อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ติดตามและวิเคราะห์

พร้อมทั้งประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงในภารกิจ เติมน้ำในเขื่อน และพื้นที่ที่ปริมาณฝนลดลงจนส่งผลกับพื้นที่การเกษตร โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ ทางการเกษตรที่ไม่ต้องการน้ำ และพื้นที่น้ำหลาก น้ำท่วมขัง สำหรับประชาชนและผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่องได้ที่ เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร หรือเว็บไซต์กรมฝนหลวงและ การบินเกษตร

ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์เป็นอีกหนึ่งโครงการตามนโยบายธนาคารสินค้าเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการการปฏิรูปภาคการเกษตรไทย โดยมุ่งเน้นการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ตลอดทั้งผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มและความต้องการสินค้าที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 20 ปี ตามแนวคิดประเทศไทย 4.0 โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งในปี 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดให้เป็น “ปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน” โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นทั้งด้านสังคม มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ตลอดทั้งมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีพัฒนาที่ดินในแต่ละจังหวัด รวมถึงหน่วยงานภายในกรมพัฒนาที่ดินที่มีศักยภาพในการผลิต เพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์ โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรนำเอาเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นา ในครัวเรือน และจากโรงงานอุตสาหกรรม มาฝากไว้ที่ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์

ซึ่งธนาคารจะทำการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ให้เกษตรกรมาเบิกถอนเอาไปใช้ประโยชน์เมื่อวัสดุนั้นย่อยสลายเป็นปุ๋ยแล้ว หรือให้เกษตรกรกู้ยืมปุ๋ยอินทรีย์จากธนาคารไปใช้แล้ว ให้ใช้หนี้ด้วยเศษวัสดุเหลือใช้จากไร่นา และโรงงานอุตสาหกรรมหรือปุ๋ยคอก เพื่อให้เกิดการผลิตอย่างต่อเนื่องและมีการนำไปใช้ประโยชน์ได้ถูกต้อง มีราคาถูก พร้อมทั้งช่วยลดปัญหาการเผาตอซังฟางข้าวและเศษวัสดุต่างๆ ในพื้นที่ทำการเกษตร และปัญหาจากการกำจัดหรือทิ้งขยะในอนาคต นอกจากนี้ กรมพัฒนาที่ดินได้น้อมนำปุ๋ยหมักสูตรพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาเผยแพร่ให้เกษตรกรนำไปดำเนินการผลิตและใช้ในพื้นที่ของตนเองด้วย

สถานีพัฒนาที่ดินสุพรรณบุรีเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีพื้นที่ของธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ในการดูแล พร้อมทั้งให้การสนับสนุนวัสดุในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และปัจจัยอื่นๆ ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และสารอินทรีย์ รวมถึงการน้อมนำสูตรปุ๋ยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี มาเป็นจุดตั้งต้นในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในพื้นที่ ตัวอย่างเช่นพื้นที่ของศูนย์เรียนรู้และบริการด้านการพัฒนาที่ดิน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ทุ่งทองยั่งยืน เลขที่ 355/1 หมู่ที่ 5 ต.จรเข้สามพัน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เป็นอีกหนึ่งโครงการนำร่อง

“ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ (ปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน และน้ำหมักชีวภาพ)” ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินการ โดยมีการคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่มีความสนใจในการดำเนินการทำการเกษตรแบบเกษตรอินทรีย์ กำหนดคุณสมบัติของสมาชิกที่มาใช้บริการ จัดตั้งคณะกรรมการดำเนินการธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ บทลงโทษในกรณีทำผิดเงื่อนไข รวมทั้งการจัดทำบัญชี รับฝาก ถอน กู้ยืมและกำหนดอัตราดอกเบี้ยในการฝากและกู้ยืม ซึ่งการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ในพื้นที่ทำให้เกษตรกรสามารถใช้ปุ๋ยอินทรีย์และสารอินทรีย์ที่ได้มาตรฐานอย่างพอเพียง ต่อเนื่อง ในราคายุติธรรม เกษตรกร

เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เกิดการพัฒนา ความเป็นมืออาชีพด้านการเกษตร เพื่อลดละเลิกการใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีทางการเกษตร เกิดเครือข่าย การผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในชุมชน โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภาพอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้สภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ ทำให้สามารถยืดอายุการใช้ประโยชน์ให้นานขึ้น ลดต้นทุนการผลิตด้านการปลูกพืช ทำให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้นผู้ผลิตลดความเสี่ยงต่อการใช้สารเคมีที่เป็นโทษผู้บริโภคลดความเสี่ยงต่อการบริโภคสารเคมีปนเปื้อนในอาหาร รัฐลดงบประมาณในการดูแลผู้ป่วยจากการบริโภคอาหารไม่ปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ในพื้นที่นอกจากจะเป็นการเพิ่มพื้นที่เกษตร และมีจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นการเพิ่มสัดส่วนตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศและตลาดต่างประเทศ รวมทั้งยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้านเพิ่มขึ้น มุ่งให้ความสำคัญกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่มีความพร้อมเป็นผู้นำต้นแบบในการดำเนินการเพื่อให้มีอาหารปลอดภัยและได้มาตรฐาน โดยมีเป้าหมายสุดท้าย คือ คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น มีความภูมิใจในอาชีพเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และหนี้สินลดลง ซึ่งทั้งหมดนี้มาจาก สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีคุณภาพ มีตลาดรองรับ มีต้นทุนต่ำ และมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ธนาคารสินค้าเกษตรสามารถเชื่อมโยงกับนโยบายหลักได้ เมื่อรู้ปริมาณ ระยะเวลาผลผลิตสินค้าเกษตรออกสู่ตลาด และคุณภาพของสินค้าเกษตร เพื่อวางแผนชะลอการออกสู่ตลาดพร้อมกันของสินค้าเกษตร

สวนผลไม้เมืองแกลง จ.ระยอง โชว์เทคนิคบริหารจัดการสวนไม้ผลคุณภาพ เน้นทำการเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง บริหารจัดการแปลงอย่างเป็นระบบ พร้อมทำตลาดในรูปแบบขายตรง กำหนดราคาเองได้โดยตัดวงจรพ่อค้าคนกลาง

นายสมชาย บุญก่อเกื้อ เจ้าของสวนผลไม้ อุบล-สมบูรณ์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เปิดเผยว่า ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรได้มีการตรวจวิเคราะห์สภาพดินในพื้นที่ จากเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งแต่เดิมพื้นที่ดังกล่าวเป็นสวนผลไม้ จำนวน 23 ไร่ ดินมีสภาพเป็นกรด ไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูก หรือหากเพาะปลูกก็จะทำให้ผลผลิตน้อย จึงได้รับการแนะนำจากเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินระยอง ให้มีการปรับปรุงบำรุงดิน โดยใช้วัสดุปูน เพื่อปรับค่าความเป็นกรดของพื้นที่ และใช้ปุ๋ยหมักแทนการใช้สารเคมี ซึ่งช่วยให้ดินในพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตเพิ่มขึ้น

“ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้มีการลดการใช้สารเคมีในสวนผลไม้แล้วถึงร้อยละ 80 โดยเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยหมัก ใช้ฮอร์โมนเร่งการเติบโต รวมถึงการผลิตสารขับไล่แมลง ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน ให้ใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 เพื่อผลิตปุ๋ยหมักใส่ในสวนผลไม้ สารเร่งซุปเปอร์พด. 2 เพื่อผลิตน้ำหมัก เร่งการเจริญเติบโตของต้นไม้ สารเร่งซุปเปอร์พด. 3 เพื่อป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในไม้ผล และสารเร่ง ซุปเปอร์ พด. 7 เพื่อผลิตสารขับไล่แมลง รวมถึง การผลิตฮอร์โมน เพื่อเร่งความหวาน

ความหนาของเนื้อผลไม้ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวที่เกษตรกรนำมาปรับใช้ อีกทั้งยังนำเอาเศษวัสดุเหลือใช้ภายในสวนกลับมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเน้นการปุ๋ยหมักกลับกอง และปุ๋ยหมักเติมอากาศ เป็นการลดต้นทุนการผลิต พร้อมกับทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น สำหรับการใช้ปุ๋ยหมักในสวนนั้นจะมีการใส่ปุ๋ยหมักหลังจากเก็บผลผลิตไปแล้ว โดยจะใส่ปุ๋ยหมักรอบทรงพุ่ม ประมาณ 5 กิโลกรัมต่อต้น และมีการมีการพ่นสารเร่งซุปเปอร์พด. 2 เร่งการเติบโตของต้นไม้ผ่านระบบสปริงเกอร์ โดยพ่นรอบให้ต้นไม้ในปริมาณ 5 ลิตรต่อ 10 ต้น โดยจะต้องนำสารเร่งดังกล่าวเจือจางในน้ำเพื่อลดความเข็มข้นของสารเร่งและไม่ทำให้ต้นไม่ตาย” นายสมชายกล่าว

นอกจากการทำผลผลิตให้ได้ผลดีแล้ว เกษตรจะต้องมีการศึกษาตลาดว่าต้องการสินค้า หรือผลไม้ชนิดไหนแล้วจึงผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดปัญหาผลไม้ล้นตลาด ทำราคาตกต่ำ รวมถึงการนำเอาผลไม้ที่ปลูกได้ทำตลาดขายเองโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง หรือแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นทางเลือกที่หลากหลายให้แก่ผู้บริโภคได้เลือกสรรและยังเป็นการถนอมอาหารอีกด้วย

ไม่น่าเชื่อว่าบนพื้นที่ 6 ไร่ ในเขตโรงเรียนบ้านห้วยยาง จะมีแปลงเกษตรที่น่าสนใจ ทั้งพริกสด ผักชี น้ำเต้า และอีกสารพัดผักสวนครัว ที่ให้ดอกออกผลกันดกดื่น พืชเหล่านี้ผลิดอกออกผลขึ้นมาจากฝีมือของเด็กวัยประถม ออกจะเกินจริงไปหน่อย แต่นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว พืชพันธุ์เหล่านี้คือพยานชิ้นเอกที่ว่า แม้จะหนักแค่ไหนก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงของเกษตรกรรุ่นจิ๋ว ที่มีทั้งใจและกำลัง

ความสุขยุวเกษตรกร
ภายในโรงเรียนบ้านห้วยยาง ตำบลเขาขลุง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เขตพื้นที่ด้านหลัง 2 ไร่ ถูกจัดสรรให้เป็นพื้นที่ปลูกผักสวนครัว เพาะเห็ด เพาะถั่วงอก เลี้ยงปลาดุก และทำนา กิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นโดยกลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านห้วยต้ม ที่เป็นอีกหนึ่งโครงการของกรมส่งเสริมการเกษตร

สองมือน้อยๆ ของ ด.ช.กฤษณศักดิ์ ฉิมพาลี หรือที่เพื่อนๆ เรียกว่า “โต้” หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม ค่อยๆ โยนอาหารเม็ดลงในบ่อปลาดุกขนาดเล็ก ที่ปูด้วยพลาสติก ก่อนจะหันมาพูดกับทีมงาน ‘เกษตรก้าวไกล’ ด้วยรอยยิ้มว่า “ผมชอบเลี้ยงปลาดุก ซื้อมาตั้งแต่ตัวแค่ 1-2 นิ้ว ตอนแรกขุดสระก่อน แล้วก็ให้อาหาร เลี้ยงมาเรื่อยๆ จนได้ 3 เดือน ก็สามารถกินได้เลย พอโตเต็มที่ก็เอาไปแปรรูป ปิ้งย่าง ทำปลาดุกฟูกินกัน หรือขายบ้าง บางครั้งก็เอาไปปล่อย”

นอกจากน้องโต้แล้ว ยังมีเด็กๆที่เป็นสมาชิกกลุ่มอีก 30 คน แต่ละคนแบ่งหน้าที่รับผิดชอบชัดเจนตามความสนใจ บ้างก็ปลูกผัก หมักปุ๋ย ทำนา ใครที่ชอบตัวเลขก็มาทำบัญชีรายรับรายจ่าย ส่วนใครที่ชอบถือเงินก็รับตำแหน่งเหรัญญิกไปครอง เรียกได้ว่า เอาที่เด็กๆสบายใจ กิจกรรมทั้งหมดมีเพียงหลักการเดียว คือนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน เน้นการนำความรู้และเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ มุ่งเน้นกระบวนการปฏิบัติจริงและเรียนรู้ร่วมกัน พร้อมทั้งฝึกฝนทักษะการเป็นผู้นำให้แก่เด็กๆ ส่งผลให้เด็กที่นี่เกิดความรักสำนึกในอาชีพเกษตรกรรม ด้วยการขยายผลกิจกรรมด้านการเกษตรจากโรงเรียนสู่ครอบครัว

หลังจากที่ให้อาหารปลาเสร็จ น้องโต้ได้เอ่ยถึงความรู้สึกให้ฟังอย่างตั้งใจว่า “ผมรู้สึกดีครับ ได้ความสุข ได้ความรู้ ทำเกษตรผมชอบ ที่บ้านก็นำไปใช้ ผมเอาไปปลูกแล้วก็เอาไปให้พ่อแม่ช่วยปลูก การเป็นยุวเกษตรเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้” น้องโต้ ตอบด้วยแววตาภูมิใจ

เมื่อได้เห็นเหล่ายุวเกษตรกรกำลังปลูกผัก หมักปุ๋ย เลี้ยงปลา ถึงมือไม้จะเปรอะเปื้อนไปบ้าง แต่ก็ยังไม่ชัดเท่าใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของเด็กๆ ขณะที่พูดคุยกัน น้องๆยังบอกอีกว่า อยากมาโรงเรียนทุกวัน จะได้ดูแลผักที่ตัวเองปลูก

เบื้องหลัง ยุวเกษตรกรรุ่นจิ๋ว
หลังจากที่พูดคุยกับเด็กไปแล้ว เราก็มีโอกาสได้พูดคุยกับเกษตรกรวัยโจ๋ นามของเขาคือ คุณศรีราชา บัวเบา ผู้เป็นทั้งเกษตรกรและครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านห้วยยาง เล่าว่า กลุ่มยุวเกษตรกรตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2543 ดำเนินกิจกรรมน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอพียงมาประยุกต์ใช้ในการสอนเด็กๆ และใช้เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินชีวิต และอยากเห็นเด็กๆที่มีใจรักเกษตรได้ลองทำ เพราะสมัยนี้ไม่ค่อยมี เนื่องจากเป็นอาชีพที่เหน็ดเหนื่อยจึงจำเป็นต้องมีนวัตกรรมต่างๆมาช่วยให้การทำเกษตรกรรมง่ายขึ้น

ด้วยความที่คุณครูกลัวเด็กจะใจไม่สู้ จึงคิดวิธีการแปรรูปแบบง่ายๆ และเนื่องจากมีการปลูกอ้อยอยู่แล้ว เมื่อถึงขั้นตอนแปรรูป จึงคิดค้นการทำเครื่องบีบอ้อยโดยใช้เครื่องปั่นจักรยานให้เด็กๆได้ปั่นออกกำลังกายไปด้วย ซึ่งสามารถลดพลังงาน ลดต้นทุน และรักษาสิ่งแวดล้อม ส่วนน้ำอ้อยที่ได้ ก็นำมาแปรรูปทำไอศกรีม เด็กๆได้ออกกำลังกาย ครูได้รอยยิ้มกลับไปเป็นกำลังใจ นี่ก็ถือเป็นมุมเล็กๆที่น่ารักของคุณครูและเด็กๆที่นี่

ก่อนกลับเกษตรกรวัยโจ๋ก็ได้ทิ้งท้ายให้ฟังจากก้นบึ้งหัวใจว่า “ความสุขคือชื่นใจที่เห็นเด็กๆ นำสิ่งที่สอนไปใช้ที่บ้าน มีความสุขมากๆ เวลาไปเยี่ยมที่บ้าน เห็นเขาปลูกผัก ผักโตกินโน่นกินนี่กันหลากหลาย ผมยิ่งมีความสุขมาก ในวันข้างหน้าอยากเห็นเด็กที่จบไป ทำเกษตรที่ปลอดภัย ทำอาหารที่ปลอดภัยกินในครอบครัว แล้วไปต่อยอดเป็นธุรกิจ” คุณครูเอ่ยทิ้งท้ายด้วยแววตาจริงใจ

กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านห้วยยาง ถือเป็นแปลงเกษตรที่บ่มเพาะทั้งคนปลูกและพืชผักสวนครัวให้โตไปพร้อมๆกัน เพราะนอกจากจะรดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ยแล้ว ยังใส่ใจลงไปอีกด้วย ทั้งยังเป็นแปลงที่มีเกษตรกรรุ่นจิ๋วคอยแบ่งปันความสดใสกันอยู่เสมอ

โครงการเปิดรับสมัครผู้สื่อข่าวเกษตรประจำจังหวัดต่างๆ หรือที่เรียกว่า “เกษตรกรข่าว” กำลังดำเนินการไปอย่างคึกคัก บัดนี้มีผู้สนใจสมัครแล้วร่วม 20 คน และได้มีการแนะนำว่าใครเป็นใครมาแล้วครั้งหนึ่ง

ท่านแรกคือ คุณสลักใจ บุญเพิ่ม อายุ 31 ปี อาศัยอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก จบการศึกษาปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์เกษตร ม.เชียงใหม่ และการจัดการผลิตพืช ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาเอกการบริหารธุรกิจ ม.นเรศวร ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการ และเริ่มต้นทำเกษตรธรรมชาติในพื้นที่ 1 ไร่

สิ่งที่เป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้าของคุณสลักใจก็คือ “ผมอยากเห็นประชากรภาคการเกษตรไทยสามารถดำรงชีพในโลกปัจจุบันอย่างมีความสุข ปรับตัวได้ในทุกการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทั้งด้านสังคม การเมืองและเศรษฐกิจจากภายในและภายนอกประเทศ นั่นหมายถึงภาคเกษตรมีความเข้มแข็งและนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต”

“ข้อมูลข่าวสารมีความสำคัญมากต่อภาคเกษตร ผมจึงขออาสาทำหน้าที่เป็นเกษตรกรข่าวนำเสนอข่าวสารด้านการเกษตรที่เป็นประโยชน์เพื่อร่วมกันเดินหน้าพัฒนาภาคเกษตรไทยต่อไปครับ” คุณสลักใจ ย้ำจากใจ

ท่านที่ 2 และ 3 มาจากครอบครัวเดียวกัน คือ ทนพญ. ทิพย์พระเนตร บุดดีเหมือน อายุ 31 ปี จบปริญญาตรีเทคนิคการแพทย์ ปัจจุบันเป็นนักเทคนิคการแพทย์ อยู่ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ส่วนสามีของเธอที่สมัครเป็นเกษตรกรข่าวด้วยกัน คือคุณอานนท์ มะพันธ์ หรือ “คุณบอย” อายุ 32 ปี จบ ปวส. เทคนิคขอนแก่น

“ปัจจุบันเพื่อนๆ รู้จักในนาม “Bee Boy Farm” ทำฟาร์มโคนม แพะแกะ เศรษฐกิจพอเพียง ที่จังหวัดขอนแก่น…ที่ผ่านมาเราได้เข้าร่วมโครงการ พลังปัญญา, Young Smart Farmer และได้ทำงานเพื่อส่วนรวมเป็นประธานวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะแกะ อ.เขาสวนกวาง, ประชาสัมพันธ์ของชมรมเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะแกะ จ.ขอนแก่น”

“เหตุผลที่สมัครเป็นเกษตรกรข่าว ก็เพราะมีความตั้งใจที่จะแบ่งปันข้อมูลด้านเกษตร และต้องการสานต่องานที่พ่อ(พ่อหลวง ร.๙)รัก ให้กับคนไทยทั้งประเทศได้รู้จักกับ “ศาสตร์พระราชา” ซึ่งเป็น “ศาสตร์แห่งความสุข” ที่จะนำพาทุกท่านไปสู่เส้นทางแห่งความสุขที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง” คุณบอย กล่าวจากใจ

ท่านที่ 4 คือ คุณเกียรติศักดิ์ ศิริเกตุ อายุ 55 ปี เกิดที่บ้านโนนยาง ตำบลเหล่าไฮงาม อำเภอกุฉินารายณ์จังหวัดกาฬสินธุ์

“ผมเป็นลูกชาวนาโดยกำเนิด มีพี่น้อง 3 คน ข้าพเจ้าเป็นคนที่ 2 สถานภาพเป็นหม้าย อาชีพหลักปัจจุบันทำนา ทำไร่ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ตำแหน่งทางสังคมตอนนี้เป็นผู้อำนวยการสถานีวิทยุชุมชนคนกุฉินารายณ์ FM 104.00 เป็นประธานเครือข่ายวิทยุชุมชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ภาคีอีสาน ประธานชมรมอายุหลักประกันสุขภาพ เขต 7 ขอนแก่น 4 จังหวัด ร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม และ กาฬสินธุ์”

ที่ผ่านมาคุณเกียรติศักดิ์ เดินสายไปบรรยายให้ความรู้ด้านการพัฒนาชุมชนและได้เห็นความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร จึงอยากนำเรื่องราวเหล่านั้นมาถ่ายทอด

“ความคาดหวังของพี่น้องเกษตรกรชาวนาไทย อยากจะหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก หมดหนี้หมดสิน ทุกวันนี้ลำบากเหลือเกินนะ…ผมอยากจะนำเรื่องราวของพี่น้องเกษตรกรออกสื่อให้มากๆครับ” คุณเกียรติศักดิ์ พูดด้วยความมุ่งมั่นมากๆ

ท่านที่ 5 คือ คุณอุไรรัตน์ มีป้อม อายุ 56 ปี ถือว่าเป็น “พี่ใหญ่” ของเกษตรกรข่าวที่สมัครเข้ามาในตอนนี้ อยู่บ้านเลขที่ 160 หมู่ที่ 5 ตำบลโคกคราม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี 72150

การศึกษาวุฒิปริญญาโท คณะรัฐศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยณิวัฒนา (มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น-ในปัจจุบัน)

ส่วนการทำงาน รับราชการ ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2531 เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีเจ้าพนักงานการเงินและบัญชี เมื่อปี 2542 สอบเปลี่ยนสายงานเป็นปลัดเทศบาล ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นนักบริหารงานท้องถิ่นระดับต้น สังกัดเทศบาลตำบลโคกคราม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี

