เสาวรสหวานพันธุ์ไทนุง หรือเสาวรสพันธุ์สีม่วง มีจุดเด่นคือ

รสชาติหอม หวาน เหมาะสำหรับกินผลสดและแปรรูปเป็นน้ำเสาวรส ถือว่าเสาวรสพันธุ์สีม่วงมีรสหวานอร่อยมากกว่าพันธุ์สีเหลือง ที่ปลูกกันทั่วไป แต่จุดอ่อนของเสาวรสพันธุ์สีม่วงก็คือ มีปริมาณเนื้อเสาวรสน้อยกว่าพันธุ์สีเหลือง

ในปีนี้ คุณธีรวัฒน์มุ่งส่งเสริมให้สมาชิกและเกษตรกรในท้องถิ่นปลูกเสาวรสหวานเชิงการค้า เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลจัดการผลผลิตในอนาคต โดยมุ่งยกระดับการผลิตเสาวรสสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ ที่มีมาตรฐาน GAP ซึ่งเป็นมาตรฐานสินค้าผลไม้ระดับฟาร์ม และวางแผนพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในอนาคต

การเพาะกล้า

คุณธีรวัฒน์ นำเมล็ดเสาวรสที่เหลือจากการแปรรูป มาแกะเยื่อหุ้มเมล็ดออกก่อน นำเมล็ดไปล้างความสะอาดและตากแห้งเพื่อเก็บรักษาคุณภาพ เมื่อถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม จึงค่อยนำเมล็ดไปเพาะต้นกล้า

ขั้นตอนการเพาะต้นกล้า เริ่มจากนำเมล็ดเสาวรสที่ตากแห้งไว้ นำมาแช่ในน้ำอุ่น ประมาณ 10-20 นาที จึงค่อยนำเมล็ดเสาวรสใส่ลงในถุงเพาะชำที่มีดินร่วน ผสมกับปุ๋ยอินทรีย์เป็นวัสดุปลูก คุณธีรวัฒน์ บอกว่า สาเหตุที่ไม่เลือกใช้แกลบดำเป็นวัสดุปลูก เพราะเวลาปลูกลงดิน หากดูแลไม่ดี อาจทำให้ต้นกล้าแห้งตายได้ง่าย แต่การเพาะเมล็ดโดยใช้ดินร่วนในท้องถิ่นเป็นวัสดุปลูก ทำให้ต้นกล้าปรับตัวเข้ากับสภาพดินที่เตรียมจะนำไปปลูกได้ดีนั่นเอง

การปลูก

คุณธีรวัฒน์ บอกว่า เขาเตรียมขยายพื้นที่ปลูกเสาวรสหวาน จำนวน 2 งาน คาดว่าจะใช้ต้นกล้าเสาวรส จำนวน 80 ต้น ขุดหลุมให้ลึกประมาณ 30 x 30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกก่อนปลูก โดยปลูกในระยะห่าง 5 x 5 เมตร พร้อมทำซุ้มไม้เพื่อเป็นหลักให้ต้นเสาวรสพันธุ์สีม่วงเลื้อยเกาะขึ้นไป

“หลังปล่อยให้ต้นเสาวรสเลื้อยไปตามซุ้มไม้ที่จัดเตรียมไว้ได้ประมาณ 3-4 เมตร ผมก็จะตัดลำต้นเสาวรสไม่ให้เลื้อยมากไปกว่านี้ เพราะหากปล่อยให้ลำต้นเสารสเลื้อยยาวโดยไม่มีการควบคุม จะได้ผลเสาวรสมีขนาดเล็ก ขายไม่ได้ราคา ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน” คุณธีรวัฒน์ กล่าว

หลังปลูก คุณธีรวัฒน์แนะนำให้สมาชิกดูแลใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ทุกเดือน และรดน้ำในแปลงปลูกสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว เพราะต้นเสาวรสไม่ชอบน้ำแฉะ หลังปลูกต้นเสาวรสจะเริ่มให้ผลผลิตรุ่นแรก ประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนของทุกปี เกษตรกรมีระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 2 เดือน หากดูแลจัดการแปลงอย่างเหมาะสม ต้นเสาวรสพันธุ์สีม่วงจะให้ผลผลิตประมาณ 20 กิโลกรัม ต่อต้น

