เอกชนเฮ!!! กกพ.รับรองโซลาร์ฟาร์มเฟส2 กำลังผลิต 154 เมก

น.ส.นฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ในฐานะรองโฆษกกกพ. เปิดเผยว่า กกพ.ได้มีมติรับรองและประกาศผลรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณาคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้า และมีสิทธิเข้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย

โครงการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม) สำหรับหน่วยราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรระยะ 2 แล้ว มีผู้ที่ผ่านการพิจารณาจำนวน 35 ราย คิดเป็นกำลังการผลิตรวม 154.52 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น หน่วยงานราชการ 11 ราย กำลังการผลิตรวม 52.52 เมกะวัตต์ และสหกรณ์ภาคการเกษตร 24 ราย กำลัง การผลิตรวม 102 เมกะวัตต์ คาดมีเม็ดเงินลงทุนหมุนเวียนสะพัดกว่า 10,700 ล้านบาท

ขั้นตอนต่อไป เจ้าของโครงการหรือผู้สนับสนุนโครงการจะเข้าสู่กระบวนการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย คือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ การไฟฟ้านครหลวง ภายใน 120 วันนับจากวันที่ประกาศรายชื่อภายใต้อายุสัญญา 25 ปี และได้รับอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่ 4.12 บาทต่อหน่วย โดยต้องพร้อมจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2561 หากไม่เข้าทำสัญญาภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ถือว่าคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าเป็นอันยกเลิก

“กกพ.พิจารณาผู้ที่จับสลากและได้รับคัดเลือกในการยื่นคำข้อเสนอขอขายไฟฟ้าจากจำนวน 38 ราย คิดเป็นปริมาณการเสนอขายไฟฟ้ารวมทุกพื้นที่ 171.52 เมกะวัตต์ ดังนั้น 3 รายที่ไม่ผ่านการพิจารณาสามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน”น.ส.นฤภัทรกล่าว

น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ดูแลราคาสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง สร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งได้จัดทำแผนงานดูแลสินค้าเกษตรสำคัญ โดยมีการเตรียมความพร้อมรับมือผลผลิตทางการเกษตรที่จะออกสู่ตลาดทั้งข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา

สำหรับข้าวซึ่งกำลังจะออกสู่ตลาดในเดือนพ.ย.นี้ มีผลผลิตในปี 2560/61 ประมาณ 28.81 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อน 9.88% ราคาข้าวเปลือกเฉลี่ย ณ วันที่ 2 พ.ย. 2560 ข้าวหอมมะลิอยู่ที่ 12,900 บาท ข้าวเหนียว 10% เมล็ดยาว 9,150 บาท ข้าวเจ้า 5% ราคา 7,550 บาท ข้าวปทุมธานี 8,900 บาท โดยข้าวหอมมะลิและข้าวปทุมธานี มีราคาปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนราคาข้าวชนิดอื่นที่ปรับตัวลดลงเล็กน้อย อาทิ ข้าวเหนียว เนื่องจากยังมีสต็อกข้าวของปีก่อนอยู่มาก

กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กำหนดแนวทางและมาตรการด้านการตลาดช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2560/61 เพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกินในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากซึ่งจะช่วยให้ระดับราคาข้าวเปลือกให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เช่น จัดทำแอพพลิเคชั่น (Application) จองรถเกี่ยวร่วมกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิศาสตร์สารสนเทศ (องค์กรมหาชน) หรือ GISTDA เพื่อจัดหารถเกี่ยวให้เกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกมามาก ช่วยให้ชาวนาเกี่ยวข้าวได้ครบอายุตามพันธุ์ ได้ข้าวคุณภาพดีขายได้ราคาดี

