ มาถึงวันนี้มีอายุการใช้งานมานานกว่า 80 ปีแล้ว ทำให้ประสิทธิภาพการใช้งานลดลงจนอาคารชลประทานบางแห่งชำรุดเสียหาย

“แม้ว่าได้มีการปรับปรุงซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดีตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา แต่การเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม การใช้ที่ดิน การเพาะปลูก กิจกรรมการใช้น้ำ ที่เกิดจากการพัฒนาเขื่อนขุนด่านปราการชล ทำให้โครงสร้างอาคารชลประทานและการบริหารจัดการน้ำไม่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน จนเกิดปัญหาทั้งด้านการส่งน้ำ การระบายน้ำ คุณภาพน้ำ และปัญหาดินเปรี้ยวที่เป็นลักษณะเดิมของพื้นที่อยู่แล้ว” นางภัทราภรณ์กล่าว

กรมชลประทานเดินหน้าโครงการศึกษาความเหมาะสมฯ
ดังนั้น กรมชลประทาน จึงได้จัดทำโครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการปรับปรุงระบบชลประทานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายก จังหวัดนครนายก ขึ้น

“กรมชลประทาน เห็นสมควรที่จะศึกษาหาแนวทางปรับปรุงทั้งระบบ เพื่อให้สามารถใช้งานต่อไปอีกยาวนาน”

โครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายก จังหวัดนครนายก ที่กรมชลประทานได้ดำเนินการในครั้งนี้ ยังได้รวมดำเนินการในส่วนของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาขุนด่านปราการชลอีกด้วย เพราะแหล่งน้ำต้นทุนส่วนหนึ่งของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายกมาจากเขื่อนขุนด่านปราการชล ทำให้โครงการทั้งสองมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการน้ำเป็นภาพรวมทั้งระบบ

“แม้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาขุนด่านปราการชลจะก่อสร้างได้ประมาณ 9 ปี ถึงแม้ระบบส่งน้ำยังใช้งานได้ดี แต่ระบบกระจายน้ำยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ อีกทั้งมีปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำนครนายกที่นับวันจะรุนแรงขึ้น”

“ทั้งหมดนี้เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายก โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาขุนด่านปราการชล การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนขุนด่านปราการชล และการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำนครนายก มีประสิทธิภาพมากขึ้นสอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน รวมทั้งให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กนช.)”

โดยในการดำเนินงานการศึกษานั้น ทางกรมชลประทานได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาประกอบด้วย บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ดีไว พลัส จำกัด และบริษัท สามารถ เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนส์ จำกัด ให้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายก จังหวัดนครนายก

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อหาแนวทางการปรับปรุงระบบส่งน้ำ ระบบระบายน้ำ รวมถึงระบบลำน้ำที่มีอยู่เดิม ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายก และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาขุนด่านปราการชล ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำ แก้ไขและบรรเทาปัญหาอุทกภัย ให้สอดคล้องกับสภาพสังคม การใช้ที่ดิน การเพาะปลูก กิจกรรมการใช้น้ำในปัจจุบัน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงหาแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำนครนายก ที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบลุ่มน้ำข้างเคียงและลุ่มน้ำหลัก ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและมีความสมดุลระหว่างการใช้น้ำ การป้องกันอุทกภัย และการรักษาคุณภาพน้ำ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

แนวทางการพัฒนาที่ต้องดำเนินการ
ในวันนี้ การดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการปรับปรุงระบบชลประทานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายก โดยบริษัทที่ปรึกษาได้ผลสรุป และนำมาสู่การจัดประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการเพื่อนำเสนอผลการศึกษา และรับฟังข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโครงการฯ ไปเมื่อเร็ว ๆนี้

ทั้งนี้นางภัทราภรณ์ ได้กล่าวถึงผลจากการศึกษาว่า สำหรับในแนวทางการแก้ไขปัญหาอุทกภัยนั้นจะมีการดำเนินการที่ประกอบด้วย

หนึ่ง การบริหารจัดการเขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนบางปะกง เขื่อนนายกและระบบชลประทาน

สอง ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำชั่วคราวเป็นระยะๆ ทั้งในแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำนครนายก

สาม เพิ่มระบบสูบระบายบริเวณปลายคลองส่งน้ำในพื้นที่ชลประทานและจุดควบคุมที่สำคัญ เพื่อเร่งการระบายน้ำและลดระยะเวลาน้ำท่วมขังไม่ให้เกิดความเสียหายในพื้นที่

สี่ ใช้พื้นที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมประจำในการช่วยชะลอน้ำหลาก ผันน้ำจากแม่น้ำนครนายกเข้าสู่พื้นที่ฝั่งตะวันออกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา

และห้า ติดตั้งระบบสูบระบายน้ำเพื่อควบคุมระดับน้ำในแม่น้ำนครนายกในลักษณะของการพร่องน้ำเพื่อรองรับน้ำหลากที่เกิดขึ้นในลุ่มน้ำในลักษณะของแก้มลิงแม่น้ำ

ส่วนแนวทางแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ประกอบด้วย
หนึ่ง การปรับปรุงรูปแบบการระบายน้ำของเขื่อนขุนด่านปราการชล จะมีน้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 103 ล้าน ลบ.ม./ปี

สอง ปรับปรุงระบบส่งน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการชลประทาน/ลดการสูญเสียน้ำ จะทำให้มีน้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 310 ล้าน ลบ.ม./ปี

สาม จัดหาแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มเติม 2 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองมะเดือ ขำนวน 85 ล้าน ลบ.ม./ปี และ อ่างเก็บน้ำบ้านนา จำนวน 42 ล้าน ลบ.ม./ปี

สี่ ปรับปรุงระบบการเพาะปลูกพืชในฤดูแล้งให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน จะช่วยลดการใช้น้ำประมาณ 163 ล้าน ลบ.ม. /ปี โดยขณะนี้การขาดแคลนน้ำส่วนใหย่เกิดขึ้นในพื้นที่เขตชลประทาน โดนมีปริมาณน้ำขาดแคลนประมาณ 257 ล้านลูกบาศ์กเมตร ซึ่งต้องมีการลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังลง และเพิ่มการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ซึ่งหากดำเนินการได้จะสามารถลดการใช้น้ำลงได้ตามจำนวนดังกล่าว

ที่สำคัญอีกประการได้แก่ แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำและระบายน้ำในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายกและขุนด่านปราการชล นางภัทราภรณ์กล่าวว่า สำหรับในส่วนนี้มีความจำเป็นต้องมีการปรับปรุงคลองและอาคาร และก่อสร้างอาคารใหม่

“อาทิเช่น ปรับปรุงเขื่อนนายก ซึ่งจะมีการยกระดับน้ำที่อัดหน้าเขื่อน+4.30 ม.รทก. โดยปรับปรุงองค์ประกอบเดิม และก่อสร้างองค์ประกอบเพื่อม เพื่อให้สามารถใช้งานได้ดี มีประสิทธิภาพในการส่งน้ำ รวมถึงการปรับปรุงประตูระบายน้ำ 5 แห่ง ก่อสร้างประตูระบายน้ำ 10 แห่ง ก่อสร้างสถานีสูบน้ำ 6 แห่ง ปรับปรุงดาดคอนกรีตคลอง 10 สาย ระยะทาง 77 กม. ขุดลอกปรับปรุงคลอง 27 กม. เป็นต้น”

จากผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินภายใต้โครงการฯ ดังกล่าว จะทำให้มีน้ำชลประทานใช้ทั้งในฤดูฝนและในฤดูแล้ง เกษตรกรสามารถทำการเกษตรได้เพิ่มขึ้น ผลตอบแทนสุทธิทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้นประมาณ 1,200 ล้านบาทต่อปี และสามารถลดความเสียหายจากอุทกภัย ประมาณ 45 ล้านบาทต่อปี

ทั้งหมดนี้ คือ สิ่งที่ช่วยในการพัฒนาด้านชลประทานในพื้นที่จังหวัดนครนายกแห่งนี้ โดยกรมชลประทาน 19 องค์กรเกษตรกร ยื่นคำขาดหลังประชุมร่วมกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เหตุพบกันครั้งก่อน รับปากนำข้อมูลไปพิจารณาใหม่ แต่กลับเร่งลงนามประกาศแบน 3 สารเคมี กลุ่มเกษตรกรร่วมประกาศสัตยาบัน แบน พรรคประชาธิปัตย์ หากแบน 3 สารฯ เล็งฟ้องทุกรายที่ร่วมลงนาม

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เปิดเผยว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศ กระทรวงอุตสาหกรรม ยกเลิก 3 สารเคมีเกษตร ผลออกมาชัดเจนแล้วว่า ร้อยละ 75 ไม่ต้องการให้แบนสารเคมีเกษตร จากกลุ่มตัวอย่าง 48,789 ราย แต่ในความเป็นจริงมีเกษตรกรอีกกว่า 1.5 ล้านราย ได้แสดงความจำนงค์ต้องการใช้และไม่ต้องการแบนผ่านการเข้ารับการอบรมเพื่อขอซื้อและใช้สารเคมีดังกล่าว ควรนับรวมเป็นคะแนนที่คัดค้านการแบน ซึ่งจะส่งผลให้รวมแล้วเกือบ 100% ไม่ต้องการให้แบนสารฯ ดังกล่าว ดังนั้น ผลการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา จำเป็นต้องนำมาพิจารณาใหม่ โดยระหว่างนี้ ขอให้กลับไปใช้มติเดิมของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 และวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 ที่อนุญาตให้ใช้ 3 สารดังกล่าวได้ภายใต้มาตรการจำกัดการใช้ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในปัจจุบันต่อระบบเกษตรกรรมของไทย และประเทศชาติ โดยขอให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะกรรมการวัตถุอันตราย ผู้มีอำนาจลงนาม ต้องพิจารณาและตัดสินใจใหม่ในวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้

นอกจากนี้ ข้อเสนอของรัฐบาลที่ต้องการนำภาษีของประชาชนทั้งประเทศมาใช้ในการจ่ายค่าชดเชยให้แก่เกษตรกรและจัดการปัญหาเรื่องสต็อกของสารเคมีเกษตร กลุ่มเกษตรกรทั้งหมดไม่เห็นด้วยและไม่ต้องการให้ภาครัฐนำภาษีประชาชนมาใช้จ่ายอย่างไร้เหตุผล เป็นการแก้ปัญหาที่เห็นแก่ตัวของภาครัฐ เพราะไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรและภาคเกษตรกรรมไทยอย่างยั่งยืน ในอดีต เกษตรกรเคยขอให้กระทรวงเกษตรฯ จัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรงบเพียง 90 กว่าล้านบาท แต่รัฐบาลไม่เคยสนใจ แต่ทำไมจึงเร่งรีบออกงบทำลายสารฯ กว่า 2 พันล้านบาท และงบชดเชยเกษตรกรกว่า 3 หมื่นล้านบาท หรือสนใจแต่งบก้อนใหญ่ ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรเห็นว่า การอบรมให้ความรู้และการควบคุมอย่างเคร่งครัดตามมาตรการจำกัดการใช้เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเกษตรกรรมของประเทศ

ด้าน 4 สถาบันชาวไร่อ้อย กล่าวเสริมว่า สารเคมีเกษตรกรยังมีความจำเป็นต่อกลุ่มเกษตรกรอย่างยิ่ง ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องผลกระทบด้านสุขภาพ หากจะมีวิธีการหรือสารเคมีอื่น จะต้องมีประสิทธิภาพ ต้นทุน เท่าเทียมหรือดีกว่า เป็นที่ยอมรับของเกษตรกรและภาคอุตสาหกรรมเกษตร รวมทั้ง จะต้องมั่นใจได้ว่าวิธีการนั้น จะแก้ปัญหาได้จริง จึงจะสามารถแบนสารเคมีเกษตรได้

ขณะเดียวกัน นายภมร ศรีประเสริฐ อุปนายกสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวย้ำเพิ่มเติมว่า ขอให้กลับไปใช้ มติเดิมของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 และวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 ซึ่งมีการพิจารณาผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างรอบคอบมาแล้ว จนมีมติอนุญาตให้ใช้ 3 สารดังกล่าวได้ภายใต้มาตรการจำกัดการใช้ ปัจจุบัน ยังไม่มีทางออกและข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน มติต่าง ๆ ขัดต่อการเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศฯ และห้ามไม่ให้มีการเรียกร้อง หรือ การให้ข่าวที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศและการส่งออก ทำให้เกิดการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ

การที่รัฐยกเลิกใช้สารพาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพรีฟอส โดยอ้างว่าห่วงสุขภาพเกษตรกร และประชาชน แต่ยังแนะนำให้ใช้สารเคมีมาแทนสารเคมี ยังให้นำเข้าพืช ผักและผลไม้จากต่างประเทศ ที่ยังใช้สารเคมีทั้งสามชนิด หากสารเคมีเหล่านี้เป็นพิษ ทำไมประชาชนคนไทยยังต้องบริโภคพืช ผัก ผลไม้ จากประเทศอื่นที่ใช้ หากรักสุขภาพประชาชนจริงต้องแบนพืช ผัก ผลไม้ ทุกประเทศที่ใช้สารเคมีทั้งสามชนิด ตั้งแต่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อเมริกา รวมอีก 83 ประเทศทั่วโลก

“วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายนนี้ จะเป็นอีกหนึ่งวันที่กลุ่มเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจะมาร่วมแสดงพลัง สะท้อนให้ภาครัฐได้เห็นถึงผลกระทบของการแบนสามสารเคมีเกษตรที่มีต่อเกษตรกรพืชไร่และไม้ผลต่าง ๆ เบื้องต้น เกษตรกรกว่า 5,000 รายเตรียมเดินทางมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และทำเนียบรัฐบาลแล้ว หวังว่า จะไม่โดนหน่วยงานภาครัฐสกัดกั้นเช่นในอดีตที่ผ่านมา” นายสุกรรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ส่วนวันพุธที่ 27 พฤศจิกายน เกษตรกรจะยังคงปักหลักอยู่กรุงเทพฯ และเดินทางไปรับฟังผลการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่อีกครั้งที่ กระทรวงอุตสาหกรรม ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป เพื่อให้มั่นใจว่า รมว. เกษตรฯ รมว. อุตสาหกรรม และคณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้พิจารณาอย่างรอบคอบและกลับไปใช้มาตรการจำกัดการใช้ฯ ตามข้อเสนอของเกษตรกรกว่า 1.5 ล้านราย ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง เกือบ 2 ล้านล้านบาท และหลังนั้นถ้าไม่เป็นผล เกษตรกรคงต้องพึ่งศาลยุติธรรมเอาผิดกับผู้ลงนามทุกราย ทุกกรม ทุกกระทรวง และนักวิชาการอิสระ พร้อมแบน พรรคประชาธิปัตย์”

19 องค์กรเกษตร ประกอบด้วย สมาพันธ์เกษตรปอลดภัย สมาคมเกษตรปลอดภัย สมาคมส่งเสริมธุรกิจพืชอาหารสัตว์ สมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดชุมพร สภาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ชมรมผู้ปลูกมะนาวแห่งประเทศไทย กลุ่มผู้รวบรวมข้าวโพดหวานอุตสาหกรรม

สมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนและมังคุดแห่งประเทศไทย สมัครพนันออนไลน์ สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ศูนย์ประสานงานโรงงานน้ำตาลลุ่มน้ำแม่กลอง สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย สมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย สมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย สมาคมโรงงานแป้งมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เครือข่ายเกษตรกรผลไม้จังหวัดจันทบุรี กลุ่มเกษตรกรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โคราช นครสวรรค์ และลพบุรี

ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตาก

ขอบคุณผู้ร่วมสนับสนุน…ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ฟอร์ด ประเทศไทย, สยามคูโบต้า, ดีแทค, มิตรผล, อีสท์เวสท์ซีด, ซุปเปอร์เอส, สภาเกษตรกรแห่งชาติ และ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย

ขอบคุณภาพ…คุณธนากร โปทิกำชัย รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตาก (เกษตรที่สูง) รศ.ดร.เดชา วิวัฒน์วิทยา อาจารย์ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดการประชุม ANeT และการประชุมเครือข่ายการศึกษามดนานาชาติ และ เปิดเผยว่า พิพิธภัณฑ์มด (Ant Museum) และภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะจัดประชุมมดโลก (world Ant Forum Bangkok,2019 และประชุมเครือข่ายการศึกษามดนานาชาติ (ANeT) ครั้งที่ 12 ในวันที่ 11 – 15 พฤศจิกายน 2562 เวลา 08.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมจงรัก ปรีชานนท์ อาคารวนศาสตร์ 72 ปี คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

อนึ่งในการประชุมมดโลกครั้งนี้พิเศษสุดสำหรับผู้เข้าร่วมประชุมมดโลก จะได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมงานลอยกระทงมด ครั้งแรกในประเทศไทย โดยผลิตกระทงจากวัสดุที่ใช้จากธรรมชาติ ซึ่งประกอบด้วย กะลามะพร้าว ตัวมดที่ทำจากเมล็ดไม้หลายชนิดก่อตัวกันเป็นมด ภายในกะลาจะมีดอกไม้ฉีกวางพร้อมเทียน 1 เล่ม ไม่มีธูป มดอาจวางบนกองดอกไม้หรือเกาะบนต้นเทียน กระทงทำจากกะลามะพร้าว ภายในกระทงจะใส่กลีบดอกไม้ชนิดต่าง ๆ และเทียน

สำหรับตัวมดทำมาจาวัสดุธรรมชาติซึ่งเป็นวัสดุที่หาได้จากภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่ เมล็ดไม้ และกิ่งไม้แห้ง ส่วนประกอบต่าง ๆของตัวมด ประกอบด้วย หัว ทำจากเมล็ดเต่าร้าง อก ทำจากเมล็ดพิกุล เอว ทำจากเมล็ดมะกล่ำ ท้อง ทำจากผลพิกุลอบแห้ง ส่วนขาและหนวดทำมาจากเศษกิ่งไม้แห้ง มดทุกตัวทำด้วยแฮนเมด และมดแต่ละตัวจะมีหน้าตาไม่เหมือนกันเป็นเอกลักษณ์ของวัสดุที่ทำจำนวนกว่า 100 กระทง 100 แบบจากฝีมือจากนิสิตภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการประดิษฐ์รังสรรค์กระทงจากวัสดุธรรมชาติ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมมดโลก ได้ร่วมสืบสานประเพณีงานลอยกระทงของไทยและรักษาสิ่งแวดล้อมไม่ให้น้ำเน่าเสียด้วย โดยผู้เข้าร่วมประชุมจะนำกระทงมดไปร่วมในงาน “ลอยกระทง” ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในวันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2562 เวลา 21.00 น. ณ บริเวณหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ซึ่งองค์การบริหาร องค์การนิสิตและสโมสรคณะต่าง ๆ จัดขึ้น

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวด้วยความเป็นห่วงเกษตรกรว่า ต้องขออนุญาตแจ้งเตือนไปยังพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ ปีนี้เป็นปีที่สถานการณ์น้ำวิกฤตมากกว่าปีที่แล้วดูจากตัวเลขน้ำในอ่างเก็บน้ำโดยเฉลี่ยเหลือ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ บางอ่างเก็บน้ำต้องใช้ Dead Storage หรือน้ำก้นอ่างแล้ว เชื่อว่าฤดูแล้งปีนี้จะส่งผลทำให้เกิดปัญหาตามมาเยอะมาก จึงขอวิงวอนให้กระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องรีบทำแผนรองรับวิกฤตนี้โดยด่วนซึ่งยังพอมีเวลาเหลืออีก 2-3 เดือน และต้องบอกความจริงกับเกษตรกรที่ได้เตรียมการเพาะปลูกอยู่ว่าสถานการณ์น้ำวิกฤตแบบนี้ยังจะสามารถเพาะปลูกต่อไปได้หรือไม่ ยังพอแบ่งปันน้ำลงในพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกรได้หรือไม่ เพื่อเกษตรกรจะได้เตรียมแผนรับมือสถานการณ์วิกฤตินี้ด้วยตนเองได้

“อย่าปล่อยให้สถานการณ์น้ำวิกฤติลุกลาม เกษตรกรไม่มีข้อมูลลงมือเพาะปลูก หว่านไถ แล้วจึงรู้ว่าไม่ได้น้ำเพื่อการเพาะปลูก หรือบางคนลงทุนลงแรงไปแล้วก็จะมีปัญหาทำให้เสียทรัพย์ ที่สุดจะเกิดผลกระทบกับเศรษฐกิจตามมาแน่นอน” นายประพัฒน์ กล่าว

ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวต่อไปว่า พื้นที่ชลประทานเชื่อมั่นว่าต้องมีปัญหาการจัดการน้ำแน่ ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทานขณะนี้แล้งจริงจัง ตามไร่ ตามนาเริ่มแห้งขอด ตอนนี้ปลายฝนอยู่ยังพอมีน้ำตามผิวดิน ตามไร่นายังพอมีน้ำเก็บอยู่ แต่เมื่อถึงเดือนมีนาคม เมษายน พฤษภาคม อาจจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ด้วยซ้ำไป ถึงเวลานั้นพื้นที่ต่างๆก็จะเริ่มแห้งขอด ถึงเวลานั้นถ้าหากเพาะปลูกไปแล้วไม่มีน้ำผลผลิตก็จะเสียหาย เกษตรกรต้องตั้งสติ ตั้งรับ ทำแผน วิธีการในสถานการณ์อย่างนี้คือต้องไม่ลงทุน อย่าเสี่ยงลงทุนเพาะปลูกโดยที่ไม่เห็นอนาคต ใช้จ่ายเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ควรนำเม็ดเงินที่เหลืออยู่น้อยไปลงทุนเพิ่มจนกว่าจะมั่นใจว่ามีน้ำให้กิจกรรมเพาะปลูกได้ หรือหากิจกรรมอื่นที่ไม่ใช้น้ำหรือใช้น้ำน้อยที่สุด กิจกรรมเดิมที่ต้องใช้น้ำเยอะควรระงับ เช่น การทำนาปรังในพื้นที่ปลายท้ายน้ำเพราะการส่งน้ำอาจมาไม่ถึง ท้ายสุดชาวนาก็ต้องแย่งน้ำกันเอง

อย่างไรก็ตาม สภาเกษตรกรฯ ได้เรียกร้องเสนอไปทางรัฐบาลนานแล้วว่าควรมีกองทุนเพื่อการปรับเปลี่ยนการผลิตปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำมาก เพื่อจะให้เกษตรกรสามารถเอาเม็ดเงินต่างๆที่ต้นทุนต่ำมาเริ่มปรับโครงสร้างการผลิต เช่น การปลูกไผ่ การทำปศุสัตว์ การปลูกไม้ยืนต้นอายุยืนยาว การทำสวนผลไม้ ซึ่งต้องใช้เวลา 5-6 ปีถึงจะได้เม็ดเงินคืนมา หากเกษตรกรรายใดมีขีดความสามารถจะปรับเปลี่ยนการผลิตของตัวเองได้ให้ลงมือทำได้เลย

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ซูเปอร์มาเก็ต กรูเม่มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์บางกะปิ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคการเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร นำคณะเดินทางไปศึกษาดูงาน เรื่อง แนวทางการส่งเสริมและจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัย ในธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ โดยมีคณะผู้บริหารของบริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ปจำกัด ให้การต้อนรับ

ภายหลังการดูงานเสร็จ นายชวลิต ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวถึงภาพรวมการลงพื้นที่ว่า ได้ลงพื้นที่ทั้งแปลงของเกษตรกร ตลาดค้าส่ง และห้างสรรพสินค้า เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ และความตระหนักแก่ผู้บริโภค ให้ได้รับประทานอาหารที่ปลอดภัย และผู้ประกอบการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการผลิตสินค้าผักและผลไม้ได้มีการจัดทำระบบที่สามารถ ตรวจสอบย้อนกลับถึงต้นทางแหล่งผลิตสินค้า โดยเฉพาะแปลงที่เพาะปลูกผักและผลไม้ จะต้องรับทราบได้ว่าผักและผลไม้ดังกล่าว มีความปลอดภัยอยู่ในระดับใด มาจากแปลงไหน หากพบว่า มีการนำสินค้าที่ไม่ปลอดภัยมาจำหน่ายนั้น ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการต่อไป

