Treatment ที่ 3 ใช้น้ำปัสสาวะในอัตรา 1 ลิตร ต่อ น้ 150 ลิตร

ปริมาณการแตกกอของข้าวสูงสุด จำนวน 64 ต้น ต่อกอ รองลงมาคือ 35, 24 และ 20 โดยมีค่าเฉลี่ย 31.25 ต้น

Treatment ที่ 4 ไม่ใช้น้ำปัสสาวะ (ใช้น้ำธรรมดา) ปริมาณการแตกกอของข้าวสูงสุด จำนวน 27 ต้น ต่อกอ รองลงมาคือ 25, 25 และ 20 โดยมีค่าเฉลี่ย 24.25 ต้น

ปัสสาวะ มีผลต่อการเจริญเติบโตของข้าว (การแตกกอ) จริง สามารถนำผลการศึกษาไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการที่นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ระดับอำเภอและจังหวัดนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรนำน้ำปัสสาวะมาใช้ในนาข้าวเพื่อทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีได้ อีกทั้งยังเป็นแนวทางในการส่งเสริมการใช่ปุ๋ยในนาข้าว และรณรงค์การใช้น้ำปัสสาวะทดแทนปุ๋ยเคมี

หากสนใจและต้องการข้อมูล การใช้น้ำปัสสาวะในนาข้าว ของ คุณสุธี ชิวหากาญจน์ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริหารศัตรูพืชจังหวัดสุราษฎร์ธานี ถนนธราธิบดี ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือโทรศัพท์ 077-311-525

นวัตกรรมรองรับสังคมผู้สูงอายุ เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งการเกษตร ผลิตภัณฑ์ย่อยสลายได้ ช่วยลดปริมาณขยะสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยจังหวัดปทุมธานี ประสบผลสำเร็จวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบวัสดุ ดูดซับยูเรียด้วยซีโอไลท์จากตอซังข้าว สำหรับใช้ทดแทนสารดูดซับความชื้นเพื่อใช้งานทางการแพทย์ มีคุณสมบัติย่อยสลายได้ทางธรรมชาติ ระบุเป็นการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรสู่การพัฒนา นวัตกรรมใหม่เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ ช่วยลดปริมาณขยะ ขับเคลื่อนตามนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เผยผลงานวิจัยคว้ารางวัลระดับนานาชาติจากเวทีประกวดสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมหวังต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ป้อนภาคอุตสาหกรรม

ดร. อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนากลุ่มพัฒนาอย่างยั่งยืน วว. กล่าวว่า วว. โดย ดร. เรวดี อนุวัฒนา นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการวิจัยและพัฒนาผลิตซีโอไลท์จากของเสียภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมที่มีประโยชน์ในการดูดซับของเสีย ได้เป็นที่ปรึกษาพิเศษให้แก่ นางสาวภาพร ศรีสันติสุข และ นายธีร์ธัช ภัทรวโรดม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี ในการจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่อง “วัสดุดูดซับยูเรียด้วยซีโอไลท์จากตอซังข้าว” หรือ Zeo Urea-Fabric

เพื่อใช้งานทางการแพทย์กับผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ โดยผลิตภัณฑ์สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ตอบโจทย์สังคมผู้มีรายได้น้อย จากการดำเนินงานร่วมกันระหว่าง วว. กับโรงเรียนจุฬาภรณ ราชวิทยาลัย ปทุมธานี ได้นำองค์ความรู้ประกอบกับความเชี่ยวชาญจากโครงการวิจัยที่แล้วเสร็จ สามารถประสบผลสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบวัสดุดูดซับยูเรียด้วยซีโอไลท์จากตอซังข้าว ซึ่งมีคุณสมบัติในการย่อยสลายได้ทางธรรมชาติ เพื่อใช้ทดแทนสารดูดซับความชื้นในผ้าอ้อมผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถย่อยสลายได้

โดยผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับคัดเลือกจาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้เข้าร่วมประกวดแข่งขันผลงานวิจัยและนวัตกรรมระดับนานาชาติในงาน The 10th International Exhibition of Inventions (IEI) & The 3rd Word Invention and Innovation Forum (WIIF) Foshan China ณ เมืองฝอซาน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยสามารถคว้ารางวัลมาได้จำนวน 2 รางวัล (จากผลงานที่ส่งเข้าร่วมประกวดกว่า 253 ผลงาน จาก 49 ประเทศทั่วโลก) ได้แก่ 1. รางวัล Silver Medal จากคณะกรรมการการประกวด และ 2. รางวัล Young Innovator Award จาก Citizen Innovation ประเทศสิงคโปร์

“…ขอชื่นชมคนรุ่นใหม่ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ที่ได้นำปัญหาใกล้ตัวมาเปลี่ยนแปลงให้เป็น นวัตกรรมใหม่ที่จะช่วยแก้ปัญหาของสังคมได้ ทั้งนี้คลื่นลูกหลังจะต้องแรงกว่าคลื่นลูกแรก หากไม่เช่นนั้นประเทศจะอยู่ลำบาก คนรุ่นใหม่จะต้องมีความคิดเริ่มต้น ความคิดสร้างสรรค์ที่ผลิตผลงานออกมาให้เป็นนวัตกรรม สังคมผู้สูงอายุเป็นปัญหาที่จะต้องตระหนักร่วมกัน การที่คนหนึ่งคนจะสนับสนุนท่านเหล่านั้นได้ต้องมีการพัฒนาปลูกฝังบุคลากรให้เป็นผู้มีประสิทธิภาพในการดำเนินงานและมีประสิทธิผล ความสำเร็จจากโครงงานวิทยาศาสตร์นี้คือหนึ่งตัวอย่างในการเตรียมคนเพื่ออนาคต…” ดร. อาภารัตน์ กล่าวสรุป

นางสาวภาพร ศรีสันติสุข นายธีร์ธัช ภัทรวโรดม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5และ นายชิตพงษ์ เหนือเกาะหวาย อาจารย์จากโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี กล่าวว่า แรงบันดาลใจในการจัดทำโครงการวิทยาศาสตร์วัสดุดูดซับยูเรียด้วยซีโอไลท์จากตอซังข้าวนั้น มีผลสืบเนื่องจากประเทศไทยมีการทำเกษตรกรรมและมีวัสดุเหลือทิ้งคือตอซังข้าวจำนวนมาก ซึ่งจะมีการเผาทำลายทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ ทั้งนี้จากการศึกษาข้อมูลงานวิจัยของไทยและต่างประเทศ พบว่า ดร. เรวดี จาก วว.

มีผลงานวิจัยและมีความเชี่ยวชาญในการผลิตซีโอไลท์จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาเพิ่มมูลค่าเป็นวัสดุดูดซับน้ำเสียและอากาศ โดยผลงานวิจัย วว, สามารถนำไปใช้ได้จริงในการแก้ไขปัญหาขยะชุมชน จึงได้เรียนเชิญ ดร. เรวดี มาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาพิเศษในการดำเนินโครงงานฯ และได้มีโอกาสเข้ามาทำวิจัยและพัฒนาร่วมกันจนประสบผลสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ซึ่งมีจุดเด่นที่แตกต่างจากงานอื่นๆ ส่งผลให้ได้รับรางวัลจากประกวดนวัตกรรมที่ประเทศจีน

ดังนี้ 1. เป็นผลงานที่ได้จากการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาเพิ่มมูลค่า และสามารถนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ใช้งานได้จริง 2. ผลิตภัณฑ์มีความสามารถในการดูดความชื้นและกลิ่นได้ดี 3. สามารถใช้ได้กับผู้ป่วยที่นอนติดเตียงและผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และ 4. เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ เนื่องจากย่อยสลายได้ทางธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะได้ในที่สุด