ให้สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ให้เก็บข้าวเปลือกเข้ายุ้งฉางรอราคาดีแล้วค่อยขายเพื่อไม่ให้ราคาลดลง และค่าฝากเก็บ 1,500 บาท/ตัน ช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ให้เกษตรกรไร่ละ 1,200 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ หรือ ไม่เกิน 12,000 บาท/ครัวเรือน ให้สินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมหรือแปรรูปข้าวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในอัตราดอกเบี้ยเพียง 1% ชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 ให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก

นอกจากนั้นยังกำหนดจัดตลาดนัดข้าวเปลือกให้เกษตรกรมีทางเลือกในการขาย ในช่วง 1 ต.ค. 60 – 30 ก.ย. 61 โดยดูแลเกษตรกรให้ความเป็นธรรมด้านราคาและการหักลดน้ำหนักจากการวัดความชื้น

สำหรับการส่งเสริมข้าวอินทรีย์ กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการเชื่อมโยงการตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP สนับสนุนค่าตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ จัดสรรโควตาส่งออกข้าวไปสหภาพยุโรป (EU) และให้ความช่วยเหลือด้านการเงินให้เกษตรกร

น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ดูแลราคาสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง สร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งได้จัดทำแผนงานดูแลสินค้าเกษตรสำคัญ โดยมีการเตรียมความพร้อมรับมือผลผลิตทางการเกษตรที่จะออกสู่ตลาดทั้งข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา

สำหรับข้าวซึ่งกำลังจะออกสู่ตลาดในเดือนพ.ย.นี้ มีผลผลิตในปี 2560/61 ประมาณ 28.81 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อน 9.88% ราคาข้าวเปลือกเฉลี่ย ณ วันที่ 2 พ.ย. 2560 ข้าวหอมมะลิอยู่ที่ 12,900 บาท ข้าวเหนียว 10% เมล็ดยาว 9,150 บาท ข้าวเจ้า 5% ราคา 7,550 บาท ข้าวปทุมธานี 8,900 บาท โดยข้าวหอมมะลิและข้าวปทุมธานี มีราคาปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนราคาข้าวชนิดอื่นที่ปรับตัวลดลงเล็กน้อย อาทิ ข้าวเหนียว เนื่องจากยังมีสต็อกข้าวของปีก่อนอยู่มาก

กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กำหนดแนวทางและมาตรการด้านการตลาดช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2560/61 เพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกินในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากซึ่งจะช่วยให้ระดับราคาข้าวเปลือกให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เช่น จัดทำแอพพลิเคชั่น (Application) จองรถเกี่ยวร่วมกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิศาสตร์สารสนเทศ (องค์กรมหาชน) หรือ GISTDA เพื่อจัดหารถเกี่ยวให้เกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกมามาก ช่วยให้ชาวนาเกี่ยวข้าวได้ครบอายุตามพันธุ์ ได้ข้าวคุณภาพดีขายได้ราคาดี

ให้สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ให้เก็บข้าวเปลือกเข้ายุ้งฉางรอราคาดีแล้วค่อยขายเพื่อไม่ให้ราคาลดลง และค่าฝากเก็บ 1,500 บาท/ตัน ช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ให้เกษตรกรไร่ละ 1,200 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ หรือ ไม่เกิน 12,000 บาท/ครัวเรือน ให้สินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมหรือแปรรูปข้าวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในอัตราดอกเบี้ยเพียง 1% ชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 ให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก

นอกจากนั้นยังกำหนดจัดตลาดนัดข้าวเปลือกให้เกษตรกรมีทางเลือกในการขาย ในช่วง 1 ต.ค. 60 – 30 ก.ย. 61 โดยดูแลเกษตรกรให้ความเป็นธรรมด้านราคาและการหักลดน้ำหนักจากการวัดความชื้น

สำหรับการส่งเสริมข้าวอินทรีย์ กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการเชื่อมโยงการตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP สนับสนุนค่าตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ จัดสรรโควตาส่งออกข้าวไปสหภาพยุโรป (EU) และให้ความช่วยเหลือด้านการเงินให้เกษตรกร