นายชวลิต กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอที่ กมธ. นำไปประกอบ การจัดทำรายงานนั้น มี 8 ประเด็นได้แก่

การแบน 3 สารพิษทางการเกษตร ได้แก่ พาราควอต คลอไพริฟอส และไกลโฟเสต
ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาว่ามีสารเคมีทางการเกษตร ชนิดใดที่จำเป็นต้องแบนเพิ่มอีกหรือไม่
การส่งเสริมให้นำองค์ความรู้จากโครงการเกษตรแปลงใหญ่ และศูนย์ความรู้ทางการเกษตร มาเผยแพร่ให้เกษตรกรนำไปปรับใช้
การเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับเครื่องจักรกลทางการเกษตรในราคาประหยัดแก่เกษตรกร และยกเว้นการจัดเก็บภาษีเครื่องจักรกลทางการเกษตร
เสนอให้รัฐบาลกำหนดให้เกษตรอินทรีย์ เป็นวาระแห่งชาติ
ตั้งกองทุนเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิด
การส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาผลผลิตให้สามารถแข่งขันกับผักและผลไม้ ที่นำเข้าจากต่างประเทศได้
เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อคุ้มครองเกษตรกร โดยเฉพาะการแก้กฎหมายเพื่อแยกคณะกรรมการวัตถุอันตราย ออกเป็น 2 ชุด คือ ชุดที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงอุตสาหกรรม และชุดที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้การพิจารณาอนุญาตหรือยกเลิกการใช้สารเคมีสามารถทำได้ง่ายมากขึ้น

ทั้งนี้คณะ กมธ. ชุดนี้ จะสิ้นสุดระยะเวลาการทำงานในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ จะนำข้อมูลจากการลงพื้นที่ไปประกอบการจัดทำรายงานเสนอต่อรัฐสภา และส่งให้รัฐบาลรับไปดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป โดย กมธ.จะนัดประชุมวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ เป็นนัดสุดท้าย เพื่อหารือถึงแนวทางในการขับเคลื่อนงานเกษตรอินทรีย์ต่อไป

สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย จัดประชุมหารือและประมวลข้อมูลผลกระทบในกลุ่มอุตสาหกรรมและที่เกี่ยวข้อง พบตัวเลขสุดช็อก หากเดินหน้าตามนโยบายเกษตรแบน 3 สารเคมีเกษตร เกิดความเสียหายมหาศาล โดยเฉพาะส่งผลกระทบสูงถึง 1.5 แสนล้านบาท ยังไม่รวมต้นทุนของเกษตรกรที่ต้องเพิ่มขึ้น สะท้อนผลงานบริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สอบตกทั้งชุด

ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตอันดับที่ 5 และส่งออกน้ำตาลอันดับที่ 2 ของโลก ด้วยพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 11 ล้านไร่ ผลผลิตอ้อยรวมประมาณ 134 ล้านตันต่อปี เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตน้ำตาลทราย และผลพลอยได้จากกากน้ำตาล กากชานอ้อย กากตะกอน นำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายประเภทได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมแปรรูป อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ผลิตเอทานอล ผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าชีวมวล และเป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และเคมี ซึ่งเป็นแหล่งรายได้และแหล่งวัตถุดับสำคัญในกิจการต่าง ๆ ที่สำคัญของประเทศ ทั้งนี้ การแบนสารเคมีเกษตร โดยเฉพาะพาราควอต ได้ประมาณการณ์ผลกระทบเชิงลบที่อาจจะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2563 ทั้งในระดับเกษตรกร อุตสาหกรรมแปรรูปที่ใช้วัตถุดิบทางการเกษตร และการส่งออก ดังนี้

จากการคาดการณ์ ผลผลิตจะลดลง 20%-50% ถ้าไม่ใช้สารพาราควอตในช่วงอ้อยย่างปล้อง จะทำให้อ้อยหายไปถึง 67 ล้านตันต่อปี เกษตรกรสูญเสียรายได้ไปกว่า 5.0 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีส่วนใบและยอด ซึ่งใช้ในโรงไฟฟ้าชีวมวล จะสูญหายไป 11 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 7.4 พันล้านบาท รวมเกษตรกรสูญเสียทั้งสิ้น 5.8 หมื่นล้านบาท

ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ปริมาณน้ำตาลทรายดิบจะหายไปประมาณ 6.7 ล้านตันต่อปี คิดเป็นรายได้ประมาณ 4.7 หมื่นล้านบาท รวมทั้งกากน้ำตาลจะหายไป 3.3 ล้านตัน คิดเป็นรายได้ 1 หมื่นล้านบาท สร้างความเสียหายต่อการผลิตเอทานอลประมาณ 8.4 ร้อยล้านลิตร คิดเป็นรายได้ 1.8 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน กากชานอ้อย วัตถุดิบสำคัญในการผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าชีวมวล จะหายไปไม่ต่ำกว่า 20 ล้านตัน สูญรายได้ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท ทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าจ่ายเข้าสู่ระบบอย่างน้อย 67.4 เมกะวัตต์ เทียบเท่ากับการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำทั้งปีจาก 2 เขื่อนใหญ่ ได้แก่ เขื่อนอุบลรัตน์ และเขื่อนจุฬาภรณ์ หรือเทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดแม่ฮ่องสอนอย่างน้อย 6 เดือน คิดเป็นรายได้ที่หายไป อัตรา 2.7 บาทต่อหน่วย ประมาณ 182 ล้านบาท รวมภาคอุตสาหกรรมและที่เกี่ยวเนื่องสูญเสียทั้งสิ้น 9.2 หมื่นล้านบาท

ผลกระทบต่อการส่งออกไปต่างประเทศ อุตสาหกรรมน้ำตาลไทยพึ่งพิงรายได้จากการส่งออก คิดเป็นร้อยละ 75 ของผลผลิตน้ำตาลทั้งหมด ส่วนที่เหลือใช้ในประเทศ ปริมาณส่งออกประมาณ 10-11 ล้านตันต่อปี เหตุที่ไทยแข่งขันในตลาดโลกได้ดี เพราะต้นทุนอ้อยในการผลิตน้ำตาลของไทยอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก มีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งเรื่องระยะทางและต้นทุนขนส่งต่ำกว่า แต่ปัจจุบัน เกิดวิกฤตอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เนื่องจากราคาอ้อยตกต่ำมาก ทำให้ภาครัฐต้องช่วยเหลือชาวไร่อ้อยในเรื่องต้นทุนในส่วนของปัจจัยการผลิต ได้แก่ สารกำจัดวัชพืช ปุ๋ย เครื่องจักรตัดอ้อย ซึ่งเป็นแนวทางเดียวที่รัฐจะช่วยได้โดยไม่ขัดกับข้อตกลงองค์กรการค้าโลก (WTO) ที่กำหนดห้ามสนับสนุนเงินช่วยเหลือ แต่วิกฤตเดิมไม่ทันจะแก้ไข รัฐบาลกลับประกาศแบนสารกำจัดวัชพืช พาราควอต ทางออกเดียวที่จะช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมได้ จึงอยากให้รัฐพิจารณาใหม่อีกครั้ง และต้องเร่งรีบจัดการปัญหาโดยด่วน ไม่เช่นนั้นกระทบฤดูการปลูกต่อไปของอ้อยทันที เร่งรัฐหารือ กับภาคอุตสาหกรรมเกษตรที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ศาสตราจารย์ ดร. รังสิต สุวรรณมรรคา ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบันหลายประเทศที่ใช้แนวทางปฏิบัติการอนุญาตใช้สารเคมีเกษตรขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา บราซิล แอฟริกาใต้ อินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เป็นต้น ยังใช้ พาราควอต ในพืชต่าง ๆ เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย ชา กาแฟ มั่นฝรั่ง สัปปะรด พืชผักผลไม้ พืชตระกูลถั่ว พืชตระกูลเบอร์รี่ โดยผลิตผลทางการเกษตรเหล่านี้ ก็นำเข้ามาบริโภคในประเทศไทย ดังนั้น การยกเลิกใช้พาราควอต จึงไม่ใช่ทางออกของภาคเกษตรกรรมและผู้บริโภคไทย

คำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมและสิ่งทดแทนพาราควอตนั้น ปัจจุบันยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน ทั้งในด้านการตกค้างในสิ่งแวดล้อมจนเป็นอันตรายต่อเกษตรกรและสิ่งมีชีวิตในดินและน้ำ หรือสิ่งทดแทนพาราควอต ตามข้อเสนอของกรมวิชาการเกษตร ล้วนไม่สามารถปฏิบัติจริงได้ในทุกพื้นที่เกษตรกรรม ทั้งการใช้แรงงานคน การใช้เครื่องจักร ไม่สามารถใช้ในพื้นที่โคนต้น เนิน ดินแฉะ หรือพื้นที่เกษตรที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้เครื่องจักร หรือการเสนอสารทดแทน 16 ชนิด พบว่า ทั้งหมดไม่สามารถนำมาเป็นทางเลือกหรือทดแทน พาราควอต ได้ เพราะคุณสมบัติของสารแต่ละชนิดมีผลต่อพืชเศรษฐกิจต่างกัน บางชนิดไม่สามารถฆ่าวัชพืชบางชนิดได้ บางชนิดหากใช้เป็นพิษต่อพืชปลูก บางชนิดปนเปื้อนน้ำบาดาลได้ บางชนิดใช้สภาพอากาศฝนตกชุกไม่ได้

ด้าน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา ยืนยันประเด็นด้านสุขภาพที่เกี่ยวกับพาราควอตว่า สังคมน่าจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเนื้อเน่าเพิ่มมากขึ้นแล้วว่าไม่เกี่ยวข้องกับพาราควอต แต่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย รวมทั้ง รายงานผลการตรวจพบพาราควอตในเลือดของหญิงใกล้คลอดและเลือดสายสะดือทารก ขาดข้อมูลที่ชัดเจนถึงการได้รับสารเคมีเกษตรกรและความผิดปรกติ สอดคล้องกับรายงานทางการแพทย์จากอดีตถึงปัจจุบันยังไม่พบการเกิดพิษจากพาราควอตในกลุ่มผู้ใช้เลย นอกจากนำไปดื่มกินเพื่อฆ่าตัวตาย ที่สำคัญมีรายงานล่าสุดจากสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา หรือ US EPA ระบุว่า “พาราควอต” ไม่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ ไม่มีความเชื่อมโยงกับโรคพาร์กินสัน รวมทั้งข้อมูลที่กล่าวอ้างเรื่องการปนเปื้อน การตกค้างของพาราควอตไม่ขัดเจน ไม่มีนัยสำคัญทางพิษวิทยา อย่างไรก็ตาม การอบรมให้ความรู้และการปฏิบัติตนที่ถูกต้องในการใช้สารเคมีเกษตรของผู้ซื้อและใช้ เป็นสิ่งที่ดีและภาครัฐควรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะสารเคมีเกษตร จำเป็นต่อกสิกรรมของไทย

สามพรานโมเดล จ.นครปฐม-ททท.-ทีเส็บ-สสส.-เซนทรัล-กรมการค้าภายใน ผสานพลังขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ จัดงานสังคมสุขใจ 13-15 ธันวาคม ที่สวนสามพรานชูคอนเซปต์ “ช้อปเปลี่ยนโลก” ได้ครบทั้งความรู้ เครือข่าย สินค้า และช่วยโลก เผยไฮไลท์เปิดแอพลิเคชั่น Thai Organic Platform เชื่อมห่วงโซ่อินทรีย์ ครั้งแรกในไทย

9 พ.ย. 2562 นครปฐม : สามพรานโมเดล ร่วมกับ จ.นครปฐม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(องค์การมหาชน)หรือทีเส็บ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กลุ่มบริษัทเซ็นทรัล กรมการค้าภายใน บริษัทแล็ปอาหารยั่งยืน ประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และกลุ่มภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา เกษตรกรอินทรีย์ และเครือข่ายส่งเสริมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ จากทั่วประเทศ จะได้ร่วมกันจัดงานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 6 ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ สู่ชีวิตที่สมดุล ภายใต้คอนเซปต์ “ช้อปเปลี่ยนโลก” ขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 ธันวาคม พ.ศ. 2562 ที่ สวนสามพราน จ.นครปฐม

งาน สังคมสุขใจ ครั้งที่ 6 ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ สู่ชีวิตที่สมดุล เป็นงานประจำปี ที่จะบอกเล่าผลประสบการณ์การขับเคลื่อนของสามพรานโมเดลในปีที่ผ่านมา และเครือข่าย ตลอดจนเผยแพร่องค์ความรู้จากการขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ ไอเดีย เทคนิค เครือข่ายและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึงเป็นโอกาสมาพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ของคนทั้งห่วงโซ่ ถึงวิธีแก้ปัญหา แนวทางการพัฒนา เพื่อยกระดับห่วงโซ่อาหารอินทรีย์สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยผู้ร่วมงานจะได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ ได้มาเรียนรู้ ได้เครือข่ายต่างๆ เพื่อยกระดับตนเองเป็นผู้บริโภคที่มีความรอบรู้ด้านอาหารและสุขภาพ ตลอดจนมีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคมอินทรีย์ และให้กับโลก ดังคอนเชปต์ของงานปีนี้ ที่มุ่งให้ทุกคนที่มาได้มากกว่าการช้อปผลผลิตอินทรีย์ แต่ได้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ด้วย

นายอรุษ นวราช เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ผู้ริเริ่มการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล และประธานจัดงานสังคมสุขใจครั้งที่ 6 เปิดเผยว่า ไฮไลท์สำคัญ ของงานสังคมสุขใจ ในปีนี้คือ จะมีการ เปิดตัวแอพพลิเคชั่น Thai Organic Platform เชื่อมโยงห่วงโซ่อาหารอินทรีย์ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำคือเกษตรกรอินทรีย์ กลางน้ำคือผู้ประกอบการ และปลายน้ำคือ ผู้บริโภค โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งจะมีการเริ่มเปิดใช้เป็นครั้งแรกในงาน เพื่อให้ผู้บริโภคได้เริ่มเข้าถึงเกษตรกรอินทรีย์ ทราบถึงกิจกรรมทั้งการท่องเที่ยว การประชุมกลุ่ม การตรวจแปลง เข้าถึงความรู้การทำเกษตรอินทรีย์ และการมีส่วนร่วมขับเคลื่อน ฯลฯ

ด้านร้อยตรี พงศธร ศิริสาคร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า จังหวัดนครปฐม มีการส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมภาคการเกษตรมาอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมและขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถพึ่งพาตนเองและอยู่ได้อย่างยั่งยืน โดยในช่วงที่ผ่านทางจังหวัดได้มีการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์และส่งเสริมการบริโภคในหลากหลายรูปแบบ อาทิการเปิดตลาดอินทรีย์ในพื้นที่ต่างๆของจังหวัด เช่น โรงพยาบาล รวมถึงสนับสนุนให้มีการสื่อสารสร้างความรู้ให้ผู้บริโภคให้มีความรอบรู้ด้านอาหารและสุขภาพอย่างต่อเนื่อง รวมถึงส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวได้เดินทางมีประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเชิงนิเวศอย่างมีจิตสำนึก

งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 6 ปีนี้มีเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในหลายจังหวัด รวมถึงเครือข่ายผู้ประกอบการ มาร่วมอย่างคึกคัก โดยเกษตรกรอินทรีย์ในเครือข่ายสามพรานโมเดล ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 16 กลุ่ม ในปีนี้ นอกจะนำผลผลิต ผักผลไม้ และข้าวอินทรีย์ ยังมี ปศุสัตว์อินทรีย์ เช่นหมูหลุม ไก่โคราช และยังมีสินค้าแปรรูปต่างๆ เครื่องปรุงรส รวมถึงองค์ความรู้ในการทำปัจจัยการผลิต การทำเกษตรอินทรีย์ มาเผยแพร่ และนำพันธุ์ไม้มาจำหน่ายด้วย

ในงานสังคมสุขใจ ยังเป็นโอกาสที่ ผู้ประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร จะได้มาช้อปหาเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการจัดหาวัตถุดิบอินทรีย์ ซึ่งในงานนี้ สามพรานโมเดลอะคาเดมี (Sampran Model Academy) ที่มีการเปิดสำนักงานอย่างเป็นทางการในงานนี้ด้วย จะมีทีมเจ้าหน้าที่ส่งเสริม พร้อมให้คำปรึกษา ให้ข้อมูล ประสานเชื่อมโยงการขับเคลื่อน เพื่อให้ผู้มาร่วมงานได้ประโยชน์จากการมาร่วมงานมากที่สุด

ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ช้อปเปลี่ยนโลก” และกลยุทธ์การตลาดการขับเคลื่อนซึ่งประกอบด้วย INSPIRE -LEARN- ACT-Share นอกจากผู้ชมงานสังคมสุขใจ จะได้เลือกซื้อผลผลิตอินทรีย์ จากกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ที่มั่นใจได้ของสามพรานโมเดลและเครือข่ายรวมกว่า 200 บูธแล้ว ในงานนี้ยังมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์การขับเคลื่อนสามพรานโมเดล ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจเกื้อกูลสังคมที่สวนสามพรานได้ใช้เป็นโมเดลในการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน และยังมีการเล่าประสบการณ์การขับเคลื่อน Organic Tourism

ภายในงานปีนี้ ยังมีเกษตรกรอินทรีย์รุ่นใหม่ ศิลปินรักสุขภาพรักโลก คนเมืองกับสวนอินทรีย์หลังบ้าน อีกทั้งยังมี Workshop กิจกรรมดี ไอเดียเด็ดๆ มาให้ทุกคนได้เรียนรู้ เช่น กิจกรรม “เส้นผักออร์แกนิก” จาก ภาคีเครือข่ายปันอยู่ ปันกิน เมนูอินทรีย์ใช้พลังงานน้อย เทคนิคการลดขยะอาหารด้วยตนเอง Food Waste Management รวมถึงให้ผู้บริโภคได้ทดลองสวมบทบาท เกษตรกร ผู้ประกอบการ ฯลฯ เข้าร่วมการประชุมกลุ่มกับเกษตรกรอินทรีย์ตัวจริง ขณะที่ในส่วนของเด็กๆ ก็มี กิจกรรม วาดศิลป์ เล่นสี Eco Printing และขยะมหาสนุก จากสาขานิเทศศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม และกิจกรรม เส้นทางอาหารอินทรีย์ ในปฐมออร์แกนิกวิลเลจ ซึ่งเด็กๆ จะได้เรียนรู้การดำนา การทำปัจจัยการผลิต การเลี้ยงไส้เดือนดิน การสีข้าว การแปรรูปผลผลิตอินทรีย์ เช่น การทำน้ำส้มสายชูกล้วย สครับข้าว สบู่ข้าว การย้อมผ้าสีธรรมชาติ เป็นต้น

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมโลก ในงานสังคมสุขใจครั้งที่ 6 ยังมีการจัดฐานสาธิตสู่การปฏิบัติ เศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy ณ ปฐม ออร์แกนิก วิลเลจ เพื่อให้ประชาชนที่มาได้เรียนรู้สู่การวางแผนจัดการขยะในครัวเรือนอย่างเป็นระบบได้ง่ายๆ และเริ่มได้ทันที โดยจะมีทำตัวอย่างสถานีปุ๋ยหมัก ที่สามารถทำใช้ในครัวเรือน รวมถึงมีการสอนวิธีทำ ให้คำแนะนำส่วนผสม อัตราส่วน ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อเปลี่ยนขยะเศษอาหารในครัวให้เกิดประโยชน์ ดีต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนำมาใช้เป็นปัจจัยการผลิตอาหารได้อย่างดีด้วย

งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 6 ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์สู่ชีวิตที่สมดุล “ช้อปเปลี่ยนโลก” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 ธันวาคมนี้ ที่ สวนสามพราน จ.นครปฐม ตั้งแต่ เวลา 09.00-17.00 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ และมีจุดจอดรถเพิ่มในโรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ (เฉพาะวันที่ 14-15 ธ.ค. ห่างจากสวนสามพราน 2 กม. พร้อมบริการรถรับ-ส่งเข้างานฟรี)

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาสร้างความเข้าใจโครงการและพัฒนาความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ หลักสูตร “การปฏิบัติงานโครงการไม้ผลและวิชาการพัฒนาคุณภาพไม้ผลครบวงจร” พร้อมมอบนโยบายแนวทางการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพไม้ผลภาคตะวันออกให้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรใน 9 จังหวัดภาคตะวันออก รวม 70 คน ณ โรงแรม เพลย์ พลา บีช ระยอง อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง โดยมีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นเพิ่มทักษะให้เจ้าหน้าที่มีความรู้ความสามารถในด้านการพัฒนาคุณภาพผลไม้เศรษฐกิจภาคตะวันออกอย่างครบวงจร และสร้างความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ในการดำเนินงาน 3 โครงการ คือ

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ไม้ผล) โดยพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผลให้มีความรู้ ความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผลไม้ตามความต้องการของตลาด ตลอดจนบริหารจัดการผลไม้อย่างเป็นระบบสอดคล้องตามยุทธศาสตร์ผลไม้ และคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) มีเป้าหมายเกษตรกร 900 ราย ใน 9 จังหวัด สำหรับแผนการดำเนินงานพัฒนาการผลิตไม้ผลแบบมีส่วนร่วมจะจัดอบรมเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผลและจัดทำแปลงเรียนรู้ต้นแบบไม้ผล เป็นต้น
โครงการพัฒนาการผลิตสินค้าด้านการเกษตร ภาคตะวันออก เน้นพัฒนาสินค้าเกษตรไม้ผล เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยมาตรฐานการรับรอง GI และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสอดคล้องกับความต้องการของตลาด เป้าหมายเกษตรกร 270 ราย 9 จังหวัด ได้พัฒนาคุณภาพไม้ผลที่เหมาะสมในพื้นที่ภาคตะวันออก อย่างน้อย 1 ชนิด ให้ได้รับมาตรฐาน GAP และสร้างมูลค่าเพิ่มสู่กระบวนการรับรองสินค้า GI สำหรับแผนการดำเนินงานพัฒนาเกษตรกรเตรียมจัดอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี การศึกษาด฿งาน ทำแปลงเรียนรู้ จังหวัดละ 1 แปลง การทำแปลงรวบรวมพันธุ์ สัมมนาเชื่อมโยงเครือข่าย/การผลิตและการตลาด จนเข้าสู่กระบวนการรับรอง GI
โครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรตามอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาการผลิตและเพิ่มมูลค่าผลผลิต จลอดจนแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สามารถยกระดับเข้าสู่การรับรองมาตรฐานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในภาคตะวันออก 2 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี และตราด

สำหรับประเทศไทยเป็นผู้นำการผลิตและการส่งออกผลไม้เมืองร้อนที่สำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน ปัจจุบันเกษตรกรมีการปลูกไม้ผล 57 ชนิด พื้นที่ประมาณ 7.3 ล้านไร่ ผลผลิตปีละประมาณ 11.25 ล้านตัน ผลผลิตร้อยละ 80 บริโภคผลสดและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภคของประชากรภายในประเทศ อีกร้อยละ 20 ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยในปี 2561 มีมูลค่าส่งออกผลไม้สดในกลุ่มเศรษฐกิจหลัก ประมาณ 76,700 ล้านบาท โดยผลไม้ที่สำคัญทางเศรษฐกิจในการส่งออกมากที่สุด คือ ทุเรียน (คิดเป็นร้อยละ 46.06) รองลงมา ได้แก่ ลำไย (คิดเป็นร้อยละ 37.49) มังคุด (คิดเป็นร้อยละ 9.50) มะม่วง (คิดเป็นร้อยละ 5.72) เงาะ (คิดเป็นร้อยละ 0.72) ลิ้นจี่ (คิดเป็นร้อยละ 0.45) และลองกอง (คิดเป็นร้อยละ 0.06) ตามลำดับ ซึ่งประเทศไทยส่งออกผลไม้ไปสาธารณรัฐประชาชนจีนมากที่สุด ซึ่งมากกว่าร้อยละ 50 ของมูลค่าส่งออกผลไม้สดในกลุ่มเศรษฐกิจหลัก

