เสน่ห์ของทุเรียนพื้นเมืองโบราณได้พาทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้าน

เดินชมจุดรวบรวมพันธุ์ทุเรียนโบราณ ที่มีอายุการปลูก 40-50 ปี ยกตัวอย่างเช่น ทุเรียนพันธุ์อีทุย ที่มีลักษณะเนื้อและผลเป็นรูปไข่ ผอ.ศิริพร กล่าวว่า ทุเรียนโบราณแต่ละสายพันธุ์ มีลักษณะแตกต่างกันเยอะ เช่น ขนาดผลเล็ก ผลกลาง ผลใหญ่ ลักษณะเนื้อสีเข้ม เนื้อสีอ่อน เรียกว่า สีใบลาน หรือเนื้อสีเหลืองเข้มก็มี

ทุเรียนพื้นบ้าน สายพันธุ์โบราณที่ปลูกในศูนย์แห่งนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มหายาก และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ทั้งสิ้น การเก็บรวบรวมพันธุ์ทุเรียนเหล่านี้ นักวิชาการของศูนย์ ต้องใช้เวลาและแรงกายแรงใจในการทำงานอย่างเต็มที่ เพราะเกษตรกรบางรายมีความหวงแหนสายพันธุ์ทุเรียนโบราณของตัวเองอยู่พอสมควร นักวิชาการต้องชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับภารกิจการรวบรวมพันธุ์เพื่อการอนุรักษ์พันธุกรรมทุเรียนในครั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและอยู่ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อพวกเขาเข้าใจแล้ว ก็จะได้รับความร่วมมืออย่างดีในเวลาต่อมา

ทุกวันนี้ นักวิชาการของศูนย์ได้เดินทางไปทั่วประเทศ เพื่อเก็บรวบรวมสายพันธุ์ทุเรียนจากแหล่งพันธุกรรมดั้งเดิม เช่น จังหวัดนนทบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด อุตรดิตถ์ สุโขทัย กาญจนบุรี ภาคใต้ ก็เก็บรวบรวมพันธุ์จนถึงจังหวัดยะลาแล้ว หากเจ้าของสวนทุเรียนแห่งใดที่มีสายพันธุ์ทุเรียนโบราณปลูกอยู่และประสงค์บริจาคต้นพันธุ์ เพื่อให้ทางศูนย์เก็บรวบรวมสายพันธุ์ไว้ ก็ยินดีอย่างยิ่ง เพื่อร่วมกันอนุรักษ์พันธุกรรมทุเรียนพื้นบ้านของไทยให้คงอยู่เป็นมรดกแก่ลูกหลานต่อไป

ทางศูนย์มองว่า สายพันธุ์ทุเรียนของไทยคือ สมบัติของแผ่นดิน เนื่องจากทุเรียนเป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์หมอนทอง นับเป็นสินค้าส่งออกของประเทศ สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศจำนวนมหาศาลต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน เพราะทุเรียนพันธุ์หมอนทองให้ผลผลิตคุณภาพดี เหมาะสำหรับรับประทานสดและแปรรูป เกษตรกรนิยมปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองเป็นแปลงใหญ่ หากเราต้องการรักษาแชมป์การส่งออกทุเรียนของไทย ก็ต้องมีสายพันธุ์ทุเรียนที่ดีสำหรับใช้ปลูกเพื่อการค้า ดังนั้น พันธุกรรมทุเรียนโบราณของไทยไม่ต้องห่วงว่าจะสูญพันธุ์เพราะมีการปลูกสำรองไว้แล้ว

ทุเรียนพันธุ์โบราณคืนถิ่นเมืองนนท์

ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีได้ปลูกเก็บรักษาพันธุ์ทุเรียนกว่า 60 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นทุเรียนพันธุ์ดั้งเดิมของจังหวัดนนทบุรีที่มีลักษณะเด่น เช่น พันธุ์การะเกด พันธุ์ย่ำมะหวาด พันธุ์จอกลอย พันธุ์เมล็ดในยายปรางค์ ฯลฯ ปัญหามหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2554 ได้สร้างความเสียหายต่อพื้นที่ปลูกทุเรียนของจังหวัดนนทบุรีกว่า 2,000 ไร่ เหลือรอดอยู่เพียง 40 กว่าไร่เท่านั้น

ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี สถาบันวิจัยพืชสวน จึงได้เข้าไปเก็บกู้ยอดพันธุ์ทุเรียนพันธุ์ดั้งเดิมในตำบลบางศรีทอง ตำบลวัดชะลอ อำเภอบางกรวย ตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่ และตำบลไทรม้า ตำบลบางรักน้อย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งสามารถเก็บกู้ได้ 17 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์กบก้านเหลือง พันธุ์สาวน้อย พันธุ์กบตาเฒ่า พันธุ์ทองย้อยฉัตร พันธุ์กระดุมเขียว พันธุ์แดงรัศมี พันธุ์แดงรัศมี (สว่างจิตร) พันธุ์กบหัวสิงห์ พันธุ์ลวงหางสิงห์ พันธุ์กระเทยเนื้อเหลือง พันธุ์กบพวง พันธุ์กบสีนวล พันธุ์กบจำปา พันธุ์กบตาเหมย พันธุ์กำปั่นเจ้ากรม พันธุ์เจ้าเงาะ และพันธุ์กระดุมสีนาค

ทางศูนย์ได้ขยายพันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองดั้งเดิม จากโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และในส่วนที่เก็บกู้ระหว่างน้ำท่วม ส่งคืนให้กับเกษตรกรชาวสวนนนทบุรีมากว่า 25,000 ต้น ได้แก่ กบสุวรรณ กบแม่เฒ่า จอกลอย นกหยิบ กบชายน้ำ สาวชมเห็ด ยินดี กำปั่นขาว กบหน้าศาล กบตาขำ ย่ำมะหวาด ก้านยาวสีนาค เม็ดในยายปรางค์ ฝอยทอง อีงอน เขียวตำลึง กำปั่นพวง ก้านยาว เป็นต้น เพื่อให้เกษตรกรนำไปปลูกทดแทนพื้นที่เดิมได้ประมาณ 1,000 ไร่

ผอ.ศิริพร พาพิธีกรรายการตลาดสดพระราม 4 เยี่ยมชมสวนทุเรียน ( ภาพจากศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี )

กระจายทุเรียนโบราณพันธุ์ดีสู่สังคม

ผอ.ศิริพร กล่าวต่อไปว่า ภารกิจการอนุรักษ์สายพันธุ์ทุเรียน ช่วยให้เรามีพันธุกรรมทุเรียนจำนวนมากและหลากหลายสำหรับใช้พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ทุเรียนลูกผสมในอนาคต ที่ผ่านมาทางศูนย์จะปลูกขยายพันธุ์และกระจายพันธุ์ทุเรียนโบราณที่มีรสชาติดีจำนวนหมื่นต้นให้แก่เกษตรกรที่สนใจปลูกทุเรียนโบราณเชิงการค้า รวมทั้งแจกจ่ายพันธุ์ทุเรียนโบราณให้กับหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนที่มีประสงค์ปลูกทุเรียนโบราณเพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์ทุเรียนให้เกิดความหลากหลายด้วยเช่นกัน

ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี มีศักยภาพในการผลิตต้นทุเรียนพันธุ์แท้ คุณภาพดี ปลอดโรคโคนเน่า และจำหน่ายกิ่งพันธุ์คุณภาพดีในราคาราชการ ซึ่งมีราคาถูกมาก เพียงแค่ต้นละ 25 บาท (ตลาดทั่วไปขายต้นละ 200 บาท) เพราะทางศูนย์ไม่ได้มองผลกำไรหรือขาดทุน แต่ต้องการกระจายพันธุ์ดีให้เกษตรกรนำไปปลูก

ผอ.ศิริพร กล่าวว่า ทุกครั้งเปิดจำหน่ายกิ่งพันธุ์ จะมีเกษตรกรเข้าคิวขอซื้อกิ่งพันธุ์ทุเรียนเป็นจำนวนมาก (จำกัดสิทธิ์การซื้อได้เพียงรายละไม่เกิน 25 ต้น) โดยเก็บรวบรวมรายชื่อเกษตรกรที่มาซื้อพันธุ์ทุเรียนโบราณทุกรายว่า ซื้อไปกี่ต้น นำไปปลูกที่ไหนบ้าง เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเรื่องการกระจายทุเรียนพันธุ์โบราณคุณภาพดี หากในอนาคต เกิดปัญหาเรื่องพันธุกรรมทุเรียน ทางศูนย์ก็จะได้มีข้อมูลว่าจะสามารถหาแหล่งทุเรียนพันธุ์ดีได้จากที่ไหนได้บ้าง

สำหรับปีนี้กรมวิชาการเกษตร ประกาศปรับราคาจำหน่ายกิ่งพันธุ์เพิ่มขึ้นเป็นต้นละ 50 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและไม่ให้แตกต่างจากราคาท้องตลาดมากนัก ทั้งนี้ ทางศูนย์จะเปิดจำหน่ายกิ่งพันธุ์ทุเรียนโบราณให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป ผู้สนใจสามารถติดตามกิจกรรมความเคลื่อนไหวของศูนย์ได้ทางเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก “ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี” หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี

เจออากาศแปรปรวน ผลผลิตทุเรียนมีน้อย

ผอ.ศิริพร กล่าวว่า โดยปกติ ทางศูนย์จะจัดกิจกรรมชิมทุเรียนพันธุ์โบราณ ประมาณช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เพื่อให้ผู้บริโภคได้รู้จักทุเรียนโบราณสายพันธุ์ต่างๆ เป็นประจำทุกปี แต่เนื่องจากปีนี้ ประสบภาวะอากาศแปรปรวน เจอฝนตกตลอด ในช่วงที่ต้นทุเรียนกำลังออกดอก ติดผล ทำให้ต้นทุเรียนติดผลน้อยมากในปีนี้ ผลผลิตที่ได้จะใช้เก็บข้อมูลงานวิจัยเป็นหลัก ส่วนกิจกรรมชิมทุเรียนพันธุ์โบราณคงต้องของดไปสักปีหนึ่งก่อน เชื่อว่า ปีหน้าแปลงปลูกทุเรียนของศูนย์น่าจะให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น จึงค่อยเปิดให้ชิมทุเรียนโบราณตามปกติ

สำหรับผู้สนใจเรื่องทุเรียนพันธุ์โบราณสามารถแวะเยี่ยมชมความมหัศจรรย์พันธุ์ทุเรียนโบราณหลากหลายสายพันธุ์ ของศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีได้ในงาน “เกษตรมหัศจรรย์ 2561” จัดโดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ณ บริเวณสกายฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ระหว่างวันที่ 24-27 พฤษภาคม 2561

กระแจะ หรือ ทานาคา พบมากใน ประเทศพม่า ศรีลังกา บังกลาเทศ และอินเดีย ชื่อวิทยาศาสตร์ Naringi crenulata (Roxb.) ชื่ออื่น ขะแจะ ตุมตัง พญายา

เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 3-8 เมตร กิ่งก้านมีหนาม ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อย 4-13 ใบ รูปวงรีแกมไข่สลับ กว้าง 1.5-3 ซ.ม. ยาว 2-7 ซ.ม. ก้านใบแผ่เป็นปีก ดอกช่อออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาว ผลสดรูปทรงกลม

สรรพคุณ แก่นใช้เป็นยาดับพิษร้อน ดองเหล้ากินแก้กษัย ลำต้นใช้ต้มน้ำดื่มครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น แก้อาการโรคผิวหนังมีผื่นคัน เป็นเม็ดขึ้นคล้ายผด คันมาก มักมีไข้ร่วมด้วย แก้ปวดตามข้อ ปวดเมื่อย เส้นตึง แก้ร้อนใน เปลือกต้นแก้ไข้บำรุงจิตใจให้ชุ่มชื่นแจ่มใส

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ชาวสวนทุเรียน ที่จังหวัดปราจีนบุรี ปรับตัวใช้ตลาดนำการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ใช้ตลาดออนไลน์เข้ามาช่วยอย่างเหมาะสมทำให้เพิ่มมูลค่า รวมทั้งสามารถควบคุมการผลิตให้มีคุณภาพ มียอดขายเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้สวนผลไม้ของจังหวัดปราจีนบุรี เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

นายมนัส ฮวดจึง ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ทุเรียน) อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับทุเรียนของ ศพก. ปราจีนบุรี เป็นทุเรียนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งผลิตทุเรียนคุณภาพดี เนื้อแห้ง รสหวานมัน อร่อย

จึงมีลูกค้าขาประจำที่เป็นชาวปราจีนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงแวะเวียนมาซื้อผลผลิตถึงสวนทุเรียนที่เก็บจากในสวนจะถูกทำความสะอาดผล และคัดแยกตามความสวยงาม ขนาด และอัตราความแก่ของผลทุเรียนก่อนจำหน่าย ยิ่งใกล้วันที่ทุเรียนจะออกจะมีผู้มาเยือนเป็นจำนวนมาก และยังสามารถขายได้ในราคาดีกว่าทุเรียนทั่วไปอีกด้วย

“แต่ละปี สามารถสร้างรายได้กว่า 400,000 บาท และยิ่งเมื่อได้เทคโนโลยีเข้ามา ทางกลุ่มก็ปรึกษากันเริ่มใช้แนวทางในการประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนเข้ามาเที่ยวชมสวนทุเรียน เพื่อโปรโมตให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกทางหนึ่งด้วย”

สภาพอากาศร้อนจัด และมีฝนตกในระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกพริกเตรียมรับมือการระบาดของโรคกุ้งแห้ง สามารถพบได้ในระยะที่ต้นพริกให้ผลผลิต มักพบบนผลพริกที่เริ่มสุกหรือก่อนที่ผลพริกจะเปลี่ยนสี

เริ่มแรกจะพบจุดหรือแผลช้ำยุบตัวเล็กน้อย ต่อมาแผลขยายใหญ่สีน้ำตาลหรือดำ ลักษณะเป็นวงรีหรือวงกลม บริเวณแผลพบส่วนของเชื้อราเป็นจุดสีดำขนาดเล็กเรียงเป็นวงซ้อนกันกรณีที่สภาพอากาศชื้น จะเห็นเมือกเยิ้มสีส้มอ่อน ถ้าอาการรุนแรง จะทำให้ผลเน่าและร่วงก่อนเก็บเกี่ยว หากพบอาการที่ผลอ่อน จะทำให้ผลพริกโค้งงอบิดเบี้ยวลักษณะคล้ายกุ้งแห้ง

เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบเริ่มระบาด ให้เก็บพริกที่เป็นโรคไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค และกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อไม่ให้แปลงปลูกมีความชื้นสูง ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการเกิดโรค

หากพบว่าเริ่มมีการระบาดของโรค ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช อะซอกซีสโตรบิน 25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรคลอราซ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7-10 วัน

หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตพริกแต่ละรุ่นแล้ว เกษตรกรควรกำจัดวัชพืชและเก็บเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรคในแปลงไปเผาทำลายทิ้งให้หมด และควรจัดระยะปลูกพริกให้เหมาะสม ไม่ปลูกชิดกันเกินไป

ก่อนเพาะ ควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น 50 องศาเซลเซียส นาน 20-30 นาที และควรเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าจากแหล่งที่ปราศจากโรค กรณีเก็บเมล็ดพันธุ์เอง ควรเลือกผลพริกที่ไม่เป็นโรค สำหรับในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรครุนแรง เกษตรกรควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน เพื่อตัดวงจรของเชื้อสาเหตุโรค

มะขามหวานพันธุ์ใหม่ “เพชรซับเปิบ”
รสชาติหอม หวาน เปลือกหนา และทนต่อเชื้อรา

คุณคนึง กองศรี อยู่บ้านเลขที่ 75 หมู่ที่ 6 ตำบลซับเปิบ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. (087) 319-5210 เจ้าของสวนมะขามหวานพันธุ์ “เพชรซับเปิบ” ที่มารับช่วงสวนมะขามหวานต่อจากคุณพ่อ โดยคุณคนึง เล่าว่า มะขามพันธุ์ “เพชรซับเปิบ” มีอายุต้นกว่า 30 ปีแล้ว มะขามหวานต้นนี้เกิดจากที่คุณพ่อของตนเอง นำเมล็ดของมะขามหวานพันธุ์อินทผลัมมาเพาะเมล็ดแล้วนำต้นไปปลูกไว้ที่สวน ต่อมาพบว่ามะขามต้นดังกล่าวมีลักษณะที่ผิดแปลกกว่าต้นอื่น ฝักใหญ่และยาว รสชาติหวานหอม ไม่เหมือนกับมะขามหวานสายพันธุ์ที่รู้จัก และตั้งชื่อว่าพันธุ์ เพชรซับเปิบ และได้ขอรับรองพันธุ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

คุณคนึง กองศรี อธิบายว่า ลักษณะเด่นมะขามหวานพันธุ์ใหม่ “เพชรซับเปิบ” คือ ฝักมีความยาวมาก โดยถ้าฝักมีความสมบูรณ์และต้นมะขามได้อายุ ฝักจะมีความยาวเฉลี่ย 15-18 เซนติเมตร ฝักมีความโค้งเล็กน้อย ฝักมีสีน้ำตาลอ่อน เนื้อมีสีน้ำตาลเข้ม เนื้อมาก เนื้อเหนียวนุ่มหนึบ มีรสชาติหวานหอมเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นมาก (ซึ่งการันตีจากการได้รับรางวัลในงานประกวดมะขามหวานประจำปีของจังหวัดเพชรบูรณ์ อย่างในปี 2561 มะขามหวานเพชรซับเปิบ ก็คว้ารางวัลที่ 1 ในประเภทมะขามหวานสายพันธุ์อื่นๆ ที่ต้องไปแข่งขันกับผู้ที่ส่งเข้าประกวดกว่า 50 ตัวอย่าง)

มะขามหวานพันธุ์ “เพชรซับเปิบ” ยังมีการออกดอกและติดผลดก เปลือกจะค่อนข้างหนา ซึ่งถือว่าเป็นข้อดี ในเรื่องของการทนต่อการขนส่ง เปลือกมะขามไม่กรอบแตกหรือหักได้ง่าย

จุดเด่นอีกข้อที่สำคัญคือ เป็นสายพันธุ์มะขามที่ทนต่อเชื้อรา มีความเสี่ยงเรื่องเชื้อราน้อยมาก ถ้าเทียบกับมะขามหวานสายพันธุ์อื่นๆ ที่เมื่อผลผลิตเริ่มสุกแก่จะเก็บได้ ถ้ามีฝนหลงฤดูตกลงมาซึ่งมักจะเกิดขึ้นทุกปี มักจะสร้างความเสียหายให้มะขามหวานอย่างมาก เนื่องจากความชื้นจากฝนจะทำให้เชื้อราเกิดขึ้นง่ายกับเนื้อมะขามหวานที่มีความหวานสูงได้

ยกตัวอย่าง มะขามหวานประกายทอง ที่มีลักษณะประจำพันธุ์คือ เปลือกบางมาก การเก็บเกี่ยว การขนย้าย ต้องมีความระมัดระวัง หรือเมื่อเจอฝนตกช่วงที่ฝักมะขามหวานกำลังจะสุก มักจะสร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก เนื่องจากส่วนหนึ่งเปลือกมะขามมีความบางทำให้น้ำหรือความชื้นผ่านเข้าไปในฝักได้ง่ายนั่นเอง แต่มะขามหวานเพชรซับเปิบมีความได้เปรียบเรื่องของเปลือกที่หนา ทำให้เรื่องปัญหาเชื้อรามีน้อยมากนั่นเอง คุณคนึง อธิบาย

คุณคนึง เล่าว่า ตอนนี้ครอบครัวตนเองทำสวนมะขามหวานเป็นหลัก มีพื้นที่ปลูกรวมประมาณ 40 ไร่ ก็ปลูกมะขามหลากหลายสายพันธุ์ เนื่องจากก่อนหน้านี้ในแต่ละยุคก็จะมีมะขามหวานสายพันธุ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดก็ต้องหาซื้อมาปลูกตามนิสัยของเกษตรกร เช่น พันธุ์ประกายทอง สีทอง สีชมภู

และที่เน้นปลูกมากเป็นพิเศษคือ สายพันธุ์ “เพชรซับเปิบ” ที่เป็นสายพันธุ์ของครอบครัว ซึ่งราคาผลผลิตค่อนข้างดีกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ในขณะนี้คือ ขายรวมไม่คัดฝัก กิโลกรัมละ 100-150 บาท แต่ถ้าแบบคัดเกรดฝักสวย ก็ราคาสูงขึ้น คือ 150-300 บาท มีลูกค้าที่เคยรับประทานสั่งจองมาล่วงหน้าทุกปี

มะขามหวาน “เพชรซับเปิบ” หลังจากปลูกได้ 4-5 ปี ก็จะเริ่มให้ผลผลิตเหมือนกับมะขามหวานสายพันธุ์อื่นๆ ก็ต้องขึ้นอยู่กับการดูแลของเกษตรกรด้วย อย่างปีที่ 4 ก็อาจจะให้ผลผลิตไม่มาก 5-10 กิโลกรัม ต่อต้น และรูปทรงของฝักก็จะไม่ค่อยยาวสมบูรณ์มากนัก แต่ในปีที่ 5-6 ก็จะดีขึ้นตามลำดับ ทั้งผลผลิตที่จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวและรูปทรงของฝักก็จะสวยสมบูรณ์ตามสายพันธุ์

การดูแลรักษามะขามหวาน

คุณคนึง อธิบายว่า การให้น้ำ ถึงแม้ว่ามะขามจะเป็นพืชที่ทนความแห้งแล้งได้ดีก็จริง แต่ควรที่จะได้มีการเตรียมการเรื่องน้ำด้วยในระยะปลูกใหม่ๆ หากฝนไม่ตกหรือตกน้อย จำเป็นต้องรดน้ำทุกๆ วัน ประมาณ 1 สัปดาห์ จนกว่าต้นจะตั้งตัวได้

จากนั้นจึงเว้นเวลาการรดน้ำให้ห่างกว่าเดิม อาจจะเป็น 3 หรือ 7 วัน ต่อครั้ง โดยปกติพออายุ 1 ปี ก็หยุดการให้น้ำได้ สำหรับมะขามหวานที่โตแล้วพร้อมที่จะติดฝัก ธรรมชาติหรือนิสัยของมะขามต้องการพักตัวมาก หรือให้การกระทบแล้งจัดๆ ตลอดฤดูร้อน แล้วได้น้ำได้ฝนเต็มที่ตลอดฤดูฝน เก็บฝักหน้าหนาว ถึงต้นหน้าแล้ง แล้วพักตัวหมุนเวียนไปเรื่อยๆ เช่นนี้

ดังนั้น การให้น้ำมะขามจึงต้องทำให้สอดคล้องกับวัฏจักรดังกล่าว คือเมื่อมะขามหวานแตกใบอ่อน หรือก่อนแตกใบอ่อน (หลังผ่านการทิ้งใบหมดแล้ว) ช่วงนี้เป็นช่วงของการเจริญทางกิ่งและใบซึ่งต้องการน้ำมากอยู่ในระหว่างช่วงปลายเดือนเมษายน-พฤษภาคม

หากช่วงนี้ฝนไม่ตกจะต้องมีการให้น้ำอย่างเต็มที่ (หากเป็นสวนเก่าเคยมีการเก็บเกี่ยวมาแล้ว เมื่อเก็บเกี่ยวฝักเสร็จก็ปล่อยให้มะขามหวานพักตัวไม่ต้องรดน้ำจนกว่ามะขามผลัดใบหมดทั้งต้นแล้วผลิใบอ่อน)ช่วงนี้อย่าให้ขาดน้ำอย่างเด็ดขาด

หลังจากนั้นใบมะขามหวานจะเริ่มแก่และเริ่มออกดอก ขณะที่ออกดอกให้น้ำไปเรื่อยๆ พอดอกเริ่มบานควรลดการให้น้ำลงมา อาจรดวันเว้นวัน หรือหยุดให้น้ำสัก 2-3 วัน จนกว่าผสมเกสรติด จึงค่อยๆ ให้น้ำอีกครั้ง

การให้น้ำต้องค่อยๆ ให้ทีละน้อยไปก่อน อย่าปล่อยให้แห้งเกินไปแล้วรดน้ำทันทีทันใด เพราะจะทำให้ปรับตัวไม่ทัน ทำให้ดอกร่วงได้ หมายความว่าช่วงออกดอกนี้ถ้าขาดน้ำหรือน้ำมากไปทันทีทันใดก็เป็นเหตุให้ดอกร่วงได้ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้มะขามที่ปลูกอยู่มักจะได้รับน้ำฝนธรรมชาติอยู่แล้ว (ปลายพฤษภาคม) พอเข้าปลายเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ฝนก็มักจะทิ้งช่วง จำเป็นต้องให้น้ำในระยะที่ออกดอกผสมเกสรและให้น้ำด้วย

จากการสังเกตพบว่า ถ้าปีใดฝนแรกมาช้า การพักตัวของมะขามหวานจะนาน การแตกใบอ่อนจะออกดอกช้ากว่าปกติ หรือถ้าฝนตกเป็นช่วงๆ มาตลอด ทำให้เกิดดอกขึ้นมาหลายรุ่น เป็นปัญหาต่อการรักษาดอกและฝักแต่ละรุ่นจะสุกแก่ไม่พร้อมกัน

ดังนั้น ในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม ถ้าฝนไม่ตกหรือตกไม่เพียงพอ จำเป็นต้องให้น้ำอย่างเต็มที่ ช่วงต่อไปเป็นช่วงที่อยู่ในระหว่างติดฝักอ่อน และตลอดช่วงของฤดูการเจริญเติบโตของฝัก ขณะที่ติดฝักอ่อนใหม่ๆ จะร่วงมาก

ดังนั้น ต้องให้น้ำมากเพื่อให้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย หมายความว่า หลังจากที่ดอกมะขามหวานผสมติดและเริ่มติดผลอ่อน จำเป็นต้องให้น้ำตลอดเวลาถ้าฝนไม่ตก ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ฝักร่วงหรือฝักแตก

เพราะหากปล่อยให้ขาดน้ำหรือให้น้ำไม่สม่ำเสมอพอเข้าช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม เป็นช่วงฝนใหญ่มา ทำให้ฝักมะขามได้รับน้ำมากเกินไปทันทีทันใด ฝักเกิดการขยายตัวไม่ทัน ทำให้ฝักแตกมาก โดยเฉพาะพันธุ์หมื่นจง แต่พอหลังจากติดฝัก เมล็ดเริ่มเปลี่ยนสีน้ำตาลเป็นสีดำ ให้หยุดการให้น้ำโดยเด็ดขาด ปล่อยให้ฝักแก่จัดไปจนถึงเวลาเก็บเกี่ยว

การใส่ปุ๋ยเพิ่มความหวาน

คุณคนึง แนะนำว่า จะเน้นการใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มความหวานในช่วงที่เนื้อมะขามเริ่มเปลี่ยนสี หรือเรียกมะขามหมู (มะขามหวานระยะเนื้อกึ่งสุกกึ่งดิบ) โดยเลือกใส่ปุ๋ยเคมีที่มีสูตรตัวท้ายสูง เช่น สูตร 13-13-21, 8-24-24 (แต่มักจะมีการให้ปุ๋ย สูตร 8-24-24

เพราะจะช่วยให้ต้นได้สะสมไว้ก่อนพักต้นหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งต้นจะใช้สำหรับสร้างตาดอกในรุ่นปีการผลิตต่อไปด้วย) ที่จะช่วยเรื่องคุณภาพเนื้อและความหวานได้เป็นอย่างดี ระหว่างบำรุงผลกลางถึงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยว จะช่วยให้ต้นได้รับฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ การบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวด้วยสูตรเร่งหวาน ทั้งทางใบและทางรากก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวถ้าต้นได้รับไนโตรเจน (ปุ๋ย และน้ำ) มาก จะทำให้รสไม่หวานสนิทหรือติดเปรี้ยว เนื้อน้อยบาง รกมาก สุกช้า ผิวขรุขระ เปลือกหนาและสีเปลือกไม่สวย

ไม่ควรใส่ปุ๋ยคอกที่มีไนโตรเจนมาก เช่น มูลวัวเนื้อ มูลวัวนม มูลควาย เพราะจะทำให้ต้นได้รับไนโตรเจนมากจนเป็นเหตุให้ต้นเฝือใบ แตกใบอ่อนขณะออกดอกติดผล และมีรสเปรี้ยวได้

แนะนำให้ใส่ปุ๋ยคอกที่มีฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูง เช่น มูลไก่ไข่ มูลไก่เนื้อ มูลนกกระทา แล้วเสริมด้วยมูลค้างคาว แต่ก็ไม่ควรใส่มากเหมือนไม้ผลอื่นๆ เพราะนอกจากยังมีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบอยู่บ้างแล้ว งานตัดแต่งกิ่งมะขามหวาน

คุณคนึง อธิบายว่า มะขามหวานเป็นไม้ยืนต้นที่มีใบขนาดเล็ก จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องใบทึบจนแสงแดดส่องเข้าไปในทรงพุ่มไม่ได้ กับทั้งเป็นไม้ผลประเภททิ้งใบแก่จัดเองหลังจากได้ใบอ่อนชุดใหม่เข้ามาแทนแล้ว ดังนั้น การตัดแต่งกิ่งจะกระทำก็ต่อเมื่อต้องการควบคุมขนาดและรูปทรงของทรงพุ่มเท่านั้น ซึ่งจะไม่นิยมตัดแต่งกิ่งหนักเหมือนมะม่วง เพียงตัดแต่งกิ่งในทรงพุ่มออกบ้างเท่านั้นก็เพียงพอ

หรือหากจำเป็นต้องตัดแต่งกิ่งจริงๆ ก็ให้ตัดแต่งเพื่อให้เกิดการแตกยอดใหม่ โดยตัดกิ่งกระโดง กิ่งในทรงพุ่ม กิ่งคดงอ กิ่งชี้ลง กิ่งไขว้ กิ่งหางหนู กิ่งเป็นโรคก็พอ มะขามหวานออกดอกติดผลจากกิ่งแขนงที่ออกมาจากกิ่งประธานทำมุมกว้างกับลำต้นได้ดีกว่ากิ่งแขนงที่ออกมาจากกิ่งประธานทำมุมแคบกับลำต้น

ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม หรือหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว (ช่วงพักต้น) จะตัดแต่งกิ่งเลยก็ได้ แต่ตัดแต่งแล้วไม่ต้องให้น้ำ ปล่อยต้นให้กระทบแล้งตลอดเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม จนหน้าดินแตกระแหงอย่างนั้น กระทั่งถึงประมาณกลางเดือนพฤษภาคม (เริ่มหน้าฝน) จึงเริ่มบำรุงเรียกใบอ่อน ถ้าไม่มีฝนตกก็จะต้องให้น้ำแบบวันต่อวันพร้อมกับให้ปุ๋ยทั้งทางรากและทางใบ

หลังจากที่ต้นได้ผ่านความแห้งแล้ง (พักต้น) อย่างหนักมาก่อนแล้ว เมื่อได้รับน้ำและการบำรุงก็จะแตกใบอ่อนชุดใหม่ทันที นิสัยการออกดอกของมะขามหวานไม่จำเป็นต้องกระทบหนาว แต่ถ้าตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อนช่วงต้นหน้าฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ จะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น

ปัญหาของมะขามหวาน คือโรคราในฝัก

เป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกร ตอนที่เกษตรกรเก็บผลผลิตออกมาขาย แต่มะขามเป็นรา เมื่อผู้บริโภคซื้อไปแล้วเจอรา เกิดความไม่พอใจ พอเจอราก็ไม่ซื้อ ส่งผลให้เกษตรกรขายของไม่ได้ เมื่อเกิดปัญหาเช่นนี้เกษตรกรไม่อยากปลูกต่อ มะขามหวาน พันธุ์ “ประกายทอง” เป็นพันธุ์ที่มีปัญหาเรื่องรามากที่สุด เนื่องจากเปลือกบาง รสชาติหวานจัด กลิ่นหอม เนื้อนุ่ม มีลักษณะเป็นทรายสีน้ำผึ้งออกทรายแดง เมล็ดเล็ก เยื่อหุ้มเมล็ดบาง

ออกดอกเดือนพฤษภาคม สามารถเก็บเกี่ยวฝักได้ประมาณปลายเดือนธันวาคม ด้วยข้อเสียเรื่องเปลือกบาง อ่อนแอต่อการเข้าทำลายของเชื้อราหลังการเก็บเกี่ยวฝักต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ หากเปลือกแตกจะทำให้เสียราคา

ฝักมะขามมีรก 3-4 เส้น ต่อฝัก ทำให้รับประทานยาก
และเนื่องจากเป็นมะขามที่มีฝักขนาดใหญ่ และติดฝักดกสม่ำเสมอจึงต้องให้ปุ๋ยอย่างเพียงพอเพื่อไม่ให้รสชาติเปลี่ยนแปลง จะพบได้ว่าเมื่อประกายทองออกมา ต้องมีรา จนกลายเป็นคำขวัญว่า ประกายทองดีต้องมีรา

มะขามหวานประกายทองเป็นพันธุ์ที่มีเนื้อเยอะสุด รสชาติหวานสุด และก็รามากสุด พันธุ์อื่นราไม่ขึ้นเพราะออกดอกช้ากว่า แต่พันธุ์ประกายทองออกดอกตั้งแต่หน้าฝน ไหลไปตามหยดน้ำบนกิ่งไปยังฝักมะขามเข้าทางขั้วผลหรือผ่านทางเปลือกฝัก เพราะฉะนั้นเกษตรกรจึงไม่สนใจพันธุ์นี้ หันมาปลูกพันธุ์อื่นแทน

แต่พันธุ์ประกายทองถ้าจะแก้ไขปัญหาคือ ใช้สารป้องกันและกำจัดโรคพืชที่เหมาะสม ซึ่งตัวที่ได้ทดลองและได้ผลดีที่สุดคือ “สารเเมนโคเซบ” วิธีใช้สารฉีดพ่นป้องกันกำจัดเชื้อราด้วยเมนโคเซบ (เช่น แมนเซท-ดี) ฉีดพ่นสารตั้งแต่ช่วงเริ่มออกดอก 1 เดือน ฉีดพ่น 1 ครั้ง ฉีดทั้งหมด 3 ครั้ง ก่อนเก็บเกี่ยวจะได้ผลค่อนข้างดีหรือตามความเหมาะสม

การเก็บฝักมะขามหวาน

คุณคนึง อธิบายว่า ต้องพิจารณาดูเป็นต้นๆ หรือเป็นฝักๆ ไป บางทีอาจจะแก่เก็บได้ไม่พร้อมกัน ฝักปลายๆ หรือด้านนอกพุ่มมักจะแก่ก่อนโดยสังเกตจากสีของฝัก ความเหี่ยวของก้านฝัก และลักษณะอื่นๆ ซึ่งต้องใช้ความชำนาญ หรือประสบการณ์ จะต้องเก็บทีละฝัก โดยใช้มีดหรือกรรไกรตัดออกจากต้น

นำฝักมะขามหวานที่เก็บได้ไปกองผึ่งตากแดดไว้สัก 2-3 วัน เพื่อให้ความชื้นในฝักมีอยู่พอสมควรลดลง จึงตัดแต่งก้านหรือขั้วฝักมะขาม แล้วบรรจุถุงตาข่ายหรือกล่องจำหน่ายได้ กรมส่งเสริมการเกษตรเตือนเกษตรกรชาวสวนมะม่วงระวังโรคแอนแทรคโนสบุกทำลายผลผลิตในช่วงร้อนชื้น

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเตือนเกษตรกรชาวสวนมะม่วงในทุกภาคของประเทศไทยว่า เนื่องจากในช่วงนี้หลายพื้นที่มีฝนตก สภาพอากาศร้อนชื้น ให้ระวังการเข้าทำลายของโรคแอนแทรคโนสมะม่วง โดยเฉพาะมะม่วงที่อยู่ในช่วงใกล้เก็บเกี่ยวและเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิต

ซึ่งการทำลายของโรคเกิดได้กับทุกส่วนของมะม่วงและทุกระยะการเจริญเติบโต สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Colletotrichum gloesporioides Penz. อาการที่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า คือ ที่ใบอ่อนจะเกิดแผลสีน้ำตาล ขอบแผลสีน้ำตาลเข้ม ขนาดแผลไม่แน่นอน เมื่อแผลขยายติดกันจะเกิดอาการไหม้ บิดเบี้ยว

บริเวณต้นอ่อนและกิ่งอ่อน ก้านช่อดอกจะพบจุดแผลหรือ
ขีดขนาดเล็กสีน้ำตาลแดงประปราย ขยายออกตามความยาว แผลบนต้นหรือกิ่งที่อ่อนมาก ๆ จะลุกลามทำให้กิ่งแห้ง เน่าดำทั้งต้น สำหรับบริเวณด้านบนของก้านช่อดอก จุดแผลมักขยายเชื่อมติดกัน เกิดอาการก้านช่อดำ กลีบดอกและผลอ่อนที่ถูกทำลายจะเป็นสีดำ และหลุดร่วง ผลแก่และผลสุกหลังเก็บเกี่ยวจะเกิดจุดแผลสีน้ำตาลถึงดำ แผลยุบตัวลึกลงไปในเนื้อผลมะม่วง ขนาดแผลไม่แน่นอนและลุกลามอย่างรวดเร็ว บริเวณกลางแผลอาจพบเมือกสีส้ม

วิธีการป้องกันกำจัดนั้น Royal Online แนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจสวนมะม่วงอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง กำจัดวัชพืชภายในสวนให้สะอาด ตัดแต่งกิ่งมะม่วงให้โปร่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทไดดี และตัดแต่งกิ่งก้านและใบที่เป็นโรคนำไปฝังหรือเผาทำลาย เพื่อไมให้เป็นแหล่งของเชื้อที่อาจแพรระบาด
ในสวนมะม่วงได้

กรณีจำเป็นต้องใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช สามารถเลือกพ่นสารกำจัดได้สองชนิด ได้แก่ ชนิดดูดซึม เช่น เบนโนมิล, คารเบนดาซิม, อะซอกซี่สะโตรบิน, ไธโอฟาเนท-เมทธิล และโปรคลอราช หรือชนิดที่ไมดูดซึม เชน คอปเปอรออกซีคลอไรด, แมนโคเซบ, โปรพิเนบ และแคปแทน โดยชนิดดูดซึมจะเหมาะสมสำหรับพ่นในช่วงฝนชุกหรือใกล้เก็บเกี่ยว เพราะช่วยลดปัญหาการเกิดผลเน่าได้

ส่วนในระยะอื่นควรพ่นสารสลับกันบ้างทั้งชนิดดูดซึม และชนิดไม่ดูดซึม เพื่อป้องกันการปรับตัวต้านทานสารกำจัดของโรคพืช ทั้งนี้ ให้ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชอัตราตามคำแนะนำในฉลาก รองอธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคแอนแทรคโนสมะม่วง จัดเป็นโรคที่สำคัญในระยะใกล้เก็บเกี่ยว และหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตมะม่วง ซึ่งเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการส่งผลผลิตไปจำหน่ายทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ

โดยเฉพาะมะม่วงที่ใช้รับประทานแบบผลสุก และเปลือกบางจะถูกเชื้อเข้าทำลายได้ง่าย เช่น พันธุ์น้ำดอกไม้ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมจากตลาดต่างประเทศ จึงขอให้เกษตรกรหมั่นสำรวจสวนมะม่วงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มพบอาการของโรค ให้รีบขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อหาทางควบคุมและดำเนินการป้องกันกำจัดทันที

กลุ่มนักศึกษาภาควิชาอาหารและโภชนาการ ของวิทยาลัยเทคโน

ประกอบด้วย น.ส. เพลินพิศ พิพัฒน์ภานุวิทยา และ น.ส. อารีรัตน์ ธนูทอง ได้นำเส้นอุด้งมาประยุกต์ดัดแปลง โดยการนำผงชาโคลมาผสมเข้าไปในเส้นอุด้ง เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแปลกใหม่ เพราะชาโคล หรือ “ถ่าน” ที่เผาจากต้นไผ่ มีคุณสมบัติสูงในการดูดซับสารพิษในร่างกายได้ กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต บำรุงผิวพรรณให้สดใส ลดคอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดี จึงเป็นที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพและความงาม

กลุ่มนักศึกษาได้ช่วยกันพัฒนาผลิตภัณฑ์เส้นอุด้งชาโคล โดยใช้

วัตถุดิบคือ

แป้งสาลี 180 กรัม
ผงชาโคล 10 กรัม
ไข่ขาว 30 กรัม
เกลือ 10 กรัม
น้ำเปล่า 200 กรัม
วิธีทำ

เริ่มจาก นำส่วนผสมทั้งหมดเทรวมกันแล้วนวด คลึงให้เป็นแผ่นยาว นำแป้งมาตัดให้เป็นเส้นและนำไปต้ม 10 นาที

ผลการทดสอบพบว่า ผู้บริโภคมีความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์เส้นอุด้งชาโคลอยู่ในระดับดี การบริโภคอุด้งชาโคล ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค จะได้รับคุณค่าโภชนาการ 88.60 กิโลแคลอรี โดยปริมาณสารอาหารที่ได้รับคือ ไขมัน 14% คาร์โบไฮเดรต 14% และโปรตีน 72%

ตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม นับเป็นแหล่งผลิตส้มโอ ที่มีชื่อเสียงของไทย สร้างรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นอย่างมหาศาลในแต่ละปี เพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่ออาชีพการทำสวนส้มโอ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เดินหน้าพัฒนาให้ส้มโอขาวใหญ่เป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม และพัฒนาการผลิตส้มโอแบบครบวงจร

ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ส่งเสริมให้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ส้มโอขาวใหญ่ ตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรในท้องถิ่นและผู้สนใจทั่วไปได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการปลูกดูแลส้มโออย่างถูกต้องเหมาะสม

การผลิตส้มโอของจังหวัดสมุทรสงคราม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สำรวจการผลิตส้มโอของจังหวัดสมุทรสงคราม ในปี 2560 พบว่า มีพื้นที่ปลูกส้มโอ 12,995 ไร่ ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกส้มโอ (S1) มีพื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว จำนวน 12,495 ไร่ ปริมาณผลผลิต 19,367.25 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,033 ผล ต่อไร่ ต่อปี หรือ 1,550 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี (ขนาดผล น้ำหนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม ต่อผล)

โดยส้มโอที่นิยมปลูกมากที่สุดคือ พันธุ์ขาวใหญ่ ซึ่งเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสภาพดิน ส่วนพันธุ์อื่นๆ ที่มีปลูกบ้างในพื้นที่ดังกล่าว มีปริมาณเล็กน้อย ได้แก่ พันธุ์ขาวน้ำผึ้ง และพันธุ์ทองดี ปัจจุบัน “ส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม” ได้รับอนุมัติให้ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical indication : GI) คลอบคุลมพื้นที่ 14,000 ไร่

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเป้าหมายในการลดต้นทุนการผลิต ร้อยละ 10 จากเดิม 15,000 บาท ต่อไร่ ต่อปี เป็น 14,500 บาท ต่อไร่ ต่อปี โดยต้นทุนการผลิตที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดคือ ต้นทุนเรื่องการใช้ปุ๋ย และต้นทุนเรื่องการใช้สารเคมีกำจัดแมลง มีแนวโน้มลดลงทุกปี ตั้งแต่เริ่มเข้าโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ อีกทั้งยังมีเป้าหมายในการเพิ่มผลผลิต ร้อยละ 20 โดยเพิ่มผลส้มโอเฉลี่ยจาก 1,500 กิโลกรัม ต่อไร่ เป็น 1,800 กิโลกรัม ต่อไร่

หลังจากเข้าร่วมโครงการ ปริมาณผลผลิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีการผลิตมาใช้ในการเพิ่มปริมาณผลผลิต เช่น เทคนิคการตัดแต่งกิ่ง เทคนิคการลอกเลน การใส่ปุ๋ยตามช่วงอายุ และการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มมูลค่าผลผลิตในการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้า GAP ให้ครบทุกแปลง และการพัฒนาเป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม ผิวสีเขียว จำหน่ายลูกละ 145 บาท

ทั้งนี้ เกษตรกรชาวสวนส้มโอส่วนใหญ่วางแผนบริหารจัดการ ให้ต้นส้มโอมีผลผลิตออกในช่วงที่ตลาดต้องการ เช่น ในช่วงเทศกาลตรุษจีนและช่วงเทศกาลสารทจีน การวางแผนการผลิตให้ส้มโอไม่ออกผลในช่วงเดือนธันวาคม-เดือนมกราคม เนื่องจากช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ส้มโอมีราคาตกต่ำเป็นประจำทุกปี และรสชาติของผลส้มไม่อร่อย จะเปรี้ยวกว่าในช่วงเวลาอื่นๆ

ด้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สนับสนุนให้เกษตรกรผลิตสินค้ารองเพื่อเสริมรายได้ เช่น ส้มแก้ว ม่าเหมี่ยว กล้วย ลิ้นจี่ มะพร้าว พัฒนาสมาชิกแปลงใหญ่ให้เป็น Smart Farmer ทุกราย การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ถุงบรรจุส้มโอ กล่องส้มโอบรรจุส้มโอเกรดพรีเมี่ยม และกล่องส้มโอบรรจุส้มโอสีทอง การรับรองมาตรฐานสินค้าโดยใช้สติ๊กเกอร์รับรองคุณภาพ และสติ๊กเกอร์วอยซ์รับรองคุณภาพ เพื่อใช้ในกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ (trace ability) การใช้ QR code ทำให้ทราบข้อมูลแหล่งผลิต และแหล่งที่มาของสินค้า และได้รับอนุมัติให้ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ส่งเสริมการพัฒนาช่องทางการตลาดในการผลิตส้มโอเกรดพรีเมี่ยม สีเขียว และส้มโอสีทอง ส่งบริษัทเอกชนในพื้นที่ ซึ่งมีห้างโมเดิร์นเทรดในกรุงเทพฯ จำนวน 34 สาขา และการจำหน่ายให้พ่อค้าคนกลาง

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วางแผนพัฒนาแปลงใหญ่ส้มโอ ตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ให้เป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม ส้มโอสีเขียว ส้มโอสีทอง พัฒนาให้เป็นสินค้าอินทรีย์ และพัฒนาการผลิตส้มโอแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตจนถึงขั้นตอนการจำหน่าย และการแปรรูป

นอกจากนี้ จะมีการเพิ่มมูลค่าส้มโอ โดยการแปรรูปสิ่งที่เหลือจากส้มโอ การพัฒนา Young Smart farmer สร้างเครือข่ายกับกลุ่มแปลงใหญ่ส้มโอในพื้นที่ใกล้เคียงและกลุ่มในจังหวัด ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวในตำบล และพัฒนาแปลงใหญ่ส้มโอ ตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เป็นโรงเรียนเกษตรกรส้มโอ และพัฒนา Young Smart Farmer ให้เป็น Smart Farmer ด้านส้มโอ ในอนาคต