คุณธีรวัฒน์ กล่าวว่า ต้นเสาวรสจะให้ผลผลิตเต็มที่เพียงแค่ 3 รุ่น ต่อการเพาะปลูก 1 รอบ ผลผลิตรุ่นต่อมาจะน้อยลงและเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ จึงแนะนำให้สมาชิกรื้อแปลงปลูกเสาวรสออกหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จในรุ่นที่ 3 โดยทางกลุ่มฯ จะสนับสนุนกล้าพันธุ์เสาวรสรุ่นใหม่ให้เกษตรกรนำไปเพาะปลูกในฤดูถัดไป

ด้านตลาด

สำหรับเสาวรสหวานผลสด เกษตรกรจะขายส่งในราคาหน้าสวนอยู่ที่ กิโลกรัมละ 10 บาท หากนำไปจำหน่ายที่ตลาดโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เกษตรกรจะสามารถขายปลีกถึงมือผู้บริโภคได้ในราคา กิโลกรัมละ 35 บาท หรือ 3 กิโลกรัม 100 บาท เสาวรสหวานพันธุ์ไทนุงขายดีมากเพราะมีรสชาติหอม หวาน อร่อย ถูกใจกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ เพราะเสาวรสเป็นไม้ผลที่มีคุณประโยชน์สูง ดีต่อสุขภาพและร่างกายในหลายด้าน

คุณธีรวัฒน์ กล่าวว่า การขายเสาวรสผลสด สร้างผลกำไรได้น้อย เมื่อเทียบกับการขายน้ำเสาวรสที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เพราะเสาวรสน้ำหนัก 1 กิโลกรัม มีผลผลิตประมาณ 5-6 ผล สามารถแปรรูปเป็นน้ำเสาวรสออกขายได้ จำนวน 6 ขวด ขายในราคาขวดละ 10 บาท เท่ากับมีรายได้เพิ่มมากขึ้นเป็น 60 บาท ต่อกิโลกรัมทีเดียว คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม ปัจจุบัน สินค้าน้ำเสาวรสของกลุ่มผลไม้แปรรูปภายใต้การนำของคุณธีรวัฒน์ เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั่วไป ขายดีเทน้ำเทท่า ผลิตแทบไม่ทันกับความต้องการของตลาด

“ขั้นตอนการผลิตน้ำเสาวรส เริ่มจาก นำผลเสาวรสมาคว้านเนื้อออก นำมาผสมกับน้ำเชื่อมในอัตราส่วนที่พอเหมาะ โดยทั่วไปเสาวรส จำนวน 1 ผล สามารถผลิตน้ำเสาวรสได้จำนวน 1 ขวด หากเก็บแช่ในตู้เย็น จะช่วยรักษาคุณภาพความสดเพื่อรอการขายได้นาน 1 สัปดาห์” คุณธีรวัฒน์ กล่าว

เส้นทางสู่ความร่ำรวยของกลุ่มแปรรูปผลไม้บ้านคำสมบูรณ์ จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในวันนี้ คือ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบึงโขงหลงที่เข้ามาสนับสนุนทั้งองค์ความรู้เรื่องการแปรรูปน้ำเสาวรส ช่วยออกแบบบรรจุภัณฑ์ และจัดหางบประมาณจัดซื้อขวดบรรจุภัณฑ์น้ำเสาวรส ช่วยดูแลควบคุมมาตรฐานการผลิตและช่วยจัดหาตลาดให้แก่กลุ่มฯ

ล่าสุด เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า โดยสนับสนุนให้กลุ่มฯ นำ “ใยเสาวรส” เศษวัสดุที่เหลือจากกระบวนการแปรรูปน้ำเสาวรสมาผลิตเป็น “แยมเสาวรส” สินค้าตัวใหม่ของกลุ่ม เพิ่มจำนวนสินค้าทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค และกระจายความเสี่ยงทางการตลาดให้กับทางกลุ่มฯ ควบคู่กันไป

หากใครสนใจเยี่ยมชมดูงานของกลุ่มแปรรูปผลไม้ของบ้านคำสมบูรณ์ หรือสนใจสั่งซื้อสินค้าของพวกเขา ติดต่อกับ คุณธีรวัฒน์ พันสุวรรณ์ ได้ที่ บ้านเลขที่ 108 หมู่ที่ 3 บ้านคำสมบูรณ์ ตำบลบึงโขงหลง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ โทรศัพท์ (061) 638-5012

หากใครอยากชิมรสชาติความอร่อยของเสาวรสหวานพันธุ์ไทนุง และน้ำเสาวรสของกลุ่มผลไม้แปรรูปบ้านคำสมบูรณ์ ขอเชิญแวะเข้าชมและเลือกซื้อได้ในงาน “วันยางพาราจังหวัดบึงกาฬประจำปี 2562” ในระหว่างวันที่ 13-19 ธันวาคม 2561 ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