รัฐกดราคาซื้อไฟ “โซลาร์รูฟท็อป” จากบ้านอยู่อาศัยต่ำสุดๆ 2.30-2.50 บาท/หน่วย เคาะซื้อโรงงานไม่ถึงบาท สวนทางราคาขายโขกไป 4.30 บาท/หน่วย สมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทยร้อง “ไม่แฟร์” ขอ “บิ๊กโย่ง” ทบทวนอัตราใหม่ ให้โซลาร์รูฟท็อปเสรีเป็นจริง

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ถึงความคืบหน้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาหรือ “โซลาร์รูฟท็อปเสรี” ว่า ในการประชุมร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) ล่าสุดได้ข้อสรุปสำคัญของโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรีจะเน้นให้ผู้ติดตั้งใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เอง เมื่อมีส่วนที่เหลือจึงจะจำหน่ายเข้าระบบ

เมื่อที่ประชุมกำหนด “หลักการ” ข้างต้น ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)-การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) จะรับซื้อจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปค่อนข้างมีราคาต่ำ โดยส่วนหนึ่งของการคำนวณราคารับซื้อได้อิงกับราคาค่าไฟฟ้าขายส่งของ กฟผ. และมีการแยกกลุ่มผู้ใช้ออกเป็น 3 กลุ่ม กำหนดราคารับซื้อแตกต่างกันคือ 1) บ้านอาศัยทั่วไปรับซื้ออยู่ระหว่าง 2.30-2.50 บาท/หน่วย 2) อาคารหรือโรงงานขนาดใหญ่รับซื้อไม่ถึง 1 บาท/หน่วย 3) อาคารหรือโรงงานขนาดกลางรับซื้อประมาณ 1 บาท/หน่วย

นอกจากนี้ เพื่อพิจารณาให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2558-2579 ฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ทำให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯมีความจำเป็นต้อง “จำกัดปริมาณ” การรับซื้อไฟฟ้าโครงการนี้ไว้ไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ (MW)/ปี หรือรวมตลอดทั้งแผนการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปไม่เกิน 6,000 MW ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภาคเอกชน ว่าโครงการโซลาร์รูฟท็อปเป็นโครงการที่เปิดเสรี แต่เหตุใด พพ.จึงต้องมา “จำกัด” ปริมาณรับซื้อไฟฟ้าและยัง “กดราคา” รับซื้อไฟฟ้าไว้ต่ำกว่าต้นทุน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ไม่น่าเรียกว่า “เสรี”

ประเด็นนี้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯ ชี้แจงว่าการรับซื้อไฟฟ้าต้องคำนึงถึง “ความพร้อม” ของระบบสายส่งของ กฟภ.และ กฟน. นอกจากนี้กรมยังมีการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในรูปแบบอื่น ๆ อีก เช่น พลังงานลมและชีวมวล ซึ่งหากมีการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปมากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าที่ต้องเก็บจากประชาชนผู้ใช้ไฟได้

“หลักการของโซลาร์รูฟท็อปคือ ไม่ได้ต้องการจะส่งเสริม เพราะเดิมทีมีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อใช้เองอยู่แล้ว และถ้ามีไฟฟ้าส่วนเกินเกิดขึ้นก็ปล่อยทิ้งไปเปล่า ๆ ดังนั้นกระทรวงพลังงานจึงคิดว่าไฟฟ้าส่วนเกินที่ทิ้งไปนั้นให้นำมาขายเข้าระบบได้ เพื่อช่วยระบบไฟฟ้าของประเทศให้มีความมั่นคงขึ้นโดยเฉพาะช่วงพีก แต่ถ้ามีจำนวนมากจนเกินไปก็จะกระทบต่อกำลังผลิตหลักโดยประเด็นเหล่านี้ควรจะนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการปรับแผน PDP ใหม่ด้วย แต่ปัจจุบันตามข้อมูลที่มีอยู่ กำลังผลิตจากโซลาร์เซลล์ในระบบยังมีไม่ถึง 10%” แหล่งข่าวกล่าว