แนะวิธีรับมือโรคแคงเคอร์

โรคแคงเคอร์ สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืชตระกูลส้ม สังเกตได้จากอาการบนใบ เริ่มแรกมีจุดฉ่ำน้ำ ต่อมาขยายใหญ่เป็นจุดแผลนูนฟูขึ้นคล้ายฟองน้ำสีเหลืองอ่อน จากนั้นแผลจะเปลี่ยนเป็นเนื้อเยื่อแข็งสีน้ำตาลเข้ม ตรงกลางแผลยุบตัว ขอบแผลยกตัวขึ้น บริเวณรอบแผลปรากฏวงสีเหลืองล้อมรอบ แผลจุดนูนสีน้ำตาลพบได้ทั้งผิวใบด้านบนและด้านล่าง สามารถเห็นชัดเจนบนผิวใบด้านล่าง แผลเกิดได้ทั้งบนใบและก้านใบ ทำให้ใบเหลืองร่วงก่อนกำหนด บนกิ่ง ลักษณะคล้ายอาการบนใบ แต่ไม่มีวงสีเหลืองล้อมรอบแผล

ต่อมาแผลจะแตกแข็งเป็นสีน้ำตาลขยายรอบกิ่งหรือตามความยาวกิ่ง รูปร่างแผลไม่แน่นอน บนผล ลักษณะคล้ายอาการบนใบ แต่จะเกิดแผลเดี่ยวกลมฝังลึกลงไปในผิว แผลขยายเป็นสะเก็ดใหญ่ มีวงสีเหลืองล้อมรอบ รูปร่างไม่แน่นอน บางครั้งพบผลปริแตกตามรอยแผล หากเกิดโรคในระยะผลอ่อน ทำให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ หากรุนแรงผลจะร่วง

กรมวิชาการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นที่แสดงอาการของโรค ให้เกษตรกรตัดแต่งส่วนที่เป็นโรค เก็บเศษซากพืชที่ร่วงหล่น และกำจัดวัชพืชในแปลงนำไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูกทันที จากนั้นให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชกลุ่มสารประกอบทองแดง เช่น สารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคิวปรัสออกไซด์ 86.2% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10-15 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ 77% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15-20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7-10 วัน จำนวน 2-3 ครั้ง และควรเลือกใช้กิ่งพันธุ์จากแหล่งปลูกที่ไม่มีการระบาดของโรคนี้ หรือใช้กิ่งพันธุ์ที่ไม่มีร่องรอยการติดเชื้อ หลีกเลี่ยงการนำกิ่งพันธุ์จากต้นที่เป็นโรคไปปลูกใหม่

นอกจากนี้ ในระยะที่พืชตระกูลส้มแตกใบอ่อนให้เกษตรกรกำจัดหนอนชอนใบที่เป็นพาหะเชื้อสาเหตุโรคนำมาทำลายทิ้ง เนื่องจากรอยทำลายของหนอนชอนใบเป็นช่องทางให้เชื้อสาเหตุโรคเข้าทำลายพืช และส่งผลให้อาการโรครุนแรงลุกลามอย่างรวดเร็ว หากพบให้พ่นด้วยปิโตรเลียมสเปรย์ออยล์ 83.9% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโคลไทอะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 5 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

หรือสารอิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 2 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 8 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไทอะมีทอกแซม 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 5 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งหลังใบและหน้าใบ กรณีพบว่า ยังมีการระบาดของหนอนชอนใบ ให้พ่นซ้ำ และควรทำความสะอาดเครื่องมืออุปกรณ์ทางการเกษตรที่ใช้กับต้นเป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่กับต้นปกติทุกครั้ง

ในอดีตประเทศไทยปลูกทุเรียนพื้นบ้านหลายร้อยสายพันธุ์ โดยนำมาปลูกเชิงการค้าประมาณ 60-80 พันธุ์เท่านั้น แต่ปัจจุบันทุเรียนพื้นบ้านซึ่งเป็นสายพันธุ์โบราณเหล่านั้นปลูกน้อยลงและหายาก บางสายพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากเกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกพันธุ์เชิงการค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทุเรียนพันธุ์พันธุ์หมอนทอง รองลงมาคือ ทุเรียนพันธุ์ชะนี พันธุ์กระดุม และพันธุ์อื่นๆ

ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ในฐานะหน่วยงานหลักของกรมวิชาการเกษตร ที่ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานวิจัยและพัฒนาทุเรียน ได้เห็นถึงความสำคัญของความหลากหลายเชื้อพันธุกรรมทุเรียน จึงได้ทำการรวบรวมพันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านกว่า 600 สายพันธุ์ไว้เป็นแหล่งพันธุกรรมทุเรียนเพื่อการอนุรักษ์และนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ทุเรียนในอนาคต

ตลอดระยะเวลา 51 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ยังเป็นศูนย์วิจัยพืชสวนพลิ้ว เมื่อปี 2510 จนถึงปัจจุบัน ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีได้ปลูกรวบรวมพันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองโบราณไว้ไม่น้อยกว่า 600 สายพันธุ์ ภายใต้โครงการอนุรักษ์เชื้อพันธุกรรมทุเรียน ทำให้ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีกลายเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ทุเรียนมากที่สุดของประเทศไทย

ทุเรียนโบราณสามารถผลิตเชิงการค้าได้ทุกสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นทุเรียนพันธุ์กบแม่เฒ่า กบชายน้ำ กบพิกุล ก้านยาว ชมพูศรี ชะนี ลวง ฯลฯ เนื่องจากทุเรียนโบราณเหล่านี้ปลูกกันน้อยแต่มีรสชาติอร่อย ทำให้เกษตรกรสามารถขายทุเรียนพันธุ์โบราณได้ในราคาแพง หลายคนเอาเงินมาวางกองข้างหน้าแต่ไม่สามารถซื้อกินได้ เพราะของดีมีน้อย ใครอยากกิน ต้องเข้าคิวจองล่วงหน้ากันข้ามปีทีเดียว

“กบสุวรรณ” แหล่งที่พบ จังหวัดนนทบุรี จันทบุรี ระยอง ลักษณะผลรูปรี เนื้อละเอียด สีเหลือง กลิ่นแรง รสหวานปานกลาง “ก้านยาวสีนาค” เพาะจากเมล็ดพันธุ์ก้านยาว แหล่งที่พบ คลองซ่อน จังหวัดนนทบุรี ลักษณะผลกลมรี เนื้อหยาบ กลิ่นปานกลาง รสหวานมันพอดี

“จอกลอย” แหล่งที่พบ จังหวัดระยอง นนทบุรี ลักษณะผลรูปรี เนื้อหยาบ กลิ่นอ่อน รสมันมากกว่าหวาน “ชายมะไฟ” เพาะจากเมล็ดพันธุ์กำปั่นขาว แหล่งที่พบจังหวัดจันทบุรี ปราจีนบุรี ลักษณะผลขอบขนาน เนื้อหนาละเอียด สีเหลืองจัด กลิ่นแรง รสหวานมากกว่ามัน “ดาวกระจาย” เพาะจากเมล็ดกำปั่นขาว แหล่งที่พบ ตำบลบางบำรุง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ลักษณะผลรูปไข่กลับ

“ต้นใหญ่” ลักษณะผลรูปไข่กลับ เนื้อละเอียด สีเหลือง กลิ่นอ่อน รสมันมากกว่าหวาน “ตะพาบน้ำ” แหล่งที่พบ บางกอกน้อย กรุงเทพฯ ลักษณะผล ผลทรงกลมแป้น เนื้อหยาบ กลิ่นอ่อน รสมันมากกว่าหวาน “นมสวรรค์” แหล่งที่พบ จันทบุรี ลักษณะผลรูปรี เนื้อละเอียด สีเหลือง กลิ่นปานกลาง รสหวานมันพอดี

“หมอนทองสันต์จันทบุรี” ลักษณะเนื้อหนา สีเหลืองเข้ม เนื้อละเอียด เส้นใยน้อย มีการสุกสม่ำเสมอทั้งผล

“ชะนีชาญชัยจันทบุรี” ลักษณะเนื้อหนา หวานมันพอดี เนื้อแห้ง เส้นใยน้อย เปอร์เซ็นต์เมล็ดลีบสูง

“ก้านยาวอารีจันทบุรี” ลักษณะผลใหญ่ เนื้อสีเหลืองเข้ม เนื้อละเอียดและเหนียวมาก เส้นใยน้อย

“พันธุ์ลูกผสมพันธุ์จันทบุรี 1” ผลผลิตออกต้นฤดู อายุเก็บเกี่ยวสั้น 105 วัน หลังดอกบาน สีเนื้อเหลือง รสชาติหวานมัน เนื้อค่อนข้างละเอียด กลิ่นอ่อนมาก เนื้อคงสภาพได้นานหลังปลิงหลุด “พันธุ์ลูกผสมพันธุ์จันทบุรี 2” ผลผลิตออกต้นฤดู อายุเก็บเกี่ยวสั้น 95 วัน หลังดอกบาน ผลเล็ก สีเนื้อเหลือง เข้ม รสชาติหวานมัน เนื้อเหนียวละเอียด กลิ่นอ่อน

“พันธุ์ลูกผสมพันธุ์จันทบุรี 3” ผลผลิตออกต้นฤดู อายุเก็บเกี่ยวสั้น 97 วัน หลังดอกบาน สีเนื้อเหลืองเข้ม รสชาติหวานมัน เนื้อละเอียด เหนียว “พันธุ์ลูกผสมพันธุ์จันทบุรี 4” ลูกผสมของแม่พันธุ์ก้านยาวกับพ่อพันธุ์หมอนทอง อายุเก็บเกี่ยวราว 114 วัน หลังดอกบาน เปอร์เซ็นต์การติดผลดีถึง 10% ให้ผลผลิตสูง ราว 45-60 ผล/ต้น เนื้อในสีเหลืองเข้มสวย เนื้อละเอียดเหนียว มีกลิ่นน้อย และรสชาติหวานมันปนระหว่างก้านยาวกับหมอนทอง

“พันธุ์ลูกผสมพันธุ์จันทบุรี 5” เป็นลูกผสมแม่พันธุ์ก้านยาวผสมปล่อยตามธรรมชาติ อายุเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 104 วันหลังดอกบาน เปอร์เซ็นต์การติดผลดี ประมาณ 7% ให้ผลผลิตสูงราว 50-60 ผล/ต้น น้ำหนักผล 3 กิโลกรัม ทรงผลค่อนข้างกลม เนื้อในสีเหลืองเข้มกว่าพันธุ์ก้านยาว เนื้อเหนียวปานกลาง กลิ่นปานกลางแต่ไม่ฉุน รสชาติค่อนข้างมันมากกว่าหวาน

“พันธุ์ลูกผสมพันธุ์จันทบุรี 6” ลูกผสมของแม่พันธุ์ก้านยาวกับพ่อพันธุ์หมอนทอง อายุเก็บเกี่ยวปานกลาง 115 วันหลังดอกบาน เปอร์เซ็นต์ติดผลอยู่ในเกณฑ์ดี ประมาณ 8% น้ำหนักผล 3 กิโลกรัม ให้ผลผลิต 40-50 ผล/ต้น เนื้อในมีสีเหลืองคล้ายหมอนทอง รสชาติหวานมันมาก เนื้อละเอียดเหนียว และมีกลิ่นปานกลาง

“พันธุ์ลูกผสมจันทบุรี 7” ทรงผลค่อนข้างกลม หนามเล็ก สั้น ขนาดผลปานกลาง น้ำหนักผล เฉลี่ย 2.3 กิโลกรัม เนื้อหนาปานกลาง อายุเก็บเกี่ยวค่อนข้างสั้น 105 วัน หลังดอกบาน โดยดอกบานช่วงเดือนมกราคม เก็บเกี่ยวช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เนื้อมีสีเหลืองสวยสม่ำเสมอ รสชาติหวานมัน เนื้อเหนียวปานกลาง เส้นใยปานกลาง มีกลิ่นอ่อน

“ทุเรียนพันธุ์ลูกผสมจันทบุรี 8” ทรงผลค่อนข้างกลม ขนาดผลปานกลาง น้ำหนักผลเฉลี่ย 2.24 กิโลกรัม เนื้อหนาปานกลาง เมล็ดลีบ อายุเก็บเกี่ยวปานกลางระหว่าง 110-117 วัน หลังดอกบาน หรือเฉลี่ย 114 วัน หลังดอกบาน โดยดอกบานช่วงเดือนมกราคม เก็บเกี่ยวช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เนื้อมีสีเหลืองสวยสม่ำเสมอ รสชาติหวานมันดีมาก เหนียว เนื้อละเอียด เส้นใยปานกลาง มีกลิ่นอ่อน เมื่อสุกเนื้อไม่เละ และเนื้อคงสภาพได้นานหลังเก็บเกี่ยว

“ทุเรียนพันธุ์ลูกผสมจันทบุรี 9” ทรงผลค่อนข้างกลม รูปไข่ ขนาดผลปานกลาง น้ำหนักผลเฉลี่ย 3.43 กิโลกรัม เนื้อหนาปานกลาง มีก้านผลยาว 6.23 เซนติเมตร อายุเก็บเกี่ยวค่อนข้างยาว (138 วัน) เปรียบเทียบกับพันธุ์อีหนัก (ทุเรียนพันธุ์ดั้งเดิมของปราจีนบุรี) เนื้อมีสีเหลืองสวยสม่ำเสมอ รสชาติ หวานมัน เนื้อเหนียวละเอียด เส้นใยปานกลาง มีกลิ่นอ่อน

ผู้สนใจเรื่องทุเรียนพันธุ์โบราณสามารถแวะเยี่ยมชมความมหัศจรรย์พันธุ์ทุเรียนโบราณหลากหลายสายพันธุ์ ของศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีได้ในงาน “เกษตรมหัศจรรย์ 2561” จัดโดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ณ บริเวณสกายฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ระหว่างวันที่ 24-27 พฤษภาคม 2561

ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกทุเรียนคุณภาพ รายใหญ่ที่สุดของโลก ตามด้วยประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ในปี 2560 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกทุเรียน 581,659 ไร่ มีผลผลิต 517,955 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 เนื่องจาก 3-4 ปีที่ผ่านมา ราคาขายของเกษตรกรอยู่ในเกณฑ์ดี แถมมีการขยายพื้นที่การปลูกทุเรียนเพิ่มมากขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับเกษตรกรดูแลเอาใจใส่สวนทุเรียนมากขึ้น มีการปรับปรุงดิน เกิดการรวมกลุ่มผู้ผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อการส่งออก ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมากขึ้น

การส่งออกทุเรียนของไทยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากความต้องการของตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลัก ราคาส่งออกทุเรียนสด ทุเรียนแช่แข็ง และทุเรียนกวน เพิ่มขึ้นตลอด สำหรับปี 2561 คาดว่า ประเทศไทยจะมีพื้นที่ปลูกทุเรียนจำนวน 611,186 ไร่ มีผลผลิตอยู่ที่ 760,032 ตัน ซึ่งเกิดจากการขยายพื้นที่ปลูกใหม่ในปี 2556 จะเริ่มให้ผลผลิตในปีนี้ ส่วนสถานการณ์ส่งออกคาดว่า มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ราคาที่เกษตรกรขายได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

อนุรักษ์ทุเรียนโบราณก่อนสูญพันธุ์ภารกิจเพื่อชาติ ของศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี

ประเทศไทยได้เปรียบในด้านพันธุกรรมพืชที่หลากหลาย ในอดีตไทยปลูกทุเรียนพื้นบ้านหลายร้อยสายพันธุ์ โดยนำมาปลูกเชิงการค้าประมาณ 60-80 พันธุ์เท่านั้น ในปัจจุบันทุเรียนพื้นบ้านซึ่งเป็นสายพันธุ์โบราณเหล่านั้นปลูกน้อยลงและหายาก บางสายพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากเกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกพันธุ์เชิงการค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทุเรียนพันธุ์พันธุ์หมอนทอง รองลงมาคือ ทุเรียนพันธุ์ชะนี พันธุ์กระดุม และพันธุ์อื่นๆ

ขณะเดียวกัน สวนทุเรียนในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งพันธุกรรมสำคัญของทุเรียนไทย ได้ล้มหายไปกลายเป็นหมู่บ้านจัดสรร ทำให้พันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านที่เคยปลูกในอดีตต้องสูญหายไปด้วย ดังนั้น ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ในฐานะหน่วยงานหลักของกรมวิชาการเกษตร ที่ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานวิจัยและพัฒนาทุเรียน ได้เห็นถึงความสำคัญของความหลากหลายเชื้อพันธุกรรมทุเรียน จึงได้ทำการรวบรวมพันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านกว่า 600 สายพันธุ์ไว้เป็นแหล่งพันธุกรรมทุเรียนเพื่อการอนุรักษ์และนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ทุเรียนในอนาคต

51 ปี กับภารกิจพิทักษ์พันธุ์ทุเรียน

เนื้อที่กว่า 280 ไร่ ของศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี นับเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพืชสวนเศรษฐกิจที่สำคัญนานาชนิดของจังหวัดจันทบุรีและทางภาคตะวันออก ทั้งสวนสมุนไพร สวนไม้ดอกไม้ประดับ และสวนผลไม้ เช่น เงาะ มังคุด สะละ ทุเรียน ฯลฯ

คุณศิริพร วรกุลดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี กรมวิชาการเกษตร เล่าให้ฟังว่า นักวิชาการศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ได้ทำการรวบรวมเชื้อพันธุ์ทุเรียนมาตลอดระยะเวลา 51 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ยังเป็นศูนย์วิจัยพืชสวนพลิ้ว เมื่อปี 2510 จนถึงปัจจุบัน ทุกวันนี้ ปลูกและรวบรวมพันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองโบราณไว้ไม่น้อยกว่า 600 สายพันธุ์ ภายใต้โครงการอนุรักษ์เชื้อพันธุกรรมทุเรียน ถือว่า ที่นี่เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ทุเรียนมากที่สุดของประเทศไทย

ศูนย์วิจัยฯ ตระหนักดีว่า ทุเรียนคุณภาพดีที่ผลิตเชิงการค้า ล้วนมาจากทุเรียนสายพันธุ์ดี จึงให้ความสำคัญกับภารกิจการรวบรวมพันธุกรรมสายพันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านจากทั่วประเทศ เช่น จังหวัดนครนายก นนทบุรี ฯลฯ มาปลูกอนุรักษ์ไว้ในพื้นที่แห่งนี้ ปัจจุบันทุเรียนที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นทุเรียนพันธุ์โบราณดั้งเดิมและหายาก เช่น กลุ่มพันธุ์กบ กลุ่มพันธุ์ลวง กลุ่มพันธุ์กำปั่น กลุ่มพันธุ์ทองย้อย

ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีได้เก็บรวบรวมพันธุ์ทุเรียน ทั้งพันธุ์การค้าและพันธุ์โบราณหายากมาปลูกรวบรวมไว้ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายในศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี เพื่อป้องกันปัญหาการสูญพันธุ์ทุเรียนไทยจากปัญหาภัยธรรมชาติ ทางศูนย์ได้กระจายความเสี่ยงโดยนำพันธุ์ทุเรียนบางส่วนไปปลูกอีก 2 แห่ง คือ แปลงทดลองศูนย์พัฒนาไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ห้วยสะพานหิน จังหวัดจันทบุรี และแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี (ทุ่งเพล)

แหล่งกำเนิดดั้งเดิมของทุเรียน

ผอ.ศิริพร กล่าวว่า ทุเรียนเป็นไม้ผลที่มีแหล่งดั้งเดิมในคาบสมุทรมลายู ก่อนจะกระจายพันธุ์ไปยังประเทศต่างๆ สำหรับประเทศไทยคาดว่า ได้รับสายพันธุ์ทุเรียนมาจากประเทศมาเลเซีย โดยเริ่มปลูกครั้งแรกในพื้นที่ภาคใต้ก่อน จากนั้นจึงค่อยนำมาปลูกในพื้นที่ภาคกลาง เช่น จังหวัดนนทบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ก่อนจะขยายไปทั่วประเทศในเวลาต่อมา

ผลกระทบจากปัญหาภัยธรรมชาติ เว็บแทงบอลออนไลน์ ทำให้สายพันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านของไทยจำนวนมากสูญพันธุ์ไปตามกาลเวลา อย่างไรก็ตาม เกษตรกรชาวสวนทุเรียนของไทย เชี่ยวชาญเรื่องการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชอยู่พอสมควร ทำให้มีทุเรียนสายพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยมีความหลากหลายเรื่องพันธุกรรมทุเรียนมากกว่าประเทศอื่นๆ

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีได้ทำหน้าที่ด้านการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ทุเรียนมากกว่า 30-40 ปีมาแล้ว ทำให้มีทุเรียนสายพันธุ์ลูกผสมเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ทุเรียนพันธุ์จันทบุรี 1-9 และกำลังศึกษาทดสอบทุเรียนลูกผสมตัวใหม่อีกหลายสายพันธุ์ คาดว่าจะสามารถเปิดตัวได้ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า

การผลิตทุเรียนโบราณเชิงการค้า

ผอ.ศิริพร มั่นใจว่า ทุเรียนโบราณสามารถผลิตเชิงการค้าได้ โดยยกตัวอย่าง ทุเรียนพื้นบ้านของนนทบุรี ซึ่งเป็นสายพันธุ์โบราณหายาก สามารถปลูกเชิงการค้าได้ทุกสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นทุเรียนพันธุ์กบแม่เฒ่า กบชายน้ำ กบพิกุล ก้านยาว ชมพูศรี ชะนี ลวง ฯลฯ เพียงแต่ว่า ทุเรียนโบราณดังกล่าวไม่ค่อยปลูกกันมากนัก

ทุเรียนพันธุ์โบราณสำหรับบริโภคสด น่าจะมีสายพันธุ์ค่อนข้างเยอะ แต่ทุเรียนที่ปลูกเชิงการค้า ควรมีคุณสมบัติสำหรับบริโภคสดและแปรรูปไปพร้อมกัน ขณะเดียวกัน สามารถส่งออกไปขายได้ไกลๆ หากพิจารณาจากคุณสมบัติดังกล่าวแล้ว ทุเรียนพื้นบ้านที่มีศักยภาพผลิตเชิงการค้าน่าจะเหลืออยู่ได้ไม่กี่พันธุ์ เช่น พันธุ์กระดุม พันธุ์ชะนี พันธุ์ก้านยาว พันธุ์กบชายน้ำ พันธุ์กบแม่เฒ่า พันธุ์กบเล็บเหยี่ยว พันธุ์ฝอยทอง พันธุ์สาลิกา พันธุ์สาวน้อยเรือนงาม เป็นต้น ซึ่งศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ได้ผลิตกิ่งพันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านเหล่านี้ออกจำหน่ายให้แก่ผู้สนใจอย่างต่อเนื่องทุกปี

ผอ.ศิริพร เล่าว่า ทุเรียนสายพันธุ์โบราณโดดเด่นเรื่องความทนทานโรค-แมลงและการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อม เพราะถูกทดสอบและคัดเลือกพันธุ์มาจากเกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนในอดีต ช่วงที่นักวิชาการไปเก็บรวบรวมพันธุ์ทุเรียนโบราณจากแหล่งผลิตที่มีอายุการปลูก 40-50 ปี ขณะที่บางสวนมีทุเรียนต้นพ่อแม่พันธุ์ที่มีอายุมาก 100-200 ปีก็เคยเจอมาแล้ว

ทุเรียนโบราณที่ผ่านการคัดเลือกพันธุ์ และปลูกเชิงการค้าในปัจจุบัน ถือว่าต้านทานโรคได้ค่อนข้างดี ทุเรียนบางสายพันธุ์มีเมล็ดลีบทั้งลูก บางชนิดมีเนื้อสีอ่อน ฯลฯ นับว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับใช้ปลูกเป็นต้นตอในเรื่องวิจัยปรับปรุงพันธุ์ทุเรียนลูกผสมของศูนย์แห่งนี้ เพื่อให้ได้ทุเรียนลูกผสมพันธุ์ใหม่ ที่มีลักษณะเด่นตรงกับความต้องการของตลาดคือ เนื้อหนา รสชาติอร่อย เมล็ดลีบ กลิ่นอ่อน และต้านทานโรคแมลงได้ไปพร้อมๆ กัน

มีงานวิจัยพบว่าน้ำชะพลูลดน้ำตาลในเลือดของกระต่าย

ที่เป็นเบาหวานได้ แต่ไม่สามารถลดน้ำตาลในเลือดของกระต่ายปกติได้ วิธีใช้ นำชะพลูทั้งต้นตลอดถึงราก 1 กำมือ พับเถาเป็น 3 ทบ ใช้ตอกไม้ไผ่มัดเป็น 3 เปลาะ ใส่หม้อต้มกับน้ำพอท่วม ต้มจากน้ำ 3 ส่วน เหลือ 1 ส่วน ดื่มครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร

ผักเชียงดา มีผลช่วยป้องกันการดูดซึมของน้ำตาล ฟื้นฟูเซลล์ตับอ่อนที่สร้างอินซูลิน และลดน้ำตาลในเลือดได้ วิธีใช้ให้ใช้ใบแห้งชงดื่มเป็นน้ำชา ครั้งละ 4 กรัม วันละ 2-3 ครั้ง หรือรับประทานเป็นผักในมื้ออาหาร

ตำลึง มีการใช้เป็นยารักษาเบาหวานมานานนับพันปี จากการทบทวนผลการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของทีมนักวิชาการจาก Harvard Medical School พบว่า ตำลึงและโสมมีหลักฐานสนับสนุนประสิทธิผลที่ดีที่สุดจากการที่มีการออกแบบการทดลองได้อย่างเหมาะสม ตำลึงแสดงผลการลดน้ำตาลทั้งในสัตว์ทดลองและในคน ตำลึงให้ผลลดน้ำตาลทั้งส่วนที่เป็นใบ ราก ผล โดยใช้เถาแก่ๆ ประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ หรือน้ำคั้นจากผลดิบ ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น

คุณภัทร พูลทวี อยู่บ้านเลขที่ 6/2 หมู่ที่ 4 ตำบลศรีษะทอง อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่เริ่มทำงานได้ก็เลือกอาชีพทางการเกษตรเป้นงานหลัก โดยในช่วงแรกจะเลือกปลูกฝรั่งแป้นสีทองเพื่อสร้างรายได้ แต่ต่อมาจึงได้เลิกปลูกไปเพราะมองว่าฝรั่งค่อนข้างที่จะดูแลยากในการจัดการ และไม่สามารถปลูกพืชอื่นทดแทนได้ จึงได้เลือกพืชที่สามารถปลูกแบบหมุนเวียนได้ จึงได้เลือกเป็นพืชผักในการทำสวนในเวลาต่อมา

“เปลี่ยนจากไม้ผลมาเลือกปลูกพืชผัก โดยช่วงนี้ก็จะปลูกมะเขือยาว เพราะราคาค่อนข้างดี โดยเลือกสายพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพมาปลูก โดยใช้ตอมะเขือพวงและเอายอดของมะเขือยาวมาเสียบลงไป ก็จะช่วยทำให้ต้นมะเขือยาวที่ปลูกมีความแข็งแรง ทนโรค และเจริญเติบโตให้ผลผลิตที่ดี เราสามารถนำมาปลูกได้อย่างต่ำประมาณ 8 เดือน – 1 ปี” คุณภัทร บอก

เนื่องจากพื้นที่เป็นร่องสวนเดิมที่ปลูกฝรั่งอยู่แล้ว จึงไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่อะไรมาก เพราะมองว่าหากมีการปรับเป็นสภาพแปลงสวนผักทั่วไป เมื่อเวลาที่ฝนตกลงมาจะไม่ได้สามารถระบายน้ำได้ดีเหมือนการปลูกแบบมีร่อง โดยสันร่องมีความกว้างอยู่ที่ 2.5 เมตร ก่อนที่จะนำต้นมะเขือยาวลงมาปลูก จะปรับปรุงบำรุงดินด้วยการใส่ปุ๋ยขี้ไก่ลงไปช่วยด้วย

จากนั้นนำต้นมะเขือยาวที่เสียบยอดจนสนิทดีแล้ว มาปลูกลงในร่องให้ระยะห่างอยู่ที่ 2 เมตร เมื่อปลูกได้ 15 วัน จะใส่ปุ๋ยสูตร 24-7-7 ลงไป เพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของต้น เมื่อต้นมะเขือยาวได้อายุ 2 เดือนก็จะออกดอกติดผลให้ได้เก็บผลไปขายได้

“ที่นี่ถือว่าดินดี หลังผมปลูกไปได้ 2 เดือนครึ่ง ก็จะสามารถตัดมะเขือยาวมีดแรกขายได้แล้ว พอเราตัดไปเรื่อยๆ มันก้จะแตกกิ่งใหม่ เราก็จะได้ผลมาตัดขายได้เรื่อยๆ ซึ่งที่นี่ก็จะตัดทุก 3 วันครั้ง ช่วงที่ตัดก็จะเติมปุ๋ยขี้ไก่อัดเม็ดลงไปด้วย เพื่อให้ต้นมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และช่วงที่ต้องระวังให้มากก็คือเพลี้ยไฟ จะระบาดช่วงหน้าร้อน เราก็จะต้องมีการป้องกันด้วย ก็จะทำให้ผลผลิตเราไม่เกิดความเสียหาย” คุณภัทร บอก

โดยตลาดส่วนใหญ่จะส่งขายให้กับผู้ที่รับซื้ออยู่ในจังหวัดนครปฐม โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางก็จะช่วยในเรื่องของการถูกกดราคาได้ค่อนข้างมาก สามารถขายได้กิโลกรัมละ 12 – 32 บาท โดยราคาสามารถขึ้นลงได้ตามกลไกของตลาด

ณ เวลานี้ การทำเกษตรจึงเป็นงานอิสระที่เขาบอกว่าทำแล้วมีความสุข เพราะสามรถเป็นผู้กำหนดเรื่องเวลาการทำงานได้ ถ้าอยากมีรายได้มากก็สามารถทำให้มีผลผลิตที่มากขึ้น ถึงเหนื่อยแต่ก็คุ้มค่ากับแรงที่ลงทุนไป ดังนั้นการทำเกษตรหากมีใจที่รักและชอบ ยังไงก็ประสบผลสำเร็จได้อย่างแน่นอน

แม่ฮ่องสอน เป็นอีกจังหวัดทางภาคเหนือตอนบนที่ประกอบด้วยประชากรหลายชาติพันธุ์ มีพื้นที่เป็นทิวเขาสูงสลับซับซ้อน มีอาชีพเกษตรกรรม ทั้งปลูกพืช ทำนา เลี้ยงสัตว์ พร้อมกับส่งเสริมให้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลายชนิด แต่เนื่องจากการคมนาคมของพื้นที่บางแห่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมของชาวบ้าน จนทำให้กระทบต่อรายได้ครัวเรือน

อย่างที่ ตำบลหมอกจำแป่ ซึ่งมีสภาพพื้นที่เป็นภูเขา สลับกับบางส่วนเป็นที่ราบเชิงเขา และที่ราบแอ่งกระทะ ชาวบ้านมีอาชีพเกษตรกรรม ได้แก่ การทำนา ปลูกงา ปลูกกระเทียม ฯลฯ แต่ยังขาดการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมอย่างดีพอ ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านและคนในท้องถิ่นจึงร่วมแรงใจกันหาแนวทางเพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิต ไม่ว่าจะเป็นการทำนา ปลูกพืชไร่ รวมถึงยังแสวงหาพืชเศรษฐกิจอีกหลายชนิดมาปลูกเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง พระอติเทพ จิตตฺมโน จากสำนักสงฆ์บ้านทบศอก ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือชาวเขาที่อาศัยในหมู่บ้านห้วยโป่งอ่อน กับหมู่บ้านทบศอก ที่ประสบปัญหารายได้จากอาชีพเกษตรกรรมไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ด้วยการนำวิถีการทำเกษตรแบบดั้งเดิมผสมผสานกับการปลูกพืชเศรษฐกิจพร้อมดึงการตลาดสมัยใหม่นำร่อง

พระอติเทพ เป็นชาวกรุงเทพฯ ไปบวชที่วัดจังหวัดระยอง จากนั้นออกเดินทางไปจำพรรษายังวัดสาขาต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อปฏิบัติธรรม กระทั่งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ได้เดินทางมาที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อมาเตรียมสถานที่ไว้สำหรับเพื่อให้พระรูปอื่นมาปฏิบัติธรรม ระหว่างนั้นพบว่าชาวบ้านขัดสนรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ถึงแม้จะมีอาชีพเกษตรกรรมทำอยู่ แต่ก็เพียงประทังชีวิตโดยแทบจะไม่เหลือพอสำหรับใช้สอยอย่างอื่น

“เจตนาคือ ต้องการมาสร้างสำนักสงฆ์ก่อน แต่พอพบว่าชาวบ้านที่อาศัยในพื้นที่โดยรอบเกิดความเดือดร้อนเรื่องการทำเกษตรกรรม อีกทั้งก็เป็นปัญหาทางการสื่อสารระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รัฐ ฉะนั้น จึงอาสาเป็นคนกลางเพื่อประสานงานให้กับคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นจากสำนักงานเกษตรที่สูง ป่าไม้ ชลประทาน ที่จะเข้ามาอำนวยความสะดวกแก่ชาวบ้าน ขณะเดียวกันต้องการให้สำนักสงฆ์เป็นศูนย์กลางแก่ชาวบ้านและเด็ก”

พระอติเทพ เล่าว่า ชาวเขาที่นี่เป็นชาวกะเหรี่ยงแดง มักจะปิดตัวเองจากสังคมภายนอก จึงเกิดผลกระทบของการพัฒนาวิทยาการและเทคโนโลยีด้านต่างๆ จนเกิดความล้าหลัง แต่ถึงกระนั้นพวกเขายังอนุรักษ์วิถีการทำเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมด้วยการให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งพันธุ์พืชและแรงงาน อีกทั้งความเป็นอยู่แต่เดิมของชาวเขาเหล่านี้ปลูกพืชผักเพื่อบริโภค อย่าง ข้าวดอย งา และกระเทียม ซึ่งผลผลิตมีคุณภาพในระดับหนึ่ง

“เมื่อคราวที่เพิ่งเดินทางมาจำวัดได้ลองฉันท์ข้าวดอยเป็นครั้งแรก ต้องบอกว่า อร่อยมาก มีคุณภาพและรสชาติเหมือนกับข้าวญี่ปุ่น มีลักษณะเมล็ดสั้น เหนียวนุ่ม หอม มียางในเมล็ด มีสีน้ำตาลนวล จากนั้นจึงส่งไปให้ร้านอาหารญี่ปุ่น ที่เชียงใหม่ ทดสอบลองชิม ปรากฏว่ามีรสชาติเหมือนกัน ดังนั้น ถ้าช่วยส่งเสริมการปลูกให้มีมาตรฐานมากขึ้น เห็นว่าแนวโน้มสามารถส่งขายที่ญี่ปุ่นได้ไม่ยาก”

พระอติเทพ ชี้ว่าการปลูกข้าวดอยของชาวเขาบนพื้นที่แห่งนี้ต้องปลูกบนเนินเขาที่สูงชันมาก อาศัยเพียงน้ำฝนเท่านั้น ปุ๋ยแทบไม่ต้องใส่ อาศัยดินดี ลักษณะการปลูกข้าวดอยจะต้องปลูกแบบหมุนเวียนแปลงทุก 4 ปี ในจำนวน 4 แปลง เพื่อต้องการให้ดินได้พัก แล้วสะสมอาหาร ตลอดจนเลี่ยงการเจอโรค

นาข้าว ในพื้นที่ 1 ไร่ มีผลผลิตประมาณ 100 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าไม่น้อย ทั้งนี้เพราะการปลูกข้าวบนเนินภูเขาที่มีความลาดชัน ประมาณ 45 องศา ไม่สามารถนำเครื่องจักรเข้าไปใช้งานได้ จะต้องเจาะหรือขุดเป็นหลุมขนาดเล็กแล้วนำเมล็ดพันธุ์ข้าวหยอดลงไปในหลุม ฉะนั้นต้องใช้ความพยายาม อดทน ขยัน

อีกทั้งงานทุกอย่างล้วนต้องใช้มือกับอุปกรณ์ที่ประดิษฐ์ขึ้นเท่านั้น แม้การกำจัดหญ้ายังต้องทำถึง 7 ครั้ง กว่าจะปลูกข้าวเสร็จแต่ละรอบ เนื่องจากจะต้องใช้จอบขนาดเล็กค่อยๆ แซะหญ้า สำหรับพื้นที่ปลูกข้าวโดยทั่วไปแล้วชาวบ้านรายหนึ่งจะมีพื้นที่ประมาณซีกหนึ่งของภูเขา โดยน้ำที่ใช้ปลูกข้าวมาจากน้ำฝนเพียงปีละครั้ง ช่วงเวลาลงมือปลูกประมาณเดือนมิถุนายน แล้วเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณเดือนพฤศจิกายน หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว จึงมีการตระเตรียมดินเพื่อปลูกกระเทียมต่อไป

พระอติเทพ ได้เข้ามาช่วยส่งเสริมการขายข้าวดอย ด้วยการเพิ่งเริ่มเปิดตลาดขายเมื่อปีที่แล้ว โดยเป็นการให้จองผลผลิตล่วงหน้าผ่านช่องทางขายออนไลน์ตั้งแต่เริ่มปลูก แล้วมีการติดป้ายชื่อผู้จองไว้ที่แปลง ทั้งนี้ ผู้จองสามารถสอบถามความเคลื่อนไหวของผู้ปลูกได้ตลอดเวลา จนกระทั่งถึงช่วงเก็บผลผลิต หรือหากสนใจต้องการมาเยี่ยมชมแปลงปลูกได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ได้กำหนดราคาขายส่งข้าวดอย กิโลกรัมละ 60 บาท

สำหรับ กระเทียม เป็นพืชอาชีพหลักอยู่แล้ว ชาวเขาปลูกกระเทียมโดยไม่ต้องมีค่าเช่าที่ดิน มีน้ำฟรีจากแหล่งต้นน้ำทางธรรมชาติบนภูเขา จึงช่วยให้ลดต้นทุนได้มาก อีกทั้งคุณภาพกระเทียมดีมาก เพราะคุณภาพดินดี อากาศดี ดังนั้น จึงพยายามผลักดันการตลาดให้ชาวบ้านขายกระเทียมให้ได้มาก

วิธีการส่งเสริมการปลูกกระเทียมยังคงใช้แนวทางรูปแบบตามวิถีดั้งเดิมด้วยการยืมพันธุ์จากชาวบ้านระหว่างกัน ซึ่งรายใดยืมจำนวนเท่าไร เมื่อปลูกเสร็จแล้วก็นำมาคืนเท่ากับจำนวนที่ยืมไป ซึ่งแนวทางนี้ทำให้ชาวบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน แต่ใช้วิธียืมพันธุ์แทน แล้วจะยืมกันต่อๆ ไป ขณะเดียวกันชาวบ้านก็จะทยอยเก็บรักษาพันธุ์ไว้ปลูกในคราวต่อไป หรือพันธุ์กระเทียมที่เก็บไว้อาจแบ่งให้ชาวบ้านรายอื่นยืมไปใช้ก่อน ดังนั้น แนวทางนี้จึงถือเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชนโดยที่ไม่มีการเอาเปรียบกัน แล้วคิดว่าในปี 2561 คาดว่าจะมีปริมาณกระเทียมถึง 300 ตัน อย่างแน่นอน

กระเทียมที่ชาวบ้านปลูกจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยคอก แล้วไม่มีความจำเป็นต้องใส่มาก เพราะเป็นดินดำที่มีคุณภาพดีอยู่แล้ว อีกทั้งการที่มีอากาศเย็นจะช่วยทำให้กระเทียมมีเนื้อแน่น ทั้งนี้พันธุ์กระเทียมจะต้องไม่ปลูกซ้ำที่เดิมเนื่องจากการปลูกพันธุ์เดิมซ้ำๆ จะทำให้ผลผลิตด้อยคุณภาพลงเรื่อยๆ โดยชาวบ้านจะใช้วิธีนำพันธุ์ที่ตัวเองปลูกไปแลกเปลี่ยนพันธุ์ของเพื่อนบ้าน

วิธีปลูกกระเทียม เริ่มจากชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านต่างต้องมาช่วยกันปอกกระเทียมที่จะใช้ปลูก ในแบบ “เอาแรงกัน” โดยจะต้องปอกด้วยมือเท่านั้น ไม่สามารถใช้อุปกรณ์ช่วยได้ เพราะถ้ามีกระเทียมที่ปอกแล้วจำนวนมากก็จะส่งผลเสีย เนื่องจากปลูกไม่ทัน อย่างไรก็ตาม วิถีปลูกกระเทียมของชาวเขาก็จะมีการช่วยเหลือกันทุกบ้าน จึงเป็นการสร้างความสามัคคีให้เกิดกับชุมชน

กระเทียม จะรดน้ำทุก 7 วัน โดยแต่ละคราวต้องรดให้ชุ่มแล้วใช้ฟางข้าวที่เกี่ยวมาคลุมหน้าดินเพื่อรักษาความชื้น ทั้งนี้แนวทางปลูกกระเทียมของชาวเขารุ่นใหม่ จะมีการรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยรองพื้นก่อน ต่างกับสมัยก่อนที่ไม่เคยนำมาใช้ จากนั้นจะใช้การฉีดพ่นด้วยสารอินทรีย์เพื่อป้องกันเชื้อราและโรคเน่า

สำหรับผลผลิตกระเทียมได้ขายไปถึง 2 รอบแล้ว มีกระเทียมขายอยู่สองแบบ คือ แบบสด กับตากแห้ง ในปี 2560 มีปริมาณผลผลิตกระเทียมสด 100 ตัน ราคาขายกิโลกรัมละ 25 บาท ดังนั้น ด้วยราคารับซื้อสูงที่จูงใจจึงทำให้ชาวบ้านหันมาปลูกเพิ่มในปี 2561

ส่วนกระเทียมตากแห้ง ขายกิโลกรัมละ 120 บาท แต่เนื่องจากชาวบ้านมีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ตากกระเทียม หากตากใต้ถุนบ้านก็จะได้รับความชื้นเป็นเชื้อรา ดังนั้น ชาวบ้านมักนิยมขายเป็นกระเทียมสดทันทีที่ถอนจากไร่ เพราะถ้ารอตากแห้งขายราคาจะไม่สูง อีกทั้งมีกระเทียมจากพม่าส่งเข้ามาขายด้วย ซึ่งความเป็นจริงแล้วราคากระเทียมแห้งจะดีกว่ากระเทียมสดหลายเท่า เพียงแต่ต้องรอเวลา ดังนั้น ในตอนนี้จึงหารือกันว่าจะหาพื้นที่เหมาะสมสำหรับสร้างเป็นโรงตากกระเทียมแห้ง เพื่อให้ชาวบ้านได้แบ่งกระเทียมมาตาก

ความได้เปรียบจากอุณหภูมิที่มีความหนาวเย็นเกือบทั้งปีของจังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงเอื้อต่อการปลูกไม้เมืองหนาวได้หลายชนิด ด้วยเหตุนี้พระอติเทพจึงทดลองปลูกข้าวโพด พันธุ์ Pure White Hokkaido เป็นพันธุ์ข้าวโพดของญี่ปุ่นจนประสบผลสำเร็จ แต่ยังไม่สามารถส่งเสริมได้ เพราะต้นทุนค่าพันธุ์สูง ปลูกได้เพียงปีละครั้ง จึงยังไม่สมควรจะเสี่ยง ทั้งนี้หากจะส่งเสริมจริงต้องวางแผนปลูกให้ได้จำนวนมากตามที่ตลาดต้องการ นอกจากนั้น ยังปลูกลาเวนเดอร์ และไม้ดอกเมืองหนาวอีกหลายชนิด ขณะเดียวกันยังวางแผนต่อยอดด้วยการปลูกพืชใบ ผักสวนครัว และสมุนไพร

พระอติเทพ บอกว่า การทำเกษตรกรรมของชาวเขาบนที่สูงเปลี่ยนไปแล้ว การค้าขายผลผลิตเกษตรในยุคใหม่ทำให้ชาวเขาต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากเดิมที่เคยปลูกไว้เฉพาะรับประทานในครอบครัว มาเป็นการวางแผนปลูกเพื่อจำหน่าย เนื่องจากราคาขายผลผลิตพืชผลทางการเกษตรทุกชนิดพร้อมกับความเชื่อมั่นใจว่ามีตลาดรองรับแน่นอนเป็นสิ่งจูงใจให้พวกเขาตื่นตัว ฉะนั้น สิ่งนี้จึงทำให้ชาวบ้านต้องหมั่นฝึกคิดทั้งวิธีปลูกที่สร้างคุณภาพเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจ

“สิ่งที่อาตมาทำอยู่ตอนนี้เพื่อต้องการส่งเสริม แล้วมุ่งเน้นย้ำให้ชาวบ้านทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการใช้บริโภคก่อน เมื่อมีเหลือจึงนำไปขาย อีกทั้งยังแนะนำให้ปลูกพืชหลายชนิด ไม่ควรปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่เสี่ยงต่อความเสียหาย

ขณะเดียวกันพยายามชี้ให้ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์วิถีการทำเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไว้ ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนพันธุ์ การช่วยเหลือกันในชุมชนหรือการเอาแรง เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยหลอมความเป็นหนึ่งเดียวของชุมชนไว้ให้เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ เพราะมาจากความรัก ความสามัคคี เพราะไม่ต้องการให้สังคมยุคใหม่กลืนวัฒนธรรมเก่าแก่ของชาวเขาไป” พระอติเทพ กล่าว

จากอดีตหนุ่มน้อยเมืองดอกคำใต้ เดินทางตามฝันฉีกแนวจากที่พ่อแม่หวังให้เป็นครูไปเรียนเกษตรจากบ้านกร่าง พิษณุโลก ไสใหญ่ นครศรีธรรมราช และบางพระ ชลบุรี ผ่านงานส่งเสริมการเกษตรอย่างโชกโชน สุดท้ายกับตำแหน่งเกษตรจังหวัดตาก ตอนนี้เริ่มสร้างสวนเกษตรที่พร้อมทำรายได้และเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกรเมืองพะเยาและผู้สนใจทั่วประเทศ