“อุตสาหกรรมยางพารา” มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจไทย รวมไปถึงสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา หากใครอยากรู้ว่า อุตสาหกรรมยางพาราไทยในปีหน้าจะเติบโตไปในทิศทางไหนนั้น สามารถหาคำตอบได้จาก บทสัมภาษณ์พิเศษ “คุณพินิจ จารุสมบัติ” อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ ได้ในฉบับนี้

สถานการณ์ราคายางพาราในช่วงที่ผ่านมา ปรับตัวลดลง เนื่องจากสต๊อกยางในจีน ยุโรป สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ยังคงอยู่ในเกณฑ์สูง ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนได้สร้างความกังวลทำให้หลายฝ่ายชะลอการลงทุน ผลกระทบจากปัญหาเงินเฟ้อและปัญหาค่าเงินในหลายประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกโดยรวมอยู่ในภาวะถดถอย ปริมาณความต้องการใช้ยางล้อรถยนต์ และชิ้นส่วนยางในภาคอุตสาหกรรมชะลอตัวลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงราคายางอยู่บ้างคือ การเติบโตของเศรษฐกิจสหภาพยุโรป ที่ยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง

“ในภาพรวมถือว่า ราคายางพาราตกต่ำในขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เป็นไปตามวัฏจักรการค้าขายยางพาราโดยทั่วไปนั่นเอง เพราะบางช่วงที่สินค้าขาดตลาด ราคายางพาราก็ปรับตัวขึ้นสูงมาก ปัจจุบัน ปริมาณความต้องการของตลาดอาจไม่มาก ประกอบกับผู้ใช้ยางพารารายใหญ่ยังเก็บสต๊อกยางพาราไว้มากพอ ทำให้แรงซื้อในตลาดไม่สูงมาก ส่งผลให้ราคาซื้อขายในตลาดอยู่ในทิศทางขาลง ปัจจุบันประเทศผู้ผลิตยางพารา เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ต่างเผชิญสถานการณ์ปัญหาราคายางพาราตกต่ำเช่นเดียวกับไทย ส่วนแนวโน้มตลาดยางพาราในปีหน้า ยังคาดเดาได้ลำบาก เพราะยังไม่เห็นปัจจัยบวกที่จะมากระตุ้นราคายางให้ปรับตัวสูงขึ้น สิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เช่น ปัญหาสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของสหรัฐอเมริกาจะฟื้นตัวได้เร็วหรือไม่” คุณพินิจ กล่าว

คุณพินิจ กล่าวว่า มาตรการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำที่ดีที่สุดคือ ส่งเสริมการแปรรูปยางพารา ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ โดยภาครัฐจัดหาเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ จากสถาบันการเงิน หรือกองทุนเฮจด์ฟันด์ นำมาสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพารากู้ยืมไปใช้ลงทุนแปรรูปยางพารา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้ายางพาราภายในประเทศ เช่น ตั้งโรงงานผลิตยางล้อรถยนต์ประเภทต่างๆ ผลิตถุงมือยาง ผลิตถุงยางอนามัย ผลิตขอบยางกระจกรถยนต์ หรือแม้กระทั่งยางรัดของ (ยางหนังสติ๊ก) ซึ่งเป็นสินค้าขายดี เป็นที่ต้องการสูงในตลาดจีนและอินเดีย

หากมุ่งแก้ไขปัญหายางพาราตกต่ำ โดยภาครัฐส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางใช้ยางพาราที่พวกเขาผลิตได้เป็นวัตถุดิบเพื่อนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มยางพาราภายในประเทศ นอกจากกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราจะมีโอกาสขายยางพาราได้ราคาที่สูงขึ้นแล้ว รัฐบาลยังมีโอกาสได้เงินภาษีมากขึ้น จากการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางแปรรูปไปยังตลาดต่างประเทศอีกด้วย

“บึงกาฬโมเดล” เป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของการรวมกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพารา เพื่อจัดตั้งโรงงานแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มยางพาราในท้องถิ่น ปัจจุบันผลิตภัณฑ์หมอนยางพาราของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราขายดีมาก จนผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด

แต่น่าเสียดายที่กิจการแปรรูปยางของกลุ่มเกษตรฯ ชาวสวนยางพาราจังหวัดบึงกาฬยังดำเนินงานไม่ครบวงจร เพราะยังขาดวัตถุดิบ คือ “น้ำยางข้น” ตอนแรก ผมก็เกรงใจ อยากให้กลุ่มเกษตรกรหรือเอกชนรายอื่นทำ แต่ยังไม่คืบหน้าสักที ผมจึงตัดสินใจลงทุนจัดตั้งโรงงานผลิตน้ำยางข้นขึ้นมาเอง เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราของท้องถิ่นในอนาคต

แผนการลงทุน “ธุรกิจน้ำยางข้น”

ปัจจุบัน สินค้ายางก้อนถ้วย ขายได้ราคาถูก คุณพินิจ จึงสนใจผลิต “น้ำยางข้น” เพราะมีราคาขายสูง แถมธุรกิจน้ำยางข้นยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องตามทิศทางอุตสาหกรรมขั้นปลายในตลาดโลก
คุณพินิจ เตรียมพื้นที่ว่าง ในบริเวณบ้านโคกก่อ เนื้อที่ประมาณ 5-10 ไร่ เป็นสถานที่ก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำยางข้น สำหรับโรงงานแห่งนี้ มูลค่าการลงทุนไม่เกิน 200 ล้านบาท โดยจะใช้เวลาก่อสร้างโรงงานไม่เกิน 10 เดือน คาดว่าโรงงานแห่งนี้พร้อมเดินเครื่องผลิตน้ำยางข้นได้ในช่วงปลายปีหน้า สินค้าน้ำยางข้นที่ผลิตได้จะมุ่งจำหน่ายให้กับโรงงานแปรรูปยางพาราภายในจังหวัดบึงกาฬและพื้นที่ใกล้เคียง หากกลุ่มเกษตรกรใดมีความสนใจ อยากเข้ามาร่วมลงทุนในกิจการดังกล่าว คุณพินิจ ก็ยินดีเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้ามาเจรจาร่วมทุนได้ตลอด

“การผลิตน้ำยางข้นมีข้อดีหลายประการ ได้แก่
1. เก็บรักษาคุณภาพสินค้าได้นาน
2. ตลาดมีเยอะ ขายได้ง่าย
3. เมื่อโรงงานน้ำยางข้นเปิดดำเนินงาน เชื่อว่าเกษตรกรชาวสวนยางจะมีโอกาสขายน้ำยางสดได้ในราคาที่สูงขึ้น เพราะยินดีรับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกในราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไปนั่นเอง” คุณพินิจ กล่าว

ตั้งโรงงานชิ้นไม้สับ ที่บึงกาฬ

ปัจจุบัน ชิ้นไม้สับที่เหลือจากการตัดแต่งต้นไม้ใหญ่จากสวนไร่นา สวนผลไม้ ไม้ท่อนยูคาลิปตัส รวมทั้งไม้ยางพารา ที่่นำมาผ่านกระบวนการสับย่อยให้กลายเป็นชิ้นเล็ก ถูกนำมาใช้เป็นไม้สับเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนน้ำมันในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งโรงงานน้ำตาล โรงงานย้อมผ้า รวมทั้งจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวมวลกันอย่างแพร่หลาย เพราะให้พลังงานความร้อนสูง ค่าความชื้นต่ำกว่าไม้สับทั่วไป ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าเชื้อเพลิงพลังงานฟอสซิล เช่น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ (NGV) ก๊าซหุงต้ม (LPG)

คุณพินิจ เล็งเห็นโอกาสทางการตลาดดังกล่าว จึงวางแผนก่อสร้าง “โรงงานผลิตชิ้นไม้สับ” เป็นโรงงานแห่งที่สองในบริเวณตำบลโคกก่อง อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ โรงงานผลิตชิ้นไม้สับแห่งนี้มีสถานที่ตั้งอยู่ในแหล่งพื้นที่ปลูกยางพารา ทำให้การจัดหาและจัดเก็บไม้ท่อนเพื่อนำไปผลิตเป็นชิ้นไม้สับ มีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำและมีกำลังการผลิตสินค้าได้จำนวนมาก เพราะเป็นโรงงานผลิตที่ทันสมัยและได้มาตรฐานสากล

