“Workshop” 3 วัน 9 คอร์สอาชีพ เรียนรู้ง่าย สร้างรายได้จริง!

ส่วน “Workshop” ก็มีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมเต็มตลอดทั้ง 3 วัน อาทิ “ครอฟเฟิล เมนูฮิต ลงทุนไม่เยอะ ทำขายไม่ยาก มือใหม่ ทำได้แน่นอน” โดย ณัฐชา ปัทธิสามะ ที่ใช้ครัวในคอนโดมิเนียม 30 ตร.ม. ทำครอฟเฟิลจำหน่าย รายได้ 60,000 บาท ต่อเดือน, “เพาะฮอร์นฟร็อก ง่ายๆ ส่งออนไลน์” โดย พิภัช ทัศไนยเธียรกุล ผู้เลี้ยงกบสวยงามฮอร์นฟร็อก, “Metaverse มารู้จักขั้นต่อไปของการสื่อสารก่อนใคร” โดย วรัญญู สุขนันที Senior Content Writer ของ Bitkub, “อาชีพเสริมก่อนไปทำงาน! ทำแซนด์วิชเกาหลีขายรายได้ปัง” โดย นางสาววิชุดา หล้าคำแก้ว พนักงานออฟฟิศที่ตื่นตี 5 ทำแซนด์วิชจำหน่ายก่อนออกไปทำงาน, “เทคนิคจัดบอนไซจากไม้ไทย”

โดย นายณรงค์ศักดิ์ ล้ำกิจเสรีชัย (เชน นครปฐม) ที่สนใจการปลูกเลี้ยงบอนไซมากว่า 20 ปี, “เพิ่มยอดขาย/ขยายตลาดด้วย Facebook google ads” โดย นางสาวนนท์ธิรา จันทรัมพร Senior Marketing Manager ของ Bitkub, “กลยุทธ์สร้างรายได้ครึ่งแสน ด้วยเทคนิค Social Media กับ SMEs Hero ตัวจริง” โดย นางสาววชิรานันท์ ศรีนาทนันท์ เจ้าของธุรกิจพี่เขียวข้าวเหนียวห่อ, “เนรมิตไส้เดือนให้เป็นเงิน” โดย นางสาวณิชนันทน์ หะยีลาเต๊ะ สร้างรายได้จากการเลี้ยงไส้เดือนกว่า 60,000 บาท ต่อเดือน, “ทำความรู้จักสินทรัพย์ลงทุนสำหรับผู้ประกอบการ” โดย นายกานต์เดช สงเขียว จาก บริษัท บิทคับ อินฟินิตี จำกัด

“Marketplace” จัดเต็มของอร่อย-ช็อปเพลิน ชวนชิม-ช็อป เมนูเด็ดและผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากร้านค้ากว่า 60 ร้าน ที่จัดมาถึง 4 โซน ได้แก่ SMEs Showcase ที่เจ้าของร้านมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ธุรกิจอย่างใกล้ชิดกับผู้สนใจ, SMEs จานเด็ด พบเมนูดังจากร้านต่างๆ และเมนูแพลนต์-เบส เทรนด์อาหารแห่งอนาคต, SMEs OTOP จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนจากทั่วประเทศ สนับสนุนโดย กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) และ SMEs Garden รวบรวมสินค้าเกี่ยวกับต้นไม้มาไว้ในที่เดียว

อาทิ พี่เขียวข้าวเหนียวห่อ หมูทอดข้าวเหนียวที่โด่งดังในโลก TikTok, ปูนาฟ้าใส ที่มากับเมนูอ่องมันปู, แม่หมูสะเต๊ะ กับหมูสะเต๊ะสุดนุ่ม, หมูแข็งแรง กับเมนูหมูปิ้งสุดอร่อย, ริสา มาสเตอร์เชฟ กับอาหารคีโต เอาใจสายเฮลตี้, Seafood ทะเลดอง by คุณอั้ม มากับกุ้งดองและแซลมอนดอง, อร่อยเด้อ Kanom Jeen! มาพร้อมขนมจีนน้ำยากะทิและน้ำยาป่า, ร้านไอศกรีมถั่วตัด Ing Tea House กับไอศกรีมชวนลิ้มลอง, โกโก้ร้านไอ้ต้น กับโกโก้ที่เลือกระดับความเข้มข้นได้ตามใจคนกิน ดอกกุหลาบจากร้านสุพีร์โรส, บอนสีบ้านสวนปัญญา, เครื่องดื่มน้ำดอกมะพร้าว, ต้นกัญชาและผลิตภัณฑ์การปลูกจากวิสาหกิจชุมชน Thai Herb Centers, แค็กตัสจากร้านบ้านสวนลุงโดม, ผลิตภัณฑ์เครื่องขุดเจาะนิวบอร์น, แทนคุณ นวดตอกเส้น TANNKHUN HAMMER MASSAGE Health Healing by Herbs ฯลฯ