คุณประสงค์ ไชยลังกา เกิดที่อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดเชียงราย (ขณะนั้น) ปัจจุบันจังหวัดพะเยา เมื่อสมัยเป็นเด็กดอกคำใต้ถือว่าทุรกันดาร หมู่บ้านไม่มีถนนตัดผ่าน ไม่มีไฟฟ้าใช้ เมื่อเข้าสู่วัยเรียนได้เข้าเรียนที่โรงเรียนพะเยาพิทยาคม เมื่อจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.ศ.3) พ่อแม่และญาติๆ อยากให้ไปเรียนครู เพราะสมัยนั้นครูถือว่าเป็นที่ชาวบ้านเคารพนับถือ แต่คุณประสงค์ สนใจที่จะเรียนเกษตร จึงหนีไปสมัครเรียนที่วิทยาลัยเกษตรกรรมพิษณุโลก หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าเกษตรบ้านกร่าง ในระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.3) เมื่อเรียนที่นี้ก็ประทับใจ อาจารย์ตรีพล เจาะจิตต์ ซึ่งเป็นอาจารย์ที่เก่ง เมื่ออาจารย์ย้ายไปสอนที่วิทยาลัยเกษตรกรรมนครศรีธรรมราช หรือเกษตรไสใหญ่ จึงตามไปสอบเข้าเรียนที่นี่ก็สอบได้จบประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เมื่อมาเรียนที่นี่ด้วยบุพเพสันนิวาสทำให้ได้พบรักกับ คุณจุฑารัตน์ ภรรยาจนครองคู่กันมาจนปัจจุบัน

เมื่อปี 2521 บรรจุเข้ารับราชการที่กรมส่งเสริมการเกษตร ที่อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี จริงๆ แล้วสอบติดหลายหน่วยราชการแต่เลือกที่จะบรรจุที่กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับการสนับสนุนจาก ท่านเยื้อง เกตุแก้ว เกษตรอำเภอชัยบาดาล ในขณะนั้น เป็นอย่างดี ในปี พ.ศ. 2526 ย้ายไปเขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ ซึ่งบางมดแหล่งปลูกส้มที่มีชื่อเสียงอยู่ในเขตนี้ ในราว พ.ศ. 2527-2528 ได้ไปสอบเรียนต่อที่เกษตรบางพระในระดับปริญญาตรี เพราะหากจะเปลี่ยนสายงานเป็นนักวิชาการจะต้องจบปริญญาตรี จริงๆ หลักสูตรตอนนั้นคือ 2 ปี แต่เรียนแค่ปีครึ่งก็จบแล้ว

สมัยก่อนการลาศึกษาต่อต้องลาเต็มเวลาคือ 2 ปี แต่จะไม่ได้รับการพิจารณาการขึ้นเงินเดือน ซึ่งต่างกับปัจจุบันไม่จำเป็นต้องลาเรียนเต็มเวลา เรียนวันเสาร์-อาทิตย์

เมื่อ พ.ศ. 2529 จึงได้ปรับตำแหน่งเป็นนักวิชาการเกษตร พร้อมกับเป็นวิทยากรให้กับกรมส่งเสริมการเกษตรในเรื่องไม้ดอกไม้ประดับ โดยเฉพาะกล้วยไม้ ในราว พ.ศ. 2531-2532 อบรมให้กับเกษตรกรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตอนแรกเกษตรกรเหล่านี้ต่างคนต่างทำ ภายหลังจึงจัดตั้งเป็นสมาคมผู้ผลิตกล้วยไม้ การจะอบรมเกษตรกรของกรุงเทพฯ สมัยนั้นวิทยากรต้องรู้จริง เกษตรกรจึงจะเข้ารับการอบรม เพราะถือว่าเกษตรกรเหล่านี้พัฒนาไปไกลมาก ฉะนั้น วิทยากรต้องรู้เท่าทันหรือมากกว่า เกษตรกรจึงจะยอมรับ

เมื่อราวๆ พ.ศ. 2545-2546 ได้มีโอกาสสนองงานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยพระองค์มีพระราชดำริอยากได้นักวิชาการเกษตรไปสอนนักเรียนโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ซึ่งเป็นบุตรหลานของข้าราชบริพารในพระองค์ ให้เด็กได้เรียนรู้การปลูกผัก จึงมีโอกาสเข้าไปสอนเด็กในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ

เมื่อย้ายเข้ากรมส่งเสริมการเกษตรได้อยู่ฝ่ายวิชาการรับผิดชอบงานไม้ดอกไม้ประดับและพืชผัก ได้สนับสนุนให้มีการตั้งกลุ่มผู้ผลิตกล้วยไม้ จำนวน 16 กลุ่ม ปัจจุบันเป็นสมาคมกล้วยไม้ ได้มีโอกาสดูงานการผลิตไม้ดอกไม้ประดับและกล้วยไม้ในต่างประเทศ ทั้งยุโรป ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ จีน

ในปี พ.ศ. 2553 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพน่าน หรือพืชสวนน่าน ก็ทำให้ไผ่เมืองน่านหรือไผ่ช้างเป็นที่รู้จัก เป็นไผ่ซึ่งเป็นสายพันธุ์มาจากพม่า เมื่อไม่นานมานี้คุณประสงค์ไปเจอที่ทวาย พบว่ามีขนาดใหญ่กว่าที่น่านอีก ไผ่พันธุ์นี้ต้องการอากาศหนาวเย็นความชื้นสูง โดยน่านได้ส่งเสริมการปลูกไผ่ เพื่อทดแทนการปลูกข้าวโพด ตามโครงการปิดทองหลังพระด้วย แต่เกษตรกรไม่ค่อยนิยม เนื่องจาก 1. กลัวโดนยึดที่ 2. เรื่องตลาดคือจะขายที่ไหน ช่วงนั้นได้ส่งศูนย์เข้าประกวดศูนย์ปฏิบัติการดีเด่น

ได้รับรางวัลชนะในระดับภาคเหนือ รองชนะเลิศในระดับประเทศ แต่โครงสร้างอัตรากำลังของศูนย์ไม่ได้ส่งเสริมให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ก้าวหน้า จึงไม่ค่อยมีกำลังใจในการทำงานมากนัก การขึ้นตำแหน่งเหล่านี้คุณประสงค์บอกว่า เพราะผู้บังคับบัญชาให้ทำงานไม่เคยปฏิเสธ แต่ไม่เคยวิ่งเต้นใช้เงินทอง ไม่ได้ขึ้นมาจากสายการเมือง เมื่อเป็นผู้อำนวยการพืชสวนน่าน ก็ได้มีโอกาสสนองงานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ดูแลศูนย์ภูฟ้า แปลงชา 10 ไร่ ส่งเสริมการปลูกไม้ไผ่ เห็ด ผัก ได้ถวายรายงานทุกปี ในส่วนงบประมาณได้รับจากกรมส่งเสริมการเกษตรส่วนหนึ่งและใช้เงินส่วนตัวด้วย จากผู้อำนวยศูนย์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการกรมส่งเสริมการเกษตร ในสมัย ดร.โอฬาร พิทักษ์ เป็นอธิบดีและตำแหน่งสุดท้ายคือเกษตรจังหวัดตาก เมื่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งทุกตำแหน่งได้มาด้วยความสามารถและผลจากการทำงานหนักทั้งสิ้น

เมื่อเกษียณอายุราชการเมื่อปี พ.ศ. 2559 จึงกลับมาที่บ้านเกิด ตำบลสันโค้ง อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ตั้งใจจะกลับมาดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรในพื้นที่จำนวน 36 ไร่ ให้ชาวบ้านได้เห็นว่าถึงแม้ดินจะไม่ดีเราสามารถปรับปรุงได้โดยการใช้มูลวัว ในการปรับดินและปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว เป็นต้น พืชทุกชนิดปลูกได้ถ้ามีน้ำจึงได้ขุดสระจำนวน 3 สระ ลึก 6 เมตร พอสำหรับรดน้ำต้นไม้ ปล่อยปลาหลากหลายสายพันธุ์ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้โดยอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลก ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการพลังงานจากทั้งไฟฟ้าหรือน้ำมันและจัดการบริหารน้ำเพื่อให้เพียงพอกับการปลูกพืช จากพื้นที่ที่เคยให้คนเช่าทำนาสมัยยังรับราชการซึ่งได้ข้าวน้อยมาก ประมาณ 30-40 ถัง ต่อไร่ เนื่องจากดินไม่ดี ขณะนี้ได้ปลูกต้นตอมะม่วงไป 300 ต้น มะพร้าวน้ำหอม 400 ต้น ตาล 100 ต้น ทุเรียน 30 กว่าต้น มะนาวในวงบ่อ ทั้งพันธุ์ตาฮิติ แป้นพิจิตร พันธุ์ที่คิดว่าไปได้ดีคือ ตาฮิติ แต่แป้นรสชาติจะเปรี้ยวโดด นอกจากนี้ ยังเพาะเลี้ยงกล้วยไม้จากเนื้อเยื่อ ไม้ดอกไม้ประดับ เฟิร์น โดยเฉพาะเฟิร์นจะนำสปอร์มาเคาะลงถาดเพาะก็ขยายพันธุ์ได้เลย ให้น้ำและดูแลให้ปุ๋ย หากได้ผลดีต่อไปจะขยายพันธุ์เพื่อจำหน่าย

มะนาวในวงบ่อของที่นี่จะแตกใบอ่อนทั้งหน้าร้อนและหน้าหนาว เพราะมีน้ำหล่อเลี้ยงตลอด ที่อื่นหน้าแล้งจะสลัดใบเพื่อให้ต้นอยู่รอด มีการคลุมดินด้วยฟางข้าวเพื่อรักษาความชื้นในดิน ผู้เขียนสังเกตว่ามะนาวและมะพร้าวน้ำหอมที่นี่มีสีเขียวงามมาก มะม่วงที่ปลูกด้วยต้นตอขณะนี้ได้เปลี่ยนยอดเป็นมะม่วงพันธุ์ที่มีลูกขนาดใหญ่ เช่น ทองดำ เขียวใหญ่ R2E2 ขาวนิยม ซึ่งมีต้นกำเนิดที่แถวหนองแขม กรุงเทพฯ ของคุณนิยม ที่คุณประสงค์ ไปพบตอนเป็นนักวิชาการอยู่กรุงเทพฯ เป็นพันธุ์ที่กลายพันธุ์มามีลูกขนาดใหญ่ลูกละเกือบ 1 กิโลกรัม รสชาติดีมาก โดยมะม่วงที่สวนนี้จะใช้ระบบปลูกถี่ใช้วิธีการตัดแต่งเพื่อรักษาระดับไม่ให้สูงเกินไป ยากต่อการเก็บเกี่ยว ให้ปุ๋ยทุกเดือนเจริญเติบโตดี เป้าหมายจะขายตลาดบนหรือผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ที่สวนนี้รับซื้อมูลวัวในราคากระสอบละ 20 บาท รับซื้อไม่อั้นเพื่อนำมาปรับปรุงดินในสวน

ในอนาคตอันใกล้นี้จะเปิดเป็นสถานที่พักผ่อนและท่องเที่ยววิถีเกษตรพร้อมที่จะให้เกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายในสวน ต่อไปจะให้ลูกทำเป็นรีสอร์ต มีหลักสูตรการอบรมระยะสั้นในเรื่องสมุนไพร การออกกำลังกาย โยคะ การทำสมาธิโดยนิมนต์พระสงฆ์มาเป็นวิทยากร อาหารสุขภาพ โดยจะใช้ความรู้และประสบการณ์เรื่องของพืชผัก เห็ดและสมุนไพรที่สั่งสมมาทำ และถ่ายทอด ใช้ระยะเวลาสั้นๆ หนึ่งวันสองวัน เพื่อเป็นการฟื้นฟูสุขภาพโดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้สนใจในเรื่องสุขภาพ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

หากสนใจอยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ กับ คุณประสงค์ ไชยลังกา อดีตเกษตรจังหวัด ผู้มากประสบการณ์ ได้ที่ สวนตำบลสันโค้ง อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ได้ทุกวัน หรือติดต่อพูดคุยทางโทรศัพท์ที่ (082) 181-3397

ในปีนี้ คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2561 ขึ้น ระหว่าง วันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม” โดยนำเสนอผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมการวิจัยที่มีคุณภาพ มากกว่า 2,000 ผลงาน เพื่อเชื่อมโยงบูรณาการ องค์ความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ทั้งในมิติเชิงวิชาการ นโยบาย สังคม ชุมชน พาณิชย์และอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน งานวันนักประดิษฐ์ ยังเป็นเวทีแห่งการพัฒนาทักษะและสร้างแรงจูงใจให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ในทุกระดับการศึกษา ได้สร้างสรรค์ผลงานประดิษฐ์คิดค้น ที่แปลก ทันสมัย มาจัดแสดงในงานดังกล่าว ยกตัวอย่าง เช่น วิทยาลัยเทคโนโลยีพงษ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นสถาบันอาชีวศึกษาเอกชน ตั้งอยู่ที่ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ได้จัดแสดงผลงานประดิษฐ์ด้านอาหาร ฝีมือนักศึกษามาจัดแสดง ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานจำนวนมาก เพราะผลงานแต่ละชิ้น แปลกใหม่น่าสนใจและมีรสชาติอร่อย สามารถผลิตออกจำหน่ายเชิงการค้าได้อย่างสบายๆ

สเปรดมะม่วงหาวมะนาวโห่

สเปรดมะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นผลงานของ น.ส. ณิชาพร เนียมแตง น.ส. ปานตะวัน โหลานิต และ นายตวัน พุทธายะ ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 ภาควิชาอาหารและโภชนาการ ของวิทยาลัยเทคโนโลยีพงษ์สวัสดิ์ ประจำปีการศึกษา 2560 เนื่องจากคนไทยทุกวันนี้ต้องการผลิตภัณฑ์อาหารที่รับประทานง่าย สะดวก รวดเร็ว ประเภทขนมปังทาด้วยสเปรดทูน่า มายองเนส เนย นม ช็อกโกแลต และผลไม้ เมืองไทยเป็นแหล่งผลิตผลไม้นานาชนิด เช่น สตรอเบอรี่ บลูเบอรี่ ส้ม มะม่วงหาวมะนาวโห่ ฯลฯ ที่สามารถนำมาแปรรูปเป็น สเปรดผลไม้ ใช้รับประทานกับขนมปังได้

กลุ่มนักศึกษาจึงเกิดแรงจูงใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ “สเปรดผลไม้” จากมะม่วงหาวมะนาวโห่ เพราะเป็นผลไม้ที่หาง่าย แม้มีรสเปรี้ยวจี๊ด แต่แน่นด้วยสรรพคุณทางยาและมีโภชนาการสูง โดยเฉพาะวิตามินซีสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของดวงตา รวมทั้งช่วยจัดการกับปัญหาความเหี่ยวย่นและริ้วรอยก่อนวัย กลุ่มนักศึกษาได้พัฒนาผลิตภัณฑ์สเปรดมะม่วงหาวมะนาวโห่ที่มีความแปลกใหม่ และเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ

เนื่องจากผลิตภัณฑ์สเปรดแบบเดิมๆ จะให้สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก แต่กลุ่มนักศึกษาได้พัฒนาสูตรที่เหมาะสมของผลิตภัณฑ์สเปรดมะม่วงหาวมะนาวโห่ โดยเน้นคงรสชาติของผลไม้เป็นหลัก และมีส่วนผสมของน้ำตาลในอัตราส่วนน้อยกว่าปกติ และมีไขมันต่ำกว่าสเปรดทั่วไป

งานวิชัยชิ้นนี้ มุ่งศึกษาความพึงพอใจของผู้บริโภค ที่มีต่อผลิตภัณฑ์สเปรดมะม่วงหาวมะนาวโห่ โดยคาดหวังว่า ผลงานวิจัยชิ้นนี้จะช่วยพัฒนาต่อยอดอาชีพให้กับชุมชนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นที่มีความต้องการพัฒนาวัตถุดิบให้มีคุณค่าและเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนของตนเอง เพราะผลิตภัณฑ์สเปรดมะม่วงหาวมะนาวโห่เป็นสินค้าทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลายเมนู เช่น ใช้ทาขนมปัง หรือนำมาทำเป็นน้ำสลัด เป็นต้น

วิธีการทำผลิตภัณฑ์สเปรดมะม่วงหาวมะนาวโห่ เริ่มจาก

ผ่าครึ่งมะม่วงหาวมะนาวโห่ นำเมล็ดออกแล้วล้างด้วยน้ำเกลือสลับกับน้ำสะอาด จำนวน 5 รอบ
ต้มน้ำให้เดือด ใส่มะม่วงหาวมะนาวโห่ที่ล้างแล้วลงไปจนเกือบเป็นเนื้อเดียวกัน และนำไปปั่น
นำมะม่วงหาวมะนาวโห่ที่ปั่นแล้วขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำตาลและเจลาติน คนจนเป็นเนื้อเดียวกัน มีลักษณะเนียน นำใส่บรรจุภัณฑ์ การเก็บรักษา หลังจากเปิดใช้ผลิตภัณฑ์แล้วต้องปิดให้สนิท เก็บให้ห่างจากความร้อนและแสงแดด ควรเก็บไว้ในอุณหภูมิตู้เย็น

ผลิตภัณฑ์สเปรดมะม่วงหาวมะนาวโห่ดังกล่าว สมัครแทงบอลออนไลน์ มีต้นทุนในการผลิตต่อครั้ง ประกอบด้วย ค่าวัตถุดิบ 35 บาท ค่าบรรจุภัณฑ์ 13 บาท ค่าสาธารณูปโภค 10 บาท รวม 58 บาท การบริโภคผลิตภัณฑ์หนึ่งหน่วยจะให้พลังงานทั้งหมด 358.84 กิโลแคลอรี ต่อน้ำหนัก 100 กรัม และจะได้รับคุณค่าโภชนาการ 933 กิโลแคลอรี โดยปริมาณสารอาหารที่ได้รับคือ ไขมัน 19% โปรตีน 3% และคาร์โบไฮเดรต 78%

แยมมัลเบอรี่ชาใบหม่อน

กลุ่มนักศึกษาภาควิชาอาหารและโภชนาการ ของวิทยาลัยเทคโนโลยีพงษ์สวัสดิ์ ประกอบด้วย น.ส. ธัญญาเรศ ทองดี น.ส. ณิชรีย์ บอกพิมพ์ และ นายรัฐธนินทร์ ธนาจิตติเวศน์ ได้ร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์แยมผลไม้ จาก “มัลเบอรี่ชาใบหม่อน” ที่มีรสหวานอมเปรี้ยวและมีกลิ่นหอมของชาใบหม่อน ที่ให้คุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์แก่ร่างกาย สามารถประยุกต์กับเมนูอาหารคาวหวาน ใช้รับประทานกับขนมปังเพื่อเพิ่มรสชาติในการรับประทาน

แยมมัลเบอรี่ชาใบหม่อน นับเป็นสินค้าทางเลือกที่แปลกใหม่สำหรับคนไทยที่รักสุขภาพ และงานวิจัยชิ้นนี้ยังต่อยอดอาชีพและรายได้ให้กับชุมชนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นในอนาคต มีโอกาสทางการตลาดสูง เพราะแยมเป็นสินค้าที่รู้จักกันดีทั่วโลก และสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย

การเก็บรักษา ควรปิดฝาให้สนิททุกครั้งหลังใช้แล้ว เก็บรักษาในที่ที่เย็นและไม่โดนแสงแดด

ทีมนักศึกษาได้สรุปราคาต้นทุนการผลิตแยมมัลเบอรี่ชาใบหม่อน ต่อครั้ง จะมีต้นทุนวัตถุดิบ 20.05 บาท ต้นทุนค่าบรรจุภัณฑ์ 15 บาท และราคาต้นทุน 35.05 บาท สามารถตั้งราคาขายต่อหน่วยอยู่ที่ 69 บาท โดยการบริโภคสินค้าน้ำหนัก 100 กรัม จะได้รับคุณค่าทางโภชนาการ 117.13 กิโลแคลอรี โดยปริมาณสารอาหารที่ได้รับคือ ไขมัน 1% คาร์โบไฮเดรต 97% และโปรตีน 2%

ชาวโพนเมืองน้อย อำนาจเจริญ รวมกลุ่ม ผลิตข้าวอินทรีย์ส่งขาย

โรงแรม 5 ดาว-ศูนย์ประชุม หลักประกันจากกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่นคง มียอดการสั่งเพิ่มขึ้นทุกปี จึงทำวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้มีรายได้จำนวนมาก สามารถสร้างฐานะความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่สมาชิกทั้งเงินขายข้าว พร้อมกับสวัสดิการด้านต่างๆ จึงนับเป็นกลุ่มวิสาหกิจที่เข้มแข็งระดับจังหวัด

นอกจากนั้นแล้ว ยังนำรายได้ไปเป็นเงินลงทุนซื้อเครื่องจักร สร้างโรงสี สร้างโรงผลิตปุ๋ยอินทรีย์ จึงทำให้มีกำลังการสีข้าว ซึ่งถ้าเป็นข้าวกล้องสามารถสีได้วันละประมาณ 2 ตัน ส่วนข้าวขาววันละประมาณ 1 ตัน โดยมียอดขายทั้งข้าวกระสอบและบรรจุแพ็กในแต่ละเดือนรวมกันมากกว่า 10 ตัน แล้วมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

คุณประมวล เผยว่า ถึงตอนนี้ผู้บริโภคต่างให้ความสนใจกับสุขภาพเพิ่มมาก หันมาบริโภคข้าวอินทรีย์เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ หากตลาดยังเปิดรับอย่างต่อเนื่องผู้ผลิตสามารถกำหนดแผนการปลูกที่ชัดเจนได้ ขณะเดียวกัน ชาวนาก็สามารถรู้ล่วงหน้าว่าตัวเองจะมีรายได้แน่นอน

สำหรับลูกค้าที่สนใจสั่งซื้อข้าวจะมาสั่งโดยตรงกับผู้ผลิตโดยไม่ผ่านคนกลาง ทำให้ตกลงซื้อ-ขายในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ขณะเดียวกัน ลูกค้าก็มีความสบายใจเมื่อมาพบว่าทางกลุ่มผลิตข้าวอินทรีย์จริง ไม่ได้หลอกลวง อีกทั้งยังทำให้ชาวบ้านมีกำลังใจผลิตข้าวอินทรีย์ที่ได้มาตรฐานอย่างแท้จริง

ข้าวอินทรีย์ของกลุ่ม “วิสาหกิจชุมชนร่วมใจโนนค้อทุ่ง” จะปลูกกันปีละครั้ง หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วชาวบ้านที่เป็นสมาชิกกลุ่มจะไถกลบตอซัง หว่านถั่วเขียว ปลูกแตงโม ซึ่งพืชเหล่านี้ใช้น้ำน้อย แล้วยังขายมีรายได้อย่างต่อเนื่องจากข้าว ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่ปล่อยนาทิ้งไว้เปล่าประโยชน์

“อยากให้เกษตรกรชาวนาหันมาปลูกข้าวอินทรีย์กันมากๆ เพราะประโยชน์ที่แท้จริงจะเกิดกับผู้ผลิตที่ไม่ต้องยุ่งกับสารเคมีและดีต่อสุขภาพระยะยาวด้วย ขณะเดียวกัน ขอฝากผู้บริโภคให้ช่วยกันอุดหนุนข้าวอินทรีย์เพราะมิใช่ทำให้ท่านมีสุขภาพยืนยาวเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่พี่น้องชาวนาทั่วประเทศด้วย” ประธานกลุ่ม กล่าว

มะพร้าว เป็นพืชที่มีประโยชน์ทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นราก ลำต้น กะลา ใบ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำมาใช้ประโยชน์อะไร แต่ส่วนที่สำคัญของมะพร้าว ที่ใช้ประโยชน์และขายดีนั้นก็คือ เนื้อ กับน้ำมะพร้าว ซึ่งวันนี้เราจะเล่าถึงมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวที่นิยมปลูกเพื่อขายผลอ่อน

คุณอนันต์ กอเจริญ อยู่ที่ 94 หมู่ที่ 3 ตำบลประสาทสิทธิ์ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เจ้าของสวนมะพร้าวน้ำหอม พื้นที่กว่า 20 ไร่ เดิมทำสวนละมุด แล้วทยอยแบ่งแปลงหันมาทำสวนมะพร้าว เพื่อที่จะได้มีผลผลิตผลัดกันในช่วงที่ละมุดยังไม่ออกผล สาเหตุที่เลือกทำสวนมะพร้าวน้ำหอม ก็เพราะว่ามะพร้าวน้ำหอมเป็นพืชที่ปลูกง่าย และมีพันธุ์ดั้งเดิมของจังหวัดอยู่ คือมะพร้าวน้ำหอมดำเนิน บวกกับชาวบ้านบริเวณนั้นได้หันมาทำสวนมะพร้าวกันเยอะ เพราะทางการเกษตรเข้ามาสนับสนุนให้ชาวบ้านมีการปลูกมะพร้าว และการทำสวนตามมาตราฐาน GAP เป็นแนวทางในการทำการเกษตร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีตรงตามมาตรฐานที่กำหนด ได้ผลผลิตสูงคุ้มค่าการลงทุนและกระบวนการผลิตจะต้องปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

มีการดูแลรักษา ใส่ปุ๋ยรดน้ำ ยิ่งในช่วงหน้าร้อนก็จะรดน้ำบ่อยหน่อย เพื่อไม่ให้ขาดน้ำ กิ่งทางของต้นจะไม่มีการตัดออก จะปล่อยให้ร่วงเอง เพราะถ้าหากตัดจะทำให้ต้นเฉาได้

การใส่ปุ๋ย จะใส่ 3-4 เดือน 1 ครั้ง ที่สวนของคุณอนันต์จะมีการวิเคราะห์ดินเพื่อหาค่าปุ๋ยที่จะต้องใส่ทุกครั้ง การวัดค่าดินจะวัดโดยใช้ชุดตรวจดินของกลุ่ม เพื่อที่จะหาค่า N-P-K ที่เป็นค่าปุ๋ย ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) เมื่อได้ค่าปุ๋ยทางกลุ่มก็จะมาดูว่าในสูตร จะต้องใส่ปุ๋ยกี่กิโลกรัม ต่อ 1 ต้น ปุ๋ยที่ใส่ก็จะเป็นปุ๋ยเคมี ปุ๋ยผสม ปุ๋ยขี้ไก่ ปุ๋ยคอก

การกำจัดศัตรู

เมื่อมีการปลูก ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ก็ย่อมมีศัตรูพวกแมลง หนอน มาคอยกวนใจเกษตรกรผู้ปลูกอยู่เรื่อย และศัตรูที่มักจะพบในสวนมะพร้าวก็มีพวกแมลง ด้วงกินยอดอ่อน กินใบ มีวิธีการรักษาโดยใช้เชื้อราเมตาไรเซียม สามารถขอได้ที่ทางการเกษตร ใช้โดยการทำกองล่อ ล่อด้วง ที่มาไข่ เมื่อตัวอ่อนโดนเชื้อราเมตาไรเซียม จะทำให้ตัวอ่อนตาย ถ้าเป็นหนอนหัวดำ จะใช้แตนเบียน ปล่อยออกมาเพื่อกำจัดหนอนหัวดำ ซึ่งแตนเบียนที่ใช้จะทำกันเองภายในกลุ่มชาวบ้าน นอกจากนี้ ยังมีสารชีวภัณฑ์ที่ใช้ฉีดที่ใบ จะทำให้หนอนที่มากินใบตาย เป็นเชื้อบีที เป็นสารชีวภัณฑ์ปลอดภัย

ผลผลิตและรายได้

เมื่อเริ่มปลูก 3 ปี มะพร้าวก็สามารถเก็บผลขายได้ เพราะเป็นมะพร้าวน้ำหอม กินผลอ่อน จึงใช้เวลาปลูกไม่นาน ใน 1 ทะลาย มีผลเฉลี่ย 10-20 ผล พื้นที่ จำนวน 20 ไร่ ตัด 1 ครั้ง ได้ผลผลิต 2,000-4,000 ลูก มะพร้าวที่สวนของคุณอนันต์ สามารถตัดได้ทุก 20 วัน

รายได้ในแต่ละครั้งมาจากแม่ค้าเจ้าประจำจะมาตัดเองที่สวน คุณอนันต์มีหน้าที่นับลูกมะพร้าวที่แม่ค้าตัด ซึ่งมะพร้าวจะออกผลเยอะในช่วงหน้าฝน ก็จะได้ราคา ผลละ 8-9 บาท แต่พอถึงหน้าร้อน มะพร้าวจะขาดตลาด ทำให้ขายได้ราคา ผลละ 20-30 บาท

คุณอนันต์ ทำเกษตรอินทรีย์ใช้สารชีวภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็น เชื้อราไตรโคเดอร์มา เชื้อบีที เชื้อบิวเวอเรีย แล้วก็แตนเบียน ที่เริ่มทำมาได้ 2-3 ปี เพราะครั้งก่อนเคยใช้สารเคมี และได้เข้าร่วมกับเกษตรกร young smart farmer จึงทำให้รู้ว่า สารชีวภัณฑ์ ที่ไม่ใช้สารเคมี ทำให้ได้ผลตอบรับที่ดีขึ้น เพราะถ้าหากใช้เคมีจะทำให้สารพิษตกค้างในเลือดเยอะ พอหลังจากหันมาใช้สารชีวภัณฑ์ ไปตรวจเลือดพบว่าค่าสารพิษตกค้างลดลง ทำให้สุขภาพร่างกายก็ดีขึ้น

อาชีพเก่ายังไม่ลืม

ไม่เพียงแต่สนใจปลูกมะพร้าวจนลืมสวนละมุด ที่เติบโตมาด้วยตั้งแต่เด็ก ละมุดที่สวนคุณอนันต์ จะเป็นพันธุ์หวานสุกดั้งเดิม ปลูกมาได้ 30-40 ปี ดูแลโดยการรดน้ำใส่ปุ๋ย ซึ่งปุ๋ยที่จะให้ ก็ต้องมีการวัดค่าวิเคราะห์ดินทุกครั้ง เพื่อไม่ให้สารอาหารในปุ๋ยขาดเกิน ใน 1 ปี จะมีการใส่ปุ๋ย 1-2 กิโลกรัม ต่อ 1 ต้น

หลังจากต้นละมุดเริ่มออกดอก จะเก็บผลได้ต้องใช้เวลา 7-8 เดือน ใน 1 ปี ละมุดสามารถเก็บผลผลิตได้หลายครั้ง ช่วงที่เก็บได้ ก็จะเป็นเดือนกรกฎาคมยาวไปจนถึงเดือนมีนาคม พอเข้าเดือนเมษายนก็จะเป็นช่วงเลี้ยงต้น รอดอก ออกผล เพื่อที่จะเก็บในรอบหน้า

ศัตรูของต้นละมุด ก็มีพวกหนอน กำจัดโดยใช้เชื้อบีที บาซิลลัส ทูริงเยนซิส ฉีดคลุมใบ ใช้เวลาฉีด 7-10 วัน เมื่อฉีดแล้วสารจะไปเคลือบใบ ทำให้หนอนที่กินใบโดนสารที่เคลือบทำให้ตาย คุณอนันต์ เล่าว่า เมื่อก่อนตอนที่ใช้สารเคมี พอห่างยา หนอนก็จะกัดกินใบอ่อนจนเสียหมด แล้วตอนฉีดสารเคมี ใช้เวลาประมาณ 7 วัน หรือ 15 วัน

ผลละมุดที่เน่าเสีย จะนำไปทำปุ๋ยและเอาไปให้ไส้เดือนกิน เพราะที่กลุ่มมีการเพราะเลี้ยงไส้เดือน หรือผลใหญ่ๆ ที่สุกแล้วแต่เสีย ในผลจะมีแมลงวันทอง ที่ฝังไข่ไว้ในผล เรากำจัดโดยการนำไปฝังกลบดิน หรือนำไปทำน้ำหมักจุลินทรีย์ จะทำให้หนอนในแมลงวันทองตาย จะได้ไม่แพร่ขยายออกไปทำลายลูกอื่นอีก

คุณอนันต์ จะนำละมุดไปขายให้แม่ค้าที่ตลาดศรีเมือง ในตัวเมืองจังหวัดราชบุรี ราคากิโลกรัมละ 20 บาท เพราะที่สวนเก็บ 1 ครั้ง ได้เป็นร้อยลัง ปัจจุบันคนปลูกละมุดหวานสุกลดน้อยลง เพราะส่วนใหญ่หันมาทำสวนมะพร้าวและปลูกละมุดมาเลย์แทน

คุณอนันต์ ฝากถึงคนที่จะเริ่มต้นทำเกษตรว่า ต้องช่วยกันทำเกษตรที่ปลอดภัย ถ้ามีปัญหาสามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชประจำจังหวัด ที่จะช่วยในการทำเกษตร และสารต่างๆ ก็สามารถขอได้ เพราะทางศูนย์สนับสนุนในการทำเกษตรปลอดภัย

“เครื่องผสมปุ๋ยชีวภาพ” ผลงานนวัตกรรมจากโครงการ “Learning Express” โครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี (RMUTT) และ Singapore Polytechnic (SP) ประเทศสิงคโปร์ อีกหนึ่งโครงการของกองยุทธศาสตร์ต่างประเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ภายใต้การดูแลของ รศ.ดร. ณฐา คุปตัษเฐียร ผู้ช่วยอธิการบดี ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์ต่างประเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ที่สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับนักศึกษาและคณาจารย์ด้วยการสร้างประโยชน์ให้กับคนในชุมชนด้วยความถนัดตามสาขาวิชาเอกของตนเอง

รศ.ดร. ณฐา คุปตัษเฐียร ผู้ช่วยอธิการบดี เปิดเผยว่า โครงการ Learning Express : RMUTT-SP ดำเนินการมาแล้ว 5 รุ่น เป็นโครงการที่ร่วมพัฒนากระบวนการคิด สร้างประสบการณ์การเรียนรู้โดยตรงผ่านการลงมือทำให้กับนักศึกษาไทยและนักศึกษาสิงคโปร์อย่างเต็มที่ ดำเนินกิจกรรมเป็นทีมสหวิชาการ (Multi-disciplinary) ในการสร้างนวัตกรรมเพื่อชุมชน (Social Innovation) ผ่านกระบวนการการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เป็นทักษะในการคิดเพื่อฝึกให้นักศึกษาช่วยแก้ปัญหาในชุมชนต่างๆ ผ่านขั้นตอนการสัมภาษณ์ของผู้อยู่ในชุมชน การระดมสมอง การคิดร่วมกับชุมชน ภายใต้การดูแลและแนะนำของ Facilitator ประจำแต่ละกลุ่ม

โดย “เครื่องผสมปุ๋ยชีวภาพ” เกิดจากการลงพื้นที่ Learning Express 2 ที่นำนักศึกษาของทั้งสองสถาบัน เข้าศึกษาเรียนรู้กระบวนการทำงานและวิถีชีวิตของเกษตรกร ณ โรงเรียนพันท้ายนรสิงห์วิทยา ชุมชนโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ภายใต้การดูแลของ ผศ.ดร. สานิตย์ดา เตียวต๋อย และ อาจารย์เดชรัชต์ ใจถวิล เพื่อให้นักศึกษาทั้งสองสถาบันสำรวจความต้องการของชาวบ้านในชุมชนโคกขาม ร่วมกันศึกษาหาแนวทางและวิธีแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกับความต้องการของชาวบ้าน พบว่า ชาวบ้านในชุมชนโคกขามต้องการกระบวนการทำปุ๋ยชีวภาพจากขี้แดดนาเกลือให้สะดวกรวดเร็วและได้ปริมาณมาก เนื่องจากที่ผ่านมานั้นชาวบ้านใช้วิธีการผสมด้วยมือและอุปกรณ์ทางการเกษตร ทำให้ใช้แรงงานและ

เวลาในการทำปุ๋ยเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีการผลิตน้อย

จากปัญหาดังกล่าว ที่นักศึกษาจากโครงการได้ร่วมกันแก้ปัญหา คิดค้น และออกแบบเครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพตัวต้นแบบที่สอดคล้องกับความต้องการของชาวบ้านชุมชนโคกขามแล้ว กลุ่มนักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ นายธิติภัทร หาพรต นายพิษณุ มีมุข และ นายบดินทร์ สว่างศรี จึงได้ต่อยอดการออกแบบและสร้างเครื่องผสมปุ๋ยชีวภาพดังกล่าวให้เป็นเครื่องผลิตปุ๋ยจริงขึ้นมา โดยมี รศ.ดร. ณฐา คุปตัษเฐียร และ ผศ.ดร. ศิริชัย ต่อสกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ เป็นที่ปรึกษา

ผศ.ดร. ศิริชัย ต่อสกุล เล่าว่า เครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพเครื่องนี้ สามารถผสมปุ๋ยจากขี้แดดนาเกลือได้ในปริมาณมาก อีกทั้งยังทำให้ส่วนผสมต่างๆ เข้ากันได้เป็นอย่างดี ช่วยลดระยะเวลาและเป็นเครื่องทุ่นแรงให้แก่เกษตรกร การทำงานของเครื่องผลิตปุ๋ยนี้ใช้มอเตอร์ ขนาด 3 แรงม้า เป็นเครื่องต้นกำลังเพื่อไปขับชุดเกียร์ทดเพื่อส่งกำลังไปยังใบกวน ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องสามารถผสมปุ๋ยจากขี้แดดนาเกลือได้ ครั้งละ 50 กิโลกรัม ซึ่งมีกำลังการผลิตไม่น้อยกว่า 500 กิโลกรัม ต่อวัน สามารถลดคนงานในการผสมปุ๋ยชีวภาพได้ถึง 2 คน และเพิ่มปริมาณการผสมปุ๋ยชีวภาพให้กับชาวบ้านได้ 130 กิโลกรัม ต่อวัน

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ Learning Express ตอบโจทย์ในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน นักศึกษาของทั้งสองสถาบันการพัฒนาตนเองในการสื่อสารจนเกิดความเข้าใจ ประสบการณ์ในการสร้างนวัตกรรมเพื่อชุมชนพัฒนาทักษะการคิด การทำงานเป็นทีม สร้างประโยชน์ให้กับชุมชนด้วยวิชาชีพของตนเอง

การเพาะเห็ด ต้องมีโรงเรือนเปิดดอกเห็ดเป็นปัจจัยสำคัญ โดยทั่วไปโรงเรือนจะมีขนาดใหญ่ ทั้งความกว้าง ยาว และสูงเพื่อให้ผู้เพาะเข้าไปทำงานภายในโรงเรือนได้สะดวก แต่ราคาสร้างโรงเรือนค่อนข้างแพง

เพื่อก้าวไปสู่วิถีใหม่ที่มั่นคง วันนี้จึงนำรูปแบบ โรงเรือนเปิดดอกเห็ดแบบบ้านบ้าน สร้างง่าย ราคาถูก เพื่อวิถีที่มั่นคง เป็นโรงเรือนขนาดเล็ก ผู้เพาะเห็ดทำงานภายนอกโรงเรือน เป็นโรงเรือนต้นแบบ ราคาถูก ผลงานของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยะลาที่น่าสนใจ จึงนำมาบอกเล่าสู่กัน

คุณวิชิต ตรีพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยะลา เล่าให้ฟังว่า เห็ด (Mushroom) มีโปรตีนที่ให้คุณค่าทางโภชนาการกับผู้บริโภค เห็ดมีสารที่ช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง หรือโรคกระเพาะ จึงนิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย เห็ดมีให้เลือกบริโภคได้ทั้งที่เป็นเห็ดสดหรือเห็ดตากแห้ง

เห็ดมีหลายสายพันธุ์ พอจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

เห็ดรับประทานได้ นิยมนำมาทำอาหารบริโภคเพื่อเสริมสุขภาพ เช่น เห็ดหูหนู เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เห็ดเข็มทอง หรือเห็ดนางรม
2. เห็ดที่ใช้เป็นยาสมุนไพร ซึ่งจะมีสรรพคุณทางยา เช่น เห็ดหลินจือ หรือเห็ดหอม
3. เห็ดพิษ เป็นเห็ดอันตราย ห้ามรับประทานเด็ดขาด เพราะจะเป็นอันตรายถึงแก่เสียชีวิต เช่น เห็ดจิก เห็ดสน หรือเห็ดระโงกหิน
การเพาะเห็ด มี 2 ทางเลือก คือ

ทางเลือกที่ 1 การเพาะเห็ดเพื่อเก็บผลผลิตบริโภคในครัวเรือน

ทางเลือกที่ 2 การเพาะเห็ดในเชิงธุรกิจที่ต้องการผลกำไร

แต่ทั้ง 2 ทางเลือก จำเป็นจะต้องมีโรงเรือนเปิดดอกเห็ดเหมือนกัน และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยะลา ได้สร้างต้นแบบโรงเรือนเปิดดอกเห็ดราคาถูก ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับโรงเรือนขนาดใหญ่ที่มีใช้กันอยู่ทั่วไป โรงเรือนต้นแบบนี้ได้เปิดให้ประชาชนหรือเกษตรกรที่สนใจเข้ามาเรียนรู้เสริมสร้างประสบการณ์ เพื่อนำกลับไปปรับใช้ลดต้นทุนการเพาะเห็ด

จัดหายางรถยนต์เก่ามาจัดทำเป็นฐานรองในการจัดทำชั้นวาง โดยเลือกยาง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 25-27 นิ้ว 5-6 เส้นเพื่อให้ได้จำนวนชั้นตามที่ต้องการ
2. จัดทำแผงไม้ไผ่วงกลม เพื่อให้เป็นพื้นที่วางก้อนเห็ด ด้วยการจัดหาไม้ไผ่ที่มีในท้องถิ่นนำมาผ่าซีก ให้ได้ขนาดกว้าง 5-2 นิ้ว เหลาและลบเหลี่ยมเอาเสี้ยนไม้ออกให้หมด แล้วจักสานให้เป็นแผงไม้ไผ่วงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 45 นิ้ว 5-6 อันมัดทุกจุดที่เชื่อมต่อกันให้แน่น
3. จัดทำกระโจมหรือโดมไม้ไผ่ ด้วยการนำไม้ไผ่มาจักสานให้เป็นกระโจม 1 อัน เพื่อนำไปปิดด้านบนโรงเรือน
4. จัดทำเสาโรงเรือน ด้วยการนำลำไม้ไผ่ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-2 นิ้ว มาตัดให้เป็นท่อน ยาว 1.8-2 เมตร 6-8 อัน และ5. จัดหากระสอบป่านและผ้าพลาสติกเพื่อนำมาใช้ปิดคลุมรอบโรงเรือน
หมายเหตุ ผู้สร้างโรงเรือนเปิดดอกเห็ดสามารถเลือกใช้วัสดุชนิดอื่นได้ตามความเหมาะสม

วิธีสร้างโรงเรือนเปิดดอกเห็ด ควรเลือกพื้นที่โปร่ง อากาศถ่ายเทได้ดี น้ำไม่ท่วมขัง ปรับพื้นที่ให้ราบเสมอกันและสะอาด จากนั้นจัดวางยางรถยนต์เก่า 1 เส้น เพื่อเป็นฐานหลัก นำแผงไม้ไผ่วงกลมวางด้านบนยางรถยนต์เก่า ที่ขอบแผงไม้ไผ่ให้ผูกยึดกับเสาไม้ไผ่ให้แน่นทุกมุม ก็จะได้ ชั้นวางที่ 1 จากนั้นนำยางรถยนต์เก่า เส้นที่ 2 วางบนกึ่งกลางแผงไม้ไผ่วงกลมแล้วนำแผงไม้ไผ่วงกลมวางทับลงไปผูกยึดกับเสาไม้ไผ่ให้แน่นทุกมุม ก็จะได้ ชั้นวางที่ 2 ทำเช่นนี้ไปให้ได้ 5-6 ชั้น ตามที่ต้องการ ต่อจากชั้นบนสุดวางแผงกระโจมไม้ไผ่แล้วผูกยึดกับเสาให้แน่น นำกระสอบป่านปิดคลุมโรงเรือนทั้งหมด ส่วนด้านข้างปิดคลุมให้เปิด-ปิด ได้ ซึ่งแต่ละชั้นของแผงไม้ไผ่วงกลมจะเป็นพื้นที่วางก้อนเห็ด

คุณวิชิต ตรีพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยะลา เล่าให้ฟังอีกว่า โรงเรือนเปิดดอกเห็ดแบบนี้สามารถใช้เพาะเห็ดได้หลายชนิด เช่น เห็ดหูหนู เห็ดนางฟ้าภูฏาน เห็ดเป๋าฮื้อ หรือเห็ดนางรม

วัสดุและอุปกรณ์เพาะเห็ด ที่ต้องเตรียม ได้แก่

1. อาหารเพาะเห็ด
2. หัวเชื้อเห็ด
3. ถุงพลาสติกทนร้อน ขนาด 7×11 นิ้ว หรือ 9×13 นิ้ว
4. คอและฝาครอบพลาสติก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-1.5 นิ้ว
5. สำลี ตะเกียงแอลกอฮอล์ และยางรัด
6. ถังนึ่งไม่อัดความดัน หรือหม้อนึ่งความดัน
7. โรงเรือนหรือสถานที่บ่มเส้นใยและเปิดดอกเห็ด
การเตรียมอาหาร มีส่วนผสมโดยเฉลี่ย ดังนี้

1. ขี้เลื่อยไม้ยางพาราแห้ง 100 กิโลกรัม
2. รำละเอียด 5 กิโลกรัม
3. ดีเกลือ 2 กิโลกรัม
4. ปูนขาว (CaCO3) หรือเติมน้ำตาลทราย 2-3 กิโลกรัม ใส่น้ำลงไปผสมให้มีความชื้น 60-70 เปอร์เซ็นต์ คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วบรรจุถุงพลาสติกทนร้อนทันที กดให้แน่น สูง 2 ใน 3 ของถุง จะได้น้ำหนักราว 1 กิโลกรัม รวบปากถุงไล่อากาศออก สวมคอพลาสติกแล้วพับปากถุงพาดลงมา ยางรัดให้แน่น อุดด้วยสำลี และหุ้มทับด้วยกระดาษหรือฝาครอบพลาสติก นำไปนึ่งฆ่าเชื้อในถังนึ่งไม่อัดความดัน ที่อุณหภูมิ 90-100 องศาเซลเซียส ไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง แล้วพักปล่อยให้เย็น ดึงจุกสำลีออกแล้วลนปากขวดหัวเชื้อที่เปลวไฟ เทหัวเชื้อลงในถุง 15-20 เม็ด นำถุงที่ใส่เชื้อเห็ดไปวางบ่มเส้นใย ที่อุณหภูมิ 25-32 องศาเซลเซียส ไม่จำเป็นต้องมีแสง ไม่ต้องให้น้ำที่ถุงเชื้อ และเมื่อเชื้อเห็ดเดินเต็มถุงก็นำเข้าไปวางในโรงเรือนเปิดดอกเห็ดแบบบ้านบ้าน…เพื่อให้เห็ดออกดอก