คุณพินิจ กล่าวว่า โรงงานแห่งนี้ มีเป้าหมายรับซื้อและแปรรูปไม้ยางพารา ที่หมดอายุการกรีด เพื่อนำไปผลิตเป็นชิ้นไม้สับ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลมีค่าความร้อนสูงและความชื้นต่ำ ขนส่งสะดวก และลดมลพิษในอากาศ จำหน่ายให้โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวมวลเป็นหลัก
“ปัจจุบัน ชิ้นไม้สับ เป็นสินค้าขายดี ตลาดมีความต้องการสูงมาก โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานผลิตไฟฟ้าชีวมวล ผมวางแผนก่อสร้างโรงงานมูลค่าประมาณ 30 ล้านบาท เมื่อโรงงานเสร็จสมบูรณ์ ก็จะเร่งผลิตชิ้นไม้สับป้อนเข้าสู่ตลาดให้ได้ไวที่สุด” คุณพินิจ กล่าว

“งานวันยางพาราบึงกาฬ” เชื่อมโยงผู้ซื้อ
ขยายตลาดส่งออกยางไทยให้เข้มแข็ง

ที่ผ่านมา คุณพินิจ เป็นแกนนำกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราจังหวัดบึงกาฬ จัดงานวันยางพาราบึงกาฬเป็นเวทีกลางในเจรจาเชื่อมสัมพันธ์ความร่วมมือทางการค้า แลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งด้านการผลิต การตลาด กับพันธมิตรหลายประเทศ เช่น จีน เวียดนาม รัสเซีย อินเดีย ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ เชิญชวนนักลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนเข้ามาลงทุนในไทย โดยเสนอผลประโยชน์ และสร้างอนาคตร่วมกัน หวังเพิ่มการใช้ยางภายในประเทศให้ได้ในลักษณะก้าวกระโดด

คุณพินิจ กล่าวว่า ผู้ค้ายางของจีน สนใจมาตั้งโรงงานแปรรูปยางพาราในภาคตะวันออกของไทยเพิ่มมากขึ้น ส่วนอินเดีย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของอินเดียเติบโตดี ประชาชนมีกำลังซื้อรถยนต์มากขึ้น บริษัทผู้นำเข้าของอินเดียจึงหันมาสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ยางจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“เวียดนาม ก็สนใจสั่งซื้อหมอนยางพาราจากไทยมากขึ้น เพราะหมอนยางพาราของไทยมีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมในตลาดเวียดนามอย่างแพร่หลาย เพราะหมอนยางพาราของไทยมีคุณภาพ มาตรฐาน ราคาไม่แพง นอกจากนี้ ไทยจะมีโอกาสขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ ในหลายประเทศของทวีปแอฟริกา เนื่องจากมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี ทำให้ประชาชนมีความต้องการใช้รถยนต์มากขึ้น” คุณพินิจ กล่าว

กิจกรรมไฮไลต์ “งานวันยางพาราบึงกาฬ”

จังหวัดบึงกาฬ เตรียมจัดงาน “วันยางพาราบึงกาฬ” อย่างยิ่งใหญ่ ส่งท้ายปลายปีนี้ ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ทั้งกิจกรรมประกวดแข่งขันการกรีดยาง เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการปลูกดูแลสวนยางพาราอย่างยั่งยืน การแปรรูป และด้านการตลาด ตลอดจนนวัตกรรมใหม่ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยางพาราให้ได้คุณภาพดีและมีต้นทุนต่ำ

คุณพินิจ มีความภาคภูมิใจที่มีความร่วมมือในการจัดงานวันยางพาราบึงกาฬมาอย่างต่อเนื่อง เพราะงานวันยางพาราบึงกาฬ มีคุณูปการต่อวงการยางพาราของไทยในหลายด้าน ประการแรก ช่วยเผยแพร่องค์ความรู้ให้พี่น้องเกษตรกรเกิดความเข้าใจเรื่องการผลิตและแปรรูปยางพาราแบบครบวงจร ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ช่วยยกระดับการผลิตยางพาราของไทยให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ พร้อมที่จะแข่งขันในเวทีตลาดโลก

ประการที่สอง ช่วยยกระดับการผลิตยางพาราของไทยให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่เป็นเกษตรกรเป็นผู้ผลิตที่เรียกว่า “ต้นน้ำ” ก็พัฒนาเป็นผู้ประกอบการ “กลางน้ำ” มากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด ที่เจาะตลาดส่งออกยางแท่งไปจีนได้สำเร็จ

ก็มีจุดเริ่มต้นจาก ผู้ใหญ่ประชา ทรัพย์พิพัฒนา ประธานสหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด ใช้งานวันยางพาราบึงกาฬเป็นเวทีเจรจาขายยางแท่งกับกลุ่มรับเบอร์ วัลเล่ย์ จากเมืองชิงเต่า ประเทศจีน