อาชีพเสริมที่ทำอยู่ ทำนาและสวนผสมผสาน ปลูกข้าว สวนมะม่วง มะพร้าว กล้วย เลี้ยงปลา จำนวน 70 ไร่ในพื้นที่หมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 7 ตำบลตะสาลีอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี

“ปัจจุบันสินค้าภาคเกษตรแทบทุกด้าน ประสบปัญหาราคาตกต่ำ ยอดขายลดลงผลกระทบที่เกิดขึ้นเกษตรกร ต้องติดตามข่าวสารด้านการเกษตรปรับตัวได้ตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปหาความรู้ในการพัฒนาอาชีพของตนอย่างมืออาชีพ ร่วมแก้ปัญหา สิ่งแวดล้อมที่ตนทำ ไม่เผาตอซังลดต้นทุนการผลิต ลดเลี่ยงการใช้สารเคมีใช้นวัตกรรมด้านการเกษตรแทนแรงงานคนปรับเปลี่ยนการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ผสมผสานการปลูกข้าวปลูกพืชที่เกื้อกูลกันตามที่ตลาดต้องการ โดยหน่วยงานภาครัฐต้องให้การสนับสนุนและนำช่วยเหลือเกษตรกรในด้านวิชาการและผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยและด้านการตลาด” คุณอุไรรัตน์ แสดงความคิดเห็นด้วยหัวใจเกษตร ซึ่งก็อยากจะนำความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่มาถ่ายทอดสู่ภาคเกษตรต่อไป

ทั้งหมดที่นำมาบอกกล่าวนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของเกษตรกรข่าว ที่มองเห็นว่า “เกษตรคือประเทศไทย” ซึ่งแต่ละคนมีจิตใจอาสาอย่างเต็มเปี่ยม และอยากเห็นการเกษตรประเทศไทยพัฒนาอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

สำหรับท่านที่สนใจจะสมัครเข้าร่วมโครงการเกษตรกรข่าว “เกษตรก้าวไกล” ทางเราไม่ได้กำหนดวุฒิการศึกษา ไม่ได้จำกัดอายุ เราต้องการชาวไร่ชาวนา หรือเกษตรกรตัวจริงที่รู้เรื่องการเกษตรดีอยู่แล้วมาถ่ายทอดเรื่องราวทางการเกษตรให้ชาวโลกรับรู้…ประเทศไทยเรายังมีสิ่งดีๆมากมาย “ข่าวเกษตรจะต้องยิ่งใหญ่ไม่น้อยหน้าข่าวใดๆบนโลกออนไลน์” มาช่วยกันเยอะๆนะครับ

วังน้ำเขียว – วันที่ 1 ก.ค.60 ผู้สื่อข่าว “เกษตรก้าวไกล” รายงานว่า ที่สวนพืชหงษ์ทอง ซึ่งเป็นสวนเรียนรู้เกษตรพืชสวนผสมผสานบ้านสลัดได ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา มีกลุ่มเกษตรกรและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เดินทางเข้าไปเยี่ยมเพื่อศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการปลูกผลไม้ให้ได้ผลดี หลังจากที่ทางครอบครัวพืชหงษ์ทอง ซึ่งเป็นเจ้าของสวนได้ร่วมกันศึกษาเรียนรู้และนำผลไม้หลากหลายชนิดเข้ามาปลูกไว้ภายในสวนพื้นที่ 10 ไร่ของตนเองมานานกว่า 15 ปีแล้ว ซึ่งก็มีทั้ง เงาะ ลำไย กระท้อน น้อยหน่า ลองกอง มะไฟ รวมถึงราชาแห่งพืชอย่างทุเรียน โดยเฉพาะทุเรียนนั้น ปรากฏว่าในปีนี้ให้ผลผลิตอย่างสุดยอด ทั้งดกและผลใหญ่กว่าทุเรียนปกติ โดยล่าสุดมีทุเรียนขนาดจัมโบ้หนักสุดถึง 13 กิโลกรัม อีกทั้งรสชาติยังหอมหวาน เนื้อร่อนไม่เหนียว เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ได้เข้ามาชิมถึงสวน จนซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านรวมถึงสั่งจองจนผลผลิตไม่ทันจำหน่าย โดยทางสวนจำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท

นายสุนันต์ พืชหงษ์ทอง ผู้ดูแลสวนครอบครัวพืชหงษ์ทอง เปิดเผยว่า ตนเองทดลองปลูกผลไม้ชนิดต่างๆไว้ในสวนแบบสลับร่องการปลูก มีทั้งทุเรียน เงาะ ลำไย เป็นต้น เนื่องจากเห็นว่าสภาพพื้นที่แห่งนี้อยู่ตีนเขา มีความอุดมสมบูรณ์ อากาศดีตลอดทั้งปี แรกๆก็ได้ผลผลิตพอได้กิน ได้แจกเพื่อนพ้องน้องพี่ และมาในช่วงหลังพบว่าผลผลิตดีขึ้นมาก ทั้งที่การดูแลก็เป็นไปตามปกติ เน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ดเป็นหลักผสมกับสารเคมีบ้างในอัตราส่วน อินทรีย์ 4 ส่วน เคมี 1 ส่วน เนื่องจากไม่อยากทำลายสภาพดินที่อุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว ควบคู่ไปกับการให้ปุ๋ยชนิดน้ำทางใบ แต่ยังคงต้องอาศัยการใช้สารเคมีบ้างบางส่วน เพราะผลไม้นั้นมีโรคและแมลงศัตรูจำนวนมาก ล่าสุดมาในปีนี้พบว่าทุเรียนติดลูกดก ลูกมีขนาดใหญ่มากอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน โดยสถิติสูงสุดหนักถึง 13 กิโลกรัมต่อหนึ่งลูก ก็ยังไม่แน่ใจว่าสาเหตุมาจากปัจจัยใดกันแน่ ทั้งนี้เชื่อว่าอาจเป็นเพราะสภาพดินที่อุดมสมบูรณ์ สภาพพื้นที่ที่เอื้ออำนวย รวมถึงบรรยากาศที่ตีนเขาสลัดได้แห่งนี้มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี มีโอโซนที่บริสุทธิ์(วังน้ำเขียวมีอากาศดีเป็นอันดับ 7 ของโลก) จึงทำให้ผลทุเรียนเติบโตได้ดี กว่าปกติ เพราะมีสภาพแวดล้อมที่ดีล้อมรอบ และคาดว่าในปีหน้าอาจจะได้ผลผลิตดีกว่านี้ก็เป็นได้

ทั้งนี้ หากผู้ใดสนใจสามารถสอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 081-9089451 เพราะทุเรียนนั้นมีจำนวนจำกัด อย่าเพิ่งเชื่อว่า เปิดเพลง-เปิดพัดลมให้ไก่จะทำให้ไข่ดก …ผู้สื่อข่าว “เกษตรก้าวไกล” จะพาทุกท่านไปดูให้เห็นกับตา ฟังเสียงเกษตรกรเลี้ยงไก่ว่าเขาพอใจอย่างไร ทำให้ไข่ดกจริงหรือไม่?

นายวรวุธ บุญพิมพ์ หัวหน้ากลุ่มงานอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา นำคณะลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินโครงการตามแผนพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาภัยแล้ง ในพื้นที่บ้านมาบพิมานพัฒนา หมู่ที่ 9 ต.ครบุรีใต้ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นโครงการที่ทางรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ให้ดำเนินการขึ้น เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้มีรายได้เสริมในช่วงที่ต้องประสบกับปัญหาภัยแล้ง

สำหรับชุมชนบ้านมาบพิมานพัฒนา นั้น ได้รับการสนับสนุนงบประมาณในโครงการนี้จำนวน 148,500 บาท มาใช้ในการจัดสร้างกลุ่มส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่ และสร้างแหล่งจำหน่ายแบบร้านค้าชุมชน เพื่อนำสร้างเงินทุนหมุนเวียนเป็นค้าจ้างคนในชุมชนในการดูแลฟาร์มไก่ไข่ สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านอีกทางหนึ่ง ซึ่งโครงการดังกล่าวกำลังเข้าที่ผลผลิตที่ได้มีการตอบแทนที่ดี และเกิดประโยชน์ต่อคนในชุมชนอย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ในการเลี้ยงไก่ไข่ของกลุ่มส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่บ้านมาบพิมานพัฒนานั้น ในช่วงระยะเริ่มต้นเกษตรกรต้องประสบกับปัญหาไก่ไข่ออกไข่ให้ผลผลิตที่ค่อนข้างน้อย เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดทำให้ไก่เกิดความเครียด ออกไข่ไม่เต็มที่ จึงได้ช่วยกันคิดค้นศึกษาหาวิธีแก้ไขปัญหา เพื่อลดความเครียดของไก่ โดยใช้วิธีการเปิดเพลงให้ไก่ฟัง เพราะเชื่อว่าเสียงเพลงสามารถช่วยให้อารมณ์ของไก่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังนำพัดลมมาติดตั้งเพื่อลดความร้อนและถ่ายเทอากาศในโรงเรือน สร้างบรรยากาศแหล่งที่อาศัยของไก่ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ไก่ลดอาการเครียด เชื่องไม่ตื่นตระหนกง่าย ออกไข่ให้ผลผลิตที่ดี ปัจจุบันในโรงเพาะเลี้ยงไก่ไข่แห่งนี้มีไก่อยู่ 200 ตัว ให้ผลผลิตไข่ไก่ประมาณ 150 ฟองต่อวัน ซึ่งถือเป็นปริมาณที่สูงหากเทียบกับโรงเรือนอื่นๆที่ไม่ใช้วิธีนี้ในช่วงเดียวกัน

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากที่สมาพันธ์เกษตรกรจังหวัดสงขลาและชมรมชาวนาข้าวจังหวัดสงขลา ขอความช่วยเหลือกรณีที่รัฐบาลมีโครงการช่วยเหลือเกษตรกรโครงการเยียวยาช่วยเหลือชาวนาผู้ประสบอุทกภัยครัวเรือนละ 3,000 บาท แต่ปรากฏว่าเวลาล่วงเลยมานานแล้ว นับจากเดือนกุมภาพันธ์จนถึงขณะนี้ชาวนายังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือตามโครงการดังกล่าวแต่อย่างใด โดยมีเกษตรกรภาคใต้ที่ไม่ได้รับเงินกว่า 30,000 ราย และขอคำตอบที่ชัดเจนภายใน 15 วัน ขอชี้แจง ดังนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2559 เห็นชอบมาตรการมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2559/60 โดยคุณสมบัติเกษตรกรที่จะได้รับการช่วยเหลือเยียวยา ดังนี้

เป็นเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ตามประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือฯ (อุทกภัย) ตั้งแต่ วันที่ 18 พฤษภาคม 2559 จนกว่าจะสิ้นสุดฤดูฝนของภาคใต้
เป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนและประกอบกิจกรรมการเกษตรในช่วงที่ผ่านมาตามที่แจ้งขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อนเกิดภัยเท่านั้น หากเกษตรกรรายใดได้รับผลกระทบมากกว่า 1 ด้าน ให้ได้รับการช่วยเหลือเพียงด้านเดียว
ทั้งนี้ กรณีเกษตรกรไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรก่อนเกิดภัยพิบัติให้หน่วยงานจัดทำบัญชีไว้เพื่อรวบรวมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

ผลการดำเนินงาน
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขออนุมัติเงินประจำงวดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (ด้านพืช) ไปยังสำนักงบประมาณรวม 63 จังหวัด จำนวน 1,718,363 ครัวเรือน วงเงิน 5,155.08 ล้านบาท ภาคใต้ 14 จังหวัด จำนวน 611,248 ครัวเรือน วงเงิน 1,833.74 ล้านบาท จังหวัดสงขลา จำนวน 46,209 ครัวเรือน วงเงิน 138.627 ล้านบาท ซึ่งสำนักงบประมาณได้อนุมัติเงินประจำงวดไปยัง ธ.ก.ส. ทั้งหมดแล้ว

ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการโอนเงินผ่านบัญชีเงินฝากของเกษตรกรแล้วรวม 63 จังหวัด จำนวน 1,688,979 ครัวเรือน วงเงิน 5,066,937 บาท ภาคใต้ จำนวน 596,352 ครัวเรือน วงเงิน 1,789.056 ล้านบาท จังหวัดสงขลา จำนวน 45,601 ครัวเรือน วงเงิน 136.803 ล้านบาท
ในส่วน ธ.ก.ส. ยังโอนไม่แล้วเสร็จ เนื่องจาก บัญชีของเกษตรกรไม่สามารถโอนได้ โดยมีสาเหตุ เช่น บัญชีปิด บัญชีไม่เคลื่อนไหว เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ได้ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเร่งติดต่อ ธ.ก.ส.สาขา โดยด่วนที่สุด เพื่อดำเนินการแก้ไขบัญชีให้ถูกต้องและส่งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แจ้ง ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่โอนเงินต่อไป
สำหรับกรณีเกษตรกรที่ไม่ครบคุณสมบัติข้างต้น จะไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาตามมาตรการดังกล่าว

หากเอ่ยถึงมะม่วงกวน และกล้วยตาก อบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ในอำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง แล้ว น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก สวนนวลฉวี ของเกษตรกร มากความสามารถอย่าง นวลฉวี สอาดศรี อดีตนักการเมืองท้องถิ่นหญิงใจซื่อ ที่สร้างแบรนด์สินค้าของตัวเองจนโด่งดังเป็นที่รู้จักของผู้บริโภค จนลูกค้าบางคนบอกว่า “ถ้าเป็นมะม่วง ต้องสวนนวลฉวี” เท่านั้น

สำหรับสวนนวลฉวี มีมะม่วงของตัวเอง จำนวน 5 ไร่ มีทั้งสายพันธุ์เขียวเสวยรจนา น้ำดอกไม้สีทอง มหาชนก โชคอนันต์ และสายพันธุ์อื่นๆ โดยเริ่มปลูกมาตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน มีมะม่วงเขียวเสวยสายพันธุ์รจนา เป็นตัวชูโรง เนื่องรสชาติหวาน กรอบ สามารถให้ผลผลิตตลอดทั้งปี

ที่สำคัญผลผลิตของสวนทั้งหมด ปลอดสารพิษ ในสวนไม่ใช้สารเคมี โดยใช้น้ำหมักชีวภาพกับจุลินทรีย์ ที่หมักเอง หล่อเลี้ยงผลผลิตจนงอกงาม เฉลี่ยได้ผลิตจากสวนปีละกว่า 5-6 ตัน

นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายอีกกว่า 400 ไร่ โดยมะม่วงทุกสวนของเครือข่ายได้รับการรับรองคุณภาพจากส่วนราชการเป็นกลุ่มผู้ปลูกมะม่วงอินทรีย์ มีผลผลิตทั้งปี ขายทั้งผลดิบ ผลสุก และแปรรูป โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้ ที่มีรสชาติหอม หวาน อร่อย จนเป็นที่ถูกอกถูกใจของลูกค้า และผู้ที่ได้ชิมรส

ปัจจุบันวางจำหน่ายที่แผง ตลาด อ.ต.ก.เดือนละ 5 วัน ขายได้วันละ 5,000-6,000 บาท พร้อมออกร้านจำหน่ายทั้งที่ห้างสรรพสินค้า และงานแสดงสินค้าต่าง ๆ

สร้างรายได้ปีละหลายแสนบาทให้กับครอบครัว นอกจากนี้ ยังสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนที่มารับจ้างในสวน และแปรรูปผลผลิต อีกหลายสิบคน

ส่วนกล้วย มีจำนวน 7 ไร่ เป็นกล้วยน้ำหว้ามะลิอ่อง ผลผลิตทั้งหมดใช้แปรรูปด้วยการอบพลังงานแสงอาทิตย์ โดยการกู้เงินมาลงทุนบางส่วน ประมาณร้อยละ 30 ส่วนที่เหลือ ได้รับการสนับสนุนจาก ดร.ชัชวาล ชัยชนะ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และกระทรวงพลังงาน จัดซื้อโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ โดยใช้กล้วยมะลิอ่องที่ปลูกเองมาอบ มีลักษณะพิเศษ คือมีรสหวานในตัว และกลิ่นหอมคล้ายน้ำผึ้ง

สำหรับเคล็ดลับความประสบความสำเร็จ เจ้าของสวนนวลฉวี บอกว่า ต้องทำด้วยใจ ต้องสู้ เอาจริงเอาจัง ซื่อสัตย์ อย่าหลอกลวง และไม่เอาเปรียบลูกค้า โดยการทำเกษตรไม่ต้องอาศัยพื้นที่ที่ใหญ่โตหรือกว้างขวางมากนัก เพียงแต่มีพื้นที่เล็ก ๆ ก็สามารถทำได้ โดยต้องปลูกพืชทุกชนิดที่เราบริโภค เพื่อให้ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น หากเหลือก็สามารถขายในชุมชน เพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง

ที่สำคัญ เมื่อยึดแนวทาง “เกษตรทฤษฎีใหม่” ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาใช้ในชีวิตประจำวัน ด้วยการรู้จักพอดี พอเพียง และรู้คุณค่าของอาชีพที่เราทำ นอกจากสามารถเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงครอบครัว และเผื่อแผ่ให้กับคนในชุมชนได้แล้ว ยังสุขใจตามวิถีความพอเพียงด้วย

“ทุกวันนี้ หากวันไหนท้อ หรือไม่มีเงิน ก็จะดูภาพในหลวง ดูภาพพ่อ เพราะพระองค์ท่าน ทำเพื่อบ้านเมืองและพสกนิกรมาตลอด เสด็จไปทุกทั่วภูมิภาค ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อคนอื่น ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ฉะนั้นเราเหนื่อยแค่นี้ถือว่าเล็กน้อย เป็นเพียงเศษเสี้ยวของพระองค์ท่านที่ทรงงานเพื่อพสกนิกรมาตลอด ดังนั้นจึงมีแรงฮึดสู้ทุกครั้ง เมื่อดูภาพพ่อและภารกิจที่พระองค์ทำ ที่สำคัญอยากให้ทุกคนได้ตระหนักว่า แม้เราจะเหนื่อยเพียงใด แต่มีคนเหนื่อยกว่าเราอีกมากมายหลายเท่า”

ส่วนเกษตรกรยุคใหม่ หรือคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการประสบความสำเร็จ ต้องสนใจอย่างจริงจัง เมื่อก่อนเล่นการเมือง เป็นสมาชิกอบต. ทำงานตรงไปตรงมา และช่วยเหลือชาวบ้าน แต่ไม่เหลือเงินเก็บ มีรายได้เฉพาะเงินเดือน แต่เราได้กำลังใจจากชาวบ้าน จึงต่อสู้จนหมดวาระ

ทุกวันนี้ ที่สวนนวลฉวี เปิดให้คนที่สนใจมาศึกษาดูงาน โดยจะสอนให้คนที่สนใจเข้ามาชม ทำกิ่งตอน ขยายพันธุ์ หรือทำมะม่วงแฟนซี หมายถึง มะม่วง 1 ต้น สามารถมีได้หลายสายพันธ์ จะสอนและให้ความรู้กับทุกคนที่สนใจ โดยไม่หวงวิชา เพราะเชื่อว่าคนอื่นก็อยากประสบความสำเร็จเหมือนกับเรา จึงถ่ายทอดความรู้ที่เราลองผิดลองถูกมาหลายปี ให้คนที่มาชมสวน ได้ทดลองนำไปปฏิบัติ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จหลายคน

เจ้าของสวนนวลฉวี เผยอีกว่า ก่อนหน้านี้ ได้สนับสนุนพันธุ์มะม่วง และกิ่งหม่อนให้กับกองบิน 46 จังหวัดพิษณุโลก เพื่อให้กำลังพลได้ไปขยายพันธุ์ และนำไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านต่อไป ถือเป็นความร่วมมือกับส่วนราชการ เพื่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายด้านเกษตรที่เข้มแข็ง

ระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม – 6 สิงหาคม 2560 นี้ ที่สนามกีฬากองทัพอากาศ ธูปะเตมีย์กองทัพอากาศ กำหนดจัดงานกองทัพอากาศกับศาสตร์พระราชา โดยมีการจัดนิทรรศการมีชีวิตของศาสตร์พระราชา รวมถึงภารกิจต่าง ๆ ของกองทัพอากาศที่น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไปใช้เพื่อพัฒนาประเทศ โดยมีการเชิญสวนนวลฉวี ไปร่วมงานและแสดงสินค้าด้วย ด้งนั้นผู้สนใจทั่วไป สามารถไปพบกันในงานและชิมผลิตภัณฑ์ ทั้งมะม่วงกวน และกล้วยตากได้

ท่านที่สนใจผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป มะม่วงกวน www.virtualracersedge.com กล้วยน้ำหว้าอบพลังงานแสงอาทิตย์ ของสวนนวลฉวี พบกันได้ในงานกองทัพอากาศกับศาสตร์พระราชา ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม – 6 สิงหาคม 2560 นี้ ที่สนามกีฬากองทัพอากาศ ธูปะเตมีย์

จัดสัมมนาวันแห่งการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเล

จากการที่กรมพัฒนาที่ดินได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้รับผิดชอบในฐานะหน่วยงานผู้ประสานงานระดับชาติ (National Focal Agency) ของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (United Nations Convention to Combat Desertification: UNCCD) ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยภาคยานุวัติเข้าเป็นสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทรายเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2543 และสหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ 17 มิถุนายนของทุกปี

เป็นวันแห่งการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทรายโลก (The World Day to Combat Desertification) เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ความเสื่อมโทรมของที่ดินและภัยแล้ง รวมถึงการประชาสัมพันธ์การดำเนินงานตามอนุสัญญาฯ ให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งวันแห่งการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทรายโลก สำนักงานเลขาธิการอนุสัญญาจึงเชิญชวนประเทศภาคีสมาชิกจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อรณรงค์เผยแพร่และประชาสัมพันธ์กิจกรรมและการดำเนินงานของอนุสัญญาฯ ในประเทศของตน

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า สำหรับปี 2560 นี้ สำนักเลขาธิการอนุสัญญา UNCCD ได้กำหนดหัวข้อการณรงค์ คือ “Our Land, Our Home, Our Future” เพื่อมุ่งเน้นถึงปัญหาการอพยพย้ายถิ่นที่เกิดจากปัญหาความเสื่อมโทรมของที่ดิน โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือหากชุมชนเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของที่ดินและตระหนักถึงความสำคัญต่อการผลิตอาหารการสร้างรายได้และเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาระบบนิเวศในชุมชน การสร้างความมั่นคงทางอาหารก็จะช่วยลดผลกระทบจากการย้ายถิ่นฐาน ละทิ้งพื้นที่ รวมทั้งหากรักษามาตรการหรือแนวทางการปฏิบัติในการจัดการที่ดินให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ยั่งยืน ก็จะช่วยบรรเทาผลกระทบหรือสร้างการปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงต่อการพัฒนาด้านอื่นๆ