การปฏิบัติดูแลรักษา เมื่อนำก้อนเชื้อไปวางในโรงเรือนเพื่อเปิดดอก ต้องรักษาอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ การถ่ายเทอากาศตามสภาพที่เห็ดต้องการ ปรับความชื้นภายในโรงเรือนให้เหมาะสม ไม่ควรให้มีน้ำขังอยู่ภายในก้อนเชื้อเห็ด และไม่ควรให้น้ำถูกดอกเห็ดโดยตรง ถ้าจำเป็นควรให้น้ำแบบฝอยละออง หากปฏิบัติดูแลรักษาที่ดีได้ตามแนวทางนี้ก็จะทำให้ได้ดอกเห็ดดีมีคุณภาพ

คุณวิชิต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยะลา เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า เมื่อดอกเห็ดบานเหมาะสม ขอบหมวกยังไม่ยกขอบขึ้นหรือบานจนย้วย ให้เก็บดอกเห็ดในช่อดอกเดียวกันให้หมด อย่าให้มีเศษดอกเห็ดเหลือติดค้างอยู่กับก้อนเชื้อเพราะจะทำให้เน่า เชื้อโรคและแมลงจะเข้าไปทำลายได้ จากนั้นนำผลผลิตไปบริโภคหรือรวบรวมนำส่งขายให้กับพ่อค้าคนกลางที่เข้ามารับซื้อ

โรงเรือนเปิดดอกเห็ดแบบบ้านบ้านนี้ เป็นต้นแบบที่ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่จัดหาได้ในท้องถิ่น ใช้ต้นทุนต่ำ ใช้งานได้ทนนาน ประชาชนหรือเกษตรกรที่สนใจสามารถเข้ามาเรียนรู้เสริมสร้างประสบการณ์เพื่อนำกลับไปปรับใช้ตามความเหมาะสม เป็นหนึ่งวิธีการเพื่อก้าวไปสู่วิถีใหม่ที่พอเพียงและมั่นคง

จากเรื่องราว รูปแบบ โรงเรือนเปิดดอกเห็ดแบบบ้านบ้าน สร้างง่าย ราคาถูก เพื่อวิถีที่มั่นคง เป็นทางเลือก เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเป็นการยกระดับรายได้สู่วิถีที่พอเพียงและมั่นคง สอบถามเพิ่มได้ที่ คุณวิชิต ตรีพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยะลา สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 ถนนสุขยางค์ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โทร. (073) 274-451 หรือ โทร. (081) 373-0961 ก็ได้

โรคเบาหวาน เป็นโรคเรื้อรัง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ อ่านแล้วก็อย่าเพิ่งท้อใจไป เพราะถึงแม้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่เราสามารถอยู่ร่วมโรคบนโลกนี้ได้อย่างมีความสุข ตราบใดที่เรายังสามารถคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ตามเกณฑ์ ย้ำว่า…สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข เหมือนคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่เป็นโรคเลย ถ้าสามารถคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ตามเกณฑ์ นี่คือเป้าหมายที่สำคัญค่ะ อ่านมาถึงตอนนี้แล้ว หลายๆ คนก็อาจจะสงสัยขึ้นมาในใจแล้วใช่ไหมว่า…เกณฑ์คือเท่าไร แล้วต้องทำยังไงถึงจะถึงจะบรรลุเป้าหมาย แล้วถ้าไม่สามารถคุมน้ำตาลได้ตามเกณฑ์ โรคนี้จะมีผลเสียอะไรบ้าง

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับโรคเบาหวานกันก่อนค่ะว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร โรคเบาหวานเกิดจากการที่ตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้ หรือสร้างออกมาแล้วทำงานได้ไม่ดีพอ การทำงานของอินซูลิน คือทำหน้าที่นำน้ำตาลในเลือดไปสู่เนื้อเยื่อต่างๆ ทั่วร่างกายเพื่อสร้างพลังงาน ดังนั้น ถ้าร่างกายผู้ป่วยโรคเบาหวานมีอินซูลินไม่เพียงพอก็จะทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ผู้ที่มีอาการของโรคเบาหวานชัดเจนคือ หิวน้ำมาก ปัสสาวะบ่อยและมาก น้ำหนักตัวลดลงโดยที่ไม่มีสาเหตุ ควรเจาะตรวจระดับน้ำตาลในเลือด โดยมีเกณฑ์ว่าถ้าเจาะหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง แล้วพบว่าน้ำตาลในเลือดมากกว่าหรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือสุ่มเจาะน้ำตาลในเลือดโดยที่ไม่ได้อดอาหาร แล้วพบว่าน้ำตาลในเลือดมากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็จะถือว่าคนผู้นี้เป็นเบาหวาน แต่สำหรับคนที่ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง อยู่ในช่วง 100-125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือสุ่มเจาะน้ำตาลในเลือดโดยที่ไม่ได้อดอาหาร แล้วพบว่าน้ำตาลในเลือดอยู่ในช่วง 140-199 มิลลิกรัม/เดซิลิตร จะถือว่าคนผู้นี้มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน แพทย์อาจยังไม่เริ่มยา แต่ผู้ป่วยควรควบคุมอาหาร และออกกำลังกายเพิ่มขึ้น

ทั้งคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานและเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน จะต้องควบคุมการรับประทานอาหารโดยลดการรับประทานของหวานลง รวมถึงอาหารจุกจิก ขนมนมเนย และไม่รับประทานมากกว่าที่ใช้พลังงาน เพราะพลังงานที่เหลือใช้จากการรับประทานอาหารมากเกินไป ก็สามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลและไขมันในร่างกายได้ ในคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานแล้ว แพทย์อาจพิจารณาให้ยารักษา ซึ่งการรับประทานยาต่อเนื่องและมีการติดตามผลกับแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ ควบคู่การควบคุมอาหาร และออกกำลังกายด้วยก็จะทำให้เราควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ตามเป้าหมาย โดยเป้าหมายการรักษาเบาหวานจะถือว่าได้ผลดีต่อเมื่อ สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อยู่ระหว่าง 70-130 มิลลิกรัม/เดซิลิตร เมื่อเจาะระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง หรือไม่เกิน 180 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

เมื่อสุ่มเจาะน้ำตาลในเลือดโดยที่ไม่ได้อดอาหาร หรือเมื่อเจาะค่าน้ำตาลสะสมหรือที่เรียกว่าค่า HbA1c แล้วได้ค่าไม่เกิน 7% ซึ่งโดยปกติแล้วค่าน้ำตาลสะสม แพทย์มักจะเจาะตรวจทุก 3-6 เดือน เพื่อดูว่าระดับน้ำตาลของผู้ป่วยระหว่างวันที่ไม่ได้มาพบแพทย์นั้นสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีทุกวันสม่ำเสมอหรือไม่ ค่า HbA1c เป็นค่าที่ค่อนข้างแม่นยำ เพราะแสดงถึงน้ำตาลที่เกาะบนเม็ดเลือดแดง ซึ่งเม็ดเลือดแดงของคนเราก็จะมีอายุอยู่ได้ประมาณ 120 วัน ค่า HbA1c จึงสะท้อนถึงค่าเฉลี่ยของน้ำตาลในเลือดตลอดช่วงประมาณ 4-12 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ค่อนข้างดี เพราะมีผู้ป่วยบางคนเวลาแพทย์นัดเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว จะอดอาหารก่อนมาพบแพทย์ตามนัดล่วงหน้า 2-3 วัน ค่าน้ำตาลในเลือดก็สามารถลดลงมาได้ เหมือนทำให้ตัวเลขน้ำตาลดูดีขึ้นมาเพียงผิวเผิน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าไม่เคยควบคุมการรับประทานอาหารเลย แต่ถ้าลองมาเจาะค่า HbA1C ก็จะพบว่ามีค่าสูง (นี่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีของผู้ป่วยที่ชอบหลอกหมอ)

หากผู้ป่วยสามารถคุมค่าน้ำตาลในเลือดให้ได้ตามเป้าหมายแล้ว ผลดีที่จะเกิดขึ้นก็คือ สุขภาพที่แข็งแรงค่ะ ไม่เกิดโรคแทรกซ้อนที่มักพบตามมาในโรคเบาหวาน เพราะโรคเบาหวานเป็นเพชรฆาตเงียบค่ะ เหมือนจะไม่มีอาการแสดงใดๆ แต่หากผู้ป่วยหลงระเริงปล่อยปละละเลยไม่สนใจ ยาก็รับประทานบ้าง ลืมบ้าง อาหารก็ไม่คุม เพราะคิดว่าไม่เป็นไร โรคนี้ก็จะค่อยๆ ชักชวนเพื่อนโรคอื่นๆ เข้ามากล้ำกราย เช่น โรคต้อกระจก โรคไต โรคชาปลายมือปลายเท้า โรคหัวใจ โรคอัมพฤกษ์อัมพาต หรือเวลาเกิดบาดแผล แผลก็จะติดเชื้อหายช้ามาก บางคนถึงขั้นต้องสูญเสียอวัยวะ เช่น ตัดขา เพราะเกิดแผลเรื้อรังรักษาไม่หาย เพราะฉะนั้น ไม่คุ้มกันเลยนะคะที่จะปล่อยให้โรคต่างๆ แบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเรา ทั้งๆ ที่เราสามารถที่จะป้องกันได้ เริ่มตั้งแต่วันนี้ด้วยการคุมน้ำตาลให้อยู่ในค่าเป้าหมายแค่นั้นเอง

ที่ต้องอธิบายเกี่ยวกับโรคเบาหวานมายืดยาว สมัคร Royal Online ก็เพราะว่าผู้ป่วยบางคนขาดความเข้าใจถึงความร้ายแรง หรือผลเสียของโรค ทำให้ละเลยการปฏิบัติดูแลตนเอง สำหรับใครที่สนใจจะรับประทานสมุนไพรเพื่อรักษาเบาหวานก็ขอแนะนำว่าสมุนไพรเหล่านี้เป็นเพียงทางเลือกเสริม โดยเฉพาะในคนที่รับประทานยาแผนปัจจุบันแล้วยังไม่สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ลงมาอยู่ในค่าเป้าหมายได้ การติดตามผลน้ำตาลและโรคแทรกซ้อน โดยการไปพบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็น รวมถึงการแจ้งแพทย์เกี่ยวกับสมุนไพรที่เราเลือกใช้เสริมเข้ามา เพราะแพทย์จะได้พิจารณาปรับยาให้ผู้ป่วยให้ได้อย่างเหมาะสม

4 อภินิหาร ผักฆ่าน้ำตาล

เป็นผักที่มีงานวิจัยสนับสนุนว่าช่วยในการลดน้ำตาลได้ จึงมีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานควบคู่กับการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังเป็นพืชผักที่รับประทานกันอยู่แล้ว หาได้ง่าย และมีความปลอดภัยสูง โดยผู้ป่วยอาจเลือกใช้ผักเหล่านี้ชนิดใดชนิดหนึ่ง โดยอาจใช้สลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ในคนที่คุมน้ำตาลได้ดีอยู่แล้วด้วยยาของแพทย์ อาจรับประทานเพียงเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดตกมากเกินไป

มะระขี้นก มีผลกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ยับยั้งการสร้างกลูโคส ทำให้มีผลลดน้ำตาลในเลือดได้ วิธีใช้คือ คั้นน้ำจากผลสดมื้อละ 2-3 ผล โดยเอาเมล็ดในออก ใส่น้ำลงไปเล็กน้อย ปั่นคั้นเอาแต่น้ำดื่ม 3 เวลา ก่อนอาหาร หรือนำเนื้อมะระผลเล็ก (มีตัวยามาก) ผ่านำเมล็ดออก หั่นเนื้อมะระเป็นชิ้นเล็กๆ ตากแดดให้แห้ง แล้วนำมาชงกับน้ำเดือด (มะระ 1-2 ชิ้น ต่อน้ำ 1 ถ้วย) ดื่มเป็นน้ำชา ครั้งละ 1-2 ถ้วย วันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร

หรือรับประทานในรูปแบบแคปซูลครั้งละ 500-1,000 มิลลิกรัม วันละ 1-2 ครั้ง มะระขี้นก จะมีรสขมมากกว่ามะระจีน วิธีลดความขมของมะระขี้นกทำได้ด้วยการต้มน้ำให้เดือดจัด ใส่เกลือประมาณหยิบมือ แล้วลวกมะระในน้ำเดือดสักครู่ จะทำให้ความขมลดลง มะระที่สุกแล้วจะมีสารซาโปนิน (Saponin) ในปริมาณมาก การรับประทานอาจทำให้มีอาการอาเจียน ท้องร่วงได้ ดังนั้น ควรรับประทานผลอ่อน ข้อควรระวังคือ คนท้อง เด็ก และคนที่มีน้ำตาลในเลือดต่ำไม่ควรรับประทาน และควรรับประทานในปริมาณที่พอดี อย่าทำอะไรเกินเลย เพราะความขมจัดของมะระขี้นก อาจทำให้ตับทำงานหนักขึ้น

มะขามหวานคุณภาพดี แปรรูปมะขามคลุกตลาดมีความต้องการสูง

คุณสมชาย เหลี่ยมศร ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ผลวังซับเปิบ เลขที่ 32 หมู่ที่ 9 ตำบลซับเปิบ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. (087) 660-1152 เกษตรกรที่ปลูกมะขามหวานมานานกว่า 25 ปี อธิบายว่า พันธุ์มะขามหวาน หากแบ่งตามอายุการเก็บเกี่ยวนั้น เบื้องต้นพอจะแบ่งได้ 3 แบบคือ มะขามหวาน

พันธุ์เบา คือ เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตก่อนพันธุ์อื่นๆ มีช่วงการเก็บเกี่ยวในเดือนธันวาคม-มกราคม ได้แก่ พันธุ์น้ำผึ้ง พันธุ์สีชมพู พันธุ์ประกายทอง (ตาแป๊ะ) พันธุ์กลาง เป็นพันธุ์ที่แก่ และให้ผลผลิตช้ากว่าพันธุ์เบา ประมาณ 7-15 วัน ได้แก่ พันธุ์อินทผลัม พันธุ์ขันตี และ

พันธุ์หนัก เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตช้ากว่าพันธุ์อื่นๆ เพราะมีระยะเจริญของผลนาน โดยจะเก็บผลได้ประมาณปลายเดือนมกราคม ได้แก่ พันธุ์สีทอง (นายหยัด) พันธุ์หมื่นจง พันธุ์เพชรเกษตร เป็นต้น

ลักษณะของฝักมะขามหวาน คุณสมชาย อธิบายว่า แบ่งคร่าวๆ ได้ 3 แบบ ฝักดิ่งหรือฝักตรง ฝักประเภทนี้มีรูปร่างเหยียดตรง ฝักไม่โค้งงอ เช่น พันธุ์ขันตี ฝักดาบ ฝักประเภทนี้มีรูปร่างคล้ายฝักดิ่ง แต่ฝักจะเอนโค้งเล็กน้อยคล้ายรูปดาบ ฝักอาจกลมหรือแบน เช่น พันธุ์อินทผลัม และ ฝักฆ้องหรือโค้ง ฝักประเภทนี้มีรูปร่างโค้งงอ และมีความยาวมากกว่าฝักทุกประเภท ลักษณะของการโค้งจะโค้งงอมากจนเกือบเป็นวงกลม เช่น พันธุ์สีทอง พันธุ์น้ำผึ้ง เป็นต้น

ภายหลังเก็บผลผลิตหมดประมาณเดือนมีนาคมเป็นช่วงที่มะขามหวานพักตัวโดยผลัดใบและเริ่มแตกใบใหม่ พร้อมกับออกดอกติดฝักในฤดูต่อไป จึงต้องตัดแต่งกิ่งเพื่อกำจัดกิ่งที่ไม่ต้องการ กิ่งกระโดง กิ่งที่มีโรคและแมลงทำลายออก หรือกิ่งที่ไม่ถูกแสงแดดออก เพื่อป้องกันการสะสมของโรคราและแมลงศัตรูพืช การแต่งกิ่งที่ดีจะทำให้ต้นโปร่งไม่แน่นทึบ แสงแดดส่องได้ทั่วถึง มีผลทำให้มะขามหวานติดฝักดกสม่ำเสมอ ทรงพุ่มจะสวยงามเป็นระเบียบ

การผลัดใบของมะขามหวานโดยธรรมชาติมะขามหวานจะทิ้งใบเมื่อใบแก่หมดอายุจึงต้องเปลี่ยนใบใหม่ เพื่อให้สร้างอาหารได้ดีกว่าใบเก่าเมื่อกระทบแล้งจึงผลัดใบหมดทั้งต้น แต่บางปีการแตกใบใหม่มาเร็วเกินไป จำเป็นต้องช่วยให้มะขามหวานผลัดใบพร้อมกัน เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลรักษาและป้องกันการออกดอกติดฝักทะวายหลายรุ่น ดีกว่าปล่อยให้ค่อยๆ ผลัดใบ ดังนั้น ภายหลังจากการตัดแต่งกิ่งประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน ต้องพรวนดินรอบทรงพุ่ม เพื่อให้ดินร่วนโปร่ง ระบายน้ำและอากาศได้ดีในขณะเดียวกันจะทำให้รากฝอยของต้นมะขามหวานขาด เป็นการหยุดการลำเลียงอาหารและน้ำหวานจึงทิ้งใบพร้อมกันทั้งต้นโดยธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีฉีดพ่นให้ใบร่วงแต่อย่างใด

ประมาณเดือนมิถุนายน ควรใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 8-24-24 หรือสูตรที่ใกล้เคียงกัน ต้นละประมาณ 1-2 กิโลกรัม ตามสภาพความเหมาะสมของพื้นที่และความสมบูรณ์ของต้นในระยะนี้ หากความชื้นไม่เพียงพอหรือฝนไม่ตกดอกมะขามหวานจะแห้งเหี่ยวและร่วงง่าย ดอกที่ไม่ได้รับการผสมภายใน 1-2 วัน จะร่วงหล่น การผสมเกสรต้องอาศัยลมและแมลงช่วยพาเกสรตัวผู้ไปผสมกับเกสรตัวเมีย การให้ปุ๋ยเป็นระยะๆ คือช่วงที่ติดฝักเป็นสีเขียวประมาณเดือนกรกฎาคม ควรใช้ปุ๋ย สูตร 13-13-21 หรือ 8-24-24 ต้นละ 1-2 กิโลกรัม อีกครั้ง ประมาณเดือนสิงหาคม-กันยายน เพื่อมะขามหวานจะได้ฝักเจริญเติบโตดี และรสชาติดียิ่งขึ้น และต้องให้น้ำอย่างเพียงพอ

มะขามหวาน นิยมให้ต้นติดผล และให้ผลผลิตหลังจากการปลูกแล้ว เมื่อเข้าปีที่ 4

และจะให้ผลผลิตได้นานถึง 30 ปี เป็นไม้ผลที่อายุยืน ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา มีระยะการออกดอกถึงดอกบาน ประมาณ 20 วัน และหลังจากนั้น ประมาณ 8 เดือน จึงให้ผลผลิต ซึ่งฝักจะแก่พร้อมเก็บได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ปลูก ดังที่กล่าวข้างต้นมะขามหวานจะแก่ เก็บได้ในฤดูแล้งประมาณเดือนธันวาคม-มีนาคม ขึ้นอยู่กับพันธุ์และสภาพดินฟ้าอากาศ ปีใดฝนตกต้นฤดูและหมดเร็วมะขามก็จะแก่เร็ว และพันธุ์เบา ฝักเล็ก คุณภาพปานกลาง จะแก่เก็บได้ก่อน ส่วนพันธุ์ดีๆ นั้นจะเก็บได้ตอนกลางฤดู คือประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ หรือต้นเดือนมีนาคม

การเก็บเกี่ยวมะขามหวาน

การเก็บฝักมะขาม ต้องพิจารณาดูเป็นต้นๆ หรือเป็นฝักๆ ไป บางทีอาจจะแก่เก็บได้ไม่พร้อมกัน ฝักปลายๆ หรือด้านนอกพุ่มมักจะแก่ก่อน โดยสังเกตจากสีของฝัก ความเหี่ยวของก้านฝัก และลักษณะอื่นๆ ซึ่งต้องใช้ความชำนาญ หรือประสบการณ์ จะต้องเก็บทีละฝัก โดยใช้มีดหรือกรรไกรตัดออกจากต้น นำฝักมะขามหวานที่เก็บได้ไปกองผึ่งลมไว้สัก 2-3 วัน เพื่อให้ความชื้นในฝักมีอยู่พอสมควร จึงตัดแต่งก้านหรือขั้วฝักแล้วบรรจุภาชนะจำหน่ายได้

การเก็บเกี่ยว มีวิธีสังเกตคือ ดูที่เปลือกของฝัก จะแห้งกรอบ สีซีดลงคล้ายมีนวลที่ผิว ดีดหรือเคาะเบาๆ จะมีเสียงกลวงๆ ไม่แน่น ก้านหรือขั้วของฝักจะแห้งเหี่ยวและแข็งแรง เปราะหักง่าย น้ำหนักเบา การเก็บเกี่ยวต้องทิ้งช่วงทุกๆ 7-10 วัน โดยใช้บันไดพาดกิ่ง หรือปีนต้นขึ้นไปใช้กรรไกรสำหรับตัดฝักมะขามหวานโดยเฉพาะที่มีแหนบสำหรับหนีบขั้วของฝักไว้ ไม่ให้ฝักร่วงหล่น โดยคัดเลือกตัดเฉพาะฝักที่สุกจริงๆ และพยายามอย่าให้กระทบกระเทือนฝักที่ยังไม่สุก หรือให้กระทบกระเทือนน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้ฝักหัก

การรักษาฝักมะขามหวาน

นำฝักมะขามหวานไปผึ่งลม ซึ่งต้องอยู่ในที่ร่มตามระยะเวลา คือ ผึ่งนาน 2-5 วัน จะเก็บได้นาน 20-30 วัน ผึ่งนาน 10-15 วัน จะเก็บได้นาน 30-60 วัน หรือจะนำไปเก็บรักษาในห้องเย็น ก็จะเก็บรักษาได้นานหลายเดือน มะขามที่เก็บมาแล้วจะนำไปเข้าห้องเย็นไว้ได้ทั้งปี อุณหภูมิ -4 องศาเซลเซียส เมื่อจะขายเราก็จะนำมาอบก่อน สำหรับสวนที่ยังไม่มีประสบการณ์การตรวจสอบว่าฝักมะขามหวานแห้งได้ที่หรือยัง ให้นำฝักมะขามหวานประมาณครึ่งกิโลกรัมมาใส่ถุง และรัดปากถุงให้สนิท และทิ้งไว้ประมาณ 1-2 วัน แล้วสังเกต หากมีไอน้ำที่เป็นฝ้าหรือหยดน้ำเกาะตามปากถุง แสดงว่าฝักมะขามหวานชุดนั้นยังแห้งไม่สนิท ให้ผึ่งลมต่อ แต่หากไม่มีไอน้ำก็แสดงว่าแห้งได้ที่แล้ว

มะขามหวานนิยมรับประทานเป็นผลไม้ จึงมีการจำหน่ายมะขามหวานแบบจำหน่ายทั้งฝัก ซึ่งมีข้อเด่นคือ ผู้บริโภคสามารถเห็นลักษณะของฝัก และสายพันธุ์ของมะขามหวาน แต่มีข้อด้อยคือ ผู้บริโภคจะไม่สามารถเห็นภายในฝักว่ามีลักษณะอย่างไร และไม่สะดวกต่อการรับประทาน ปัจจุบัน จึงเริ่มมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยจำหน่ายเป็นเนื้อมะขามที่แยกออกจากรกมะขาม แล้วบรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะมีความสะดวกในการบริโภค ในกระบวนการผลิตเริ่มจากนำมะขามพันธุ์ที่ต้องการมาแกะเปลือกแยกรกออก

จากนั้นเลือกฝักที่ได้มาตรฐานตามที่ตลาดต้องการ ไปบรรจุในภาชนะบรรจุที่เหมาะสม ในขั้นตอนการผลิตทั้งหมดมีส่วนเหลือที่ถูกคัดออก เนื่องจาก ฝักลีบ ฝักงอ ฝักหัก มีเมล็ดติด มีรอยแมลงเจาะและมีสีซีด เป็นต้น เศษมะขามดังกล่าวยังมีคุณภาพสามารถนำมาบริโภคได้

ปัญหาของมะขามหวาน คือ โรคราในฝัก

เป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกร ตอนที่เกษตรกรเก็บผลผลิตออกมาขาย แต่มะขามเป็นรา เมื่อผู้บริโภคซื้อไปแล้วเจอรา เกิดความไม่พอใจ พอเจอราก็ไม่ซื้อ ส่งผลให้เกษตรกรขายของไม่ได้ เมื่อเกิดปัญหาเช่นนี้เกษตรกรไม่อยากปลูกต่อ มะขามหวาน พันธุ์ “ประกายทอง” เป็นพันธุ์ที่มีปัญหาเรื่องรามากที่สุด เนื่องจากเปลือกบาง รสชาติหวานจัด กลิ่นหอม เนื้อนุ่ม มีลักษณะเป็นทรายสีน้ำผึ้งออกทรายแดง เมล็ดเล็ก เยื่อหุ้มเมล็ดบาง ออกดอกเดือนพฤษภาคม สามารถเก็บเกี่ยวฝักได้ประมาณปลายเดือนธันวาคม

ด้วยข้อเสียเรื่องเปลือกบาง อ่อนแอต่อการเข้าทำลายของเชื้อราหลังการเก็บเกี่ยว การเก็บฝักต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ หากเปลือกแตกจะทำให้เสียราคา ฝักมะขามมีรก 3-4 เส้น ต่อฝัก ทำให้รับประทานยาก และเนื่องจากเป็นมะขามที่มีฝักขนาดใหญ่ และติดฝักดกสม่ำเสมอ จึงต้องให้ปุ๋ยอย่างเพียงพอเพื่อไม่ให้รสชาติเปลี่ยนแปลง จะพบได้ว่าเมื่อประกายทองออกมา ต้องมีรา จนกลายเป็นคำขวัญว่า ประกายทองดีต้องมีรา

มะขามหวานประกายทอง เป็นพันธุ์ที่มีเนื้อเยอะสุด รสชาติหวานสุด และก็รามากสุด พันธุ์อื่นราไม่ขึ้นเพราะออกดอกช้ากว่า แต่พันธุ์ประกายทองออกดอกตั้งแต่หน้าฝน ไหลไปตามหยดน้ำบนกิ่งไปยังฝักมะขามเข้าทางขั้วผลหรือผ่านทางเปลือกฝัก เพราะฉะนั้นเกษตรกรจึงไม่สนใจพันธุ์นี้ หันไปปลูกพันธุ์อื่นแทน แต่พันธุ์ประกายทองถ้าจะแก้ไขปัญหาคือ ใช้สารป้องกันและกำจัดโรคพืชที่เหมาะสม ซึ่งตัวที่ได้ทดลองและได้ผลดีที่สุดคือ “สารเเมนโคเซบ” วิธีใช้สารฉีดพ่นป้องกันกำจัดเชื้อราด้วยแมนโคเซบ (เช่น แมนเซท-ดี) ฉีดพ่นสารตั้งแต่ช่วงเริ่มออกดอก 1 เดือน ฉีดพ่น 1 ครั้ง ฉีดทั้งหมด 3 ครั้ง ก่อนเก็บเกี่ยวจะได้ผลค่อนข้างดีหรือตามความเหมาะสม

การป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูมะขามหวาน

แมลงศัตรูมะขามที่สำคัญและทำความเสียหายให้แก่มะขามหวาน

แมลงนูน หรือแมลงปีกแข็ง กัดกินใบอ่อนและดอก จะระบาดในระยะมะขามผลิใบอ่อน และออกดอก แมลงจะทำลายในตอนเย็นหรือกลางคืน ควรใช้ยากลุ่มคาร์บาริล (เช่น เซฟวิน 85, เอส-85) พ่นขณะที่มีการระบาด ควรพ่นยาในตอนเย็นให้ถูกตัวแมลง และพ่นยาป้องกันไว้ทุกเดือน

หนอนคืบสีเทา เป็นศัตรูสำคัญที่ทำความเสียหายให้แก่สวนมะขาม ตัวหนอนจะระบาดในช่วงฤดูฝนระยะมะขามกำลังผลิใบจวนแก่และกำลังออกดอก ถึงติดฝักอ่อน หนอนจะอยู่ใต้ใบ กัดกินใบ ดอก และฝักอ่อน ทั้งกลางวันและกลางคืน และจะชักใยทิ้งตัวลงพ่นให้ถูกตัว และควรพ่นยาป้องกันไว้เมื่อถึงระยะการระบาด หากพบการระบาด พ่นด้วยสารอะบาแม็กติน (เช่น โกลแจ็กซ์) หรือสารไซเพอร์เมทริน (เช่น โกลน็อค 35%)

หนอนเจาะฝัก จะเข้าทำลายโดยเจาะฝักมะขาม ตั้งแต่ฝักเริ่มอายุ 2 เดือนขึ้นไป ทำให้ฝักเสียหายมาก หนอนเจาะมะขาม เป็นหนอนผีเสื้อกลางคืน ตัวเต็มวัยวางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆ บนฝักมะขาม ตั้งแต่ยังเป็นฝักอ่อนจนถึงฝักสุก วางไข่ตามรอยหักหรือแตกมากกว่าฝักปกติ เมื่อตัวพัฒนาเป็นตัวหนอน ถ้าเป็นฝักอ่อนจะทำให้ฝักลีบ ส่วนฝักมะขามแก่จะกัดกินเนื้ออ่อนภายในและถ่ายมูลออกมาเป็นขุยอยู่บนฝักมะขาม

การป้องกันกำจัด หมั่นสำรวจและเก็บฝักมะขามที่ถูกทำลายทิ้ง หากพบการระบาด พ่นด้วยสารอะบาแม็กติน หรือสารไซเพอร์เมทริน วันก่อนได้ไปชิมน้ำอ้อยสดอินทรีย์ ที่ตลาดสุขใจ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเจ้าของไร่อ้อยคือ คุณยุทธพงษ์ กอบกาญจนา วัย 51 ปี มาคั้นเองขายเอง จุดเด่นนอกจากจะเป็นน้ำอ้อยอินทรีย์แล้ว ยังให้ลูกค้าได้เลือกด้วยว่าจะใส่น้ำมะกรูด น้ำมะนาว หรือเป็นน้ำอ้อยล้วนๆ ลูกค้าหลายรายเลือกใส่มะกรูด พอดื่มแล้วต่างติดใจ เพราะมีรสเปรี้ยวผสมไปด้วย อีกทั้งมีกลิ่นหอมของมะกรูด ดื่มแล้วชื่นใจดี

ปลูกแบบเคมี ค่าใช้จ่ายสูง ว่าไปแล้ว เจ้าของไร่อ้อยอินทรีย์รายนี้มีความน่าสนใจหลายอย่าง โดยเฉพาะการนำน้ำอ้อยมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยทำน้ำอ้อยคั้นน้ำเป็นหลัก และยังทำน้ำตาลทั้งแบบน้ำตาลปี๊บ และแบบน้ำตาลทราย รวมทั้งไซรัปด้วย ซึ่งคงมีชาวสวนน้อยรายที่สามารถทำแบบนี้ได้

คุณยุทธพงษ์ กอบกาญจนา ผู้เป็นเจ้าของไร่จอมยุทธ์ ในวัยหนุ่มหลังจบปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาวิชาพืชไร่นา เขาเคยทำงานกับ บริษัท คาร์กิลล์เมล็ดพันธุ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของ นักธุรกิจชาวอเมริกัน ทำหน้าที่ส่งเสริมการขายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสม ที่จังหวัดสระแก้ว และที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ทำอยู่ 3 ปีกว่า จากนั้นมาช่วยกิจการโต๊ะจีนของครอบครัว

พอปี พ.ศ. 2550 เริ่มทำไร่อ้อยเป็นปีแรก ในพื้นที่ 16 ไร่ ที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี จากนั้นเช่าที่ดินปลูกอ้อยเพิ่มเป็น 100 ไร่ ได้รับผลผลิตสูงสุด เกือบ 1,400 ตัน ต่อปี โดยจ้างคนงานตัดส่งโรงงานน้ำตาลท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี เป็นการทำไร่อ้อยแบบปกติทั่วไป คือใส่ปุ๋ยเคมี และฉีดยาคุมฆ่าหญ้า สุดท้าย พบว่าแม้จะปลูกอ้อยเพิ่มจำนวนมากเท่าใดก็ตาม แต่เมื่อหักลบค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเฉพาะในส่วนของปุ๋ยเคมีและหญ้าฆ่าหญ้า แล้วก็ไม่ได้คุ้มค่ากันเลย

ดังนั้น ในปี 2559 คุณยุทธพงษ์จึงหันมาปลูกอ้อยอินทรีย์แทน ซึ่งอ้อยอินทรีย์อันเป็นผลผลิตของไร่จอมยุทธ์ มีใบรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (Participatory Garantee System-PGS) จากสามพรานโมเดลด้วย

คุณยุทธพงษ์ แจกแจงผลเสียของการปลูกอ้อยเคมีว่า จะต้องใส่ปุ๋ยเคมี ซึ่งทำให้ดินเสื่อมสภาพได้ง่าย อีกทั้งการฉีดยาคุมฆ่าหญ้า ทำให้มีสารเคมีอันตรายตกค้างลงในดินและติดไปกับใบอ้อย และถึงแม้ว่าการปลูกอ้อยเคมีจะได้ผลผลิตสูง แต่ค่าใช้จ่ายในการดูแลก็สูงตามไปด้วย ต้องทำในพื้นที่มากๆ ถึงจะคุ้มทุน เนื่องจากส่งโรงงานน้ำตาล ตันละ 880 บาท (ปีนี้) หักค่าตัดส่งโรงงานอีก 300 บาท เหลือแค่ 500 กว่าบาทเท่านั้น

อ้อย 1 ตัน แปรรูปขายได้เป็นแสน

ในขณะที่การปลูกอ้อยอินทรีย์ ไม่ต้องดูแลมาก ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ใส่ ตอนปลูกครั้งแรกโดยรองก้นหลุม พอตอนอายุ 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน 8 เดือน ก็ใส่อีก หรือทุก 2 เดือนก็ได้ จากนั้นให้น้ำปกติ ไม่ต้องฉีดยาคุม ฆ่าหญ้า ใช้ถากเอา ถึงมีหญ้ามากๆ ก็ใช้รถไถเล็กตีพรวนดิน กำจัดหญ้า กลายเป็นปุ๋ยให้กับอ้อยต่อไป ซึ่งการปลูกอ้อยอินทรีย์ จะต้องดูแลเรื่องหญ้าเป็นหลัก ในช่วงปลูกใหม่ จนถึง 4 เดือน หลังจากนี้ ใบอ้อยก็คลุมดินหมดแล้ว หญ้าจะน้อย ที่สำคัญเมื่อนำอ้อยไปคั้นสดขาย อ้อย 1 ตัน สามารถขายได้นับแสนบาทเลยทีเดียว

ปัจจุบัน คุณยุทธพงษ์ ลดพื้นที่ปลูกอ้อยเหลือแค่พื้นที่ตัวเอง 23 ไร่ โดยแบ่งส่วนหนึ่งปลูกอ้อย ประมาณ 6 ไร่ นอกนั้นเน้นปลูกพืชผสมผสาน ทั้งกล้วยน้ำว้า ตะไคร้ อัญชัน มะม่วง ฝรั่ง มะพร้าวน้ำหอม ซึ่งรออีก 2 ปี น่าจะได้เก็บผลผลิตได้

เจ้าของไร่จอมยุทธ์บอกถึงแรงจูงใจที่หันมาทำเกษตรอินทรีย์ โดยเข้าร่วมกลุ่มกับทางสามพรานโมเดลว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากการไปอบรมเกษตรธรรมชาติ ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง (อบรมธุรกิจ รุ่น 430 เมื่อ ปี 2558) อบรมการออกแบบพื้นที่กสิกรรมธรรมชาติ ภาคปฏิบัติ รุ่น 1 อบรมการทำนาอินทรีย์ ทั้งระบบแบบยั่งยืน จากมูลนิธิข้าวขวัญสุพรรณบุรี ในปีเดียวกัน ซึ่งในการอบรมที่มูลนิธิข้าวขวัญสุพรรณบุรี ได้พบกับ คุณอรุณี พุทธรักษา เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์มาหลายปี ในเครือข่ายสามพรานโมเดล และได้ชักชวนให้มาร่วมทำเกษตรอินทรีย์

“ใจจริงผมอยากทำแนวอินทรีย์มานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาส เลยเริ่มตั้งใจทำเกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มขุดบ่อวางแปลนในต้นปี 2559 ยึดหลัก ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น เหลือก็แจกจ่าย แจกแล้วค่อยขาย เน้นความยั่งยืน”

น้ำอ้อย มีประโยชน์สารพัด

สำหรับพันธุ์อ้อยที่คุณยุทธพงษ์ปลูก มีพันธุ์ขอนแก่น 3 ไว้ทำน้ำตาลและคั้นสดขายได้ และพันธุ์สุพรรณ 50 สำหรับคั้นน้ำ ส่วนพันธุ์สุพรรณ 72 ทำอ้อยควั่น โดยนอกจากจะขายที่ตลาดสุขใจทุกวันเสาร์และ วันอาทิตย์แล้ว ยังร่วมออกบู๊ธโครงการตลาดสุขใจสัญจร ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ย่านรัชโยธิน เดือนละ 1 ครั้ง รวมๆ แล้ว มีรายได้เดือนละ 20,000 กว่าบาท

คุณยุทธพงษ์ บอกว่า การขายน้ำอ้อยที่ตลาดสุขใจ ถือว่าได้ราคาดี เนื่องจากเป็นอ้อยอินทรีย์ ขายแก้วละ 30-35 บาท ถ้าใส่มะนาว มะกรูด เพิ่มอีก 5 บาท ต่อแก้ว ซึ่งแม้จะดูราคาสูง แต่ถ้าเทียบกับพวกน้ำชา กาแฟ ที่ใส่น้ำเชื่อมนมข้น แก้วละ 30-35 บาท เทียบกันแล้วน้ำอ้อยอินทรีย์ไม่ได้แพงกว่า เพราะมีคุณค่าและสารอาหารที่มีประโยชน์มากกว่า ซึ่งน้ำอ้อยคั้นสดอุดมไปด้วยแคลเซียม โพแทสเซียม วิตามิน A, C, B1, B2, B6 และสารต้านอนุมูลอิสระ มีเอนไซม์ช่วยป้องกันฟันผุ

อีกทั้ง น้ำอ้อย มีน้ำตาลน้อยกว่าน้ำหวาน น้ำอัดลม ในปริมาณที่เท่ากัน นอกจากนี้ ยังมีฟลาโวนอยด์ ช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ช่วยบำรุงไต และเสริมภูมิต้านทาน ป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ รวมทั้งเพิ่มความสดชื่นและพลังงาน เพราะเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ซึ่งร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ทันที ปลอดภัยต่อผู้ป่วยเบาหวาน กินได้สบาย

ส่วนน้ำอ้อยที่แปรรูปเป็นน้ำตาลปี๊บ ขายกิโลกรัมละ 300 บาท ถ้าเป็นน้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 350 บาท คุณยุทธพงษ์ พูดถึงแผนธุรกิจในอนาคตว่าจะทำแฟรนไชส์ขายอ้อยคั้นน้ำอินทรีย์ รวมถึงแปรรูปอ้อย เป็นน้ำตาลปี๊บ น้ำตาลอ้อยสีรำ และไซรัปอ้อย ซึ่งสินค้าทั้งหมดนี้จะส่งขายทางออนไลน์และฝากขายในร้านกาแฟด้วย เนื่องจากเวลานี้มีกลุ่มรักษาสุขภาพจำนวนมากที่ต้องการกินหวานอย่างปลอดภัย

วิธีทำน้ำตาล

เจ้าของไร่จอมยุทธ์ เปรียบเทียบการปลูกอ้อยเคมีและอินทรีย์ให้ฟังอย่างละเอียดว่า การปลูกอ้อยเคมี ต้องใส่ปุ๋ยเคมีอย่างน้อย 3 ครั้ง คือตอนปลูกใหม่ ตอนอายุ 4 เดือน และช่วงก่อนหน้าฝน ต้องฉีดยาคุมฆ่าหญ้าไปด้วย ฉะนั้น จึงมีค่าใช้จ่าย ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าฉีดยา ค่าหว่านปุ๋ย ไร่ละไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท แล้วแต่ว่าใช้ปุ๋ยสูตรไหน ยาอะไร

ขณะที่ อ้อยอินทรีย์ ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ตันละ 2,000-4,000 บาท 3 ครั้ง เหมือนกัน แต่ถูกกว่าเยอะ ไม่ต้องฉีดยาคุมฆ่าหญ้า ใช้รถไถเล็กปั่นพรวนดินให้เป็นปุ๋ยไปในตัว ไร่ละไม่เกิน 1,000 บาท ปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้วย และยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอีก

ผลผลิต ถ้าเทียบกับอ้อยเคมี อาจได้น้อยกว่ากัน แต่สามารถแปรรูปขายได้ราคามากกว่าอ้อยเคมี (ตันละ 880 บาท) ถ้าเป็นอ้อยอินทรีย์ 1 ตัน ไปทำน้ำตาลได้ 100 กิโลกรัม ถ้าขายหมดก็ได้ถึง 30,000 บาท ต่อ 1 ตันอ้อยเลย หากนำมาคั้นทำน้ำอ้อยขาย ได้แก้วละ 30-35 บาท อ้อย 1 ตัน ได้น้ำอ้อยประมาณ 500 ลิตร เป็นแก้วได้ถึง 2,000 แก้ว คิดเป็นเงิน 60,000-70,000 บาท ต่ออ้อย 1 ตัน

“สรุปแล้ว การทำอ้อยอินทรีย์ข้อดีคือ ทำน้อยๆ ก็ได้มากกว่าทำอ้อยส่งโรงงานน้ำตาล และทำให้เรามี รายได้ตลอด ถ้าส่งอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาล ก็ได้แค่ปีละ 1 ครั้ง เท่านั้น แต่ผมขอเน้นว่า ต้องแปรรูป ส่วนอุปสรรคของการปลูกอ้อยอินทรีย์คือ เรื่องตลาดยังไม่กว้างเท่าไร แต่เริ่มดีขึ้นมากแล้ว เพราะผู้คนเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น”

สำหรับการทำน้ำตาลอ้อยก็ไม่ใช่เรื่องยาก คุณยุทธพงษ์อธิบายให้ฟังว่า เริ่มจากการนำน้ำอ้อยสดๆ มาตั้งเตาถ่าน หรือเตาฟืนก็ได้ ตั้งไว้จนเดือด พร้อมกับตักฟองออกเรื่อยๆ ให้สะอาดๆ ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ขึ้นกับปริมาณน้ำอ้อยที่จะทำ โดยน้ำอ้อย 5 กิโลกรัม ทำน้ำตาลได้ 1 กิโลกรัม (จาก อ้อยลำ 10 กิโลกรัม)

เมื่อเคี่ยวจนได้ที่แล้ว สังเกตจากฟองของน้ำอ้อยจะผุดเล็กๆ ที่สุด มีกลิ่นหอมพิเศษ ยกลงจากเตา นำมาคนให้คลายความร้อน ประมาณ 5 นาที จนน้ำอ้อยเริ่มเหนียว จะได้น้ำตาลปี๊บอ้อย และถ้าคนต่อไปอีก จะได้น้ำตาลทรายสีรำ เป็นผงสีสวยงาม เป็นอันใช้ได้ ขายได้กิโลกรัมละ 300-400 บาท

ข้าวอินทรีย์เป็นการผลิตข้าวที่หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ตลอดจนสารสังเคราะห์ต่างๆ ทุกชนิด อีกทั้งยังต้องปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และเทคนิคอื่นๆ ตามมาตรฐานอินทรีย์อีกมากมาย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแหล่งปลูกข้าวอินทรีย์ที่ได้มาตรฐานในประเทศจึงมีน้อย ขณะเดียวกัน ก็มีเกษตรกรรายใหม่สมัครใจเข้ามาปลูกข้าวอินทรีย์กันเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีแรงจูงใจจากราคาขายและความต้องการของตลาดที่ยังเปิดกว้าง

คุณประมวล ขันธ์เพชร ประธานกลุ่ม “วิสาหกิจชุมชนร่วมใจโนนค้อทุ่ง” ตั้งอยู่เลขที่ 157 หมู่ที่ 5 ตำบลโพนเมืองน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ บอกว่า ในอดีตชาวบ้านในพื้นที่ประสบปัญหาการปลูกข้าวมายาวนานจนมีรายได้ลดลงหรือบางรายมีหนี้สินจึงตัดสินเปลี่ยนมาปลูกข้าวอินทรีย์ตามมาตรฐานภายใต้ความอดทนต่อระเบียบ เงื่อนไขทั้งในเรื่องขั้นตอนการปลูก รวมถึงความซื่อสัตย์ เพราะเล็งเห็นว่ากำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคซึ่งมีตลาดรับซื้อแน่นอนในราคาที่ดี

ประธานกลุ่มกล่าวยอมรับว่าการปลูกข้าวอินทรีย์ในยุคแรกของการปรับเปลี่ยนในสังคมคนทำนาด้วยกันยังไม่มีใครยอมรับ หรือแม้แต่ในจังหวัดอำนาจเจริญยังไม่ใช่กลุ่มใหญ่ที่เข้มแข็ง ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงต้องหันไปพึ่งแล้วร่วมมือกับทางกลุ่มข้าวอินทรีย์ของจังหวัดยโสธรที่มีระบบ มีความเข้มแข็ง และความโดดเด่นที่มากกว่า

จนกระทั่งเมื่อได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตข้าวอินทรีย์จาก IFORM จากนั้นกิจกรรมต่างๆ ของกลุ่มเริ่มขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วจนเป็นที่รู้จักของกลุ่มข้าวอินทรีย์จากที่อื่นๆ ตามมา “การสร้างมาตรฐานในระบบอินทรีย์มิใช่เฉพาะขั้นตอนและกระบวนการปลูกข้าวเท่านั้น แต่สมาชิกทุกคนต้องเข้าร่วมแล้วยึดสัจจะตามหลักคุณธรรมด้วยการรักษาศีล 5 อย่างเคร่งครัดเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือต่อตลาดผู้บริโภค จนทำให้ทุกวันนี้มีสมาชิกที่มีผลผลิตแล้วรวมทั้งสิ้นกว่า 100 คน โดยต้องผลิตข้าวอินทรีย์ทั้งระบบให้ครบวงจรตั้งแต่แปลงนา โรงสี การเก็บเกี่ยวจนไปถึงการบรรจุภัณฑ์”