ดร.เรวดี นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม วว. กล่าวว่า ขณะนี้ วว. และโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี อยู่ในระหว่างการพัฒนาคุณสมบัติให้สามารถตอบโจทย์แก่กลุ่มผู้ใช้งาน ทั้งนี้มีแผนเพื่อยื่นจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ต้นแบบวัสดุดูดซับยูเรียด้วยซีโอไลท์จากตอซังข้าว นับเป็นความภาคภูมิใจของ วว. ที่ได้นำองค์ความรู้ในผลงานวิจัยที่แล้วเสร็จร่วมกับความเชี่ยวชาญ

สู่การถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้พัฒนาศักยภาพและปลูกฝังความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) จนก่อเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ ที่สามารถนำมาใช้ได้จริงและช่วยแก้ปัญหาของสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ผลงานวิจัยดังกล่าวเป็นความสำเร็จในการพัฒนาเป็นต้นแบบซึ่งจำเป็นต้องมีการวิจัยและพัฒนาต่อยอดร่วมกันเกี่ยวกับการพัฒนาสัดส่วนวัตถุดิบ ส่วนประกอบทางเคมี เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความเสถียรยิ่งขึ้นและได้มาตรฐานในระดับสากล เพื่อนำไปสู่การใช้งานจริงเชิงพาณิชย์ในภาคอุตสาหกรรมต่อไป

สหกรณ์จังหวัดราชบุรี เผย 1 ปี ได้ส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าเขาบินกว่า 100 ไร่ โดยส่งเสริมให้ทำประมง-เลี้ยงไก่-จักสานตะกร้า เพื่อสร้างงาน มีรายได้เสริม แถมลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ระบุชาวบ้านช่วยเหลือกันและกันได้ เตรียมหาตลาดรองรับกระเป๋าสานช่วยเพิ่มรายได้ยั่งยืนแก่เกษตรกร

นายสุรินทร์ วทัญญู สหกรณ์จังหวัดราชบุรี กล่าวภายหลังการลงพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาบิน อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ร่วมกับสำนักงานประมงจังหวัดราชบุรี เพื่อติดตามการทำงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพแก่เกษตรกร ว่า พื้นที่ป่าเขาบิน มีทั้งหมดกว่า 100 ไร่ ซึ่งจังหวัดราชบุรีได้รับพื้นที่มาตั้งแต่ปี 60 มีคณะกรรมการที่ดูแล 3 คณะ คือ คณะกรรมการจัดสรรที่ดิน คณะกรรมการจัดสรรเกษตรกรลงไปในพื้นที่ และ คณะกรรมการจัดส่งเสริมอาชีพ ซึ่งสำนักงานสหกรณ์จังหวัดราชบุรีเป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินได้มีอาชีพและมีรายได้ที่มั่นคง จึงได้นำอาชีพเข้าไปส่งเสริม ฝึกอบรมให้เกษตรกรในพื้นที่ซึ่งจากเดิมชาวบ้านที่นี่ทำงานหาเช้ากินค่ำ มีอาชีพรับจ้างทั่วไป จึงอยากส่งเสริมต่อยอดอาชีพและลดค่าใช้จ่ายให้เขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

สำนักงานสหกรณ์จังหวัดราชบุรีจึงได้สำรวจเกษตรกรในพื้นที่ว่ามีความต้องการให้ส่งเสริมด้านใด อยากทำอาชีพอะไร โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ จะได้บูรณาการร่วมกันสนับสนุนเรื่องอาชีพกับเกษตรกรที่อาศัยอยู่ในป่าเขาบินทั้งหมด 38 ราย เกษตรกรในพื้นที่ที่มีความประสงค์ต้องการให้หน่วยงานส่งเสริมเกี่ยวกับการเลี้ยงไก่และเลี้ยงปลาในพื้นที่น้ำน้อยจำนวน 23 ราย ซึ่งทางสำนักงานกรมปศุสัตว์ก็จะสนับสนุนงบประมาณลงไปเพื่อช่วยเหลือ และสำงานประมงจังหวัดเข้าไปสนับสนุนโดยหาพันธุ์ปลาดุกไปให้เลี้ยงในบ่อขนาดเล็ก โดยแบ่งเป็นจุดสาธิตเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 1 แห่ง ในพื้นที่บ้านของ นายกมล กระต่ายทอง ซึ่งประมงจังหวัดราชบุรีได้ให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิต

อย่างไรก็ตามจากการลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า ปลาดุกที่ส่งเสริมให้เลี้ยงตอนนี้เริ่มโต เกษตรกรสามารถนำไปขาย ได้ราคา 60-70 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งสามารถสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรและยังสามารถลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังได้อบรมการสานตะกร้าจากเถาวัลย์ ซึ่งเกษตรกรที่นี่มีฝีมือและสามารถสานได้หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการทำกระเช้าปีใหม่ ซึ่งจะได้ส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาฝีมือและรูปแบบการสานให้ดีขึ้น เพื่อจะได้สามารถนำไปจำหน่ายตามตลาดได้ และจะมีการลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสรุปรายงานให้คณะกรรมการจังหวัดได้ทราบและเตรียมพัฒนาต่อยอดในปีงบประมาณต่อไป

“หลังจากที่เราได้สนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวใน 1 ปีที่ผ่านมา ถือว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จพอสมควร เนื่องจากอาชีพดังกล่าวสามารถลดค่าใช้จ่ายให้กับเกษตรกรและทำให้มีความรู้ในเรื่องของอาชีพ ซึ่งชาวบ้านบางรายได้ทำเป็นศูนย์เลี้ยงปลาดุกสำหรับการพัฒนาอบรม และช่วยเหลือให้ความรู้แก่สมาชิกรายอื่นๆ ได้ด้วย” นายสุรินทร์ กล่าว

ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จัดงาน SD Day 2018 (Sustainable Development Day 2018) ภายใต้แนวคิด “ใช้ทรัพยากรคุ้มค่า ชุมชนยั่งยืน ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน” ถ่ายทอดแนวทางการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตั้งแต่การผลิต การใช้ และวนกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบใหม่ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ให้กับชุมชนระยอง และภาคส่วนต่างๆ กว่า 1,200 คน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการของเสียและขยะภายในชุมชน นอกจากนี้ เอสซีจียังส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ธุรกิจ และประชาสังคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในจังหวัดระยอง ล่าสุดได้เปิดตัว

“ต้นแบบถนนพลาสติกรีไซเคิล” หรือ “Recycled Plastic Road” โดยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่างเอสซีจี และกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ซึ่งนำพลาสติกใช้แล้วจากการคัดแยกขยะภายใน เอสซีจี และชุมชนซึ่งรวบรวมโดยเทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง มาใช้ในการทดสอบเพื่อสร้างถนนยางมะตอยภายในนิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอล โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ และผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี

นายชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวว่า แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นแนวทางเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ให้ความสำคัญกับการรักษาคุณค่าของทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็น ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตั้งแต่การผลิต การใช้ และการวนกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบใหม่ (Make-Use-Return) ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาทรัพยากรโลกไม่เพียงพอได้เป็นอย่างดีเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน

การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นได้จริงนั้น สิ่งสำคัญคือความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ธุรกิจ และประชาสังคม ซึ่งเอสซีจีพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในผู้ขับเคลื่อน และสนับสนุนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สมบูรณ์และยั่งยืน เช่น การมีส่วนร่วมกับโครงการความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน การสร้างภาคีเครือข่ายการจัดการขยะในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง เพื่อให้เกิดชุมชนเชิงนิเวศตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย นำพลาสติกใช้แล้วมาเป็นส่วนผสมในการทำถนนยางมะตอย เป็นต้น

“ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการนำทรัพยากรมาใช้ใหม่ได้มากยิ่งขึ้น คือการมีระบบจัดการของเสียและขยะที่มีประสิทธิภาพ มีการคัดแยกและทิ้งขยะอย่างถูกต้อง ซึ่งนอกจากจะส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาขยะในชุมชนซึ่งเป็นผลพวงจากการอุปโภคบริโภคด้วย โดยทุกคนสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีด้วยการ “ใช้ให้คุ้ม” “แยกให้เป็น” และ “ทิ้งให้ถูก” เริ่มต้นที่บ้าน ชุมชน และขยายสู่พื้นที่อื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้ เพื่อคุณภาพชีวิตและอนาคตโลกที่ยั่งยืน” นายชลณัฐกล่าว

ภายในงาน SD Day 2018 ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้นำตัวอย่างนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมานำเสนอแก่ชุมชนและผู้ร่วมงาน เช่น การเปลี่ยนแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าด้วยระบบโซลาร์ฟาร์มแบบลอยน้ำ แบบตั้งพื้นและหลังคา การเปลี่ยนกากตะกอนอินทรีย์เป็นปุ๋ยไส้เดือนดิน การนำก๊าซเหลือทิ้งในกระบวนการผลิตกลับมาใช้ใหม่ การนำขยะพลาสติกในทะเลและชุมชนมาเป็นส่วนประกอบสำหรับทำบ้านปลาเพื่ออนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว “ต้นแบบถนนพลาสติกรีไซเคิล” หรือ “Recycled Plastic Road” อีกหนึ่งนวัตกรรมตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่าง เอสซีจี และกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ซึ่งได้นำพลาสติกใช้แล้ว อาทิ ถุงพลาสติกหูหิ้ว และถุงใส่อาหาร จากการคัดแยกขยะภายในเอสซีจีและครัวเรือนชุมชนซึ่งรวบรวมโดยเทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง มาใช้ทดสอบเป็นส่วนผสมสำหรับสร้างถนนยางมะตอยภายในนิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอล จากการทดสอบพบว่าคุณสมบัติของพลาสติกช่วยให้ถนนแข็งแรงและต้านทานการกัดเซาะของน้ำได้ดียิ่งขึ้น ถือเป็นการสร้างคุณค่าให้กับพลาสติกใช้แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน

ในงานยังจัดให้มีเสวนาเรื่อง “โลกยั่งยืน ชุมชนยั่งยืน ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน” โดยมีวิทยากรร่วมแบ่งปันมุมมองจาก 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคธุรกิจ คุณศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ Vice President-Polyolefin and Vinyl Business ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ภาคหน่วยงานท้องถิ่น คุณสุรพล สุทธจินดา ที่ปรึกษาองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง และภาคชุมชน คุณภิรมย์ ชาลวัลย์ ประธานชุมชนเขาไผ่ จังหวัดระยอง โดยมี คุณจีรนันท์ ชะอุ่มใบ ผู้อำนวยการสมาคมสร้างสรรค์ไทย หรือตาวิเศษ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

ทั้งนี้ SD Day (Sustainable Development Day) เป็นกิจกรรมที่ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จัดขึ้นที่จังหวัดระยองเป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมและปลูกฝังจิตสำนึก รวมถึงสร้างความตระหนักในเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ทั้งนี้ ได้จัดติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2548

ออกเสียงอ่านไปพร้อมๆ กัน ฮาย เคิ้ม นี่คือ ภาษา “ชอง” ภาษาพูดของชนเผ่า “ชอง” ที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ข้าวหอม ฮาย แปลว่า ข้าว ส่วน เคิ้ม แปลว่า หอม เปิดเรื่องมาด้วยภาษาพูดของชนเผ่าชอง เพื่อนำเข้าสู่ความเป็นชนเผ่า “ชอง” พร้อมเสนอพืชหลักพื้นถิ่น กินกันทุกบ้าน สายพันธุ์ชอง คือ “ข้าวชอง” หนึ่งกำ ดำทั้งหม้อ หุงผสมข้าวไทย ผสานความอร่อยได้อย่างลงตัว