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดินจะจัดสัมมนาเนื่องในวันแห่งการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทรายโลกปี 2560 (World day to combat desertification) ในวันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน 2560 ณ ห้องประชุมฟีนิกซ์ 4-6 ศูนย์ประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยต่างๆ สถาบันสิ่งแวดล้อม และองค์กรภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานกว่า 250 คน

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การอ่านสารจากเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย การบรรยายพิเศษ จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่

แนวทางการพัฒนาพื้นที่เสื่อมโทรมเพื่อสร้างความยั่งยืนในการผลิตอาหาร (โครงการทุ่งกุลาร้องไห้)
เศรษฐศาสตร์กับความเสื่อมโทรมของที่ดิน “Economic of Land Degradation”
เป้าหมายความสมดุลของการจัดการทรัพยากรที่ดินอย่างยั่งยืน (Land Degradation neutrality : LDN) และการถ่ายทอดประสบการณ์การจัดการป่าไม้จากองค์กรภาคประชาสังคม การนำเสนอการดำเนินงานและนิทรรศการตัวอย่างความสำเร็จของการดำเนินงานด้านการจัดการทรัพยากรที่ดิน พิธีมอบรางวัลการประกวดภาพถ่ายและนิทรรศการภาพถ่าย หัวข้อ “ดินดี น้ำอุดมป่าสมบูรณ์ เพื่อการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยั่งยืน” นิทรรศการ Agri-Map และนิทรรศการความสำเร็จของการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้ สู่ความยั่งยืนในการใช้ที่ดิน

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้จะได้รับความรู้และเข้าใจถึงความสำคัญของทรัพยากรดิน การจัดการที่ดิน ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ดินและน้ำที่มีส่วนสนับสนุนการรักษาระบบนิเวศในชุมชน การสร้างความมั่นคงทางอาหารซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากการย้ายถิ่นฐาน การละทิ้งพื้นที่ ตลอดจนเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมอันเป็นการเชื่อมโยงความสำเร็จไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ดินที่ยั่งยืน

“เกษตรก้าวไกล” ขอพาท่านผู้อ่านลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อชมแหล่งท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของคนในลุ่มน้ำเจ้าพระยา…

จุดแรก ที่ห้ามพลาดคือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเมล่อนหมู่ใหญ่ร่วมใจพัฒนา ต.คู้สลอด อ.ลาดบัวหลวง ที่นี้เป็นกลุ่มวิสาหกิจน้องใหม่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เริ่มรวมตัวกันหลังปี2554 หลังจากที่ราคาข้าวตกต่ำ ไม่ได้ราคาเหมือนสมัยก่อน ชาวบ้านที่นี้เลยต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ด้วยการหันมาปลูกเมล่อน

“เดิมชาวบ้านแถวนี้มีอาชีพทำนาและปลูกผักบุ้งจีนขาย แต่ในช่วงที่ผ่านมา เกิดภาวะน้ำท่วมและน้ำแล้งต่อเนื่องหลายปี เป็นเหตุให้อาชีพทำนาและปลูกผักบุ้งจีน ไม่สามารถทำรายได้ให้ชาวบ้านได้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงนำเกษตรกรไปศึกษาดูงานผู้ปลูกเมล่อนที่จังหวัดสุพรรณบุรี ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพืชที่ปลูกและเริ่มให้ความสนใจเมล่อนมากขึ้น” นายสวาท สุขนุ่ม ประธานกลุ่มวิสาหกิจฯ กล่าวถึงจุดเริ่มต้น

เมล่อนที่นี้จะปลูกภายในโรงเรือน เนื่องจากป้องกันโรคและแมลงได้ดีกว่าปลูกกลางแจ้ง ที่สำคัญลดการใช้สารเคมีได้ด้วย ทำให้ผลผลิตปลอดภัยจนได้รับมาตรฐาน GAP ผลผลิตของกลุ่มส่วนใหญ่จะผลิตเพื่อส่งจำหน่ายให้กับโมเดิร์นเทรด ส่วนที่เหลือจะจำหน่ายให้กับพ่อค้ารายย่อย

“รายได้จากการปลูกเมล่อนถือว่าดีกว่าทำนา สมาชิกกลุ่มอยู่ได้ ไม่ต้องเผชิญกับสารเคมีเหมือนแต่ก่อน” เกษตรกรสมาชิกกลุ่มรายหนึ่ง กล่าว

“หากมีการแผนการท่องเที่ยวสวนเมล่อนเข้ากับแผนการท่องเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คาดว่าจะสร้างรายได้ให้เกษตรได้มากขึ้น จึงขอเชิญชวนให้มาท่องเที่ยวกันเยอะ” ประธานกลุ่มวิสาหกิจฯ กล่าว

สนใจเยี่ยมชมสวนเมล่อน ติดต่อที่ประธานกลุ่มได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 086-086-6930

จากกลุ่มเมล่อน ไม่ไกลกันมาก เราได้พบกับกลุ่มปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษตำบลสิงหนาท ที่ผลิตผักสวนครัว ส่งออกไปยังยุโรป หรือ EU มานานตั้งแต่ปี 2543 ทุกวันจะมีรถจากบริษัทส่งออกมารับผักภายในหมู่บ้าน ที่นี้รวมกลุ่มกันปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ

“ที่บอกว่าผักปลอดภัยจากสารพิษ เพราะพื้นที่ไม่สามารถทำเกษตรอินทรีย์ได้ จะมีการใช้สารเคมีบ้างแต่ถือว่าน้อยมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไม่ใช้สารเคมี จึงกลายเป็นปลูกผักปลอดภัยจากสารเคมี ไม่ใช้ปลอดสาร” นายบัญชา พวงสวัสดิ์ กำนันตำบลสิงหนาท กล่าว

ที่ตำบลสิงหนาท กำลังเตรียมตัวเพื่อทำโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าพัก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรวมกลุ่มเพื่อทำความเข้าใจกับชาวบ้าน และวางแผนกิจกรรมให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวบ้าน ใครสนใจอยากไปศึกษาเรียนรู้ สามารถติดต่อกำนันบัญชา ได้ที่เบอร์ 089-804-3854

จากลาดบังหลวง ข้ามมาฝั่ง อ.บางบาล พื้นที่แห่งวีระบุรุษอย่าง “นายขนมต้ม” ที่แห่งนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน “บางบาล” ในความเข้าใจของคนภายนอกคือพื้นที่รับน้ำ และรับถุงยังชีพ น้อยคนที่จะรู้ว่าที่แห่งนี้มี “โฮมสเตย์” ที่เข้มแข็งจากการรวมตัวของชาวบ้านในนาม “โอมสเตย์ไทยน้อย”

ที่นี้ชาวบ้านรวมกลุ่มทำโฮมสเตย์ โดยนำวิถีชีวิตของคนในชุมชนมาเป็นจุดขาย ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ เข้ามาท่องเที่ยว

“เรามีต้นทุนเดิมคือชุมชนชาวมอญที่อพยพจากหงสาวดี ตามเสด็จพระนเรศวรจากพม่า มาตั้งรกรากที่นี้ ทำให้มีวิถีชาวมอญยังหลงเหลืออยู่ ไม่ว่าจะเป็น หลวงพ่อใหญ่ วัดไทรน้อย หรือ วัดมอญ การทำอิฐมอญ นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังจะได้เรียนรู้การปลูกกล้วยหอม กล้วยไข่ การปลูกข้าวโพด จากเกษตรกรตัวจริง” นางมยุรี ศรีนาค ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ไทรน้อย

แต่ดูเหมือนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จะยังขาดบางอย่างนั้นคือ การท่องเที่ยวทางน้ำ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองกรุงเก่า นั้นคือ การล่องเรือชมทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ศึกษาประวัติศาสตร์สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้นเรือที่ท่าน้ำวัดพนัญเชิง ศึกษาหมู่บ้านญี่ปุ่น หมู่บ้านฮอลันดา หมู่บ้านโปรตุเกส

นายธารทิพย์ มีลักษณะ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า เส้นทางท่องเที่ยวทั้ง 4 เส้นทางยังไม่ได้รับการประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง ซึ่งทั้ง 4 แห่งจะเป็นเส้นทางเชื่อมต่อการท่องเที่ยวที่เป็นแม่เหล็กสำคัญของจังหวัดต่อไป

จันทบุรี เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นร้อยพันธุ์ผลไม้ โดยเฉพาะราชาผลไม้อย่างทุเรียน เมืองจันท์เขาก็ขึ้นชื่อไม้แพ้ใคร พอถึงช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ปัญหาเรื่องผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ ก็มีมาให้แก้กันทุกปี ทว่าในปีนี้ผลจากการดำเนินการตามนโยบายแปลงใหญ่ทำให้พี่น้องเกษตรกรยิ้มได้ เพราะผลผลิตมีราคาเพิ่มขึ้น

งานนี้รอช้าไม่ได้แล้ว เมื่อกรมส่งเสริมการเกษตรนำทีมสื่อมวลชนไปพบปะพูดคุยกับเกษตรกรตัวจริง จึงต้องถามหน่อยว่าผลผลิตปีนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

คุณอุดม วรัญญรัฐ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และประธานผู้ปลูกทุเรียนแปลงใหญ่ ต.ทุ่งเบญจา อ.ท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน 200 ไร่ แบบครบวงจร บอกว่า ผลผลิตทุเรียนในจันทบุรีปีนี้ค่อนข้างหนาแน่น และคิดว่าปริมาณผลผลิตทุเรียนในปีนี้จะเป็นบรรทัดฐานได้ในอีกสองสามปีข้างหน้า จากที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องการรวบรวมผลผลิต สินค้าไม่มีมาตรฐาน ทำให้พ่อค้าคนกลางชี้นำเกษตรกรรายย่อยได้ เกษตรกรเสียเปรียบ

หลังจากมีการบริหารตามนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ที่เข้ามาส่งเสริมจากภาครัฐ ซึ่งขณะนี้มีทั้งหมด 50 แปลง เกิดความแตกต่างจากเดิม มีการรวมผลผลิตเพื่อจำหน่ายออกสู่ตลาด สินค้ามีความคล้ายคลึง พ่อค้าไม่สามารถชี้นำได้และมีมาตรฐานเดียวกัน

การรวมกันในกลุ่มเกษตรกรทำให้การดูแลการผลิตเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สามารถต่อสู้กับคู่แข่งได้ อนาคตการเกษตรบ้านเราก็คงไม่แพ้ใคร การปลูกทุเรียนที่นี่จะคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคทุกขั้นตอน รวมถึงราคาทุเรียน 2-3 ปีที่ผ่านมาถือว่าดีมาก ปีนี้ราคาไม่ตกต่ำ อีกสองสามปีข้างหน้า ก็ถือว่าไม่น่าเป็นห่วง

คุณอุดม ยังบอกอีกว่า การที่รวมตัวกันเป็นแปลงใหญ่แล้ว ในอนาคตคู่แข่งประเทศเพื่อนบ้าน เราจะสามารถมีต้นทุนที่สู้เขาได้ ก่อนจะจบบทสนทนา คุณอุดมได้ทิ้งท้ายข้อความที่น่าสนใจ โดยฝากไว้ให้เป็นการบ้านของภาครัฐในการแก้ปัญหาต่อไปว่า “ถึงตอนนี้ผมเป็นห่วงอย่างเดียวคือเรื่องแรงงานที่จะแพ็คกิ้ง แล้วก็เรื่องขนส่ง ถ้ามีการขยายตัวมากขึ้น เรื่องระบบโลจิสติกส์และระบบแรงงานเรามีข้อจำกัด คือไม่สามารถที่จะแพ็คกิ้งหรือส่งออกได้ทัน ผลผลิตก็จะล้นอยู่ในตลาดบ้านเรา โดยเฉพาะในช่วงที่ผลไม้กระจุกตัวเต็มที่ จึงห่วงเรื่องระบบขนส่งอย่างมาก” คุณอุดมเอ่ยทิ้งท้าย

เรียกได้ว่าเกษตรแปลงใหญ่ได้เข้ามามีบทบาทในการลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน ทำให้เกษตรกรมีปากมีเสียงมากขึ้น

ในขณะที่คุณสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้นำทีมสื่อมวลชนเยี่ยมชมแปลงใหญ่ทุเรียนเมืองจันท์ในครั้งนี้ กล่าวว่า ผลผลิตทุเรียนในภาคตะวันออก สำหรับปีนี้มีมากถึง 3 แสน 4 หมื่นตัน ซึ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา แต่ราคาซื้อขายยังไม่ลดลง โดยยังอยู่ที่ 60-70 บาทต่อกิโลกรัม ตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลจนเข้าสู่ปลายฤดูกาล ราคาก็ยังคงที่ โดยทุเรียนมีความหลากหลายพันธุ์เป็นที่นิยมมากขึ้น เช่น พวงมณี นกหยิบ ที่มีรสชาติอร่อยมากกว่าเดิม โดยรวมผลไม้ภาคตะวันออกถือว่าดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นปริมาณ คุณภาพ ราคา หากเปรียบเทียบกับเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา

“ปีนี้ราคาทุเรียนดี ผลผลิตค่อนข้างเยอะ เพราะเราสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นในการดูแลกันเองของสมาชิก นั่นคือบทบาทที่เราทำงานร่วมกัน ราชการวันนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำ แต่เป็นหน่วยสนับสนุนพี่น้องเกษตรกร” อธิบดีกรมส่งเสริมกล่าว

นิตยสารรักษ์เกษตร ร่วมกับ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย จัดสัมมนา “เกษตร 4.0 ยกระดับสู่มาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร” และอบรมอาชีพทางการเกษตรหลากหลาย วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน 2560 เวลา 08.00-16.30 น. ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี ม.เกษตรศาสตร์

งานนี้ถือได้ว่าเป็นการยกระดับและก้าวสู่มาตรฐานครั้งสำคัญที่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร บริษัทเอกชนที่ต้องการพัฒนาสู่สวนมาตรฐาน และสินค้ามาตรฐานที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง จะก้าวไปทางไหน หน่วยงานใดที่จะให้คำตอบได้

มางานนี้คุณจะได้พบกับทุกคำตอบของ…มาตรฐาน…ที่จะทำให้คุณก้าวสู่โอกาสที่ดีของสินค้าของคุณ ความสำคัญของมาตรฐานรองรับที่ทวีความสำคัญมากขึ้นในการแข่งขันทางการตลาด

พบกับหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการรับรองมาตรฐานโดยตรง รวมทั้งตลาดที่จะเข้ามารองรับสินค้ามาตรฐานของคุณ

เติมเต็มด้วยการเรียนรู้-อบรมอาชีพเกษตรหลากหลายให้เลือกเรียนรู้…

ภาคเช้า

– บทบาท ความสำคัญ การให้บริการของมาตรฐาน GAP โดย กรมวิชาการเกษตร

– บทบาท ความสำคัญ การให้บริการ มาตรฐาน Q โดย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

– บทบาท ความสำคัญ การให้บริการ ของมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และ มูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย

– บทบาท ความสำคัญ การให้บริการ มาตรฐาน THAI GAP โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

ภาคบ่าย

– บทบาท ความสำคัญ การให้บริการ มาตรฐาน GMP โดย ห้องปฏิบัติการกลาง(ประเทศไทย) จำกัด

– โอกาส ช่องทางของสินค้ามาตรฐานสู่ตลาดบน โดย แมคโคร และ เดอะมอลล์…ที่จะมาบอกถึงการนำสินค้าเข้ามาขายในห้าง และคุณภาพ มาตรฐานของสินค้าส่งห้างสรรพสินค้า

– มุมมอง แนวคิด ทิศทาง อนาคตและช่องทางของพืชทำเงิน/กล้วย โดย คิง ฟรุ๊ท แตงโม/ โดย กลุ่มปลูกฮัก

นอกจากนี้ ภายในงานจะได้เรียนรู้และอบรมอาชีพหลากหลาย เช่น การเพาะเห็ดตะกร้า การปลูกผักไฮโดรโปรนิคส์ การขยายพันธุ์พืช การเลี้ยงไส้เดือน การเลี้ยงกุ้งก้ามแดงชีววิถี การปลูกเมล่อน การปลูกกล้วย

พร้อมกันนั้น ยังมีบูธของหน่วยงานด้านมาตรฐานที่จะมาให้คำแนะนำด้านมาตรฐานต่างๆ รวมทั้งบูธสินค้ามาตรฐานของสวน GAP ห้างสรรพสินค้าที่ต้องการสินค้ามาตรฐานจากสวน

ค่าใช้จ่าย 800 บาท (มีเอกสารสัมมนา อาหารว่าง อาหารกลางวัน) โอนเงินเข้าบัญชี บริษัท ก้าวใหม่ มีเดีย จำกัด ธนาคารกรุงเทพ 0437487481 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดปี 2560 ภาคเกษตรขยายตัว 2.5-3.5 ทุกสาขาส่งสัญญาณทิศทางดี แจงมุมวิเคราะห์รายภาค ระบุ ภาคใต้ ขยายตัวสูงสุด ร้อยละ 3.6-4.6 จากการขยายตัวของสาขาพืชและสาขาประมงเป็นหลัก ระบุ มีปัจจัยบวกหนุนหลายประการ ทั้งสภาพอากาศ นโยบายเกษตรฯ และเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการวิเคราะห์และประมาณการณ์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรตลอดปี 2560 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.5-3.5 เมื่อเทียบกับปี 2559 โดยทุกสาขาการผลิตทั้งพืช ปศุสัตว์ ประมง บริการทางการเกษตร และป่าไม้ มีแนวโน้มขยายตัว มีปัจจัยเชิงบวกหลายประการ อาทิ สภาพอากาศและปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตมากกว่าปีที่แล้วซึ่งประสบภัยแล้ง และสถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มทิศทางที่ดีขึ้น และแนวโน้มความต้องการสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ที่เป็นอาหารและแปรรูปอุตสาหกรรมอื่นเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับเศรษฐกิจโลก และสอดคล้องกับสต๊อกผลผลิตโลกที่ลดลง

รวมถึงการดำเนินนโยบายและมาตรการด้านการเกษตรต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องของรัฐบาล รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกในปี 2560 ที่มีทิศทางดีขึ้น ปัจจัยเกื้อหนุนในประเทศที่สำคัญมาจากนโยบายขับเคลื่อนและปฏิรูปภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง ทั้งนโยบายส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้ ศพก. 882 ศูนย์ Agri-Map ระบบส่งน้ำและกระจายน้ำ ระบบเกษตรปลอดภัยและอินทรีย์ การสร้าง Smart / Young Smart Farmer และยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พัฒนาในระดับพื้นที่เด่นชัดขึ้นเป็นลำดับ

ทำให้ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญให้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรขยายตัว ซึ่งคาดการณ์ว่า ครัวเรือนเกษตรมีรายได้ทางการเกษตร 160,835 บาทต่อครัวเรือน สัดส่วนรายได้จากผลผลิตพืช ร้อยละ 70.98 ผลผลิตสัตว์ ร้อยละ 25.43 และรายได้ทางการเกษตรอื่น ร้อยละ 3.59 ซึ่งกลุ่มสินค้าเกษตรสำคัญ ซึ่งเป็นที่มาของรายได้ในภาพรวมของประเทศ ได้แก่ ข้าว ไม้ผลไม้ยืนต้น พืชไร่ ปศุสัตว์และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรแบบรายภาค พบว่า ทุกภาคมีแนวโน้มขยายตัว เนื่องจากการผลิตทางการเกษตรมีการปรับตัวดีขึ้น หลังจากได้รับผลกระทบจากภาวะแห้งแล้งและปริมาณน้ำไม่เพียงพอสำหรับการเพาะปลูกในช่วงปีที่ผ่านมา และสถานการณ์ราคาสินค้าที่ปรับตัวดีขึ้น โดยภาคใต้มีการขยายตัวมากที่สุด รองลงมา คือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ

ภาคใต้ คาดว่าภาคเกษตรจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 3.6-4.6 จากการขยายตัวของสาขาพืชและสาขาประมงเป็นหลัก โดยสินค้าเกษตรสำคัญที่คาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าว ผลไม้ (ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง) และกุ้งเพาะเลี้ยง เกษตรกรมีรายได้เงินสดทางการเกษตร 222,622 บาทต่อครัวเรือน

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คาดว่าภาคเกษตรจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.4-3.4 จากการขยายตัวของสาขาพืช สาขาปศุสัตว์ และสาขาประมง เป็นหลัก โดยสินค้าที่คาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา หอมแดง โคเนื้อ และไก่เนื้อ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของการจับสัตว์น้ำจืดตามธรรมชาติ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด เกษตรกรมีรายได้เงินสดทางการเกษตร 107,007 บาทต่อครัวเรือน

ภาคกลาง* คาดว่าภาคเกษตรจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.2-3.2 จากการขยายตัวของสาขาพืช สาขาปศุสัตว์ สาขาประมง และสาขาบริการทางการเกษตร โดยสินค้าเกษตรสำคัญที่คาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าว ผลไม้ (ทุเรียน มังคุด และเงาะ อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ไก่เนื้อ สุกร ปลาน้ำจืด และกุ้งเพาะเลี้ยง เกษตรกรมีรายได้เงินสดทางการเกษตร 264,395 บาทต่อครัวเรือน

ภาคเหนือ คาดว่าภาคเกษตรจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.6-2.6 จากการขยายตัวของสาขาพืชและสาขาบริการทางการเกษตรเป็นหลัก โดยสินค้าเกษตรสำคัญที่คาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง ลำไย อ้อยโรงงาน ลิ้นจี่ ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสับปะรดโรงงาน เกษตรกรมีรายได้เงินสดทางการเกษตร 167,854 บาทต่อครัวเรือน