โดยภาคตะวันออกเป็นแหล่งไม้ผลคุณภาพดี มีการผลิตอย่างหลากหลายและมีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี ไม้ผลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง มะม่วง กล้วย ขนุน และส้มโอ ดังนั้น การขยายผลส่งเสริมการผลิตไม้ผลให้มีคุณภาพครอบคลุมพื้นที่แหล่งผลิตภาคตะวันออก จึงจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมและพัฒนาในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสู่มาตรฐานการส่งออกควบคู่ไปกับการแปรรูป เพื่อทำให้การผลิตการเกษตรภาคตะวันออกครบวงจรนำไปสู่การใช้เทคโนโลยีพัฒนาการผลิตไม้ผลสู่การเกษตรสมัยใหม่ 4.0 ให้มากขึ้น

“ปัจจุบันการผลิตไม้ผลของไทยนับวันยิ่งประสบกับปัญหาสภาวะการแข่งขันที่มีข้อกำหนดเงื่อนไขการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวด และผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าที่มีมาตรฐานสูงขึ้น รวมทั้งปัญหาราคาปัจจัยการผลิต แรงงานและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการแย่งส่วนแบ่งตลาดผลไม้ไทย จึงจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อให้มีปริมาณและผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐานส่งออกเพิ่มขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค สร้างเอกลักษณ์ของสินค้า เป็นสินค้าที่ปลอดภัยมีการนำระบบตรวจสอบย้อนกลับผลผลิต โดยใช้ QR Code ให้มากขึ้น และสนองนโยบายตลาดนำการเกษตรของรัฐบาล โดยการนำเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม นำไปสู่การลดต้นทุนและสินค้ามีคุณภาพ” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

19 พฤศจิกายน 2562 – ดีแทค กรมส่งเสริมการเกษตร และมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด สนับสนุนแนวคิดสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมการผลิตอาหารที่ปลอดภัย สอดรับเทรนด์สุขภาพคนเมือง-ความต้องการของตลาดโลก

เวทีประกวดเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด พ.ศ.2562 ดำเนินมาถึงปีที่ 11 ภายใต้แนวคิด “เกษตรกรรุ่นใหม่ ใส่ใจผู้บริโภค” โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของภาคการเกษตรที่เป็นมิตรต่อทุกชีวิต มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตอาหารที่ปลอดภัยสู่ผู้บริโภค โดยเริ่มจากการสร้างความยั่งยืนให้กับตนเองแล้วส่งต่อให้กับผู้อื่น ด้วยการเกษตรวิถีอินทรีย์แบบครบวงจร ตั้งแต่

กระบวนการปลูก การแปรรูปเพิ่มมูลค่า สมัครพนันออนไลน์ การนำเทคโนโลยีนวัตกรรมมาปรับใช้เพื่อลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต รวมไปถึงการบริหารจัดการด้านการตลาด โดยยึดหลักสำคัญทั้ง 4 ประการ คือ สุขภาพ(health) นิเวศวิทยา(ecology) ความเป็นธรรม(fairness) และการดูแลเอาใจใส่ (care) นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (eco-friendly) ตั้งแต่กระบวนผลิต การขนส่ง การบริโภค ไปจนถึงการจัดการและกำจัดของเหลือใช้ในฟาร์ม

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

สหรัฐอเมริกา นางสาวปทุมวดี อิ่มทั่ว กงสุล (ฝ่ายการเกษตร) ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน นางสาวอาทินันท์ อินทรพิมพ์ ที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป การบรรยายพิเศษเรื่อง “เกษตรไทยอยู่อย่างไรให้รอดในยุค Disruptive Technology” โดย ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง การเสวนาเรื่อง “ทิศทางงานวิจัย

และนวัตกรรมภาคการเกษตรภายใต้การบริหารงานยุคใหม่” โดย ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ผู้แทนกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการภารกิจ

การกำกับเเละติดตามการใช้งบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ทพ.จเร วิชาไทย ผู้จัดการงานวิจัย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) นางสาวกุลวรา โชติพันธุ์โสภณ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) ดำเนินการเสวนาโดย พ.ท.หญิง ชลรัศมี งาทวีสุข

ขณะเดียวกันยังมีการนำเสนอผลงานวิจัยที่ผ่านการพิจาณาให้นำเสนอในภาคโปสเตอร์ (Poster Session) จำนวน 35 ผลงาน แบ่งเป็น 7 คลัสเตอร์ ได้แก่ ข้าว/ สมุนไพรไทย อาหารเสริม และสปา/ ปาล์มน้ำมัน/พืชสวน พืชไร่ /สัตว์เศรษฐกิจ/ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และ/ อาหารเพื่อเพิ่มคุณค่าและความปลอดภัย

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ ซึ่งประกอบด้วย 3 โซนหลัก ดังนี้

โซนที่ 1 นิทรรศการ 16 ปีกับการดำเนินงาน สวก. โดยมีการนำเสนอผลงานการดำเนินงานที่ผ่านมาของหน่วยงานองค์การมหาชนที่มีบทบาทสำคัญต่อแวดวงเกษตรกรรมไทย

โซนที่ 2 นิทรรศการ “Beyond Disruptive Technology “จัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านเกษตร ของ สวก. ที่สอดรับต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกที่มีผลต่อการภาคการเกษตรใน 9 หัวข้อ แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก คือ ส่วนของ Input Process และ Output อาทิ โครงการการพัฒนาระบบเรดาร์เพื่อการจัดทำแผนที่ใต้ดินสำหรับการเกษตร และโครงการเครื่องวิเคราะห์ปริมาณน้ำมันในทะลายปาล์มน้ำมันอย่างรวดเร็ว เพื่อการซื้อขายในเชิงพาณิชย์ด้วยเทคนิค Near Infrared (NIR) เป็นต้น และ

โซนที่ 3. Wings by ARDA งานบริการต่างๆ ของ สวก. เพื่อนักวิจัย อาทิ ให้คำแนะนำในการขอรับทุนวิจัยจาก สวก. ให้คำแนะนำเรื่องการดำเนินการด้านทรัพย์สินทางปัญญา, ให้คำแนะนำในการรับทุนพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัย และให้คำแนะนำในการใช้บริการฐานข้อมูลด้านการวิจัยการเกษตร

ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ผู้อำนวยการ สวก. กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้นับเป็นการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง สวก. ในด้านการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนางานวิจัยการเกษตร ตลอดจนพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยการเกษตร รวมทั้งจัดให้มีการศึกษา ค้นคว้า วิจัย พัฒนาและเผยแพร่ข้อมูลและสารสนเทศด้านการเกษตร ตลอดจนร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันการศึกษา หรือสถาบันอื่นของรัฐและเอกชนในการผลิตและพัฒนางานวิจัย และนักวิจัยการเกษตรทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางในการให้บริการข้อมูลและสารสนเทศด้านการเกษตร และส่งเสริมให้เกิดกิจการทางวิชาการ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการเกษตรในรูปแบบต่างๆ

อนึ่ง งาน “ประชุมวิชาการ สวก. 2562” ภายใต้แนวคิด “Beyond Disruptive Technology” จุดเปลี่ยนอนาคตไทย ด้วยงานวิจัยเกษตร จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 8-9 ตุลาคม 2562 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ โดยกิจกรรมในวันพุธที่ 9 ตุลาคม 2562

มีตลอดจนการนำเสนอผลงานวิจัยภาคบรรยาย (Oral Presentation) จำนวน 24 ผลงาน ใน 3 หัวข้อหลัก คือ นวัตกรรม และ เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ สนับสนุนงานวิจัยจากฐานราก และเศรษฐกิจภาคการเกษตรเข้มแข็ง รวมทั้งการเสวนาและการบรรยาย เรื่อง การพัฒนาบุคลากรวิจัย และ ระบบศูนย์กลางข้อมูลงานวิจัยการเกษตรของประเทศ THILAND AGRICULTURAL RESEARCH REPOSITORY (TARR) ปิดท้ายด้วยพิธีมอบรางวัลผลงานวิชาการดีเด่น โดยประธานคณะกรรมการพิจารณาการนำเสนอผลงานวิจัย.

วันนี้ (15 ตุลาคม 2562) นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดงานวันรณรงค์ป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง อ. มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น การจัดงานครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ รวมไปถึง สมาคมโรงแป้งมันสำปะหลังไทย และสมาคมผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคเหนือ รวมไปถึงกรมวิชาการเกษตร โดยภายในงานให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังร่วมกันกำจัดต้นอย่างถูกวิธี รวมถึงการปล่อยโดรนฉีดพ่นกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบ และปล่อยแมลงช้างปีกใส ศัตรูธรรมชาติ เพื่อป้องกันแมลงหวี่ขาวยาสูบกลับมาทำลายซ้ำ รวมถึงการให้เกษตรกรในพื้นที่ตระหนักถึงมหันตภัยร้ายแรงของโรคใบด่างมันสำปะหลัง

นายเข้มแข็ง เปิดเผยภายหลังการเปิดงานฯ ว่า ปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นปัญหาที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และมี มติ ครม. เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2562 เห็นชอบให้แก้ปัญหาโรคใบด่างในมันสำปะหลัง ที่เกิดจากเชื้อไวรัส โดยกำหนดแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่สามารถขายผลผลิตคุณภาพได้ โดยชดเชยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ที่ได้รับผลกระทบ ไร่ละไม่เกิน 3,000 บาท โดยเกษตรกรจะต้องยินยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าไปทำลายด้วย โดยดำเนินการทำลายไร่มันสำปะหลังที่ติดโรค ทั้งการขุด ถอน และฝังดิน ทั้งนี้เกษตรกรจะมีต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร และติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง

สำหรับการรณรงค์ป้องกันและกำจัดโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการให้ความรู้เกษตรกรถึงการป้องกันและกำจัดอย่างถูกวิธี รวมถึงการจัดงานรณรงค์ป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง พร้อมแนะ 3 วิธีปฏิบัติกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง ปฏิบัติที่ 1 หมั่นสำรวจแปลงอยู่เสมอ ปฏิบัติที่ 2 กำจัดต้นที่เป็นโรคและแมลงหวี่ขาวยาสูบ พาหะนำโรค และ ปฏิบัติที่ 3 คัดเลือกท่อนพันธุ์สะอาด

อนึ่ง อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 52,210 ไร่ ปัจจุบัน พบการระบาดและยืนยันการพบเชื้อไวรัสโรคใบด่างมันสำปะหลัง ที่ อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น จำนวน 7 ไร่ จึงได้จัดงานรณรงค์เพื่อป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง ณ จุดพบการระบาด ในครั้งนี้ เพื่อกำจัดและป้องกัน รวมถึงสร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ของ อ.มัญจาคีรี ทั้งหมด

รัฐมนตรีเกษตรฯ ร่วมแสดงความยินดี กรมส่งเสริมการเกษตรครบรอบ 52 ปี “เกษตรกรเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน” ประกาศนโยบายขับเคลื่อนงาน 6 ด้าน มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร เน้นใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมช่วยสร้างรายได้

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตรครบรอบ 52 ปี ว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นกรมที่ใกล้ชิดพี่น้องเกษตรกรและประชาชนอย่างมาก ในปัจจุบันกรมฯ ต้องบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเพื่อเชื่อมโยงกัน รวมถึงนโยบายการตลาดนำการเกษตรและงานวิจัยต่างๆ ที่จำเป็นอย่างยิ่ง การที่ประเทศจะพัฒนาได้ก็ต้องให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา เนื่องจากเทคโนโลยี และนวัตกรรม จะทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม และกลุ่มคนรุ่นใหม่ เช่น young smart farmer จะเป็นจุดเปลี่ยนเกษตรกรรมแบบเดิมได้ รวมทั้งการรวมกลุ่มบริหารจัดการเป็นเกษตรแปลงใหญ่ พร้อมกล่าวย้ำถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค รวมถึงเกษตรกรผู้ผลิตคือหัวใจสำคัญ จึงหวังให้ทุกคนทำงานเดินไปด้วยกัน “เกษตรกรเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน” ตนมาทำงานตรงนี้เพื่อต้องการสร้างผลงาน

ด้าน นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2563 กรมส่งเสริมการเกษตรได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของรัฐบาลและของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการช่วยเหลือดูแล และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะนโยบาย “การตลาดนำการเกษตร” ซึ่งต้องบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งของภาคการเกษตรในระดับฐานราก ด้วยการส่งเสริมการผลิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาเกษตรกรและองค์กรเกษตรกร มุ่งเน้นขับเคลื่อนการดำเนินงาน 6 ประเด็น คือ 1. ขยายผลโครงการพระราชดำริให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสืบสานศาสตร์พระราชา โดยการส่งเสริมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการหลวง เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง การส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงและสืบสานศาสตร์พระราชา ยึดแนวทางสืบสาน รักษา ต่อยอดศาสตร์พระราชา และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดปี มีภูมิคุ้มกัน และมีความมั่นคงในอาชีพ

รวมทั้งการส่งเสริมการทำเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อสร้างสมดุลของระบบการผลิตทางการเกษตร ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 2.บริหารจัดการสินค้าเกษตรโดยยึดหลักการตลาดนำการเกษตรและสร้างรายได้แก่เกษตรกร เน้นพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐานเพื่อเข้าสู่เกษตรอุตสาหกรรม โดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตและการบริหารจัดการสินค้าเกษตร การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และการผลิตสินค้าเกษตรที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจ ใช้สารชีวภัณฑ์ลดการใช้สารเคมี

การสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายประกันรายได้เกษตรกร ปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน และการส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตร พัฒนาตลาดเกษตรกร ขยายความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพิ่มช่องทางการตลาดทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งการตลาดออนไลน์ และการพัฒนาโลจิสติกส์สินค้าเกษตร 3. พัฒนาองค์กรเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และงานเคหกิจเกษตร เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของครัวเรือนให้ดีขึ้น

การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการ สร้าง Young Smart Farmer ให้มีบทบาทสำคัญและเป็นผู้นำพัฒนาการเกษตรของชุมชน การส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรรวมทั้งสร้างความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนเกษตรและชุมชน 4. สร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายและบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วน โดยสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายการทำงาน พัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และศูนย์เครือข่าย ให้มีความเข้มแข็งทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

เป็นศูนย์กลางด้านการเกษตรของชุมชนและเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ชุมชน และบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่โดยพัฒนาต่อยอดจากฐานการพัฒนาที่มีอยู่แล้วและให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา 5. ช่วยเหลือดูแลและให้บริการแก่เกษตรกร ที่ประสบภัยพิบัติ (ภัยธรรมชาติ ศัตรูพืชและโรคพืช) และ 6. พัฒนาองค์กร ระบบการทำงาน และบุคลากรกรมส่งเสริมการเกษตร โดยพัฒนาระบบข้อมูล Big Data ระบบเทคโนโลยีและการสื่อสารต่าง ๆ

ที่ทันสมัยเพื่อให้บริการเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงยึดหลักการทำงานอย่างมีส่วนร่วม และการพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมทำงานตามหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแนวทางการดำเนินงานกรมส่งเสริมการเกษตร ประจำปีงบประมาณ 2563 ดังกล่าว จะทำให้การทำงานส่งเสริมการเกษตรมีทิศทางที่ชัดเจน ส่งผลให้เกษตรกรได้รับการดูแลช่วยเหลือในการประกอบอาชีพการเกษตร และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

อนึ่ง กรมส่งเสริมการเกษตรได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2510 และได้ปฏิบัติงานอยู่เคียงคู่กับพี่น้องเกษตรกรมาด้วยความมุ่งมั่น เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 52 ปี จึงได้มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ขึ้นในวันที่ 21 ตุลาคม 2562 ณ บริเวณอาคาร 1 กรมส่งเสริมการเกษตร สำหรับกิจกรรมภายในงานได้มีการจัดพิธีสงฆ์ พิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พิธีวางพวงมาลาอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์พิเศษ ทำนอง สิงคาลวณิช ผู้ก่อตั้งกรมส่งเสริมการเกษตร หน่วยงานต่าง ๆ ร่วมแสดงความยินดีและมอบเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์แก่มูลนิธิธรรมรักษ์ (วัดพระบาทน้ำพุ)

นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานส่งเสริมการเกษตรเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร นำเสนอผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นเครื่องมือในการให้บริการเกษตรกร นิทรรศการกลไกขับเคลื่อนงานในพื้นที่ และตัวอย่างผลสำเร็จของงานส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์ ต.น้ำชุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย การคัดเลือกบุคคลและหน่วยงานดีเด่นประจำปี 2562 ประกอบด้วย

เกษตรตำบล เกษตรอำเภอ นักส่งเสริมการเกษตร ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัด ดีเด่น จำนวน 24 รางวัล รวมทั้งเกษตรกร บุคคลทางการเกษตร และสถาบันเกษตรกรดีเด่น จำนวน 57 รางวัล เพื่อสนับสนุนให้บุคคลและหน่วยงานสามารถทำงานตามบทบาทหน้าที่ บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาเกษตรกร อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานให้บุคคลและหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นได้รับการยกย่อง เผยแพร่เกียรติคุณ ตลอดจนเกิดความภาคภูมิใจในการปฏิบัติงานส่งเสริมการเกษตรด้วย

กระทรวงเกษตรฯ บูรณาการหน่วยงานเร่งปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 เสนอ 5 โครงการเป็นทางเลือกให้เกษตรกรที่พื้นที่ได้รับผลกระทบและเสียหายสิ้นเชิง หวังช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร เริ่มรับสมัครตั้งแต่ 25 ต.ค. – 10 พ.ย. 2562 นี้

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งและอุทกภัยของพายุโพดุลและคาจิกิที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ส่งผลให้พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายและเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนนั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา

เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 จำนวน 5 โครงการ ภายในกรอบวงเงินกว่า 3,120 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, ถั่วเขียว) 2. โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/64 3. โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง : การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน 4. โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน และ 5. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีก เพื่อฟื้นฟูเกษตรกรที่ประสบปัญหาอุทกภัย โดยเริ่มเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม – 10 พฤศจิกายน 2562 ระยะเวลาดำเนินโครงการตุลาคม 2562 – 30 กันยายน 2563

หลักการให้ความช่วยเหลือ ต้องเป็นเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วง/ฝนแล้ง หรืออุทกภัย ปี 2562 ที่ได้รับความเสียหายสิ้นเชิงและได้รับการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการการทำงานของ 4 หน่วยงานในพื้นที่ร่วมกัน ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง และกรมปศุสัตว์

ในแต่ละโครงการจะมีเจ้าภาพรับผิดชอบหลัก โดยเกษตรกรที่สนใจสามารถเลือกและสมัครเข้าร่วมโครงการได้เพียง 1 โครงการ จากทั้งหมด 5 โครงการ ข้อกำหนดเบื้องต้น คือ พื้นที่ต้องมีเอกสารสิทธิ์ สำหรับเกษตรกรที่สนใจปลูกพืชใช้น้ำน้อยพื้นที่ต้องมีความเหมาะสม มีแหล่งน้ำเพียงพอในการเพาะปลูก หากสนใจเลี้ยงปลาควรจะมีบ่อดิน หรือเลี้ยงสัตว์ปีกอาจจะต้องมีโรงเรือนสำหรับสัตว์ปีกด้วย โดยแต่ละโครงการจะมีเป้าหมายและหลักเกณฑ์ ดังนี้

1. โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, ถั่วเขียว) หน่วยงานรับผิดชอบ คือ กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ประสบภัยให้สามารถกลับมาเพาะปลูกพืชสร้างรายได้ในฤดูแล้ง โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นเงินสดโอนเข้าบัญชี ธ.ก.ส.ของเกษตรกรเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ รายละไม่เกิน 20 ไร่ เป้าหมายเกษตรกร 150,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1.4 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 100,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1 ล้านไร่ อัตราไร่ละ 245 บาท ถั่วเขียว 50,000 ครัวเรือน พื้นที่ 0.4 ล้านไร่ อัตราไร่ละ 200 บาท เกษตรกรเข้าร่วมโครงการตามความสมัครใจ 1 ครัวเรือน ต่อ 1 สิทธิ์ และเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร

2. โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/64 หน่วยงานรับผิดชอบ คือ กรมการข้าว เป้าหมายเกษตรกร จำนวน 827,000 ครัวเรือน เมล็ดพันธุ์ข้าว 63,200 ดัน พื้นที่ 6.32 ล้านไร่ โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่เกษตรกรไร่ละ 10 กิโลกรัม ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ชนิดพันธุ์ข้าว 5 ชนิด ประกอบด้วย 1. ข้าวหอมมะลิ (พันธุ์ กข15, ขาวดอกมะลิ 105) 2. ข้าวหอมปทุม (พันธุ์ปทุมธานี1) 3. ข้าวเจ้าไม่ไวแสง (พันธุ์ กข29, กข31, กข41, กข49, กข57, ชัยนาท 1, พิษณุโลก 2) 4. ข้าวเหนียวไม่ไวแสง (พันธุ์สันป่าตอง 1) 5. ข้าวเหนียวไวแสง (พันธุ์ กข6) ทั้งนี้ จะจัดส่งเมล็ดพันธุ์ข้าวกลุ่มไม่ไวแสงช่วงเดือนกลางเดือน พ.ย.-กลางเดือน ธ.ค.2562 สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวกลุ่มข้าวไวแสงจะจัดส่งช่วงเดือน มี.ค.- เม.ย.2563

3. โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง : การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน หน่วยงานรับผิดชอบ คือ กรมประมง เป้าหมายเกษตรกรจำนวน 50,000 ราย โดยสนับสนุนพันธุ์ปลาและอาหารสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกร (ได้รับพันธุ์ปลานิลแปลงเพศ จำนวน 800 ตัว/ราย พร้อมอาหารสัตว์น้ำนำร่องจำนวน 120 กิโลกรัม/ราย ซึ่งการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน เป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น หรือลดรายจ่ายในครัวเรือน โดยพันธุ์ปลานิลแปลงเพศที่สนับสนุนจะมีขนาดใหญ่ใช้ระยะเวลาการเลี้ยงสั้น

4. โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน หน่วยงานรับผิดชอบ คือ กรมประมง มีเป้าหมายแหล่งน้ำในชุมชนจำนวน 1,436 แห่ง โดยปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ (กุ้งก้ามกราม) ในแหล่งน้ำชุมชนขนาดกลางหรือขนาดเล็ก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำแบบปิดโดยสนับสนุนลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามขนาดตั้งแต่ 5-7 เซนติเมตรขึ้นไป จำนวน 200,000 ตัวต่อแหล่งน้ำ ทั้งนี้ การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่มีศักยภาพในการให้ผลตอบแทนที่รวดเร็วและเป็นอาชีพเสริมที่ให้ผลตอบแทนสูง

5. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีก เพื่อฟื้นฟูเกษตรกรที่ประสบปัญหาอุทกภัย หน่วยงานรับผิดชอบ คือกรมปศุสัตว์ เป้าหมายเกษตรกร 48,000 ครัวเรือน ในพื้นที่ 17 จังหวัด โดยสนับสนุนเป็นเงินโอนเข้าบัญชี ธ.ก.ส.ของเกษตรกรเพื่อซื้อพันธุ์ไก่ไข่ เป็ดไข่ ครัวเรือนละ 10 ตัว ไก่พื้นเมืองคละเพศ อายุ 1 เดือนครัวเรือนละ 30 ตัว พร้อมค่าอาหารและค่าวัสดุในการเลี้ยง

สำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่ได้รับผลกระทบและเสียหายสิ้นเชิงจากสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการและสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่