สำหรับพันธุ์ข้าวอินทรีย์ที่ปลูกในเชิงพาณิชย์ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 105, หอมมะลิแดง, ข้าวหอมนิล ขณะที่ใช้พันธุ์ข้าวดังกล่าวแพ็กใส่ถุงหรือขายเป็นกระสอบแล้ว ในลูกค้าบางกลุ่มยังต้องการให้ผสมข้าวต่างสายพันธุ์ไว้ในแพ็กเดียวกัน อีกทั้งยังมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์เป็นขนมเพื่อสร้างมูลค่าและทางเลือกให้กับผู้บริโภคควบคู่ไปด้วย

คุณประมวล บอกว่า สมัครเว็บบอลออนไลน์ ชาวนาที่ปลูกข้าวอินทรีย์จะคัดและเลือกเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีที่สุดในแต่ละรุ่นไว้เพื่อใช้ปลูกในรอบต่อไป แต่สำหรับรายใดที่เพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มข้าวอินทรีย์สามารถใช้เมล็ดพันธุ์เดิมที่ปลูกอยู่ก่อนหน้านี้ได้ แล้วให้ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเพื่อให้เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ที่สมบูรณ์ต่อไปจนถึงในช่วงประมาณ 36 เดือน (3 ปี) จึงจะรับรองว่าเป็นอินทรีย์ ซึ่งชาวบ้านจะปลูกกันเฉลี่ย 10-50 ไร่ ต่อราย

อย่างไรก็ตาม นอกจากราคาขายข้าวอินทรีย์ที่สูงกว่าราคาข้าวอื่นๆ ตามท้องตลาดแล้ว ทางกลุ่มยังเพิ่มแรงจูงใจให้แก่สมาชิกที่ปลูกข้าวอินทรีย์ที่ได้มาตรฐานอย่างสมบูรณ์โดยจะมีสิทธิพิเศษของการขายข้าวในราคาที่เพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 1 บาทสำหรับในปีแรกเข้าร่วม แล้วจากนั้นจะเพิ่มขึ้นอีกกิโลกรัมละ 1 บาทในทุกปีต่อๆ ไปอีก 2 ครั้ง ด้วยเหตุนี้ผลผลิตข้าวอินทรีย์ที่รับซื้อจากชาวนาในพื้นที่มีอยู่จำนวน 200 กว่าตัน แล้วมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ของกลุ่มมีจำนวนกว่า 20 ชนิด โดยมีราคาจำหน่าย อาทิ ข้าวกล้องมะลิกิโลกรัมละ 50 บาท, ข้าวซ้อมมือมะลิกิโลกรัมละ 50 บาท ข้าวสามพญากิโลกรัมละ 65 บาท ข้าวกล้องนิลกิโลกรัมละ 75 บาท ข้าวเหนียวดำสีลาภรณ์กิโลกรัมละ 70 บาท ข้าวซ้อมมือก่ำน้อยกิโลกรัมละ 65 บาท ข้าวฮางหอมนิลกิโลกรัม 90 บาท ฯลฯ เป็นต้น

การการันตีคุณภาพข้าวอินทรีย์ของกลุ่ม “วิสาหกิจชุมชนร่วมใจโนนค้อทุ่ง” ในระดับมาตรฐานสากลจึงทำให้มีลูกค้าประจำหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวในกรุงเทพฯ จำนวนหลายแห่ง, ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, ไบเทค บางนา, ร้านอาหารซีซซ์เล่อร์ และอื่นๆ อีกหลายแห่ง

เมืองอุบลฯ ปลูกเมล่อนอินทรีย์ แห่งแรกในถิ่นอีสานใต้ออร์แกนิคฟาร์ม

“เมล่อน” ถือเป็นราชินีแห่งพืชตระกูลแตง เมล่อนเป็นพืชอายุสั้น สามารถทำเงินได้เร็ว จึงเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่มาแรงและเป็นที่สนใจของเกษตรกรมือใหม่จำนวนมาก แต่ใช่ว่าเกษตรกรจะประสบความสำเร็จในการปลูกเมล่อนกันทุกราย เพราะการปลูกเมล่อนให้ได้ผลผลิตที่ดีนั้น เกษตรกรจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการปลูกและการดูแลรักษาเมล่อนอย่างถูกต้องและเหมาะสมเสียก่อน

หากใครอยากเรียนรู้เทคนิคการปลูกเมล่อนอินทรีย์แบบมืออาชีพ ขอแนะนำให้แวะเยี่ยมชม โครงการ “ม่วงสามสิบ ออร์แกนิคฟาร์ม” จังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยู่บนถนนม่วงสามสิบ-อำนาจเจริญ ฟาร์มแห่งนี้นับเป็นแหล่งผลิตเมล่อนอินทรีย์แห่งแรกและมีพื้นที่ปลูกใหญ่ที่สุดในถิ่นอีสานใต้ ทำให้ฟาร์มแห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ของจังหวัดอุบลราชธานี ที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

วิสาหกิจชุมชนม่วงสามสิบ ออร์แกนิคฟาร์ม

โครงการม่วงสามสิบ ออร์แกนิคฟาร์ม เกิดจากความคิดริเริ่มของ ดร. จำลอง พรมสวัสดิ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนม่วงสามสิบ ออร์แกนิคฟาร์ม เปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2559 โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ มุ่งสร้างวิสาหกิจชุมชนเพื่อส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรม และเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดสารพิษให้กับทุกคน

ดร. จำลอง กล่าวว่า โครงการม่วงสามสิบ ออร์แกนิคฟาร์ม เริ่มต้นจากการปลูกข้าวปลอดสารพิษ บนเนื้อที่ 40 ไร่ เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี แต่เจออุปสรรคในเรื่องคุณภาพดิน แหล่งน้ำ และแมลงศัตรูพืช จึงได้ผลผลิตข้าวน้อยกว่าเป้าหมายที่วางไว้ จึงแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหันมาศึกษาเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ ของในหลวง รัชกาลที่ 9 เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง

ต่อมาทางฟาร์มได้หันมาทำนาข้าวอินทรีย์ควบคู่กับการเลี้ยงปลาในนาข้าว โดยอาศัยปลาช่วยพรวนดินและใช้มูลปลาเป็นปุ๋ยบำรุงต้นข้าวให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี ขณะเดียวกัน หนอนและตัวอ่อนแมลงที่ร่วงหล่นลงไปในแปลงนาข้าว กลายเป็นอาหารของปลาแล้ว วิธีนี้ได้ประโยชน์หลายต่อ เพราะได้ปลาช่วยกำจัดวัชพืชและแมลงศัตรูข้าวในแปลงนาแล้ว หลังฤดูทำนายังจับปลาออกขายสร้างรายได้อีกต่างหาก การสร้างระบบนิเวศใหม่ในแปลงนาช่วยให้มีผลผลิตข้าวหอมมะลิและข้าวไรซ์เบอร์รี่เพิ่มมากขึ้น โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด แต่ได้ผลกำไรมากขึ้น

ในปี 2559 ดร. จำลอง ตัดสินใจปลูก “เมล่อน” เป็นพืชทางเลือกหลังฤดูกาลทำนา เพราะเมล่อนเป็นพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุน ทางฟาร์มคัดเลือกเมล่อนพันธุ์ดีที่สุด จำนวน 5 สายพันธุ์ มาปลูก ได้แก่ เมล่อนสายพันธุ์กาเลีย จากประเทศอิสราเอล เมล่อนสายพันธุ์คิโมจิ จากประเทศญี่ปุ่น เมล่อนสายพันธุ์โกลเด้น จากประเทศฝรั่งเศส เมล่อนสายพันธุ์ TK-140 จากประเทศเกาหลี และเมล่อนสายพันธุ์ Rock จากประเทศฝรั่งเศส

ปัจจุบัน โครงการม่วงสามสิบ ออร์แกนิคฟาร์ม มีโรงเรือนสำหรับปลูกเมล่อนและแตงโมไร้เมล็ด ประมาณ 30 โรงเรือน เป็นโรงเรือนแบบปิดที่สามารถควบคุมการผลิตได้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนต้น ความหนาแน่น การให้ปุ๋ย การให้น้ำ การป้องกันเชื้อโรคและแมลงศัตรูพืช โรงเรือนจะมุงด้วยพลาสติกและมีมุ้งรอบด้าน

การปลูกแตงโมไร้เมล็ด พันธุ์แฮปปี้ไร้เมล็ด ในโรงเรือนแบบปิด ใช้วิธีปลูกแตงโมที่มีเมล็ดไว้ 1 แถว เพื่อนำเกสรตัวผู้ของพันธุ์ที่มีเมล็ดนี้ไปผสมกับเกสรตัวเมียของพันธุ์ไร้เมล็ด เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เป็นแตงโมไร้เมล็ด เมื่อเจริญเติบโตขึ้นจะทำค้างให้เลื้อยขึ้น เมื่อออกลูกแล้วจะนำใส่ถุงหรือตาข่ายเพื่อช่วยพยุงลูกไว้ให้โตตามแนวดิ่ง

การปลูกเมล่อน และแตงโมไร้เมล็ด ในโรงเรือนระบบปิด ผ่านการปลูกด้วยกระบวนการที่ทันสมัย ปลอดภัยและได้มาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) งดการใช้สารเคมี สารกำจัดแมลง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค การปลูกเมล่อนในโรงเรือนแบบปิด มีเจ้าหน้าที่จากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต 4 อุบลราชธานี คอยชี้แนะให้คำแนะนำในทุกขั้นตอนการผลิตอย่างใกล้ชิด

การปลูกเมล่อนในโรงเรือนแบบปิด

โรงเรือนระบบปิด 1 แห่ง สามารถปลูกเมล่อนได้จำนวน 440 ต้น จะได้ผลผลิต จำนวน 400 ผล/รุ่น การปลูกเมล่อนแต่ละรุ่น จะใช้เวลาปลูกดูแลประมาณ 70-75 วัน จึงสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้ ทางฟาร์มวางแผนทำตารางการปลูก 3 รุ่น/ปี เพื่อให้มีผลผลิตออกขายได้ตลอดทั้งปี หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแต่ละครั้ง จะพักดินนาน 1 เดือน ก่อนจะเริ่มปลูกเมล่อนรุ่นต่อไป

โดยทั่วไป การปลูกเมล่อน สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านค้าที่จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ แต่มักมีการเคลือบสารกันเชื้อรามาแล้วแทบทั้งสิ้น ดังนั้น การแช่เมล็ดในน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่น จะเป็นการกำจัดสารเคลือบเชื้อราและแบคทีเรีย ที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์ ประมาณ 6-12 เซนติเมตร

เนื่องจาก เมล่อนพันธุ์โกลเด้น พันธุ์กาเลีย มีจุดอ่อนสำคัญคือ เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสได้ง่าย เช่นเดียวกับ แตงโมไร้เมล็ดก็เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส ซึ่งจะทำให้ยอดไม่งอก ดังนั้น ช่วงที่ต้นเมล่อนมีขนาดเล็ก งดห้ามเข้าโรงเรือนเด็ดขาด หากเจอแมลงศัตรูพืชรบกวนในแปลงปลูก มักฉีดพ่นสารสกัดชีวภาพกำจัดแมลงแทนการใช้สารเคมี

วิธีการเพาะกล้า

หลังเตรียมเมล็ดพันธุ์แล้ว จะนำวัสดุเพาะกล้ามาคลุกเคล้าให้เข้ากัน กรอกใส่ถาดเพาะกล้าแล้วหยอดเมล็ดลงในถาด หลุมละ 1 เมล็ด แล้วกลบด้วยวัสดุเพาะกล้ารดน้ำให้ชุ่ม นำไปวางไว้ในที่ร่มรำไร ไม่ให้โดนแสงแดดจัดโดยตรง รอจนกว่าเมล็ดเริ่มงอกและมีใบสีเขียว ประมาณ 10-13 วัน เมื่อต้นกล้าแข็งแรงแล้ว จึงย้ายกล้าไปปลูกในโรงเรือน 3-4 วันแรก หลังย้ายกล้าแล้ว ควรรดน้ำปริมาณมากๆ

การผสมเกสร

เนื่องจากทางฟาร์มปลูกเมล่อนในโรงเรือนระบบปิด จึงไม่มีแมลงมาช่วยผสมเกสร ต้องอาศัยแรงงานคนช่วยผสมเกสร ในช่วงที่ต้นเมล่อนมีอายุ 25 วัน โดยธรรมชาติแล้ว ดอกเพศเมียจะเริ่มผลิบานในตอนเช้า ขณะที่อากาศยังมีอุณหภูมิไม่สูงมาก หลังจากนั้น เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ดอกเพศเมียจะหุบไม่รับผสมเกสรอีกต่อไป

ดังนั้น ช่วงเวลาผสมเกสรเมล่อนที่ดีที่สุดคือ ช่วงตอนเช้า หรือสายๆ โดยนำเกสรตัวผู้ไปเขี่ยเกสรใส่ดอกตัวเมีย หากเจอหมอกหรือน้ำค้างเยอะมักทำให้การผสมเกสรได้ไม่ดี ทั้งนี้ เกสรตัวผู้ 1 ดอก สามารถผสมกับดอกเกสรตัวเมียได้ 3 ดอก ดังนั้น หากมีเกสรดอกตัวผู้เยอะ จะใช้วิธีผสมเกสรแบบหนึ่งต่อหนึ่ง เพื่อช่วยให้ต้นเมล่อนผสมเกสรได้ดีขึ้นและมั่นใจได้ว่า ได้ผลผลิตแน่นอน

การไว้ผล

เมื่อติดผลเป็นผลอ่อนขนาดเท่าไข่ไก่ ให้คัดเลือกผลที่สมบูรณ์ที่สุดไว้เพียงผลเดียว โดยดูจากผลที่มีรูปร่างสมบูรณ์ ไม่บิดเบี้ยว และมีขั้วของผลขนาดใหญ่ที่สุด

การให้น้ำ

ฟาร์มแห่งนี้ ให้น้ำแปลงปลูกเมล่อนในลักษณะ ระบบน้ำหยด ระยะแรก ให้น้ำวันละ 3 ครั้ง ในช่วงเวลาเช้า เที่ยงและ เย็น เมื่อต้นเมล่อนมีอายุได้ 14 วัน จึงลดปริมาณการให้น้ำลงเหลือแค่ วันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็น

สรุปได้ว่า ระยะปลูก-ติดผล-แตกลาย จะให้น้ำต้นเมล่อนในปริมาณมาก จากนั้นค่อยๆ ลดปริมาณการให้น้ำและเวลาลง ช่วงที่ผลเมล่อนแตกลาย ประมาณ 7 วัน ควรลดปริมาณการให้น้ำลง เมื่อผลเมล่อนแตกลายเต็มที่ให้เพิ่มปริมาณการให้น้ำ ก่อนเก็บผลผลิต 7-10 วัน ให้ลดปริมาณการให้น้ำลงจนแปลงแห้ง ทั้งนี้ จะมีการกำหนดอัตราการให้น้ำในระหว่างที่ต้นเมล่อนเจริญเติบโต โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 300 ซีซี/ต้น/รุ่น

การเก็บผลผลิต

เมล่อน หลังการผสมเกสร 45 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตได้ รวมระยะเวลาตั้งแต่ปลูกถึงอายุเก็บเกี่ยวจะใช้เวลาดูแลแปลงปลูก ประมาณ 70-75 วัน เพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพดี รสชาติอร่อย ต้องเก็บผลผลิตในระยะที่เหมาะสม โดยมีข้อสังเกต 4 วิธี ดังนี้ คือ

รอยแยกของขั้ว สังเกตระหว่างขั้วกับผล ถ้ามีรอยร้าวสีน้ำตาลเกิดขึ้น แสดงว่าเก็บผลผลิตได้
รอยนูนของร่างแห พันธุ์ที่มีตาข่าย เมื่อผลแก่ ตาข่ายที่คลุมผล แข็งนูน เห็นลายชัดเจน
กลิ่น บางสายพันธุ์เมื่อสุก จะมีกลิ่นหอม สามารถเก็บผลผลิตได้
วิธีนับอายุ โดยนับจากช่วงผสมเกสรตามอายุของพันธุ์นั้นๆ ยินดีแบ่งปันความรู้

ทุกวันนี้ โครงการ “ม่วงสามสิบ ออร์แกนิคฟาร์ม” กลายเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการปลูกเมล่อนและแตงโมอินทรีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในถิ่นอีสานใต้ ยินดีแบ่งปันความรู้เรื่องการปลูกดูแลเมล่อนและแตงโมอินทรีย์ให้กับเกษตรกรและผู้สนใจทุกท่าน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ วิสาหกิจชุมชนม่วงสามสิบ ออร์แกนิคฟาร์ม เลขที่ 9 หมู่ที่ 12 ตำบลม่วงสามสิบ อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี 34140 โทร

ดร. รุ่งเรือง พัฒนากุล นักวิทยาศาสตร์ระบบลำเลียงแสง สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน เปิดเผยว่า “ถั่งเช่า” เป็นสมุนไพรที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในประเทศจีนนานนับศตวรรษ มีแหล่งกำเนิดมาจากประเทศทิเบต สรรพคุณใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย บำรุงอวัยวะภายใน เช่น ปอด ตับ และไต นอกจากนี้ ยังช่วยชะลอความแก่ชรา ลดคอเลสเตอรอล บรรเทาและรักษาอาการโรคหอบหืด เป็นต้น ถั่งเช่าทิเบตเป็นที่ต้องการสูงในกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการอาหารเสริมสุขภาพ ประกอบกับเป็นของหายาก จึงทำให้ถั่งเช่าทิเบตมีราคาแพง

ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการหลายประเทศเพาะเลี้ยงถั่งเช่าธรรมชาติสายพันธุ์อื่นๆ (มีมากกว่า 350 สายพันธุ์) เพื่อให้ได้สารสำคัญมาทดแทนแต่ยังคงคุณสมบัติการออกฤทธิ์ทางยาเช่นเดิม สำหรับในประเทศไทย พบว่า มีบริษัท เซโก้ฟาร์ม และกลุ่มผู้ประกอบการ OLINTA จาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถเลี้ยงถั่งเช่าสีทอง จากด้วงสาคูที่เป็นวัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชนได้

ทั้งนี้ บริษัท เซโก้ฟาร์ม หนึ่งในกลุ่มธุรกิจ SME ของประเทศไทย ผู้เลี้ยงและพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงถั่งเช่าสีทอง ได้เข้ามาหารือกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ถึงแนวทางการพัฒนากรรมวิธีในการเลี้ยงถั่งเช่าตามแนวคิด “Smart Farmer” ทำให้เกิดเป็นความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงานภายใต้โครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ได้เข้ามาร่วมในโครงการดังกล่าว ซึ่งโครงการนี้มุ่งหวังให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัย พัฒนาและสร้างนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร โดยปัจจัยที่จะทำให้การขับเคลื่อนนี้ประสบผลสำเร็จคือ กลไกการสนับสนุนให้นักวิจัยในภาครัฐและเอกชนได้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ดร. รุ่งเรือง กล่าวอีกว่า สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ร่วมกับ บริษัท เซโก้ฟาร์ม พัฒนาระบบอัจฉริยะเพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมการเพาะเลี้ยงถั่งเช่าสีทองให้ได้เหมาะสมที่สุด เพื่อให้ถั่งเช่าเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และอุดมไปด้วยสารอันเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งเป็นการช่วยพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในประเทศ

นอกจากนี้ เมื่อทีมวิจัย นำถั่งเช่าที่เพาะเลี้ยงด้วยวิธีการดังกล่าว ไปวิเคราะห์สารสำคัญด้วยแสงซินโครตรอน พบว่า มีปริมาณสารคอร์ไดซิปิน และสารอะดีโนซีนสูงกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในท้องตลาด ซึ่งสารอะดีโนซีน เป็นสารสำคัญที่มีอยู่ในถั่งเช่า มีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอล กระตุ้นการเผาผลาญ สร้างเสริมพละกำลัง และสร้างความกระปรี้กระเปร่าให้กับร่างกาย ส่วนสารคอร์ไดซิปิน มีบทบาทในการต้านมะเร็ง ปรับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ยับยั้งการเกิดและต้านสารอนุมูลอิสระ และช่วยป้องกันหลอดเลือดตีบ เพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของเลือด

สำหรับวิธีการเลี้ยงถั่งเช่า แบบ “Smart Farmer” ตามแนวคิดของ บริษัท เซโก้ฟาร์ม เป็นวิธีการที่ไม่ยุ่งยาก สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกรใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้อย่างดี รวมทั้งยังสร้างรายได้เสริมให้แก่ประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล นำพาประเทศสู่ Thailand 4.0 ได้อย่างแท้จริง ดร. รุ่งเรือง กล่าวต่อว่า ล่าสุดทีมวิจัยได้ผลิตเครื่องเพาะถั่งเช่าอัตโนมัติต้นแบบออกมาแล้ว มีลักษณะคล้ายตู้เย็น 2 ประตู มีความพิเศษคือควบคุมอุณหภูมิได้แม่นยำ และจะผลิตให้เกษตรกรเครือข่ายเพื่อใช้ในการเพาะเลี้ยงถั่งเช่าคุณภาพต่อไป โดยใช้งบประมาณ 60,000-70,000 บาท/เครื่อง ซึ่งเป็นอีกนโยบายของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะมอบให้กับประชาชนชาวไทยเป็นของขวัญปีใหม่ 2561 ด้วย คาดว่าจะส่งมอบให้เกษตรกรนำไปใช้ประมาณเดือนมีนาคม 2561 นี้แน่นอน โดยขณะนี้ทีมวิจัยกำลังดำเนินการในเฟส 2 คือ การพัฒนาเครื่องเพาะถั่งเช่าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถคอนโทรลได้ทั้งแสง อุณหภูมิ ความชื้น และระยะเวลาการเพาะเลี้ยง เพื่อสร้างมูลค่าให้แก่เกษตรกรต่อไป

ฟิลิปปินส์ ที่ไม่ไกลจากเรา เหมือนจะเป็นประเทศชายหาดท้องฟ้าแสนสวย ดนตรีบรรเลงยั่วเย้าให้ครึกครื้นตลอดเวลา

แต่ที่จริงฟิลิปปินส์จมอยู่กับความขัดแย้งและสงครามยาวนาน มีกองกำลังติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยกระจายอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ บางพื้นที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนเคลื่อนไหวเปิดเผยและยึดครองพื้นที่โดยที่รัฐบาลไม่อาจต้านทานได้ ข่าวการสู้รบ การจับตัวประกันเรียกค่าไถ่เป็นเรื่องปกติ บางพื้นที่จะเป็นพื้นที่ปิดสำหรับคนต่างชาติ เพราะเสี่ยงเกินไป

Kauswagan เมืองทางตอนเหนือของเกาะมินดาเนาก็เช่นกัน

เมืองที่มีประชากรไม่ถึงสามหมื่นคน พื้นที่ 63 ตารางกิโลเมตร เท่ากับเขตมีนบุรีของกรุงเทพฯ จมอยู่ในสงครามกลางเมืองยาวนานหลายทศวรรษ และร้อนแรงถึงขีดสุดเมื่อราวคริสต์ทศวรรษ 1970 หรือเมื่อ 30 ปีก่อน ความขัดแย้งปะทุระหว่างชาวคริสเตียน มุสลิม และกองกำลังของรัฐ กองกำลังโมโรที่เราเคยได้ยินชื่อเสียงบ่อยก็มีฐานกำลังที่นี่ยาวนานและมีประวัติในการต่อสู้อย่างแข็งกร้าวกับรัฐ การปฏิบัติอย่างเหี้ยมโหดต่อตัวประกัน

Kauswagan ก็เหมือนอีกมากมายหลายเมืองของฟิลิปปินส์ คือเป็นแหล่งผลิตมะพร้าว ข้าว และปลา แต่ล้วนดำเนินไปแบบดั้งเดิม ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ชาวบ้านยากจน มีสงครามซ้ำเติมให้ชีวิตเหมือนตกนรกหมกไหม้ยาวนาน

Rommel Arnado เป็นคนฟิลิปปินส์ รากเหง้าจาก Kauswagan แต่ไปเติบโตในสหรัฐอเมริกา มีสัญชาติอเมริกัน แต่สละสัญชาติเพื่อลงเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรี เมือง Kauswagan เขาได้รับเลือกตั้ง แต่ถูกศาลตัดสินว่าขาดคุณสมบัติในการเป็นนายกเทศมนตรี เพราะไม่ได้มีสัญชาติฟิลิปปินส์ แต่ต่อสู้จนได้รับตำแหน่งกลับคืน เป็นคนติดดิน รับฟังปัญหาของชาวบ้าน และพยายามหาทางแก้ไข ซึ่งเป็นลักษณะของผู้ปกครองที่มาจากการเลือกตั้ง คือไม่ฟังก็อย่าหวังจะได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามา

เห็นบ้านเมืองตนเองย่อยยับเพราะสงคราม Rommel Arnado แก้ปัญหาแบบตาบอดคลำช้างอยู่พักใหญ่ ก่อนตกผลึกว่าที่แท้แล้วต้นตอของปัญหาอยูที่ไหน

“มันคือ ความยากจนและหิวโหยน่ะคุณ ไม่ใช่อุดมการณ์ หรืออะไรที่ไหนทั้งสิ้น ไอ้ที่ยกมาสู้กันน่ะคำอ้างทั้งนั้น”

Rommel Arnado พยายามอย่างยิ่งที่จะยุติความขัดแย้งยาวนาน และสร้างชีวิตที่ดี ฟื้นคืนชีวิตสงบสุขดูแลตัวเองได้ ให้แก่ชาวบ้านที่เผชิญความโหดร้ายของสงครามกลางเมืองมายาวนาน

ที่สุดเขาเสนอแนวคิด “วางอาวุธกลับสู่ผืนนา” หรือ ARMS TO FARMS

มันเริ่มง่ายๆ คือ ขอร้องให้ทุกฝ่ายวางอาวุธ แล้วมาทำมาหากินกันอย่างจริงจัง โดยเอาการเกษตรเป็นหลัก แต่ Rommel Arnado ก้าวไปอีกขั้น เขาจะแก้ปัญหาความยากจน ความขัดแย้ง ด้วยการเกษตรแบบเดิมไม่ได้ ต้องด้วยหนทางใหม่ที่ดีพอ มีประสิทธิภาพพอ ไม่เช่นนั้นความยากจนที่เกาะกินมานานจะไม่มีทางหลีกหนีไปไหน

เขาประกาศให้เมือง Kauswagan ทำเกษตรอินทรีย์เข้มข้นร้อยเปอร์เซ็นต์ ห้ามใช้หรือปลูกพืชตัดต่อพันธุกรรม ห้ามใช้ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยสังเคราะห์ หรืออะไรก็ตาม ที่จะมาทำลายสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

ที่ว่าเข้มข้นนั้น หมายถึงถึงขั้นออกกฎหมายห้ามการใช้พืชตัดต่อพันธุกรรม และใช้สารเคมีในการเกษตร ใครใช้ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย มีโทษถึงจำคุก

“เราสนับสนุนเงินทุน ต้นพันธุ์ เครื่องไม้เครื่องมือ รถแทรคเตอร์ สนับสนุนด้านการตลาด ขออย่างเดียวคุณต้องปลูกพืชอินทรีย์ เราอยากให้เขาวางอาวุธมาทำการเกษตรกัน เมื่อเห็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาก็รู้สึกว่าการสู้รบกันด้วยอาวุธน่าจะไม่ทรงพลังเท่ากับการแข่งขันกันสร้างชีวิตให้ดีกว่า” นายกเทศมนตรีบอก

เขาเริ่มงานอย่างจริงจัง ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 2010 และเริ่มเห็นผลใน ปี ค.ศ. 2013 กลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มวางอาวุธ และเข้าร่วมโครงการ เสียงลือของความสำเร็จ ของความกินดีอยู่ดีกระพือไป ตีกระแสโฆษณาชวนเชื่อให้เข้าทำศึกสงครามที่เคยเขย่าขวัญชาวบ้านมานมนานเสียสิ้น ตัวเลขรายได้ของประชาชนพุ่งขึ้นมาต่อตีกับเสียงกระสุนปืน จนที่สุดได้รับชัยชนะ

“คนอยากทำมาหากิน มีชีวิตที่มีความสุข มากกว่าทำสงครามเข่นฆ่า แม้ความขัดแย้งจะยังดำรงอยู่ แต่คนเห็นความสำคัญในการดำรงชีวิตอย่างสันติมากกว่าจะพยายามตะโกนร้องหาสิ่งทดแทนความโกรธเกรี้ยวในอดีต”

Rommel Arnado หวังว่า แทนการฆ่าฟันกันอย่างไร้ทางออก ดึงเอาแผ่นดินทั้งแผ่นให้จมลงไปในกองเพลิงที่ไม่มีวันดับมอด

พวกเขาจะหันหน้าหาสิ่งที่ดีกว่า ยั่งยืนกว่า จับต้องได้กว่า เมื่อไม่นานนี้เอง เมืองกว่า 100 เมือง ทั่วฟิลิปปินส์ จับมือลงนามในสัญญา ว่าจะใช้แนวทางของ Kauswagan นี้ไปปฏิบัติในเมืองของตน คือห้ามการปลูกพืชตัดต่อพันธุกรรม และห้ามการใช้สารเคมีในการเกษตรที่เมืองของตน มีโทษถึงจำคุก

พวกเขาลงนามตั้งสมาพันธ์เมืองเกษตรอินทรีย์ หรือ League of Organic Agriculture Municapalities and Cities หรือ LOAMC เป็นการลงนามครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศนี้

รูปแบบ ARMS TO FARMS ยังเป็นตัวอย่างที่หลายประเทศ อย่าง อินเดีย เนปาล คาซัคสถาน และกัวเตมาลา นำไปใช้อย่างขะมักเขม้นในขณะนี้

Rommel Arnado ได้รับความนิยมล้นหลามจากคนยากจน ขณะเดียวกันก็มีนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจสำหรับคนชั้นกลาง การที่เขานำความสงบกลับมารับประกันความนิยมในตัวเขา

หากไม่มีอะไรรุนแรงเกินคาดหมาย (ซึ่งในฟิลิปปินส์ก็ช่างมีบ่อยเหลือเกิน) หนุ่มคนนี้จะเป็นนายกเทศมนตรีของเมืองนี้ไปอีกนาน “เก๊กฮวย” หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อเบญจมาศสวน หรือเบญจมาศหนูนั้น เป็นชื่อของไม้พุ่มขนาดเล็กที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีนและญี่ปุ่น แต่ภายหลังได้แพร่กระจายไปทั่วในประเทศกัมพูชา ลาว รวมถึงบ้านเราด้วย โดยจะเพาะปลูกได้ดีในพื้นที่สูงของประเทศ ซึ่งคุณสมบัติเด่นของเก๊กฮวยคือ กลิ่นที่ฉุน รสชาติที่หวานปนขมเล็กน้อย ทั้งยังมีสรรพคุณเป็นยาอีกด้วย ซึ่งพันธุ์ที่นิยมปลูกกันคือ เก๊กฮวยดอกขาว และเก๊กฮวยดอกเหลือง

“แปลงเก๊กฮวยอินทรีย์” ที่ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ อีกหนึ่งโครงการเกษตรอินทรีย์และแลนด์มาร์คสำคัญของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่ก่อนจะเล่าถึงการทำแปลงเก๊กฮวยอินทรีย์ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ คงต้องเกริ่นก่อนว่าการทำเกษตรอินทรีย์ คือ การทำเกษตรด้วยหลักธรรมชาติ บนพื้นที่ที่ไม่มีการปนเปื้อนของสารเคมี ทั้งทางดิน น้ำ และทางอากาศ หรือการทำเกษตรโดยปราศจากการใช้สารเคมีทุกประเภท เพื่อสร้างและฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับคืนสู่สมดุลทางธรรมชาตินั่นเอง จากโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมฯ สู่แปลงเก๊กฮวยอินทรีย์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ผศ. พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เล่าถึงโครงการแปลงเก๊กฮวยอินทรีย์ว่า เป็นการทำเกษตรอินทรีย์บนพื้นที่ของสำนักฟาร์มมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่มีพื้นที่กว่า 907 ไร่ โดยไม่ได้มีเพียงแค่เก๊กฮวยเท่านั้น แต่ยังมีทั้งแปลงพืชผัก โรงเห็ด รวมถึงโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ด้วย สำหรับการปลูกและการดูแลจะหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี เนื่องจากจะมุ่งสร้างพื้นที่นี้ให้เป็นฟาร์มเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง ทั้งยังเปิดโอกาสให้กับเกษตรกรที่สนใจเข้ามาเป็นผู้ดูแลและเก็บผลผลิตเพื่อส่งขายให้กับทางมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการสร้างรายได้และอาชีพให้กับเกษตรกรอีกด้วย

คุณอดิศักดิ์ การพึ่งตน หรือ คุณอ้น นักวิชาการเกษตร ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เล่าถึงจุดเริ่มต้นโครงการแปลงเก๊กฮวยอินทรีย์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารอินทรีย์จังหวัดเชียงใหม่ โดยเลือกปลูกพันธุ์เก๊กฮวยดอกเหลือง เพราะเป็นพืชที่มีประโยชน์หลากหลาย สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่าย และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้อีกด้วย ซึ่งหลังจากได้งบประมาณ ก็เริ่มทดลองปลูกเก๊กฮวยอินทรีย์จนได้ความรู้ทั้งในด้านการปลูก การเก็บเกี่ยว และการแปรรูปแล้ว จึงได้เริ่มทำแปลงเก๊กฮวยอินทรีย์ บนพื้นที่ 3 ไร่ และส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกเก๊กฮวยและทำสวนเกษตรอินทรีย์อีกด้วย

โดยในช่วงแรกที่เริ่มต้นทำแปลงเก๊กฮวยอินทรีย์นั้น ต้องอาศัยการปรับตัว การสะสมองค์ความรู้และประสบการณ์ในการทำเกษตร เนื่องจากการทำเกษตรอินทรีย์จะค่อนข้างยากกว่าการทำเกษตรทั่วไป เพราะถ้าขึ้นชื่อว่าอินทรีย์ทุกอย่างก็ต้องเป็นอินทรีย์ทั้งหมด ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ ตลอดจนปุ๋ยที่ใช้ นอกจากนี้ ในช่วงเริ่มแรกดินบริเวณนี้มีหินจำนวนมาก จึงต้องอาศัยการปรับปรุงและฟื้นฟูดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้สามารถรองรับการทำแปลงเก๊กฮวยอินทรีย์ในพื้นที่นี้ได้

“อย่างที่ทราบดีว่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ให้ความสำคัญกับการทำเกษตรอินทรีย์ ตามนโยบายที่จะมุ่งขับเคลื่อนไปสู่มหาวิทยาลัยเกษตรอินทรีย์ ทำให้นอกจากการทำแปลงเก๊กฮวยอินทรีย์แล้ว เรายังส่งเสริมให้ชาวบ้านและคนในชุมชนหันมาทำเกษตรอินทรีย์แทนการใช้สารเคมีด้วย โดยตอนนี้ในโครงการก็มีชาวบ้านให้ความสนใจและเข้าร่วมจำนวน 15 ครอบครัว ซึ่งเราจะแบ่งให้แต่ละครอบครัวดูแล จำนวน 5 แปลง โดยรับผิดชอบทั้งขั้นตอนการปลูกไปจนถึงการเก็บดอกเพื่อส่งกลับมาขายให้กับทางมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ เก๊กฮวยอินทรีย์ของเรายังได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ USDA หรือตรารับรองอาหารและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกจากสหรัฐอเมริกาด้วย” คุณอดิศักดิ์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์เพิ่มเติม

ขั้นตอนการดูแล และขยายพันธุ์ต้นเก๊กฮวยอินทรีย์

คุณอดิศักดิ์ เล่าว่า ในช่วงแรกจะเริ่มจากการปลูกต้นแม่พันธุ์ ซึ่งจะทำในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม และขยายพันธุ์ในโรงเรือนก่อน จะต้องควบคุมดูแลตั้งแต่การบำรุงดินด้วยปุ๋ยและแกลบดิบหมัก เพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ สำหรับในช่วงนี้ต้องควบคุมและดูแลเรื่องการให้น้ำ ให้ปุ๋ย และเรื่องแสงเป็นพิเศษ โดยต้องรดน้ำวันละครั้ง และใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ร่วมกับปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพทุก 15 วัน และยังต้องให้แสงเพิ่มเวลากลางคืน ในช่วงเวลา19.00-22.00 น. ตลอดระยะเวลาการเพาะพันธุ์ 3-4 เดือนด้วย

“ในส่วนของการขยายพันธุ์ เราจะใช้วิธีการปักชำ โดยจะใช้ส่วนยอดของกิ่ง ความยาวประมาณ 2.5 นิ้ว และต้องจุ่มในน้ำหมักชีวภาพที่มีอะมิโนเปปไทด์จากถั่วเหลือง เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของรากด้วย ส่วนวัสดุที่ใช้ก็จะเป็นขี้เถ้าแกลบ ซึ่งทุกขั้นตอนการขยายพันธุ์จะต้องทำในโรงเรือนที่ควบคุมการให้น้ำด้วยระบบพ่นฝอย และมีการฉีดพ่นเชื้อจุลินทรีย์เพื่อป้องกันโคนเน่าด้วย และยังต้องให้แสงเพิ่มในเวลากลางคืนเช่นเดิม โดยจะใช้เวลาประมาณ 30 วัน กิ่งพันธุ์จึงจะมีรากที่สมบูรณ์ และสามารถนำไปปลูกลงดินได้”

สำหรับการนำกิ่งพันธุ์ต้นเก๊กฮวยอินทรีย์ลงดินปลูกจะต้องบำรุงดินด้วยปุ๋ยหมัก เพื่อเตรียมดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ก่อน โดยจะปลูกในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม เนื่องจากเก๊กฮวยเป็นพืชวันสั้นและออกดอกในช่วงฤดูหนาว จึงจะเริ่มออกดอกช่วงปลายเดือนตุลาคม และดอกจะบานในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ส่วนโรคและแมลงส่วนใหญ่จะมีปัญหาในเรื่องของเพลี้ย แต่ก็พบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเลือกใช้วิธีทางธรรมชาติในการกำจัดแทนการใช้สารเคมี

ประโยชน์ของเก๊กฮวยอินทรีย์ ที่มีมากกว่าความสวยงาม

ประโยชน์ของเก๊กฮวยนั้น นอกจากจะมีสรรพคุณเป็นยาแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการบำรุงและการไหลเวียนของเลือด ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้อาการวิงเวียนศีรษะ ช่วยป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและดูดซับสารก่อมะเร็งด้วย นอกจากนี้ เก๊กฮวยดอกเหลืองยังเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็น และมีความหอมหวานเป็นเอกลักษณ์ ทำให้นิยมปลูกเอาไว้เพื่อเก็บดอกทำชาสมุนไพร โดยดอกเก๊กฮวยอินทรีย์ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ก็ถูกเก็บเพื่อนำไปแปรรูปเป็นเก๊กฮวยอบแห้ง เพื่อส่งจำหน่ายในพื้นที่เช่นกัน

สำหรับการเก็บเกี่ยวนั้น สมัคร BETFLIX จะเริ่มเก็บดอกในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม จะเก็บเฉพาะส่วนดอกเท่านั้น และต้องเลือกดอกที่สมบูรณ์ ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป เพราะดอกที่อ่อนจะเหม็นเขียว ส่วนดอกที่แก่เกินไปก็จะไม่มีกลิ่นหอม นอกจากนี้ การอบดอกเก๊กฮวยก็ถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญเช่นกัน โดยจะต้องเริ่มจากการนำดอกเก๊กฮวยที่เก็บได้ไปนึ่งในน้ำเดือด เป็นเวลา 3 นาที ก่อนจะนำใส่ตะแกรงเพื่อนำไปอบแห้งในโรงงานแสงอาทิตย์เป็นเวลา 10 ชั่วโมง แต่ทั้งนี้ระยะเวลาที่ใช้ในการอบก็จะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของเตาอบที่ใช้ด้วย หากเตาที่ใช้มีอุณหภูมิ 50-60 องศาเซลเซียส ก็จะใช้เวลาในการอบ 5-6 ชั่วโมง ตามลำดับ ส่วนดอกเก๊กฮวยที่ผ่านการแปรรูปแล้วจะขายได้ในราคา กิโลกรัมละ 1,000 บาท

เตรียมขยายพื้นที่รับเกษตรกรใหม่ พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยว

อย่างที่ทราบดีว่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ให้ความสำคัญและมุ่งเน้นการขับเคลื่อนไปสู่มหาวิทยาลัยเกษตรอินทรีย์ ประกอบกับมีคนในพื้นที่จำนวนหลายครอบครัวที่ให้ความสนใจและต้องการเข้าร่วมโครงการเกษตรอินทรีย์ โดยตอนนี้มีครอบครัวเกษตรกรที่เข้าร่วมในโครงการจำนวนกว่า 15 ครอบครัว และในปีหน้ายังมีผู้ที่แจ้งความประสงค์ขอเข้าร่วมโครงการอีก 2 ครอบครัว รวมแล้วมีเกษตรกรที่เข้าร่วมในโครงการทั้งหมด 17 ครอบครัว

“ความจริงแล้วเราเคยเปิดแปลงเก๊กฮวยอินทรีย์ให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปถ่ายรูป หรือชมความสวยงามของดอกเก๊กฮวยในแปลงได้เลย แต่เนื่องจากพบปัญหาเรื่องของเส้นผมที่เข้าไปติดที่บริเวณดอก ส่งผลให้ยากต่อการคัดแยก และทำให้ไม่ผ่านการตรวจมาตรฐาน ทั้งยังก่อให้เกิดความเสียหายกับต้นเก๊กฮวยด้วย ทำให้ต้องติดป้ายและกั้นเชือกเพื่อกันนักท่องเที่ยว แต่หลังจากปรึกษากันแล้ว เราเองก็ต้องการสร้างพื้นที่นี้ให้เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จึงวางแผนจะจัดสรรพื้นที่ 1 แปลง ไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมโดยเฉพาะ และแยกจากแปลงอื่นๆ ที่จะส่งเข้าอบเพื่อแปรรูป เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเรื่องเส้นผมและความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น” คุณอดิศักดิ์ เล่าถึงการวางแผนสร้างอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของแม่โจ้าใ

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการส่งเรื่องเข้าไปที่มหาวิทยาลัย คือ การวางแผนในการขยายพื้นที่ในการทำแปลงเก๊กฮวยอินทรีย์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับเกษตรรายใหม่ที่สนใจและต้องการเข้าร่วมโครงการในอนาคต

ปี 2560 ทางศูนย์ได้เปิดอบรมอาชีพเกษตรกรรมให้กับครอบครัว

หลังจากเกี่ยวข้าวนาปี ชาวบ้านชำบุ่น ตำบลบ้านฝาย อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ทำนาได้ปีละหน ยังพอมีน้ำที่ขุดบ่อ ขุดสระ และพอมีอยู่ในท้องลำห้วย รวมกลุ่มกันเพาะปลูก “กระเทียม” ปลูกแบบธรรมชาติ ไม่ใช่ว่าปลูกปล่อยตามมีตามเกิด แต่เป็นการปลูกแบบภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างแท้จริง

กระเทียมชำบุ่น มีชื่อเสียงมานานปีแล้ว ถึงคุณภาพความเผ็ด ฉุนหอม แกร่ง เก็บไว้กินได้นาน เป็นที่สนใจของคนทั่วไป เพราะปัญหาใหญ่ของผู้บริโภคกระเทียมคือ ผิดหวังที่ไม่อาจจะหากระเทียมที่เก็บไว้ได้นานๆ ทำให้จำเป็นต้องซื้อกระเทียมไว้กินทีละเล็กทีละน้อย หมดแล้วค่อยซื้อใหม่ ซึ่งการซื้อกระเทียมแบบย่อยๆ จะแพงมาก ยิ่งช่วงที่ห่างจากฤดูกาลให้ผลผลิตคือ พฤษภาคมไปจนถึงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีเทศกาล และช่วงเวลาที่ต้องประกอบอาหารการกินมาก กระเทียมระยะนั้นจะแพงมาก กระเทียมชำบุ่น หัวกระเทียมเล็ก แกร่ง ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เก็บไว้กินได้นานมากเกิน 6 เดือน ถือว่าคุ้มค่าที่ซื้อเก็บไว้ใช้ได้นาน ดีกว่าซื้อกระเทียมย่อย จะใช้ประกอบอาหารที ต้องซื้อที เพราะกระเทียมที่ซื้อมาฝ่อเร็วมาก ถ้าซื้อมามากก็ได้ใช้ครึ่งทิ้งครึ่ง

ภูมิปัญญาการปลูกกระเทียมของชาวบ้านชำบุ่น จากเหตุผล ทุนน้อย น้ำน้อย แรงงานน้อย เครื่องจักรกลทุ่นแรงมีน้อย ผลผลิตอาจจะได้น้อย แต่คุณภาพไม่น้อยแน่ เริ่มต้นจากการเตรียมดิน โดยการถากถางตอซังข้าวพร้อมกับต้นวัชพืชต่างๆ ในนา แล้วใช้รถไถเดินตาม หรือบ้างใช้แรงงานคน ขุดไถแหวกร่องผ่าแบ่งแปลงเป็นช่วงๆ เพื่อเป็นทางเอาน้ำเข้า และระบายน้ำออกในกรณีน้ำมากเกินไป ดินที่แหวกร่องก็ฟื้นขึ้นมาทุบเกลี่ยบนแปลงที่ถากตอซังแล้วปรับหน้าดินให้เรียบ เรียกว่าปลูกแบบไม่ขุดดินทั้งผืนแต่ขุดเฉพาะร่องน้ำ

ปลูกกระเทียมที่แกะเป็นกลีบๆ แล้วลงบนแปลง ระยะ 10×10 หรือ 15×15 เซนติเมตร คือถ้าใช้พันธุ์กลีบเล็กจะใช้ระยะถี่ จะใช้พันธุ์กระเทียมที่แกะกลีบแล้ว 60-80 กิโลกรัม ต่อไร่ แต่บางแปลงใช้มาก 100-120 กิโลกรัม ต่อไร่ ใช้ฟางแห้งคลุมแปลง ซึ่งจะช่วยรักษาความชื้นของดินในหน้าแล้งเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ได้เป็นอย่างดี โดยที่ให้น้ำเพียง 2 สัปดาห์ ต่อครั้ง ตอนเดือนที่ 3 ให้น้ำสัปดาห์ละครั้ง และเดือนสุดท้ายจะเริ่มงดให้น้ำ โดยเฉพาะ 10 วันสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยวจะงดการให้น้ำ เพื่อให้ต้นกระเทียมปรับสภาพตัวมันเอง คายน้ำ คายปุ๋ยต่างๆ ออกจนหมด เหลือกระเทียมที่มีหัว เนื้อ เปลือก และมวลสารอาหารสำคัญ เช่น อินทรีย์กำมะถันและสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายคนเราเท่านั้น