ในวันที่ 27 มิถุนายน 2560 นายประทีป มายิ้ม และคณะ ในนามสมาคมการค้ากุ้งก้ามแดง ได้เดินทางเข้าร่วมประชุม ณ กรมประมง ขอความอนุเคราะห์จากท่านอธิบดีกรมประมง ดร.อดิศร พร้อมเทพ หารือความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิช เนื่องจากความไม่ชัดเจนในข้อกฏหมายบางประการ ที่ส่งผลกระทบต่อการซื้อขายกุ้งเครย์ฟิชเพื่อการบริโภคและการเลี้ยงสวยงาม ในการนีงสมาคมฯ ขอขอบพระคุณท่านอธิบดีกรมประมง และ ดร.อมรรัตน์ เสริมวัฒนกุล (ดร.น้อย) ที่ได้ให้โอกาสสมาคมฯ เป็นตัวแทนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิชทั่วประเทศที่จะได้มีโอกาสในการสร้างงาน สร้างอาชีพที่ยั่งยืนต่อไป สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ นำรายได้เข้าสู่ประเทศ อันเกิดประโยชน์ต่อสังคมและชุมชน

ผลจากการประชุมในครั้งนี้ ท่านอธิบดีได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ ถึงความเดือดร้อน จึงได้สั่งการให้มีการแก้ไขประกาศกรมประมงบางข้อบางประการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เกษตรกร ผู้ค้าขาย และผู้บริโภค ให้สามารถนำไปปฏิบัติได้ และเป็นการส่งเสริมการประกอบกิจการเพาะเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิชต่อไป

ลุ่มน้ำยม เป็น 1 ใน 25 ลุ่มน้ำหลักของประเทศไทย ตั้งอยู่ทางตอนเหนือ มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 23,618 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 10 จังหวัด คือ พะเยา น่าน ลำปาง แพร่ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสรรค์ ลักษณะของลุ่มน้ำนี้จะวางตัวตามแนวเหนือ-ใต้ ทิศเหนือเริ่มจากทิวเขาผีปันน้ำติดกับลุ่มน้ำโขง ทิศใต้ติดกับลุ่มน้ำปิง ทิศตะวันตกติดกับลุ่มน้ำวังและลุ่มน้ำปิง ทิศตะวันออกติดกับลุ่มน้ำน่าน โดยมีแม่น้ำยมเป็นแม่น้ำสายหลักของลุ่มน้ำ

แม่น้ำยม มีต้นกำเนิดจากดอยขุนยวมในทิวเขาผีปันน้ำ ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดพะเยา ไหลผ่านหุบเขาที่มีความลาดชัน มีที่ราบแคบๆ ริมแม่น้ำ จากนั้นไหลออกสู่ที่ราบในจังหวัดแพร่ และไหลเข้าสู่หุบเขาทางตะวันตก แล้วไหลลงใต้เข้าสู่ที่ราบที่จังหวัดสุโขทัย แม่น้ำยมจะไหลคู่ขนานมากับแม่น้ำน่าน จากนั้นจะไหลผ่านจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดพิจิตร แล้วไหลมาบรรจบกับแม่น้ำน่านที่จังหวัดนครสวรรค์

อย่างไรก็ตามลุ่มน้ำยม เป็นลุ่มน้ำที่มีปัญหาเรื่องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมหรือน้ำแล้งค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากขาดแหล่งกักเก็บน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำตอนบน เพื่อช่วยชะลอและเก็บกักน้ำไว้ ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูน้ำหลาก แต่พอเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ว ก็จะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำทันที ชาวบ้านต้องนำดินลงไปทำฝายกันน้ำชั่วคราวเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ ส่งผลให้ปริมาณตะกอนดินในแม่น้ำยมมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี ซึ่งก็จะเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนล่าง

ลุ่มน้ำยมตอนล่าง เริ่มตั้งแต่จังหวัดสุโขทัย ลงมาจนถึงจังหวัดพิจิตร และนครสวรรค์ มีสภาพการใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกันค่อนข้างมากระหว่างฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของแม่น้ำยม ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำยม (พื้นที่ระหว่างแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน) จะมีลักษณะเป็นพื้นที่ราบอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทาน โดยรับน้ำมาจากแม่น้ำน่าน ที่มีเขื่อนสิริกิติ์ เและเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เป็นแหล่งกักเก็บน้ำต้นทุนขนาดใหญ่ ทำให้พื้นที่ฝั่งซ้ายมีความอุดมสมบูรณ์

ขณะที่พื้นที่ฝั่งขวาของแม่น้ำยม แม้จะมีสภาพเป็นพื้นที่ราบเช่นเดียวกันแต่อยู่นอกเขตพื้นที่ชลประทาน ทำให้ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำที่รุนแรงทุกปี

ในปัจจุบันในแม่น้ำยมตอนล่าง มีการสร้างฝายเพื่อเก็บกักน้ำไว้ในลำน้ำหลายแห่ง เช่น ฝายสามง่าม และฝายพญาวัง เป็นต้น จากนั้นก็จะสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเข้าสู่พื้นที่การเกษตร อย่างไรก็ตามในช่วงฤดูแล้งเกือบตลอดแนวแม่น้ำยมตอนล่าง ลำน้ำมีสภาพแห้งขอด จำเป็นจะต้องบริหารจัดการน้ำร่วมกันกับลุ่มน้ำน่านที่มีศักยภาพความพร้อมมากกว่าเนื่องจากมีแหล่งน้ำต้นทุนขนาดใหญ่ สามารถควบคุมการบริหารน้ำได้ ในช่วงฤดูน้ำหลาก ก็ชะลอการปล่อยน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เพื่อที่จะผันน้ำจากแม่น้ำน้ำยมไปยังแม่น้ำน่านให้ช่วยระบายน้ำได้ปริมาณที่มากขึ้น ส่วนฤดูแล้งก็ผันน้ำจากลุ่มน้ำน่านมาช่วยบรรเทาความเดือนร้อนจากการขาดแคลนน้ำของลุ่มน้ำยม

อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการน้ำตามแนวทางดังกล่าว สามารถแก้ปัญหาได้บางส่วนเท่านั้น จำเป็นจะต้องพัฒนาอาคารบังคับน้ำ ไม่ว่าจะเป็นฝาย หรือประตูระบายน้ำในแม่น้ำยมเพิ่มขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำยมตอนล่าง และการบริหารจัดการร่วมกับลุ่มน้ำน่านมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานมีแผนที่จะสร้างอาคารบังคับน้ำ ประเภทประตูระบายน้ำ ในแม่น้ำยมตอนล่างเพิ่มขึ้นอีก 4 แห่งซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ประกอบด้วย

โครงการประตูระบายน้ำท่าแห ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีต เสริมเหล็กบานระบาย ชนิดบานโค้ง ขนาด 10.00 x 9.00 เมตร จำนวน 4 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 16.75 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) มีพื้นที่รับประโยชน์ 81,111 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลบางระกำ ตำบลปลักแรด ตำบลวังอิทก ตำบลพันเสา ตำบลบ่อทอง ตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก และ ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร
โครงการฝายบ้านวังจิก ตำบลวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริม เหล็กบานระบายชนิดบานโค้ง ขนาด 12.50 x 8.00 เมตร จำนวน 5 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 6.63 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 37,397 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านนา อำเภอวชิรบารมี ตำบลรังนก ตำบลเนินปอ อำเภอสามง่าม ตำบลวังจิก ตำบลไผ่รอบ ตำบลโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร

โครงการประตูระบายน้ำท่านางงาม ตำบลท่านางงาม อำบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กบานระบายชนิดบานโค้ง ขนาด 12.50 x 8.00 เมตร จำนวน 5 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 8.24 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 52,875 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลชุมแสงสงคราม ตำบลท่านางงาม ตำบลคุยม่วง ตำบลบางระกำ ตำบลบึงกอก อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก

และ4. โครงการประตูระบายน้ำโพธิ์ประทับช้าง ตำบลไผ่ ท่าโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก บานระบาย ชนิดบานโค้ง ขนาด 10.00 x 9.00 เมตร จำนวน 4 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 3.71 ล้าน ลบ.ม.มีพื้นที่รับประโยชน์ จำนวน 28,263 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลวังจิก ตำบลไผ่ท่าโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง ตำบลบางลาย อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร

“การดำเนินการศึกษา EIA อาคารบังคับน้ำทั้ง 4 แห่งในลุ่มน้ำยมตอนล่างดังกล่าวได้ศึกษาครอบคลุมในทุกๆด้าน ทั้งทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม โดยให้ประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน ตลอดจนหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น นำเสนอข้อมูล ข้อโต้แย้ง หรือข้อเสนอแนะต่างๆ ปรากฏว่าประชาชนในพื้นที่แทบทุกคนเห็นด้วยที่จะให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างโดยเร็ว ทั้งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ จากนั้นจะสรุปเรื่องนำเสนอต่อ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) หากไม่ติดปัญหาอะไร น่าจะดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2562” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เคยพระราชทานแนวพระราชดำริ “ศาสตร์พระราชา” ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซากแบบยั่งยืน ว่า “…ต้องมีการดำเนินการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบครบวงจร ทั้งการก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ อ่างเก็บน้ำสาขาของแม่น้ำยม การผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ ตลอดจนการขุดลอกคูคลอง หนอง บึง เพื่อกักเก็บน้ำและระบายน้ำในช่วงหน้าน้ำหลาก…”

กรมชลประทานได้นำ “ศาสตร์พระราชา” มาแก้ปัญหาลุ่มน้ำยม ทั้งดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในสาขาของลุ่มน้ำยมแล้วหลายแห่ง และกำลังจะดำเนินการก่อสร้างอีกหลายแห่ง การผันน้ำเชื่อมโยงระหว่างลุ่มน้ำน่านกับลุ่มน้ำยมก็ดำเนินการแล้ว การขุดลอกคูคลอง หนอง บึง เพื่อกักเก็บน้ำก็ดำเนินการแล้วเช่น ยิ่งกว่านั้นยังได้ต่อยอดวางแผนดำเนินโครงการแก้มลิงพื้นที่ลุ่มต่ำเหนือ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งจะมีมากถึง 69 แห่ง ในเขตจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ สามารถเก็บกักน้ำไว้ชั่วคราวเพื่อรอการระบายได้ 2,049 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) อีกด้วย

จะเหลือแต่การสร้างแหล่งเก็บกักน้ำที่สามารถเก็บน้ำรวมได้มากพอ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาลุ่มน้ำยมให้สมบูรณ์แบบเท่านั้นที่ยังไม่สามารถดำเนินการใดๆได้เลย ได้แต่รอ…แล้วก็รอ มานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ยังไม่เป็นจริงเลย…

กรมฝนหลวงและการบินเกษตรบินสำรวจพื้นที่การเกษตรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางเพื่อประเมินสถานการณ์น้ำสำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงและการสนับสนุนพื้นที่การเกษตร ไม่ให้ส่งผลกระทบกับพื้นที่น้ำหลาก น้ำท่วมขัง

วันที่ 21 มิถุนายน 2560 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ การบินเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ทำให้มีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคกลางและภาคตะวันออก ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้น ในระยะนี้ จากสภาพอากาศดังกล่าว จึงได้มอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางทำการบินสำรวจพื้นที่การเกษตรในบริเวณที่รับผิดชอบการปฏิบัติการฝนหลวง

เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำและวางแผนการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ โดยจากการบินสำรวจพบว่าพื้นที่การเกษตร ส่วนใหญ่ในจังหวัดลพบุรีและจังหวัดนครสวรรค์ เป็นพื้นที่ปลูกข้าว อ้อย มันสำปะสัง และข้าวโพด ซึ่งพื้นที่บางส่วนกำลังเริ่มทำการเพาะปลูก และมีปริมาณน้ำฝนเพียงพอ นอกจากนี้มีพื้นที่การเกษตรบางส่วนของอำเภอตาคลี อำเภอตากฟ้า อำเภอท่าตะโก

อำเภอชุมแสง อำเภอพยุหคีรี www.stsebastianschool.org อำเภอไพศาล และอำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์มีน้ำขัง และทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณอำเภอเมือง อำเภอโกสุมพิสัย อำเภอกันทรวิชัย อำเภอวาปีปทุม อำเภอนาดูน อำเภอยาสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม พื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่ ทำการเพาะปลูกข้าว มีปริมาณน้ำค่อนข้างมากและมีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่

“ใบพลู” เป็นพืชชี้วัดเศรษฐกิจ แถมสร้างมิตรไปในตัว?

ที่บ้านของคุณประทีป มายิ้ม เจ้าของ “สวนบ้านมายิ้ม” และในฐานะ “หัวหน้าปราชญ์เกษตรหนึ่งใจ” แห่งจังหวัดชลบุรี แต่ละวันจะคึกคักไปด้วยผู้คนที่มาดูงานเศรษฐกิจพอเพียง…

หัวใจของสวนบ้านมายิ้ม นอกจากจะมีการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงแบบชีววิถีเป็นพระเอกแล้ว ยังมีการปลูกพืชชนิดต่างๆ เรียกว่า “ปลูกทุกอย่างที่กิน และกินทุกอย่างที่ปลูก” คือพื้นที่ของบ้านประมาณ 1 ไร่เศษ แต่มีวิธีปลูกพืชพรรณต่างๆที่มีมูลค่าเกินกว่านั้น เพราะใช้ทุกพื้นที่คุ้มประโยชน์มากๆ

“ที่เห็นเลื้อยขึ้นไปบนแท๊งค์น้ำคือต้นพลูที่กินกับหมาก ปลูกไว้ต้นเดียวแต่แตกกอได้ใหญ่โตจนเก็บกินไม่ไหวก็ทำอย่างไรละ ก็ต้องนำไปขายต่อซิ” คุณประทีป ชี้ไปที่ต้นพลู

เจ้าของสวนบ้านมายิ้มบอกต่ออีกว่า แรกๆที่ปลูกต้นพลูก็ไม่ได้คิดว่าจะมีรายได้จากการขายใบพลู แต่ปลูกไปมาก็มีคนมาขอซื้อ ไม่คิดว่ายังมีคนที่กินใบพลูกับหมาก โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติ

“ปัจจุบันเข้าสู่ยุค AEC มีแรงงานต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยมากมาย ล้วนต่างบริโภคหมากพลูทั้งสิ้น เช่น พม่า ลาว เขมร ฯลฯ โดยเฉพาะพม่าชอบมาก เขามาซื้อเรากินแล้วยังไปพาพรรคพวกมาซื้อจากเราเพิ่มขึ้นอีกมายมายเป็นการขยายตลาดแบบปากต่อปากที่ไม่สิ้นสุดครับ”

แต่หากพูดถึงตลาดหลักของใบพลูจะอยู่ที่ร้านขายดอกไม้ ทุกๆร้านล้วนต่างต้องการใบพลู เพราะเมื่อเศรษฐกิจถดถอย ใบพลูจะขายได้ดีมีราคาสูงขึ้น “เดิมนั้นร้านดอกไม้ขายได้เฉพาะวันโกนวันพระ แต่เดี่ยวนี้ขายได้ทุกๆ นั่นเพราะวิกฤติเศรษฐกิจ” เนื่องจากประชาชนจะซื้อไปเพื่อการบน บาน ศาลกล่าว ไหว้เจ้าขอพร จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอความช่วยเหลือจากพระภูมิ เจ้าที่ ศาลตา ยาย หรืออื่นๆ ที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของประชาชน

“ใบพลูเป็นพืชที่เสพติด และบ่งบอกถึงเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลานั้นๆปลูกง่าย โตเร็วสร้างรายได้ อย่างยั่งยืนยาวนานและไม่ต้องการการดูแลมากมายเหมือนพืชชนิดอื่นๆ”

“แรงงานต่างด้าวกินแล้วติด กินแล้วต้องมาซื้อกินอีก ในการซื้อของเขาเราควรแถม เพราะว่าเราต้องการสร้างพันธมิตร รักษาลูกค้า และรักษาทรัพย์สินของเราเองไม่ให้ถูกขโมย” คุณประทีป อธิบายให้ฟัง

สำหรับการปลูกต้นพลูเป็นเรื่องที่ง่าย…สามารถขึ้นได้ทุกๆที่แม้แต่แท้งค์น้ำ และต้นไม้ทั่วไป สร้างอาชีพ สร้างรายได้ โดยไม่ต้องลงทุน เพียงแต่วางระบบน้ำที่เหลือจากการใช้ในครอบครัว เช่น น้ำจากอ่างล้างชาม น้ำที่เราใช้อาบ ล้างหน้าแปรงฟัน ฯลฯ นำมาใช้รดต้นพลูได้หมด

สรุปว่า การปลูกต้นพลูเป็นเรื่องที่ไม่ยาก นอกจากจะขายได้ (กก.ละ 120บาท) ยังสร้างมิตรได้ “จากที่ผมแจกแถมใบพลูให้กับแรงงานต่างชาติ (พม่า) พวกเขามาสร้างอาคารที่เป็นศูนย์เรียนรู้ให้ผมฟรีๆ…นี่คือน้ำใจ นี่คือพืชชี้วัดเศรษฐกิจ ผมเรียกมันว่าทฤษฎีใบพลูครับ” คุณประทีป ทิ้งท้ายได้หมดจดจริงๆ

สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำสายหลักต่างๆ ยังคงมีระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง เดินหน้าสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังอย่างต่อเนื่อง

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน (1 มิ.ย. 60) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกันทั้งสิ้น 41,182 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างฯ ปริมาณน้ำปีนี้มากกว่าปี 2559 รวม 8,420 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 17,362 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 34 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 9,022 ล้าน ลบ.ม.) เขื่อนใหญ่ทั้งประเทศยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 34,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 10,995 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44 ของความจุอ่างฯ ปริมาณน้ำปีนี้มากกว่าปี 2559 รวม 2,915 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้ .4,299 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 24 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 1,384 ล้าน ลบ.ม.) 4 เขื่อนหลัก ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 13,800 ล้านลูกบาศก์เมตร

สำหรับสภาพน้ำท่าในแม่น้ำสายหลัก ส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งและสามารถรองรับน้ำได้อีกมาก อาทิ แม่น้ำปิง ที่สถานี P.1 อ.เมืองเชียงใหม่ ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 2.20 เมตร ,สถานี P.7A อ.เมืองกำแพงเพชร ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 5.34 เมตร และสถานี P.17 อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 2.98 เมตร แม่น้ำวัง ที่สถานี W.1C อ.เมืองลำปาง ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 4.47 เมตร แม่น้ำยม ที่สถานี Y.1C อ.เมือง จ.แพร่ ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 7.36 เมตร ,และสถานี Y.4 อ.เมือง จ.สุโขทัย ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 5.13 เมตร แม่น้ำน่าน ที่สถานี N.1 อ.เมืองน่าน ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 8.53 เมตร และสถานี N.67 อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 5.10 เมตร ปริมาณน้ำทั้งหมดจะไหลมารวมกันที่แม่น้ำเจ้าพระยาจ.นครสวรรค์ โดยที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 5.64 เมตร กรมชลประทานได้ควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 719 ลบ.ม./วินาที ยังไม่ส่งกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน ส่วนที่สถานี C.29 อ.บางไทร ซึ่งเป็นจุดวัดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านลงสู่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 864 ลบ.ม./วินาที(รับน้ำได้สูงสุด 3,500 ลบ.ม./วินาที)

ในส่วนของสถานการณ์น้ำท่วม เนื่องจากเกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ นั้น ปัจจุบันมีพื้นที่น้ำท่วมรวม 6 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก สุโขทัย นครสวรรค์ ชลบุรี สุพรรณบุรี ลพบุรี และพระนครศรีอยุธยา สรุปได้ดังนี้ ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย ยังคงมีน้ำค้างทุ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งไม่ได้ทำการเกษตร ในเขตอ.คีรีมาศ ระดับน้ำลดลงเหลือ 0.30-0.50 เมตร กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่อง สูบน้ำ 2 เครื่อง เพื่อสูบระบายน้ำลงสู่แม่น้ำยม พร้อมกันนี้ได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการสำรวจพื้นที่ที่เกิดปัญหาคุณภาพน้ำเน่าเสียเพื่อเร่งสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่โดยเร็วต่อไป

จังหวัดพิษณุโลก ยังคงมีน้ำท่วมขับในที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ กรมชลประทานได้ประสานกับกฟผ.ลดการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ จากวันละ 23 ล้าน ลบ.ม. ลดลงมาอย่างต่อเนื่องจนเหลือวันละ 5 ล้าน ลบ.ม. ทำให้ระดับน้ำในแม่น่านลดต่ำลง ส่งผลให้น้ำที่ระบายจากแม่น้ำยมลงสู่แม่น้ำน่านไหลได้เร็วยิ่งขึ้น พร้อมกับปิดการรับน้ำจากแม่น้ำน่าน และเร่งระบายน้ำจากแม่น้ำยมที่รับน้ำบางส่วนจากพื้นที่อ.คีรีมาศ .สุโขทัย ลงสู่คลอง DR-15.8 และคลอง DR-2.8 ก่อนที่จะระบายลงสู่แม่น้ำน่านตามลำดับต่อไป นอกจากนี้ ยังได้นำรถไฮโดรลิคเสริมคันกั้นน้ำจุดสุ่มเสี่ยง 4 คัน และติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 30 เครื่อง ปัจจุบันพื้นที่น้ำท่วมขังลดลงเหลือประมาณ 8,000 ไร่

จังหวัดนครสวรรค์ ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณต.บางเคียน อ.ชุมแสง 1,500 ไร่ ระดับน้ำท่วมขังประมาณ 0.30-0.50 เมตร กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 6 เครื่อง บริเวณประตูระบายน้ำคลองบางหว้า เพื่อสูบน้ำออกจากพื้นที่การเกษตรแล้ว

จังหวัดลพบุรี ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณฝั่งซ้ายของคลองชัยนาท-ป่าสัก ซึ่งเป็นพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติ จำนวน 13,980 ไร่ กรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 5 เครื่อง สูบระบายน้ำลงคลองชัยนาท-ป่าสัก

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณทุ่งบางบาล พื้นที่ประมาณ 28,000 ไร่ กรมชลประทาน ได้สนับสนุนส่งเครื่องสูบน้ำเข้าไปติดตั้งเพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่แล้ว 13 เครื่อง

จังหวัดสุพรรณบุรี ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำการเกษตร ระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 1 เมตร โครงการชลประทานสุพรรณบุรี ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 15 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 6 เครื่อง พร้อมกับเดินเครื่องสูบน้ำที่ติดตั้งอยู่ที่ปตร.สองพี่น้องอีก 6 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุดแล้ว