กรมวิชาการเกษตร ล็อคมะพร้าวนำเข้าเมืองอิเหนากว่า 80 ตัน ชี้ผิดเงื่อนไขนำเข้าพบส่วนงอกยอดอ่อนติดมากับผลผลิต จี้ผู้ประกอบการเร่งเคลียร์สินค้าส่งกลับต้นทาง เผยปีนี้ตรวจพบมะพร้าวนำเข้าจากเพื่อนบ้านผิดกฎถูกส่งกลับและทำลายแล้วกว่า 3 พันตัน มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ด่านตรวจพืชท่าเรือ กรมวิชาการเกษตร ได้สุ่มตรวจและยึดผลมะพร้าวนำเข้าจากประเทศอินโดนีเซียจำนวน 3 ตู้คอนเทนเนอร์ ปริมาณ 81 ตัน เนื่องจากตรวจพบมีส่วนงอกของยอดอ่อนติดมากับผลผลิต ซึ่งผิดเงื่อนไขการนำเข้ามะพร้าวตามประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่องเงื่อนไขการนำเข้ามะพร้าวจากอินโดนีเซีย พ.ศ. 2554 ที่ต้องไม่ปรากฏส่วนของก้าน ใบ หน่อ หรือยอดอ่อน ซึ่งด่านตรวจพืชท่าเรือได้แจ้งให้ผู้นำเข้าดำเนินการจัดการกับสินค้าดังกล่าว โดยผู้นำเข้าเลือกวิธีที่จะส่งสินค้ากลับที่ประเทศต้นทาง ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการส่งกลับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ตั้งแต่เดือนมกราคม-วันที่ 17 ตุลาคม 2562 ประเทศไทยนำเข้ามะพร้าวรวมจำนวน 1,056 ชิปเม้นท์ ปริมาณ 104,652 ตัน รวมมูลค่ากว่า 750 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้ตรวจพบการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขประกาศกรมวิชาการเกษตรจำนวน 57 ชิปเม้นท์ ปริมาณ 3,116 ตัน มูลค่ากว่า 21 ล้านบาท โดยสาเหตุที่ตรวจพบผิดเงื่อนไขมากที่สุดถึง 93 เปอร์เซ็นต์ คือ พบการงอกของหน่อหรือยอดอ่อนมะพร้าว ซึ่งตามประกาศกรมวิชาการเกษตรหากตรวจพบต้องส่งกลับ หรือทำลาย โดยผู้นำเข้าต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งหากผู้นำเข้าเลือกที่จะส่งสินค้ากลับประเทศต้นทางด่านตรวจพืชจะออกหนังสือแจ้งด่านศุลกากรในพื้นที่เพื่อให้ผู้นำเข้านำไปประกอบพิธีการทางศุลกากรเพื่อให้ด่านศุลกากรตรวจปล่อยสินค้าตามอำนาจหน้าที่ที่ระบุไว้ในกฎหมายต่อไป แต่ถ้าผู้นำเข้าเลือกวิธีที่จะทำลายต้องไปหาแหล่งทำลายซึ่งเป็นสถานประกอบการที่ชอบด้วยกฎหมายในการรับทำลายสินค้า มีมาตรฐาน ISO ไม่ก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และทำลายถูกต้องตามหลักวิชาการเพื่อมิให้เกิดการแพร่ระบาดของศัตรูพืชภายในประเทศ โดยมีเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชไปควบคุมการทำลายด้วยทุกครั้ง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า มะพร้าวเป็นสิ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ.2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งการที่จะอนุญาตให้นำเข้าได้ต้องผ่านการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านโรคพืชและแมลงศัตรูพืชเพื่อกำหนดเงื่อนไขในการอนุญาตนำเข้าตามมาตรการสุขอนามัยพืช โดยกรมวิชาการเกษตรมีหน้าที่ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงและกำกับดูแลเรื่องศัตรูพืชที่อาจจะติดมากับสินค้า ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยอนุญาตให้มีการนำเข้ามะพร้าวแก่ปอกเปลือกจาก 4 ประเทศ คือ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และเมียนมาร์ เนื่องจากผลผลิตมะพร้าวแก่ปอกเปลือกเพื่อใช้ในประเทศยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์ผลผลิตมะพร้าวในประเทศปี 2562 ว่า มีปริมาณ 874,000 ตัน ในขณะที่ความต้องการใช้ของอุตสาหกรรมมะพร้าวในประเทศมีความต้องการใช้มะพร้าวผลแก่ถึง 1.04 ล้านตัน รวมทั้งการอนุญาตให้นำเข้ามะพร้าวจากประเทศใดประเทศหนึ่งนั้นเกิดจากการร้องขอให้มีการอนุญาตนำเข้าจากผู้ประกอบการด้วย

“ประเภทของมะพร้าวที่ไทยอนุญาตให้นำเข้าคือ ผลมะพร้าวแก่ปอกเปลือก เนื้อมะพร้าวสด เนื้อมะพร้าวแห้ง กะลามะพร้าว เส้นใยมะพร้าว และกาบมะพร้าว โดยผู้นำเข้าต้องมีใบอนุญาตนำเข้า และต้องเป็นผู้ประกอบธุรกิจโรงงานแปรรูปมะพร้าว ซึ่งการออกใบอนุญาตนำเข้ามะพร้าวเข้ามาในไทยจะอนุญาตเพื่อใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปมะพร้าวเท่านั้น และการนำเข้าจะต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืชกำกับมาพร้อมกับสินค้าทุกครั้ง โดยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชตรวจสินค้าที่นำเข้ามาอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชติดเข้ามาในประเทศ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

สืบเนื่องจากข่าว (กรมส่งเสริมการเกษตร ชู “อะโวคาโด” เป็นพืชเศรษฐกิจ เผย 7 สายพันธุ์แนะนำให้ปลูก https://bit.ly/2kB5hCz) และในข่าวนี้ยังให้รายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายและแผนงานส่งเสริมเกษตรกร และเป้าหมายการสร้างจังหวัดตาก เป็น “City of Avocado” และมีการจัดตั้งทีมบูรณาการโครงการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่เพื่อผลิตอะโวคาโดแบบครบวงจรขึ้น และการขอขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI โดยทางสำนักงานเกษตรจังหวัดตาก…จากข่าวนี้ทำให้ “เกษตรก้าวไกล” ตัดสินใจที่จะลงพื้นที่จังหวัดตากทันที เพราะจากการจับกระแสพบว่า เกษตรกรมีความสนใจในไม้ผลชนิดนี้ และไม่เพียงเท่านี้เราได้โทร.ไปปรึกษาปรมาจารย์นักบุกเบิกปรับปรุงสายพันธุ์อะโวคาโด “ปากช่อง 2 8″ (มาจากแถวที่ 2 ต้นที่ 8) นั่นคือ “อาจารย์ฉลองชัย แบบประเสริฐ” ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ปัจจุบันท่านเกษียณอายุราชการมาหลายปีแล้ว แต่ยังคงมุ่งมั่นกับอะโวคาโดไม่เสื่อมคลาย) ท่านบอกว่า “ผมมั่นใจมานานแล้วว่าอะโวคาโดจะเป็นไม้ผลเศรษฐกิจ มั่นใจมาตลอดครับ” เพียงแค่นี้ก็ทำให้เราอบอุ่นใจเป็นอย่างยิ่ง และก่อนหน้านั้นได้พบกับ คุณสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในวันสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งนี้ (30 ก.ย.62) ท่านบอกว่ากรมส่งเสริมการเกษตรยืนยันมั่นใจต่อไม้ผลชนิดนี้ เพราะได้ทำการศึกษามาอย่างดีแล้ว

การเสวนาเคลื่อนที่เร็วจึงเกิดขึ้นในบัดดล…ทีมงานของเราจัดเก็บข้อมูล-จัดทำประเด็นอย่างทันท่วงทีและส่งไปให้ปลายทางคือ คุณธนากร โปทิกำชัย รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตาก(เกษตรที่สูง) และ คุณรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ เกษตรจังหวัดตาก ทั้งสองท่านตอบกลับอย่างรวดเร็วและบอกว่ายินดีมาก

สรุปว่า จะจัดเสวนาในรูปแบบเคลื่อนที่เร็ว Talk of the Farm (เป็นรูปแบบรายการที่จะจัดให้มีขึ้นบ่อยครั้งในปี 2020 หากครั้งนี้ไปได้ดี) คือจัดพูดคุยกันในสวนแบบสบายๆ หัวข้อว่า “ตามหาอะโวคาโด เกษตรที่สูง จ.ตาก” (Talk of the Farm “City of Avocado”) ประเด็นที่จะพูดคุยและวิทยากร ประกอบด้วย

ประเด็นที่จะเสวนา
วิเคราะห์โอกาสและความเป็นไปได้ของอะโวคาโดต่อการเป็นพืชเศรษฐกิจ (ทั้งในแง่การผลิต การตลาด การแปรรูป และอื่นๆ)
นโยบายและความมั่นใจของจังหวัดตากต่อการประกาศเป็น “City of Avocado” ศูนย์กลางการผลิตอาโวคาโดคุณภาพ
ภารกิจของเกษตรที่สูงจังหวัดตาก และเกษตรจังหวัดตาก เพื่อส่งเสริมอะโวคาโดเป็นพืชเศรษฐกิจ (เช่น การปลูกให้ได้คุณภาพตรงตามมาตรฐานและที่ตลาดต้องการ)
ความตื่นตัวของเกษตรกรในพื้นที่ (จะมีตัวแทนของเกษตรกรมาพูดด้วย)
โอกาสและการเข้าถึงองค์ความรู้ของเกษตรกรไทย

ประเด็นที่จะสาธิต (ดูตามความเหมาะสม)
การขยายพันธุ์อะโวคาโดรูปแบบต่างๆ (สาธิตตัวอย่างวิธีนิยม)
การปลูกและการดูแลจัดการต่างๆ (เดินชมสวน)
การดูลักษณะผลที่จะเก็บเกี่ยว (ดัชนีการเก็บเกี่ยว(Harvesting Index)ของอะโวคาโดสายพันธุ์ต่างๆ)
อื่นๆ (ดูหน้างานอีกครั้ง)

วิทยากรที่จะเสวนาและสาธิต
คุณรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ เกษตรจังหวัดตาก (ประเด็นนโยบายและแผนงานส่งเสริมเกษตรกร และเป้าหมายการสร้างจังหวัดตาก เป็น “City of Avocado” และมีการจัดตั้งทีมบูรณาการโครงการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่เพื่อผลิตอะโวคาโดแบบครบวงจรขึ้น และการขอขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI โดยทางสำนักงานเกษตรจังหวัดตาก)
คุณธนากร โปทิกำชัย รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตาก(เกษตรที่สูง) ผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็น Avocado Man ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในการปลูกและดูแลรักษาอะโวคาโด (ประเด็นการพัฒนาสายพันธุ์อะโวคาโด การปลูกและดูแลจัดการให้ได้คุณภาพ ดัชนีการเก็บเกี่ยว(Harvesting Index)ของอะโวคาโดสายพันธุ์ต่างๆ )
ตัวแทนเกษตรกรหรือตัวแทนผู้รับซื้อ (หรือทั้ง 2 อย่าง-ในเบื้องต้นจะเชิญประธานแปลงใหญ่อะโวคาโดตาก) (ประเด็นการปลูกและดูแลจัดการ ปัญหาการปลูก โรคแมลง การตลาดและการขาย รวมทั้งการแปรรูปเพิ่มมูลค่า)

วันเวลา/สถานที่เสวนา
วันอังคารที่ 29 ตุลาคม 2562 เวลา 14.00-16.00 น. (ท่านที่จะเข้าร่วมให้มาได้ตั้งแต่ 13.00 น.)
ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตาก(เกษตรที่สูง) จัดในแปลงปลูกอะโวคาโด

ทั้งหมดนี้ คือรูปแบบการเสวนาเคลื่อนที่เร็ว สมัคร NOVA88 Talk of the Farm ที่จะไม่เน้นพิธีการ แต่เน้นสาระความรู้และความเรียบง่าย เป็นธรรมชาติ (สบายๆแบบมีส่วนร่วม) เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเกษตรกรมากที่สุด และผู้ที่สนใจก็ไม่ต้องจองที่นั่งแต่อย่างใด หากมาได้ก็ให้มาในวันที่กำหนดเลย แต่มาไม่ได้ก็ให้ติดตามจากการ LIVE สดผ่านเฟสบุ๊ค และช่องยูทูป #เกษตรก้าวไกลไปด้วยกัน หรือจะสอบถามรายละเอียดได้ที่ ไอดีไลน์ thanasit19 หรือโพสต์ถามได้

ถือเป็นหนึ่งในมิตรแท้ของชาวไร่อ้อยมาอย่างยาวนาน เพราะได้

ดำเนินธุรกิจในการผลิต และให้บริการเกี่ยวกับอุปกรณ์การเกษตรด้านการปลูกอ้อยอย่างครบวงจร รวมถึงการให้คำปรึกษาด้านการเพิ่มผลผลิตและการลดต้นทุนในการปลูกอ้อย มาตั้งแต่ปี 2542 จนถึงปัจจุบัน และได้รับความเชื่อถือจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศมากมาย เรียกได้ว่า NKS มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับอุปกรณ์เครื่องจักรกลต่างๆที่ต้องใช้ไร่อ้อย โดยมีผลงานที่ได้รับความนิยมจากชาวไร่อ้อยมากมาย ไม่ว่า เครื่องกำจัดวัชพืช SRT6 เครื่องฝังปุ๋ยนำร่องก่อนปลูก โรตารี่มินิคอมบาย เครื่องมือคลุกใบอ้อย เครื่องปลูก Billet Planter ซึ่งปลูกได้เต็มประสิทธิภาพที่เฉลี่ยวันละ 60 ไร่ต่อวัน (8ชั่วโมง) และใช้คนงานเพียง 2 คนเท่านั้น คือคนขับและคนคุมท้าย เป็นต้น

จากก้าวแรกเพื่อการมีส่วนร่วมพัฒนาชีวิตชาวไร่อ้อย มาจนถึงวันนี้ โรงเรียนเกษตรกรชาวไร่อ้อย NKS เปิดการเรียนการสอนให้เกษตรกรที่สนใจไปแล้วกว่า 40 รุ่น โดยเมื่อวันที่ 17-18 กันยายน 2562 ที่ผ่านมาได้เปิดการเทอมการเรียนรู้ล่าสุดไป โดยมีเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมกว่า 48 คน

กล่าวได้ว่า หากสนใจและต้องการที่จะก้าวเป็นไปเกษตรกรสมัยใหม่ที่มีแนวคิดและวิธีการที่ทันสมัยทันต่อการแปลงเปลี่ยน ยกระดับสู่การเป็น Smart Farming โรงเรียนเกษตรกรชาวไร่อ้อย NKS จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

สำหรับการเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ จะเน้นการให้ได้รับองค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกอ้อยเพื่อส่งเข้าโรงงานน้ำตาล ทั้งในด้านภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ สามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริง โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญของ NKS รวมถึงการลงพื้นที่จริงเพื่อเยี่ยมชมความสำเร็จของเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัวอย่าง และหลังเสร็จสิ้นการเรียนตามหลักสูตร ยังจะได้รับใบประกาศนียบัตรรับรองอีกด้วย

นายสรวิศ ประธานทิพย์ ผจก.ร้านฟาร์มเมอร์เซนเตอร์ สาขาตากฟ้า ผู้รับผิดชอบโครงการโรงเรียนเกษตรกรชาวไร่อ้อย NKS บอกว่า สำหรับหลักสูตรที่สอนนั้น จะเน้นในสิ่งที่เกษตรกรต้องรู้เพื่อการเพิ่มผลผลิต ซึ่งทางโรงเรียน เรียกองค์ความรู้นี้ว่า 5 ขั้นตอนของหัวใจแห่งการปลูกอ้อย ประกอบด้วย

สิ่งแรก ที่เกษตรกรต้องรู้และเข้าใจ คือ การเตรียมดิน ทุกคนจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ถึงเทคนิคที่สำคัญในการเตรียมดินอย่างไรให้มีความร่วนซุย เหมาะสมกับการปลูกอ้อย เช่นเทคนิคการแก้ไขปัญหาดินดาน

สอง การปลูก เกษตรกรจะมีวิธีการปลูกอ้อยอย่างไรให้มีอัตราการงอกและเจริญเติบโตสม่ำเสมอกันทั้งแปลง เช่น เทคนิคการคัดท่อนพันธุ์ที่ดี

สาม การดูแลรักษาอ้อย หลังจากปลูกอ้อยแล้ว จะต้องดูแลอย่างไรจึงจะทำให้ต้นอ้อยแปลงอุดมสมบูรณ์และแข็งแรง เช่นเทคนิคเกี่ยวกับการให้ธาตุอาหารที่อ้อยต้องการ

สี่ การเก็บเกี่ยว เกษตรกรต้องมีข้อคิด มีการเตรียมแปลงอย่างไรเพื่อรองรับการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

สุดท้าย ห้า การบำรุงตออ้อย เกษตรกรที่เข้าเรียนรู้จะได้รับทราบเทคนิคที่สำคัญในการดูแลอ้อยตอหลังการเก็บเกี่ยวว่าต้องทำอย่างไร เพื่อให้ในปีต่อไปได้ผลผลิตสูงสุดอีก

ทั้งหมดนี้ คือ หัวข้อการเรียนรู้ที่ผู้สนใจจะได้รับทราบ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในแปลงปลูกของตนเอง ดังนั้น ดีที่สุดที่จะได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ดังกล่าว คือ สมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนเกษตรกรชาวไร่อ้อย NKS แห่งนี้ ซึ่งจะมีการเปิดการเรียนการสอนตามระยะเวลาที่กำหนด และหากสนใจ สมัครได้โดยตรงที่ บริษัท นครสวรรค์ สตีล จำกัด (NKS) เลขที่ 109 หมู่ที่ 8 ถนนเนินมะกอก ตำบลเนินมะกอก อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ โทร. 056-380-006,056-380-0071

นี่คืออีกหนึ่งเรื่องดี ๆ ของวงการไร่อ้อยเมืองไทย…โรงเรียนเกษตรกรชาวไร่อ้อย NKS กรมวิชาการเกษตร ขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งพัฒนายกระดับสินค้าเกษตรคุณภาพดีสู่มาตรฐานสากล เน้นระบบการตลาดนำการผลิต หนุนนักวิจัยผลิตงานวิจัยปรับใช้ประโยชน์ ตอบโจทย์แก้ปัญหาการเกษตรของไทยแบบครบวงจร พร้อมร่วมบูรณาการสืบสานต่อยอดศาสตร์พระราชาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2515 เพื่อทำหน้าที่ค้นคว้า วิจัย ทดลอง และพัฒนาวิชาการเกษตรด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับพืช เครื่องจักรกลการเกษตร ให้บริการวิเคราะห์ ทดสอบ ตรวจสอบ รับรอง ให้คำแนะนำเกี่ยวกับดิน น้ำ ปุ๋ย วัสดุการเกษตร ผลผลิต และผลิตภัณฑ์พืช การบริการส่งออกสินค้าเกษตร รวมทั้งกำกับดูแลกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 6 ฉบับ ซึ่งในปี 2562 กรมวิชาการเกษตรมีผลการดำเนินงานสำคัญที่ผ่านมา อาทิ การพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน โดยได้ทำการตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชในระบบ GAP ผ่านมาตรฐาน 108,647 แปลง พื้นที่ 539,811.65 ไร่ และตรวจรับรองโรงคัดบรรจุ โรงงานแปรรูป โรงรมตามมาตรฐาน GMP HACCP และ GFP ผ่านมาตรฐานรวม 885 โรงงาน รวมถึงพัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจสอบสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ เป้าหมาย 32 แห่ง

นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรยังมีผลงานวิจัยดีเด่นอีกมากที่พร้อมขยายผลเผยแพร่สู่เกษตรกร โดยเฉพาะพืชพันธุ์ใหม่ 34 พันธุ์ แบ่งเป็น พันธุ์พืชรับรอง 13 พันธุ์ พันธุ์แนะนำ 21 พันธุ์ เครื่องจักรกลการเกษตรที่พร้อมขยายผล จำนวน 19 เครื่อง การถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ ซึ่งผู้ประกอบการได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากกรมวิชาการเกษตรนำไปผลิตจำหน่ายเชิงพาณิชย์ รวม 7 เทคโนโลยี การขับเคลื่อนผลงานวิจัยปรับไปใช้ประโยชน์ถ่ายเทคโนโลยีผ่านเกษตรกรต้นแบบและแปลงต้นแบบ โดยเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้ให้คำแนะนำ ซึ่งเป็นผลการดำเนินงานในปี 2562 ที่ผ่านมา และแผนในปี 2563 รวม 15 โครงการ

ในปี 2562 กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินงานสนับสนุนตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ นโยบายเกษตรอินทรีย์ ตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ผ่านมาตรฐาน รวม 3,171 แปลง และกิจกรรมส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ โดยการอบรมให้ความรู้เกษตรกรด้านการผลิตพืชอินทรีย์ รวม 3,650 ราย รวมทั้งจัดทำแปลงต้นแบบการผลิตพืชอินทรีย์ ผลิตพ่อพันธุ์–แม่พันธุ์แมลงศัตรูพืชธรรมชาติ และผลิตชีวินทรีย์ในการควบคุมศัตรูพืช นโยบายระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืช 5,514 ราย ตรวจรับรอง GAP ผ่าน 3,269 ราย และจัดทำแปลงต้นแบบ 2,043 ไร่ นโยบายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โดยถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการใช้ชีวินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืช การใช้ปัจจัยการผลิตอย่างถูกต้องและเหมาะสมรวม 11,063 ราย ผลิตพ่อพันธุ์–แม่พันธุ์ แมลงศัตรูธรรมชาติ 15 ชนิด เผยแพร่องค์ความรู้ผ่าน Smart–Box 90 แห่ง และแจ้งเตือนภัยศัตรูพืชทุกสัปดาห์

ในส่วนการดำเนินงานสนับสนุนนโยบาย Zoning by Agri-Map ได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก ปรับโครงสร้างการผลิตในพื้นที่ S3 และ N โดยการสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรในการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชในพื้นที่ที่เหมาะสม 1,427 ราย จัดทำแปลงต้นแบบ 1,566 ไร่ ส่วนการพัฒนาศักยภาพการผลิตทางการเกษตร โดยดำเนินงานด้านการเป็นศูนย์กลางการผลิตเมล็ดพันธุ์พืช การพัฒนากลุ่มปลูกสมุนไพรให้เข้าสู่ระบบ GAP /GMP แล้ว 5 แห่ง และฝึกอบรมเกษตรกรให้เข้าสู่ระบบการจัดการ GAP และแปรรูปสมุนไพรแล้ว 113 ราย การผลิตพันธุ์พืชคุณภาพดีและปัจจัยการผลิต ได้แก่ พืชไร่ 11 ชนิด พืชสวน 33 ชนิด ปัจจัยการผลิต 19 ชนิด รวมถึงมีภารกิจตามนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในเรื่องการกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด มาตรการจำกัดการใช้ 3 สาร การเปิดตลาดมะม่วงไปออสเตรเลีย และการส่งออกมังคุดไปไต้หวันที่เป็นผลสำเร็จในปีนี้ด้วย

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า งานวันคล้ายวันสถาปนากรมวิชาการเกษตรจะจัดขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคมเป็นประจำทุกปี และในปีนี้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ส่งสารมาแสดงความยินดีและมอบหมายให้นางอุมาพร พิมลบุตร รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาเป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนากรมวิชาการเกษตรครบรอบปีที่ 47 และมอบนโยบายการดำเนินงานด้านการวิจัยและพัฒนาพืชให้แก่คณะผู้บริหารและนักวิชาการของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งกรมวิชาการเกษตรจะได้นำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรต่อไป พร้อมขับเคลื่อนผลงานวิจัยไปสู่การนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาปรับปรุงการผลิตพืชของเกษตรกร ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดสินค้าเกษตร พร้อมร่วมบูรณาการสืบสานต่อยอดศาสตร์พระราชาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง

ระยอง เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ ทั้งด้านการเกษตร การท่องเที่ยว และด้านอุตสาหกรรม และยังเป็นเมืองศูนย์กลางการพัฒนาของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกที่อยู่ใกล้เมืองหลวง

ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่จังหวัดได้เล็งเห็นความสำคัญ และมุ่งเน้นการพัฒนาโดยเฉพาะ การเป็นเมืองผลไม้ ทั้ง ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ขนุน ลำไย ที่สามารถผลิตออกมาสู่ตลาดทั้งภายในประเทศ และตลาดต่างประเทศได้อย่างน่าภาคภูมิใจ สามารถทำรายได้ให้จังหวัดปีละหลายพันล้านบาท