ส่วนผลิตภัณฑ์น่าซื้อ มีเช่น อาหารทะเลแปรรูปสดใหม่ของ หจก.เพลินทะเล โปรดักส์วิสาหกิจชุมชน จ.ปัตตานี, ผลิตภัณฑ์แปรรูปถั่วลายเสือแสนอร่อย ของดีจาก จ.แม่ฮ่องสอน, น้ำผึ้งแท้คัดพิเศษระดับ 5 ดาว คัดสรรจากฟาร์มผึ้งลัดดา จ.ชัยภูมิ, เครื่องประดับมุกสวยๆ จากท้องทะเลอันดามัน ร้านสยามซีเพิร์ล จ.พังงา, ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากสมุนไพร ตราน้ำบุษย์ จ.สมุทรปราการ, น้ำมันเหลืองโกล์ดครอส สินค้า โอท็อป 5 ดาว ของ จ.ตราด, น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เพียวโคโค่ กรุงเทพฯ เป็นต้น

“SMEs Hero Fest” ระหว่างวันที่ 10-12 ธันวาคม 2565 จึงเป็นงานครั้งใหญ่แห่งปี ที่มอบสาระความรู้ และแนวทางต่อยอดธุรกิจให้เอสเอ็มอีไทยได้อย่างแท้จริง

ทั้งยังสะท้อนถึงความร่วมมือร่วมใจระหว่างเครือมติชน กับหน่วยงานต่างๆ และผู้ประกอบการเอส เอ็มอี ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ มุ่งสร้างแรงบันดาลใจ ฟื้นเอสเอ็มอีไทยเดินหน้าอย่างเข้มแข็งต่อไปอีกด้วย

“เตาหรือเทา” คือ สาหร่ายน้ำจืดสีเขียว ซึ่งคนเมืองเหนือนำมาทำเป็นเมนูอาหารพื้นบ้าน เช่น ตำเตา ยำเตา กินกับผัก สมุนไพรพื้นบ้านหลากหลายชนิด เตา อุดมด้วยโปรตีน วิตามิน สารอาหารอีกเพียบ

สมัยก่อนเตามีอยู่ในแหล่งน้ำจืดธรรมชาติที่สะอาด ร่มเย็น นึกอยากกินก็ชวนกันไปเก็บตามแหล่งน้ำมาประกอบอาหารไม่ต้องไปซื้อหา หลังมีการใช้สารเคมีทางการเกษตรมากขึ้น “เตา” ก็หายไป กลายเป็นของหายาก พ่อเพชร แสนเขียว บ้านเลขที่ 51 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่สุก อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา มีอาชีพเลี้ยงเตาในลำห้วยที่ไหลผ่านสวน เก็บขายได้ตลอดปี โดยใช้เวลาเก็บเตา ล้างน้ำให้สะอาด ห่อใบตอง ส่งไปขายที่ตลาดในเมืองพะเยา และอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย หยุดเก็บเตาทุกวันพระ เพราะเชื่อว่าถ้าไม่หยุด เตาจะตายไม่มีให้เก็บอีก

พี่สุปราณี ศรีวิสัย อยู่บ้านเลขที่ 225 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่สุก อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา เป็นเกษตรกรอีกรายที่เลี้ยงเตาในสระน้ำ ที่มีตาน้ำให้น้ำตลอดปี ใช้พื้นที่ไม่ถึง 1 งาน สร้างรายได้ตลอดทั้งปี เตาในสระนี้มีมานานตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ สระอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกลับไม่มี พี่สุปรานีเก็บเตาขายมากว่า 10 ปี เก็บวันละ 50 ห่อ แต่จะเก็บตอนบ่าย ห่อไว้รอแม่ค้าคนกลางมารับไปขายตอนเช้า รายนี้หยุดเก็บเตาทุกวันโกนและวันพระ เพราะเชื่อคำพ่อแม่ที่บอกไว้