ประการต่อมา การจัดงานวันยางพาราบึงกาฬ ได้เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในวงการยางพาราของไทย เช่น โชว์นวัตกรรมสนามเด็กเล่นจากยางพารา นวัตกรรมการสร้างถนนยางพารา ที่มีความทนทานสูง แต่ใช้ต้นทุนต่ำ ทำให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนหันมาสนใจลงทุนแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่ายางพาราเพิ่มมากขึ้น

สำหรับกิจกรรมไฮไลต์ของการจัดงานวันยางพาราบึงกาฬในช่วงปลายปีนี้ เตรียมโชว์นวัตกรรมการก่อสร้างสนามฟุตซอลจากยางพารา และผู้ค้ายางจากเมืองยูนนาน นครคุนหมิง เตรียมนำเสนอนวัตกรรมเครื่องกรีดยางรุ่นใหม่ ทำงานด้วยระบบมอเตอร์ โดยอาศัยแรงคนกรีดยางตามปกติ แต่กรีดยางได้เร็วกว่าเดิม แถมได้หน้ายางเรียบ ช่วยยืดอายุการกรีดต้นยางได้ยาวนานขึ้น โดยทั่วไปแรงงานที่ใช้มีดกรีดยางทั่วไป จะกรีดยางได้ 700-800 ต้น/คน/วัน แต่นวัตกรรมชิ้นนี้จะทำให้กรีดยางได้มากกว่าเดิม เฉลี่ย 1,000 ต้น/คน/วัน

ปัญหาราคายางพาราตกต่ำในขณะนี้ คงมีพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราหลายคนรู้สึกอึดอัด เพราะตัวเลขรายได้จากการขายยางหายไปเยอะ จนน่าใจหาย จะนั่งรอเวลาให้รัฐบาลยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออยู่ไม่ได้ ต้องรู้จักพึ่งพาตัวเอง ต้องพยายามดิ้นรนไปสู่การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่ายางพาราในท้องถิ่นให้ได้ จะเป็นแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดไหนก็ได้ ขอให้มีตลาดรองรับและขายได้ อยากเป็นกำลังใจให้เพื่อนเกษตรกรก้าวไปถึงจุดเป้าหมายดังกล่าว แม้แต่ตัวคุณพินิจเองยังดิ้นรนลงทุนสร้างโรงงานผลิตน้ำยางข้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในการขายยางเช่นเดียวกัน

“ผมขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรชาวยางทั่วประเทศ ให้เข้าร่วมชมงานวันยางพาราบึงกาฬในช่วงปลายปีนี้ เพราะทุกวันนี้ งานวันยางพาราบึงกาฬ กลายเป็น “ฮับยางพารา” เป็นศูนย์รวมของผู้ประกอบการยางพาราแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ เป็นเวทีเจรจาการค้ายางพาราในระดับนานาชาติไปแล้ว ภายในงานเกษตรกรจะมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและแปรรูปยางพารา เพื่อสร้างรายได้เพิ่มในอนาคต ที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราหลายแห่งประสบความสำเร็จทางตลาด เพราะใช้งานวันยางพาราบึงกาฬเป็นเวทีเปิดการเจรจาส่งออกยางพาราไปขายจีน อินเดีย จนมีก้อนโตก็มาจากการเข้าร่วมกิจกรรมวันยางพาราบึงกาฬนั่นเอง” คุณพินิจ กล่าวในที่สุด

งานวันยางพาราบึงกาฬที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับว่ามีบทบาทสำคัญให้ทุกภาคส่วนเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ ที่ช่วยสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นลำดับต้นๆ และช่วยส่งเสริมอาชีพการทำสวนยางพารา ช่วยพลิกฟื้นกิจการสวนยางพาราของจังหวัดบึงกาฬและอุตสาหกรรมยางพาราของไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

กล้วยไข่นับเป็นผลไม้ที่มีศักยภาพทางการตลาดสูงทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน กล้วยไข่ของไทยกำลังได้รับความนิยมสูงในจีน ไม่ว่าจะเป็นมณฑลเสฉวน มหานครฉงชิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง กวางโจว มณฑลเจ้อเจียง มณฑลเจียงซู และมณฑลอันฮุย ซึ่งความต้องการของผู้บริโภคมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์จากกล้วยไข่และกล้วยชนิดต่างๆ อาทิ กล้วยฉาบ กล้วยตาก และกล้วยอบน้ำผึ้ง ก็เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคชาวจีนในพื้นที่ดังกล่าวด้วย คาดว่า โอกาสทางการตลาดจะขยายตัวสูงขึ้นเช่นกัน