จากวิสัยทัศน์จังหวัดระยองที่ว่า “เมืองนวัตกรรมก้าวหน้า พัฒนาอย่างสมดุล บนพื้นฐานความพอเพียง” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเศษฐกิจให้มีการเจริญเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ สมดุล การจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบมีส่วนร่วมยั่งยืน สร้างคุณภาพชีวิตประชาชนที่ดีบนฐานเศษฐกิจพอเพียง ยกระดับการส่งเสริมการค้าการลงทุน และพัฒนาเศษฐกิจที่เข้มแข็ง จึงทำให้เกิดแนวทางการพัฒนาแนวรุก โดยเฉพาะในภาคการเกษตร

ทั้งนี้ นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า จังหวัดระยองมีเป้าหมายในการพัฒนาทางด้านการเกษตร ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ผลผลิตการเกษตรของจังหวัดที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค เช่น สับปะรด “ทองระยอง” พืช GI ของจังหวัดระยอง เป็นสับปะรดสายพันธุ์ควีน (Queen) รูปผลทรงกระบอก ตาผลใหญ่ ร่องตาตื้น เปลือกบาง เมื่อผลแก่จัดจะมีสีเหลืองทองทั้งผล เนื้อสีเหลืองเข้มสม่ำเสมอตลอดผล เนื้อแน่น แห้ง กรอบ ไม่ฉ่ำน้ำ รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอม รับประทานแล้วไม่กัดลิ้น เป็นต้น รวมทั้ง เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง และอื่น ๆ โดยเฉพาะ ทุเรียนหมอนทอง ซึ่งเกษตรกรสามารถผลิตออกมาได้คุณภาพที่ดีเยี่ยม เนื้อเหนียว แห้ง หวาน ทานอร่อย และได้รับการรับรอง GAP จากกรมวิชาการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ทุเรียนที่ออกมาขายได้ในราคาที่สูง เมื่อเทียบกับทุเรียนในภาคอื่น ๆ เพราะทุเรียนที่ระยองจะออกสู่ตลาดก่อนภาคอื่น ๆ ด้วย

“ขณะนี้จังหวัดระยองกำลังดำเนินการขอ GI จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ อีกพืชหนึ่ง โดยจังหวัดได้มอบหมายให้หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรให้มีการรวมตัวกันเป็นแปลงใหญ่ การร่วมกันเรียนรู้เทคนิควิชาการใหม่ ๆ ในการพัฒนาคุณภาพผลไม้ การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาผลผลิตสู่การรับรองมาตรฐาน GAP การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การแปรรูป และการจัดหาตลาดในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะในฤดูกาลปี 2563 ที่จะถึง จะได้มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจในการผลิตทุเรียนคุณภาพให้มากขึ้น ตั้งแต่การผสมดอกทุเรียน การจดบันทึกช่วงเวลาที่ดอกบาน การให้ปุ๋ย ให้น้ำ การป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกวิธี การเก็บเกี่ยวในช่วงเวลาที่เหมาะสม การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามและเหมาะแก่การขนส่ง การประชาสัมพันธ์เผยแพร่ เพื่อส่งเสริมการขายในเชิงรุก เป็นต้น”

ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวอีกว่า การดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ นอกจากจะช่วยเกษตรกรให้มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง ตามนโยบายของรัฐบาลแล้ว ยังจะสามารถพัฒนาคุณภาพให้สูงขึ้น และเกษตรกรสามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขายเองที่สวนในรูปแบบของการท่องเที่ยวเกษตร ตลาดผลไม้ชุมชน ขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ขายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ตลาดออนไลน์ ขายส่งออก หรือการนำสินค้ากระจายออกนอกพื้นที่ โดยเกษตรกรเองในนาม “นักการตลาดชุมชน”

“ซึ่งทุกช่องทางการตลาดจะมีเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐคอยเป็นพี่เลี้ยง ประสานงาน และสนับสนุนในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะสินค้าจากสวนที่ได้รับรองมาตรฐาน GAP แล้วจะได้สนับสนุนสติกเกอร์ QR Code เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค เป็นข้อมูลรับรองแหล่งผลิต และการตรวจสอบย้อนกลับอีกด้วย นอกจากการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพแล้ว การตรวจรับรองสถานประกอบการโรงคัดแยก หรือล้ง ก็จะต้องได้รับรองมาตรฐาน GMP อีกด้วย ซึ่งจะต้องเร่งสร้างความเข้าใจ และดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพราะประเทศคู่ค้าหลายประเทศเริ่มมีข้อกำหนดในเรื่องมาตรฐานการผลิต และมาตรฐานโรงคัดแยก เข้มข้นขึ้น” นายสุรศักดิ์ กล่าว

ทางด้านนายนิพนธ์ สุขสะอาด เกษตรจังหวัดระยอง ได้กล่าวเพิ่มเติมในประเด็นของการบริหารจัดการสวนเกษตรให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเกษตร ว่า จังหวัดระยองมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเกษตรสูงมาก เนื่องจากเกษตรกรมีความตื่นตัวในการบริหารจัดการสวนผลไม้ที่ได้คุณภาพ และมีความได้เปรียบในหลาย ๆ ด้าน ทั้งอยู่ใกล้เมืองหลวง การคมนาคมสะดวก เศรษฐกิจของจังหวัดดี มีกำลังซื้อสูง ภาคอุตสาหกรรมมีมาก การขายผลไม้โดยตรงระหว่างกลุ่มผู้ผลิตกับพนักงานบริษัทต่าง ๆ เป็นช่องทางการตลาดที่ไม่ควรมองข้าม

“ส่วนการดำเนินการตลาดในรูปแบบท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งจัดได้ว่าเป็นตลาดเพียงรูปแบบเดียวที่เกษตรกรสามารถควบคุมและทำตลาดได้เอง สามารถกำหนดราคาขายได้เอง ขายอยู่กับสวนกับบ้านโดยไม่ต้องเสียค่าขนส่ง และเมื่อลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวเข้ามาในชุมชนสามารถขายสินค้าชุมชนประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากผลไม้ได้อีกด้วย เป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างแท้จริง ซึ่งขณะนี้มีสวนเกษตรที่ขึ้นทะเบียนแหล่งท่องเที่ยวเกษตร ไว้กับสำนักงานเกษตรจังหวัดระยองทั้งหมด 77 สวน และได้มีการประชุมหารือกันเพื่อจัดตั้งเป็น “สมาคมท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อสุขภาพ โดยชุมชนจังหวัดระยอง” คาดว่าอีกไม่นานคงจะดำเนินการได้แล้วเสร็จ”

นายนิพนธ์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนการจัดการท่องเที่ยวในรูปแบบอื่น ๆ เช่น ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ท่องเที่ยวธรรมชาติ และอื่นๆ ก็จะหนุนเสริมเกื้อกูลกันเป็นอย่างดี จะเกิดพลังในการบริหารจัดการเชื่อมโยงเครือข่าย การต่อรอง การพัฒนาไปสู่มาตรฐานการท่องเที่ยว การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรที่หลากหลายในมาตรฐานเดียว การขยายผลไปสู่เกษตรกรอื่น ๆ ที่สนใจแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยว สินค้าไม่พอบริการนักท่องเที่ยว สินค้าล้นตลาด ฯลฯ โดยในปีการผลิตที่จะถึงคาดว่าจะมีสวนเกษตรที่เข้ามาร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 100 สวน สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้บริโภค และสร้างรายได้เพิ่มจำนวนมหาศาลให้กับเกษตรกรในจังหวัดระยองอย่างแน่นอน

การพัฒนาการเกษตรในภาพรวมของจังหวัด เกษตรจังหวัดระยองกล่าวเพิ่มเติมว่า จะต้องเน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีก้าวหน้าให้มากขึ้น ตามนโยบายของท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งระบบการให้น้ำอัจฉริยะ การควบคุมโรคแมลง เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวด้วยการนำเทคโนโลยีเครื่องผลิตแก๊สโอโซน ควบคุมคุณภาพผักผลไม้ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง และการเพิ่มช่องทางการตลาดที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมการสร้างอาชีพเกษตรก้าวหน้า โดยการพัฒนา Smart Farmer และ Young Smart Farmer มุ่งผลิตสินค้าอาหารปลอดภัย และเกษตรอินทรีย์ การเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าเกษตร ประมง ปศุสัตว์ สินค้าแปรรูป ที่ได้ทั้งปริมาณ และคุณภาพ รองรับการพัฒนาไปสู่จังหวัดอัจฉริยะ (Smart Province) และการเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC : Eastern Economic Corridor

นอกจากนั้นยังจะต้องสร้างอาชีพเสริมให้กับเกษตรกรรายย่อยในสวนผลไม้ สวนยางพารา และพื้นที่ว่างเปล่า โดยการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์เล็ก เป็ด ไก่ การเลี้ยงไส้เดือน การเลี้ยงผึ้ง/ชันโรงช่วยผสมเกสร การปลูกพืชร่วม พืชแซม เช่น ผักเหลียง ผักกูด สละ กระวาน พริกไทย ไม้ตัดดอก ไม้ตัดใบ และพืชสมุนไพรอื่น ๆ อีกหลากหลายชนิดที่สามารถขึ้นร่วมกันได้ในสวนผลไม้ หรือสวนยางพารา ภายใต้แนวคิด “เพิ่มพื้นที่ทำกินโดยไม่เพิ่มโฉนด” และสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร และการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ตามหลักปรัชญาเศษฐกิจพอเพียงนั่นเอง

“ด้วยการพัฒนาการผลิตของเกษตรกรหัวก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง การส่งเสริมอย่างจริงจังของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งโอกาสทางการตลาดที่จะเข้ามาจากนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ นักการค้า การลงทุนที่หลั่งไหลกันเข้ามาอีกมากมายมหาศาล EEC คือโอกาสทองของพี่น้องเกษตรกรชาวระยองแน่นอนครับ” เกษตรกรจังหวัดระยองกล่าวทิ้งท้าย

กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 3 -4ตุลาคม 2562 – ฟอร์ด ประเทศไทย นำคณะสื่อมวลชนและกลุ่มเกษตรกรร่วมผจญภัยไปกับกิจกรรม “ฟอร์ด เรนเจอร์ แกร่ง…ทุกงานเกษตร” โดยเดินทางพิสูจน์สมรรถนะรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ ที่มาพร้อมขุมพลังที่เหนือชั้นและเทคโนโลยีอันชาญฉลาดที่ตอบสนองต่อการขับขี่อย่างยอดเยี่ยมในเส้นทางสมบุกสมบัน ทั้งทางเรียบและออฟโรด สมกับคำนิยามรถกระบะ “เกิดมาแกร่ง” พร้อมฝ่าฟันทุกอุปสรรค เพื่อเยี่ยมชมสวนเกษตรและพูดคุยกับเกษตรกรทั้งในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

บ้านทุ่งกระโปรง จ.นครนายก
หลังจากซักซ้อมความเข้าใจก่อนออกเดินทางที่สโมสรราชพฤกษ์ ย่านหลักสี่ คณะสื่อมวลชนออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่ จ. นครนายก โดยมีจุดหมายแรก คือ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านทุ่งกระโปรง อ.บ้านนา ที่นี่มีผู้ใหญ่สมหมาย เกตุแก้ว เป็นไกด์นำเยี่ยมชม ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ระดับอำเภอ ชุมชนบ้านทุ่งกระโปรงมีความโดดเด่นจากการ เป็นชุมชนที่ริเริ่มปรับเปลี่ยนจากการเกษตรเชิงเดี่ยวเป็นเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานและเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยมุ่งเน้นให้คนในชุมชนพึ่งตนเองได้ และผลผลิตทางการเกษตรที่สดใหม่ปลอดสารพิษของชุมชนบ้านทุ่งกระโปรงด้วย

ชมสวนโกโก้ จ.ปราจีนบุรี
หลังจากนั้น สื่อมวลชนมุ่งหน้าเยี่ยมชมสวนโกโก้ ของคุณฐาณุพงษ์ ชินธนะชัยรัตน์ เกษตรกรยุคใหม่ ณ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี โกโก้เป็นพืชยืนต้นที่ดูแลไม่ยุ่งยากเหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย โรคพืชและแมลงศัตรูรบกวนน้อย ใช้น้ำไม่มาก ออกลูกดกทั้งปี โดยสวนโกโก้แห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ เริ่มปลูกโกโก้จำนวน 600 ต้น เป็นสวนโกโก้แบบอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยสวนโกโก้แห่งนี้ ได้เข้าร่วมกับโครงการส่งเสริมการปลูกโกโก้ออแกนิคของบริษัท เอทีเอ โปรดักส์ จำกัด เพื่อทำการส่งออกและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์โกโก้ระดับพรีเมี่ยมต่อไป

เที่ยวบ้านหมากม่วง เขาใหญ่
เช้าวันที่สอง คณะสื่อมวลชนได้ไปเยี่ยมชมบ้านหมากม่วง (The Mango House Farm) ฟาร์มมะม่วงที่ดำเนินงานโดยเกษตรไทยยุค 4.0 ที่ต่อยอดธุรกิจการปลูกมะม่วงของครอบครัวมานานกว่า 20 ปี ให้กลายเป็นธุรกิจแบบครบวงจร ที่นี่เราได้ฟังแนวคิดการสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรและการทำเกษตรสมัยใหม่ โดยคุณแนน-วราภรณ์ มงคลแพทย์ บัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์การอาหาร และเกษตรไทยรุ่นลูก ซึ่งเป็นผู้ต่อยอดธุรกิจของครอบครัว เล็งเห็นโอกาสและการเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วยการแปรรูปมะม่วงเป็นสินค้าต่างๆ เช่น ไอศกรีมมะม่วงพุดดิ้ง มะม่วงลอยแก้ว แยมมะม่วง น้ำมะม่วง มะม่วงกวนกล้วยอบน้ำสมุนไพร รวมถึงข้าวเหนียวมะม่วงสูตรเฉพาะของฟาร์ม และกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะม่วงอีกหลายที่ชวนให้เราต้องติดตาม

ดูงานปลูก อะโวคาโด สวนลุงแดง
หลังจากนั้น คณะสื่อมวลชนเดินทางไปเยี่ยมชมสวนอะโวคาโด (สวนคุณแดง) ที่ อ.ปากช่อง จ. นครราชสีมา เป็นสวนอะโวคาโด ของคุณสำเริง กลั่นกลิ่น ทราบว่าได้รับพันธุ์อะโวคาโดจากสถานีวิจัยพืชสวนปากช่องและพันธุ์จากโครงการหลวงทางภาคเหนือมาทดลองปลูกอย่างต่อเนื่อง จนมีต้นอะโวคาโดมากกว่า 500 ต้น โดยจะปูกแซมในสวนน้อยหย่าเพชรปากช่อง ต้นหนึ่งจะให้ผลผลิต 300-500 กิโลกรัม โดยจะให้ผลผลิตประปรายตลอดทั้งปี และจะมากที่สุดในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน นอกจากนี้ สวนแห่งนี้ยังมีต้นอะโวคาโดพันธุ์พิเศษ “พันธุ์บลูนี่” มีลักษณะผลใหญ่ คุณภาพดี รสชาติอร่อย ซึ่งมีปลูก ณ สวนแห่งนี้เพียงที่เดียวเท่านั้น

ปิดท้ายที่ ไร่สุวรรณ นครราชสีมา
จากนั้นคณะเดินทางก็มุ่งหน้าต่อไปยังศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา หรือรู้จักกันในชื่อ “ไร่สุวรรณ” เพื่อเข้าเยี่ยมชมพื้นที่การปลูกข้าวโพดและข้าวฟ่าง โดยรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ ซึ่งมีพื้นที่กว่าสองพันไร่ บนพื้นที่ลาดเชิงเขาหินปูน ทำให้สื่อมวลชนได้สัมผัสถึงสมรรถนะอันดีเยี่ยมด้วยระบบช่วงล่างของฟอร์ด เรนเจอร์ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อลดการโคลงตัว มอบการควบคุมและการทรงตัวที่ยอดเยี่ยม พร้อมด้วยเหล็กแชสซีส์แข็งแกร่งพิเศษเสริมระบบกันสะเทือนมอบการควบคุมและความสะดวกสบายเหนือชั้น อีกทั้งยังขับขี่ง่าย ปลอดภัย ด้วยระบบพวงมาลัยผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (EPAS) และระบบเบรกป้องกันล้อล็อค (ABS) ก่อนกลับ สื่อมวลชนและเกษตรกรได้มีโอกาสซื้อผลผลิตจากสถาบันวิจัยฯ รวมถึงผลิตภัณฑ์ข้าวโพดแปรรูปต่างๆ เป็นของฝากก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

“ฟอร์ด ประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย สมรรถนะการขับขี่ที่พร้อมลุยในพื้นที่สมบุกสมบัน โดยเฉพาะในพื้นที่การเกษตร ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้องเกษตรกร ทั้งการบรรทุก ลากจูง รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยที่ถูกติดตั้งมาเพื่อผู้ขับขี่ ที่สำคัญ ฟอร์ด เรนเจอร์ มีให้เลือกหลากหลายรุ่นตามความต้องการใช้งาน ในราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้อย่างง่ายๆ เราเชื่อมั่นว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ พร้อมเป็นพาหนะคู่ใจที่ร่วมฝ่าฟันทุกอุปสรรคร่วมกับเกษตรกรไทยไปด้วยกัน” นางสาวกมลชนก ประเสริฐสม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย และตลาดอาเซียน กล่าว

ระหว่างวันที่ 3 -4 ตุลาคม 2562 ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมกับ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรฯ นำคณะสื่อมวลชนและกลุ่มเกษตรกร ร่วมผจญภัยไปกับกิจกรรม “ฟอร์ด เรนเจอร์ แกร่ง…ทุกงานเกษตร” โดยเดินทางพิสูจน์สมรรถนะรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ บนดินแดนแห่งสวนเกษตร ทั้งในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (2 วัน 3 จังหวัด 3 ภาค) คือที่จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี และปิดท้ายที่ เขาใหญ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

ในโอกาสนี้ “เกษตรก้าวไกล” โดย ลุงพร เกษตรก้าวไกล และ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย นำโดย นายกถวิล สุวรรณมณี ได้สัมภาษณ์พิเศษ…คุณออม-กมลชนก ประเสริฐสม ผอ.ฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย และตลาดอาเซียน ในระหว่างที่กำลังลุยสวนมะม่วง “บ้านหมากม่วง เขาใหญ่” ซึ่งเป็นสวนที่สามารถต่อยอดสร้างแบรนด์สวนมะม่วงให้เป็นที่รู้จักกับนักท่องเที่ยวได้ในเวลานี้

รู้สึกอย่างไรกับคุณแนน บ้านหมากม่วงเขาใหญ่ ที่สามารถพัฒนาเป็นสวนท่องเที่ยวได้
“รู้สึกชื่นชมว่าคุณแนน (คุณแนน-วราภรณ์ มงคลแพทย์ เจ้าของบ้านหมากม่วง เขาใหญ่) เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีคามสามารถ มีความคิดมีไอเดียมีความตั้งใจในการทำงาน แค่เริ่มต้นได้ 5 ปีที่เรียนจบ (เรียนทางด้านการแปรรูปและอาหารปลอดภัย จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) จะเห็นว่ามีทั้งสวนมะม่วง มีทั้งร้านค้าน่า ก็ดูเป็นธุรกิจที่ได้รับความสนใจมาก…เป็นการสร้างแบรนด์ สร้างคุณค่าสินค้าเกษตรที่น่าสนใจมากค่ะ”

ฟอร์ด จะมีส่วนส่งเสริมภาคเกษตรไทยอย่างไรบ้าง
“ก็จริงๆ แล้วเราทราบกันดีว่ารถกระบะเป็นยานพาหนะที่ชาวเกษตรกรใช้กันมาก การที่เรามีรถที่แข็งแรง(แกร่ง)ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายรูปแบบ มีความไว้วางใจได้ว่าจะเป็นเพื่อนคู่ใจในการทำงานของเรา ถือว่าเป็นหลักการสำคัญในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าให้แก่ลูกค้าฟอร์ด ขณะเดียวกันฟอร์ดเองก็ให้ความสำคัญอย่างมากกับการบริการหลังการขายและดูแลลูกลูกค้า มีปัญหาอะไรก็เข้าไปที่ศูนย์ของเราให้ช่างของเราดูแลได้ตลอดค่ะ”

อย่างสโลแกนที่ว่าแกร่งทุกงานเกษตร…ไม่ได้ตั้งขึ้นมาลอยๆ
“คำว่า “แกร่งทุกงานเกษตร” ไม่ได้เป็นสโลแกนที่เราตั้งขึ้นมาลอยๆ เพราะเราจัดกิจกรรมกับสื่อมวลชนเกษตรกับพี่น้องเกษตรกรถึง 4 ปีติดต่อกันแล้ว เราไปเยี่ยมชมสวนเกษตรที่หลากหลาย ทั้งสวนดอกไม้ สวนผลไม้ และคราวนี้เราก็มาสวนผลไม้ มาที่ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ก็จะเห็นว่าฟอร์ดเรนเจอร์พร้อมลุยไปทุกที่ค่ะ”

“เราเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาภาคการเกษตรไทย…จริงๆ ฟอร์ดอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่เข้ามาทำกิจกรรมกับสื่อมวลชนเกษตรอย่างต่อเนื่อง ช่วยส่งเสริมเกษตรกรที่มีศักยภาพ และเป็นตัวอย่างที่ดี อย่างเช่นคุณแนนวันนี้ถือว่าเป็นไอดอลจริงๆ ของคนรุ่นใหม่ หรือว่าครอบครัวเกษตรกรที่มีลูกหลานขึ้นมาดูช่วยแลธุรกิจ แต่นี่ไม่ใช่แค่ช่วยดูแลธุรกิจ แต่ยังต่อยอดธุรกิจสร้างแบรนด์ให้ดีขึ้นอีกด้วย อันนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ฟอร์ดอยากจะทำอย่างต่อเนื่องต่อไป”

รายละเอียดเพิ่ม…พร้อมความคิดเห็นของ ลุงพร เกษตรก้าวไกล และ นายกถวิล สุวรรณมณี ชมได้จากคลิปข้างต้นนี้ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. จัดประชุมวิชาการ สวก. 2562 เปิดเวทีวิชาการด้านการเกษตรครั้งยิ่งใหญ่ เชิญนักวิจัยและนักวิชาการด้านการเกษตรจากทั่วประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ พร้อมโชว์งานวิจัยและนวัตกรรมด้านการเกษตรกว่า 150 โครงการ ที่พร้อมนำไปขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศให้เข้มแข็งและก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีบทบาทสำคัญต่อการทำการเกษตร

เมื่อวันอังคารที่ 8 ตุลาคม 2562 ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานกรรมการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “ประชุมวิชาการ สวก. 2562” ภายใต้แนวคิด “Beyond Disruptive Technology” จุดเปลี่ยนอนาคตไทย ด้วยงานวิจัยเกษตร จัดโดย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.

เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนางานวิจัยด้านการเกษตร เพื่อขับเคลื่อนการทำการเกษตรของประเทศสู่การทำการเกษตรที่ใช้งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรของไทย รวมทั้งยังเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และรับทราบทิศทางงานวิจัยด้านการเกษตรที่สอดรับต่อการเข้ามามีบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกในการทำการเกษตร รวมทั้งบทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยที่จะต้องปรับตัวให้ทันต่อการบริหารงานยุคใหม่ซึ่งมีปัจจัยและความท้าทายต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในปัจจุบันและอนาคต โดยมีนักวิจัย นักวิชาการ นักเรียน นิสิต นักศึกษา และผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมเกษตร รวมกว่า 1,200 คนเข้าร่วมงาน

ในโอกาสนี้ ประธานในพิธี สมัคร BALLSTEP2 ได้มอบแนวทางการนำผลงานวิจัยไปขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมนี้ได้ให้เกียรติมอบรางวัลแก่ ผู้ประกอบการดีเด่น นักเรียนทุนดีเด่น และมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณให้แก่นักวิจัยของ สวก. ภายในงานยังมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การเสวนาเรื่อง “Disruptive Technology เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกการเกษตร”

กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส เปิดเผยถึง ภาพรวมของตลาด

เครื่องจักรกล การเกษตรของไทยช่วงครึ่งปีแรกว่า มีการเติบโตขึ้น 4-5% โดยมีปัจจัยหลักมาจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชหลักของประเทศ ส่งผลทำให้ความต้องการเครื่องจักรกลการเกษตรเพิ่มขึ้น ซึ่งในส่วนของสยามคูโบต้านั้นก็มียอดขายแทรกเตอร์ที่เพิ่มขึ้นถึง 16% เมื่อเทียบกับปี 2561 นอกจากนี้เรายังได้มีพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรที่หลากหลายมากขึ้น เน้นกระบวนการทำงานและการแก้ปัญหาด้านการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ตลอดจนมีขั้นตอนการจัดการฟาร์มที่มีประสิทธิภาพและครบวงจร จึงทำให้ผลการดำเนินงานของเราเติบโตไปตามเป้าที่วางไว้

“สยามคูโบต้าดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายเกษตร 4.0 ของรัฐบาล โดยมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำนวัตกรรมการเกษตรเพื่ออนาคต ด้วยสินค้าและบริการแบบครบวงจร พร้อมทั้งคิดค้นนวัตกรรมการเพาะปลูกที่มีประสิทธิภาพและความแม่นยำ ตลอดจนพัฒนาในด้านสินค้า อะไหล่ บริการหลังการขาย และเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย รวมถึงนำ IoT (Internet of Things) มาใช้ในระบบบริหารจัดการเครื่องจักรเพื่อสอดรับยุคดิจิทัล อาทิ ระบบ Kubota Intelligence Solutions (KIS)

พร้อมทั้งดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์แก่เกษตรกรไทย ได้แก่ โครงการเกษตรปลอดการเผา หรือ ZERO Burn โดยร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เผยแพร่การทำเกษตรปลอดการเผา โดยตั้งเป้าให้พื้นที่ภาคการเกษตรของไทยกว่า 140 ล้านไร่ ปลอดการเผา 100% ภายในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร การลงพื้นที่รณรงค์กลุ่มเกษตรกร และเมื่อไม่นานมานี้ได้มีการจัดงานสัมมนา Agri Forum 2019 เกษตรปลอดการเผา ซึ่งมีเกษตรกรให้ความสนใจเข้าร่วมงานกว่าพันคน

สำหรับความคืบหน้าการก่อตั้งคูโบต้าฟาร์ม เพื่อเป็นฟาร์มสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่ของภูมิภาคอาเซียน บนเนื้อที่มากกว่า 220 ไร่ โดยใช้นวัตกรรมเกษตรครบวงจร เพื่อยกระดับให้เป็นเกษตรแม่นยำที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้ผลลัพธ์คุ้มค่าทุกตารางเมตร รวมถึงบริหารจัดการรายได้อย่างยั่งยืน เพื่อนำพาภูมิภาคอาเซียนไปสู่เกษตรยุคใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ

คูโบต้าฟาร์มตั้งอยู่ที่ จ.ชลบุรี โดยเริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนมีนาคม 2561 ขณะนี้แล้วเสร็จกว่า 40% ใช้งบลงทุนไป 30 ล้านบาท ในการก่อสร้างเฟสแรก ซึ่งได้รับการตอบรับทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมศึกษาดูงานแล้วกว่า 4,000 ราย ทางสยามคูโบต้าคาดว่าจะสามารถเปิดบริการอย่างเต็มรูปแบบได้ในปี 2563 โดยมีแผนพัฒนาเฟส 2 และ 3 ให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2568

นายพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ เปิดเผยว่า ปีนี้สยามคูโบต้าเป็นส่วนหนึ่งในการรวมพลังเชียร์นักกีฬาไทย โดยร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการให้กับทัพช้างศึก ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย เปิดตัวสินค้ารุ่นพิเศษภายใต้ชื่อ CHANGSUEK EDITION ประกอบด้วย แทรกเตอร์ รถเกี่ยวนวดข้าว และรถขุดขนาดเล็ก ชูเอกลักษณ์ความแข็งแกร่งในทุกแมตช์ฤดูกาลทำเกษตรของประเทศไทย มาพร้อมดีไซน์โฉบเฉี่ยว ตกแต่งลวดลายภายใต้ธีม “ทีมช้างศึก” พร้อมเพิ่มจุดเด่นด้วยการมอบความสะดวกสบายให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น อาทิ ไฟส่องสว่าง LED บังโคลนล้อหลัง ท่อไอเสียแนวตั้ง มือจับ ที่วางแก้ว เป็นต้น เจาะกลุ่มเป้าหมายเกษตรกรยุคใหม่ หรือ Smart Farmer

“สยามคูโบต้าตั้งเป้ายอดขายสินค้าพิเศษรุ่น CHANGSUEK EDITION ไว้ที่ 1,000 คัน โดยในช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคมนี้ เราได้ร่วมมือกับผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ จัดกิจกรรมเปิดตัวสินค้า CHANGSUEK EDITION สำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้ารุ่นพิเศษนี้จะได้รับของ Premium Set ได้แก่ เสื้อฟุตบอลช้างศึก กระเป๋าใส่รองเท้า และหมวก
ซึ่งเป็นสินค้า Limited โดยมีกำหนดวางจำหน่ายถึงธันวาคม 2562 เท่านั้น” นายพิษณุ กล่าวในที่สุด

สยามคูโบต้า เปิดตัวเลขยอดขายครึ่งปีแรก 27,000 ล้านบาท มั่นใจสามารถปิดปีได้ตามเป้าที่ 60,000 ล้านบาท เผยกลยุทธ์ นำนวัตกรรมการเกษตรแบบครบวงจรเป็นโซลูชั่นสำคัญในการตอบโจทย์ เกษตรกรในยุคดิจิทัลควบคู่กับการรุกจัดกิจกรรมการตลาดต่อเนื่อง พร้อมเปิดตัวแคมเปญการตลาดล่าสุด “ช้างศึก” (CHANGSUEK EDITION) เอาใจแฟนบอลไทย ตั้งเป้าอีก 5 ปีข้างหน้ายอดขายทะลุ 100,000 ล้านบาท

นายฮิโรโตะ คิมุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ผลประกอบการในครึ่งปีแรกของปี 2562 สยามคูโบต้ามียอดขายอยู่ที่ 27,000 ล้านบาท แบ่งเป็นในประเทศ 17,000 ล้านบาท และต่างประเทศ 10,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 60:40 เติบโตขึ้นประมาณ 9 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 เนื่องจากเกษตรกรมีกำลังซื้อเพิ่ม ราคาพืชหลักอยู่ในเกณฑ์ดี ประกอบกับภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลทดแทนแรงงานคนในภาคการเกษตร อีกทั้งบริษัทฯ ได้มีการเปิดตัวสินค้าใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก ได้แก่ แทรกเตอร์ขนาด 57 แรงม้า รุ่น MU5702 ซึ่งเจาะกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ผสม ติดตั้งระบบคูโบต้า นวัตกรรมอัจฉริยะ KIS (KUBOTA Intelligence Solutions) และเครื่องหยอดข้าว รุ่น DS10 เพื่อส่งเสริมการผลิตข้าวให้มีคุณภาพ ในส่วนของตลาดต่างประเทศ สัดส่วนการส่งออกตลาดหลักยังคงเป็นประเทศกัมพูชา ลาว และเมียนมาร์

ในปี 2562 บริษัทฯตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 60,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2561 ประมาณ 12 % ซึ่งคาดว่าในปี 2562 บริษัทฯ จะสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่าเกษตรกรไทยมีรายได้สูงขึ้นจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ด้วยปัจจัยสภาพอากาศ ระบบการจัดการน้ำ นโยบายด้านการเกษตรที่วางแผนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

ตลอดจนนวัตกรรมการเกษตร ขณะที่สถานการณ์ในตลาดต่างประเทศ สยาม
คูโบต้ายังคงเป็นอันดับ 1 ที่ส่งออกเครื่องจักรกลการเกษตร พร้อมตั้งเป้านำกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จในไทยไปปรับใช้ในตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะงานขายและบริการ พร้อมชูประเด็นสินค้าครบวงจร และอุปกรณ์ที่เหมาะกับการใช้งานในกลุ่มพืชหลัก ทั้งนี้ สยามคูโบต้าตั้งเป้าหมายอีก 5 ปีข้างหน้า จะเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละประมาณ 10 % โดยในปี 2567 จะมีมูลค่ายอดขายรวมประมาณ 100,000 ล้านบาท และเน้นการทำตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นโดยตั้งเป้าขยายส่วนแบ่งตลาดในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ 50 : 50

“ปัจจุบันรูปแบบการทำเกษตรของญี่ปุ่นมีการปรับเปลี่ยนมาเป็นการรวมกลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่ และใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาช่วย อีกทั้งเกษตรกรมืออาชีพ (Smart Farmer) มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น คูโบต้า ญี่ปุ่นจึงคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ตลอดจนสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ใส่ใจการทำเกษตรมากขึ้น อาทิ ระบบจัดการฟาร์ม (KSAS: Kubota Smart Agri System) เทคโนโลยีไร้คนขับ (Autonomous Agricultural Machinery) โดรนฉีดพ่นเพื่อการเกษตร (Spraying Drone) ซึ่งสยามคูโบต้าจะร่วมพัฒนาเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่การเกษตรของประเทศไทย และประเทศในแถบอาเซียนต่อไป” นายคิมุระ กล่าวเพิ่มเติม

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส เปิดเผยถึง ภาพรวมของตลาดเครื่องจักรกลการเกษตรของไทยช่วงครึ่งปีแรกว่า มีการเติบโตขึ้น 4-5% โดยมีปัจจัยหลักมาจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชหลักของประเทศ ส่งผลทำให้ความต้องการเครื่องจักรกลการเกษตรเพิ่มขึ้น ซึ่งในส่วนของสยามคูโบต้านั้นก็มียอดขายแทรกเตอร์ที่เพิ่มขึ้นถึง 16% เมื่อเทียบกับปี 2561 นอกจากนี้เรายังได้มีพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรที่หลากหลายมากขึ้น เน้นกระบวนการทำงานและการแก้ปัญหาด้านการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ตลอดจนมีขั้นตอนการจัดการฟาร์มที่มีประสิทธิภาพและครบวงจร จึงทำให้ผลการดำเนินงานของเราเติบโตไปตามเป้าที่วางไว้

“สยามคูโบต้าดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายเกษตร 4.0 ของรัฐบาล โดยมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำนวัตกรรมการเกษตรเพื่ออนาคต ด้วยสินค้าและบริการแบบครบวงจร พร้อมทั้งคิดค้นนวัตกรรมการเพาะปลูกที่มีประสิทธิภาพและความแม่นยำ ตลอดจนพัฒนาในด้านสินค้า อะไหล่ บริการหลังการขาย และเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย รวมถึงนำ IoT (Internet of Things) มาใช้ในระบบบริหารจัดการเครื่องจักรเพื่อสอดรับยุคดิจิทัล อาทิ ระบบ Kubota Intelligence Solutions (KIS)

พร้อมทั้งดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์แก่เกษตรกรไทย ได้แก่ โครงการเกษตรปลอดการเผา หรือ ZERO Burn โดยร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เผยแพร่การทำเกษตรปลอดการเผา โดยตั้งเป้าให้พื้นที่ภาคการเกษตรของไทยกว่า 140 ล้านไร่ ปลอดการเผา 100% ภายในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร การลงพื้นที่รณรงค์กลุ่มเกษตรกร และเมื่อไม่นานมานี้ได้มีการจัดงานสัมมนา Agri Forum 2019 เกษตรปลอดการเผา ซึ่งมีเกษตรกรให้ความสนใจเข้าร่วมงานกว่าพันคน

สำหรับความคืบหน้าการก่อตั้งคูโบต้าฟาร์ม เพื่อเป็นฟาร์มสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่ของภูมิภาคอาเซียน บนเนื้อที่มากกว่า 220 ไร่ โดยใช้นวัตกรรมเกษตรครบวงจร เพื่อยกระดับให้เป็นเกษตรแม่นยำที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้ผลลัพธ์คุ้มค่าทุกตารางเมตร รวมถึงบริหารจัดการรายได้อย่างยั่งยืน เพื่อนำพาภูมิภาคอาเซียนไปสู่เกษตรยุคใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ คูโบต้าฟาร์มตั้งอยู่ที่ จ.ชลบุรี โดยเริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนมีนาคม 2561 ขณะนี้แล้วเสร็จกว่า 40% ใช้งบลงทุนไป 30 ล้านบาท ในการก่อสร้างเฟสแรก ซึ่งได้รับการตอบรับทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมศึกษาดูงานแล้วกว่า 4,000 ราย ทางสยามคูโบต้าคาดว่าจะสามารถเปิดบริการอย่างเต็มรูปแบบได้ในปี 2563 โดยมีแผนพัฒนาเฟส 2 และ 3 ให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2568

นายพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ เปิดเผยว่า ปีนี้สยามคูโบต้าเป็นส่วนหนึ่งในการรวมพลังเชียร์นักกีฬาไทย โดยร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการให้กับทัพช้างศึก ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย เปิดตัวสินค้ารุ่นพิเศษภายใต้ชื่อ CHANGSUEK EDITION ประกอบด้วย แทรกเตอร์ รถเกี่ยวนวดข้าว และรถขุดขนาดเล็ก ชูเอกลักษณ์ความแข็งแกร่งในทุกแมตช์ฤดูกาลทำเกษตรของประเทศไทย มาพร้อมดีไซน์โฉบเฉี่ยว ตกแต่งลวดลายภายใต้ธีม “ทีมช้างศึก” พร้อมเพิ่มจุดเด่นด้วยการมอบความสะดวกสบายให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น อาทิ ไฟส่องสว่าง LED บังโคลนล้อหลัง ท่อไอเสียแนวตั้ง มือจับ ที่วางแก้ว เป็นต้น เจาะกลุ่มเป้าหมายเกษตรกรยุคใหม่ หรือ Smart Farmer

“สยามคูโบต้าตั้งเป้ายอดขายสินค้าพิเศษรุ่น CHANGSUEK EDITION ไว้ที่ 1,000 คัน โดยในช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคมนี้ เราได้ร่วมมือกับผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ จัดกิจกรรมเปิดตัวสินค้า CHANGSUEK EDITION สำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้ารุ่นพิเศษนี้จะได้รับของ Premium Set ได้แก่ เสื้อฟุตบอลช้างศึก กระเป๋าใส่รองเท้า และหมวก
ซึ่งเป็นสินค้า Limited โดยมีกำหนดวางจำหน่ายถึงธันวาคม 2562 เท่านั้น” นายพิษณุ กล่าวในที่สุด

หากใครที่ติดตาม จะทราบดีว่าเราเคยประกาศขอเป็นหุ้นส่วนกับเกษตรกรทั่วประเทศมาบ้างแล้ว ผ่านทั้งเว็บไซต์เกษตรก้าวไกล และเพจเกษตรก้าวไกลไปด้วยกัน แต่ด้วยข่าวสารที่มากมายในแต่ละวันก็อาจจะถูกกลืน วันนี้จึงขอนำมาบอกกล่าวกันอีกครั้งหนึ่ง…

แนวความคิดดังกล่าวมีที่มาจากการได้เห็นระหว่างออกเดินทางตามโครงการเกษตรคือประเทศไทย “เกษตรกรอยู่ที่ไหนเราอยู่ที่นั่น” เมื่อปี 2561 และต่อมาในปี 2562 เราก็ยังเดินทางตามโครงการนี้ และเพิ่มความเข้มข้นในแนวคิด “เกษตรกรคือยอดมนุษย์” ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่สิ้นสุดโครงการ จากภารกิจนี้เราพบว่าเกษตรกรทุกคนทุกกลุ่มตื่นตัวที่จะนำพากิจการของเขาไปสู่ความสำเร็จ

คือไม่ว่าใครอยู่ที่ไหนก็สามารถสื่อสารถึงกันได้ ใช้ระบบออนไลน์เป็นเครื่องมือ “โลกที่เคยใหญ่ก็เล็กลงทุกวัน” เป็นยุคที่ดิจิทัลมีอำนาจ หรือเป็นยุคแห่งการทำลายล้าง (digital disruption) บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายที่กลับตัวเปลี่ยนแปลงไม่ทัน ถึงคราวต้องปิดกิจการหรือไม่ก็ปรับองค์กรให้เล็กลง จึงเป็นโอกาสอันดีของบริษัทขนาดเล็ก โดยเฉพาะเกษตรกรทุกคนที่จะมีโอกาสเท่าเทียมกันอีกครั้งก็คราวนี้

ในฐานะสื่อมวลชนด้านการเกษตรเรามองว่าความร่วมมือสำคัญที่สุด(ยิ่งใหญ่ที่สุด) ไม่มีสิ่งใดจะยิ่งใหญ่เท่ากับความร่วมมืออีกแล้ว (The greatest cooperation) แต่ความร่วมมือที่พูดถึงนี้ เราเน้นในแง่ของความเป็นตัวเราที่เรามีความถนัด และอยากจะนำความถนัดนี้ไปร่วมมือกับเกษตรกรทุกคนที่มองเห็นว่าสอดคล้องต้องกัน ความร่วมมือที่ว่ามี 2 เรื่องหลัก ดังนี้

เราพร้อมที่จะนำเสนอข่าวสารด้านการพัฒนาอาชีพเกษตร ตรงนี้เป็นภารกิจหลักที่เราได้ดำเนินการอยู่แล้ว แต่ขอเพิ่มเติมว่า(ย้ำว่า)ถ้าพี่น้องเกษตรกรมีข่าวสารอันไหนที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและส่วนรวมขอให้ส่งมายังเราได้
ปัจจุบันการเขียนข่าวหรือการส่งข่าวเป็นเรื่อที่ไม่ยาก และทุกคนสามารถเป็นผู้สื่อข่าวหรือผู้ส่งข่าวได้ เราเคยจัดทำโครงการ “เกษตรกรข่าว” หากว่าจะให้ทางเราแนะนำประการใดก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง

เราพร้อมที่จะร่วมมือจัดกิจกรรมร่วมกัน โดยเราได้จัดตั้ง “เกษตรอคาเดมี-เรียนรู้สิ่งดีดีจากของจริง” และทดลองดำเนินการมาได้ปีเศษแล้ว เราคิดว่าเป็นแนวทางที่จะต้องขยายผลต่อไป
วิธีการตรงนี้ เป็นการร่วมมือกับเกษตรกรที่มีความรู้และประสบการณ์ เปิดอบรมห้องเรียนกลางสวน เช่น เรียนรู้เรื่องการทำทุเรียนนอกฤดูที่สวนผู้ใหญ่ดำรงค์ศักดิ์ สินศักดิ์ แห่งจังหวัดชุมพร การเปิดห้องเรียนกลางบ่อปลา เรื่องการเลี้ยงปลาหมอบ่อผ้าใบที่ฟาร์มโกแอ๊ะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมทั้งการเรียนรู้เรื่องการปลูกไม้ผลในภาชนะ และการขยายพันธุ์ไม้ผล ซึ่งเป็นความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ความร่วมมือที่ว่านี้จะขยายผลไปถึงองค์กรหรือสถาบันที่เกี่ยวข้องอีกด้วย)

ตามข้อ 2 นี้ เราเชื่อว่ายังมีเกษตรกรจำนวนมากทั่วประเทศไทยที่มีองค์ความรู้อยู่กับตัว ซึ่งที่ผ่านมาหลายท่านก็อาจจะเผยแพร่ตามวาระโอกาสอยู่แล้ว แต่การร่วมมือกับเราก็ถือว่าเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ความรู้และประสบการณ์ของท่านจะถูกเผยแพร่ออกไปให้หลากหลาย

จึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ใกล้ไกลไม่เป็นอุปสรรค เราพร้อมที่จะร่วมมือกับเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อปฏิบัติภารกิจภายใต้แนวคิด “เกษตรคือประเทศไทย” ขอเชิญติดต่อพูดคุยเพิ่มเติมได้ที่ โทร.ไอดีไลน์ 081300599 (ลุงพร เกษตรก้าวไกล) หรืออีเมล์ lungpornku@gmail.com เราพร้อมที่จะเดินไปด้วยกัน…คิดและทำ เพื่อความสำเร็จร่วมกันนะครับ

ตัวอย่างความร่วมมือ “ห้องเรียนกลางสวน” ที่จะเปิดอีกครั้งเร็วๆ นี้
หลักสูตรที่ 1 : การปลูกไม้ผลในภาชนะ(กระถาง เข่ง) ไม่ง้อที่ดินผืนใหญ่

จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับชนิดของไม้ผลว่าชนิดไหนปลูกได้ ปลูกไม่ได้ ปลูกในเข่งหรือในกระถางดี (หรือภาชนะอื่นใด) ระบบดินปลูก การผสมดินปลูก ระบบปุ๋ย ระบบน้ำ การตัดแต่งกิ่ง การบังคับให้ออกดอก ออกผล การตัดแต่งผล รวมทั้งสาธิตการปลูกในเข่งให้ดูกันสดๆ

วันที่สอน : วันเสาร์ที่ 21 กันยายน 2562 หลักสูตรที่ 2 : การขยายพันธุ์ไม้ผลในรูปแบบต่างๆ (ขยายพันธุ์ไม้ผลเป็นเห็นเงินล้าน)

เรียนวิธีการขยายพันธุ์พืชรูปแบบต่างๆ แต่จะเน้นการขยายพันธุ์ไม้ผลเป็นวิธีที่นิยมใช้จริง และเลือกชนิดพันธุ์ไม้ที่เป็นการค้าจริงๆ จะมีทั้งหมด 5 วิธี คือ การตอนกิ่ง ติดตา ต่อกิ่ง การทาบกิ่ง และการเสริมราก รวม 5 วิธี (3 วิธีแรกทุกคนจะได้ปฏิบัติจริง ส่วน 2 วิธีหลังทางวิทยากรจะสาธิตให้ดู)

วันที่สอน : วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน 2562

ทั้ง 2 หลักสูตร สอนโดย อาจารย์รัฐพล ฉัตรบรรยงค์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยใช้สถานที่เรียน บริเวณแปลงปลูกภายในเรือนองุ่นปวิณ ปุณศรี (ฝั่งตรงข้ามกับโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) เริ่มเรียนตั้งแต่เวลา 13.00-17.00 น. (ค่าเรียนหลักสูตรละ 500 บาท เดิม 300 บาท แต่เนื่องจากไม่ได้มีงบประมาณสนับสนุนและเป็นการเปิดเรียนวันหยุดจะมีค่าใช้จ่ายเจ้าหน้าที่และรวมค่าวัสดุฝึกต่างๆ)

หลักสูตรที่ 3 : การปลูกทุเรียนนอกถิ่น ปลูกอย่างไรให้รอดและรวย

เรียนรู้วิธีการปลูกทุเรียนที่เหมาะสม เช่น ดินที่เหมาะสม ควรเป็นดินแบบไหน ถ้าไม่เหมาะสมจะแก้ไขอย่างไร ปลูกอย่างไรที่ได้ผลดี หลุมปลูก พันธุ์ปลูก ควรปลูกช่วงไหน ระยะห่างเท่าไร การปลูกไม้กันลม การปลูกไม้ผลผสม ควรปลูกไม้ผลชนิดไหนดี การวางระบบน้ำที่ดี ปริมาณน้ำที่ทุเรียนต้องการในแต่ละช่วง รวมทั้งการจัดการสวนทุเรียนตั้งแต่ปลูกใหม่จนอายุ 12 ปี เช่น การใส่ปุ๋ย การตัดแต่งกิ่ง การจัดการโรคแมลง ฯลฯ (ทุเรียนที่สวนมีตั้งแต่อายุ 1-12 ปี)

วันที่สอน : วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2562 เวลา 09.00-16.30 น. ณ สวนเพชรนครไทย อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก (ค่าเรียน 1,800 บาท…พิเศษลดเหลือ 1,600 บาท เฉพาะรุ่นเปิดตัว และกรณีมา 2 คนขึ้นไป ลดเพิ่มอีกคนละ 200 บาท คงเหลือคนละ 1,400 บาท)