รัฐไม่แฟร์ซื้อไฟถูกไปขายแพง

นายดุสิต เครืองาม นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย กล่าวว่าสมาคมเตรียมยื่นหนังสือถึงพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อให้ “ทบทวน” อัตราค่าไฟฟ้าสำหรับโครงการโซลาร์รูฟเสรีให้มีความเหมาะสมมากกว่านี้ ก่อนจะนำเสนอต่อ กพช. เพราะหากอัตราการรับซื้อที่จะประกาศออกมานั้น “ต่ำมาก” เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราค่าไฟฟ้าขายส่งของ กฟผ. (ประมาณ 2.33 บาท/หน่วย) เท่ากับว่า ภาครัฐซื้อไฟฟ้าถูกแล้วนำมาขายแพง ซึ่งถือว่า “ไม่เป็นธรรม” กับผู้ผลิตไฟและประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ

“พพ.ให้ค่าไฟน้อยมาก ผมว่าไม่แฟร์ ขณะนี้มีผู้สนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจำนวนมาก บางส่วนได้ติดตั้งไปแล้ว แต่ไม่ได้ขายไฟเข้าระบบ จึงมีไฟฟ้าส่วนเกินที่ไม่ได้ใช้ ซึ่งภาครัฐควรนำศักยภาพนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถ้าปลดล็อกในประเด็นเหล่านี้ได้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในภาพรวมที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะลดลงและเป็นการพึ่งพาพลังงานในประเทศ”

ด้าน นส.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากอัตราค่าไฟฟ้าโซลาร์รูฟที่คาดว่าจะอยู่ที่ 2.30-2.50 บาท/หน่วยนั้น ต้องแบ่งเป็น 2 ประเด็นคือ

1) ในแง่ของการลงทุนเพื่อขายเข้าระบบถือว่า “ไม่คุ้ม” เพราะมีโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ก่อนหน้านี้รัฐรับซื้อไฟอยู่ที่ 5.60 บาท/หน่วย เท่ากับว่า ภาครัฐลดราคารับซื้อโซลาร์รูฟท็อปลงมากว่าร้อยละ 50 ซึ่งหากปรับราคารับซื้อได้ ก็ควรทำ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับผู้สนใจติดตั้งโซลาร์รูฟ

2) โซลาร์รูฟท็อปถือเป็นเครื่องมือที่ดีเพื่อเข้ามาบริหารจัดการของไฟฟ้าที่สูญเสียในระบบ แต่ยังมีปัญหาที่ภาครัฐต้องแก้ไข คือระบบซื้อและขายไฟฟ้า (net metering) ที่ยังมีขั้นตอนยุ่งยาก รวมถึงควรเพิ่มมาตรการส่งเสริมทั้งในส่วนของภาษีหรือส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

ทั้งนี้ผู้ประกอบการโซลาร์รูฟท็อปได้คำนวณต้นทุนในการติดตั้งบนหลังคาบ้านเรือนอยู่ที่ประมาณ 4.50 บาท/หน่วย ในขณะที่ภาครัฐรับซื้อเพียง 2.30-2.50 บาท/หน่วย นอกจากนี้เมื่อมีการเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้ามาเป็นแบบ Time of Use Rate หรือ TOU ราคาค่าไฟฟ้าจะถูกปรับเป็น 2 ช่วงคือ on peak อยู่ที่ประมาณ 4.30 บาท/หน่วย ส่วน off peak อยู่ที่ประมาณ 1.20 บาท/หน่วย เมื่อเทียบกับอัตรารับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปที่ 2.30 บาท/หน่วย เท่ากับการไฟฟ้าซื้อไฟจากบ้านเรือนถูกแล้วนำไปขายแพงขึ้น 2 บาท/หน่วย (ช่วง on peak) เอกชนจี้พัฒนาสายส่ง

แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการพลังงานทดแทน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯเชิญเอกชนหารือร่วมกันในประเด็นโซลาร์รูฟท็อปเสรี โดยภาคเอกชนได้นำเสนอใน 5 ประเด็นคือ 1) รัฐควรรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป เพื่อไม่ให้ประเทศเสียโอกาสจากการใช้ประโยชน์จากไฟฟ้าที่ผลิตได้ไม่เต็มที่ 2) ในกรณีที่ภาครัฐต้องการจำกัดปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปนั้น ควรจำกัดเฉพาะ 3 ปีแรกที่เริ่มดำเนินการ

3) หน่วยงานที่ดูแลระบบสายส่ง ควรมีแผนพัฒนาสายส่งที่ชัดเจน เพราะนับตั้งแต่ภาครัฐผลักดันโครงการพลังงานทดแทนมาต่อเนื่อง ในขณะที่หน่วยงานที่ดูแลสายส่งกลับไม่มีแผนพัฒนาใด ๆ ทั้งสิ้น 4) รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไฟฟ้า “ไม่ควร” มุ่งแสวงหากำไรมากจนเกินไป เพราะมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนถึงผลตอบแทนการลงทุน (ROIC : Return on Investment Capital) ที่เหมาะสมไว้อยู่แล้ว และควรพัฒนาสายส่งให้มีระบบที่ดี เช่น ระบบ smart grid เพื่อรองรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป 5) รัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้าไม่ควรเข้ามาแข่งขันกับภาคเอกชนสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน

“เรื่องสายส่ง มีปัญหามาตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่มีการแก้ไข และประเด็นนี้ปัญหาก็ไม่ใช่ไทยประเทศเดียว มันมีปัญหาเหมือนกันทั้งโลก ในต่างประเทศเขาทยอยแก้ปัญหาทีละเปลาะ ส่วนกำลังผลิตที่เข้าระบบก็ไม่ได้มากมาย แต่ถ้ากำลังผลิตเข้ามาในระบบมากกว่า 10,000 MW ระดับนั้นมีปัญหาแน่นอน แต่ขณะนี้กำลังผลิตน้อยมาก”

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน สภาพอากาศในพื้นที่ จ.ลำปาง เช้าวันนี้ยังคงเกิดความหนาวเย็น และมีหมอกหนาเกิดขึ้นด้วย ซึ่งบางแห่งเกิดหมอกหนาลงมาปกคลุมมาก โดยเฉพาะถนนที่ตัดผ่านหุบเขา ทั้งถนนทางหลวงพหลโยธินสายลำปาง-ตาก ในเขต อ.เกาะคา อ.สบปราบ และ อ.เถิน และถนนซุปเปอร์ไฮเวย์สายลำปาง-งาว-พะเยา เขต อ.งาว จ.ลำปาง ก็เกิดมีหมอกหนาลงมาปกคลุมในช่วงเช้ามืดและเช้าตรู่ จึงทำให้ผู้ขับขี่รถต้องชะลอความเร็วและเปิดไฟส่องสว่างอยู่ตลอดเวลา เพื่อค่อยๆ ผ่านในจุดที่มีหมอกหนาวหนาทึบปกคลุมพื้นที่ นับเป็นผลกระทบต่อทัศนวิสัยในการขับขี่ผ่านพื้นที่หุบเขาในเขต จ.ลำปาง อย่างมาก

โดยนายชาคร ณ ลำปาง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลำปาง สาขาเถิน กล่าวกำชับให้ผู้ขับขี่ที่วิ่งรถผ่านพื้นที่อำเภอทางตอนใต้ของ จ.ลำปาง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในความดูแล ได้แก่ อ.สบปราบ เถิน และแม่พริก ให้ระวังการเกิดหมอกหนาปกคลุมถนนทางหลวงพหลโยธินสายลำปาง-ตาก เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งจากทัศนวิสัยที่มองเห็นไม่ดีนักจากหมอกหนาปกคลุม จึงทำให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงฤดูหนาว ฉะนั้นอย่าได้ขับรถเร็ว หรือประมาท เพราะขณะขับรถฝ่าหมอกหนาอาจจะไม่ทันมองเห็นรถคันอื่น หรือเส้นทางที่เป็นทางโค้ง โดยเฉพาะหากขับไม่ชินทางอาจจะเป็นอันตรายได้