ถามกันมามากว่า กระเทียม ที่ปลูกบ้านชำบุ่น เขาใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี กันบ้างไหม ตอบได้เลยว่าไม่ได้ใช้เลย ด้วยศักยภาพพื้นที่ และกรรมวิธีการปลูกแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน การไม่ไถพรวนดินทั้งแปลง จะสามารถควบคุมวัชพืชได้ดีมาก แต่ข้อเสียอาจจะมีที่การอุ้มน้ำของดินมีน้อย ชาวบ้านใช้ฟางคลุมแปลงถือว่าช่วยได้ ยาฆ่าหญ้าไม่ได้ใช้เลย ส่วนโรคแมลงมีบ้าง แต่ก็มีบ้างเล็กน้อย จะป้องกันกำจัดโดยใช้สารชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อราเขียวไตรโคเดอร์ม่า เชื้อราขาวบิวเวอเรีย (Beauveria Bassiana) หรือใช้น้ำสกัดชีวภาพ น้ำสกัดสมุนไพร มีการปรับปรุงดินให้เหมาะสมโดยใช้ปูนขาว และใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ใช้มูลไก่ มูลสุกร แต่ก็จะหายากขึ้นทุกวัน ถ้าจะใช้มูลวัว มูลควาย ก็จะมีปัญหาหญ้าขึ้นเยอะมาก เลยใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดซึ่งสะดวกสบายในการใช้มากกว่า

การเก็บเกี่ยวกระเทียม เป็นสาระและจุดเด่นที่สำคัญมาก กระเทียมชำบุ่นที่แท้ ต้องเก็บเกี่ยวเมื่อมีอายุนับจากวันปลูกเกิน 120 วัน บางแปลงปล่อยจนแห้งคาแปลง ซึ่งก็ไม่เป็นปัญหาในการมัดจุก เพราะก้านใบกระเทียมชำบุ่น มีความแข็งและเหนียวมาก เมื่อมีการปล่อยให้แห้งจัด น้ำหนักจะเบา ผลผลิตจะได้ประมาณ 500-800 กิโลกรัม ต่อไร่ ซึ่งปกติกระเทียมทั่วไปจะให้น้ำหนักสด 1,200-1,500 กิโลกรัม ต่อไร่ ถือได้ว่ากระเทียมชำบุ่นให้ผลผลิตต่ำมาก แต่เรียกได้ว่าต่ำแบบได้คุณภาพเต็มร้อย ปลอดภัยไร้สารพิษ เก็บไว้บริโภคได้นานวัน ผู้บริโภค ผู้ผลิตมั่นใจ ภาคภูมิใจ และพึงพอใจในผลผลิตนี้

คนชำบุ่นมีเรื่องดีงาม จากคำบอกเล่าของคนเก่าเขาว่า คนบ้านชำบุ่น หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านฝาย อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อก่อนเก่าพื้นที่นี้มีการปลูก “หอมขาว” กันมานานแล้ว หอมขาว หรือกระเทียม หรือ “หอมเตียม” คนบ้านนี้ปลูกกินกันมาหลายชั่วอายุคน แต่จะมีปลูกกันมานานสักเท่าใด ไม่มีใครรู้

ปลูกกระเทียมแบบสมัยเก่าก็เพียงแค่วางกลีบ หรือไม่ถ้ากระเทียมนั้นกลีบเล็กๆ โตเท่าเมล็ดถั่วลิสง ก็ใช้วิธีหยอดหรือหว่านลงแปลงแล้วใช้ฟางข้าวหรือเศษหญ้ากลบทับเท่านั้น อาศัยน้ำอาศัยอาหารพืชจากในดิน ที่ก่อนหน้าทำนาใช้วัวควายไถนามันก็ขี้เยี่ยว ถ่ายมูล เป็นปุ๋ยลงไปสู่ดิน เหลือจากข้าวดูดไปใช้แล้วก็แบ่งให้พืชที่ชาวบ้านหว่านลงไปต่อจากข้าว เช่น ผักกาดขม ผักชีลาว หอมแดง ผักชี หรือหอมน้อย หรือหอมป้อม และกระเทียม ให้โตอีกระยะก่อนน้ำจะหมดไปจากดิน อีกอย่างอาจจะเป็นเพราะสภาพดินบ้านชำบุ่น จะเป็นดินที่แปลกกว่าถิ่นอื่นๆ เป็นดินนาที่อยู่ชายป่าและริมน้ำในสภาพที่เรียกว่า ครบธรรมชาติ ป่า-น้ำ-ดิน-ฟ้า มารวมกัน ดินที่ชะล้างพังทลายจากป่าเขาผสมกับดินจากน้ำไหลจากห้วยน้ำใหญ่ ออกมามีครบทั้งเหนียว ร่วน ทราย และหนำซ้ำยังมีขี้เถ้าคล้ายดินภูเขาไฟอีกต่างหาก

เอกลักษณ์หนึ่งของกระเทียมชำบุ่น คือ การมัดจุก จะรวบรวมหัวและก้านกระเทียมที่ถอนมา และผึ่งแดดแห้งแล้วกำ กำละครึ่งกิโลกรัมถึง 1 กิโลกรัม มัดตอกตรงปลายก้านใบ ห่างจากหัว 1 คืบ แล้วพลิกกลับมัดจุก ให้กลับปลายก้านอยู่ด้านใน และรวมมัดข้างนอกซ้ำอีก 2-3 เปลาะ แล้วแต่ความยาวของก้าน จะได้จุกกระเทียมที่เล็ก กะทัดรัดและมั่นคง ดึงเด็ดหัวมากินจนหมด มัดจุกก็ยังอยู่แน่นอย่างนั้น เหมาะสำหรับผูกแขวนไว้รอการใช้บริโภคนานเกินครึ่งปี อย่างที่เคยบอกไว้แต่ต้นนี่แหละ “กระเทียมชำบุ่น” แห่งน้ำปาด อุตรดิตถ์ ฝากไว้ในความสนใจของทุกท่านครับ สนใจติดต่อได้ที่ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมชำบุ่น ป้าศรีนวล โทร. (097) 321-9253, (097) 163-9135 ในการติดต่ออยากจะให้ใช้ความใจเย็นหน่อย เพราะพื้นที่บ้านชำบุ่น สัญญาณการสื่อสารไม่แรงมากนัก

กระเทียม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium ampelopra sum เป็นพืชที่กำเนิดในแถบทวีปเอเชีย เป็นไม้ล้มลุก เนื้ออ่อน จัดอยู่ในประเภทพืชผัก วงศ์ Alliaceae มีพืชที่อยู่ในตระกูลเรียงพี่เรียงน้องกัน คือ กระเทียมหัว กระเทียมใบ หอมหัวใหญ่ หอมแดง และหอมแบ่ง กระเทียมหัว (Garlic) มีชื่อเรียกทางภาคกลางและทั่วไปว่า กระเทียม ภาคเหนือเรียก หอมเตียม หอมเทียม ภาคใต้เรียก เทียม หัวเทียม อีสานแถวอุดรธานีเรียก กระเทียมขาว หอมขาว

สาระสำคัญของกระเทียม ที่ทำให้กระเทียมมีสรรพคุณและคุณภาพความเป็นกระเทียมดังที่รู้จักกัน กระเทียมจะมีกลิ่นหอมฉุน มีน้ำมันหอมระเหย คือสารอินทรีย์กำมะถันอัลลิอิน เมื่อถูกเอนไซม์อัลลิเนส เป็นตัวเปลี่ยนแปลงเป็นน้ำมันกระเทียม (Garlic Oil) กระเทียมจะมีกลิ่นหอมก็ต่อเมื่อ อัลลิอิน และ อัลลิเนส ซึ่งปกติจะแยกกันอยู่คนละส่วน เมื่อถูกทุบ หั่น หรือทำให้ช้ำ สารทั้ง 2 ชนิด จะรวมกันทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมี กลายเป็นสารอัลลิซิน ในรูปน้ำมันที่มีประโยชน์ อัลลิอิน อัลลิเนส และอัลลิซิน ในกระเทียมสดทั้งหัว ปกติจะไม่มีกลิ่น กลิ่นตามมาทีหลังเมื่อเกิดปฏิกิริยาดังที่กล่าวมา

สรรพคุณของกระเทียม เป็นยาปฏิชีวนะ ฆ่าเชื้อ แก้อักเสบ ป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน ป้องกันกล้ามเนื้อหัวใจหยุดทำงานเฉียบพลัน ลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดความดันโลหิตสูง ลดปริมาณน้ำตาลในเลือด รักษาโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ลำไส้ ป้องกันโรคหวัด วัณโรค หรือนิวโมเนีย โรคคอตีบ ปอดบวม ไทฟอยด์ มาลาเรีย คออักเสบ ไอ ไข้ อหิวาตกโรค ช่วยขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ขับลมภายในกระเพาะ แก้ท้องอืดเฟ้อ รักษาแผลสด แผลเป็นหนอง โรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน น้ำกัดเท้า เชื้อราในร่มผ้า ปวดฟันจากฟันผุ ปวดหู หูอื้อ หูตึง และที่ให้ความสนใจในหมู่ สว.สูงวัย คือ บำรุงสมรรถภาพทางเพศ ฯลฯ

สรรพคุณของกระเทียมมีมากมาย กว่า 200 อย่าง การกินกระเทียมไม่ว่าจะรูปแบบไหน ประโยชน์ที่ได้รับมากมาย บรรพบุรุษเราก็ใช้ประโยชน์จากกระเทียมมากันนับไม่รู้กี่รุ่นกี่ยุคกี่สมัย ชาวโลกทั่วไปก็รู้จักใช้ประโยชน์ และบอกเล่าสืบต่อกันมานานนับร้อยๆ ปี จะถือได้ว่า กระเทียม เป็นพืชโบราณที่เปี่ยมล้นด้วยนานาสรรพคุณ มหาศาลด้วยคุณประโยชน์ ที่สุดแห่งพืชที่เอื้อประโยชน์แก่มนุษย์โลกมาอย่างยาวนาน แล้วเราจะปล่อยปละละเลยไม่สนใจ หรือทิ้งไปจากความเชื่อถือและความสำคัญ โดยเฉพาะ กระเทียมชำบุ่น ปลอดภัยระดับอินทรีย์ หัวเล็ก กลีบเล็ก คุณภาพสูง ไม่ควรห่างหายไกลจากความรำลึกถึง

หลังจากเกี่ยวข้าวนาปี ชาวบ้านชำบุ่น ตำบลบ้านฝาย อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ทำนาได้ปีละหน ยังพอมีน้ำที่ขุดบ่อ ขุดสระ และพอมีอยู่ในท้องลำห้วย รวมกลุ่มกันเพาะปลูก “กระเทียม” ปลูกแบบธรรมชาติ ไม่ใช่ว่าปลูกปล่อยตามมีตามเกิด แต่เป็นการปลูกแบบภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างแท้จริง

กระเทียมชำบุ่น มีชื่อเสียงมานานปีแล้ว ถึงคุณภาพความเผ็ด ฉุนหอม แกร่ง เก็บไว้กินได้นาน เป็นที่สนใจของคนทั่วไป เพราะปัญหาใหญ่ของผู้บริโภคกระเทียมคือ ผิดหวังที่ไม่อาจจะหากระเทียมที่เก็บไว้ได้นานๆ ทำให้จำเป็นต้องซื้อกระเทียมไว้กินทีละเล็กทีละน้อย หมดแล้วค่อยซื้อใหม่ ซึ่งการซื้อกระเทียมแบบย่อยๆ จะแพงมาก ยิ่งช่วงที่ห่างจากฤดูกาลให้ผลผลิตคือ พฤษภาคมไปจนถึงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีเทศกาล และช่วงเวลาที่ต้องประกอบอาหารการกินมาก กระเทียมระยะนั้นจะแพงมาก กระเทียมชำบุ่น หัวกระเทียมเล็ก แกร่ง ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เก็บไว้กินได้นานมากเกิน 6 เดือน ถือว่าคุ้มค่าที่ซื้อเก็บไว้ใช้ได้นาน ดีกว่าซื้อกระเทียมย่อย จะใช้ประกอบอาหารที ต้องซื้อที เพราะกระเทียมที่ซื้อมาฝ่อเร็วมาก ถ้าซื้อมามากก็ได้ใช้ครึ่งทิ้งครึ่ง

ภูมิปัญญาการปลูกกระเทียมของชาวบ้านชำบุ่น จากเหตุผล ทุนน้อย น้ำน้อย แรงงานน้อย เครื่องจักรกลทุ่นแรงมีน้อย ผลผลิตอาจจะได้น้อย แต่คุณภาพไม่น้อยแน่ เริ่มต้นจากการเตรียมดิน โดยการถากถางตอซังข้าวพร้อมกับต้นวัชพืชต่างๆ ในนา แล้วใช้รถไถเดินตาม หรือบ้างใช้แรงงานคน ขุดไถแหวกร่องผ่าแบ่งแปลงเป็นช่วงๆ เพื่อเป็นทางเอาน้ำเข้า และระบายน้ำออกในกรณีน้ำมากเกินไป ดินที่แหวกร่องก็ฟื้นขึ้นมาทุบเกลี่ยบนแปลงที่ถากตอซังแล้วปรับหน้าดินให้เรียบ เรียกว่าปลูกแบบไม่ขุดดินทั้งผืนแต่ขุดเฉพาะร่องน้ำ

ปลูกกระเทียมที่แกะเป็นกลีบๆ แล้วลงบนแปลง ระยะ 10×10 หรือ 15×15 เซนติเมตร คือถ้าใช้พันธุ์กลีบเล็กจะใช้ระยะถี่ จะใช้พันธุ์กระเทียมที่แกะกลีบแล้ว 60-80 กิโลกรัม ต่อไร่ แต่บางแปลงใช้มาก 100-120 กิโลกรัม ต่อไร่ ใช้ฟางแห้งคลุมแปลง ซึ่งจะช่วยรักษาความชื้นของดินในหน้าแล้งเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ได้เป็นอย่างดี โดยที่ให้น้ำเพียง 2 สัปดาห์ ต่อครั้ง ตอนเดือนที่ 3 ให้น้ำสัปดาห์ละครั้ง และเดือนสุดท้ายจะเริ่มงดให้น้ำ โดยเฉพาะ 10 วันสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยวจะงดการให้น้ำ เพื่อให้ต้นกระเทียมปรับสภาพตัวมันเอง คายน้ำ คายปุ๋ยต่างๆ ออกจนหมด เหลือกระเทียมที่มีหัว เนื้อ เปลือก และมวลสารอาหารสำคัญ เช่น อินทรีย์กำมะถันและสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายคนเราเท่านั้น

ถามกันมามากว่า กระเทียม ที่ปลูกบ้านชำบุ่น เขาใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี กันบ้างไหม ตอบได้เลยว่าไม่ได้ใช้เลย ด้วยศักยภาพพื้นที่ และกรรมวิธีการปลูกแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน การไม่ไถพรวนดินทั้งแปลง จะสามารถควบคุมวัชพืชได้ดีมาก แต่ข้อเสียอาจจะมีที่การอุ้มน้ำของดินมีน้อย ชาวบ้านใช้ฟางคลุมแปลงถือว่าช่วยได้ ยาฆ่าหญ้าไม่ได้ใช้เลย ส่วนโรคแมลงมีบ้าง แต่ก็มีบ้างเล็กน้อย จะป้องกันกำจัดโดยใช้สารชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อราเขียวไตรโคเดอร์ม่า เชื้อราขาวบิวเวอเรีย (Beauveria Bassiana) หรือใช้น้ำสกัดชีวภาพ น้ำสกัดสมุนไพร มีการปรับปรุงดินให้เหมาะสมโดยใช้ปูนขาว และใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ใช้มูลไก่ มูลสุกร แต่ก็จะหายากขึ้นทุกวัน ถ้าจะใช้มูลวัว มูลควาย ก็จะมีปัญหาหญ้าขึ้นเยอะมาก เลยใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดซึ่งสะดวกสบายในการใช้มากกว่า

การเก็บเกี่ยวกระเทียม เป็นสาระและจุดเด่นที่สำคัญมาก กระเทียมชำบุ่นที่แท้ ต้องเก็บเกี่ยวเมื่อมีอายุนับจากวันปลูกเกิน 120 วัน บางแปลงปล่อยจนแห้งคาแปลง ซึ่งก็ไม่เป็นปัญหาในการมัดจุก เพราะก้านใบกระเทียมชำบุ่น มีความแข็งและเหนียวมาก เมื่อมีการปล่อยให้แห้งจัด น้ำหนักจะเบา ผลผลิตจะได้ประมาณ 500-800 กิโลกรัม ต่อไร่ ซึ่งปกติกระเทียมทั่วไปจะให้น้ำหนักสด 1,200-1,500 กิโลกรัม ต่อไร่ ถือได้ว่ากระเทียมชำบุ่นให้ผลผลิตต่ำมาก แต่เรียกได้ว่าต่ำแบบได้คุณภาพเต็มร้อย ปลอดภัยไร้สารพิษ เก็บไว้บริโภคได้นานวัน ผู้บริโภค ผู้ผลิตมั่นใจ ภาคภูมิใจ และพึงพอใจในผลผลิตนี้

คนชำบุ่นมีเรื่องดีงาม จากคำบอกเล่าของคนเก่าเขาว่า คนบ้านชำบุ่น หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านฝาย อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อก่อนเก่าพื้นที่นี้มีการปลูก “หอมขาว” กันมานานแล้ว หอมขาว หรือกระเทียม หรือ “หอมเตียม” คนบ้านนี้ปลูกกินกันมาหลายชั่วอายุคน แต่จะมีปลูกกันมานานสักเท่าใด ไม่มีใครรู้

ปลูกกระเทียมแบบสมัยเก่าก็เพียงแค่วางกลีบ หรือไม่ถ้ากระเทียมนั้นกลีบเล็กๆ โตเท่าเมล็ดถั่วลิสง ก็ใช้วิธีหยอดหรือหว่านลงแปลงแล้วใช้ฟางข้าวหรือเศษหญ้ากลบทับเท่านั้น อาศัยน้ำอาศัยอาหารพืชจากในดิน ที่ก่อนหน้าทำนาใช้วัวควายไถนามันก็ขี้เยี่ยว ถ่ายมูล เป็นปุ๋ยลงไปสู่ดิน เหลือจากข้าวดูดไปใช้แล้วก็แบ่งให้พืชที่ชาวบ้านหว่านลงไปต่อจากข้าว เช่น ผักกาดขม ผักชีลาว หอมแดง ผักชี หรือหอมน้อย หรือหอมป้อม และกระเทียม ให้โตอีกระยะก่อนน้ำจะหมดไปจากดิน อีกอย่างอาจจะเป็นเพราะสภาพดินบ้านชำบุ่น จะเป็นดินที่แปลกกว่าถิ่นอื่นๆ เป็นดินนาที่อยู่ชายป่าและริมน้ำในสภาพที่เรียกว่า ครบธรรมชาติ ป่า-น้ำ-ดิน-ฟ้า มารวมกัน ดินที่ชะล้างพังทลายจากป่าเขาผสมกับดินจากน้ำไหลจากห้วยน้ำใหญ่ ออกมามีครบทั้งเหนียว ร่วน ทราย และหนำซ้ำยังมีขี้เถ้าคล้ายดินภูเขาไฟอีกต่างหาก

เอกลักษณ์หนึ่งของกระเทียมชำบุ่น คือ การมัดจุก จะรวบรวมหัวและก้านกระเทียมที่ถอนมา และผึ่งแดดแห้งแล้วกำ กำละครึ่งกิโลกรัมถึง 1 กิโลกรัม มัดตอกตรงปลายก้านใบ ห่างจากหัว 1 คืบ แล้วพลิกกลับมัดจุก ให้กลับปลายก้านอยู่ด้านใน และรวมมัดข้างนอกซ้ำอีก 2-3 เปลาะ แล้วแต่ความยาวของก้าน จะได้จุกกระเทียมที่เล็ก กะทัดรัดและมั่นคง ดึงเด็ดหัวมากินจนหมด มัดจุกก็ยังอยู่แน่นอย่างนั้น เหมาะสำหรับผูกแขวนไว้รอการใช้บริโภคนานเกินครึ่งปี อย่างที่เคยบอกไว้แต่ต้นนี่แหละ “กระเทียมชำบุ่น” แห่งน้ำปาด อุตรดิตถ์ ฝากไว้ในความสนใจของทุกท่านครับ สนใจติดต่อได้ที่ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมชำบุ่น ป้าศรีนวล โทร. (097) 321-9253, (097) 163-9135 ในการติดต่ออยากจะให้ใช้ความใจเย็นหน่อย เพราะพื้นที่บ้านชำบุ่น สัญญาณการสื่อสารไม่แรงมากนัก

กระเทียม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium ampelopra sum เป็นพืชที่กำเนิดในแถบทวีปเอเชีย เป็นไม้ล้มลุก เนื้ออ่อน จัดอยู่ในประเภทพืชผัก วงศ์ Alliaceae มีพืชที่อยู่ในตระกูลเรียงพี่เรียงน้องกัน คือ กระเทียมหัว กระเทียมใบ หอมหัวใหญ่ หอมแดง และหอมแบ่ง กระเทียมหัว (Garlic) มีชื่อเรียกทางภาคกลางและทั่วไปว่า กระเทียม ภาคเหนือเรียก หอมเตียม หอมเทียม ภาคใต้เรียก เทียม หัวเทียม อีสานแถวอุดรธานีเรียก กระเทียมขาว หอมขาว

สาระสำคัญของกระเทียม ที่ทำให้กระเทียมมีสรรพคุณและคุณภาพความเป็นกระเทียมดังที่รู้จักกัน กระเทียมจะมีกลิ่นหอมฉุน มีน้ำมันหอมระเหย คือสารอินทรีย์กำมะถันอัลลิอิน เมื่อถูกเอนไซม์อัลลิเนส เป็นตัวเปลี่ยนแปลงเป็นน้ำมันกระเทียม (Garlic Oil) กระเทียมจะมีกลิ่นหอมก็ต่อเมื่อ อัลลิอิน และ อัลลิเนส ซึ่งปกติจะแยกกันอยู่คนละส่วน เมื่อถูกทุบ หั่น หรือทำให้ช้ำ สารทั้ง 2 ชนิด จะรวมกันทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมี กลายเป็นสารอัลลิซิน ในรูปน้ำมันที่มีประโยชน์ อัลลิอิน อัลลิเนส และอัลลิซิน ในกระเทียมสดทั้งหัว ปกติจะไม่มีกลิ่น กลิ่นตามมาทีหลังเมื่อเกิดปฏิกิริยาดังที่กล่าวมา

สรรพคุณของกระเทียม เป็นยาปฏิชีวนะ ฆ่าเชื้อ แก้อักเสบ ป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน ป้องกันกล้ามเนื้อหัวใจหยุดทำงานเฉียบพลัน ลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดความดันโลหิตสูง ลดปริมาณน้ำตาลในเลือด รักษาโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ลำไส้ ป้องกันโรคหวัด วัณโรค หรือนิวโมเนีย โรคคอตีบ ปอดบวม ไทฟอยด์ มาลาเรีย คออักเสบ ไอ ไข้ อหิวาตกโรค ช่วยขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ขับลมภายในกระเพาะ แก้ท้องอืดเฟ้อ รักษาแผลสด แผลเป็นหนอง โรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน น้ำกัดเท้า เชื้อราในร่มผ้า ปวดฟันจากฟันผุ ปวดหู หูอื้อ หูตึง และที่ให้ความสนใจในหมู่ สว.สูงวัย คือ บำรุงสมรรถภาพทางเพศ ฯลฯ

สรรพคุณของกระเทียมมีมากมาย กว่า 200 อย่าง การกินกระเทียมไม่ว่าจะรูปแบบไหน ประโยชน์ที่ได้รับมากมาย บรรพบุรุษเราก็ใช้ประโยชน์จากกระเทียมมากันนับไม่รู้กี่รุ่นกี่ยุคกี่สมัย ชาวโลกทั่วไปก็รู้จักใช้ประโยชน์ และบอกเล่าสืบต่อกันมานานนับร้อยๆ ปี จะถือได้ว่า กระเทียม เป็นพืชโบราณที่เปี่ยมล้นด้วยนานาสรรพคุณ มหาศาลด้วยคุณประโยชน์ ที่สุดแห่งพืชที่เอื้อประโยชน์แก่มนุษย์โลกมาอย่างยาวนาน แล้วเราจะปล่อยปละละเลยไม่สนใจ หรือทิ้งไปจากความเชื่อถือและความสำคัญ โดยเฉพาะ กระเทียมชำบุ่น ปลอดภัยระดับอินทรีย์ หัวเล็ก กลีบเล็ก คุณภาพสูง ไม่ควรห่างหายไกลจากความรำลึกถึง

“ ฝรั่ง ” เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางด้านโภชนาการ เนื้อกรอบมีรสชาติอร่อยกลมกล่อม ฝรั่ง ปลูกดูแลง่ายให้ผลผลิตจำนวนมาก ขายได้ราคาดี เป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปี เกษตรกรจึงนิยมปลูกฝรั่งเป็นไม้ผลทำเงินกันอย่างแพร่หลาย

เกษตรกรนิยมปลูกฝรั่งบนคันร่อง ก่อนปลูกจะตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน เพื่อทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของโรคแมลงศัตรูพืชต่างๆ ให้หมดไป จากนั้นเตรียมหลุมปลูกกว้างยาวลึกด้านละประมาณ 1 ศอก หรือด้านละ 30 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอกหรือขี้ไก่ และแกลบ รองก้นหลุมเพื่อช่วยทำให้ดินชุ่ม ดินฟู แล้วนำต้นพันธุ์ฝรั่งลงปลูกเกลี่ยดินกลบแล้วรดน้ำให้ชุ่ม

ต้นฝรั่ง

ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 3 เมตร แตกกิ่งก้านบริเวณใกล้โคนต้น แตกหน่อจากราก เปลือกสีน้ำตาลอมแดงหรือน้ำตาลอมเขียว เมื่อลำต้นแก่เปลือกจะลอกออกมาเอง ใบเป็นใบคู่ ใบอ่อนสีเขียว ใบไม่เรียบ ด้านบนใบมีร่องลึก ด้านหลังใบเรียบ ใบเป็นรูปไข่ ปลายใบมน ผลมีรูปร่างกลมในลักษณะต่างๆ กัน เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-9 เซนติเมตร เนื้อกรอบ รสชาติอร่อย เกษตรกรนิยมปลูกฝรั่งไร้เมล็ดและฝรั่งแป้นสีทอง เพราะเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมจากผู้ซื้อ

การปลูกดูแล

หลังปลูกเกษตรกรต้องคอยดูแลรักษาแปลงปลูกฝรั่งอย่างสม่ำเสมอ คอยป้องกันโรคแมลงศัตรูฝรั่งที่จะเข้ามาทำลายไม่ให้เกิดความเสียหาย การใส่ปุ๋ยครั้งแรกได้ใส่ปุ๋ยคอกหรือขี้ไก่ และแกลบ ใส่รองก้นหลุมเพื่อช่วยทำให้ดินชุ่ม ดินฟู สำหรับต้นเล็กที่ปลูกใหม่จะใส่ปุ๋ยสูตร 25-7-7 กำมือ ต่อต้น ส่วนต้นใหญ่เพิ่มอัตราส่วนตามคำแนะนำการใช้ปุ๋ยในฉลาก

น้ำ เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของต้นฝรั่ง การให้น้ำทุกครั้ง ต้องคอยสังเกตความชุ่มชื้นของดินบนแปลงปลูกเพื่อประกอบการตัดสินใจในการให้น้ำในปริมาณเท่าใดต่อครั้ง โดยเฉลี่ยได้ให้น้ำต้นฝรั่ง 2-3 ครั้ง ต่อสัปดาห์

เผยเทคนิค เพิ่มผลผลิต “ ฝรั่ง”

การตัดยอด การรูดใบ และโน้มกิ่ง เป็นเทคนิคหนึ่งที่เกษตรกรนิยมนำมาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น ซึ่งมีเทคนิควิธีการ ดังต่อไปนี้

การตัดยอดหรือเด็ดยอด เป็นวิธีการเพิ่มจำนวนยอดและให้ผลผลิตได้มากขึ้น วิธีการปฏิบัติคือจะนับจากปลายยอดลงมายาวประมาณ 1 ศอก ใช้กรรไกรตัดบริเวณที่ต้องการ หลังจากตัดยอดได้ประมาณ 1 เดือนครึ่ง ต้นฝรั่งจะเริ่มให้ผลผลิตและได้จำนวนผลต่อต้นมากขึ้นด้วย ข้อควรระวังต้องใช้ไม้ค้ำเพื่อป้องกันหรือเพื่อการรองรับน้ำหนักจำนวนผลฝรั่งที่มีมากและไม่ให้กิ่งฉีกขาด

การโน้มกิ่ง หลังจากปลูกแล้ว 5 เดือน สมัครเว็บคาสิโน จะเริ่มโน้มกิ่งเพื่อทำทรงพุ่มให้สวย การโน้มกิ่งจะจัดกิ่งให้โค้งพอประมาณ โดยจุดที่ผูกกิ่งกับไม้ค้ำกิ่งควรให้ห่างจากปลายกิ่งประมาณ 2 ศอก หรือพิจารณาระยะตามความเหมาะสมจากนั้นใช้เชือกฟางมัด หลังจากนั้นที่บริเวณตากิ่งจะแตกยอดออกมาเป็นกิ่งใหม่ วิธีนี้เป็นการเพิ่มจำนวนกิ่งให้ได้มากขึ้นซึ่งก็เท่ากับเป็นการเพิ่มปริมาณผลผลิตได้มากขึ้นเช่นกัน

การรูดใบที่กิ่ง เป็นอีกวิธีหนึ่งในการเพิ่มผลผลิตคือ เลือกกิ่งที่เหมาะสมแล้วใช้มืดรูดใบออกทั้งหมดจะทำให้บริเวณตากิ่งแตกยอดออกมาเป็นกิ่งใหม่ วิธีการนี้ทำได้สะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ ใบที่อยู่ใกล้กับผลฝรั่งยังไปเสียดสีถูกจะทำให้ผิวผลฝรั่งเป็นลายไม่สวย ตลาดไม่ต้องการ ขายยาก

“ วิธีการห่อผล” ช่วยให้ฝรั่งมีผิวสวย

การห่อผล เป็นการดูแลรักษาวิธีหนึ่งที่ต้องการให้ผลฝรั่งมีผิวผลสีสวย ไม่เป็นรอยขีดข่วน คุณภาพดี วิธีปฏิบัติคือ ใช้ถุงพลาสติกขนาด 6×14 นิ้ว ห่อผลฝรั่งที่มีขนาดโตกว่าผลมะนาว สวมถุงพลาสติกเข้าไปมัดปากถุงให้แน่น จากนั้นนำกระดาษหนังสือเก่าห่อทับลงไปอีกครั้ง ใช้ลวดเย็บกระดาษเย็บบริเวณโคนถุง หลังจากนั้นอีกประมาณ 2 เดือนครึ่ง ก็จะเก็บผลฝรั่งไปขายหรือรับประทาน

ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีโรคแมลงรบกวนน้อย วิธีการป้องกันกำจัดจึงใช้วิธีผสมผสาน ผลผลิตที่ได้จึงปลอดภัยจากสารพิษ เมื่อต้นฝรั่งมีอายุได้ 8 เดือน หลังจากปลูกจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ ใน 1 สัปดาห์ เก็บผลฝรั่ง 2 ครั้ง และต้นฝรั่งที่มีอายุ 2 ปี หลังปลูกจะให้ผลฝรั่งมากขึ้น เมื่อเก็บผลฝรั่งแล้วนำไปบรรจุใส่เข่ง น้ำหนักเฉลี่ยเข่งละ 25 กิโลกรัม ก่อนนำไปขาย

เกษตรกรควรพ่นในระยะที่มะม่วงติดดอกอย่างน้อย 2 ครั้ง

ระยะเริ่มแทงช่อดอก และระยะเริ่มติดผลขนาดมะเขือพวง (ประมาณ 0.5-1.0 เซนติเมตร) หากปีใดระบาดรุนแรงให้พ่นซ้ำก่อนระยะดอกบาน หลีกเลี่ยงการพ่นสารฆ่าแมลงในระยะดอกบาน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสร

ช่วงเดือนเมษายนจนถึงเดือนกรกฎาคม เป็นช่วงฤดูกาลที่ผลไม้ภาคตะวันออกยกขบวนกันเข้าสู่ตลาดให้ซื้อมารับประทานกันเป็นประจำทุกปี ผลไม้ในที่นี้หมายถึง ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง เป็นที่ยอมรับกันในกลุ่มผู้บริโภคว่า ผลไม้ตะวันออกขึ้นชื่อเรื่องของรสดีและคุณภาพดี

ซึ่งผลไม้ทุกผลของชาวสวนตะวันออก ผ่านการปฏิบัติดูแลรักษากันมาอย่างดี มีการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม ผสมผสานกับความเชี่ยวชาญชำนาญการของเกษตรกร ร่วมกับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ทำให้ผลไม้ภาคตะวันออกเป็นที่ตั้งตารอของผู้บริโภค

มังคุด เป็นไม้ผลเมืองร้อน ผลกลมๆ มีสีม่วงๆ มีเนื้อนุ่มสีขาวๆ รสชาติหวานซ่อนเปรี้ยว และมีขั้วผลคล้ายมงกุฎ จึงได้รับฉายาว่า “Queen of Fruits” ปลูกกันมากในภาคตะวันออกและภาคใต้ โดยมีถิ่นกำเนิดจากหมู่เกาะซันดา (Sunda Island) ซึ่งเป็นหมู่เกาะเล็กๆ แถบมาลายู ผลผลิตมังคุดจะเริ่มให้ผล ในปีที่ 7 ซึ่งผลผลิตต่อต้นในระยะแรกจะต่ำ และสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมังคุดมีอายุ 13-20 ปี จะเป็นช่วงที่ให้ผลผลิตต่อต้นสูงสุด แหล่งผลิตมังคุดที่สำคัญของภาคตะวันออก อยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ตราด และระยอง

ว่าด้วยเรื่อง มังคุดภาคตะวันออก คุณชาตรี บุญนาค ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง กล่าวเปิดประเด็นถึงมังคุดภาคตะวันออกว่า มังคุดภาคตะวันออกมีพื้นที่ปลูกรวม 3 จังหวัด มากกว่า 190,000 ไร่ จังหวัดจันทบุรี มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด คือประมาณ ร้อยละ 60 ของพื้นที่ปลูกมังคุด โดยมีผลผลิตรวมมากกว่า 120,000 ตัน ต่อปี โดยผลผลิตส่วนใหญ่ส่งออกไปตลาดต่างประเทศ ประมาณ ร้อยละ 55-60 บริโภคภายในประเทศ ร้อยละ 30-35 และการแปรรูปประมาณร้อยละ 5-10

โดยที่ลักษณะมังคุดที่ตลาดต่างประเทศต้องการคือ ผลขนาดใหญ่ โดยมีขนาดตั้งแต่ 100 กรัม ขึ้นไป หรือประมาณ 8-10 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม ผิวของผลสะอาด ไม่มีร่องรอยของการทำลายด้วยโรคและแมลง มีผิวนวลตามธรรมชาติ เปลือกของผลมีความหนาปานกลาง ไม่แข็ง เนื้อภายในมีสีขาวน่ารับประทาน ไม่มีอาการยางไหลที่เปลือกและไม่มีอาการเนื้อแก้วหรือเนื้อเน่าช้ำ

สถานการณ์ปัญหาสำคัญที่มีผลกระทบต่อมังคุดคุณภาพ ได้แก่
1. ผลมีขนาดเล็ก น้อยกว่า 7 กรัม ต่อผล เหมาะสำหรับการบริโภคภายในประเทศ เพราะมีเมล็ดน้อย
2. ผิวของผลแตก มียางไหลทั้งภายนอกและภายในผล
3. เป็นเนื้อแก้ว มีอาการเนื้อภายในผลช้ำ
4. เปลือกแข็ง และภายในเน่าเสีย

มังคุดเนื้อแก้วยางไหล เป็นปัญหาสำคัญที่ปัจจัยสาเหตุหลักเกิดจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ซึ่งยากต่อการควบคุม เนื้อแก้วยางไหลในมังคุด ไม่ใช่โรค แต่เป็นอาการที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงกะทันหันในช่วงการเก็บเกี่ยวหรือก่อนการเก็บเกี่ยว 1 เดือน เกิดจากการได้รับน้ำมากเกินไป จากสาเหตุฝนตกหนักเป็นปัจจัยหลัก จากปริมาณน้ำที่มากเกินไป ทำให้ต้นมังคุดดูดน้ำไปมากเกินไปด้วย ทำให้เซลล์เปลือกมังคุดแตก จนมีอาการยางไหล และเนื้อสีขาวเกิดอาการชุ่มน้ำจัด จึงเรียกกันว่า เนื้อแก้ว

สำหรับขนาดผลที่เล็กเกิดจากการที่เกษตรกรไว้จำนวนผลต่อต้นมากเกินไป ร่วมกับการจัดการไม่ดี ส่วนเปลือกแข็ง ส่วนใหญ่เกิดจากการเก็บเกี่ยวและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวที่ไม่ถูกต้อง

การจัดการเพื่อมังคุดคุณภาพของสวนปิยารมณ์

คุณปรีชา ปิยารมณ์ เกษตรกรชาวสวนมังคุดจังหวัดจันทบุรี ปลูกในเนื้อที่ 20 ไร่ ตำบลพลับพลา อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ต้นมีอายุ 46 ปี ลุงปรีชาเป็นผู้ที่คร่ำหวอดกับมังคุดมานานหลายสิบปี ปัจจุบัน อายุ 82 ปี ได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ที่สวนมีการผลิตมังคุดคุณภาพ ได้ร้อยละ 70 และพบปัญหามังคุดเนื้อยางไหลถึงร้อยละ 20 ผลแตก ร้อยละ 20 จึงได้ดำเนินการจัดการสวนมังคุดใหม่เพื่อแก้ปัญหา จนปัจจุบัน ที่สวนสามารถผลิตมังคุดได้ถึงร้อยละ 80 พบเนื้อแก้วยางไหล ร้อยละ 5 และผลแตก ร้อยละ 5

หัวใจของการผลิตมังคุดคุณภาพ คือ การตัดแต่งกิ่ง การจัดการสภาวะในสวน และการควบคุมคุณภาพผลผลิต เช่น การจัดการน้ำ การจัดให้ตรงกับความต้องการของมังคุด

ปี 2559 ผลผลิตมังคุด เฉลี่ยของสวน 800 กิโลกรัม ต่อไร่ ราคาขาย เฉลี่ย 52 บาท ต่อกิโลกรัม

ปี 2560 ผลผลิตมังคุด เฉลี่ยของสวน 900 กิโลกรัม ต่อไร่ ราคาขาย เฉลี่ย 59-60 บาท ต่อกิโลกรัม โดยผลผลิต ร้อยละ 30 ขายเฉลี่ยที่ 80 บาท ต่อกิโลกรัม

ปี 2561 ตั้งเป้าผลผลิต เฉลี่ยมังคุด 1,000 กิโลกรัม ต่อไร่ และน้ำหนักผล 7-10 ผล ต่อกิโลกรัม ในขณะที่ต้นทุนการผลิตมังคุด ประมาณ 18 บาท ต่อกิโลกรัม

จะเป็นการตัดแต่งแบบเปิดหน้าต่างด้านบนของทรงพุ่ม ให้แสงแดดส่องลอดเข้าไปในลำต้นได้ และตัดปลายกิ่งนอกทรงพุ่มออก พร้อมกับควบคุมความสูงโดยการตัดยอดมังคุด ให้ต้นมีความสูงประมาณ 4-5 เมตร เพื่อสะดวกในการเก็บเกี่ยว ตัดแต่งประมาณ 2 ปี ต่อครั้ง เพื่อควบคุมทรงพุ่ม ควบคุมปริมาณผลผลิตและทำให้ผลติดในทรงพุ่มมากกว่า โดยจะตัดแต่งกิ่งหลังเก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว

การจัดการสภาวะในสวน

การจัดการสภาพสวนให้เหมาะสมไม่ให้รับแสงแดดมากเกินไป โดยจะปลูกต้นทองหลางควบคู่กับมังคุด ทองหลางเป็นพืชพี่เลี้ยงที่มีหน้าที่ในการบังร่ม บังลม และช่วยสร้างธาตุอาหาร ช่วยหาอาหาร สร้างปุ๋ยได้ เนื่องจากที่ปมรากสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้ ราก ลำต้น ใบ ดอกทองหลางเป็นปุ๋ยให้กับมังคุด และดูดซึมน้ำในดินไว้เลี้ยงลำต้น นอกจากนี้ มังคุด ที่ปลูกร่วมกับทองหลางไม่พบเพลี้ยไฟเข้ามาทำลายอีกด้วย

วิธีการควบคุมคุณภาพ

1. การจัดการน้ำเพื่อควบคุมปริมาณดอก หลังงดน้ำช่วงเตรียมการเพื่อการออกดอก (พบมีร่องเหี่ยวที่ข้อใบ จำนวน 4 ร่อง ของ 1 ข้อใบ) ให้น้ำครั้งแรก 1 ครั้ง รอจนพบว่า ในพื้นที่ 1 ตารางเมตร มีดอกออกมา จำนวน 5 ดอก จึงเริ่มให้น้ำครั้งที่ 2 จำนวน 2 ชั่วโมง เพื่อให้ยอดที่เหลือแตกเป็นใบอ่อน (ในกรณีที่ดอกออกไม่ถึง 5 ดอก ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ให้โชยน้ำช่วย ประมาณ 1 ชั่วโมง เว้น 4-5 วัน จนดอกออกครบ 5 ดอก) เพื่อให้มังคุดมีปริมาณดอกหรือประมาณร้อยละ 30-40 ดอก ต่อต้น การให้น้ำมังคุดปกติ 600 ลิตร (1 ชั่วโมง) ต่อวันเว้นสองวัน มังคุดดินทราย แห้งเร็ว ออกดอกง่าย ที่สวนนี้ไม่กวาดหรือคราดโคน เนื่องจากเปลืองต้นทุนค่าแรง และทำให้ระบบนิเวศเสียหาย

2. การใส่ปุ๋ย
– ใส่ปุ๋ยอินทรีย์เคมี สูตร 6-12-12 ทุก 20 วัน ครั้งละ 1 กิโลกรัม ต่อต้น ใส่ตลอดฤดูกาล โดยเว้นช่วงตั้งแต่ก่อนเก็บเกี่ยว 1 เดือน จนถึงช่วงเก็บเกี่ยว และสูตร 10-5-10 ใส่หลังเก็บเกี่ยว (เตรียมต้น) จำนวน 2 ครั้ง
– หลังเก็บเกี่ยว ใส่ปุ๋ย 2 ครั้ง เพื่อกระตุ้นการแตกใบอ่อน ร่วมกับไธโอยูเรีย (ใช้ครั้งเดียว) อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร พร้อมสาหร่ายและน้ำตาลทางด่วน

3. การจัดการเพื่อลดอาการมังคุดเนื้อแก้วยางไหล
– ฉีดพ่นแคลเซียมและโบรอนทางใบ ในระยะดอกเริ่มบานจนถึงก่อนเก็บเกี่ยว 1 เดือน ฉีดพ่นทุกๆ 10 วัน (ประมาณ 3 เดือน) อัตราตามฉลาก หรือ 100 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร (ธาตุโบรอน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการนำพาแคลเซียมเข้าสู่เซลล์ได้ดียิ่งขึ้น มังคุดมีความต้องการน้อยแต่ขาดไม่ได้ และทำให้เนื้อมีคุณภาพดี)
– ใส่ปูนโดโลไมท์ ปีละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 5 กิโลกรัม ต่อต้น (จากค่า pH 4 ปัจจุบันเป็น 6 ในระยะเวลา 5 ปี มังคุดดูดอาหารได้ดีขึ้น) โดยวิธีการหว่าน ถ้าเป็นฤดูฝนหว่านทั้งแปลง ฤดูแล้งหว่านเฉพาะทรงพุ่ม
อาการเนื้อแก้วยางไหล เกิดจากปัจจัยสาเหตุคือ มังคุดได้รับน้ำกะทันหัน หรือมีฝนตกชุกช่วงก่อนเก็บเกี่ยว 1 เดือน หรือ สัปดาห์ที่ 12-13 หลังดอกบาน ซึ่งหลักการในการแก้ไขที่ง่ายที่สุดคือ การทำให้มังคุดติดดอกออกผลเร็วขึ้น

ทิ้งท้าย…จาก ลุงปรีชา
“การปลูกทองหลาง เป็นไม้พี่เลี้ยง ทำให้มังคุดใบใหญ่และผลใหญ่มากขึ้น และนอกจากนี้ ยังช่วยลดปัญหามังคุดผิวลายจากการทำลายของเพลี้ยไฟ เนื่องจากใบทองหลางคายน้ำเร็ว ทำให้ช่วยเพิ่มความชื้นในสวนให้สูงขึ้น ทำให้ลดการระบาดของเพลี้ยไฟได้”

ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณปรีชา ปิยารมณ์ ตำบลพลับพลา อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี โทร. (081) 860-2491 หรือ สำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรี โทร. (039) 322-158 และที่สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง โทร. (038) 611-578

เกษตรกรรมเป็นอาชีพรองหรืองานอดิเรกที่คนทำงานประจำหลายคนเลือกที่จะทำกัน โดยเฉพาะข้าราชการเกษียณส่วนใหญ่มักพึงพอใจกับการเป็นเกษตรกรหลังเกษียณ เพราะมีความเป็นอิสระ ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้ออกกำลังกายและอยู่ในสังคมเกษตรกร

แต่ก็มีข้าราชการประจำจำนวนไม่น้อยที่ยึดเอาการเกษตรเป็นอาชีพรองหรืองานอดิเรก ตลอดจนพนักงานบริษัทหลายรายที่ยอมทิ้งเงินเดือนจำนวนมากกลับหวนสู่บ้านเกิดเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าเงินเดือนบริษัทที่เคยทำหลายเท่า บางคนมีความคุ้นเคยกับอาชีพนี้ เนื่องจากพ่อแม่เป็นเกษตรกร

แต่บางคนไม่มีพื้นฐานด้านเกษตรมาก่อนเลย ข้าราชการประจำและข้าราชการเกษียณแล้วมักเลือกพืชยืนต้น ซึ่งผู้ที่ไม่มีความรู้พื้นฐานมาก่อนสามารถเพาะปลูกได้ จึงสนใจกับการทำสวนกันเป็นส่วนมาก เช่น ทำสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน สวนป่า สวนผลไม้ เป็นต้น