หลักสูตรนี้ สอนโดย ดร.วีรวุฒิ กตัญญูกุล เจ้าของสวนเพชรนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ประวัติเป็นคนจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของทุเรียน มีประสบการณ์ปลูกทุเรียนแบบสะสมความรู้ โดยเริ่มต้นปลูกจาก 5 ต้น เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ปัจจุบันปลูก 1,000 กว่าต้น ปลูกร่วมกับไม้ผลชนิดอื่นๆ

วิธีการสมัครเรียน (ทั้ง 3 หลักสูตร)
ขอให้ผู้สนใจสมัครด้วยการแจ้งชื่อ นามสกุล โทร.ไอดีไลน์ 0897877373 (คุณภัทรานิษฐ์) หลังจากนั้นโอนเงินเป็นค่าใช้จ่ายตามกำหนดราคาของแต่ละหลักสูตรข้างต้น เข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย สาขาปากเกร็ด เลขที่บัญชี 142-2-33729-4 ชื่อบัญชี คุณภัทรานิษฐ์ จีระประเสริฐ หลังการโอนให้โทร.แจ้ง หรือไลน์ยืนยันการโอน…

ขอเรียนย้ำว่าการจัดหลักสูตร เป็นความร่วมมือที่จะจัดกิจกรรมร่วมกัน บางหลักสูตรมีเรียนฟรี บางหลักสูตรมีเก็บค่าใช้จ่าย มากบ้างน้อยบ้าง โดยยึดหลักให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องอยู่ได้และถ่ายทอดความรู้ให้ทุกคนทำได้

กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมจัดงานใหญ่ “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2″ คัดสรรสุดยอดสินค้าเกษตรคุณภาพเกรดพรีเมี่ยม จากเกษตรกรตัวจริงทั่วประเทศ ส่งตรงถึงผู้บริโภคคนเมือง ตระการตากับอุโมงค์กล้วยไม้นานาพันธุ์ พร้อมชมและร่วมลุ้นกับการประกวดแข่งขัน อาทิ สวนผักคนเมือง การจัดช่อบูเก้กล้วยไม้ และยังมีเวิร์คช้อปฝึกอาชีพฟรี 28 หลักสูตร วันเดียวทำได้จริง !! เรียกว่ามางานเดียวได้ครบทั้งสุขภาพ สาระความรู้ ความบันเทิง และช่องทางสร้างรายได้

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวภายหลังการแถลงข่าวจัดงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2” ภายใต้แนวคิด “Smart & Strong Together รวมพลังส่งเสริมเกษตรไทย ก้าวไกลมั่นคง” เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2562 ณ ห้องประชุมกรมส่งเสริมการเกษตร ว่าการจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นมหกรรมเกษตรแห่งปี ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมการเกษตร

ในรอบปีที่ผ่านมา ภายใต้นโยบายการทำงานที่ให้ความสำคัญกับการทำงานแบบมีส่วนร่วม โดยยึดหลักร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมแก้ไขปัญหา และร่วมรับประโยชน์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพได้อย่าง “มั่นคง” และ “อยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน” อันเป็นที่มาของการจัดงานในครั้งนี้ และได้รับเกียรติจาก นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาเป็นประธานพิธีเปิด ซึ่งมีความยิ่งใหญ่ตระการตา ในวันที่ 19 กันยายน 2562

สำหรับการจัดงานในแต่ละวัน จะมีความโดดเด่นในธีมที่ไม่ซ้ำกัน เริ่มจากวันที่ 20 กันยายน มาใน ธีม Food for Health “อาหารสุขภาพ” เต็มอิ่มกับอาหารสุดเฮลท์ตี้ ดีต่อสุขภาพ วันที่ 21 กันยายน Orchid Day อลังการกับอุโมงค์กล้วยไม้นานาพันธุ์ และวันสุดท้าย 22 กันยายน Thai Cloth for All พบกับผ้าไทยร่วมสมัย และแฟชั่นโชว์ผ้าไทยดีไซน์เก๋ จากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร !!

นอกจากนี้ ยังมีส่วนของการนำสินค้าจากเกษตรกรที่ประสบอุทกภัย โพดุล มาจำหน่ายเพื่อเป็นรายได้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย และมีนิทรรศการโชว์มหัศจรรย์พันธุ์พืชแปลก พืชหายากที่น่าสนใจ ได้แก่ ข้าวโพดแฟนซี กล้วยและสับปะรดสีชนิดต่างๆ มะพร้าวเปลือกหวาน มะพร้าวพวงร้อย มะเขือแฟนซี 1 ต้นมี 7 ชนิด ชาเลือด และพืชอื่นๆ ชมการสาธิตการทำอาหารเพื่อสุขภาพ ร่วมเสวนากับคนรักกล้วยไม้ ใน “คนดังนั่งคุย” การเจรจาธุรกิจ คลินิกเกษตร และอีกหนึ่งไฮไลท์เด็ดในงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2” คือ ถนนสายอาหาร 4 ภาค (Food Street) กว่า 100 ร้านค้า ทั้งเมนูคาว-หวาน

เครื่องดื่มและของทานเล่น ต่างพร้อมใจกันมาฝากฝีไม้ลายมือให้ได้ “แซบ หรอย อร่อย ลำ” กันตลอดงาน อาทิ ถั่วคั่วทราย และหมี่อ่อนสอดไส้ จากภาคอีสาน แกงไตปลา และข้าวยำสมุนไพรลูกเดือย จากภาคใต้ ยำหัวปลี และหมูชะมวง จากภาคกลาง กาแฟสด และไส้อั่วใบชา จากภาคเหนือ นอกจากนี้ ยังมีลูกชิ้นปลา และห่อหมกเห็ด ในโซนอาหารมุสลิมด้วย พร้อมกิจกรรมนาทีทอง ลด แลก แจก แถม การแสดงมินิคอนเสิร์ตและความบันเทิงตลอด 4 วันเต็ม 19 – 22 ก.ย. นี้ ณ ชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage “เกษตรสร้างชาติ” #มหกรรมเกษตรแห่งปี #งานดีที่ต้องมา #เกษตรสร้างชาติครั้งที่ 2

กรมส่งเสริมการเกษตร เชิญชวนผู้สนใจสมัครฝึกอบรมอาชีพด้านการเกษตร 4 วัน 28 หลักสูตร ฟรี!!! ในงานเกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 19 – 22 กันยายน 2562 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดจัดงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2” ระหว่างวันที่ 19 – 22 กันยายน 2562 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมการเกษตร เพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์ผลผลิตและสินค้าเกษตรคุณภาพ โดยภายในงานนอกจากจะมีการจัดแสดงนิทรรศการแสดงผลงานส่งเสริมการเกษตร การยกทัพสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรเกรดพรีเมี่ยมมาจำหน่ายในเมืองกรุง การประกวดและแข่งขันชิงเงินรางวัล การจัดแสดงเดินแบบผ้าไทย พร้อมถนนสายอาหารของดี 4 ภาค ตลอดจนการแสดงบนเวทีของศิลปินดาราที่ให้ทั้งสาระความรู้และความบันเทิงแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจสมัครเข้ารับฝึกอบรมอาชีพ 4 วัน 28 หลักสูตรฟรี!!! ในงานดังกล่าวด้วย

สำหรับกิจกรรมการฝึกอาชีพด้านการเกษตร จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เพลินทูเก็ตเตอร์ (Plearn Together)” เป็นหลักสูตรที่ทำง่าย เรียนรู้ได้ใน 1 วัน และสามารถทำเป็นอาชีพได้จริง เปิดรับสมัครอบรมฟรีตลอดการจัดงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2” โดยเปิดฝึกอาชีพวันละ 2 ห้อง ห้องละ 4 รอบ หรือ 60 นาทีต่อรอบ เริ่มตั้งแต่เวลา 10.30 – 17.00 น. รับสมัครรอบละ 30 คน รวม 840 ราย ซึ่งแต่ละวันจะมีหลักสูตรที่สอดคล้องกับแนวคิดการจัดงานเกษตรสร้างชาติในแต่ละวัน รวม 28 หลักสูตร ดังนี้

วันที่ 19 กันยายน 2562 มีจำนวน 4 หลักสูตร ได้แก่ สละน้ำผึ้งชีสพาย การปักกล้วยไม้อย่างง่าย โลฟกล้วยหอมช็อกโกแลต และการร้อยมาลัยกล้วยไม้
วันที่ 20 กันยายน 2562 ภายใต้แนวคิด อาหารเพื่อสุขภาพ มีจำนวน 8 หลักสูตร ได้แก่ น้ำยาเห็ด น้ำหม่อน/โยเกิร์ตน้ำหม่อน ขนมจีบ น้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่ สลัดโรล วุ้นลูกมะพร้าว เค้กกล้วยหอม และบาร์บีคิว

วันที่ 21 กันยายน 2562 ภายใต้แนวคิด การใช้ประโยชน์จากกล้วยไม้ มีจำนวน 8 หลักสูตร ได้แก่ กล้วยไม้แฟนซี การปลูกกล้วยไม้และการเพิ่มมูลค่า การร้อยมาลัยกล้วยไม้จิ๋ว การเพาะต้นอ่อนธัญพืช การทำช่อกล้วยไม้ การจัดสวนเคลื่อนที่ การร้อยมาลัยกล้วยไม้ริบบิ้น และผักลอยฟ้า
วันที่ 22 กันยายน 2562 มีจำนวน 8 หลักสูตร ได้แก่ น้ำผึ้งมะนาวสมุนไพร อาหารว่างจากน้ำผึ้ง การทดสอบน้ำผึ้งอย่างง่าย แปรรูปจิ้งหรีดแบบอินเตอร์ ศิลปะการพับผ้าขนหนู พับกลีบบัว ถั่วงอกอินทรีย์ และพวงมาลัยใบเตย

“เงื่อนไขการรับสมัครฝึกอบรมอาชีพด้านการเกษตร ผู้สมัครสามารถสมัครได้คนละไม่เกิน 4 หลักสูตร (30 คน/หลักสูตร) เปิดรับสมัคร ณ อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี บริเวณหน้าห้องอบรมก่อนถึงเวลาเรียน 30 นาที ผู้ที่สมัครแล้วต้องมาแสดงตัว และลงชื่อเพื่อลงทะเบียนพร้อมรับวัสดุฝึกอบรมหน้างาน ก่อนเข้ารับการฝึกอาชีพไม่น้อยกว่า 10 นาที หากไม่มาแสดงตัวถือว่าสละสิทธิ์ในหลักสูตรนั้น ๆ ซึ่งเราเปิดฟรี!!! ทุกวัน จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมกิจกรรมภายในงานครั้งนี้ได้ครับ” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวในที่สุด

“ฟรีหมดไม่มีค่าใช้จ่ายสักบาทเดียว ตลอดระยะเวลาการเรียน 2 วัน 1 คืนตามหลักสูตร”

“แบบนี้ก็มีด้วยหรือ” เมื่อผู้ถามถึงค่าใช้จ่าย

ที่อื่นไม่รู้ แต่ที่โรงเรียนเกษตรกรชาวไร่อ้อย สมัคร M8BET แห่งนี้ มี และมีมานานแล้ว ตั้งแต่ ปี 2558 เมื่อ นายสมนึก ประธานทิพย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท นครสวรรค์ สตีล จำกัด ( NKS ) คิดและทำ เพื่อช่วยเหลือและพัฒนาเกษตรกรชาวไร่อ้อย ให้เกิดการยกระดับองค์ความรู้ในด้านต่างๆที่เกี่ยวกับการทำไร่อ้อย ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จ หรือ จะพูดง่ายๆว่า ทำให้เกษตรกรมีความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน กับอาชีพการทำไร่อ้อย

สำหรับการบริหารจัดการผลไม้ของจังหวัดยะลา ซึ่งมีผลผลิต

แบ่งเป็น ทุเรียน 41,507 ตัน มังคุด 4,037 ตัน เงาะ 1,371 ตัน และลองกอง 12,158 ตัน ได้ดำเนินการในทิศทางเดียวกับภาพรวมของการบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ โครงการทุเรียนคุณภาพและการบริหารจัดการทุเรียนคุณภาพของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนจังหวัดยะลาได้รวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่มากที่สุดในประเทศ จำนวน 16 แปลง เกษตรกรสมาชิก 951 ราย พื้นที่รวม 6,495.50 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 900 กก./ไร่ เป็นผลผลิตจากแปลงใหญ่รวม 5,845.95 ตัน สร้างรายได้ 320 ล้านบาทต่อปี

จากการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ทุเรียนที่ผ่านมาส่งผลให้มีผลการดำเนินงาน 5 ด้าน ดังนี้ 1) การลดต้นทุนการผลิต ลดลง 10.1% จาก 8,616 บาท/ไร่ คงเหลือ 7,750 บาท/ไร่ โดยการใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน 2) การเพิ่มผลผลิต เพิ่มขึ้น 8.4% จาก 830 กก./ไร่ เป็น 900 กก./ไร่ โดยการจัดการสวนที่ดีและใช้ปุ๋ยถูกต้อง เหมาะสม

มีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และนวัตกรรมเพื่อพัฒนาการผลิต 3) การพัฒนาคุณภาพ ได้มีการกำหนดมาตรฐานการผลิตและเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ รับรองสินค้าที่สามารถทำได้ หรือเป็นที่ต้องการของตลาด 4) การบริหารจัดการผ่านกระบวนการกลุ่มที่เข้มแข็ง เช่น กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ และง่ายต่อการเข้าถึงการส่งเสริม

สนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งด้านองค์ความรู้ แหล่งทุน ให้เกิดการพัฒนาที่เข้มแข็งต่อไปในอนาคต 5) ด้านการตลาด โดยการเชื่อมโยงการตลาด/การสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเกษตรกรสามารถรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกส่งตลาดออนไลน์ Facebook และมีการแปรรูป เช่น ทุเรียนทอด ทุเรียนเชื่อม ทุเรียนกวน เพื่อเพิ่มมูลค่าการตลาด สามารถส่ง จำหน่ายทั่วประเทศโดยทางไปรษณีย์ โดยกลุ่มสามารถกำหนดเป้าหมายและแผนปฏิบัติการ รวมทั้งการจัดทำแผนธุรกิจของกลุ่มที่ชัดเจน

ด้านนายจำนงค์ เพชรอนันต์ เกษตรจังหวัดยะลา กล่าวว่า ทุเรียน นับว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ที่มีเสน่ห์ รูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่น กลิ่นและรสชาติที่เป็นที่ชื่นชอบของใครหลาย ๆ คน สำหรับจุดเด่นของทุเรียนยะลา คือ สภาพภูมิอากาศ และพื้นที่ปลูกที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ลาดเทมีผืนป่า “ฮาลาบาลา” โอบล้อม ทำให้ไม่มีปัญหาน้ำแช่ขัง ทุเรียนจึงมีคุณภาพดี เนื้อแห้ง เนียนนุ่ม รสชาติหอมหวานมัน

จนได้รับฉายาว่า “ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา” ซึ่งถือเป็นทุเรียนที่มีคุณภาพ รสชาติดี เป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ ด้วยพื้นที่ปลูกทุเรียนกว่า 67,000 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยวประมาณ 48,000 ไร่ และมีแนวโน้มการปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น ให้ผลผลิตรวมกว่า 41,000 ตันต่อปี สร้างรายได้ 1,600 ล้านบาทต่อปี จังหวัดยะลาจึงนับเป็นแหล่งปลูกทุเรียนแหล่งใหญ่ที่สุดในภาคใต้ตอนล่าง

นอกจากนี้ ยะลายังได้กำหนดให้ทุเรียนเป็น 1 ในวาระของจังหวัด ยะลาเมืองทุเรียน (Yala Durian City) ตั้งเป้าหมายให้จังหวัดยะลาเป็นเมืองทุเรียนแห่งภาคใต้ตอนล่าง เน้นการผลิตทุเรียนคุณภาพ ตามระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่เป็นหลัก ด้วยการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มคุณภาพผลผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูป และที่สำคัญคือให้เป็นศูนย์กลางตลาดค้าส่ง และธุรกิจแปรรูปทุเรียนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่ต้องการยกระดับศักยภาพการแข่งขัน และการหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางสู่รายได้สูง ส่งเสริมผู้ประกอบการที่เข้มแข็งและพาณิชย์ดิจิตอล พัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการให้มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวและดำเนินธุรกิจเพิ่มสัดส่วนความเป็นเจ้าของของคนไทยและสนับสนุนให้มีการขยายตลาดที่มีแบรนด์สินค้าและช่องทางการตลาดที่เป็นของตนเองมากขึ้น ตลอดจนพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรม และมอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา

เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนวาระจังหวัดยะลา ยะลาเมืองทุเรียน (Yala Durian City) มีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรชาวสวนทุเรียน ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่มีอยู่ทุกอำเภอ ซึ่งมีฐานการเรียนรู้ตามประเด็นต่าง ๆ เช่น การลดต้นทุนการผลิต การป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูทุเรียน การพัฒนาคุณภาพผลผลิต การจัดการน้ำในสวนทุเรียน การตลาดนำการผลิตและการเพิ่มมูลค่าจากผลผลิตทุเรียน

สำหรับราคาฤดูกาลทุเรียนปีนี้ จังหวัดยะลาได้เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตและส่งออกสู่ท้องตลาดผ่านพ่อค้าคนกลางหรือ ล้ง รับซื้อทุเรียนไปแล้วกว่า 15% ซึ่งราคารับซื้อขณะนี้ ทุเรียนเกรด AB อยู่ที่ราคา 86 บาทต่อกิโลกรัม เกรด C ราคา 67 บาทต่อกิโลกรัม และตกไซต์ประมาณ 40 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคาดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ชาวสวนทุเรียนมีความพึงพอใจกับราคาเป็นอย่างมาก มีรายได้เพิ่มขึ้น

อันเนื่องมาจากทุเรียนมีคุณภาพจากการเข้าไปส่งเสริมพัฒนาให้ชาวสวนได้รับใบรับรอง GAP และโดยเฉพาะการคัดเลือกเกษตรกรแปลงใหญ่เข้าร่วมกับโครงการทุเรียนคุณภาพของสถาบันปิดทองหลังพระฯ เพื่อเชื่อมโยงด้านการตลาด ช่องทางการจำหน่าย รวมถึงความร่วมมือต่าง ๆ ซึ่งได้เข้ามาส่งเสริมตั้งแต่เริ่มฤดูการผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการผลิตทุเรียนคุณภาพ รวมทั้งนำเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการไปศึกษาดูงาน และนำกลับมาใช้ปรับปรุงสวนของตนเองต่อไป

ถือเป็นโอกาสดีของผู้ที่คิดจะปลูกทุเรียน “เกษตรอคาเดมี” ในเครือเว็บไซต์เกษตรก้าวไกล ร่วมกับ สวนเพชรนครไทย จ.พิษณุโลก ได้ฤกษ์เปิดห้องเรียนกลางสวน เรื่องการปลูกทุเรียนนอกถิ่น ปลูกอย่างไรให้รอดและรวย โดย ดร.วีรวุฒิ กตัญญูกุล เจ้าของสวน (ประวัติ/ผลงาน ดร.วีรวุฒิ ค้นหาจาก Google หรือ Youtube) จะถ่ายทอดความรู้ทั้งวิชาการและประสบการณ์ ซึ่งได้ลงหลักปักฐานปลูกทุเรียนมา 12 ปีเต็มๆ จากเริ่มต้นเพียง 5 ต้น เป็น 1,000 กว่าต้นในปัจจุบัน

ดร.วีรวุฒิ กล่าวว่าการปลูกทุเรียนนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากที่จะเรียนรู้ โดยตนเองนั้นเป็นคนจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของทุเรียน ต่อมามีการปลูกทุเรียนกันหลายจังหวัด ทั่วประเทศ บางคน บางจังหวัด ปลูกทุเรียนต้นแล้วต้นเล่า ตายแล้วตายอีก เพราะยังขาดความรู้ความเข้าใจ…

ดินที่เหมาะสม ควรเป็นดินแบบไหน ถ้าไม่เหมาะสมจะแก้ไขอย่างไร
ปลูกอย่างไรที่ได้ผลดี หลุมปลูก พันธุ์ปลูก ควรปลูกช่วงไหน ระยะห่างเท่าไร
การปลูกไม้กันลม การปลูกไม้ผลผสม ควรปลูกไม้ผลชนิดไหนดี
การวางระบบน้ำที่ดี ปริมาณน้ำที่ทุเรียนต้องการในแต่ละช่วง
การจัดการสวนทุเรียนตั้งแต่ปลูกใหม่จนอายุ 12 ปี เช่น การใส่ปุ๋ย การตัดแต่งกิ่ง การจัดการโรคแมลง ฯลฯ (ทุเรียนที่สวนมีตั้งแต่อายุ 1-12 ปี)
ฯลฯ

“ผมได้มีโอกาสไปเรียนหนังสือได้รับทุนจากรัฐบาล เมื่อมีความรู้ขนาดนี้ จึงอยากจะถ่ายทอดให้เพื่อนเกษตรกร ซึ่งเขายังลำบากอยู่ ไม่ได้มองเรื่องรายได้หรือกำไรอะไรมาก ก็อยากให้เกษตรกรของเรามีฐานะดีขึ้นเหมือนประเทศอื่นๆเขา ทุกวันนี้เกษตรกรของเราปลูกไม้ล้มลุก ปลูกพืชไร่ ซึ่งต้องปลูกทุกปี แต่ไม้ผลปลูกครั้งเดียวอยู่ได้ 30-40 ปี แต่ต้องมีวิธีบริหารจัดการที่ถูกต้อง โดยเฉพาะทุเรียนที่ปลูกนอกถิ่น หรือทุเรียนถิ่นใหม่” ดร.วีรวุฒิ บอกถึงความมุ่งมั่น และย้ำว่า บั้นปลายชีวิตแล้ว อยากทำคุณประโยชน์ต่อแผ่นดิน

วิธีสมัครเรียน ท่านที่สนใจ จองเรียนได้ที่โทร.ไอดีไลน์ 0897877373 (คุณภัทรานิษฐ์) ค่าเรียน 1,800 บาท (พิเศษลดเหลือ 1,600 บาท เฉพาะรุ่นเปิดตัว วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2562 และกรณีมา 2 คนขึ้นไป ลดเพิ่มอีกคนละ 200 บาท คงเหลือคนละ 1,400 บาท) ใช้เวลาเรียนรู้ 1 วัน ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. (รวมค่าอาหารกลางวัน อาหารว่าง และเอกสาร) ภาคเช้าจะเรียนทฤษฎี ที่ศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสาน สวนเพชรนครไทย อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ซึ่งมีห้องประชุมและมุมกาแฟวิวอ่างเก็บน้ำแก่งไฮ และภาคบ่ายจะเรียนกลางสวน ล้อมวงคุย สาธิตวิธีการ เน้นความรู้จากสวนจริง ดูการปลูกในรูปแบบต่างๆ เช่น ปลูกทุเรียนร่วมสะตอ ไผ่ เงาะ มะม่วง ฯลฯ กรณีที่ผู้เรียนต้องการพักค้างคืนจะมีที่พักในราคามิตรภาพ ซึ่งจะเหมาะเหมาะแก่การมาเป็นครอบครัวหรือหมู่คณะ

เปิดเรียนวันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2562…ขอให้รีบลงทะเบียนเรียนล่วงหน้านะครับ หมายเหตุ : หลังจากสมัครแล้วทำการโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย สาขาปากเกร็ด เลขที่บัญชี 142-2-33729-4 ชื่อบัญชี คุณภัทรานิษฐ์ จีระประเสริฐ โทร.ไอดีไลน์ ยืนยัน 0897877373

เรื่องราวการเปิดสอน “ข้าวมันไก่ฮ่องเต้ น้ำจิ้มสูตรมหัศจรรย์” โดยเจ้าของสูตรผู้เป็นต้นตำรับคือ อาจารย์ป้าสิรินารถ และ อาจารย์ลุงตระการ ทรงสายตระกูล หลายท่านคงได้ฟังและรับรู้กันมาบ้างแล้ว เพราะว่าเป็นสูตรที่ลือลั่นมีผู้สนใจมาเรียนจากทั่วประเทศ เดิมนั้นเปิดสอนเป็นประจำที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน แต่ด้วยความอาวุโสของวิทยากร ไม่สามารถที่จะสอนแบบเดิมได้ เพราะว่าลูกหลานต้องการให้พักผ่อนอยู่กับบ้านบ้าง เนื่องจากเปิดขายที่ร้านมา 15 ปี และสอนอีก 15 ปี รวมเป็น 30 ปี