จังหวัดชลบุรี ยังคงมีน้ำท่วมขังพื้นที่ลุ่มต่ำการเกษตร ในเขตอ.พนัสนิคม ระดับน้ำสูง 0.10-0.30 เมตร เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำจากลุ่มน้ำคลองหลวงและน้ำที่มาจากอ.บ้านบึง โครงการชลประทานชลบุรี ได้ส่งเครื่องสูบน้ำ 8 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำ โดยนำไปติดตั้งบริเวณประตูระบายน้ำคลองพานทอง 4 เครื่อง และประตูระบายน้ำปลายคลองชลประทานพานทอง อีก 4 เครื่อง พร้อมกับใช้สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า(บางแสม) เร่งสูบระบายน้ำลงสู่แม่น้ำบางปะกงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ให้เจ้าหน้าที่ชลประทานทุกโครงการฯทั่วประเทศ เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำท่า น้ำในเขื่อน และน้ำในแม่น้ำสายหลักอย่างใกล้ชิด พร้อมกับจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และเครื่องสูบน้ำ รวมไปถึงการตรวจสอบสภาพความพร้อมของอาคารชลประทาน คลองระบายน้ำต่างๆ ให้มีความพร้อมที่จะสามารถระบายน้ำในช่วงที่เกิดฝนตกหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากเกษตรกรหรือประชาชนในพื้นที่ที่ถูกน้ำขังประสบกับปัญหาการระบายน้ำ สามารถประสานงานหรือขอความช่วยเหลือไปยังโครงการชลประทานหรือโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา ที่อยู่ใกล้กับภูมิลำเนาของท่านได้ตลอดเวลา เจ้าหน้าที่ชลประทานยินดีที่จะดำเนินการช่วยเหลือท่านด้วยความเต็มใจ ตามนโยบายของพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเข้าไปช่วยเหลือ บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับประชาชนที่ประสบกับปัญหาน้ำท่วมอย่างเต็มความสามารถ

คุณชดาภา วรอมราคุณ หรือ “คุณโบ” วัย 35 ปี เป็นแม่ค้ารับซื้อข้าวโพดหวานหรือข้าวโพดฟักสด ที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของ จ.ชลบุรี เธอเริ่มจากการเป็นเกษตรกร และกิจการเล็กๆ จนสามารถส่งเสริมให้ลูกไร่ปลูกข้าวโพดถึง 100 ราย (ใช้พันธุ์ข้าวโพดหวาน ของบริษัทแปซิฟิคเมล็ดพันธุ์) มีปริมาณการซื้อขายถึงวันละ 3 ตัน (3,000 กิโลกรัม) เธอทำได้อย่างไร?…

”เกษตรก้าวไกล” จะอาสาพาไปพูดคุยถึงไร่ข้าวโพดที่ จ.ชลบุรี ณ บัดนี้

ประวัติชีวิต
โบเป็นคน อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เรียนจบ ปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กลับมาช่วยกิจการที่บ้าน ทำเกษตรปลูกไม้ยูคาลิปตัส ปลูกอ้อย เลี้ยงโคนม ที่ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี และมีโรงงานทำข้าวโพดกระป๋อง แต่ปัจจุบันเลิกผลิตข้าวโพดแล้ว ตอนนั้น (ปี 2548) โบเข้าไปซื้อเปลือกข้าวโพดมาให้โค นมได้รู้จักกับพี่สมชาย วรนาม (สามี) พี่เขาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ส่งเสริมอยู่แผนกจัดซื้อในโรงงาน ช่วงนั้นที่บ้านเลิกทำอ้อย หันมาปลูกยางพารา 70 ไร่

ช่วงที่ปลูกยางปีแรกต้องการหาพืชมาปลูกระหว่างกลางร่องยาง เห็นว่าข้าวโพดฝักสดน่าจะดี จึงได้ติดต่อกับโรงงานข้าวโพดที่พี่สมชายทำงานอยู่เพื่อปลูกข้าวโพดส่งโรงงาน พี่สมชายมาช่วยแนะนำส่งเสริมเราเริ่มสนิทกัน โบเริ่มรู้จักกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดส่งโรงงานหลายกลุ่ม พวกเขาเจอปัญหาคล้ายคล้ายกัน คือ เรื่องเงิน ข้าวโพดที่ส่งเข้าโรงงานจะไม่ได้เงินสดเลย ใช้เวลา 20 ถึง 30 วันกว่าเงินจะเข้าบัญชี

จุดหันเห
เกษตรกรต้องการใช้เงินเพื่อไปลงทุนต่อ โบก็เป็นเหมือนคนกลางระหว่างโรงงานกับเกษตรกร รับรู้ถึงความเดือดร้อน ความต้องการของกลุ่มเกษตรกรพี่สมชายแนะนำให้ไปเปิดโควตาในโรงงาน รับซื้อข้าวโพดเข้าโรงงาน ตอนนั้นโบเริ่มลงเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกรใน จ.นครสวรรค์ รับซื้อโดยจ่ายเงินสดหน้าไร่ บวกกำไรค่าจัดการประมาณ 1 บาทต่อกิโลกรัม ทำได้ประมาณ 3-4 เดือนเริ่มไม่ไหว ขาดทุน ช่วงนั้นน้ำมันแพงมากลิตรละ 40 กว่าบาท โรงงานตัดคุณภาพข้าวโพด น้ำหนักหายจากการระเหยเพราะใช้เวลา 1-2 วันจอดรอคิวที่โรงงาน โบจึงเริ่มเอาข้าวโพดเข้าตลาดผักสดตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ส่งให้แม่ค้าบ้างขายเองบ้าง คุ้มกว่าเข้าโรงงาน

บ้านโดนยึด
ช่วงนั้นขาดทุนเยอะ โบเลยหยุดส่งโรงงาน เอาเข้าตลาดอย่างเดียว ก็เจอปัญหา เรื่องฝัก ขนาดฝักเล็กไป ขายไม่หมด บางวันก็แทบขาดทุนกับฝักที่เหลือ เลยเอามาปอกขายใส่ถุง ถุงละ 20 บาทตามตลาดนัดแถวบ้าน ตลาดสดบ้าง ช่วงนั้นอะไรที่พอจะได้เงินต้องทำหมด เพราะไม่มีเงิน ล้มลุกคลุกคลาน

ชีวิตช่วงหลังแย่มากไม่มีเงินผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ทุกอย่างกำลังจะโดนยึด มีแต่ใบทวงถามหนี้ บ้านก็โดนขายทอดตลาด ทำเรื่องประนอมหนี้ และหลังจากที่เริ่ม ปอกขายถุงละ 20 บาท รู้สึกตื่นเต้นคือได้กำไรดีกว่าที่ขายในตลาดแบบส่งแม่ค้าอีก ขายน้อยกว่าแต่ได้กำไรมากกว่า ตอนนั้นไม่ได้ลงเมล็ดพันธุ์ที่นครสวรรค์แล้ว ทุนไม่มี พอรู้ว่าทำแบบนี้ดี ก็เลยวิ่งซื้อข้าวโพดเบอร์เล็ก เบอร์เหมาที่ตลาดไท มาปอกขาย เป็นช่วงที่พี่สมชายออกจากโรงงานมาช่วยโบ (ปี 2550) เข้าตลาดไท ตลาดสี่มุม เริ่มรู้จักช่องทางรู้จักแม่ค้า

จุดเริ่มต้มข้าวโพดขาย
ตอนนั้นมีติดต่อวิ่งส่งข้าวโพดให้แม่ค้าขายส่งในชลบุรีบ้างเป็นครั้งคราว เพราะจะต้องไปซื้อข้าวโพดมาปอกอยู่แล้ว แต่ก็เจอปัญหาอีกเพราะปอกขายช่วงแรกก็ดี ลูกค้าซื้อดี แต่พอขายซ้ำๆ บ่อยๆ ก็ขายยากขึ้น มีแม่ค้าด้วยกัน แนะนำให้ต้มขาย ก็เริ่มต้มขาย ครั้งแรกที่ต้ม ต้มแค่ 50 กิโลกรัม ตื่นเต้นดีใจมากที่ได้กำไรมากกว่าปอก หลังจากนั้นก็เริ่มต้มขายอย่างเดียว ตอนนั้นไม่มีข้าวโพดของตัวเอง ต้องซื้อจากพ่อค้าคนกลาง โดนเขาบวกกำไรเยอะ มีของเก่าปนมาให้บ้าง ก็คิดกันว่าน่าจะลงเมล็ดพันธุ์เองแต่ก็ไม่รู้จักใคร

ประตูแห่งโอกาส
พอดีมีสวนข้าวโพดโทรมาให้ไปซื้อที่ข้าวโพดที่ไม่มีใครซื้อ โบก็เข้าไปที่สวนเขา คุยกัน ตกลงราคา แล้วชวนเขาปลูกข้าวโพดให้ เริ่มมีลูกไร่รายแรกที่อำเภอพนัสนิคม ปัจจุบันเจ้าของสวนนี้เขาจัดการดูแลไร่จัดคิวปลูก ดูแลส่งเสริมลูกไร่ของโบ อยู่ในเขตหนองเหียง อ.พนัสนิคม ประมาณ 60 ถึง 80 ราย อยู่ในความรับผิดชอบของเราที่ต้องให้เขาทำตรงนี้ เพราะโบดูแลไม่ไหว กระจายงานให้ทำง่ายขึ้น การจัดการสะดวกขึ้น โบให้ค่าตอบแทนเขาตามจำนวนน้ำหนักของข้าวโพดที่โบซื้อ จากพื้นที่รับผิดชอบของเขา 50 สตางค์ต่อ 1 กิโลกรัม เงินที่จ่ายตรงนี้เป็นส่วนของโบที่จ่ายเองไม่ได้หักจากสวน เช่น ข้าวโพดราคา 8 บาท จ่ายสวน 8 บาท บวกให้คนดูแล 50 สตางค์ หน้าที่ตรงนี้ เขาทำมา 8 ปีแล้ว เราทำงานควบคู่กันในส่วนของการตลาด

รับซื้อข้าวโพดเต็มตัว
พอเริ่มขายก็เริ่มมีลูกค้าสนใจข้าวโพดของโบ เพราะข้าวโพดสดใหม่ทุกวันมีมาติดต่อซื้อไปต้มขายมีมาเรื่อยๆ ปัจจุบันมีประมาณ 10 รายที่อยู่ด้วยกันมาหลายปี เป็นลูกค้าประจำไม่ทิ้งกัน ตลาดที่ต้องขายปัจจุบันมี 3-4 ตลาดต่อวัน จะใช้ข้าวโพดฝักสดที่ต้องต้มขายเองประมาณ 500 ถึง 700 กิโลกรัมต่อวัน ใช้ข้าวโพดที่ส่งลูกค้าต้มประมาณ 2 ตันถึง 2.5 ตันต่อวัน รวมใช้ข้าวโพดวันละประมาณ 3 ตันหรือ 3,000 กิโลกรัม แบ่งเป็นข้าวโพดหวาน 1.5 ตันถึง 2 ตัน ข้าวโพดข้าวเหนียว 500 กิโล ถึง 1 ตันต่อวัน โดยจะตัดข้าวโพดตามยอดส่งของลูกค้าเท่านั้น เน้นคุณภาพที่สดใหม่ทุกวัน

สำหรับสมาชิกที่เป็นลูกไร่ เริ่มจาก 1 ราย แล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากคำแนะนำ คำบอกต่อของลูกไร่ด้วยกันเอง อาจมีญาติพี่น้องเพื่อนสนิทของพวกเขา ในปีแรกน่าจะมีประมาณ 20 ราย อุปสรรคปัญหาที่เจอเป็นเรื่องคุณภาพของข้าวโพดลูกไร่ใหม่ๆ ทำข้าวโพดไม่สวย ติดหนอน ฝักไม่ใหญ่ เก็บผลผลิตไม่เป็น เก็บอ่อนไปบ้าง บอกช้าไปบ้าง ข้าวโพดแก่ไป

ปัจจุบันมีลูกไร่ประมาณ 100 ราย อยู่ใน จ.ชลบุรี และจ.ฉะเชิงเทรา

ราคารับซื้อข้าวโพด
ลักษณะการดำเนินงาน มีการวางแผน จัดคิวปลูก ตกลงรายละเอียดกับลูกไร่ เช่น ข้าวโพดที่ปลูกให้กับโบต้องขายให้โบคนเดียว ไม่แอบไปขายเอง ไม่ขายให้กับแม่ค้าคนอื่น ในเรื่องของราคา ซื้อราคาขึ้นลงตามตลาด อิงราคาขายของตลาดไท เช่น ตลาดไท ขาย 8 บาท โบก็ซื้อ 8 บาท ราคาตรงนี้ไม่แน่นอนถ้าสวนเสียหายเยอะ ได้ข้าวโพดไม่เต็มที่ ก็จะช่วยไปอีก 1 บาท ต้องดูสภาพข้าวโพดและสถานการณ์ตลาดในตอนนั้น ต้องดูเรื่องคุณภาพข้าวโพดที่อ่อน หนอน ไม่ซื้อเพราะขายไม่ได้

ราคาแบ่งเป็น 2 ราคา คือ ซื้อตามเบอร์ มีเบอร์ใหญ่ (ไซด์ฝัก 3 ฝักต่อ 1 กิโล) และเบอร์เล็ก (ไซด์ 4-5 ผักต่อกิโล) เล็กกว่านี้ไม่เอา ลูกไร่ทั่วไปที่อยู่กับโบ ส่วนใหญ่จะเข้าใจเรื่องนี้ เพราะเขามีอาชีพเกษตรกรเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว

คุณสมบัติของลูกไร่
คุณสมบัติของสมาชิกไม่มีอะไรมาก เน้นความซื่อสัตย์เป็นสำคัญ การทำงานของโบ เน้นแบบง่ายๆสบายๆ พูดคุยถามปัญหา ช่วยแก้ปัญหา เล่าสู่กันฟัง เจอข้าวโพดแปลงไหนสวยๆ ก็จะถามว่า เขาทำแบบไหน เก็บข้อมูลแล้วก็มาเล่ามาคุยกันในแปลงต่อๆ มาของวันใหม่ ทำวนไปเรื่อยๆทุกวัน แล้วก็ยึดหลักที่ว่าลูกไร่อยู่ได้เราอยู่ได้ ลูกค้าอยู่ได้ ซื้อราคาดีส่งไม่แพง ใจเขาใจเรา บางวันก็แทบไม่ได้กำไรส่งช่วงข้าวโพดล้นตลาด แต่ก็อยู่ได้เพราะมีกำไรจากการต้มขาย

ลูกไร่เต็มพิกัดแล้ว แต่…
สมาชิกลูกไร่ตอนนี้เต็มมาก ขยายเพิ่มยาก เพราะจำนวนข้าวโพดที่ปลูกได้ผลผลิตมากกว่าที่ขายในแต่ละวัน เป็นเหตุให้ต้องจัดคิวปลูกเพื่อป้องกันข้าวโพดล้น และจะได้มีข้าวโพดจากสวนของเราเองใช้ทุกวัน กำลังคิดหาวิธีให้สมาชิกในกลุ่มไม่ต้องรอคิวปลูก เพื่อไม่ให้เสียโอกาส ตอนนี้กำลังทำสินค้าตัวใหม่ คือน้ำนมข้าวโพดอยู่ในช่วงทดลองทำ ถ้าทำได้ แล้วติดตลาด โบก็จะมีที่ไปของข้าวโพดเพิ่มขึ้น แล้วก็ที่คิดไว้ต้นปีหน้าจะเปิดแผงขายของเป็นร้านขายส่งเมล็ดข้าวโพดเป็นหลัก มีมันเทศ ฟักทอง ถั่วลิสง ฯลฯ เป็นตัวเสริม จากที่สวนข้าวโพดปลูกแต่ข้าวโพดอย่างเดียวต่อไป จะมีการหมุนเวียนพืชให้ปลูก ตามที่เราขาย ถ้าเป็นไปตามที่คิดไว้ ทุกอย่างเข้าระบบ ก็สามารถเพิ่มสมาชิกได้

ให้ความจริงใจ
ส่วนตัวโบทำอะไรเปิดเผย รักษาคำพูด ลูกไร่ทุกคนจะรู้ตรงนี้ ก่อนจะทำอะไรทุกขั้นตอนจะถามความเห็นกันก่อน รักษาความรู้สึกของลูกไร่ ในหลายๆ เรื่อง เช่น จะบอกราคาก่อนตัดข้าวโพด ไม่ลงราคากลางสวน ช่วงที่ข้าวโพดราคาไม่ดี จะพยุงราคาสวนที่อยู่ในละแวกเดียวกันให้ได้ราคาดีเหมือนกันทุกสวนใจเขาใจเรา คนเรารู้สึกไม่ต่างกัน จะไม่ทำให้ลูกไร่เสียความรู้สึก ให้ความจริงใจ ทำเหมือนทุกคนเป็นคนในครอบครัวเรา

หัวใจของการรับซื้อ = สดใหม่ทุกวันคัดสรรทุกขั้นตอน หัวใจของการส่งเสริม = ซื้อสัตย์จริงใจเปิดเผย ข้อคิดในการทำธุรกิจ
ต้องอดทนอย่ายอมแพ้ ต้องเจอปัญหาตลอดทาง มีปัญหาต้องแก้ให้ได้พยายามหาทางออกที่ไม่กระทบต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ยึดหลักใจเขาใจเรา ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เพราะทุกคนต้องอยู่ร่วมกัน ตลอดเส้นทางต้องรักษาน้ำใจกันและกัน ต้องใช้คำว่าอภัยและยอมให้ถูกเวลา เพื่อรักษามิตรภาพของกันและกันไว้ พันธมิตรคือสิ่งสำคัญที่ต้องมีเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ หาวิธีทำให้คู่แข่งมาเป็นพันธมิตรให้ได้ ปัญหาของสมาชิกในกลุ่ม เปรียบเสมือนปัญหาของเราทุกคน ต้องอยู่ได้ไปด้วยกัน

แถลงการณ์ สภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สคยท.) 9 มิถุนายน 2560 จากปัญหาวิกฤตราคายางพาราตกต่ำ ซึ่งได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางอย่างแสนสาหัส รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ภาวะหนี้สินในครัวเรือนของเกษตรกรชาวสวนยางฯเพิ่มสูงขึ้น คุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางตกต่ำ อีกทั้งการดำเนินงานของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ที่ผ่านมาไร้ซึ่งประสิทธิภาพ ขาดความรับผิดชอบต่อเกษตรกรชาวสวน และเลือกปฏิบัติทำให้เกษตรกรชาวสวนยางไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อันขัดต่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลเพื่อเพิ่มการใช้ยางในประเทศ ซึ่งจะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพมากขึ้น ก็ไม่ได้มีการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ผู้นำเกษตรกรชาวสวนยางจากทั้งประเทศได้ประชุมกันและมีมติดังต่อไปนี้

จัดตั้งสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย(สคยท.) โดยมีสมาชิกในทุกจังหวัดที่มียางพารา ซึ่งครอบคลุมไปยังเกษตรกรชาวสวนยางฯที่มีเอกสารสิทธิ์ เกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ และคนกรีด พร้อมมีมติแต่งตั้ง นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ เป็นประธานสภาฯ และนายสุนทร รักษ์รงค์ เป็นเลขาธิการสภาฯ ทำหน้าที่ชั่วคราว
เรียกร้องให้คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย และผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย ดำเนินการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำภายใน 10 วัน
เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามนโยบายเพื่อเพิ่มการใช้ยางในประเทศอย่างเร่งด่วน และจริงจัง
ในวันที่ 20 มิ.ย. 2560 สมาชิกสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทยจากทั่วประเทศ จะเดินทางมาเพื่อติดตามการดำเนินงานของการยางแห่งประเทศไทย และยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอแนวทางการปฏิรูปการยางแห่งประเทศไทย
นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย
นายสุนทร รักษ์รงค์ เลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย

วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ เพิ่งผ่านไปหยกๆ (5 มิถุนายน 60) เราจะเห็นว่าหลายฝ่ายให้ความสำคัญต่อข้าวและชาวนาไทย เช่น กระทรวงเกษตรฯ นำชาวนาเข้าพบนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทางกรมการข้าวเองก็จัดงานวันข้าวและชาวนา เป็นประจำทุกปี เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยเกษตรฯ ที่จัดงานน้อมรำลึกรัชกาลที่ 8 ทรงหว่านข้าว ณ เกษตรกลาง บางเขน หลายปีติดต่อกัน

แน่นอนละว่า ทำให้ชาวนาไทยคึกคัก แต่เมื่อผ่านพ้นวันนี้ไปแล้ว จะยังคงคึกคักได้อีกสักกี่วัน ขอให้มีวันข้าวและชาวนา ในทุกวันได้หรือไม่? เมื่อวันที่18 พฤษภาคมที่ผ่านมา อ.ศักดา ศรีนิเวศน์ นักวิชาการเกษตรอิสระ ได้นำคณะไปศึกษาดูงานการปลูกข้าวของเกษตรกรเวียดนาม และได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านทางเฟสบุ๊ค…“ทำไม ข้าวเวียดนามจึงมีผลผลิตมากกว่าข้าวไทย”…ดังรายละเอียด ต่อไปนี้

ผมพาคณะผู้สนใจการเกษตรจากประเทศไทยเดินทางไปเวียดนามอีกครั้งหนึ่ง…คราวนี้มีโปรแกรมมาดูเกษตรกรเวียดนามทำนา เพื่อหาข้อมูลว่า ทำไมถึงปลูกข้าวได้ผลผลิตสูงกว่าเกษตรกรไทย…สถานที่ที่ไปดูนั้นก็คือ จังหวัดอันยาง เขตติดต่อกัมพูชา

หลายท่านที่อยู่ในวงการข้าวคงได้ยินได้ฟังในประเด็นนี้มากมากแล้ว ผมจึงไม่กล่าวย้ำที่มาที่ไป เอาเป็นว่าขอตอบโดยสรุปประเด็นหลักๆ ว่าทำไมเกษตรเวียดนามถึงปลูกข้าวได้ผลผลิตสูงกว่าเกษตรกรไทย และพัฒนาการปลูกข้าวได้เร็วกว่าไทย คือ