นายคำพันธ์ เหล่าวงษี ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2559 อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 2 บ้านดอนแตง ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ขยายพันธุ์มะละกอโดยการตอน สามารถเก็บผลผลิตได้หลังปลูกเพียง 2 เดือน เท่านั้น

นายคำพันธ์ บอกข้อดีของการตอนมะละกอ ดังนี้

– ได้ผลผลิตไม่กลายพันธุ์

– ต้นเตี้ย เก็บเกี่ยว ดูแลรักษาง่าย “เลือกกิ่งที่ไม่แก่ไม่อ่อนเกินไป นับจากยอดลงมา 25-30 เซนติเมตร ใช้มีดปาดกิ่งมะละกอเฉียงขึ้นไป แล้วใช้เศษไม้หรือหินคั่นรอยปาดไม่ให้สนิทกันอย่างเดิม หุ้มด้วยตุ้มตอน ที่ทำให้พอเหมาะกับขนาดของกิ่ง มัดด้วยเชือกฟาง…ราว 25 วัน กิ่งมะละกอเริ่มออกราก นับตั้งแต่วันตอนถึงตัดกิ่ง ใช้เวลา 45 วัน แล้วตัดชำอีก 15 วัน จึงนำลงปลูกได้ ช่วงนี้ทางผมศึกษาการปลูกในวงบ่อ โดยใช้กิ่งตอน…มะละกอ เมื่อเราตอน จะแตกกิ่งใหม่ออกมาให้ตอนเรื่อยๆ อายุของต้นที่ปลูกด้วยกิ่งตอน อยู่ได้ 3 ปี” นายคำพันธ์ แนะนำวิธีการตอนมะละกอ

ผู้สนใจ ศึกษาเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ โทรศัพท์ 089-618-4075 และ 062-582-2235

ขอบคุณ ภาพจากสำนักงานเกษตรอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ทุกวันนี้เมืองไทยกำลังเผชิญปัญหาดินเสื่อมโทรม จากปัญหาดินเค็ม เนื่องจากดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ทั้งนี้ สามารถแบ่งประเภทดินเค็มได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะของพื้นที่ที่พบ คือ 1. ดินเค็มชายทะเล 2. ดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ดินเค็มชายทะเล เกิดจากตะกอนที่แม่น้ำพัดพามาตกทับถมในทะเลบริเวณปากแม่น้ำ ลำคลองแถบชายฝั่งทะเล เมื่อมาตกทับถมกันนานเข้าก็จะกินบริเวณกว้างขวางจนเกิดเป็นหาดเลน และเมื่อมีตะกอนดินทับถมมากขึ้นก็จะค่อยๆ พัฒนาเป็นแผ่นดิน มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่ม เนื้อดิน เป็นดินเหนียวซึ่งมีลักษณะเป็นเลน มีสีเทา หรือสีน้ำเงินปนเทา การระบายน้ำเลว

ดินเค็มชายทะเล ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกพืชทั่วๆ ไปได้ เพราะดินมีความเค็มสูงมาก มีพืชธรรมชาติบางชนิดเท่านั้นที่มีคุณสมบัติพิเศษ สามารถขึ้นได้ดีในดินพวกนี้ ได้แก่ แสม โกงกาง ลำพู ตะบูน ประสัก รวมเรียกว่า ป่าชายเลน ปรือ ป่าโกงกาง ดินเค็มชายทะเลนี้พบอยู่ตามชายฝั่งทะเลของภาคใต้ และภาคตะวันออก มีเนื้อที่ประมาณ 3.7 ล้านไร่ อย่างไรก็ตาม ดินเค็มชายทะเล สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ดินเค็มโซเดียม และดินเค็มกรด ซึ่งจะกลายเป็นดินเปรี้ยวจัด หากดินนี้ถูกทำให้แห้ง หรือมีการปรับปรุงมิให้มีน้ำท่วมขัง