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) withme.us โดยฝ่ายพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรร่วมกับ ธ.ก.ส. จัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “สร้างตลาดผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพารา พัฒนาสู่การส่งออก” ซึ่งได้รับเกียรติจากพันตำรวจโทหม่อมหลวงกิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธีเปิดฯ ณ ห้องประชุมโรงแรมเซ็นทารา อันดาเทวี รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดกระบี่ โดยมีผู้นำสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่แปรรูปและพัฒนาผลผลิตยางพาราร่วมทั้ง 40 สถาบัน พร้อมด้วย ผู้ประกอบการ SMEs ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของ กยท. และ ธ.ก.ส. รวมทั้งสิ้น ประมาณ 100 คน หวังร่วมกันผลักดัน สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง พร้อมก้าวสู่การแข่งขันทางด้านค้า ธุรกิจ การลงทุนภาคอุตสาหกรรมยางโลจิสติกส์ และการส่งออกตลาดต่างประเทศ

นายวิรัตน์ สิทธิชัย ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร กล่าวว่า การจัดสัมมนาหัวข้อ “สร้างตลาดผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพารา พัฒนาสู่การส่งออก”เป็นการให้ความรู้มุ่งสู่การส่งออกตลาดต่างประเทศ พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้แก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบการ SMEs ในการแปรรูปยางพารา และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานตั้งแต่มาตรฐานยางพาราที่เป็นวัตถุดิบ เช่น สินค้ายางแผ่นรมควันและยางอัดก้อนที่ผ่านมาตรฐาน GMP จนกระทั่งเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ ให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ รวมถึงความรู้ด้านนวัตกรรม สร้างทักษะในด้านการวางแผนและบริหารจัดการผลผลิต การแปรรูปให้ได้มาตรฐาน และด้านการตลาด การเจรจาซื้อขาย การค้า ให้สามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ยางพาราได้อย่างมีคุณภาพ ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจและแข่งขันกับตลาดภายนอกได้

“โครงการฯ นี้ ได้รับความสนใจจากสถาบันเกษตรกรผู้แปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา ซึ่งมีความยินดีที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ทั้ง 40 สถาบัน สถาบันที่เข้าร่วมสามารถนำความรู้ไปพัฒนาศักยภาพ เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าแปรรูปยาง เป็นอีกทางหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้น นำไปสู่การประกอบอาชีพบนพื้นฐานของความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ที่สำคัญ ยังมีกิจกรรมที่ยังสร้างความร่วมมือของเครือข่ายสถาบันเกษตรกรร่วมกัน เพื่อให้เข้มแข็งเติบโตในเวทีตลาดโลกได้ ” นายวิรัตน์ กล่าวเพิ่มเติม

ด้านตัวแทนสถาบันเกษตรกรผู้แปรรูปผลิตภัณฑ์รองเท้าแตะจากยางพาราที่เข้าร่วมงานครั้งนี้ กล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้ ได้ความรู้ในเรื่องการพัฒนากระบวนการผลิตและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะนำเอาความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดให้กับทีมงานสถาบันต่อไป ภาพรวมของสถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้ ทุกคนมีความมุ่งมั่น ตั้งใจรับความรู้ ทำกิจกรรมต่างๆ อย่างดี ขอบคุณ กยท. และผู้บริหารที่ให้ความสำคัญในการยกระดับสถาบันเกษตรกร เป็นการติดปีกความรู้ให้กับสถาบันเกษตรกรได้ดีมาก