7 เหตุผล-ทำไมข้าวเวียดนามจึงมีผลผลิตมากกว่าไทย
ดินดีกว่าบ้านเรา เพราะเป็นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำโขง
เกษตรกรขยันและเอาใจใส่มากกว่าเกษตรกรไทย
พันธุ์ข้าวส่วนใหญ่เป็นลูกผสม ที่ตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ย ส่วนมากผลผลิตเกินกว่า 1,000 กก./ไร่
เกษตรกรใช้ปุ๋ย และมีความรู้เรื่องการเลือกใช้ปุ๋ยมากกว่าเกษตรกรไทย
เกษตรกรทำนาพร้อมกันตามคำแนะนำของทางราชการ จึงลดปัญหา เรื่องการระบาดของศัตรูพืช
หนี้สินในครัวเรือนน้อยกว่าเกษตรกรไทย เขาใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ ส่วนเกษตรกรไทยใช้จ่ายเกินกว่ารายได้
เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องซื้อรถยนต์ แต่จะให้ความสนใจในการซื้อเครื่องจักรกลเกษตร เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพมากกว่า
ที่สำคัญคือ เขาไม่มีโครงการ รับจำนำข้าว ประกันราคาข้าว และไม่แจกเงิน หรือสอนให้เกษตรกรเสียนิสัยรอความช่วยเหลือ หรือการยัดเยียดจากรัฐ เหมือนบ้านเรา แม้แต่เอกสารคำแนะนำในการปลูก ดูแลรักษาพืชก็ไม่มีฟรี อยากได้เกษตรกรต้องซื้อเอง
“นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเด็นครับ พิมพ์ไม่ไหว ถ้าจะให้ไปบรรยายอย่างน้อยต้องสักครึ่งวัน คงจะพอได้ ชั่วโมงเดียวไม่ต้องเชิญมาครับ” อ.ศักดา ศรีนิเวศน์ ได้ตอบเพื่อนๆ ที่สนใจใคร่รู้เพิ่มเติมหลังจากที่ลงเผยแพร่ แต่เจ้าตัวก็พิมพ์บอกตามข้อความที่ยกมา

ข้าวไทยกับข้าวอาเซียน…ใครผลิตได้มากกว่ากัน?
อนึ่ง เพื่อเป็นการให้ข้อมูลรอบด้าน “เกษตรก้าวไกล” จึงขอนำข้อมูลผลผลิตข้าวต่อ 1ไร่ ของประเทศในกลุ่มอาเซียนมานำเสนอเพิ่มเติมดังนี้

ชาวนาในกลุ่มอาเซียนผลิตข้าวได้ประมาณ ปีละ 112.5 ล้านตัน ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 4 ของการผลิตข้าวทั้งโลก โดยอินโดนีเซียผลิตข้าวได้มากที่สุด จำนวน 35.50 ล้านตัน รองลงมาคือเวียดนาม ผลิตข้าวได้จำนวน 26.40 ล้านตัน และลำดับที่สามคือประเทศไทย ผลิตข้าวได้ 20.26 ล้านตัน

จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยผลิตข้าวได้น้อยกว่าเวียดนาม ทั้งที่ประเทศไทย มีพื้นที่สำหรับใช้ในการปลูกข้าว ประมาณ 66.69 ล้านไร่ ในขณะที่ประเทศเวียดนาม มีพื้นที่สำหรับใช้ในการปลูกข้าว ประมาณ 46.38 ล้านไร่ นั่นเป็นเพราะว่าชาวนาไทย มีผลผลิตข้าวต่อ 1 ไร่ น้อยกว่าเวียดนามถึงเท่าตัว

ผลผลิตข้าวต่อ 1 ไร่ ของกลุ่มประเทศอาเซียน
ลำดับที่ 1 ประเทศเวียดนาม ผลิตข้าวได้ 803.2 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่
ลำดับที่ 2 ประเทศอินโดนีเซีย ผลิตข้าวได้ 801.6 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่
ลำดับที่ 3 ประเทศมาเลเซีย ผลิตข้าวได้ 588.8 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่
ลำดับที่ 4 ประเทศลาว ผลิตข้าวได้ 579.2 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่
ลำดับที่ 5 ประเทศฟิลิปปินส์ ผลิตข้าวได้ 576.6 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่
ลำดับที่ 6 ประเทศไทย ผลิตข้าวได้ 454.4 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่
ลำดับที่ 7 ประเทศกัมพูชา ผลิตข้าวได้ 443.2 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่
ลำดับที่ 8 ประเทศพม่า ผลิตข้าวได้ 422.4 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่

ในเรื่องของการส่งออกข้าวในตลาดโลก www.abrahamstent.org ไทยครองอันดับที่ 1 มาอย่างยาวนาน แต่ในช่วงปี 2555 เป็นต้นมา ไทยส่งออกข้าวลดลง กลายเป็นอันดับสาม รองจากเวียดนาม และอินเดีย…ก็ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนที่ไทยจะกลับมาครองตลาดอันดับ 1 อีกครั้ง!

ซึ่งได้นำทีมผู้สื่อข่าวมาถึงร้านขายข้าวโพดต้ม ก่อนจบได้รับฟัง

“รู้สึกดีใจที่คุณโบว์สามารถสร้างรายได้จากอาชีพรับซื้อข้าวโพดและมาเพิ่มมูลค่าด้วยการนำมาต้มขายเป็นการช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมีตลาดในท้องถิ่นและในฐานะที่บริษัทเกี่ยวข้องอยู่ในห่วงโซ่อุปทานก็จะทำหน้าที่ให้การส่งเสริมอาชีพที่ดีต่อไป”

เพื่อนสวนกุหลาบของผม ชินวัฒน์ พรหมมาณพ อุทิศชีวิตตัวเองลงไปทำงานที่ปัตตานีทั้งงานชลประทานและช่วยชาวนา ผมมีโอกาสได้ชิมข้าวอินทรีย์หอมกระดังงา ชาวเขื่อนปัตตานี ต้องบอกว่าเลิศ จึงอาสาเพื่อนจะช่วยทำให้ข้าวนี้ดังและขายได้ราคาดีเพื่อช่วยชาวนาด้วย…วันนี้ผมจึงเขียนบทความในเดลินิวส์(ตามบทความล่างนี้) ท่านใดสนใจจะจองข้าวนี้เชิญโทรจองได้เลยนะครับ

ข้าวไทยกิโลกรัมละ 500 บาท
จำกันได้มั้ยครับว่าเมื่อปีที่แล้วผมได้เขียนถึงครั้งที่ผมเดินทางลงไปบรรยายเรื่อง “รู้เขารู้เรา อยู่ได้ในยุทธจักรการค้าเสรี” ให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และศอบต. ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นราธิวาส ปัตตานีและยะลานั้น ผมมีโอกาส ได้เจอกับ “ข้าวอินทรีย์หอมกระดังงา ชาวเขื่อนปัตตานี” วันนี้ผมขอเขียนถึงข้าวพิเศษพันธุ์นี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ

ข้าวหอมกระดังงานั้นเป็นข้าวสายพันธุ์ท้องถิ่นของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี นราธิวาส เป็นข้าวไวแสง มีลักษณะ เด่นที่มีความนุ่มและหอมเป็นพิเศษ เพื่อนเก่าสมัยเรียนอยู่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย “ชิน” คุณชินวัฒน์ พรหมมาณพ ซึ่งลงไปทำงานเขื่อนที่ภาคใต้ยาวนานเกือบจะ 20 ปีแล้วได้ไปจับมือกับชาวนาที่ทำนาอยู่แถวนั้นให้เอาข้าวหอมกระดังงา มาปลูกแบบอินทรีย์บนพื้นที่ท้ายเขื่อนในอำเภอหนองจิก ในโครงการแปลงเกษตรของกลุ่มบริหารการใช้น้ำ จ.ปัตตานี

นอกจากจะปลูกแบบอินทรีย์แล้ว ชินเพื่อนผมยังไปศึกษาเพิ่มเติมมาจนรู้ว่าเพลงคลาสสิกของโมสาร์ทนั้น หากเอามาเปิด ให้ต้นข้าวฟัง เสียงเพลงของโมสาร์ทนั้นจะเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างของข้าวทำให้ผลผลิตที่ได้มีความนิ่มนวลและกลิ่นที่ หอมยิ่งขึ้น ชินก็เลยเปิดเพลงโมสาร์ทให้ต้นข้าวหอมกระดังงาฟัง หลังจากปลุกปล้ำประคบประหงมอยู่นานหลายปีเพื่อให้ มั่นใจว่าข้าวที่ได้นั้นเป็นข้าวออร์แกนิก 100 เปอร์เซ็นต์ และข้าวมีความนิ่มนวลชวนทานแถมมีกลิ่นหอมของดอกกระดังงา ที่เป็นเอกลักษณ์ที่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ก็เป็นช่วงที่ผมลงไปบรรยายที่ปัตตานีพอดี

หลังจากฟังบรรยายเสร็จเพื่อนชินก็กลับไปบ้านเพื่อกลับไปหุงข้าวหอมกระดังงามาให้ผมได้ทดลองชิม ซึ่งก่อนจะได้ชิม นั้นผมยังไม่เคยได้ยินเรื่องราวของข้าวพันธุ์นี้มาก่อนเลย พอตักข้าวใส่จานก็ต้องบอกเลยว่ากลิ่นหอมโชยขึ้นแตะจมูกทันที หอมเหมือนดอกกระดังงาจริงๆสมชื่อเลย พอได้ตักเข้าปากและลองเคี้ยวดูผมพบว่าข้าวหอมกระดังงานี้นิ่มนวลและที่พิเศษคือหวานมากยิ่งเคี้ยวยิ่งหวาน ทานแล้วอร่อยมาก ส่วนกลิ่นนั้นยิ่งเคี้ยวนานเท่าไหร่ก็ยิ่งได้กลิ่นหอมของดอกกระดังงามากขึ้นเท่านั้น แม้จะกลืนลงคอไปแล้วก็ยังรู้สึกได้ว่ากลิ่นหอมของดอกกระดังงายังอวลอยู่ในปากอีกนาน ชิมไปชิมมาผมชิมเพลินจนกลายเป็นทานข้าวหอมกระดังงาเปล่าๆจนหมดจานเลยทีเดียว เล่นเอาเพื่อนชินนั่งยิ้มน้อยยิ้ม ใหญ่ดีใจที่เพื่อนชอบทานข้าวที่เป็นเสมือนลูกรักของเขา ที่น่าแปลกก็คือแม้ข้าวนี้จะหอมหวานมากกว่าข้าวทั่วไปแต่ มหาวิทยาลัยโยโกฮาม่าประเทศญี่ปุ่นซึ่งสนใจทำวิจัยคุณค่าของข้าวพันธุ์นี้กลับบอกว่าคนที่เป็นเบาหวาน ความดันและ โรคหัวใจควรจะทานข้าวพันธุ์นี้

ความจริงเพื่อนชินแค่อยากจะเอาข้าวหอมกระดังงามาให้ผมได้ลองทานเท่านั้น แต่พอผมสอบถามรายละเอียดการปลูกจึง ได้รู้ว่าข้าวหอมกระดังงานั้นไม่ได้ปลูกกันง่ายๆ ต้องการการดูแลมากและใช้เวลาในการเพาะปลูกนานกว่า 120 วันซึ่งนาน กว่าข้าวโดยทั่วๆไป ยิ่งเพื่อนชินพยายามจะทำให้เป็นข้าวออร์แกนิก 100 เปอร์เซ็นต์และพยายามที่จะทำให้ข้าวมีความ นิ่มนวลและมีกลิ่นหอมดอกกระดังงามากยิ่งขึ้น ก็ยิ่งทำให้การปลูก “ข้าวอินทรีย์หอมกระดังงา ชาวเขื่อนปัตตานี” ทำได้ ยากมาก ถ้าปีนี้ไหนฝนฟ้าไม่เป็นใจชาวนาก็แทบจะไม่ได้ผลผลิตเลยทีเดียว ปีที่แล้วนั้นมีผลิตเพียง 2,000 กิโลกรัม ก็ว่า น้อยมากแล้ว ปีนี้ซึ่งอีกไม่เกินสองอาทิตย์จะเริ่มสีข้าวนี้ เพื่อนชินบอกกับผมว่าน่าจะมีข้าวอินทรีย์หอมกระดังงาชาวเขื่อนปัตตานีไม่เกิน 900 กิโลกรัม

ปีหนึ่งๆนั้นคนไทยและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวเมืองไทยทานข้าวกันราวๆ 10 ล้านตันหรือคิดเป็น 10,000 ล้านกิโลกรัม เพราะฉะนั้นโอกาสของคนที่จะมีโอกาสทานข้าวอินทรีย์หอมกระดังงา ชาวเขื่อนปัตตานีปีนี้จึงเท่ากับ 900 ใน 10,000,000,000 เท่านั้นเอง ยากยิ่งกว่าถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 เสียอีก ผมจึงอาสาเพื่อนชินที่จะแนะนำข้าวนี้ให้คนไทยรู้จัก โดยจะขอประยุกต์เอาแนวทางที่ประเทศอื่นเขาสร้างราคาให้สินค้าเกษตรของเขาจนขายได้ราคาดีมาใช้ เพื่อจะได้ขายข้าว พิเศษล็อตนี้ที่ราคากิโลกรัมละ 500 บาท โดยกำไรที่ได้เพิ่มขึ้นมานี้จะกลับไปถึงมือชาวนาที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ปลูกข้าว อินทรีย์หอมกระดังงาชาวเขื่อนปัตตานีให้เราได้ทานกัน สนใจไปจองที่แฟนเพจ KasemsantAEC หรือโทรจองได้ที่คุณตุ๊ก 0870888508 หรือคุณกุ้ง 0813732854 เท่านั้นนะครับถึงจะเป็นของแท้ ทุกกิโลกรัมจะใส่กล่องสวยงามและมีหมายเลขระบุ ทุกกล่อง ป้องกันข้าวอื่นเลียนแบบ จะทานเองหรือจะนำไปให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือก็ดีเยี่ยมครับ

หมายเหตุ-เกษตรก้าวไกล : อาจารย์เกษมสันต์ วีระกุล เป็นนักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญด้าน AEC? [Need citation] และเป็นผู้ดำเนินรายการช่วงข่าวต่างๆ ทางช่อง TNN 24 สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 และ 3SD เช่น เหตุบ้านการเมือง, AEC Insight กับเกษมสันต์, AEC Plus กับเกษมสันต์, AEC World, ข่าวเช้าวันหยุด, เที่ยงวันทันโลก และคลื่นวิทยุ FM 100.5 รายการ Good Morning ASEAN ช่วง เจาะลึกอาเซียน ฯลฯ

ข้อเขียนและภาพที่นำมาเสนอนี้ ได้นำมาจากเฟสบุ๊ค Kasemsant Weerakun …โดย “เกษตรก้าวไกล” มองว่าการที่นักวิชาการหรือบุคคลผู้มีชื่อเสียงให้ความสนใจภาคเกษตรจะเป็นผลดี และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้น จึงขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้

ทุเรียนของประเทศไทยเป็นที่นิยมและต้องการของผู้บริโภค ได้แก่ หมอนทอง ชะนี ก้านยาว เป็นต้น จากข้อมูลในปี 2557 พบว่าประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนประมาณ 0.65 ล้านไร่ ให้ผลผลิต ประมาณ 0.63 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีการขยายตัวของพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากทั้งคุณภาพและความอร่อยของแต่ละพันธุ์เป็นเอกลักษณ์และมีความจำเพาะกว่าทุเรียนที่ผลิตในประเทศอื่นๆ ทั้งนี้ เพราะพันธุ์ทุเรียนที่ปลูกในประเทศไทยมีการพัฒนาการมาอย่างยาวนาน ทั้งการรวบรวมพันธุกรรม การคัดเลือกพันธุ์ การปรับปรุงพันธุ์ การขยายพันธุ์ การใช้เทคโนโลยี การจัดการสวนผลไม้ รวมทั้งคุณภาพของทุเรียนเพื่อการส่งออก จากปริมาณความต้องการทุเรียนที่มีมาก จึงทำให้เกิดปัญหาในเรื่องคุณภาพของทุเรียนที่ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ดังที่เป็นข่าวในโลกโซเซียลถึงคุณภาพของทุเรียนเพื่อการส่งออกไม่ได้มาตรฐาน ทำให้เกิดภาพลักษณ์ของสินค้าการเกษตรของไทยที่ส่งออก มีผลกระทบโดยตรงในภาพรวมของประเทศ

ในการปัญหาดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยจากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ให้ข้อมูล ข้อเสนอแนะ ข้อมูลทางวิชาการที่เป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการทุเรียนของไทยให้ได้มาตรฐานและคงคุณภาพส่งออกตามความต้องการของผู้บริโภค โดยย้อนดูเส้นทางการจัดการทุเรียนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง คือ การปลูก การดูแลรักษา พื้นที่ปลูก เทคโนโลยีการผลิตและการเก็บเกี่ยวที่ทันสมัย เพื่อให้ผลผลิตทุเรียนมีคุณภาพ จนถึงการคัดเกรดคุณภาพสินค้าในการส่งออกในทุกขั้นตอน โดยข้อมูลที่ได้จากการเสวนา ทางมหาวิทยาลัยฯ จะดำเนินการรวบรวมข้อคิดเห็น แนวทางการแก้ปัญหา คุณภาพทุเรียนส่งออกของไทย ในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เป็นประโยชน์และเสนอผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะจัดเสวนาในวันที่ 25 พฤษภาคม 2560 เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมกำพล อดุลวิทย์ ชั้น 2 อาคารสารนิเทศ 50 ปี โดยระดมนักวิชาการในการให้ข้อมูลด้านวิชาการให้กับผู้ปลูก ผู้ค้า ผู้ส่งออก ได้นำข้อมูลไปใช้ในการแก้ไขปัญหาคุณภาพทุเรียนไทยเพื่อการส่งออก รวมทั้งนำเทคโนโลยีในการผลิตและเก็บเกี่ยวทุเรียนที่ทันสมัยไปประยุกต์ใช้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำให้ยั่งยืน

กำหนดการเสวนา
เวลา 13.00 น. ลงทะเบียน

เวลา 13.45 น. การเสวนา เรื่อง “คุณภาพทุเรียนไทย จะไปถึง 4.0 หรือ อยู่ที่ 0.4”

การผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อการส่งออกอย่างยั่งยืน โดย คุณชลธี นุ่มหนู ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี กรมวิชาการเกษตร
การพัฒนานวัตกรรมเพื่อการเก็บรักษาและส่งเสริมคุณภาพทุเรียนเพื่อการส่งออก โดย ศ.ดร.จริงแท้ ศิริพานิช อาจารย์ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน ม.เกษตรศาสตร์
คุณภาพทุเรียน ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการส่งออก โดย รศ.ดร.สมพร อิศวิลานนท์ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์
เทคโนโลยีอินฟราเรดย่านใกล้ (NIR Technology) สำหรับคัดทุเรียนคุณภาพ โดย ผศ.ดร.รณฤทธิ์ ฤทธิรณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน ม.เกษตรศาสตร์
ส่งออกทุเรียนให้ถูกใจผู้บริโภค โดย ผู้ส่งออกทุเรียน ในที่สุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรี) วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 ได้มีมติเห็นชอบแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ. 2560-2564 เพื่อเป็นกลไกการขับเคลื่อนเกษตรของไทยให้มีความเข้มแข็งเกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

พันเอก อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ. 2560-2564 ตามที่สภาเกษตรกรแห่งชาตินำเสนอ โดยมี 4 ยุทธศาสตร์สำคัญในการดำเนินการตามแผนดังกล่าว เช่น การพัฒนาทรัพยากรบุคคลและความเข้มแข็งบุคลากร

โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบพร้อมร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย นำแผนแม่บทฉบับดังกล่าวไปบูรณาการร่วมกับแผนพัฒนาการเกษตรในช่วงแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกี่ยวกับแผนพัฒนาการเกษตร ทั้งนี้เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาทางเกษตรของไทยมีความเชื่อมโยงบูรณาการสนับสนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งนำไปสู่ภาคการเกษตรมีความเข้มแข็งเกษตรกรสามารถพึ่งพาตอนเองได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ. 2560-2564 ให้คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติทราบเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับ การเตรียมการยุทธศาสตร์ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ร่างแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ. 2560-2564 มีวัตถุประสงค์ ดังนี้

กลุ่ม/องค์กรเกษตรกรสามารถพัฒนาดำเนินกิจกรรมตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและดำเนินธุรกิจอเนกประสงค์ เช่น ธุรกิจสินเชื่อ รวมซื้อแปรรูป รวมขาย และกิจกรรมแนะนำงานฟาร์ม ให้บริการตามความต้องการของสมาชิก
เกษตรกรยากจนที่มีรายได้อยู่ใต้เส้นความจนมีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงพอแก่การเลี้ยงชีพ
ทรัพยากรการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรทั่วถึงและเพียงพอ คุณภาพดินได้รับการปรับปรุงเหมาะสมแก่การเกษตร ตลอดจนมีโอกาสเข้าถึงเครื่องจักรอุปกรณ์แปรรูป
เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญทางเศรษฐกิจสามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและพัฒนาคุณภาพผลิต รวมทั้งมีการขยายปริมาณแปรรูปและเกษตรอุตสาหกรรมเพิ่มมูลค่า
เกษตรกรได้รับสวัสดิการเกษตรกร โอกาสเข้าถึงและคุ้มครองสิทธิที่ดินทำกิน รับรู้ข้อมูลข่าวสาร ด้านการเกษตรประกอบการตัดสินใจ รวมทั้งการมีกองทุนรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร
ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาทรัพยากรบุคคลและความเข้มแข็งขององค์กรเกษตรกร

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาและคุ้มครองทรัพยากรการผลิตทางการเกษตร

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและการรักษาเสถียรภาพด้านราคาสินค้าเกษตร

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคเกษตรและการสร้างความเข้มแข็งการบริหารจัดการด้านกองทุนการเกษตร

ที่มา-สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ และ RYT9

หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวมอบนโยบายที่มีเป้าหมายสำคัญในการนำพาประเทศก้าวสู่โมเดล “ประเทศไทย 4.0″ หรือ “ไทยแลนด์ 4.0“ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ Value-Based Economy หรือ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

สำหรับภาคการเกษตร เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของโมเดลดังกล่าว โดยมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การทำเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี รวมถึงการยกระดับเกษตรกรขึ้นเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งในแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ยังมีความเข้าใจที่ไม่ชัดเจนว่า จะทำการขับเคลื่อนไปในแนวทางใดเพื่อนำพาเกษตรไทยไปสู่ เกษตรไทย 4.0

กรมวิชาการเกษตร จึงได้ร่วมกับสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ สมาพันธ์เกษตร ปลอดภัย มั่นคง ยั่งยืนแห่งชาติ จัดการสัมมนาในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น หน่วยงานในภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และหน่วยงานอิสระ ได้ร่วมกันอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และหาแนวทางในการดำเนินงานที่ถูกต้องต่อไป ซึ่งผลการสัมมนาสรุปได้ดังนี้