วิธีปรับปรุงดินเค็มชายทะเลเพื่อการเกษตร ได้แก่

ยกร่องชะล้างเกลือ โดยระบบชลประทาน และทำคันดินกั้นน้ำทะเล เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำทะเลเข้าถึงพื้นที่
ลดระดับความเค็มของดินด้วยการกักน้ำจืดให้แช่ขังในพื้นที่
ปลูกพืชทนเค็มในบริเวณพื้นที่ดินเค็ม เช่น มะพร้าว ละมุด พุทรา ฝรั่ง มะขามเทศ สะเดา ฯลฯ
ใช้ที่ดินทำประโยชน์อย่างอื่น ให้สอดคล้องกับทรัพยากร เช่น ทำนากุ้ง เลี้ยงปลา ทำนาเกลือ หรือเป็นเขตที่อยู่อาศัย และโรงงานอุตสาหกรรม
ดินเค็ม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ดินเค็มบนพื้นที่นอกชายฝั่งทะเล) จากการทำแผนที่ดินเค็ม และประเมินพื้นที่ดินเค็มโดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียม ปรากฏว่า พบดินเค็ม 17% ของพื้นที่ทั้งภาค พบในทุกจังหวัด ยกเว้นจังหวัดเลย

ผลการสำรวจแบ่งพื้นที่ออกได้เป็น 3 ระดับความเค็ม คือ 1. บริเวณที่มีความเค็มในฤดูแล้ง เมื่อดินแห้งมากกว่า 16 มิลลิโมห์ ต่อเซนติเมตร มีพื้นที่รวม 1.4 ล้านไร่ 2. บริเวณที่มีความเค็มปานกลาง อยู่ระหว่าง 8-16 มิลลิโมห์ ต่อเซนติเมตร มีพื้นที่ 3.6 ล้านไร่ 3. บริเวณที่มีความเค็มน้อยในฤดูแล้ง ความเค็มอยู่ระหว่าง 4-8 มิลลิโมห์ ต่อเซนติเมตร มีพื้นที่ 12.6 ล้านไร่ จังหวัดที่พบมากที่สุดคือ จังหวัดนครราชสีมา มีพื้นที่ดินเค็ม 2.5 ล้านไร่

ลักษณะของดินเค็มของภาคอีสานสังเกตได้ง่าย จะเห็นขุยเกลือขึ้นตามผิวดิน มักเป็นที่ว่างเปล่าไม่มีการทำเกษตรกรรม หรือถ้าไม่เห็นขุยเกลือขึ้นก็จะเป็นที่ว่างเปล่าไม่มีพืชอื่นขึ้นได้ ยกเว้นวัชพืชที่ชอบเกลือ เช่น หนามแดง หนามบี่ หนามพรม เป็นต้น

ลักษณะของดินเค็มอีกประการหนึ่ง คือ ความเค็มจะไม่มีความสม่ำเสมอกันในพื้นที่เดียวกัน และความเค็มจะเปลี่ยนไปสะสมในชั้นของดินต่างๆ ไม่เท่ากันตามฤดูกาล โดยปกติในฤดูฝนเกลือจะถูกชะล้างไปสะสมในดินชั้นล่าง ในฤดูแล้งเกลือจะระเหยขึ้นมากับน้ำสะสมอยู่ที่ชั้นดินบนสลับกัน

ดินเค็มนอกชายฝั่งทะเลมีสาเหตุการเกิด เนื่องมาจากแหล่งเกลือในดินซึ่งมีกำเนิดจากหินอยู่ในชุดมหาสารคาม (Mahasarakam formation) ซึ่งได้แก่ พวกหินดินดาน และหินทราย ที่มีเกลือเป็นองค์ประกอบ แหล่งเกลือนี้อยู่ลึกจากผิวดินไม่มากนัก และอีกสาเหตุหนึ่งคือ บริเวณที่เกิดดินเค็มมีน้ำใต้ดินเค็ม โดยเฉพาะน้ำใต้ดินที่มีระดับใกล้ผิวดิน

การแพร่กระจายขยายอาณาเขตของดินเค็มเป็นไปได้หลายวิธี เช่น การสลายตัวของแหล่งเกลือที่มีอยู่ในที่สูง ที่หน้าดินเสียสมดุลในการรักษาความชื้นตามธรรมชาติ เพราะไม่มีต้นไม้ช่วยดูดซึมน้ำฝนส่วนเกิน เมื่อฝนตกจะเกิดการชะล้างหินดินดาน และหินทรายที่มีเกลืออยู่ให้สลายตัวทำให้เกลือถูกพัดพาไปซึมออกตามเชิงเนินแล้วเกิดดินเค็มในบริเวณพื้นที่ที่ต่ำกว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้เรียกว่า “Saline seep”