เมื่อเป็นเช่นนี้อาจารย์ทั้งสองท่านจึงงดทำการสอนแบบประจำ ยกเว้นเมื่อต้นปี 2562 มานี้ ได้มาสอนให้เป็นกรณีพิเศษกับ “ลุงพร สอนอาชีพ” เป็นการสอนให้กับกลุ่มผู้เรียนที่อ่านจากหนังสือเคล็ดลับจากครู ภาคพิเศษ 2 “อาหารง่ายเงินดี 1 วันทำได้” ที่ลุงพรได้เป็นผู้รวบรวมสูตรจากวิทยากรต่างๆ ซึ่งในหนังสือเล่มนี้มีสูตรข้าวมันไก่ฮ่องเต้อยู่ด้วย (ปัจจุบันหนังสือไม่มีขายในร้าน แต่มีอยู่ส่วนหนึ่งที่เก็บไว้ และผู้สนใจติดต่อได้เบอร์โทร.เดียวกับจองเรียนข้าวมันไก่) ซึ่งเดิมนั้นลุงพรได้แนะนำผู้อ่านให้ไปเรียนที่ศูนย์อาชีพฯ มติชนอยู่แล้ว แต่เมื่ออาจารย์ทั้งสองงดสอนประจำ จึงเป็นที่มาของการเปิดสอนเป็นกรณีพิเศษที่หมู่บ้านชัยพฤกษ์ ถนนราชพฤกษ์-ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

การเปิดสอนดำเนินไปได้ประมาณ 10 รุ่น โดยในการสอนประมาณ 5-6 รุ่น จะมีอาจารย์ป้าสิรินารถและอาจารย์ลุงตระการมาเป็นวิทยากรหลัก และทุกครั้งจะมี คุณบุญญา พงศาปาน เป็นผู้ช่วยคนสำคัญ จน 4-5 รุ่นหลังมานี้ทางคุณบุญญา สามารถสอนเดี่ยวได้ ซึ่งทางอาจารย์ป้าและลุงได้ถ่ายทอดวิชาความรู้จนหมดสิ้น โดยเฉพาะในเรื่องสูตรและวิธีการทำที่ทำออกมารสชาติเหมือนกันทุกครั้ง ยกเว้นที่ไม่เหมือนกันคือประสบการณ์ แต่ก็ได้บอกกับผู้เรียนทุกคนว่า หากมีอะไรจะสอบถามเจ้าของต้นตำรับตัวจริงก็ไม่ติดขัด ทางอาจารย์ป้าและลุงพร้อมจะตอบคำถามและแนะนำเพิ่มเติมอย่างเต็มที่…

ข้าวมันไก่ฮ่องเต้ สอนอะไรบ้าง?
วกมาที่เรื่องการสอนข้าวมันไก่ฮ่องเต้ ว่ามีหัวข้อการสอนในเรื่องอะไรบ้าง

เริ่มต้นจาการรู้จักวัตถุดิบที่จะมาทำข้าวมันไก่และน้ำจิ้ม ว่าวัตถุดิบแต่ละตัวหาซื้อที่ไหน ราคาเท่าไร มีหลักในการเลือกซื้ออย่างไร
ขั้นตอนการหุงข้าวมันไก่ ข้าวสารที่ใช้เป็นแบบไหน สูตรที่ว่าหุงข้าวไม่ซาวนี้เป็นอย่างไร ดีกว่าสูตรอื่นตรงไหน
การหุงข้าวหม้อไฟฟ้า มีเทคนิคหรือเคล็ดลับอะไรบ้าง เช่น การใช้ไม้พายคนข้าว ทำไมต้องคนไปทางเดียวกัน
การต้มไก่ การต้มเลือด และเครื่องใน โดยเฉพาะการต้มไก่นั้นทำไมต้องยกขึ้นลงในน้ำร้อนเดือดจัด 15-25 นาที
การทำน้ำซุป มีกรรมวิธีอย่างไร
การทำน้ำจิ้มสูตรมหัศจรรย์ มันมหัศจรรย์ตรงไหน ส่วนผสมมีอะไรบ้าง
การสับไก่ การเสิร์ฟ รวมทั้งการแนะนำเปิดร้าน ต้นทุน กำไรต่างๆ
รุ่นต่อไปกำหนดสอนวันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2562 ตั้งแต่เวลา 09.30-15.30 น. ณ หมู่บ้านชัยพฤกษ์ ถนนราชพฤกษ์ ตำบลบางพลับ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

วิธีสมัครเรียนข้าวมันไก่ฮ่องเต้…
สอบถามรายละเอียดและสมัครเรียนได้ที่ โทร.-ไอดีไลน์ 089 7877373 (คุณภัทรานิษฐ์) หลังจากสมัครแล้วทำการโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย สาขาปากเกร็ด เลขที่บัญชี 142-2-33729-4 ชื่อบัญชี คุณภัทรานิษฐ์ จีระประเสริฐ…ค่าเรียนท่านละ 2,500 บาทเหมือนเดิม และมั่นใจว่าเรียนจบบินได้ทันที (ทำได้ทุกคน)

ออ..เกือบลืมบอกไปว่า ถ้ารุ่นนี้ผ่านไปแล้ว รุ่นต่อไปจะมีเมื่อไรอีก ก็ตอบได้เลยว่าจะเปิดสอนเดือนละประมาณ 1 ครั้ง ยกเว้นมีผู้ต้องการเรียนเร่งด่วนก็อาจจะเปิดรอบเสริม…สรุปว่าอยากรู้ว่ารุ่นต่อไปวันไหนก็ให้ไลน์ถาม หรือโทร.คุย นะครับ.

วันที่ 23 สิงหาคม 2562 ที่บริเวณบึงแท่น หมู่ที่ 7 ตำบลสำพะเนียง อำเภอโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา ได้มีการจัดกิจกรรมโครงการ ปั่น ปล่อย ปลูก เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานประมงจังหวัดนครราชสีมา และองค์การบริหารส่วนตำบลสำพะเนียง โดยมี ว่าที่ ร.ต.อภินันท์ เผือกผ่อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีเปิด ท่ามกลางแขกผู้เกียรติจากส่วราชการต่างๆ และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน

นายนรินทร์ สุวรรณบริรักษ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า การปลูกป่าในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปั่น ปล่อย ปลูก เป็นการดำเนินกิจกรรมตามโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา ระยะที่ 4 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งนี้ สำนักงานธ.ก.ส. จังหวัดนครราขสีมา ได้เริ่มดำเนินโครงการฯ มาตั้งแต่ปี 2554 ในพื้นที่ทั้งหมด 1,200 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่อยู่ในความดูแลของ องค์การส่วนตำบลสำพะเนียง ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจาก ธ.ก.ส.

“ธ.ก.ส.ได้ดำเนินโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯมาแล้วรวม 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ปี 2554 ดำเนินการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ 184 ไร่ คิดเป็นต้นไม้จำนวน 36,800 ต้น ได้แก่ ไม้แดง ยางนา ประดู่ กระถิน เทพา พยุง มะค่าโมง สัก สะเดา นนทรี และหญ้าแฝก การดำเนินโครงการในระยะที่ 1 มุ่งหวังเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าและเป็นแหล่งอาหาร รวมถึงไม้ใช้สอยให้กับชุมชน สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ระยะที่ 2 ปี 2555 ดำเนินการปลูกต้นไม้ทั้งสิ้น 1,100 ต้น โดยในระยะที่ 2 นี้ เป็นการปลูกซ่อมแซมในพื้นที่เดิมที่ต้นไม้ไม่เติบโต และขยายพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นเป็นเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ และระยะที่ 3 ปี 2556 ได้ดำเนินการ 2 กิจกรรมคือ กิจกรรมที่ 1 การมอบพันธุ์ไม้ที่มีคุณสมบัติทนต่อดินเค็มจำนวน 26,000 ต้น ได้แก่ ขี้เหล็ก แคนา สะเดา และมะพร้าวน้ำหอม เพื่อปลูกในพื้นที่ 130 ไร่ และกิจกรรมที่ 2 การก่อสร้างลานกีฬาเอนกประสงค์ เรือนเพาะชำกล้าไม้ และศาลาอเนกประสงค์ รวมสองกิจกรรมใช้งบประมาณจำนวน 2,810,500 บาท”

“ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษาฯ ได้ก่อประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ชุมชนในหลาย ๆ ด้าน ได้แก่ การสร้างความมั่นคงทางอาหาร ชุมชนสามารถนำผลผลิตจากป่าไปประกอบอาหารประเภทต่าง ๆ เช่น ขี้เหล็ก สะเดา ลูกตาล และไข่มดแดง นอกจากนั้นต้นไม้ที่เติบโตขึ้น ยังสามารถนำมาเป็นไม้ใช้สอยในครัวเรือนได้ด้วย เช่น ต้นไผ่ ต้นตาล ก่อให้เกิดความเข้มแข็งในชุมชน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ตลอดจนช่วยสร้างจิตสำนึกในการปลูกป่าและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” นายนรินทร์ กล่าว

นายนรินทร์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการปลูกป่าในกิจกรรมโครงการ ปั่น ปล่อย ปลูก ครั้งนี้ เป็นการดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องในระยะที่ 4 ซึ่งธ.ก.ส. สาขาโนนแดง และ สำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดนครราชสีมา ได้สำรวจพื้นที่ป่าร่วมกัน พบว่า พื้นที่ป่าส่วนใหญ่เติบโตได้ดี แต่มีพื้นที่บางส่วนที่ต้นไม้หักโค่นเองตามธรรมชาติ และบางส่วนต้นไม้ไม่เติบโตเนื่องจากเกิดความแห้งแล้ง จึงทำให้เกิดพื้นที่ว่างเป็นหย่อม ๆ ในผืนป่า หากได้มีการปลูกป่าเสริมเพิ่มเติมในพื้นที่ว่างดังกล่าว ก็จะช่วยให้ผืนป่าเฉลิมพระเกียรติแห่งนี้ มีต้นไม้เติบโตเต็มโครงการ ตรงตามวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของโครงการฯอย่างแท้จริง ดังนั้น ธ.ก.ส.สาขาโนนแดง และสำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดนครราชสีมา จึงได้จัดทำโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา ระยะที่ 4 ขึ้นเพื่อทำการปลูกป่าเสริมในพื้นที่ดังกล่าว รวมทั้งซ่อมแซมอาคารอเนกประสงค์ ให้อยู่ในสภาพดีสามารถใช้งานได้ในระยะยาว โดยโครงการการในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนตำบลสำพะเนียง และชุมชนอุดมสุขสาขาโนนแดง

ขณะที่ นายจักรภพ ศรีสุวรนันท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการธ.ก.ส. สำนักงานจังหวัดนครราชสีมา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับในการดำเนินการตามระยะที่ 4 นั้นจะเน้นกิจกรรมปลูกต้นไม้ซ่อมเสริมพื้นที่ป่าเดิมที่ไม่เจริญเติบโตและปลูกเพิ่มในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อให้เป็นป่าผืนเดียวกัน จำนวน 1,000 ต้น อาทิ ต้นยางนา ขี้เหล็ก สะเดา ไผ่ ฯลฯ พร้อมกันนี้ยังมีการปลูกต้นไม้ใหญ่ความสูงประมาณ 3 เมตร บนถนนที่เข้าสู่โครงการจำนวน 150 ต้น และยังมีกิจกรรมบูรณะอาคารอเนกประสงค์อีกด้วย

“หลังเสร็จสิ้นการดำเนินการในระยะที่ 4 แล้ว ทางธ.ก.ส.จะส่งมอบผืนป่าให้ชุมชนดูแลรักษาต่อไป ดังนั้นจึงขอฝากประชาชนในพื้นที่ได้ช่วยกันดูแลรักษาผืนป่าแห่งนี้ไว้ ให้ก่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของโครงการไม่ว่าในด้านการฟื้นฟูสภาพป่าที่เสื่อมโทรมและเพิ่มพื้นที่ป่าให้แก่ชุมชนท้องถิ่น รวมถึงการเป็นแหล่งอาหารให้กับชุมชน และการปลูกฝังจิตสำนึกให้แก่ชุมชนในท้องถิ่นให้มีความรักความหวงแหนต่อทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อม” นายจักรภพ กล่าว

ด้าน นายวรากรณ์ พุฒิพงศ์พยอม นายกอบต.สำพะเนียง กล่าวว่า การที่ ธ.ก.ส. เข้ามาจัดทำโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษาที่บึงแท่นมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงระยะที่ 4 ในวันนี้ ได้สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก สำหรับการดูแลรักษาป่าแห่งนี้ต่อไปนั้น ทาง อบต.สำพะเนียงจะทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลอย่างเต็มที่ ภายใต้มาตรการที่เป็นข้อตกลงของชุมชน เช่นการปลูกป่าเพิ่มเติมให้มากขึ้นด้วยการใช้นโยบายปลูกป่า 1 ต้น ตกปลาได้ 1 วัน โดยประชาชนที่จะเข้ามาตกปลาในบึงแท่น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานประมงจังหวัดนครราชสีมาในการมอบพันธุ์ปลามาปล่อยเลี้ยง จะต้องนำต้นไม้มาปลูกคนละ 1 ต้น จึงจะสามารถเข้ามาตกปลาเพื่อนำไปทำเป็นอาหาร และมาตรการอื่นๆ เพื่อสร้างประโยชน์และความยั่งยืนจากโครงการที่หน่วยงานต่างๆได้เข้ามาดำเนินการในครั้งนี้

กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดโชว์ระบบการขึ้นทะเบียนข้อมูลเกษตรกร มั่นใจฐานข้อมูลการเกษตร มีระบบรับรองและตรวจสอบได้ นอกจากนี้ปัจจุบันยังสามารถวาดผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัล ได้ประมาณ 100 ล้านไร่

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึง การขึ้นทะเบียนเกษตรกรถือเป็นหน้าที่ที่เกษตรกรทุกคนควรถือปฏิบัติ โดยหลังจากการขึ้นทะเบียนเกษตรกร เกษตรกรจะได้รับสมุดทะเบียนเกษตรกร เพื่อเป็นเอกสารใช้แสดงสถานภาพการเป็นเกษตรกร ยืนยันความเป็นเกษตรกร โดยเกษตรกรแจ้งความประสงค์ขอปรับปรุงข้อมูลการทำการเกษตร หรือขึ้นทะเบียนใหม่ ได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง ตามที่ตั้งแปลงปลูกพืชของตัวเอง และที่สำคัญเกษตรกรจะต้องปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ตามกรอบระยะเวลาการปลูกพืช โดยปกติปรับปรุงหลังจากการปลูก ไม่น้อยกว่า 15 – 60 วัน ตามแต่ละชนิดพืช และหากเกษตรกรไม่มาปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี (นับถัดจากวันที่ 23 มิ.ย 60 ถึง วันที่ 22 มิถุนายน 2563) ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนถึง 896,871 ครัวเรือน ที่ยังไม่ได้มาปรับปรุงข้อมูลเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร หากครบระยะเวลาดังกล่าวแล้ว เกษตรกรจำนวนนี้จะสิ้นสถานภาพการเป็นเกษตรกรทันที และทำให้ไม่ได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือจากโครงการของรัฐบาล

ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรมีการตรวจสอบด้วยระบบโปรแกรมทั้งการตรวจสอบข้อมูลบุคคลกับสำนักทะเบียนราษฎร กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ได้ข้อมูลชื่อ สกุล สมาชิกในครัวเรือนที่เป็นปัจจุบัน รวมทั้งการตรวจสอบเนื้อที่เพาะปลูกของเกษตรกรจากการวาดผังแปลงเพาะปลูก (ผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัล) โดยซ้อนกับผังแปลงกับกรมที่ดิน สปก. และภาพถ่ายดาวเทียม โดยมีการวาดผังแปลงแล้ว จำนวน 13,824,739 แปลง คิดเป็นพื้นที่กว่า 100 ล้านไร่ (คิดเป็น 72 % ของพื้นที่การเกษตรประมาณ 139 ล้าน) ซึ่งข้อมูลผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัลที่ได้สามารถนำมาใช้ในการวางแผนภาครัฐทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ เพื่อให้ตอบสนองกับการให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มเกษตรกรเป้าหมายมากขึ้น เช่น การตรวจสอบข้อมูลเกษตรกร ที่มีพื้นที่ที่ถูกต้อง สามารถเข้ารับสมัครฝึกอบรม เพื่อรับสิทธิ์ซื้อสารเคมี ตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดได้ โดยการตรวจสอบที่เป็นพื้นที่ต้นน้ำ การตรวจสอบแปลงเพาะปลูกเพื่อยืนยัน การเพาะปลูกหลังการเก็บเกี่ยว เป็นต้น

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการตรวจสอบด้วยระบบดิจิทัลแล้ว กรมส่งเสริมการเกษตรยังมีการตรวจสอบทางสังคม โดยให้คนในชุมชนร่วมกันตรวจสอบกันเอง การนำข้อมูลการเพาะปลูกของเกษตรกรรายเดิม แปลงเดิม ไปปิดประกาศในหมู่บ้าน/ชุมชน เป็นเวลา 3 วัน เพื่อยืนยันหรือคัดค้านว่ามีการเพาะปลูกจริงในชุมชนนั้นหรือไม่

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาและนำเครื่องมือ เทคโนโลยี มาปรับปรุงวิธีการรับขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร รวมทั้งการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับแจ้งจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่องเพิ่มมากขึ้น เช่น การจัดทำ Application FARMBOOK หรือ สมุดทะเบียนเกษตรกรดิจิทัล เพื่อลดภาระในการเดินทาง ซึ่ง แอพฯ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรสามารถแจ้งปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนได้ด้วยตนเอง ผ่าน Smart Phone และสามารถติดตามสิทธิ์โครงการช่วยเหลือจากภาครัฐ และให้เจ้าหน้าที่สามารถวางแผนพัฒนาการผลิตและการตลาดของสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันสามารถดาวน์โหลด Android และ iOS และเริ่มใช้งานผ่านระบบด้วยการใช้เลขที่ในทะเบียนเกษตรกร หรือหมายเลขโทรศัพท์ ที่ใช้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ 2 นำเครื่อง GPS มาใช้จับพิกัด วัดขนาดพื้นที่ และวาดผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัล นอกจากนั้นยังมี Application FAARMis สำหรับเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลออกให้บริการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรนอกสถานที่โดยสามารถขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ทั้งเกษตรกรรายใหม่ และเกษตรกรรายเดิม

สำหรับ ข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ประกอบด้วย ข้อมูล 9 ด้าน ได้แก่ 1. ข้อมูลพื้นฐานครัวเรือน 2. สมาชิกในครัวเรือนและการเป็นสมาชิกองค์กร 3. การถือครองที่ดินเพื่อการเกษตรทั้งที่เป็นของตนเอง ที่ดินเช่า ประเภทเอกสารสิทธิ์ เลขที่เอกสาร และเนื้อที่ตามเอกสาร 4. การประกอบกิจกรรมการเกษตร (ประเภทกิจกรรมการเกษตร/ วันที่ และเนื้อที่ปลูก /วันที่และเนื้อที่ที่จะเก็บเกี่ยว 5. การเข้าร่วมโครงการภาครัฐ 6. รายได้ 7. หนี้สิน 8. เครื่องจักรกลการเกษตร 9. แหล่งน้ำ นอกจากนี้การขึ้นทะเบียนเกษตรกรและการใช้ประโยชน์จากทะเบียนเกษตรกร ถือเป็นข้อมูลหลักสำหรับการทำงานของกรมฯ ช่วยตอบโจทย์โครงการต่างๆ ได้ ซึ่งปัจจุบันมีการเชื่อมโยงไปสู่ระบบของหน่วยงานอื่น รวมทั้งที่มีหน่วยงานต่างๆ ขอใช้ประโยชน์จากข้อมูลขึ้นทะเบียนเกษตรกร แต่อย่างไรก็ตาม กรมส่งเสริมการเกษตรจะยึดหลักการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 อย่างเคร่งครัดต่อไป.

สยามคูโบต้า เปิดตัวเลขยอดขายครึ่งปีแรก 27,000 ล้านบาท มั่นใจสามารถปิดปีได้ตามเป้าที่ 60,000 ล้านบาท เผยกลยุทธ์ นำนวัตกรรมการเกษตรแบบครบวงจรเป็นโซลูชั่นสำคัญในการตอบโจทย์ เกษตรกรในยุคดิจิทัลควบคู่กับการรุกจัดกิจกรรมการตลาดต่อเนื่อง พร้อมเปิดตัวแคมเปญการตลาดล่าสุด “ช้างศึก” (CHANGSUEK EDITION) เอาใจแฟนบอลไทย ตั้งเป้าอีก 5 ปีข้างหน้ายอดขายทะลุ 100,000 ล้านบาท

นายฮิโรโตะ คิมุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ผลประกอบการในครึ่งปีแรกของปี 2562 สยามคูโบต้ามียอดขายอยู่ที่ 27,000 ล้านบาท แบ่งเป็นในประเทศ 17,000 ล้านบาท และต่างประเทศ 10,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 60:40 เติบโตขึ้นประมาณ 9 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 เนื่องจากเกษตรกรมีกำลังซื้อเพิ่ม

ราคาพืชหลักอยู่ในเกณฑ์ดี ประกอบกับภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลทดแทนแรงงานคนในภาคการเกษตร อีกทั้งบริษัทฯ ได้มีการเปิดตัวสินค้าใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก ได้แก่ แทรกเตอร์ขนาด 57 แรงม้า รุ่น MU5702 ซึ่งเจาะกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ผสม ติดตั้งระบบคูโบต้า นวัตกรรมอัจฉริยะ KIS (KUBOTA Intelligence Solutions) และเครื่องหยอดข้าว รุ่น DS10 เพื่อส่งเสริมการผลิตข้าวให้มีคุณภาพ ในส่วนของตลาดต่างประเทศ สัดส่วนการส่งออกตลาดหลักยังคงเป็นประเทศกัมพูชา ลาว และเมียนมาร์

ในปี 2562 บริษัทฯตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 60,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2561 ประมาณ 12 % ซึ่งคาดว่าในปี 2562 บริษัทฯ จะสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่าเกษตรกรไทยมีรายได้สูงขึ้นจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ด้วยปัจจัยสภาพอากาศ ระบบการจัดการน้ำ นโยบายด้านการเกษตรที่วางแผนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

ตลอดจนนวัตกรรมการเกษตร ขณะที่สถานการณ์ในตลาดต่างประเทศ สยาม
คูโบต้ายังคงเป็นอันดับ 1 ที่ส่งออกเครื่องจักรกลการเกษตร พร้อมตั้งเป้านำกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จในไทยไปปรับใช้ในตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะงานขายและบริการ พร้อมชูประเด็นสินค้าครบวงจร และอุปกรณ์ที่เหมาะกับการใช้งานในกลุ่มพืชหลัก ทั้งนี้ สยามคูโบต้าตั้งเป้าหมายอีก 5 ปีข้างหน้า จะเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละประมาณ 10 % โดยในปี 2567 จะมีมูลค่ายอดขายรวมประมาณ 100,000 ล้านบาท และเน้นการทำตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นโดยตั้งเป้าขยายส่วนแบ่งตลาดในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ 50 : 50

“ปัจจุบันรูปแบบการทำเกษตรของญี่ปุ่นมีการปรับเปลี่ยนมาเป็นการรวมกลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่ และใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาช่วย อีกทั้งเกษตรกรมืออาชีพ (Smart Farmer) มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น คูโบต้า

ญี่ปุ่นจึงคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ สมัคร Genting Club เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ตลอดจนสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ใส่ใจการทำเกษตรมากขึ้น อาทิ ระบบจัดการฟาร์ม (KSAS: Kubota Smart Agri System) เทคโนโลยีไร้คนขับ (Autonomous Agricultural Machinery) โดรนฉีดพ่นเพื่อการเกษตร (Spraying Drone) ซึ่งสยามคูโบต้าจะร่วมพัฒนาเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่การเกษตรของประเทศไทย และประเทศในแถบอาเซียนต่อไป” นายคิมุระ กล่าวเพิ่มเติม