เทคโนโลยีอะไรบ้างที่นำพาประเทศไปสู่เกษตรไทย 4.0
ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ระบุว่า เทคโนโลยีทางการเกษตรที่สำคัญที่สุด มี 2 เทคโนโลยี คือ เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีดิจิทัล

เทคโนโลยีชีวภาพจะทำอะไรได้บ้าง
ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมหรือเทคโนโลยีชีวภาพ จัดเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก เป็นเทคโนโลยีที่ธรรมชาติทำไม่ได้ เช่น สร้างพืชต้านทานโรคและแมลงศัตรู สร้างน้ำมันชนิดใหม่ เร่งการสังเคราะห์แสง สร้างพืชตรึงไนโตรเจน และสร้างอาหารเสริมคุณภาพเป็นต้น

กรมวิชาการเกษตรได้ทำอะไรบ้างที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยีชีวภาพ
ดร.นฤทัย วรสถิตย์ ชี้แจงให้ทราบว่า เทคโนโลยีชีวภาพที่กรมวิชาการเกษตรเน้นในปัจจุบัน คือการใช้เครื่องหมายโมเลกุลในการปรับปรุงพันธุ์พืช และการศึกษาและพัฒนายีนที่มีประโยชน์ทางการเกษตร เช่น ยีนต้านทานโรคและแมลงศัตรู ยีนที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์น้ำตาล เป็นต้น แต่ยังไม่เริ่มต้นเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม

แล้วภาคธุรกิจ มีความคิดเห็นว่าเกษตรไทย 4.0 จะมีหน้าตาอย่างไร
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล มองว่า ในทางธุรกิจ หน้าตาเกษตรไทย 4.0 คือ 2 เพิ่ม และ 2 ลด ได้แก่ ต้องเพิ่มผลผลิต ต้องเพิ่มความเร็ว ขนาดต้องเล็กลง และราคาต้องถูกลง

การอภิปราย ภาคการเกษตรไทยจะไปถึง 4.0 ได้อย่างไร
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล บอกว่า ในเชิงการค้า เพื่อไปสู่ เกษตรไทย 4.0 ต้องพัฒนาทั้งห่วงโซ่การผลิต ซึ่งโจทย์จะอยู่ที่ห่วงสุดท้าย โดยมีผู้ช่วยคือรัฐบาล

ดร.ชัยฤกษ์ สงวนทรัพยากร เสนอว่า เป้าหมายเกษตรไทย 4.0 เพื่อยกระดับรายได้ ดั้งนั้นต้องแยกเป็นส่วนๆ บางส่วนต้องใช้นวัตกรรม บางส่วนใช้เทคโนโลยีปัจจุบันก็เพียงพอ

ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ภาคการเกษตรไทยมีความก้าวหน้าน้อย ภาครัฐจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม

นายดนัย นาคประเสริฐ กล่าวว่า มีความจำเป็นที่จะต้องมี พรบ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อการวิจัยและพัฒนาพืชดัดแปลงพันธุกรรม

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ สรุปว่า เกษตรไม่ได้สนใจเกษตรไทย 4.0 สนใจว่า จะทำมาหากินเพื่อเลี้ยงชีพให้มีคุณภาพได้อย่างไร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้ที่ทำหน้าที่ประธาน ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ ดึงภาคประชาชนเป็นแกนหลักในการพัฒนาภาคการเกษตร สู่ความยั่งยืน เตรียมพร้อมเกษตรกร เสนอ ครม.เห็นชอบโครงการ 9,101 (9-10-1) ตามรอยพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี สนับสนุนงบประมาณ เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน วางเป้า 9,101 ชุมชน ใน 77 จังหวัด

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวชี้แจงในโอกาส มอบนโยบายให้กับประธาน ศพก. 9 จังหวัดภาคเหนือ กว่า 200 คน การฝึกอบรมหลักสูตร “เทคนิคการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงภาคการเกษตร ครั้งที่ 5” จ.เชียงใหม่ วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม 2560 ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายในการปฏิรูปภาคการเกษตร รวมทั้งการพัฒนาประเทศในระยะยาว ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในพระบาทพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ร.9) เป็นพื้นฐานในการพัฒนาภาคการเกษตร

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วางเป้าใช้ ศพก. 882 ศูนย์ เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตร โดยการนำนโยบายต่าง ๆ เข้าไปที่เกษตรกรโดยตรง เพื่อสร้างการรับรู้ สะท้อนปัญหาจากพื้นที่ และให้เกษตรกรเรียนรู้การวิเคราะห์ปัญหาในพื้นที่ โดยรัฐบาลและหน่วยงานรัฐ จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและสนับสนุน ทำให้เกิดการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ ศพก. และเครือข่ายเกษตรกร จะร่วมกับทุกหน่วยงานของรัฐ ในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้สอดคล้องกับสินค้าหลัก และเหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ ตามหลัก Zoning และศพก. จะเป็นช่องทางการเรียนรู้ผ่านเกษตรกรต้นแบบแปลงเรียนรู้หลักสูตรการเรียนรู้ และฐานการเรียนรู้เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของตนเองต่อไป

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับ ศพก. ทั่วประเทศ ในการสร้างความเข็มแข็งและความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาล ว่าเกษตรกรมีความพร้อมที่จะเป็นแกนนำภาคการเกษตรในชุมชนได้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดหลักสูตรอบรมให้กับ เกษตรกรต้นแบบเจ้าของ ศพก. ทั่วประเทศ ทั้ง 882 คน โดยมีหลักสูตร “เทคนิคการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงภาคเกษตร” และการเตรียมตัวสู่ ไทยแลนด์ 4.0 และ เกษตร 4.0 เพื่อให้มีทักษะและองค์ความรู้ในการถ่ายทอด การจัดอบรมจะดำเนินการไปตามภูมิภาค ทั่วประเทศ ซึ่งหลังจากรับฟังนโยบายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วันนี้ เกษตรกรต้นแบบ ศพก. จะต้องตั้งคณะกรรมการชุมชน จำนวน 9,101 ชุมชน ประกอบด้วย ประธานศพก. ผู้แทน ศพก. Smart Famer ฯลฯ เพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิรูปภาคการเกษตรต่อไป.-

สัมมนาเรื่อง “เกษตร 4.0 ยกระดับสู่มาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร”
วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน 2560 เวลา 08.00-16.00 น. อาคารสารนิเทศ 50 ปี ม.เกษตรศาสตร์
จัดโดย…นิตยสารรักษ์เกษตร ร่วมกับ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย
งานเพื่อยกระดับและก้าวสู่มาตรฐานครั้งสำคัญที่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร บริษัทเอกชนที่ต้องการพัฒนาสู่ระบบมาตรฐาน และสินค้ามาตรฐานที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง จะก้าวไปทางไหน หน่วยงานใดที่จะให้คำตอบได้ มางานนี้คุณจะได้พบกับทุกคำตอบของ…มาตรฐาน…ที่จะทำให้คุณก้าวสู่โอกาสที่ดีของสินค้าของคุณ ความสำคัญของมาตรฐานรองรับที่ทวีความสำคัญมากขึ้นในการแข่งขันทางการตลาด พบกับหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการรับรองมาตรฐานโดยตรง

ภาคเช้า
บทบาท ความสำคัญ การให้บริการของมาตรฐาน GAP โดย กรมวิชาการเกษตร
บทบาท ความสำคัญ การให้บริการ ของมาตรฐาน Q โดย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ
บทบาท ความสำคัญ การให้บริการ ของมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และ มูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย
ภาคบ่าย
บทบาท ความสำคัญ การให้บริการของมาตรฐาน THAI GAP โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
บทบาท ความสำคัญ การให้บริการ มาตรฐาน GMP โดย ห้องปฏิบัติการกลาง(ประเทศไทย) จำกัด
บทบาท ความสำคัญ การให้บริการ มาตรฐาน Globalgap โดย บริษัทเอกชน
คุณภาพ มาตรฐาของสินค้าส่งห้างสรรพสินค้า(ฝ่ายจัดซื้อ)
ฟังแนวคิด มุมมองของเกษตรกรสวน GAP
พบกับบูธของหน่วยงานด้านมาตรฐานที่จะมาให้คำแนะนำด้านมาตรฐานต่าง ๆ รวมทั้งบูธสินค้ามาตรฐานของสวน GAP ห้างสรรพสินค้าที่ต้องการสินค้ามาตรฐานจากสวน คุณจะได้รับความรู้และเอกสารงานสัมมนาที่ครบถ้วนสมบูรณ์แบบที่สุด ค่าใช้จ่าย 800 บาท (มีเอกสารสัมมนา อาหารว่าง อาหารกลางวัน) โอนเงินเข้าบัญชี บริษัท ก้าวใหม่ มีเดีย จำกัด ธนาคารกรุงเทพ 0437487481

เฉพาะดินซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญต่อภาคการเกษตร มีบทบาทหลักต่อการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและภูมิคุ้มกันของประเทศ ถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างไม่ถูกต้องและขาดการดูแลรักษา โดยการขยายพื้นที่ผลิตและบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ส่งผลให้เกิดปัญหาดินเสื่อมโทรม ขาดความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ผลผลิตพืชลดน้อยลงและต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การวิจัยพัฒนาความรู้และการใช้เทคโนโลยีด้านดินและปุ๋ย จึงจำเป็นต้องมีการส่งเสริม สนับสนุน และสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่องในทุกภาคส่วน เพื่อให้การจัดการดินและการใช้ปุ๋ยถูกต้องตามหลักวิชาการที่เหมาะสม จนสามารถรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมทั้งทำให้ดินมีศักยภาพการผลิตเพิ่มขึ้นและผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้นได้ รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศอีกด้วย

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ในกระแสโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีความก้าวหน้าของการพัฒนาเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด ขณะที่ประเทศมีแนวโน้มปัญหาการขาดแคลนทรัพยากร สภาพดินเสื่อมโทรมลง ป่าไม้ถูกทำลาย ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง มีความถี่และรุนแรงมากขึ้น ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม เกษตรกรยากจนและไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ปัญหาขาดวัยแรงงานเกษตร ทำให้ต้นทุนการผลิตภาคการเกษตรสูงและราคาผลผลิตไม่แน่นอน

รัฐบาลจึงมีแนวคิดเกี่ยวกับการปฏิรูปภาคการเกษตรของไทย สู่เกษตร 4.0 : เกษตรกรมั่งคั่ง ประเทศมั่นคงด้านอาหาร และเกษตรกรรมยั่งยืน โดยมีความสอดคล้องกับโมเดลไทยแลนด์ 4.0 การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เน้นการใช้เทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้า ความคิดสร้างสรรค์ และการบริการที่เป็นเลิศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคการเกษตรของประเทศไทย โดยพัฒนาเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดปัจจัยต้นทุนการผลิตทางการเกษตร ลดสิ่งเหลือใช้และขยะ ให้เกิดมีการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพเท่ากับอัตราที่พืชต้องการและไม่มีการสูญเสีย ขณะเดียวกันส่งเสริมเกษตรกรให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร นำความรู้มาใช้ในการบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น

ดังนั้น กรมพัฒนาที่ดินจึงได้เป็นเจ้าภาพร่วมกับสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย และสมาคมอนุรักษ์ดินและน้ำแห่งประเทศไทย จัดการประชุมวิชาการดินและปุ๋ยแห่งชาติ ครั้งที่ 5 หัวข้อ “ขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านดินและปุ๋ย ก้าวสู่เกษตร 4.0” ระหว่างวันที่ 1-2 สิงหาคม 2560 ณ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิชาการจากสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรอื่นๆ ทั่วประเทศ ใช้เป็นเวทีเผยแพร่ผลงานวิจัย แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และประสบการณ์ในสาขาวิชาด้านดินและปุ๋ย ส่งเสริมการพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ รวมทั้งเป็นเวทีอภิปรายเสวนา สร้างความรู้และความเข้าใจถึงแนวทางการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านดินและปุ๋ย สู่เกษตร 4.0 ที่มีเป้าหมายการพัฒนาการเกษตรของประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกร เพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมการปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกันภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก และมีการบริหารจัดการทรัพยากรดินที่มีความสมดุลและยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ทีสนใจต้องการนำเสนอผลงานสามารถส่งบทความเข้ามาได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 มิถุนายน 2560 จากนั้นผู้ทรงคุณวุฒิจะร่วมกันพิจารณาบทความและแจ้งผู้ส่งผลงานปรับปรุงแก้ไข ภายใน 15 กรกฎาคม – 30 มิถนายน พร้อมกับแจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิ์นำเสนอผลงานภาคบรรยายและนิทรรศการในวันที่ 30 มิถุนายน 2560 และประกาศรายชื่อผู้นำเสนอผลงาน 15 กรกฎาคม 2560โดยผลงานที่จะนำเสนอภาคบรรยาย จะต้องส่งทั้งบทคัดย่อและเรื่องเต็ม สำหรับผลงานที่จะเสนอภาคนิทรรศการ จะต้องส่งบทคัดย่อ หรือส่งบทคัดย่อและเรื่องเต็ม ในกรณีที่มีความประสงค์ให้ลงพิมพ์ผลงานในเอกสารประกอบการประชุม (proceeding)

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือและการลงนามในแถลงการณ์ร่วมในการต่อต้านการทำประมงไอยูยู กับนายยูจิ ยามาโมโต้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น (H.E. Mr. Yuji YAMAMOTO, Minister of Agriculture, Forestry and Fisheries: MAFF) ณ กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่นว่า

การลงนามครั้งนี้เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของสองประเทศที่จะร่วมกันต่อต้านกิจกรรมการทำการประมงไอยูยู และมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกันในการส่งเสริมการอนุรักษ์และการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรสิ่งมีชีวิตในทะเลอย่างยั่งยืน โดยร่วมมือและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาไอยูยูระหว่างกัน ภายใต้กลไกของทั้งสองประเทศ ตามวิธีการต่าง ๆ ขององค์กรระหว่างประเทศ และองค์กรระดับภูมิภาค เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการตรวจสอบ ควบคุม และเฝ้าระวัง ให้ความสำคัญต่อการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อการต่อต้านการประมงไอยูยู

ร่วมมือกันในการปฏิบัติตามมาตรการรัฐเจ้าของท่า (PSM) กฎระเบียบของ องค์การบริหารจัดการประมงระดับภูมิภาค หรือ RFMOs ที่ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิก หรือเป็นประเทศที่เข้าร่วม รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเพื่อการต่อต้านการประมงผิดกฎหมายระหว่างกัน อาทิ เอกสารการจับสัตว์น้ำ การตรวจสอบย้อนกลับของผลิตภัณฑ์ประมง ที่จะต้องทำงานร่วมกับประเทศที่เป็นตลาดสินค้าประมงที่ทำการประมงร่วมกันโดยตรง หรือกลุ่มประเทศที่สามที่รับวัตถุดิบสินค้าประมงไปแปรรูป เพื่อให้การค้าสินค้าประมงที่เกิดจากการประมงที่ถูกกฎหมายครบทั้งระบบ และที่สำคัญยังเป็นการแสดงถึงบทบาทของไทยในการเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาประมงอยู่ในระดับนานาชาติด้วย

“ญี่ปุ่นถือเป็นคู่ค้าสินค้าประมงที่สำคัญของไทย โดยในไตรมาสแรกของปี 2560 มีสัดส่วนร้อยละ 21.37 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าประมงทั้งหมด มีปริมาณ 50,818.70 ตัน มูลค่า 10,843.31 ล้านบาท โดยสินค้าประมงที่มีการส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นที่สำคัญ คือ กุ้งปรุงแต่ง เนื้อปลาสดแช่เย็นแช่แข็ง กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ขณะที่มีการนำเข้าสินค้าประมงจากญี่ปุ่นมายังไทยปริมาณ 10,613.67 ตัน มูลค่า 749.09 ล้านบาท” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

นอกจาก ความร่วมมือด้านประมงแล้ว กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น ยินดีที่จะสนับสนุนการดำเนินการภายใต้กรอบ High Level Cooperation Dialogue และการประชุมคณะอนุกรรมการ และคณะอนุกรรมการพิเศษ ภายใต้กรอบ เจ-เทป-ป้า ร่วมกันต่อไป ซึ่งกระทรวงเกษตรฯไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ปลายเดือน ก.ค.นี้ เพื่อหารือโครงการความร่วมมือด้านการเกษตร ชลประทาน หม่อนไหม และข้าว การโอำนวยความสะดวกทางการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกัน มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช การกักกันพืช ความร่วมมือด้านสหกรณ์ และสร้างเครือข่ายด้านสหกรณ์ของสองประเทศ ซึ่งจะทำให้การดำเนินความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างสองฝ่ายมีความก้าวหน้าขึ้น รวมถึงได้ถือโอกาสเชิญรัฐมนตรีเกษตรฯ ญี่ปุ่นเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีเกษตร ประมง และป่าไม้อาเซียนซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมช่วงปลายเดือน กย.นี้ที่ จ.เชียงใหม่อีกด้วย

สำหรับสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรไทย-ญี่ปุ่นช่วงปี 2557-2559 พบว่า มีมูลค่าการค้าเฉลี่ย 147,426 ล้านบาทต่อปี อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3.65 ต่อปี มูลค่าส่งออกของไทยเฉลี่ย 137,860 ล้านบาทต่อปี ขณะที่มูลค่านำเข้าของไทยเฉลี่ย 9,566 ล้านบาทต่อปี โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า โดยตลอดเฉลี่ย 128,294 ล้านบาทต่อปี

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2560 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2559 พบว่า ไทยเกินดุลการค้า 33,765 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจาก 31,047 ล้านบาทในปี 2558)

โดยกลุ่มสินค้าสำคัญที่ไทยเกินดุล คือ www.njcarpet-cleaning.com อาหารปรุงแต่ง 17,203 ล้านบาท ปลาและสัตว์น้ำ 3,243 ล้านบาท อาหารสัตว์ 2,568 ล้านบาท และเนื้อสัตว์ 2,477 ล้านบาท ขณะที่ไทยนำเข้า 2,215 ล้านบาท โดยกลุ่มสินค้าสำคัญ คือ ปลาและสัตว์น้ำ ซอส/เครื่องปรุง เป็นต้น

การเขียนเพื่อสื่อออนไลน์หรือเขียนข่าวลงเว็บไซต์ ต้องเขียนให้

“หาเจอง่าย อ่านได้ง่าย และ เข้าใจได้ทันที” ว่าข้อเขียนหรือบทความนั้น “เกี่ยวกับเรื่องอะไร” “มีข้อมูลครบหรือไม่” “น่าเชื่อถือแค่ไหน” และ “เขียนได้น่าสนใจหรือไม่” ซึ่งการเขียนจะต้องตอบโจทก์นี้ให้ได้

ตัวอย่างประเด็นเรื่องที่จะเขียน (แยกประเด็นให้ชัด)

ผมขอยกตัวอย่างการเขียนข่าวเรื่องการปลูกมะพร้าวน้ำหอมของเกษตรกร อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ถ้าเป็นรูปแบบเดิมที่เขียนเพื่อเผยแพร่ในสื่อสิ่งพิมพ์หรือตามนิตยสารต่างๆ จะต้องเขียนอย่างละเอียดตั้งแต่ประวัติของเกษตรกรหรือผู้ปลูกว่าเป็นคนที่ไหน ทำอะไรมาก่อน มีแรงบันดาลใจอย่างไรจึงมาปลูกมะพร้าวน้ำหอม ปลูกทั้งหมดกี่ไร่ เลือกพันธุ์มะพร้าวอย่างไร ดูอย่างไรว่าเป็นพันธุ์แท้ มีขั้นตอนวิธีการปลูกอย่างไร การดูแลจัดการสวน เช่น ใส่ปุ๋ย รดน้ำ หรือป้องกันโรคแมลงอย่างไร และเมื่อได้ผลผลิตได้นำไปขายที่ไหน ผลผลิตต่อปีมากไหม ราคาเป็นอย่างไร อนาคตได้วางแผนที่จะขยายการปลูกไหม มีข้อคิดเห็นหรือคำแนะนำอะไรที่อยากจะบอกคนอื่นบ้าง

แต่ถ้าเป็นรูปแบบใหม่ที่เขียนเพื่อลงสื่อออนไลน์ จะหยิบยกมาบางประเด็นที่คิดว่าเป็นจุดเด่นของเกษตรกรรายนั้นๆ หรือเป็นประเด็นที่คนทั่วไปอยากรู้ และลงให้ลึก เช่น ….