ส่วนน้ำใต้ดินเค็มที่อยู่ในระดับไม่ลึก ทำให้เกิดปัญหาดินเค็มได้ เพราะเกลือถูกพาขึ้นมาสะสมบนผิวดินโดยแรง Capillary force ทำให้มองเห็นคราบเกลือเป็นหย่อมๆ อยู่ทั่วไปบนผิวดิน

นอกจากนี้ การสร้างอ่างเก็บน้ำ การทำนาเกลือโดยไม่มีระบบระบายน้ำที่ถูกต้อง การถางป่า หรือปล่อยพื้นที่บริเวณเป็นเกลือให้ว่างเปล่า ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายขยายอาณาเขตของดินเค็มได้เช่นกัน

ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดินเค็มก็คือ ทำให้ไม่สามารถปลูกพืชได้หรือได้ผลผลิตต่ำ พืชบางชนิดที่ไปได้ก็จะมีลักษณะบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป เช่น ใบสีเข้มขึ้น มีสารพวกไขเคลือบหนาขึ้น พืชบางชนิดใบไหม้ ต้นข้าวในแปลงดินเค็มจะมีการเจริญเติบโตไม่สม่ำเสมอ ต้นแคระแกร็นไม่แตกกอ ใบแสดงอาการเป็นขีดขาว แล้วไหม้ตายในที่สุด

อันตรายของความเค็มที่มีต่อพืชโดยตรง คือลดการดูดน้ำของพืช เพราะมีการเพิ่ม Osmotic pressure ของสารละลายในดินทำให้พืชแสดงอาการขาดน้ำ เกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหาร เนื่องจากมีโซเดียม โบรอนคลอไรด์มากเกินไป ทำให้ธาตุบางชนิดเป็นพิษแก่พืช

แนวทางแก้ไขและการปรับปรุงดินเค็ม ต้องอาศัย การจัดการดิน น้ำ และพืช ไปพร้อมกันโดยต้องสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด แนวทางการแก้ไขอาจแบ่งเป็น 3 แนวทาง คือ

1. การป้องกันการเกิดดินเค็ม ดำเนินการในบริเวณที่มีชั้นดินหรือหินที่มีเกลือ ในการนี้ทำโดยรักษาสมดุลของสภาพแวดล้อมแห่งธรรมชาติ โดยเฉพาะในการรักษาความชุ่มชื้น สร้างระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ที่ทำการเกษตร ไม่ปล่อยพื้นที่ให้ว่างเปล่า ในพื้นที่ของรัฐจะต้องสร้างสวนป่าขึ้นทดแทนป่าไม้ที่ถูกแผ้วถางทำลาย ในการปลูกต้นไม้ควรปลูกต้นไม้รากลึกทนเค็ม เพื่อป้องกันมิให้เกลือละลายซึมออกมายังที่ต่ำกว่า

2. การป้องกันการแพร่กระจายและการกำจัดดินเค็ม – หลีกเลี่ยงการสร้างอ่างเก็บน้ำที่จะทำให้เกิดปัญหาดินเค็มขึ้น – สำรวจด้านวิศวกรรม ในการจัดทำคูคลองระบายน้ำ เพื่อตัดกระแสการไหลของน้ำใต้ดินที่มีเกลือสะสมอยู่ แล้วเบนลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ – ศึกษาสำรวจทางด้านอุทกธรณี เพื่อให้ทราบถึงทิศทางการไหล ระดับ และคุณภาพของน้ำใต้ดิน การใช้น้ำล้างเกลือออกจากดิน โดยร่วมมือกับกรมชลประทาน คำนวณปริมาณน้ำที่จะใช้ล้างเกลือในดิน จากระดับความเค็มหนึ่งให้ลดลงจนสามารถปลูกพืชทนเค็มได้ เหมาะสมกับระดับความเค็มนั้นๆ