พนังกั้นลำน้ำชีถูกน้ำซัดขาด! น้ำทะลักท่วม 6 หมู่บ้าน ขณะที่กรมอุตุฯ เตือน 11 จว ภาคใต้มีฝนหนัก ระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่า ไหลหลาก หลังพายุ “ด็อมเร็ย” ลกระดับเป็นความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณภาคใต้ ส่วนหัวหน้าอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น จ.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในเขตพื้นที่น้ำตก ทุกแห่งช่วงน้ำหลาก 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 1-30 พ.ย.นี้ ด้านที่อำนาจเจริญ-จันทบุรี โดนพิษลมพายุหอบหลังคาปลิวว่อน สวนผลไม้ หักโค่น

เมื่อวันที่ 5 พ.ย. กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศฉบับที่ 9 เรื่องพายุ “ด็อมเร็ย” (DAMREY) และฝนตกหนักถึงหนักมาก และคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ โดยเมื่อเวลา 07.00 น.วันนี้พายุดีเปรสชัน “ด็อมเร็ย” ได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำแล้วปกคลุมบริเวณด้านตะวันออกเฉียงเหนือกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา และหย่อมความกดอากาศต่ำยังคงปกคลุมบริเวณภาคใต้ตอนล่าง ทำให้ภาคใต้มีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระมัด ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และลมกระโชกแรง

พื้นที่ได้รับผลกระทบมีดังนี้ บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กระบี่ ตรัง และสตูล สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณดังกล่าวควรงดออกจากฝั่ง ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังคลื่นซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย ขอให้ประชาชน ติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดในระยะนี้

ขณะที่ พล.ต.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เปิดเผยถึงเหตุการณ์เมื่อกลางดึกวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา เกิดน้ำชีไหลหลากทำให้พนังกั้นน้ำบริเวณสถานีสูบน้ำท่าตูม-เขื่อนวังยาง ขาดเป็นระยะทางประมาณ 25-30 เมตร ความลึกค่าความต่างของระดับน้ำในแม่น้ำชีกับระดับหลังผนังประมาณ 1 เมตร มีพื้นที่หมู่บ้านได้รับความเสียหาย 6 หมู่บ้าน คือ บ้านโปโล บ้านหนองข่า บ้านอ้อยช้าง บ้านหนองโดน บ้านหนองคู บ้านท่าตูม ตำบลท่าตูม บ้านเรือนราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนประมาณ 657 ครัวเรือน ประชากรประมาณ 2,700 คน พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายจากเดิมประมาณ 4,500 ไร่ และจากเหตุพนังกั้นน้ำขาดทำให้น้ำไหลหลากท่วมพื้นที่การเกษตรเพิ่มประมาณ 1,500 ไร่ รวมเป็นพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายประมาณ 6,000 ไร่ ระดับน้ำสูงประมาณ 1-1.50 เมตร ขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ได้ระวังภัย ขนของขึ้นที่สูง

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดวันนี้ ชาวบ้านหนองข่า บ้านอ้อยช้าง บ้านหนองคู ต.ท่าตูม อ.เมือง จ.มหาสารคาม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหารกว่า 100 คน เร่งกรอกกระสอบทราย นำไปวางไว้ตามแนวถนนรอบหมู่บ้านระยะทางยาวกว่า 1 ก.ม. เพื่อเตรียมรับปริมาณน้ำชีที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจุดนี้เป็นจุดเดียวที่ชาวบ้าน 4 หมู่บ้าน ประกอบด้วย บ้านโปโล หมู่ 4 บ้านหนองข่า หมู่ 5 บ้านหนองคู หมู่ 8 และบ้านหนองข่า หมู่ 10 ใช้เป็นเส้นทางเข้าออก หากน้ำชีเอ่อล้นกระสอบทรายก็จะไม่มีทางเข้าออกหมู่บ้าน