กล้วยไข่ไทยมีจุดแข็ง คือ มีรสชาติดี หวานนุ่มลิ้น และมีกลิ่นหอม ทั้งยังมีคุณค่าทางอาหารสูง โดยในกล้วยไข่ 100 กรัม มีสารเบต้าเเคโรทีน จำนวน 492 มิลลิกรัม ซึ่งสารชนิดดังกล่าวเป็นสารต้านอนุมูลอิสระหรือแอนตี้ออกซิแดนซ์ (Antioxidants) ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย และชะลอความความแก่ด้วย ทำให้กล้วยไข่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ แต่กล้วยไข่ก็มีจุดอ่อน คือ มีเปลือกบาง เกิดตำหนิได้ง่าย ทำให้ผลผลิตสูญเสียค่อนข้างสูง ถือเป็นปัญหาสำคัญของการส่งออก

ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกกล้วยไข่ ประมาณ 74,000 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันออก ได้ผลผลิตรวมปีละกว่า 170,000 ตัน โดยมีผลผลิตที่ได้มาตรฐานส่งออก 60-70 % ส่วนที่เหลือเป็นผลผลิตตกเกรด ซึ่งเกษตรกรจะขายได้ราคาต่ำกว่าผลผลิตที่ได้มาตรฐาน 8-10 เท่า สาเหตุที่ทำให้ผลผลิตตกเกรดมีหลายอย่าง อาทิ ผิวผลมีตำหนิ 15-30 % โรคและแมลงศัตรูพืช 5-20 % ขนาดหวีเล็ก 5-10 % อายุเก็บเกี่ยวแก่หรืออ่อนเกินไป 5-10 % นอกจากนี้ ขั้นตอนการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวและการจัดการของโรงคัดบรรจุยังไม่เหมาะสมด้วย

เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้ส่งออกต้องให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพสินค้ามากยิ่งขึ้น รวมถึงขั้นตอนกรรมวิธีผลิตที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน ทั้งยังต้องพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ของสินค้าเพื่อการส่งออกให้มีความสวยงามทันสมัย เพื่อดึงดูดใจลูกค้า ที่สำคัญต้องมีชื่อสินค้า ตลอดจนคำอธิบายคุณค่าทางโภชนาการและวิธีบริโภคเป็นภาษาจีน และต้องระบุวันเดือนปีที่ผลิตกำกับไว้ด้วย จะช่วยให้สินค้ากล้วยไข่และผลิตภัณฑ์จากกล้วยของไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดจีน และสามารถรุกเข้าสู่ตลาดใหญ่อย่างจีนที่มีกำลังซื้อได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต

นายทวีศักดิ์ แสงอุดม สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การผลิตกล้วยไข่ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย และตรงตามความต้องการของตลาดมากขึ้น เกษตรกรควรจัดการการผลิตตามมาตรฐานจีเอพี (GAP) โดยก่อนปลูกควรเก็บตัวอย่างดินส่งตรวจวิเคราะห์และปรับปรุงดินให้เหมาะสม กรณีปลูกกล้วยไข่เป็นพืชเดี่ยว ควรปลูกในอัตรา 400 ต้น/ไร่ หากปลูกเป็นพืชแซมในสวนผลไม้ไม่ควรต่ำกว่า 250 ต้น/ไร่ นอกจากนี้ ควรเลือกหน่อกล้วยที่สมบูรณ์และขนาดหน่อสม่ำเสมอ สำหรับการให้ปุ๋ย เกษตรกรควรให้ปุ๋ยพร้อมระบบน้ำซึ่งจะมีความสม่ำเสมอและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปุ๋ยของพืชมากกว่าการให้ปุ๋ยทางดินถึง 10-50 % ทั้งยังช่วยให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพปริมาณมากขึ้น ช่วยลดต้นทุนการผลิต และมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

กรณีใส่ปุ๋ยเม็ดแนะนำให้ใส่ปุ๋ยเพื่อการเจริญทางลำต้น 3 ส่วน คือ ใส่ปุ๋ยครั้งแรกหลังปลูก 1-2 เดือน ครั้งที่ 2 หลังปลูก 3-4 เดือน ครั้งที่ 3 หลังปลูก 5-6 เดือน และครั้งสุดท้าย คือ ระยะการให้ผลผลิต ประมาณ 7 เดือนหลังปลูก โดยให้ปุ๋ยไนโตรเจน 85 กรัม/ต้น ฟอสฟอรัส 50 กรัม/ต้น และโพแทสเซียม 270 กรัม/ต้น