แต่ก่อนอื่น พี่น้องชองทั้งหลาย เขาเรียกสถานที่ที่อาศัยว่า จันทบูย (จัน-ทะ-บูย) คำนี้ไม่ได้สะกดผิดแต่อย่างใด แต่เพราะชนเผ่าชอง ออกเสียงอ่านคำว่า จันทบูร (จัน-ทะ-บูน) หรือ จันทบุรี ไม่ได้ จึงออกเสียงได้เพียงสั้นๆ ว่า จัน-ทะ-บูย แต่มีความหมายเดียวกับจังหวัดจันทบุรี ที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกของประเทศไทย

“จันทบูร” ดินแดนที่มีมนต์เสน่ห์ อย่างหาที่เปรียบมิได้ มนต์เสน่ห์ ในที่นี้คือ ความสมบูรณ์ของพืชพรรณธัญญาหารที่ขึ้นชื่อ ไม่ว่าจะเป็น ผลไม้ ผัก สมุนไพร หรือแม้แต่เครื่องเทศ ที่เป็นที่รู้จักกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ กระวาน เร่วหอม ลูกหย่อง ว่านม่วง ว่านสาวหลง หรือแม้แต่ หนึ่งเครื่องเทศชั้นยอด อย่างพริกไทยพันธุ์ดี เป็นต้น

อีกหนึ่งประวัติศาสตร์ด้านการเกษตร ที่มีมาแต่ช้านานคู่กับวิถีชนเผ่าชอง ผู้ครองป่าผืนไม่ใหญ่นัก ด้านฝั่งตะวันออกติดดินแดนเขมร แดนขะแมร์ นั่นก็คือ “ข้าวชอง” จดทะเบียนอย่างถูกต้อง ในนามชื่อ “ข้าวแม่พญาทองดำ” ที่ว่า “ข้าวแม่พญาทองดำ” เป็นข้าวชองนั้น เพราะเป็นสายพันธุ์ดั่งเดิมกำเนิดในพื้นถิ่นดินป่า ที่มีชนเผ่าชองอาศัยอยู่ และที่สำคัญปลูกโดยลูกหลานชาว “ชอง” แท้

แม่คุณ เล่าว่า (แม่คุณ คือ ยาย ชองแท้เรียกผู้เป็นแม่ของแม่ คือ ยาย ว่า แม่คุณ) สมัยก่อน พวกชอง นำต้นข้าว มาต้มกิน เป็นยารักษาโรค แต่แก้โรคอะไรได้บ้างนั้น จำไม่ได้

คุณสมเจตน์ แก้วแกมกาญจน์ เกษตรกรลูกหลานชาวชองแห่งพื้นที่ถิ่นชอง จังหวัดจันทบุรี วัย 50 ปี ซึ่งคุณลุงสมเจตน์ มีประสบการณ์ด้านการทำนามาตั้งแต่เด็กๆ กระทั่ง พ.ศ. 2518 ได้เริ่มเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่ขึ้นแซม “ข้าวพันธุ์” ที่ทางการมาเสนอปลูก โดยปลูกในพื้นที่ดินมรดก ตั้งอยู่ หมู่ที่ 5 ตำบลวังแซ้ม อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี โดยการปลูกข้าวตามฤดูกาลในทุกรอบของการปลูก ได้นำข้าวสายพันธุ์ต่างๆ ที่ทางการได้มาแนะนำปลูก และปลูกในพื้นที่ซึ่งจะเป็นข้าวไร่นาปี โดยในทุกๆ ที่ปลูกข้าว เกิดสิ่งแปลกที่สังเกตเห็น คือ มีต้นข้าวขึ้นแซมลักษณะผิดแปลกไปจากสายพันธุ์ที่ทางการให้มา จนเกิดความสงสัย จึงเก็บเมล็ดรวงที่โดดเด่นนี้สะสมไว้ จนได้เมล็ดพันธุ์มากพอ จึงนำปลูกในผืนแปลงนาให้เป็นสายพันธุ์แปลกนี้ล้วนๆ และเมื่อนำมากิน โดยไม่ผสมกับสายพันธุ์ใด ปรากฎรสชาติที่อร่อย มีความแตกต่างขึ้นมาได้อย่างเด่นชัด ชนิดที่ไม่มีข้าวสายพันธุ์ไหนเหมือน