การใช้ที่ดินเค็มให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทำได้โดย

1.จัดทำแผนที่ดินเค็ม โดยแบ่งชั้นความเค็มของดิน เพื่อจะได้ใช้ในการจำแนกว่าควรจะใช้ประโยชน์เช่นไร เช่น ดินที่มีความเค็มจัดก็ควรใช้ประโยชน์เกี่ยวกับการประมง การเลี้ยงสัตว์ ฯลฯ

2.ใช้พันธุ์พืชทนเค็ม เพราะพืชต่างๆ มีความสามารถในการทนเค็มได้ต่างกัน แม้แต่ในพืชชนิดเดียวกันแต่ต่างพันธุ์กัน ก็ทนเค็มได้มากน้อยต่างกัน จากการศึกษาพบว่า ข้าวเป็นพืชที่ทนเค็มได้ปานกลาง ข้าวทนเค็มที่ได้เลือกไว้แล้วมี หอยอ้ม คำผาย 41 เก้ารวง 88 ขาวดอกมะลิ 105 กข1 กข 8 เจ๊กกระโดด กอเดียวเบา ขาวตาอู่ เหนียวสันป่าตอง ข้าวพันธุ์ต่างๆ นี้มีช่วงทนเค็มได้ระหว่าง 8-15 มิลลิโมห์ ต่อเซนติเมตร ส่วนพืชไร่อื่นๆ เช่น ถั่วเขียวพันธุ์ต่างๆ มีช่วงทนเค็มระหว่าง 4-6 มิลลิโมห์ ต่อเซนติเมตร

วิธีการปลูกพืช ควรปลูกเพื่อหลีกเลี่ยงการสะสมเกลือในบริเวณที่จะกระทบกระเทือนการเจริญเติบโตของพืช เช่น ข้าว ก็ควรใช้กล้าอายุมากกว่าปกติในการปักดำคือ ควรมีอายุระหว่าง 30-35 วัน

– หาวัสดุปรับปรุงดินบางชนิดมาใช้ เช่น ปูนขาว ยิปซัม แกลบ

– ใช้วัสดุคลุมดิน หรือพืชคลุมดิน ไม่ปล่อยให้หน้าดินว่าง

– จัดระบบการปลูกพืชให้เหมาะสม ควรปลูกพืชมากกว่า 1 ชนิด โดยปลูกให้เหมาะสมกับช่วงฝ เป็นที่ทราบกันดีว่า “ชมพู่เพชรสายรุ้ง” เป็นผลไม้ชั้นดีและเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดเพชรบุรี รสชาติของชมพู่เพชรสายรุ้งจะมีความหวาน กรอบ ผิวมีสีแดงปนเขียวขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ หากอุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส ชมพู่จะมีสีชมพูไปถึงแดงได้ แต่หากอุณหภูมิสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส ชมพู่จะมีสีชมพูปนเขียว แต่เรื่องความหวานไม่เป็นปัญหา ถือเป็นที่สุดอีกสายพันธุ์หนึ่ง และมีราคาจำหน่ายที่ดีมาตลอด ชาวสวนบอกว่าราคาจำหน่าย กิโลกรัมละ 300 บาท มาตั้งแต่ ปี’50 ถือได้ว่าชมพู่เพชรสายรุ้งได้กลายเป็นไม้ผลเศรษฐกิจทำเงินของเพชรบุรี และทำให้เกษตรกรเมืองเพชรกลายเป็นเศรษฐีมาหลายรายแล้ว

คุณประมวล ธาตุทอง (คุณเก) eocforum.net อยู่บ้านเลขที่ 74 หมู่ที่ 5 ตำบลท่าแร้ง อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เกษตรกรผู้ปลูกชมพู่เพชรสายรุ้ง สืบทอดอาชีพมาจากบรรพบุรุษตั้งแต่รุ่นปู่ คุณเก เล่าว่า ตนเรียนจบปริญญาตรี สาขาสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร แต่จบมาแล้วไม่ได้ทำงานตามสายที่เรียนมา มุ่งสานต่ออาชีพเป็นเกษตรกรปลูกชมพู่เพชรสายรุ้งที่สืบทอดกันมาของที่บ้านเลย โดยชมพู่ต้นแรกของที่บ้านปลูกมาถึงปัจจุบันมีอายุกว่า 58 ปี สามารถทำเงินได้ดีมาตลอด