หลังปลูก 3-4 เดือน กล้วยจะแตกหน่อขึ้นมา mo-rpg.com เกษตรกรต้องตัดหน่อที่ขึ้นใหม่ออกเหลือไว้เฉพาะต้นแม่จนกระทั่งกล้วยเริ่มแทงปลีให้ไว้หน่อ 1 หน่อโดยเลือกหน่อที่สมบูรณ์ที่สุด นอกจากนั้น เกษตรกรต้องหมั่นตรวจแปลงเพื่อสำรวจโรคในระยะการเจริญเติบโตของกล้วย ได้แก่ โรคใบจุดซิกาโตก้าสีเหลือง ซึ่งเกิดจากเชื้อรา Pseudocerospora musae สามารถป้องกันได้โดยตัดใบที่เป็นโรคออกแล้วนำไปเผาทำลาย และพ่นด้วยสารคมีป้องกันเชื้อรา เช่น สารคาร์เบนดาซิม เป็นต้น

ขณะเดียวกันควรมีการควบคุมเพลี้ยไฟที่เข้าทำลายผิวผลตั้งแต่ระยะออกปลี ซึ่งจะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณกาบปลีทำให้เกิดอาการด่างลาย และดูดกินน้ำเลี้ยงผลอ่อน ทำให้ผิวผลเสียหายโดยอาการจะปรากฏชัดเมื่อผลโตขึ้นมีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาล ทำให้ผลตกเกรด เกษตรกรสามารถป้องกันได้โดยพ่นด้วยสารอิมิดาคลอพริด 3 ครั้ง ตั้งแต่ระยะกาบปลีเริ่มบานและห่างกันทุก 7 วัน

หลังปลีบานสุดให้ทำการตัดปลีและควรตัดผลของหวีตีนเต่า (หวีที่อยู่ล่างสุดของเครือ) เหลือไว้ 1 ผลเพื่อช่วยเพิ่มขนาดผลของหวีที่เหลือ และป้องกันก้านเครือแห้งและเน่า จากนั้นควรห่อเครือกล้วยเพื่อให้ผิวผลสวยและป้องกันแมลงเข้าทำลาย เกษตรกรควรให้ความสำคัญกับการเก็บเกี่ยวผลผลิต

โดยกล้วยไข่ที่จะส่งออกควรเก็บเกี่ยวที่ความสุกแก่ ประมาณ 70-80 % หรือหลังตัดปลี ประมาณ 33-45 วันขึ้นกับฤดูกาล โดยช่วงฤดูฝนเก็บเกี่ยวประมาณ 33-37 วัน ฤดูร้อน 37-40 วัน และฤดูหนาว 40-45 วัน ทั้งนี้ ควรสังเกตเหลี่ยมของผลร่วมด้วย และการขนส่งกล้วยไปยังโรงคัดบรรจุต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันการเสียดสีและทำให้ผิวผลช้ำระหว่างการขนส่ง

การจัดการที่ไม่เหมาะสมบางประการ ณ ล้งรับซื้อหรือจุดรวบรวมผลผลิต เช่น ภาชนะที่ใช้ล้างกล้วยมีขนาดเล็ก จะทำให้ผิวผลเกิดการช้ำได้ ขณะเดียวกันการใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อราสำหรับจุ่มหวีกล้วยในอัตราที่ไม่เหมาะสม อาทิ สารคาร์เบนดาซิม อาจทำให้เกิดปัญหาสารตกค้างปนเปื้อนในกล้วยไข่ได้

ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นใช้สารเคมีอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เป็นแนวทางที่จะทำให้ได้ผลผลิตกล้วยไข่คุณภาพปริมาณมากขึ้น ซึ่งจะไม่เกิดปัญหาการกักกันสินค้าที่ประเทศนำเข้าปลายทาง จะทำให้การค้าและส่งออกกล้วยไข่เป็นไปอย่างคล่องตัว และกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคในต่างประเทศได้รวดเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากสนใจเทคนิคการผลิตกล้วยไข่คุณภาพเพื่อการส่งออก สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร โทร. 0-2579-0583, 0-2579-9545 หรือสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1-8