คุณสมเจตน์ เล่าต่อว่า เมื่อถามคนเฒ่าคนแก่ ก็ได้คำตอบว่า เป็นข้าวโบราณ พวกชองแท้ๆ ปลูกกินมาตั้งแต่สมัยแม่คุณ และใช้ข้าวนี้เป็นยา นำต้นข้าวมาต้มน้ำ กินต่างน้ำเป็นยา และจากการบอกเล่าต่อๆ กันมาว่า ในช่วงวัยของอายุต้นข้าว แต่ละช่วงนั้น เมื่อนำต้นมาต้มกับน้ำสะอาดเพื่อกิน น้ำที่ได้จะมีรสชาติน้ำที่ออกขม และ รสชาติน้ำที่ออกหวาน ขึ้นกับช่วงอายุของข้าว

“ใครๆ บอกว่า ข้าวของผมคล้าย หอมนิล แต่ไม่ใช่นะ ไม่เหมือนเลย กินก็ไม่เหมือน ลักษณะการออกร่วง สีใบ ลักษณะเมล็ด ปลายเมล็ด ยอดรวง ความไวแสง อายุการเจริญเติบโต ระยะตั้งท้อง ตั้งธง ไม่เหมือน และทุกๆ กรณี ก็ไม่เหมือน อาจจะมีคล้ายอยู่บ้างก็เห็นจะเป็นสีที่สีดำคล้ำ แต่ของผมก็ดำอย่างที่เห็น ปลายจมูกข้าวดำสนิท รสชาติอร่อย นุ่มลิ้น เมื่อได้สัมผัสรส ไม่เหมือน ข้าวสายพันธุ์อื่นๆ”

คุณสมเจตน์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน เรียก ข้าวชอง ว่า ข้าวแม่พญาทองดำ อร่อย หอม นุ่มลิ้น เป็นข้าวที่มีรวงข้าวและเมล็ดที่สมบูรณ์ ที่สำคัญคนที่ชอบกินข้าวอ่อนหรือแข็งในระดับใด ก็มีเทคนิคทำ ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะเวลาหลังการเก็บเกี่ยวข้าวก่อนนำมาสู่กระบวนการสี

ข้าวชอง “แม่พญาทองดำ” หนึ่งกำ ดำทั้งหม้อ เป็นข้าวไวแสน (ไวปานกลาง) ฤดูเพาะปลูกประเภท นาปี อายุเก็บเกี่ยว 120 วัน ระยะดำนาประมาณช่วงเดือน กรกฎาคม และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนธันวาคม ลำต้นมีลักษณะสูง 130 ถึง 150 เซนติเมตร ผลผลิตเก็บเกี่ยว 70 ถัง ต่อไร่ ลักษณะพิเศษ ลำต้นดำเข้ม ในส่วนของบริเวณ “โคนต้น” จากคอดินขึ้นมาประมาณ 30 เซนติเมตร , ลักษณะ ใบเรียวยาว มีสีดำเข้มในบริเวณ 3 ส่วนตลอดพื้นที่ของส่วนใบ ได้แก่ แกนกลางใบ (สันหลังของใบ) และขอบปลายใบทั้งสองด้าน อีกทั้งยังสังเกตเห็นได้ว่า ในใบข้าวมีน้ำเป็นยางใบข้าวสีดำ เมื่อใช้นิ้วขยี้ใบจะเป็นยางสีดำ ติดปลายนิ้ว ในส่วนของช่อรวงมีสีค่อนข้างดำคล้ำ เมล็ดข้าวเปล่งสมบูรณ์ แต่มีลักษณะเมล็ดที่สั้น ปลายเมล็ดหรือจมูกข้าวมีสีดำสนิท