“ตอนนี้ปลูกชมพู่เพชรสายรุ้ง 1 ไร่ ขายทั้งผลสด และกิ่งพันธุ์ ผลผลิตที่ได้ 2-3 ตัน ต่อไร่ อยู่ในเกณฑ์ปกติไม่มากไม่น้อยไป ส่วนเรื่องรสชาติความหวาน และผิวสวยสีแดงสวย ต้องทำให้ได้มากกว่าที่อื่น”

จุดเด่น ของ ชมพู่เพชรสายรุ้งของ “สวนชมพู่ลุงไพฑูรย์”
ผิวต้องแดง รสชาติต้องหวานไม่ต่ำกว่า 13 บริกซ์

คุณเก บอกว่า การดูแลผิวชมพู่ทำให้สวยได้ไม่ยาก แต่ที่ยากคือ ทำอย่างไรให้ชมพู่มีรสหวาน ชมพู่ของที่นี่จะมีจุดเด่น 2 อย่าง คือ สีสันต้องสวย ถ้าของคนอื่นทำได้สีชมพู ที่สวนไพฑูรย์ต้องทำได้สีแดง ถ้าของที่อื่นทำได้สีแดง สวนไพฑูรย์ต้องสีแดงเข้มกว่า อย่างน้อย 20-30 เปอร์เซ็นต์ สีสันต้องสวยกว่าของที่อื่นแน่นอน ไม่อย่างนั้นจะขายแพงไม่ได้ ขายกิโลกรัมละ 300 บาท มานานกว่าสิบปีแล้ว
ความหวาน ถ้าออกมาจากสวนลุงไพฑูรย์ต้องมีความหวานไม่ต่ำกว่า 13 บริกซ์ มากกว่าที่ทางหน่วยงานราชการกำหนดไว้ ซึ่งทางหน่วยงานราชการได้กำหนดไว้ว่า หากใครจะขายชมพู่เพชรสายรุ้งจะต้องทำความหวานได้ไม่ต่ำกว่า 11 บริกซ์ แต่ชมพู่สวนไพฑูรย์จะสร้างมาตรฐานส่วนตัวไว้ อยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 13 บริกซ์ เพราะเหตุผลส่วนตัวคิดว่า ความหวาน 11 บริกซ์ อาจจะน้อยเกินไปเวลาที่ลูกค้าได้สัมผัสอาจจะไม่มั่นใจ ว่านี่คือ ชมพู่เพชรสายรุ้ง แต่ถ้า 13 บริกซ์ กัดเข้าไปจะรู้ได้เลยว่านี่แหละคือ ชมพู่เพชรสายรุ้ง

เทคนิคการปลูกดูแลให้ผิวสวย ต้องห่อผล 2 รอบ
รสชาติหวานกว่าที่อื่น ต้องหว่านเกลือ พ่นน้ำตาล

เจ้าของ บอกว่า ก่อนที่จะไปรู้ถึงเทคนิคการปลูกทำให้ชมพู่หวาน ผิวสวย จะต้องรู้ถึงธรรมชาติของต้นชมพู่ก่อน ชมพู่เป็นพืชที่ปลูกดูแลไม่ยาก เพราะเป็นพืชที่หากินเก่ง ทนต่อสภาพน้ำท่วมได้ดีมาก ถ้าน้ำท่วมสามารถทิ้งต้นไว้ได้เลย 3 เดือน แช่ขังไปได้เลยต้นไม่ตาย เป็นพืชที่ปลูกง่าย แต่ช่วงแรกสำคัญต้องให้น้ำอย่าให้ขาด หลังจาก 1 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยคอกบำรุง

การดูแลให้ผิวสวย รสหวาน ชมพู่ใช้เวลา 3 เดือน ในการผลิดอกออกผล ดอกผลิจนใกล้บานใช้เวลา 1 เดือน และใช้เวลาบานจนห่อได้อีก 1 เดือน ก่อนห่อผลให้ฉีดน้ำล้างช่อดอก เพื่อทำความสะอาดช่อดอก จากนั้นเริ่มห่อผลชมพู่ได้เลย ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตให้งดน้ำอย่างน้อย 5-7 วัน และต้องเก็บชมพู่ที่แก่เพื่อคุณภาพ