สวนผลไม้จะเลือกผลไม้ที่ให้ผลตอบแทนสูงและทนทานไม่อ่อนบอบบางหรือต้องประคบประหงมอยู่ตลอด อย่างเช่น การทำสวนอินทผลัม สวนทุเรียน สวนเงาะ สวนลองกอง สวนมะม่วง เป็นต้นส่วนผลไม้ที่ต้องดูแลรักษามากหรือต้องคอยดูแลอยู่ใกล้ชิดตลอดมักไม่เลือกปลูกหรือปลูกกันน้อย เช่น ชมพู่ มะยงชิด เป็นต้น บางรายมีรายได้จากการทำสวนพอๆ กับเงินเดือนที่ได้รับหรือมากกว่า

มีข้าราชการตำรวจผู้หนึ่งเลือกปลูกฝรั่งเป็นงานรองจากงานประจำ โดยที่ตัวเองไม่มีพื้นฐานด้านเกษตรกรรม มีเพียงแต่พ่อแม่ที่เป็นเกษตรกร ข้าราชการนายตำรวจหนุ่มผู้นี้ชื่อ พ.ต.ท. สัมฤทธิ์ นิธิธนาภักดี หรือ “สารวัตรยิ้ม” สังกัดกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด พื้นเพเป็นคนจังหวัดสุพรรณบุรี แต่สนใจด้านเกษตรกรรม จึงได้ไปศึกษาดูงานด้านการเกษตรตามสถาบันการศึกษาเกษตร เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และสวนผลไม้แปลงใหญ่อีกหลายแห่ง เป็นต้น ทั้งยังศึกษาเรียนรู้การเพาะปลูก การบำรุงดูแลรักษา การขยายพันธุ์พืชต่างๆ ด้วยตนเองจากโซเชี่ยลมีเดียทั้งหลาย จนเกิดความเข้าใจและสามารถลงมือปฏิบัติเองได้ ในความตั้งใจอยากจะทำการเกษตรเป็นอาชีพรองเพื่อหารายได้เสริม แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำสวนอะไร และจะเลือกปลูกพืชอะไร

จุดเริ่มต้นของฝรั่งกับสารวัตรยิ้ม เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2552 เมื่อมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่สารวัตรยิ้มให้ความเคารพนับถือได้นำกิ่งพันธุ์ฝรั่งจากไต้หวัน 2 กิ่ง มาฝาก ไม่ทราบชื่อว่าเป็นพันธุ์อะไร จึงได้ปลูกไว้ที่บ้านพักจังหวัดปทุมธานี ปลูกได้ 6 เดือน ก็ติดผลและให้ผลดกมาก มีทรงผลสวย ทรงรีไม่แป้น

หลังจากลองรับประทานแล้วเกิดความถูกอกถูกใจในรสชาติของมัน เนื้อกรอบ หวานพอประมาณ เป็นฝรั่งไส้แดงแปลกกว่าฝรั่งทั่วไป จึงเกิดความคิดที่ขยายพันธุ์ฝรั่งพันธุ์นี้อย่างจริงจัง โดยตั้งชื่อฝรั่งพันธุ์นี้ว่า “ชมพูพันทิพ”

ดังนั้น สารวัตรยิ้ม ได้ตัดสินใจเลือกเอาฝรั่งเป็นไม้ผลที่จะปลูกเป็นพืชหลักของการทำอาชีพเสริมนอกจากงานประจำ ทำเมื่อมีเวลาว่างและจะกลายเป็นธุรกิจหลักในอนาคตหลังการเกษียณอายุราชการได้ ที่ชื่นชอบฝรั่งก็เพราะว่าฝรั่งเป็นพืชที่คนไทยนิยมรับประทาน ฝรั่งเป็นพืชที่ปลูกง่าย ภายในปีเดียวก็ให้ผลผลิต ให้ผลได้ตลอดทั้งปี โรคแมลงรบกวนน้อย

คนไทยนิยมรับประทาน รสชาติอร่อยถูกปากคนไทย เป็นผลไม้ที่มีราคาไม่แพง ผู้มีรายได้น้อยสามารถหาซื้อมารับประทานได้ ทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ตลาดรับซื้อผลผลิตเปิดรับตลอด นอกจากรับประทานสดแล้วยังแปรรูปเป็นฝรั่งดองเพิ่มมูลค่าได้อีกเท่าตัว ตามรถเข็นขายผลไม้สดและผลไม้ดองทั่วประเทศจะขาดฝรั่งไปไม่ได้

แต่เนื่องจากที่ปทุมธานีถูกจำกัดด้วยพื้นที่ ไม่สามารถที่จะขยายพื้นที่เพาะปลูกได้ จึงมาทำสวนฝรั่งอยู่ที่อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ใช้ชื่อว่า “สวนคุณระย้า” พื้นที่ปลูกมี 3 แปลง พื้นที่รวมประมาณ 8 ไร่ ได้แบ่งออกมาปลูกฝรั่งไต้หวันเพื่อเป็นสวนทดลอง จำนวน 1 ไร่

พื้นที่ที่เหลือปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้และผลไม้อื่นๆ ฝรั่งพันธุ์หลักที่ปลูกมีอยู่หลายสายพันธุ์ ฝรั่งพันธุ์ไต้หวัน ได้แก่ หงเป่าสือ 100 ต้น, ไข่มุกขาว (พันธุ์ใหม่) 50 ต้น, ชมพูพันทิพ (เจินจูหง) ประมาณ 200 ต้น และพันธุ์อื่นๆ อีกประมาณ 100 กว่าต้น เช่น สุ่ยมี่ (สายน้ำผึ้ง), ส๋วยจิน, เจินจู (ไข่มุก), ฮ่องเต้, หงซิน, ซีกัว (แตงโม) เป็นต้น ส่วนฝรั่งพันธุ์ไทย ได้แก่ ขาวเมืองชล, ขาวด่านช้าง และฝรั่งทดลองจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พันธุ์แม่โจ้ 342

การปลูกได้ขุดหลุมปลูก ขนาด 50×50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยมูลสัตว์เก่า เป็นการปลูกแบบระบบไร่ ระยะปลูกที่เหมาะสม อยู่ระหว่าง 2.5×2.5 เมตร ซึ่งเป็นระยะที่ปลายใบจะชนกันพอดี ปักไม้ยึดลำต้น ให้น้ำจนชุ่ม การให้น้ำ ได้วางหัวสปริงเกลอร์ไว้คลุมทั่วพื้นที่ ให้น้ำวันเว้นวัน ให้น้ำครั้งละประมาณ 30 นาที การให้ปุ๋ย ช่วงแรกๆ ใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15

หลังจากปลูกได้ประมาณ 6 เดือน เริ่มออกดอก ช่วงแรกที่มีดอกติดให้เด็ดดอกทิ้ง เพื่อบำรุงต้น หลังจากนั้น จึงปล่อยให้ติดดอกและติดผล เมื่อผลมีขนาดเท่าเหรียญ 5 บาท หรือนิ้วโป้งมือ จึงฉีดพ่นด้วยปิโตรออยล์หรือไวท์ออยล์และยาป้องกันเชื้อรา เลือกไว้ผลที่สวยเกลี้ยงเกลาปราศจากจุด รอยกระ รอยจากเพลี้ยไฟ ให้เจริญเติบโตต่อไป

จากนั้นเปลี่ยนปุ๋ยเป็นสูตร 8-24-24 เพื่อเพิ่มขนาดผลและเรื่องความหวาน ก่อนเก็บเกี่ยว 15 วัน เสริมด้วยแคลเซียม-โบรอน และปุ๋ยสูตร 0-0-50 ฉีดพ่นเพื่อเพิ่มความหวาน

การให้ปุ๋ยบำรุงต้นจะผสมกับสารชีวภาพ โดยนำ กากน้ำตาล อีเอ็ม และผลฝรั่งที่เสีย ผิวไม่สวยมาหมักแล้วฉีดพ่นและใส่บำรุงต้นด้วยแบบผสมผสาน ใส่มูลวัว, มูลหมู ใส่ปีละ 1 ครั้ง ก่อนฤดูฝน ใส่ไร่ละประมาณ 200 ถุงปุ๋ย ปุ๋ยเคมี ใส่เดือนละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 กำมือ หว่านรอบๆ ทรงพุ่ม ห่างโคนต้น 1 คืบ

การห่อ จะเลือกไว้ผลที่อยู่ด้านล่างเพียง 1 ผล ต่อกิ่ง แล้วห่อด้วยถุงพลาสติก และกระดาษป้องกันแสงแดดและแมลง

การตัดแต่งกิ่ง จะให้ทรงต้นเป็นแบบฝาชีหงาย (open center) ความสูงของต้นจะควบคุมเท่าระยะมือเอื้อมถึง โดยให้ขยายออกด้านข้าง ทำให้ไม่ต้องใช้ไม้ค้ำยันที่โคนต้น โรคแมลงที่สำคัญ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกเพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน กำจัดด้วยสารเคมี ไวออยล์, มาลาไธออน, เซฟวิน 85 สลับการใช้ เพื่อกันการดื้อยา จะใช้เมื่อมีการระบาดหนักเท่านั้น (ตามอาการ)

หลังจากห่อผลได้ประมาณ 2 เดือนเศษ สามารถเก็บผลผลิตได้ เมื่อเก็บผลผลิตมาจะคัดเกรด เลือกผลที่สวยห่อด้วยตาข่ายโฟมพร้อมส่งจำหน่าย การจำหน่ายผลผลิต ผลฝรั่งชมพูพันทิพจะจัดส่งให้กับผู้ที่สั่งซื้อทางออนไลน์ทั่วประเทศ ขายกิโลกรัมละ 100 บาท ไม่รวมค่าส่ง และส่งให้ชิมพร้อมกิ่งพันธุ์ที่สั่งซื้อ

ฝรั่งชมพูพันทิพ หรือเจินจูหง ยิ่งนานวันยิ่งชื่นชอบ ติดใจรสชาติที่อร่อยเป็นเอกลักษณ์ เกษตรกรน่าจะปลูกกัน เพื่อการขยายกิ่งพันธุ์ขาย และทำผลขาย ฝรั่งชมพูพันทิพได้กระจายไปทั่วประเทศ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

การทำงานกับสวนฝรั่ง ถ้ามีเวลาว่างจากงานประจำสารวัตรยิ้มจะมาประจำอยู่ที่สวนฝรั่งทั้งวันไม่ไปไหน จ้างคนงานไว้ 1 คน มีหน้าที่คอยดูแลเรื่องวัชพืช ถอนหญ้า ตัดหญ้าในสวน และงานทั่วไปๆ การให้น้ำไม่ยุ่งยาก ถ้าตนเองไม่อยู่ภรรยาจะเป็นคนทำแทนได้ เพียงแค่เปิดสวิตช์ไฟฟ้าระบบสูบน้ำจะทำงานเอง และให้น้ำได้ทั่วทั้งสวน

การขยายพันธุ์ฝรั่งนั้น สารวัตรยิ้มเป็นคนทำเองทั้งหมด ตั้งแต่ทาบกิ่ง ตอนกิ่ง เพาะเมล็ด บางครั้งจะให้นักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุโขทัยที่อยู่ไม่ห่างกันมากมาช่วยในการทาบกิ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ใช้วิธีการทาบกิ่งกับฝรั่ง เพราะจะได้ต้นที่แข็งแรงมีรากแก้ว อายุยืน หาอาหารเก่ง ใช้การทาบกิ่งเช่นเดียวกับการทาบกิ่งมะม่วง ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่สำหรับชาวสวนไทยที่ไม่ค่อยทำกันกับการทาบกิ่งฝรั่ง

“ปกติจะตอนกิ่งฝรั่งกันเป็นส่วนใหญ่ เหตุผลที่ต้องทาบกิ่งฝรั่ง เพราะว่าฝรั่งสายพันธุ์ไต้หวันออกรากช้ามาก หากใช้วิธีการตอนกิ่งจะใช้เวลา 3-5 เดือน จึงจะได้ตัดกิ่ง ส่วนการทาบกิ่งใช้เวลาประมาณเดือนกว่า การทาบกิ่งมีแบบการทาบด้วยถุงเดิมหรือแขวนตุ้ม จะใช้ต้นตอจากถุงเดิมโดยไม่ต้องเปลี่ยนถุง ซึ่งจะต้องทำนั่งร้านไว้ผูกเชือกห้อยแขวน เนื่องจากถุงมีน้ำหนักมาก มีข้อดีคือ หลังจากตัดลงมาแล้วไม่ต้องเปลี่ยนถุงใหม่ การพักฟื้นตัวน้อยหรือพร้อมจำหน่ายได้เลยกับการทาบด้วยต้นตอเปลี่ยนถุงล้างรากใส่ขุยมะพร้าวแทนดินเดิมเหมือนกับมะม่วง แบบนี้น้ำหนักถุงจะเบากว่ามาก จึงไม่จำเป็นต้องทำนั่งร้าน ถุงที่ใส่มีขนาดใหญ่กว่าถุงมะม่วง แต่หลังจากตัดจากต้นมาแล้วต้องเอาลงมาใส่ถุงใหม่ ฝรั่งมีกิ่งเปราะมักหักง่ายเมื่อถูกลมพัด การทาบกิ่งที่ใหญ่ควรหาไม้มาดามพยุงกิ่งไม่ให้กิ่งหัก เพราะแผลใหญ่กว่าการตอน”

ราคากิ่งพันธุ์ขึ้นอยู่กับความนิยม เช่น สุ่ยมี่ 150 บาท พันธุ์ไทยหายาก 200 บาท ส่วนพันธุ์ที่นิยมในขณะนี้อย่างหงเป่าสือ ราคาสูงสุด 500 บาท มีชาวต่างประเทศ อย่างเช่น ลาว เขมร อินเดีย ยุโรป และตะวันออกกลาง ติดต่อเข้ามาตลอด แต่ยังไม่ได้ตอบรับเนื่องจากภาษาอังกฤษในการสื่อสารยังไม่แข็งแรงจึงเป็นอุปสรรคในการสื่อสาร ทุกวันนี้ตลาดน้ำในเมืองไทยหลายแห่งยังไม่มีผลผลิตป้อนให้ อนาคตถ้าตลาดกิ่งพันธุ์ถึงทางตันก็จะทำแต่ผลขาย

การเกิดฝรั่งสายพันธุ์ใหม่ที่สวนคุณระย้าของสารวัตรยิ้ม เนื่องจากมีคนรู้จักกันผู้หนึ่งได้ส่งเมล็ดฝรั่งไต้หวันจากไต้หวันหลายพันธุ์มาให้สารวัตรยิ้ม บอกชื่อพันธุ์เป็นภาษาจีนทำให้ลำบากต่อการแปล เมื่อฝรั่งให้ผลผลิตแล้วต้องใช้การเปรียบเทียบผลทางอินเตอร์เน็ตว่าใกล้เคียงกับพันธุ์ใด และข้อเสียของการเพาะเมล็ดที่ได้รับจะเกิดความหลากหลายของสีใบในฝรั่งผลหนึ่งๆ เนื่องจากเป็นพันธุ์ลูกผสมหลายสายพันธุ์ ทำให้สายพันธุ์จึงยังไม่นิ่ง มักได้ลักษณะที่ต่างไปจากต้นแม่ ซึ่งเป็นไปได้ 2 ทาง คือ ได้สายพันธุ์ที่มีลักษณะดี และได้สายพันธุ์ที่มีลักษณะไม่ดี

ฝรั่งไต้หวันให้ผลเร็ว จึงทราบผลว่า ต้นไหนดี หรือไม่ดี เร็วเช่นกัน สามารถคัดเลือกเอาต้นที่มีลักษณะดีเอาไว้ได้ก่อน ทำให้เกิดฝรั่งใหม่ๆ ขึ้นมาจากการกลายพันธุ์และความแปรปรวนทางพันธุกรรมของสายพันธุ์ ฝรั่งพันธุ์ใหม่ที่ได้เช่น ฝรั่งขาวด่านช้าง เกิดจากการเพาะเมล็ดที่สวน มีฝรั่งพันธุ์ขาวเมืองชลแม่เกิดการผสมพันธุ์กันตามธรรมชาติ แต่ลักษณะที่ได้ไม่เหมือนกับต้นแม่ขาวเมืองชล ฝรั่งขาวด่านช้างมีผลกลม รสชาติหวาน กรอบ อร่อย

ปัจจุบัน การจำหน่ายกิ่งพันธุ์ฝรั่งจากไต้หวันพันธุ์ใหม่ๆ ในราคาแพงเริ่มพบกับคู่แข่งที่ได้เปรียบเรื่องราคาที่ถูกกว่ามาก เส้นทางการจำหน่ายกิ่งพันธุ์ฝรั่งไต้หวันพันธุ์ใหม่ เส้นทางเริ่มแคบลงเรื่อยๆ ทำให้ผู้ประกอบการที่เคยสั่งกิ่งพันธุ์ฝรั่งไต้หวันชักจะลังเลใจ ตัดสินใจไม่ได้ว่า ยังจะสั่งกิ่งพันธุ์ฝรั่งจากไต้หวันราคาสูงต่อไปอีกหรือไม่

เพราะมีผู้สั่งกิ่งผลไม้ ไม้ดอก จากจีนผืนแผ่นดินใหญ่เข้ามากันเป็นตู้คอนเทนเนอร์ เที่ยวละจำนวนมากและขายกิ่งพันธุ์ฝรั่งในราคาที่ถูกมากๆ ชาวจีนผืนแผ่นดินใหญ่กับชาวไต้หวันเดินทางไปมาหาสู่กันได้สะดวก เมื่อชาวจีนผืนแผ่นดินใหญ่ได้กิ่งพันธุ์ใหม่จากไต้หวันไปก็จะขยายพันธุ์ได้ครั้งละมากๆ

ส่วนไต้หวันเองนำกิ่งพันธุ์ไม้จากจีนผืนแผ่นดินใหญ่เข้าไปก็เพื่อนำไปปรับปรุงพันธุ์ให้เกิดพันธุ์ใหม่ขึ้นมา แต่สำหรับลุงเล็ก (เสน่ห์ ลมสถิตย์) พ่อค้าขายกิ่งพันธุ์มะม่วง ฝรั่ง แห่งสวนไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี บอกว่าไม่กระทบกระเทือนต่อการขายกิ่งพันธุ์ของแก เพราะกิ่งพันธุ์ฝรั่งของแกมีคุณภาพดี สมบูรณ์ แข็งแรง กิ่งใหญ่ พร้อมปลูกได้ทันทีโดยไม่ตาย

ส่วนกิ่งพันธุ์จากจีนผืนแผ่นดินใหญ่มักเป็นกิ่งเสียบยอดกับต้นเล็กและถูกตัดยอดออกสภาพไม่แข็งแรง อ่อนแอ ต้องใช้เวลาพักฟื้นตัวนาน เช่นเดียวกับการจำหน่ายกิ่งพันธุ์ฝรั่งสวนคุณระย้าของสารวัตรยิ้มที่เน้นคุณภาพต้นที่แข็งแรงสมบูรณ์ถูกต้องตรงตามสายพันธุ์ จึงไม่กระทบกระเทือนเช่นกัน

สารวัตรยิ้มได้สอนวิธีการบำรุงดูแลรักษาฝรั่ง การขยายพันธุ์ฝรั่ง ผ่านทางโซเชี่ยลมีเดียยูทูบ ทั้งยังบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ให้กับสังคม เช่น มอบของขวัญในวันเด็กและของใช้อื่นๆ ในวันสำคัญ มอบกิ่งพันธุ์ฝรั่งให้กับสถานศึกษาและวัด

ปัญหาและอุปสรรคที่พบในการขยายพันธุ์ มักเกิดจากต้นตอใช้ทาบกิ่งค่อนข้างหายาก ต้นตอจะต้องเป็นต้นตอที่แข็งแรง ต้านทานต่อโรค โดยเฉพาะต้องต้านทานต่อไส้เดือนฝอย จึงหาต้นตอที่มีลักษณะดังกล่าวยาก แต่พอหาซื้อต้นตอสายพันธุ์ดีนี้ได้จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นต้นตอฝรั่งสายพันธุ์โอกินนาว่า ของญี่ปุ่น ที่มีคุณสมบัติ ทนทานต่อโรค ต้านทานต่อไส้เดือนฝอย

สารวัตรยิ้ม คลุกคลีอยู่กับฝรั่งมาร่วม 10 ปี จนมีประสบการณ์สูง เว็บคาสิโนออนไลน์ สามารถเพาะขยายพันธุ์ฝรั่งได้อย่างชำนาญ จัดเป็นผู้มีความรู้เรื่องฝรั่งในระดับหนึ่ง สวนฝรั่งคุณระย้า ของสารวัตรยิ้ม อยู่ในอำเภอสวรรคโลก (ติดพิพิธภัณฑ์สวรรคโลก) จังหวัดสุโขทัย ติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ (091) 951-1191 หรือที่ เฟซบุ๊ก สวนฝรั่งคุณระย้า

ทุกวันนี้ เมืองไทยมีคนพิการที่อยู่ในวัยทำงาน (อายุ 15-60 ปี) มากถึง 819,550 คน (เฉพาะที่ลงทะเบียน กับหน่วยงานภาครัฐ (กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ) ในเดือนกันยายน 2560คนพิการส่วนใหญ่ อาศัยอยู่ในภาคชนบท ทำอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้าง

ส่วนคนพิการในวัยทำงานที่สามารถประกอบอาชีพได้ แต่ยังไม่ได้ประกอบอาชีพมีมากถึงร้อยละ 40.31 หรือประมาณ 330,339 คน พวกเขาเหล่านี้ ไม่ใช่ภาระสังคม แค่ช่วยเหลือให้พวกเขามีอาชีพ มีรายได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ คนพิการกลุ่มนี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมได้เช่นกัน

อบรมอาชีพเกษตรกรรม ให้คนพิการทำงานสู้ชีวิต

ปี 2560 มีคนพิการที่จดทะเบียนและสามารถทำงานได้ แต่ไม่มีงานทำ 455,990 คน เนื่องจากคนพิการส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือและสิทธิพื้นฐานตามที่รัฐจัดให้ ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ในฐานะประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ จึงเกิดแนวคิดจัดตั้ง “ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน” ที่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดูแลคนพิการอย่างครบวงจรและยั่งยืน

ทางศูนย์ได้จัดกิจกรรมฝึกอบรมอาชีพเกษตรกรรมที่เหมาะสำหรับคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ได้แก่ การเพาะเลี้ยงเห็ด การเลี้ยงจิ้งหรีด และการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เนื่องจาก 3 อาชีพ ดังกล่าว ใช้พื้นที่น้อย ใช้น้ำน้อย ทำที่บ้านได้ คนพิการสามารถดูแลได้ง่าย มีรอบรายได้ รายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน ใช้เงินลงทุนต่ำ ได้ผลตอบแทนคุ้มค่า ขายได้จริง เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ และมีช่องทางการจัดจำหน่ายระยะยาว

มะกอกน้ำดอกเล็กสีขาวออกเป็นช่อ ผลรูปไข่ยาวรีสีเขียวมีเปลือก

ผลสดจะมีรสเปรี้ยวอมฝาด และบ่งชัดเจนว่าคนละพวกกับมะกอกบ้านและมะกอกฝรั่งแน่นอน แต่จะเป็นพวกเดียวกันกับมะกอกดองของฝรั่ง (olive) หรือป่าวนั้นก็ไม่รู้

มะกอกน้ำ สารภีน้ำ สมอพิพ่ายเป็นผลไม้พื้นบ้านของไทย ซึ่งอันนี้มักคุ้นกันดี เป็นมะกอกลูกรีๆ ผลดิบเอามากินกับน้ำปลาหวาน เอามาดองเปรี้ยวหวาน แช่อิ่ม และทำน้ำทรงเครื่องอร่อยมาก มะกอกน้ำ มักมีให้กินตลอดทั้งปีเพราะดองเก็บไว้ได้ ส่วนต้นของมันจะเป็นไม้ผลัดใบขนาดเล็ก ขึ้นตามริมน้ำและทนน้ำท่วมได้ดี ยิ่งถ้าปลูกอยู่ริมน้ำจะดกมาก สมชื่อมะกอกน้ำ

มะกอก olive เป็นมะกอกชนิดที่นำมาทำน้ำมันมะกอกเป็นพืชท้องถิ่นในแถบทะเลเมดิเตอเรเนียน เป็นที่นิยมปลูกกันมากในหลายประเทศ มีหลายสายพันธุ์เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ต้นเป็นทรงพุ่ม ลำต้นออกสีเทาออกขาวนวล ต้นโค้งงอ ดอกสีขาวครีมขนาดเล็ก กลิ่นหอม ผลมีลักษณะทรงกลมรูปไข่ ผลเล็กเท่านิ้วหัวแม่มืออยู่เป็นพวง ผิวเปลือกบาง ผลดิบสีเขียว ผลสุกมีสีม่วงเข้มเกือบดำ มีเนื้อสีนวล เนื้อแน่น กรอบ มีรสชาติฝาดเฝื่อน มีเมล็ดแข็งอยู่ข้างในเนื้อ มีคุณประโยชน์และสรรพคุณทางยาหลายอย่าง ใช้นำมาประกอบอาหารหลายๆ เมนู และนำมาสกัดน้ำมันได้

น้ำมันมะกอก ก็ทำจากมะกอกน้ำมันมาทำน้ำมัน โดยกระบวนการบด และคั้นน้ำมัน (หรือหีบน้ำมัน) ซึ่งทำกันมาตั้งแต่ยุคโบราณ และทำกันในหลายๆ ประเทศ ซึ่งเขาทำจากมะกอกแท้ๆ ทำเป็นอุตสาหกรรมกันเลยทีเดียว และสำหรับข้อดีของมันคือ เป็นไขมันแบบไม่อิ่มตัวจึงมีคุณสมบัติครอบจักรวาล

เนื้อ มะกอก olive กินได้แต่มีรสเฝื่อน เพราะมีสารอัลคาลอยด์ จึงต้องนำไปดองเกลือก่อนจึงจะกินได้ ส่วนน้ำมันมะกอกใช้ปรุงอาหารแทนน้ำมันพืชหรือเนย ใช้ผสมในน้ำสลัด

มะกอก olive ที่เราจะเห็นกันคือ เขาจะดองมาในขวด มีแบบลูกเขียว และลูกดำ ลูกเขียวมักยัดไส้เนื้อพริกสีแดง จะหั่นตัดตามขวางประดับหน้าพิซซ่า หรือประดับอาหารฝรั่ง และฝรั่งชอบเอาลูกสีเขียวๆ เสียบไม้จิ้มฟันหย่อนลงในแก้วเหล้า เมล็ดของ มะกอก olive เอาไปบีบทำน้ำมันมะกอก ใช้ปรุงอาหารและทาตัว ส่วนความแตกต่างระหว่างมะกอกเขียวกับมะกอกดำ ก็ง่ายนิดเดียว มะกอกดำก็คือ มะกอกเขียวที่สุกจัด

เรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลที่ได้นำมาเสนอเป็นเรื่องราวของผลไม้ที่ชื่อ มะกอก ที่พอจะรวบรวมได้ตอนนี้ ซึ่งยังมีมะกอกอีกหลากหลายชนิด เช่น มะกอกของจีน ซึ่งรูปร่างหน้าตาก็จะคล้ายคลึงเหมือนๆ กับมะกอกน้ำของไทย เอาแค่ได้รู้เท่านี้ก็พอจะทำให้เรามึนๆ จน ปามะกอกลงตะกร้าไม่ถูกได้เหมือนกันเลยเนาะ

เกษตรฯ ปั้นต้นแบบ ผลิต “ข้าวสาร Q” นำร่องเมืองศรีสะเกษ การันตีคุณภาพระดับพรีเมี่ยม พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายตลาดทั้งโมเดิร์นเทรดและระบบออนไลน์ ขยายผลพัฒนาสู่นาข้าวแปลงใหญ่ ดึงสหกรณ์-โรงสีข้าว ร่วมแจมเพิ่มทางเลือกผู้บริโภค

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ได้บูรณาการร่วมกับกรมการข้าว กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร และจังหวัดศรีสะเกษ ดำเนินโครงการพัฒนาต้นแบบการผลิตข้าว Q นำร่องในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ มุ่งพัฒนายกระดับการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยส่งเสริมและผลักดันแหล่งปลูกข้าวให้ได้รับมาตรฐาน จีเอพี (GAP) โรงสีข้าวได้รับมาตรฐาน จีเอ็มพี (GMP) และผลิตภัณฑ์ข้าวสารต้องได้รับมาตรฐานสินค้าข้าวตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาโรงสีข้าวในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เบื้องต้นได้พัฒนาต้นแบบการผลิตข้าว Q ให้กับสหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์ จำกัด ซึ่งมีเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ จำนวน 36 ราย รวมพื้นที่ 507 ไร่ ดำเนินการผลิตข้าวเปลือกภายใต้ระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งได้ยกระดับการผลิตข้าวหอมมะลิเข้าสู่มาตรฐาน GAP (มกษ. 4400-2552) ขณะเดียวกันยังได้ผลักดันโรงสีของสหกรณ์ฯ ให้ได้รับรองมาตรฐาน GMP เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวสาร Q ทั้งระบบครบวงจร รวมถึงการบริหารจัดการเชื่อมโยงข้าวเปลือกอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

“มกอช. ได้เติมเต็มองค์ความรู้แก่เจ้าหน้าที่โรงสีของสหกรณ์ฯ และสมาชิก ให้มีความเข้าใจในหลักการและแนวทางผลิตข้าวสาร Q ตามหลักเกณฑ์การรับรองผลิตภัณฑ์ (product certification) ของสินค้าข้าว ทั้งยังฝึกอบรมการตรวจสอบคุณภาพข้าวทางเคมีและกายภาพ นอกจากนั้น ยังได้บูรณาการวางแผนการเกี่ยวข้าวและบริหารจัดการรถเกี่ยวข้าวให้กลุ่มเกษตรกรในโครงการ พร้อมแนะนำวิธีลดความชื้นอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ข้าวเปลือกคุณภาพสอดคล้องตามมาตรฐาน และได้ประสานผู้ตรวจประเมินจากกรมการข้าวให้ตรวจประเมินและรับรองข้าวสาร Q ของกลุ่มฯ ดังกล่าวด้วย” นางสาวเสริมสุข กล่าว

นางสาวเสริมสุข กล่าวอีกว่า เพื่อให้สินค้าข้าวสาร Q มีจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์และเป็นที่รู้จักของผู้บริโภค มกอช. ได้ออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ข้าวสาร Q ให้กับโรงสีต้นแบบ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้ามีทั้งขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม 1 กิโลกรัม 500 กรัม และ 250 กรัม ภายใต้แบรนด์ (brand) เฉพาะว่า “ข้าวสาร Q” ถือเป็นข้าวสารคุณภาพระดับพรีเมี่ยม ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ นอกจากนี้ มกอช. ยังได้ส่งเสริมให้จัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าข้าวสาร Q ด้วยระบบคิวอาร์ เทรซ (QR Trace) พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายตลาดโดยการประสานกับโมเดิร์นเทรด และส่งเสริมการจำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์ เช่น ทางเว็บไซต์ ดีจีที ฟาร์ม ดอทคอม (www.dgtfarm.com) ด้วย

อีกทั้งยังส่งเสริมการออกบู๊ธแสดงสินค้าในงานโรดโชว์ต่างๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ข้าวสาร Q ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าข้าวสาร Q เพิ่มขึ้นด้วย นอกจากผู้บริโภคจะได้รับข้าวสารคุณภาพเกรดพรีเมี่ยมและมีความปลอดภัยแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรได้กำไรเพิ่มขึ้นจากการขายข้าวเปลือก ตันละ 200-500 บาท และโรงสีสหกรณ์ฯ สามารถจำหน่ายสินค้าข้าวหอมมะลิได้ในราคาสูงขึ้น กว่า 40%

“ปี 2561 นี้ มกอช. ได้มีแผนเร่งพัฒนาต่อยอดโครงการดังกล่าวตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงนาข้าวแปลงใหญ่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP พร้อมส่งเสริมให้โรงสีข้าว GMP ที่มีกว่า 100 แห่ง เข้าร่วมผลิตข้าวสาร Q เพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวสารให้ตรงตามความต้องการของตลาด และเป็นที่ยอมรับของผู้ค้าและผู้ส่งออก อนาคตเชื่อมั่นว่า ข้าวสาร Q จะได้รับการตอบรับดี และเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้น” นางสาวเสริมสุข กล่าว

หนุ่มตะพงเมืองระยองวัย 28 ปี จบ ปวส. ช่างยนต์ หันมาทำสวนผลไม้ประสบความสำเร็จ

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ผู้สื่อข่าวเดินทางไปชมสวนผลไม้คนหนุ่มไฟแรงด้านการเกษตร หมู่ 11 ต.ตะพง อ.เมืองระยอง พบเจ้าของสวนชื่อ นายธนิต บุญสินธุ์ อายุ 28 ปี ชาว ต.ตะพง ซึ่งกำลังพาคนงานตัดแต่งกิ่งมะม่วงในสวน จึงเข้าไปพูดคุยความรู้สึกของคนหนุ่มวัยทำงานตามโรงงานหรือทำงานบริษัท แต่กลับมาทำการเกษตร

นายธนิต บุญสินธุ์ หนุ่มวัย 28 ปี พื้นเพเป็นคนตะพง เปิดเผยว่า หลังเรียนจบ ปวส. แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี ก็เข้าทำงาน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ทำงานได้เงินเดือนรวมแล้วตกเดือนละ 20,000 บาท ทำงานได้ 3 ปี ปัจจุบันลาออกจากบริษัทมาได้เกือบ 4 ปี ก็ไปบริหารจัดการบุกเบิกทำสวนผลไม้ของบิดา บนพื้นที่ประมาณ 70 ไร่ (รวมพื้นที่เช่า) สวนผลไม้แบบผสมผสาน

โดยการซื้อกิ่งมะม่วง พันธุ์ “ไขแตก” ชื่อดังของ จ.ฉะเชิงเทรา นำมาทาบกิ่งมะม่วงพันธุ์อกร่อง ได้ประมาณ 2 ปี แต่ยังไม่เต็มที่เริ่มให้ผลผลิตได้ประมาณ 1 ตันครึ่ง มะม่วง “พันธุ์ไข” แตกเมืองแปดริ้ว แต่คนระยองเรียกพันธุ์ “ขายตึกหรือตกตึก” เป็นมะม่วงพันธุ์ใหม่ของระยอง มี 3 รส หวานมัน เปรี้ยว และกรอบ ส่วนทางเหนือจะเรียกชื่อว่า “เหลืองอำไพ” นอกนั้นจะปลูกมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง น้ำดอกไม้เบอร์ 4 ฟ้าลั่น โชคอนันต์ เดือนเก้า และเขียวเสวย รวมทั้งสิ้นประมาณ 2,300 ต้น นอกนั้นจะปลูกมะปรางพันธุ์หลวงสิน 160 ต้น มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ จำนวน 2,000 ต้น กล้วยหอมทอง กล้วยหักมุกและกล้วยไข่ จำนวน 6,000 ต้น และทุเรียน 700 ต้น

นายธนิต เจ้าของสวน กล่าวว่า มะม่วงจะใช้สารช่วงเดือนเมษายน (นอกฤดู) ผลผลิตจะได้เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ราคาจะดี ตกกิโลกรัมละ 80-100 บาท ถ้าในฤดูเหลือราคากิโลกรัมละ 50-60 บาท ในฤดูก็จะใช้ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยคอก สำหรับมะม่วงพันธุ์ “ไขแตก” คนตะพงเรียก “ขายตึกหรือตกตึก” ครั้งแรกนำมาวางขายในหมู่บ้านตะพง ปรากฏว่าขายไม่ได้เพราะคนยังไม่รู้จัก จึงใช้วิธีขายทุเรียน แถมมะม่วงพันธุ์ขายตึก หลังคนซื้อนำไปรับประทานติดใจ เพราะมีรสชาติอร่อย 3 รส คนตะพงเริ่มรู้จัก ตอนนี้ไม่ต้องแถมแล้วเริ่มขายดีมีแต่คนถามหาซื้อ

นายธนิต เจ้าของสวน กล่าวและว่าผลผลิตมะม่วง มะปราง ซึ่งมีผลผลิตจำนวนมากจะมีพ่อค้าประจำมาซื้อถึงที่สวน ส่วนมะปรางปีนี้มีผลผลิตได้ประมาณ 5 ตัน ปีนี้ราคาดีมาก มีพ่อค้าส่งออกในประเทศและต่างประเทศจองคิวซื้อถึงสวน การทำสวนผลไม้นับว่าได้ผลดีประสบความสำเร็จ มีรายได้ตลอดทั้งปีกว่า 3,000,000 บาท แต่ก็มีรายจ่ายที่สูงเพราะมีต้นทุน แต่ก็ยังดีกว่าทำงานโรงงานกว่าจะได้เงินต้องรอเงินเดือน แต่ทำสวนผลไม้เราได้เงินก้อนไม่ต้องรอให้ถึงสิ้นเดือน หนุ่มเจ้าของสวนวัยหนุ่มกล่าว

กรมส่งเสริมการเกษตร เผยข้อมูลการสำรวจไม้ผลภาคตะวันออก ระยะออกดอกและติดผล เพื่อวางแนวทางการบริหารจัดการไม้ผลให้มีประสิทธิภาพต่อเกษตรกร

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากข้อมูลการประมาณการผลผลิต ครั้งที่ 2/2561 จากคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออกคาดการณ์ไม้ผลทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง ในพื้นที่จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ในขณะนี้อยู่ในช่วงระยะออกดอก ทุเรียนและเงาะ คาดว่าผลผลิตจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยออกดอกแล้วประมาณ 95.42%และ 80% ตามลำดับ

ส่วนมังคุด และลองกอง แม้มีแนวโน้มลดลงกว่าปีที่ผ่านมา แต่ก็ออกดอกแล้วประมาณ 25% และ 19.34 % ตามลำดับ โดยมีเนื้อที่ยืนต้นจำนวน 683,922 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 4,335 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 0.64 เนื้อที่ให้ผลรวม 622,126 ไร่เพิ่มขึ้น 16,645 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 2.75 ผลผลิตรวม 811,020 ตัน (ข้อมูล ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560)

ทุเรียนในพื้นที่จังหวัดตราดออกดอกเต็มร้อยละ 100 แล้วส่วนจังหวัดจันทบุรีออกดอกแล้วร้อยละ 96.27 จังหวัดระยองออกดอกแล้วร้อยละ 90 คาดว่าปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 1,615 กิโลกรัม/ไร่เริ่มออกให้ผลได้ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป

มังคุด ออกดอกในจังหวัดจันทบุรีแล้วร้อยละ 24 ส่วนจังหวัดตราดและระยองออกดอกแล้วร้อยละ 25 ซึ่งคาดการณ์ว่าส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 75 จะออกดอกประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้ผลผลิตออกล่าช้า แต่คาดว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนและมีปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 787 กิโลกรัม/ไร่

เงาะ ในพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ตราด และ ระยอง ออกดอกแล้วร้อยละ 80 คาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 1,738 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งมีปริมาณผลผลิตรวมมากกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากฝนที่ตกส่งผลดีต่อการออกดอก และไม่มีผลต่อการติดผล

เพราะส่วนใหญ่ฝนจะตกช่วงบ่าย เย็น ไปจนถึงกลางคืน ซึ่งเงาะจะมีการผสมเกสรในช่วงเช้าและบ่ายลองกอง จังหวัดจันทบุรีออกดอกแล้วร้อยละ 13 จังหวัดตราดออกดอกแล้วร้อยละ 25 และจังหวัดระยองออกดอกแล้วร้อยละ 20 คาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 526 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากต้นลองกองมีอายุมากขึ้น มีความสมบูรณ์และพร้อมให้ผลได้

กรมส่งเสริมการเกษตรได้กำชับให้สำนักงานเกษตรจังหวัด ทั้ง 3 จังหวัด จับตาสถานการณ์ไม้ผลในระยะออกดอกและติดผลอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังภาวะที่อาจส่งผลกระทบต่อช่วงการติดผลอ่อน เน้นการพัฒนาคุณภาพผลผลิต ส่งเสริมการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมที่ทันสมัย รวมทั้งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนเตรียมการรองรับช่วงผลผลิตออกมาก และเข้าให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหา

ก.วิทย์ฯ-สวทช.จับมือพม่าสร้างเครือข่ายนักวิจัย พัฒนาพันธุ์ข้าวลุ่มน้ำโขง ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) และ นาย Naing Kyi Win อธิบดีกรมวิชาการเกษตร (DAR) สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการและงานวิจัย เพื่อดำเนินการวิจัยและพัฒนา สร้างขีดความสามารถ และถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการเกษตรของ 2 หน่วยงาน สืบเนื่องจากการดำเนินโครงการความร่วมมือของ สวทช. กับประชาคมลุ่มน้ำโขงในการใช้เทคโนโลยีชีวภาพและด้านจีโนม ในการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าวประเทศลุ่มน้ำโขงทั้งประเทศกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์

โดยมี ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา นักวิจัยอาวุโส หน่วยวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืช ไบโอเทค สวทช.และ นาย Thant Lwin Oo รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เมียนมาร์ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ กรุงเนปิดอว์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า เนื่องจากประเทศสมาชิกของอาเซียนยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการก้าวไปสู่ตลาดการแข่งขันทางเศรษฐกิจ สวทช. โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) จึงได้ริเริ่มโครงการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีชีวภาพสำหรับประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่ปี 2544 เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านเทคโนโลยีชีวภาพสำหรับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงส่งเสริมการสร้างเครือข่ายนักวิจัยในภูมิภาค เพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์ของภูมิภาคอาเซียนในปี 2563 ที่ต้องการขับเคลื่อนการแข่งขันทางเทคโนโลยี ทั้งในเชิงกลยุทธ์ และการพัฒนากำลังคนให้มีคุณภาพ เพื่อเสริมขีดความสามารถของประเทศเพื่อนบ้านให้ก้าวหน้าและเติบโตไปด้วยกัน

“โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อช่วยสร้างความสามารถทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพให้กับภูมิภาคอาเซียน โดยสนับสนุนทุนให้ต่างชาติทำวิจัยในห้องปฏิบัติการวิจัยของไบโอเทค สวทช. เป็นเวลา 3-6 เดือน หลักสูตรฝึกอบรมเน้นการให้ความรู้พื้นฐานทางเทคโนโลยีชีวภาพและการปฏิบัติจริง โดยมีนักวิจัยพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำในการทำโครงการวิจัยกว่า 16 ปี มีนักวิจัยชาวต่างชาติได้ทุน 179 ทุน โดยจำนวนหนึ่งได้ทุนการศึกษาขั้นสูงเรียนต่อในประเทศต่างๆ นอกจากนั้นแล้วนักวิจัยที่จบการศึกษาแล้วกลับไปทำงานที่สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยต้นสังกัดในประเทศต่างๆ ยังสร้างความร่วมมือใหม่ๆ กับนักวิจัยไบโอเทค สวทช. อย่างต่อเนื่อง”

ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้เทคโนโลยีเครื่องหมายโมเลกุลในการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ข้าวผ่านการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการที่มีการปฏิบัติงาน ระยะยาวโดยใช้โจทย์วิจัยของแต่ละประเทศเป็นหัวข้อในการฝึกอบรม การสนับสนุนทุนการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านการปรับปรุงพันธุ์ข้าวและการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ทดสอบลักษณะสำคัญทางการเกษตรต่างๆ

ซึ่งกรมวิชาการเกษตร สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาพันธุ์ข้าวและได้รับการรับรองพันธุ์แล้ว จำนวน 3 พันธุ์ คือ 1.พันธุ์ตูก้าหมุย (ThuKha Hmwe) ได้จากการปรับปรุงพันธุ์มานอวตูก้า (Manawthukha) ให้มีคุณภาพการหุงต้มคล้ายพันธุ์บาสมาติ (Basmati) 2.พันธุ์ซ้อลท์ทอลซินทัวแลต (Saltol Sin Thwe Latt) ได้จากการปรับปรุงพันธุ์ซินทัวแลต (Sin Thwe Latt) ให้ทนเค็ม และ 3.พันธุ์เย็มโยคคาน (Yemyokekhan-3) เป็นข้าวที่มีการปรับตัวต่อสภาพน้ำมากและน้ำน้อยได้ดี ให้มีความหอม และคุณภาพการหุงต้มที่ดีขึ้น

โดยปี 2560 ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตร สาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์ ได้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่ ประมาณ 2 ตัน เพื่อกระจายให้กับเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งจะช่วยสร้างความสามารถทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพให้กับประเทศในภูมิภาคอาเซียน ในการบูรณาการทำงานร่วมกันทั้งการพัฒนาบุคลากรและการวิจัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างความเข้มแข็งด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนร่วมกัน

สำหรับความสำคัญของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการและงานวิจัยของทั้ง 2 หน่วยงานในครั้งนี้ อาทิ ความร่วมมือในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ทนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีผลผลิตสูง การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดให้ต้านทานโรคและมีคุณภาพดี การปรับปรุงพันธุ์ข้าวสาลีให้ต้านทานโรค โดยใช้เครื่องหมายโมเลกุลในการคัดเลือก (Marker Assisted Selection: MAS) เป็นต้น จะเป็นการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับประเทศต่อไป

ด้าน นาย Naing Kyi Win อธิบดีกรมวิชาการเกษตร สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ กล่าวว่า ด้วยสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์เป็นประเทศพื้นฐานด้านเกษตรกรรม จึงต้องการความช่วยเหลือ การส่งเสริม สนับสนุน และความร่วมมือทางด้านการวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงการสร้างความสามารถและการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตร โดยเฉพาะเทคโนโลยีเครื่องหมายโมเลกุลในการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์พืช ที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรได้

ทั้งนี้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคมและเศรษฐกิจที่มีความใกล้ชิดกัน ซึ่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์และประเทศไทยมีความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่เด่นชัดมากขึ้นในภูมิภาคนี้ และเพื่อให้เกิดการขยายตัวในเรื่องการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยคำนึงการคุ้มครองสิทธิของทรัพย์สินทางปัญญา ดังนั้นการแลกเปลี่ยนสินค้าทางด้านอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกประเทศต้องเร่งเพิ่มการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม เพื่อให้ประเทศในภูมิภาคนี้มีความเข้มแข็งอย่างเป็นหนึ่งเดียวกันในระดับสากล

อธิบดีกรมวิชการเกษตร สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับวัตถุประสงค์ในความร่วมมือด้านวิชาการและงานวิจัยครั้งนี้ เพื่อร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือในการวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการสร้างความสามารถของบุคลากรวิจัย (การฝึกอบรมระยะสั้นและระยาวสำหรับบุคลากรระดับปริญาโทและปริญญาเอก) และการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตร โดยเฉพาะเทคโนโลยีเครื่องหมายโมเลกุลในการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์พืช

เพื่อสร้างกรอบการทำงานและความร่วมมือในการเก็บรวบรวมและประเมินเชื้อพันธุกรรมของข้าว ข้าวโพด และพืชอื่นๆ โดยอาศัยการจำแนกสายพันธุ์ด้วยเทคโนโลยีฟีโนไทป์และจีโนไทป์ ตลอดจนเพื่อกระตุ้นให้เกิดการทำงานร่วมกันในเรื่องที่มีความสำคัญเร่งด่วน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในด้านการวิจัยและนวัตกรรมของทั้งสองประเทศ หรือโครงการต่างๆ ที่มีแผนว่าจะจัดทำขึ้นต่อไปในอนาคต

กลางวันอากาศร้อน กลางคืนอากาศเย็น และมีอุณหภูมิสูงขึ้น กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้เพาะเห็ดสกุลนางรมให้เฝ้าระวังหนอนแมลงวันเซียริดและหนอนแมลงวันฟอริด ในช่วงบ่มเส้นใยจนถึงช่วงเปิดดอก จะพบหนอนแมลงวันกัดกินเส้นใยเห็ด ทำให้เส้นใยเห็ดไม่เจริญ ถ้าระบาดรุนแรงก้อนเห็ดยุบตัวได้ และเห็ดในระยะออกดอก มักพบหนอนแมลงวันเจาะเข้าไปทำลายส่วนของโคนต้นและหมวกดอก ทำให้ดอกเน่าเสียและเป็นโรคได้

แนวทางการป้องกันและแก้ไขการเข้าทำลายของหนอนแมลงวันเซียริดและหนอนแมลงวันฟอริด ให้เกษตรกรเตรียมโรงเรือน โดยการทำความสะอาดโรงเรือน และพ่นบริเวณพื้นฝาผนังและหลังคาโรงเรือนให้ทั่วด้วยสารคลอรอกซ์ อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือใช้สารฆ่าแมลงไดอะซินอน อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารมาลาไทออน อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อฆ่าแมลงและเชื้อโรคที่สะสมภายในโรงเรือน จากนั้น ควรปิดโรงเรือนให้มิดชิด และทิ้งไว้อย่างน้อย 7-10 วัน

สำหรับการเลือกซื้อหัวเชื้อพันธุ์เห็ดหรือถุงก้อนเชื้อเห็ด เกษตรกรควรเลือกซื้อจากแหล่งผลิตที่ไม่มีประวัติการระบาดของแมลงวันศัตรูเห็ดมาก่อน กรณีที่ไม่ทราบแหล่งที่มาหรือประวัติของถุงก้อนเชื้อเห็ด ในขณะที่เส้นใยเห็ดเดินมากกว่า 25% หรือก่อนเปิดดอก เกษตรกรควรที่จะทำการป้องกันด้วยการพ่นสารคาร์บาริล อัตรา 40-60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นเฉพาะ ที่จุกสำลีเท่านั้น จากนั้น ก่อนการนำเข้าถุงก้อนเชื้อเห็ดเพื่อเปิดดอกในโรงเรือน เกษตรกรควรคัดทิ้งถุงก้อนเชื้อเห็ดที่ถูกทำลายจากศัตรูพืช หรือไม่แน่ใจควรแยกถุงก้อนเชื้อเห็ดกองไว้ต่างหาก

นอกจากนี้ ให้เกษตรกรติดตั้งกับดักกาวเหนียวสีเหลืองชนิดแบนหรือทรงกระบอกชนิดใดชนิดหนึ่ง จำนวน 6-8 ตัว ต่อโรงเรือน (ขนาด 8×20 เมตร) โดยติดตั้งระหว่างชั้นเห็ดที่มีระดับสูงจากพื้นโรงเรือนประมาณ 1.5-1.8 เมตร ที่สำคัญควรติดตั้งในที่ที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน และไม่ถูกน้ำบ่อย ถ้าเป็นไปได้ควรติดตั้งใกล้มุมมืด เพราะตัวแก่ของแมลงชอบเกาะอาศัยอยู่ตรงมุมมืด และควรเปลี่ยนหรือนำกับดักมาล้างด้วยน้ำมันเบนซินและทากาวเหนียวใหม่ทุก 10–15 วันตลอดฤดูการผลิต หรือให้พิจารณาว่าหากมีแมลงติดเต็มแล้วก็ควรนำมาเปลี่ยนหรือทากาวเหนียวซ้ำอีกครั้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับและลดปริมาณของแมลงที่จะทำลายเห็ดได้

หากพบตัวแก่ของแมลงเกาะตามมุมโรงเรือน ฝาผนัง หรือมุมอับ ให้พ่นด้วยสารกำจัดมาลาไทออน อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดอะซินอน อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นตามพื้นหรือมุมโรงเรือน หรือพื้นที่ที่แมลงเกาะอยู่ หลีกเลี่ยงการพ่นลงบนเห็ดหรือถูกเห็ดโดยตรง อาจเกิดพิษตกค้างในดอกเห็ด และอาจทำให้ดอกเห็ดเกิดอาการผิดปกติจนส่งขายในตลาดไม่ได้ เมื่อเสร็จสิ้นรุ่นของดอกเห็ดแล้ว ให้เกษตรกรนำถุงก้อนเชื้อเห็ดออกผึ่งแดดนอกโรงเรือน หากพบก้อนเชื้อเห็ดที่มีรอยทำลายของหนอนแมลงวันควรทำการฝังหรือเผาทิ้ง เพื่อทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ และป้องกันการแพร่กระจายเข้าสู่โรงเรือนเพาะเห็ดข้างเคียงต่อไป

สภาพอากาศแห้งแล้ง ในช่วงเช้าจะมีอากาศเย็นถึงหนาว และกลางวันมีอากาศร้อน กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรสวนส้มเขียวหวานให้เฝ้าระวังเพลี้ยไฟในระยะที่ส้มติดผลอ่อนจนถึงผลส้มมีขนาดเบอร์ 4 จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยใช้ปากเขี่ยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อนและผลอ่อน ส่งผลให้ใบผิดปกติ ใบแคบเรียว กร้าน

มักพบเพลี้ยไฟเข้าทำลายรุนแรงในระยะผลอ่อน ตั้งแต่กลีบดอกร่วงจนถึงผลส้มเขียวหวานมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เซนติเมตร ส้มผลอ่อนที่ถูกทำลายจะเกิดวงสีเทาเงินบริเวณขั้วและก้นผล หรือเป็นทางสีเทาเงินตามความยาวของผล ทำให้ผลแคระแกร็น

แนวทางในการป้องกันและแก้ไขการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ เกษตรกรควรควบคุมบังคับให้ต้นส้มแตกยอด ออกดอก และติดผลในระยะเดียวกัน เพื่อง่ายต่อการป้องกันกำจัด สะดวกในการดูแลรักษา ช่วยลดจำนวนครั้งในการพ่นสารเคมี และช่วยอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติที่พบมากในสวนส้ม

จากนั้น ให้เกษตรกรเก็บยอด ใบ หรือเด็ดผลอ่อนที่ถูกเพลี้ยไฟเข้าทำลายนำไปเผาไฟทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเพลี้ยไฟ ช่วยให้ต้นส้มฟื้นตัวเร็วขึ้น และช่วยการแตกยอดของส้มรุ่นต่อไปอีกด้วย

เกษตรกรควรหมั่นสำรวจตรวจดูเพลี้ยไฟในแปลงปลูกช่วงที่ส้มเขียวหวานแตกใบอ่อนและผลอ่อน หากพบการเข้าทำลายผลมากกว่า 10% หรือพบเข้าทำลายยอดมากกว่า 50% ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโคลไทอะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบฟูแรน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

ระยะนี้ต้นมะม่วงเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ดอกพัฒนาเป็นผล UFABET กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังช่วงที่มีสภาพอากาศเย็น แห้งแล้ง และอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ให้สังเกตการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟพริก มักพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยใช้ปากเขี่ยเนื้อเยื่อ และดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์พืชบริเวณใบอ่อน ยอดอ่อน ตุ่มตาใบ ตุ่มตาดอก ช่อดอกมะม่วงโดยเฉพาะฐานรองดอก และขั้วผลอ่อน ทำให้เซลล์บริเวณนั้นถูกทำลาย

กรณีที่ระบาดไม่รุนแรง จะพบแผลเป็นวงสีเทาเงินเกือบดำชัดเจนใกล้ขั้วผล หรือผลบิดเบี้ยว หากระบาดรุนแรง ผิวของผลมะม่วงจะเป็นสีดำเกือบทั้งหมด ทำให้ผลผลิตมีราคาต่ำลง

ส่วนการเข้าทำลายในระยะติดดอก จะทำให้ช่อดอกหงิกงอ ดอกร่วงไม่ติดผล หรือทำให้ติดผลน้อย การเข้าทำลายบนยอดอ่อน จะทำให้ใบที่แตกใหม่แคระแกร็น ขอบใบและปลายใบไหม้ ใบอาจร่วงตั้งแต่ยังเล็ก

สำหรับใบที่มีขนาดโตแล้ว มักพบการเข้าทำลายตามขอบใบ ทำให้ใบม้วนงอและปลายใบไหม้ การเข้าทำลายที่ยอด จะมีความรุนแรงจนทำให้ยอดแห้ง ไม่แทงช่อใบหรือช่อดอก การเข้าทำลายที่ตา ช่อดอกบิดเบี้ยว หงิกงอ หรือติดผลน้อย ผลเล็กๆ ที่ถูกเพลี้ยไฟพริกทำลายอาจร่วงหล่นได้

หากพบการระบาดไม่มาก ให้เกษตรกรตัดส่วนที่เพลี้ยระบาดไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพราะเพลี้ยไฟพริกจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มบริเวณส่วนยอดอ่อนของพืช กรณีระบาดรุนแรง ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเฟนโพรพาทริน 10% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อช่วยให้การพ่นสารฆ่าแมลงมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

ก็เป็นไก่ตายแต่ผมยังหวังว่าหากมันทำได้ มันจะงดงามเพียงไหน

นกอินทรีในร่างไก่กุ๊กๆ “แล้วที่น้าทำทุกวันนี้ เป็นยังไงครับ” “ผมกำลังชวนเพื่อนมาร่วมกัน การทำเกษตรหากเราอยู่เดี่ยวก็ไร้อนาคต เราสู้กลไกการตลาดไม่ได้หรอก เราต้องเป็นนกอินทรีด้วยกัน ทางที่ดีคือเกษตรกรต้องรวมกลุ่ม ผลิตสินค้าให้ได้จำนวนที่เพียงพอ ในราคาที่จับต้องได้ และในรายได้ที่พอใจ ไม่จำเป็นต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง การรวมกลุ่มเป็นแบบวิสาหกิจชุมชนเช่นกัน แต่ของเราเน้นในรูปแบบการเกษตร”

น้าอ้วนพายเรือพาผมมาหยุดที่ต้นฝรั่งหงเป่าสือ ทรงต้นที่แตกยอดสะพรั่ง ในแต่ละยอดก็จะมีการทาบกิ่งไว้รอบต้น บางส่วนปล่อยให้ติดผลห้อยระย้า ผิวผลที่แก่จัดเมื่อต้องแสงแดดเป็นสีเขียวอ่อนอมทองสวยงามมาก เมื่อเด็ดผลมาเฉาะเท่านั้นแหละใจละลายเลย ผิวผลเขียวอ่อนอมเหลือง แต่เนื้อในสีแดงเรื่อ เมล็ดน้อย กลิ่นหอมแบบฝรั่งไทยอ่อนๆ น้าอ้วนเฉาะเป็นชิ้นยื่นให้ผม ไม่รอช้าดมกลิ่น กัด และเคี้ยว

“กรอบ หอม หวาน รสจัดดีมากเลยน้า แบบนี้ไม่ต้องจิ้มพริกเกลือเลย”

“พี่เคยกินมากี่สายพันธุ์แล้ว ลองเทียบได้ไหมว่าเป็นยังไง”

“ตอบตามลิ้นผมนะ ความกรอบสุดยอด กลิ่นกำลังดี เมล็ดน้อยและนิ่ม สีได้เต็มสิบ แดงได้ใจจริงๆ ความหวานผ่านสบายๆ ที่สำคัญ รสเข้มจัดกว่าทุกสายพันธุ์ที่เคยชิมมา หากให้เลือก ผมเอาด้วย ผมขอปลูกด้วย”

“เข้าใจแล้วใช่ไหม ทำไมผมเน้นสายพันธุ์นี้”

“กิ่งแพงไหมครับ”

“กิ่งละพัน”

“เอา 2 กิ่ง”

“โนๆ รออีกนานพี่ คิวยังยาว ผมทำได้คราวละไม่มากครับ ต้นแม่ยังมีน้อย วันนี้แค่ชิมไปก่อนแล้วกัน”

“ที่สวนยังมีอะไรให้เล่นอีกไหมน้า เห็นอีกหลายร่องสวน”

“อีกเยอะครับ ตอนนี้ผมปลูกรอชิมผลก่อน สายพันธุ์ไหนผ่านก็ทำกิ่ง สายไหนไม่ผ่านก็ยุติการเดินทาง ที่สวนมีฝรั่ง ชมพู่ น้อยหน่า มะม่วง ส้ม ส้มโอ ฟิกส์ มัลเบอรี่ เอาเป็นว่าพี่อยากเห็นผลไม้อะไร ที่นี่มีให้พอเห็นและชิมครับ”

“เน้นไต้หวันใช่ไหมครับ”

“ครับ และเน้นว่าต้องอร่อยที่ผมชิมแล้วชอบเท่านั้นด้วย ยังมีอีกหลายอย่างให้ชิมครับ รอแก่จัดสักหน่อย”

“ว้าววว ก่อนจากกัน ถามชัดๆ หากมีสมาชิกมาขอชมสวนหรือต้องการเรียนรู้ ติดต่ออย่างไรครับ”

“นัดล่วงหน้าครับพี่ที่โทร. (098) 261-3412 หรือ ติดตามที่เฟซบุ๊ก น้าอ้วน บ้านเกษตรพอเพียง ยินดีต้อนรับทุกท่านครับ”

“สำหรับสมาชิกจากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ติดต่อไปได้ไหมครับ”

“ยินดีครับ หากมาถึงสวน อาจมีอะไรติดมือกลับไปปลูกกันด้วยครับ” แดดยามบ่ายเริ่มโรย แสงสว่างเริ่มลาลับ ผมขับรถออกจากสวนน้าอ้วนก่อนพลบค่ำ เรอเพราะชิมฝรั่งอร่อยๆ ไปหลายผล วางหมุดไว้ในใจ จะกลับมาเยือนอีกครั้งในช่วงที่ผลไม้ชนิดอื่นสุกหรือแก่จัด เพื่อจะไปชิมให้รู้รส ขอบคุณนะน้าอ้วนและน้าอ้อย บ้านเกษตรพอเพียง

เกษตรกรรม เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน อาจเรียกได้ว่าอยู่ในสายเลือดของคนไทยทุกคนก็ว่าได้ เพราะอย่างน้อยผู้ที่อาศัยอยู่ยังต่างจังหวัด ก็จะต้องเห็นการทำกสิกรรมของเกษตรกรในทุกสาขา เพื่อเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัว และยังสร้างแหล่งของอาหารเลี้ยงคนทั้งในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศอีกด้วย

จึงทำให้เป็นงานในความฝันของใครหลายๆ คน ที่จะได้ทำอาชีพทางด้านนี้ เพราะไม่เพียงได้อยู่กับธรรมชาติ แต่กลับสร้างความสุขให้กับผู้ได้ทำอาชีพด้านนี้อีกด้วย เหมือนเช่น คุณธีร์วศิษฐ์ วงค์ปัญญา เจ้าของ ไร่ปลูกฝัน หมู่ที่ 9 ตำบลออนกลาง อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงที่ผันชีวิตมาทำเกษตรกรรมเป็นอาชีพ สามารถสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญความสุขที่เขามีก็เต็มเปี่ยมล้นใจด้วยเช่นกันทีเดียว

จากหนุ่มออฟฟิศผันชีวิตเป็นเกษตรกร

คุณธีร์วศิษฐ์ หนุ่มคลื่นลูกใหม่ไฟแรง วัย 27 ปี เล่าให้ฟังว่า เมื่อได้เรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ได้มีโอกาสเข้าทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาบริษัทเกิดปัญหาทำให้ต้องปิดกิจการลง ทำให้เขาต้องถูกเลิกจ้างจากบริษัทในขณะนั้นทันที จึงได้กลับมาอยู่บ้านและมีความคิดที่อยากจะสร้างอาชีพอิสระเป็นของตนเอง โดยไม่กลับไปเป็นลูกจ้างเหมือนที่เคย

“ช่วงที่มาอยู่บ้านก็สมัครงาน หางานทิ้งไว้เหมือนกัน แต่ก็ยังไม่มีที่ไหนติดต่อมา ก็เลยรู้สึกว่าไม่อยากที่จะกลับไปอยู่ในวังวนเดิมๆ เพราะถ้าจะไปทำที่กรุงเทพฯ ก็ไกลบ้าน ไม่ได้อยู่ใกล้ครอบครัว ที่นี้ก็มามองดูว่า มีอะไรบ้างที่เราพอจะทำได้ ในที่ดินของเราเอง เพราะส่วนตัวผมเองชอบทำการเกษตรอยู่แล้ว จึงได้ตัดสินใจที่อยากจะทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชผักในแบบที่ฝันไว้อย่างตั้งใจแน่วแน่ จะทำกับสิ่งนี้มาตลอดสมัยยังเด็กคือ ชีวิตเกษตรกร” คุณธีร์วศิษฐ์ เล่าถึงที่มา

ในช่วงแรกที่เริ่มวิถีชีวิตเกษตรกรใหม่ๆ คุณธีร์วศิษฐ์ บอกว่า ยังจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูกมากนัก โดยเน้นผลิตผักสวนครัวเพียงอย่างเดียว ที่เป็นชนิดเดียวตลาดยังไม่สอดคล้อง ต่อมาจึงเป็นกังวลในเรื่องของตลาด จึงได้ตัดสินใจสำรวจตลาด เพื่อวางแผนผลิตให้ตรงกับกลุ่มลูกค้า โดยเน้นทำการค้าแบบตลาดนำ โดยไม่ปลูกพืชตามใจตนเอง ทำให้เขามีการปลูกพืชหลากหลายมากขึ้น และที่สำคัญตลาดมีความต้องการอีกด้วย

จัดโซนปลูกพืชให้ชัดเจน

ในเรื่องของการทำสวนที่เป็นอาชีพสำหรับสร้างรายได้ของคุณธีร์วศิษฐ์นั้น เขาบอกว่ามีการจัดสรรแบ่งพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยน้อมนำศาสตร์พระราชาของในหลวง รัชกาลที่ 9 ทำแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อมาปรับใช้กับที่ดินของตนเอง

โดยแบ่งพื้นที่บางส่วนเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำ พื้นที่แปลงผัก และสร้างโรงเรือนสำหรับเพาะกล้าไม้ และอนาคตได้คิดวางแผนไว้ว่า จะมีพื้นที่ปลูกข้าว สำหรับเป็นผลผลิตอินทรีย์ตอบโจทย์ให้กับลูกค้าอีกด้วย

“วิธีการเตรียมแปลง สำหรับปลูกผักที่สวนผม เริ่มแรกก็จะตากดินก่อน ประมาณ 7-10 วัน จากนั้นก็จะย่อยดินให้เป็นเม็ดเล็กๆ พร้อมกับผสมปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ขี้เถ้าแกลบ ลงไปด้วย เพื่อให้ดินภายในแปลงระบายอากาศได้ดี เพราะว่าดินในแปลงผมมันมีลักษณะเป็นดินเหนียว จึงจำเป็นต้องเพิ่มอินทรียวัตถุเหล่านี้ลงไปช่วย ก็จะทำให้สภาพดินในแปลงจากที่ดินเหนียว มีความร่วนซุย ระบายน้ำ อากาศ ได้ดี และรากของพืชสามารถชอนไชได้ดี พืชก็จะเจริญเติบโตให้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ” คุณธีร์วศิษฐ์ บอก

ซึ่งแปลงสำหรับปลูกผักภายในสวน คุณธีร์วศิษฐ์ บอกว่า จะยกร่องให้แปลงมีความสูง 15-20 เซนติเมตร มีความกว้าง 1 เมตร ความยาวแปลงอยู่ที่ 10-12 เมตร เมื่อแปลงที่เตรียมไว้ได้ระยะเวลาที่กำหนด จากนั้นจะนำต้นกล้าผักที่เพาะไว้มาปลูกลงภายในแปลง เช่น ต้นกล้าผักสลัด ต้นกล้าพริก ต้นกล้ามะเขือ แต่ถ้าเป็นผักพวกคะน้า กวางตุ้ง จะใช้วิธีหว่านลงไปภายในแปลง เมื่อผักเริ่มงอกจุดไหนที่เห็นว่าหนาแน่นจนเกินไป ก็จะแยกไปปลูกตรงบริเวณอื่น เพื่อจัดระยะการปลูกให้เหมาะสม

โดยกล้าผักสลัดอายุก่อนปลูกลงแปลง อยู่ที่ 20 วัน ส่วนกล้าของพริก มะเขือ ก่อนที่จะปลูกลงแปลงจะเพาะให้มีอายุอยู่ที่ 1 เดือน ถึง 1 เดือนครึ่ง

“ระยะห่างระหว่างต้นมะเขือและพริก อยู่ที่ 40-50 เซนติเมตร ส่วนผักสลัด จะให้มีระยะห่าง ประมาณ 1 คืบ โดยปลูกให้เป็นสลับฟันปลาเพื่อให้จำนวนต้นที่ปลูกในหนึ่งแปลงได้จำนวนมากขึ้น หลังปลูกเสร็จแล้ว ก็จะรดน้ำตามปกติถ้าวันนั้นสภาพอากาศดี แต่ถ้าวันไหนร้อนมากเกินไป ก็จะรดน้ำมากขึ้นในช่วงเที่ยงด้วย การดูแลเมื่อปลูกได้สัก 7 วัน ก็จะมีการใส่ปุ๋ยยูเรียเข้ามาช่วยสำหรับพืชกินใบเพียงครั้งเดียว แต่ถ้าเป็นพืชให้ผล เช่น มะเขือ พริก ช่วงแรกจะใส่สูตรเสมอ 15-15-15 ก่อน พอเริ่มจะติดดอกให้ผลก็จะเปลี่ยนเป็นสูตร 8-24-24 อัตราส่วนที่ใช้ก็ประมาณ 300-400 กรัม ต่อแปลง จากนั้นก็รอเก็บผลผลิตขายต่อไป” คุณธีร์วศิษฐ์ บอก

การดูแลป้องกันโรคและแมลงนั้น คุณธีร์วศิษฐ์ เล่าว่า จะเน้นฉีดพ่นด้วยสารชีววิถีที่เป็นมิตรกับตัวเขาเอง โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาและเชื้อราขาวบิวเวอเรียเข้ามาช่วย โดยจะให้มีประสิทธิภาพที่ดีนั้นจะต้องเน้นฉีดพ่นในช่วงเวลาเย็นหรือเวลากลางคืน เพราะจะทำให้เชื้อรามีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคและแมลงได้ดี ไม่เพียงแต่ปลอดภัยกับตัวเขาเองเพียงอย่างเดียว ยังช่วยในเรื่องของการประหยัดต้นทุนได้อีกด้วย

เน้นสินค้าคุณภาพ สร้างแบรนด์ด้วยตนเอง

การทำตลาดสำหรับจำหน่ายนั้น คุณธีร์วศิษฐ์ได้สำรวจตลาดจนมีความรู้และเข้าใจอย่างท่องแท้ ในความต้องการของลูกค้าในชุมชน จึงทำให้ผลผลิตที่มีออกมาจำหน่ายนั้นไม่มีล้นตลาด และที่สำคัญในเรื่องของราคายังได้ผลกำไรดีอีกด้วย เพราะสินค้าจะส่งให้กับลูกค้าโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

“ผลผลิตที่ออกจากสวน เรียกได้ว่าเป็นสินค้าที่เน้นคุณภาพก็ว่าได้ โดยเราไม่ได้เน้นที่ปริมาณ เป็นผักที่ปลอดสารพิษ มีความปลอดภัยต่อลูกค้า ดังนั้น จึงสามารถทำราคาที่สูงขึ้นมาได้ อย่าง กวางตุ้ง และผักสวนครัวต่างๆ ราคาขายกิโลกรัมละ 17 บาท ผักสลัด กิโลกรัมละ 80 บาท ที่ทำเยอะสุดจะเป็นผักสวนครัว ตอนนี้ผมก็เพาะกล้าไม้เสริมเข้ามาช่วยด้วย เป็นการเสริมรายได้อีกทาง เพื่อให้กับเกษตรกรที่ปลูกลดเวลาเรื่องการเพาะต้นกล้าออกไป ซื้อไปแล้วปลูกลงในแปลงของเขาได้เลย เช่น ต้นกล้าดอกดาวเรือง ต้นกล้าพริก ต้นกล้ามะเขือ ราคาขายอยู่ ตั้งแต่ถาดละ 200-500 บาท จึงถือเป็นอีกช่องทางที่สร้างรายได้เพิ่ม” คุณธีร์วศิษฐ์ บอกถึงเรื่องการทำตลาด

จากกระแสสังคมของคนในปัจจุบัน ที่มีการใช้โซเชี่ยลมีเดียเป็นอย่างมาก เขาไม่ได้เน้นทำการตลาดจากการส่งจำหน่ายให้กับพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการโพสต์สินค้าลงทางเฟซบุ๊ก ก็สามารถสร้างฐานลูกค้าออนไลน์ให้กับเขาได้อีกด้วย เพราะแม้แต่การขนส่งเองก็มีความทันสมัยมากขึ้น แม้จะอยู่คนละจังหวัดก็สามารถซื้อสินค้าจากสวนของเขาไปถึงที่บ้านได้อย่างง่ายดายเลยทีเดียว

สำหรับผู้ที่สนใจอยากทำอาชีพทางการเกษตร คุณธีร์วศิษฐ์ บอกว่า การทำเกษตรไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ซึ่งในช่วงแรกอาจจะยังไม่ต้องลาออกจากงานประจำมาทำก็ได้ เพียงแต่ค่อยๆ เริ่มเป็นแบบอาชีพเสริมรายได้รองจากอาชีพหลัก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำเกษตรคือ ต้องมีใจรัก เมื่อมีใจรักในการทำเสียแล้ว ทำอะไรก็จะประสบผลสำเร็จแน่นอน

“ทุกวันนี้บอกเลยว่า ผมมีความสุขมาก ที่ได้มาทำงานเกี่ยวกับการเกษตร เพราะทำให้ผมได้อยู่กับครอบครัว ถึงแม้จะมีบางช่วงที่เหนื่อย ในเรื่องของลงแรงในการทำ วิ่งส่งผลผลิตให้กับลูกค้า แต่มันก็มีความสุขกับสิ่งที่ทำ สำหรับผมการเกษตรไม่ใช่สิ่งที่เป็นอาชีพเพียงอย่างเดียว ยังสร้างความสุขให้กับผมอีกด้วย” คุณธีร์วศิษฐ์ กล่าวแนะนำ

ปีนี้มีความผิดปกติทางสภาพอากาศมากพอสมควร หนาวนี้มาแรง ได้ใส่เสื้อกันหนาวผืนเก่าที่งัดตู้ออกมาเตรียม เมื่อถึงเดือนมีนาคม-เมษายน อากาศก็จะร้อนถึงร้อนจัด ผลไม้ต่างๆ ดูเหมือนจะให้ผลผลิตเปลี่ยนระยะเวลาผิดปกติไปนิด ทุเรียนหนึ่งเดียวของภาคเหนือคือ “ทุเรียนหลงลับแล” ของอุตรดิตถ์ เดือนกุมภาพันธ์ ทุเรียนหลงลับแลที่สวนกำลังติดช่อดอกตูมๆ ถึงติดดอก ก็กะเอาตามหลักวิชาการทุเรียนจะใช้เวลาตั้งแต่ดอกบานถึงผลสุกแก่ประมาณ 100-120 วัน แต่พันธุ์หมอนทองจะยาวถึง 135 วัน

คงเป็นเพราะต้องสร้างลูกสร้างผลใหญ่ พันธุ์ลูกเล็กๆ อย่างกระดุม หรือแม้แต่หลงลับแลก็จะใช้เวลาประมาณ 100 วัน ถ้าเดือนธันวาคมเริ่มแตกตาออกอีก 2 เดือน เดือนกุมภาพันธ์ดอกจะเริ่มบาน และอีก 3 เดือน ผลถึงจะแก่คือ พฤษภาคม-มิถุนายน ทีนี้ก็จะไล่เรียงกันไปแต่ละต้น ทุเรียนพันธุ์หลงลับแล คือทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ได้รับการยอมรับและรับรองพันธุ์ว่าเป็นทุเรียนพื้นเมืองที่มีคุณสมบัติโดดเด่นที่สุด ก็จะออกมาให้ผู้คนลิ้มรส สมดังรอคอยมาเป็นปี

“ทุเรียนพันธุ์หลงลับแล” ถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2520 จากการประกวดทุเรียนที่ปลูกด้วยเมล็ด ที่อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และจังหวัดอุตรดิตถ์ มีชาวสวนนำทุเรียนเข้าประกวดมากมาย ซึ่งในปีนั้น ทุเรียนลับแล กำลังเป็นที่เล่าลือ กล่าวขานถึงกันมาก เป็นสินค้าเกษตรที่บอกเล่ากันมาว่า คนกินไม่ได้ซื้อ คนซื้อไม่ได้กิน คือเป็นผลผลิตเกษตรที่มีราคาดี เป็นที่ชื่นชอบ นิยมที่จะซื้อเป็นของฝาก หลายคนต่างก็มีผลทุเรียนของตนเองที่แตกต่างกัน เพราะทุเรียนที่ปลูกด้วยเมล็ดต่างก็ไม่รู้หรอกว่ามีความเด่น หรือมีจุดด้อยอย่างไร จนคณะกรรมการประกวด ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน มอง 360 องศา ได้ตัดสินให้ทุเรียนของ นายสม-นางหลง อุปละ ชนะเลิศได้รับรางวัลยอดเยี่ยม เมื่อมีการตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว พบว่ามีความนิ่งในคุณสมบัติต่างๆ ทั้งเนื้อ รสชาติ ขนาด ลักษณะผล ต้น ใบ และยังคงรักษาคุณภาพดีเด่นนี้ไว้ได้ จึงมีการรับรองพันธุ์ เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2521 คณะกรรมการรับรองพันธุ์ได้ตั้งชื่อพันธุ์ทุเรียนนี้ว่า “หลงลับแล”

ได้มีการสืบค้นประวัติ ต้นแม่ที่ปลูกอยู่ในสวน พบว่าคนเดิมที่ปลูกทุเรียนต้นนี้คือ “นายมี หอมตัน” ปลูกทำสวนที่ม่อนน้ำจำ บ้านผามูบ ตำบลแม่พูล เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2479 ต่อจากนั้นทุเรียนสวนนายมี หอมตัน ได้เปลี่ยนเจ้าของมาเป็น “นายสม และ นางหลง อุปละ” ซึ่งสวนนี้มีต้นไม้ต่างๆ มากมาย มีทุเรียนอยู่นับสิบต้น และมีทุเรียนต้นพิเศษอยู่ต้นหนึ่ง มีลักษณะแตกต่างไปจากต้นอื่น รสชาติดี เมล็ดลีบ ก็คือต้นที่มีนำผลมาประกวดจนชนะเลิศนี้

ทุเรียนที่ นายสม-นางหลง ส่งเข้ามาประกวดนั้น ดังที่บอกว่ามีความพิเศษแตกต่างจากต้นอื่น เป็นทุเรียนที่มีเมล็ดลีบ หาเมล็ดดีๆ ที่จะขยายพันธุ์ยาก แทบไม่มีเมล็ดดีเลย สมัยนั้นเรียก “ทุเรียนเมล็ดตาย” ทุเรียนต้นนั้น ปลูกขึ้นอยู่ริมห้วยบนม่อนน้ำจำ มีเนื้อในสีเหลืองค่อนข้างจัด มีเจ้าของชัดเจน สมัยนั้นมีคนเรียกชื่อว่า “ทุเรียนต้นห้วยในเหลืองสัญญา” คำว่าสัญญา คือมีคนเป็นเจ้าของรับประกันคุณภาพ ซึ่งขณะนั้น นายสม-นางหลง ขายทุเรียนจากต้นนี้ได้ในราคาที่สูงกว่าต้นอื่น และเชื่อว่าทุเรียนต้นอื่นไม่มีเหมือน แบบว่าต้นนี้เลิศที่สุดในลับแลแล้ว

“ทุเรียนพันธุ์หลงลับแล” มีคุณสมบัติที่เด่น ชัดเจนแตกต่างจากทุเรียนพันธุ์อื่นๆ เป็นทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง ลักษณะประจำพันธุ์ มีการจัดเรียงกิ่งแบบไม่เป็นระเบียบ แผ่ใบเรียบโคนใบห่อและแผ่ออกทางปลายใบ ใบรูปขอบขนาน ปลายใบฐานใบสอบแหลม ดอกตูมกลมรี ลักษณะผลจะเล็กกลมรี ปลายผลฐานผลป้าน ก้านผลมีขอบนูน หนามเว้าปลายแหลม จุดปลายผลไม่มีหนาม หนามรอบขั้วผลกลับส่วนปลายโค้งงอ น้ำหนักผลเฉลี่ย 1.4 กิโลกรัม เนื้อสีเหลือง เนื้อละเอียดเหนียว มีกลิ่นอ่อน รสชาติหวานมันพอดี เนื้อละเอียดไม่มีเส้นใย เมล็ดลีบร้อยละ 97.8 ลักษณะผลกลมรี พูไม่เด่นชัด เปลือกบาง เนื้อแห้ง ลักษณะเด่นคือเนื้อมาก เมล็ดลีบเล็ก บางผลจะมีเมล็ดลีบทั้งผล อายุการเก็บเกี่ยว 100-110 วันหลังดอกบาน ต้นให้ผลอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป อายุ 15 ปี เชื่อว่าจะเป็นช่วงให้ผลดีและมากที่สุด

ดังที่เล่าความถึงทุเรียนพื้นเมืองพันธุ์หลงลับแล ทุเรียนต้นนั้นหมดอายุไขไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 เมื่ออายุประมาณ 50 ปี แล้ว แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของนักส่งเสริมการเกษตร ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด คติการ และทีมงานนักส่งเสริมการเกษตร โดยการนำของ นายเกรียงไกร คะนองเดชาชาติ เกษตรอำเภอลับแล (ชื่อสกุล และตำแหน่งขณะนั้น) ได้แนะนำให้เกษตรกรอำเภอลับแล นำยอดพันธุ์ทุเรียนหลงลับแล จากต้นเดิมก่อนที่ต้นเดิมจะตาย มาขยายพันธุ์ โดยวิธีการเสียบยอด ได้รับความสำเร็จ ซึ่งทุเรียนต้นเดิมนั้น สูงราว 15 เมตร เส้นรอบวงต้น 1.80 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม ประมาณ 12 เมตร จนขณะนี้ ทุเรียนพันธุ์หลงลับแล ได้ขยายปลูกกันแพร่หลายไปทั่วอำเภอลับแล โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลแม่พูล ตำบลฝายหลวง ตำบลนานกกก ขยายถึงอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ และอำเภออื่นๆ อีกมาก

ทุเรียนเป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ นุ่น-ทุเรียน Bombacaceae ชื่อสามัญ DURIAN ชื่อวิทยาศาสตร์ Durio zibethinus Murr. เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แพร่กระจายแถบเส้นศูนย์สูตร ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า อินเดีย ศรีลังกา ไทย ในไทยคาดว่าคงเข้ามาสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ระยะแรกๆ เป็นทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง ต้นเก่าแก่มีให้พบเห็นหลายพื้นที่ เช่น จันทบุรี ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และที่ลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ปรากฏหลักฐานล่าสุดของทุเรียนลับแล คือพระนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เมื่อครั้งเสด็จเมืองลับแล เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2444 กล่าวถึงทุเรียนเมืองลับแลว่า เป็นฤดูที่ทุเรียนสุกมีกลิ่น เห็นว่าเหม็นตลอดไปทั้งนั้น

ปีนี้การปลูกทุเรียนพันธุ์หลงลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ มีพื้นที่ปลูก กว่า 2,300 ไร่ ให้ผลผลิตแล้ว กว่า 1,600 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 1,500 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตรวมประมาณ 2,500 ตัน ทุเรียนหลงลับแล ก็ยังให้ผลผลิตได้ไม่มากเพียงพอกับความต้องการที่หลายคนใฝ่หา ปีนี้ทุเรียนหลงลับแลเกิดภาวะผันผวนเล็กน้อย เนื่องจากสภาวะภูมิอากาศที่ไม่ค่อยเหมือนปกติ คงจะเริ่มออกสู่ตลาดหลังกำหนดเล็กน้อย แต่ถ้ามีทุเรียนหลงลับแลออกมาช่วงก่อนสงกรานต์นี้ ก็ต้องแนะนำกันว่า ท่านต้องดูดีๆ เกรงจะมีพันธุ์หลงย้อมแมว หลงสวน หรือหลงที่หลงทาง หลงให้เราเสียเงินซื้อ พึงระวัง

ก็ขอฝากเตือนพี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียน และผู้ประกอบการค้าทุเรียนว่า ผลไม้ที่ชิงออกมาก่อนเขา มักจะได้ราคาดี ทำให้ได้เงินเยอะ แต่ถ้าไม่ดู ไม่คิดให้ถ้วนถี่ว่าถึงเวลาที่ทุเรียนจะให้เก็บเกี่ยวได้แล้วหรือยัง อาจจะมีทุเรียนหลงลับแลที่มีลักษณะกระทบร้อนตอนสงกรานต์เมษายน ทำให้ดูผลดูเปลือกคล้ายว่าสุกแก่กินได้แล้วก็ตัดกันออกมา ถ้าไปเจอลูกที่เนื้อยังไม่เริ่มเปลี่ยนสี เมล็ดยังโตจนโผล่เนื้อออกมาให้เห็น แม้จะผ่าเปลือกได้ง่ายแต่เนื้อยังไม่สุกก็ยังกินไม่ได้

หลายปีที่ผ่านมา ทุเรียนหลงลับแลขายกันกิโลกรัมละ 200-400 บาท ลูกหนึ่ง 300-500 บาท คนซื้อไปอยากลองลิ้มชิมรสก็รอไป จนทนไม่ไหวผ่าดูพบว่ายังไม่สุกแก่ทิ้งไว้ก็เน่าเสียหาย ยิ่งเอาไปเป็นของฝากผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ คิดดูเถิดพี่น้อง ท่านจะมีความรู้สึกอย่างไร ก็ขอให้ช่วยกันระวังให้ดีๆ จะได้มีทุเรียนหลงลับแลที่มีชื่อเสียง ประดับเป็นเพชรเม็ดงามของอุตรดิตถ์ ประทับอยู่ในความทรงจำและในใจผู้คนตลอดไป

สำนวนสุภาษิตนี้มีที่มาอย่างไร ยากที่จะเดา แต่คงต้องมีมะกอกลูกกลมๆ แข็งๆ อยู่ในตะกร้าแน่นอน หยิบปาใส่คนเท่าไรก็ปาไม่ถูกสักที เหมือนกับว่า จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน และไม่น่าเชื่อถือ เปรียบเทียบกับคนที่พูดจาตลบตะแลง กลับกลอก เอาตัวรอดเก่ง รู้จักใช้คำพูดพลิกไปมาจนจับคำพูดไม่ทัน พลิกแพลงเอาตัวรอดได้เสมอๆ ซึ่งก็มักเปรียบเปรยถึงคนที่หลบหลีกเก่งได้คล่องแคล่ว แม้จะเอามะกอกสัก 3 ตะกร้าขว้างไปก็ไม่โดน หรือเรียกว่า เป็นคนกลับกลอกนั่นเอง!

พอกล่าวถึงเรื่อง ลูกมะกอก ก็สร้างความงงงวยให้กับคนที่ไม่รู้จักมะกอกดีนักเหมือนกัน เพราะแค่ มะกอกเองนั้นยังสามารถแตกแขนงออกเป็นมะกอกได้หลากหลายสาขา แถมบางพันธุ์ดันอยู่กันคนละเผ่าพันธุ์ แต่ดันชื่อมะกอกเหมือนกันซะอีก!

(….ความหมายจากพจนานุกรมแปล ไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน มะกอก น. ชื่อไม้ต้นขนาดใหญ่ชนิด Spondias pinnata ใบอ่อน มีรสเปรี้ยว ใช้เป็นผักดิบ ผลขนาดลูกหมากดิบ เมื่อสุกมีรสเปรี้ยวเจือฝาด ใช้ปรุงอาหาร รากและเมล็ดใช้ทำยาได้ มะกอกบ้าน หรือ มะกอกป่า ก็เรียก…)

หากเราลองนึกเล่นๆ ก็พอจะรู้ว่า มะกอก แต่ละอย่างแต่ละชนิดมีหน้าตาเป็นยังไง? มะกอกบ้าน มะกอกป่า มะกอกฝรั่ง มะกอกน้ำ มะกอกพราน แล้วยังมีมะกอกลูกดำๆ เขียวๆ ม่วงๆ ของฝรั่ง คือ มะกอก olive พบวางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ที่เขาชอบดองใส่ในขวด แล้วเอาไปหั่นใส่หน้าพิซซ่า หรือโรยหน้าสลัด เราลองๆ มาคิดดูว่า มันอาจจะเป็นพวกเดียวกันหรือไม่ก็ไม่รู้เนาะ

มะกอกบ้าน มะกอกป่า (มะกอกส้มตำ) นั้นจะดูคล้ายๆ กัน ลักษณะต้นจะใหญ่ ใบและยอดอ่อนมีรสเปรี้ยวๆ กินเป็นผักอร่อยมาก ถ้าเป็นคนทางภาคกลางเขาจะเด็ดเอามากินกับกะปิหลน สำหรับคนภาคใต้เขาจะเอามากินเหนาะกับแกงรสเผ็ดๆ เช่น แกงกะทิ แกงพริก แกงไตปลา น้ำพริก และขนมจีน หร่อยแรง! ส่วนคนทางภาคอีสานบ้านเฮาเขาจะเอามากินกับลาบหมู เนื้อ ไก่ เป็ด ปลา กุ้ง และน้ำพริกปลาร้า แซ่บหลายๆ
มะกอกบ้าน มะกอกป่า ต้นสูงใหญ่มาก ถ้าอยากจะกินต้องรอให้มันสุกและร่วงเองเท่านั้น…สำหรับเนื้อในแทบไม่มีเลย แต่เมล็ดใหญ่มาก ลูกสุกมีกลิ่นหอม ส่วนมากมักนำไปปรุงรสชาติอาหารมากกว่า กินลูกดิบๆ เวลานำไปทำอาหารมักจะเอาเปลือกติดเนื้อที่สุกบีบดูนิ่มๆ เละๆ สำหรับรสชาติจะเปรี้ยวๆ ฝาดๆ และหวานเล็กน้อย แต่พอกลืนหรือเคี้ยวไปแล้วจะมีรสหวานติดปลายลิ้น

หากพูดถึง มะกอกบ้าน มะกอกป่า สโบเบ็ตคาสิโน ส่วนมากทุกคนมักจะรู้จักและคุ้นเคยกับมะกอกที่ใส่ในส้มตำจะอร่อยหรือไม่? คงต้องไปถามคนอีสานเขาดูแหล่ะกัน! เพราะส้มตำปลาร้าใส่ลูกมะกอกนั้นแซ่บหลายๆ ให้เอาสเต๊กมาแลกก็ไม่ยอมเด้อ!

ลูกของ มะกอกบ้าน มะกอกป่า จะมีลักษณะกลมๆ ขนาดเท่าลูกหมาก มีรสเปรี้ยวอมฝาดติดปาก ใช้ปรุงและประกอบอาหาร เช่น ทำพล่า กุ้งเต้น ส้มตำ น้ำพริก ใส่ยำต่างๆ คนไทยดั้งเดิมแต่โบราณถ้าพูดถึงมะกอกก็มักจะหมายถึง มะกอกบ้าน นั่นเอง!

มะกอกพราน คือ มะกอกอีกชนิดหนึ่งที่อยู่ในป่า ลำต้นมีหนาม เปลือกเรียบ ลูกคล้ายๆ ลูกละมุด แต่แข็ง ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าอยู่ร่วมตระกูลกับมะกอกบ้านด้วยหรือเปล่า เพราะส่วนมากมักเคยเห็นแต่ในหนังสือและตามตำราต่างๆ เท่านั้น
มะกอกฝรั่ง มะกอกหวาน บ้างก็บอกว่ามาจากเมืองฝรั่งแน่นอน แต่บางคนก็บอกว่าไม่รู้ว่ามะกอกฝรั่งมาจากไหนกันแน่? มะกอกฝรั่ง เป็นไม้ยืนต้น มีช่อดอกย่อยสีเหลืองอ่อนขนาดเล็ก ผลจะกลมรี แข็ง มีเปลือกสีเขียวเข้ม พอแก่สีจะอ่อนลงเล็กน้อย
มะกอกฝรั่ง มักจะติดผลตลอดทั้งปี ส่วนมากแล้วจะนิยมกินเป็นผลไม้สดๆ ที่เราจะเห็นเขาขายกันบ่อยๆ ในรถเข็นผลไม้ดอง ซึ่งส่วนมากเขาจะปอกเปลือกมาแล้ว มะกอกฝรั่ง บางพันธุ์มีขนาดผลค่อนข้างใหญ่ รสชาติออกมันๆ มีรสเปรี้ยวนิดหน่อย หรืออาจไม่เปรี้ยวเลย ปอกเปลือกแล้วใช้มีดเฉาะได้เหมือนฝรั่ง

ผลจริงๆ ของมะกอกฝรั่ง ลักษณะจะกลม แข็ง มีเปลือกสีเขียว เนื้อหวานอมเปรี้ยว หรืออาจไม่เปรี้ยวก็ได้ เนื้อกรอบ เมล็ดจะมีลักษณะเป็นขนแข็งๆ ติดอยู่ และตอนนี้มีมะกอกฝรั่งพันธุ์ใหม่ที่นิยมกันมากคือ มะกอกฝรั่งแคระ นำเข้าจากประเทศพม่า ต้นจะขนาดเล็กกว่ามะกอกฝรั่ง

มะกอกฝรั่ง ลักษณะต้นและใบจะคล้ายกับมะกอกป่า ต่างกันที่ยอดของมะกอกฝรั่งจะเขียว มะกอกป่าจะยอดแดง และใบมะกอกฝรั่งจะหยักเป็นฟันเลื่อยชัดเจน