10 เคล็ดลับการจัดการสวนมะพร้าวน้ำหอมของเกษตรกรบ้านแพ้ว (ต้องการนำเสนอเรื่องเคล็ดลับการปลูกการจัดการของคนบ้านแพ้ว ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดมะพร้าวน้ำหอมที่มีชื่อเสียงคู่กับย่านดำเนินสะดวก)
5 เคล็ดลับเลือกมะพร้าวน้ำหอมสูตรคนบ้านแพ้ว (ต้องการนำเสนอเรื่องการเลือกพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมว่ามีภูมิปัญญาอย่างไร)
จบแค่ป.4 ปลูกมะพร้าวน้ำหอมแค่ 5 ไร่ แต่ส่งออกปีละ 10 ล้าน ทำได้อย่างไร? (ต้องการนำเสนอวิธีการบริหารจัดการซึ่งเกษตรกรจบแค่ป.4 แต่สามารถรวมกลุ่มผู้ปลูกและส่งออกได้)
ปลูกมะพร้าวน้ำหอมอย่างไรให้ติดผลดกตลอดปี…ลุงพร บ้านแพ้ว มีคำตอบ (ต้องการนำเสนอเคล็ดลับวิธีการจัดการสวนมะพร้าวให้ติดผลดก ซึ่งโดยปกติช่วงหน้าแล้งมะพร้าวมักขาดคอ)
ทำไมการเขียนรูปแบบใหม่ที่ลงสื่อออนไลน์ต้องจับมาเฉพาะประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ก็เพราะพฤติกรรมของคนปัจจุบัน อยากรู้เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยที่วิธีการอยากรู้ของเขาจะใช้วิธีค้นหาข้อมูลจาก Google เขาจะค้นหาโดยการป้อนคำหรือเรื่องที่ต้องการ เช่น ต้องการรู้เรื่องเคล็ดลับการปลูก ต้องการรู้เรื่องการตลาด หรือต้องการรู้เรื่องการทำให้มะพร้าวติดผลดก…เขาจะไม่อยากรู้ว่าประวัติของเกษตรคนนั้นเกิดที่ไหน เรียนจบอะไรมา มีประสบการณ์อย่างไรบ้าง เขาต้องการรู้แค่เพียงว่าเกษตรกรนั้นเป็นใครแบบสั้นๆ (แต่ในการสัมภาษณ์เพื่อให้ได้ข้อมูลก็จำเป็นที่ผู้สัมภาษณ์ต้องถามประวัติเบื้องต้นไว้-เพื่อให้ง่ายต่อการเรียบเรียง-และแยกประเด็นข่าว)

รู้อย่างไรว่าประเด็นไหนที่คนสนใจ (เป็นข่าวได้)
คำว่า “ประเด็น” คือ ความสำคัญของเรื่องที่เราหยิบยก(จับ)ขึ้นมา เพื่อนำเสนอให้เป็นข่าว หรือรวมเรียกว่า “ประเด็นข่าว” ประเด็นไหนน่าสนใจบ้าง อยู่ที่การรู้จักวิธีการจับประเด็นข่าว คือการเลือกแง่มุมของข่าวที่คิดว่ามีจุดเด่นหรือเป็นจุดที่คิดว่าผู้คนสนใจในช่วงนั้นๆ มานำเสนอภายใต้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน…

ผมยกตัวอย่าง “การเลือกซื้อเสื้อผ้า” อาจจะมีหลายรูปแบบหลากสีสัน เราชอบสีไหนเราก็เลือกสีนั้น แต่การเลือกหรือจับประเด็นข่าวอาจะกินความหมายกว่าเลือกเสื้อผ้าตรงที่เราต้องคิดว่า เราเลือกที่เราชอบอย่างเดียวไม่ได้ ต้องให้คนอื่นที่เห็นหรือผู้อ่านชอบด้วย

พูดกันง่ายๆประเด็นที่เราจับหรือเลือกมาเป็นข่าวนั้นต้องมีคุณค่า เรียกว่า “คุณค่าของข่าว”

คุณค่าของข่าวที่คิดว่าน่าสนใจ เช่น ความทันสมัย รวดเร็วฉับไว ความใกล้ชิด ใกล้ตัว ความเด่น (เช่น คนเด่น สถานที่เด่น ฯลฯ) ความแปลกประหลาด ผิดปกติ ผิดวิสัย ผลกระทบกระเทือนต่อประชาชนจำนวนมาก ความขัดแย้ง ความมีเงื่อนงำ ปุถุชนสนใจ เพศ ความขบขัน ความเปลี่ยนแปลง ความก้าวหน้า คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ฯลฯ

ผมขอรวมความสั้นๆว่า ข่าวที่ผู้คนสนใจนั้นจะต้อง “แปลก ใหม่ ใหญ่ จริง” (ให้จำแค่ 4ข้อนี้)

แปลก หมายความว่า แตกต่างจากปกติที่เคยเห็น เช่น ทำให้กล้วยออกเครือกลางต้น (แต่เดิมแปลก คนอาจจะไปขอหวย แต่ปัจจุบันมีการทำขึ้นมาได้) หรือ คนกัดหมา (ถ้าหมากัดคนจะไม่เป็นข่าว ยกเว้นคนตาย หรือกัดคนดัง)
ใหม่ หมายความว่า เป็นเรื่องใหม่ (อาจจะไม่เคยมีใน Google-ค้นไม่เจอ) คิดค้นขึ้นใหม่ เช่น มะม่วงพันธุ์ใหม่ สัตว์พันธุ์ใหม่ ฯลฯ (ตรงนี้อาจจะต้องช่วงชิงความไว-ใครลงข่าวก่อนกัน)
ใหญ่ หมายความว่า มีขนาดใหญ่ เช่น มะม่วงลูกละ 1 กิโลกรัม รวมไปถึงคนใหญ่คนโตคนดัง (ทำอะไรก็มักเป็นข่าว)
จริง หมายความว่า ทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมาต้องเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องที่สร้างขึ้นมา
รูปแบบของข่าวที่เราต้องการ (ที่คิดว่าผู้อ่านต้องการด้วย)
ข่าวที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นหรือในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งเข้าองค์ประกอบดังที่กล่าวมาแล้ว
บางข่าวอาจจะเคยลงมาแล้ว (เป็นข่าวมาแล้ว) แต่ก็ต้องเป็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน และควรมีประเด็นเสริมเข้ามาบ้าง
การเขียนจะต้องตอบได้ว่า ใคร(เป็นใคร) ทำอะไร(ปลูกพืช-เลี้ยงสัตว์ หรือทำส่วนไหนของภาคเกษตร) ที่ไหน(บ้าน/ฟาร์มอยู่ที่ไหน) เมื่อไร(วันเวลาที่เกิดข่าวนั้น) อย่างไร(ทำอย่างไร-มีขั้นตอนการทำอย่างไร-ตรงส่วนนี้คือหัวใจของข่าว จะต้องบอกเล่าหรือเขียนให้ละเอียดพอสมควร-จะเป็นประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาพาดหัวข่าว)
ความยาวไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับประเด็นข่าว (แต่ก็ไม่ควรจะยาวจนเกินไป)
ภาพประกอบ 2-5ภาพ เลือกที่คมชัด สื่อได้ว่าเป็นเรื่องอะไร ข่าวอะไร (ภาพควรบอกเรื่องราวได้)
นอกจากนี้ (ถ้าเป็นไปได้)ควรมีคลิปวิดีโอสั้นๆที่เป็นหัวใจของข่าวนั้นๆ เพราะมีการสรุปออกมาจากนักการตลาดที่อยู่ในวงการสื่อว่า เวลานี้คนชอบดูภาพเคลื่อนไหว มากกว่าการอ่านเป็นหลายเท่าตัว
ตัวอย่างข่าวยอดนิยมจาก “เกษตรก้าวไกล” (อันดับ 1-5)
อันดับ 1/ เลี้ยงเป็ดไข่ 500 ตัว “มีรายได้วันละ 1,000 กว่าอยู่ได้สบายๆครับ” (https://goo.gl/N0vBCI)
อันดับ 2/ คนโคราชเจ๋ง! ปลูกกล้วยน้ำว้า 40 ไร่ ไม่พอขาย…“ไม่เชื่อก็ให้มาดูงานได้” (https://goo.gl/qVjZEh)
อันดับ 3/ ภูมิปัญญาเลือกมะพร้าวน้ำหอมส่งออกสเปน…จากไทยลูกละ 30 เป็น 200 บาท!! (https://goo.gl/cTlb9S)
อันดับ 4/ “ปลูกอะไรดี ให้มีรายได้ทั้งปี”…นิรันดร์ชัย เกษบึงกาฬ เกษตรกรหัวใจแกร่ง มีคำตอบ (https://goo.gl/wk2c5V)
อันดับ 5/ ออกแบบ “เล้าเป็ด” ให้อยู่สบาย ออกไข่เยอะๆ…ทุน 20,000 ทำได้ (https://goo.gl/KwygzN)
สำหรับรูปแบบวิธีการเขียน ให้ศึกษาได้จากเว็บไซต์ตามหัวข้อข่าวข้างต้น (คลิกตามลิงค์ครับ)

การเขียนที่ดีจะต้องใช้ภาษาที่ง่าย (หลีกเลี่ยงภาษาวิชาการ) เหมือนเรากำลังพูด หรือ อธิบายสิ่งต่างๆ ให้ผู้อ่านได้ฟัง จะทำให้ไม่เกิดความเบื่อหน่ายในการอ่าน และทำให้เข้าใจง่ายขึ้นด้วย

สรุป…เว็บไซต์ข่าว “เกษตรก้าวไกล” เขียนอย่างไรให้ได้ 1 ล้านวิว??? หรือนัยหนึ่งผู้เขียนต้องการสื่อให้เห็นว่า “ข่าวเกษตรที่เขียนได้ดี(ตรงประเด็น)ก็มีสิทธิ์ที่จะมีคนเข้ามาอ่านถึง 1 ล้านวิว” (เกษตรกรประเทศไทยมีทั้ง 20 ล้านคน ยิ่งรัฐบาล “ลุงตู่” มีนโยบายให้อินเตอร์เน็ตครอบคลุม 79,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ ยิ่งมีความเป็นไปได้แน่นอนครับ) ซึ่งเรื่องการเขียนข่าวยังไม่จบแค่นี้ ยังจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการเขียนให้ “หาง่าย….คนหาเรื่องเราเจอ” หรือ search engine …ครั้งต่อๆไปจะมาว่ากันใหม่ครับ

นายปราโมทย์ ยาใจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านปฏิบัติการ เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2560 ประเทศไทยได้มีการดำเนินโครงการความร่วมมือพัฒนาการเกษตรแบบมีสัญญา กับสาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy : ACMECS) ซึ่งเป็นความร่วมมือของรัฐบาล 5 ประเทศ ประกอบด้วย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนามและไทย เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการพัฒนาเศรษฐกิจของสองประเทศ ที่ยึดถือผลประโยชน์ร่วมกัน สำหรับกิจกรรมในปีนี้ มีการจัดกิจกรรมประสานแผนปฏิบัติงานตามโครงการฯ

ประกอบด้วยการชี้แจงรายละเอียดแผนแม่บทโครงการ ACMECS พ.ศ. 2560-2564 การประสานงานและปรึกษาหารือการดำเนินกิจกรรมโครงการความร่วมมือฯ ประกอบด้วย การคัดเลือกพื้นที่ศึกษา นำร่องจัดทำเขตพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำ ณ แขวงเวียงจันทร์และแขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว การสำรวจและจัดทำข้อมูลทรัพยากรดินและข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนการใช้ที่ดินในพื้นที่โครงการใน สปป.ลาว สำหรับการฝึกอบรมนานาชาติในปี 2560 จะมีการฝึกอบรมในโครงการ 2 เรื่องได้แก่ “Satellite Image Interpretation and Land Use Mapping far ACMECS Project” และเรื่อง “Soil Survey and Information Systems for Watershed Management” ณ กรมพัฒนาที่ดิน ประเทศไทย

นายปราโมทย์ กล่าวต่ออีกว่า เมื่อวันที่ 2-12 เมษายน ที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดิน ได้มีการจัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการนานาชาติไปแล้วเกี่ยวกับ การแปลภาพถ่ายดาวเทียม และการจัดทำแผนที่สภาพการใช้ที่ดินสำหรับโครงการ ACMECS หรือ Satellite Image Interpretation and Land Use Mapping far ACMECS Project

โดยมีเจ้าหน้าที่ของประเทศสมาชิก ACMECS เข้าร่วมทั้ง 3 ประเทศ ซึ่งการฝึกอบรมในครั้งนี้เป็นการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการพัฒนาที่ดิน พัฒนาบุคลากรภาครัฐให้มีทักษะและความสามารถในการนำความรู้ที่ได้รับไปใช้กับการดำเนินโครงการจัดทำฐานข้อมูลทรัพยากรดินและการวางแผนการใช้ที่ดินในพื้นที่ลุ่มน้ำของโครงการได้ การฝึกอบรมรมเรื่องการแปลภาพถ่ายดาวเทียมและการจัดทำแผนที่สภาพการใช้ที่ดิน เน้นการถ่ายทอดองค์วามรู้ในการแปลภาพถ่ายดาวเทียมของพื้นที่ศึกษานำร่องซึ่งเป็นพื้นที่ดำเนินงานของประเทศสมาชิก ACMECS ของ 3 ประเทศ ได้แก่ สหภาพเมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา รวมถึงเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ดินระหว่างประเทศอีกด้วย

“การสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่ดีจะสามารถผลักดันให้มีการขยายตัวทางการค้า การลงทุนของไทยและสมาชิก ACMECS รวมถึงเป็นการสร้างความสัมพันธ์ด้านการเกษตรที่ดี เสริมสร้างผลประโยชน์และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสมาชิก โดยใช้พื้นที่การเกษตรให้เหมาะสมตามศักยภาพของพื้นที่อย่างสูงสุด โดยกรมฯ เน้นความรับผิดชอบที่จะร่วมมือกันทางด้านวิชาการที่จะสามารถพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพและปริมาณที่เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศและการส่งออกต่างประเทศ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน การผลิตที่ลดต้นทุนโดยใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ รวมถึงสนับสนุนความรู้ด้านกระบวนการวางแผนการใช้ที่ดิน การจัดทำฐานข้อมูลสภาพการใช้ที่ดิน ข้อมูลดิน เพื่อพัฒนาพื้นที่ที่เหมาะสมในการเพาะปลูกพืชในพื้นที่เป้าหมายให้มีประสิทธิภาพและรักษาสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบยั่งยืน รวมถึงการนำความรู้และทักษะที่ได้ ไปใช้ดำเนินกิจกรรมจัดทำข้อมูลทรัพยากรดินและวางแผนการใช้ที่ดินในพื้นที่โครงการและในการดำเนินงานต่อไปในอนาคต” นายปราโมทย์ กล่าว

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ เปิดเผยถึงการจัดงานการประชุมวิชาการดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 5 ณ โรงแรมพูลแมนขอนแก่นราชาออร์คิด อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ว่าเป็นระยะเวลา 5 ปีแล้วที่กรมพัฒนาที่ดินได้จัดประชุมดังกล่าวต่อเนื่องกันมา เนื่องจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบดินเค็มประมาณ 11.5 ล้านไร่ ซึ่งจังหวัดขอนแก่นมีพื้นที่ดินเค็ม โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอบ้านไผ่ อำเภอโนนศิลา และอำเภอชนบท ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มหรือโครงการดินเค็มทุ่งเมืองเพียลุ่มน้ำชีส่วนที่ 3 และลุ่มน้ำย่อยขามเรียนครอบคลุมพื้นที่ 768,000 ไร่ ดังนั้น การจัดประชุมดังกล่าว

จึงจัดขึ้นเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์การวิจัยด้านดินเค็มของนักวิชาการ และผู้มีส่วนได้เสียจากองค์กรต่างๆ กำหนดแนวทางการวิจัยและพัฒนา พื้นที่ดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือในอนาคตและทำให้ทราบข้อมูลที่ทำการศึกษา วิจัยที่ผ่านมารวมทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายและสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรต่างๆ เช่น ผู้แทนภาคเอกชน สถาบันการศึกษา องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงชุมชนเข้มแข็งในพื้นที่ดินเค็มเป็นการแสดงศักยภาพของการพัฒนาในแนวใหม่ในการบูรณาการพัฒนา และการใช้ประโยชน์พื้นที่ดินเค็มอย่างยั่งยืนระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเกษตรกรหลักของพื้นที่ หรือที่เรียกว่า “ประชารัฐ”

สำหรับการจัดประชุมวิชาการดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 5 นี้ จัดระหว่างวันที่ 27-28 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา โดยในปีนี้ได้มีการนำเสนอผลงานวิจัยเกี่ยวกับดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ การนำเสนอผลงานวิจัยที่ดำเนินการเสร็จสิ้นการนำเสนอความก้าวหน้างานวิจัยที่กำลังดำเนินการ และการนำเสนองานวิจัยที่เป็นประเด็นน่าสนใจ โดยแบ่งเป็นการนำเสนอผลงานภาคบรรยาย 6 เรื่อง และภาคโปสเตอร์ 15 เรื่อง การจัดแสดงนิทรรศการจากหน่วยงานภาครัฐ 7 นิทรรศการ หน่วยงานภาคเอกชน 2 นิทรรศการ การเสวนาในหัวข้อเรื่อง “การปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมในการปลูกข้าว และพัฒนาผลผลิตพืชชนิดอื่นแบบบูรณาการสู่การแข่งขันตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยแบบครบวงจร” นอกจากนี้ยังมีการบรรยายพิเศษโดยผู้ทรงคุณวุฒิใน 3 หัวข้อ ได้แก่

โอกาสและอุปสรรคของพื้นที่มีปัญหาดินเค็มกับนโยบายการใช้แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) ภายใต้โมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล หรือ ประเทศไทย 4.0 /
การศึกษาวิจัยการเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานและของเกษตรกรในการจัดการพื้นที่ดินเค็มอย่างมีผลสัมฤทธิ์และยั่งยืนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ
ประสบการณ์ในการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการประชุมดังกล่าว จะสามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาดินเค็มได้อย่างยั่งยืนต่อไป

เนื่องในโอกาสครบรอบ 54 ปี ในวันที่ 23 พฤษภาคม นี้ กรมพัฒนาที่ดิน กำหนดจัดงานวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ภายใต้หัวข้อ “54 ปี พัฒนาที่ดิน พัฒนาชาติ ขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ประกาศให้ปี 2560 เป็น “ปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน” ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศไทยทั้งระบบตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค โดยดำเนินการผ่านนโยบายที่สำคัญต่างๆ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ทันสมัยและหาชมจากที่อื่นๆ ได้ยาก

ทั้งนี้ก็เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เผยแพร่ไปสู่สาธารณชนในวงกว้าง เผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรดิน การพัฒนาที่ดิน ที่เป็นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นเกษตร 4.0 เป็นการสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนหมอดินอาสา เกษตรกร ประชาชนทั่วไป ที่มาร่วมชมงานให้รับทราบเป็นทิศทางเดียวกัน

โดยไฮไลท์สำคัญของการจัดงาน คือ การจัดแสดงนิทรรศการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ นิทรรศการแนวคิด “การยกกระดาษ A4” นิทรรศการ Agri-Map Online นิทรรศการ Zoning by Agri-Map นิทรรศการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร

นิทรรศการเกษตรแปลงใหญ่ นิทรรศการเกษตรทฤษฎีใหม่/เกษตรผสมผสาน นิทรรศการจัดหาที่ดินทำกิน (ส.ป.ก. ยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก.) นิทรรศการระบบส่งน้ำ/กระจายน้ำ นิทรรศการแผนผลิตข้าวครบวงจร (การปลูกพืชปุ๋ยสด ปอเทือง) นิทรรศการธนาคารสินค้าเกษตร (ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์) นิทรรศการ Smart Office/Smart farmer และนิทรรศการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร

นอกจากนี้ยังมีการจัดประชุมคัดเลือกผลงานวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ปี 2560 การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับงาน Back Office” เพื่อสร้าง Smart Officer การฝึกอบรมประชาชนทั่วไป หลักสูตร “ผลิตภัณฑ์ จุลินทรีย พด. เพื่อปรับปรุงดิน เพิ่มธาตุอาหาร ฮอร์โมนพืช และรักษาสิ่งแวดล้อม” การประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2560 สมาคมอนุรักษ์ดินและน้ำแห่งประเทศไทย ห้องประชุม 801 ชั้น 8 รวมทั้งให้เกษตรกรได้ออกร้านจัดจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์ สินค้าเกษตรอินทรีย์คุณภาพดีเกรดพรีเมี่ยม ราคาถูกกว่าท้องตลาด

สำหรับผู้ที่สนใจไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ นักเรียน นิสิต นักศึกษา พี่น้องเกษตรกร และประชาชนทั่วไป สามารถเดินทางเข้ามาศึกษาหาความรู้ได้ ระหว่างวันที่ 23-25 พฤษภาคม 2560 ณ กรมพัฒนาที่ดิน ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรของไทยต้องเผชิญกับปัญหานานัปการ เช่น การขาดความรู้ของเกษตรกร ผลผลิตล้นตลาด ต้นทุนการผลิตสูง การขาดแคลนน้ำสลับกับปัญหาอุทกภัย ปัญหาทรัพยากรดินที่เสื่อมโทรม สภาพดินขาดความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากการใช้สารเคมีในภาคเกษตร การเจริญเติบโตของชุมชนเมือง ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และความท้าทายจากภายนอก เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การกีดกันทางการค้าที่นับวันรุนแรงมากขึ้น

การเปิดเสรีการค้าสินค้าเกษตร และความเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงความยากจนของเกษตรกรรายย่อย จนนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ในที่สุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายปฏิรูปการเกษตรของประเทศไทย (ปี 2556-2561) เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ ซึ่งการพัฒนาเกษตรกรเป็นอีกหนึ่งในความสำคัญที่ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะต้องร่วมดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในด้านการพัฒนาการบริหารจัดการด้านการเกษตร และประโยชน์เพื่อเกษตรกรที่จะได้รับการพัฒนาที่มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับความต้องการ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกร ชุมชนเกษตรกร สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป เพื่อนำพาตัวเองก้าวพ้นสู่ความยากจน มีรายได้ที่สูงมากขึ้นจนสุดท้ายเป็นเกษตรกรคุณภาพ หรือ Smart Farmer

นายสุรเดช กล่าวต่อไปว่า กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นด้านการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร การสร้างศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรกร (ศพก.882 ศูนย์) ทั่วประเทศ ตลอดจนการสร้างเกษตรกรต้นแบบที่มีองค์ความรู้

สามารถใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ทางการเกษตร ที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต หรือที่เรียกว่า “Smart Farmer” โดยได้มีการฝึกอบรมความด้านรู้ต่างๆ เกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินไปยังหมอดินอาสาประจำหมู่บ้านทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันในการยกระดับพัฒนาความรู้ให้เกษตรกร ชุมชนเกษตรกร สร้างพื้นฐานความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรกรรมไทยในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการยกระดับรายได้ประชากรไทย และพัฒนาให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นประเทศดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ตามนโยบาย Thailand 4.0 ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรพัฒนาศักยภาพของตนเอง

รู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตและการตลาด มีการติดตามสถานการณ์ต่างๆ เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการนำข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและต่อยอดผลผลิตของตนเองมากขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานของเกษตรกรไทยให้มีคุณภาพชีวิตมีมาตรฐานองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง และได้รับการพัฒนาเป็นเกษตรกรที่มีความพร้อมรับกับสถานการณ์ด้านการเกษตรที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรไทยมีความรู้พร้อมกับความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพการเกษตร

โดยมีหมอดินอาสาประจำหมู่บ้านซึ่งเป็นเกษตรกรเครือข่าย เป็นตัวแทนของกรมพัฒนาที่ดินในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด ทำหน้าเป็นผู้ประสานงานด้านการพัฒนาที่ดิน ตลอดจนให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในพื้นที่เกี่ยวกับการจัดการแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของดิน รวมทั้งร่วมดำเนินกิจกรรมต่างๆ กับกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งหมอดินอาสาเหล่านี้ถือว่าเป็นผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับกรมพัฒนาที่ดินและเกษตรกรที่ประกอบอาชีพการเกษตรในชุมชน เป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือให้คำแนะนำเรื่องการดูแลทรัพยากรดิน การปรับปรุงบำรุงดิน การใช้เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของกรมพัฒนาที่ดิน รวมทั้งให้คำแนะนำแก่เกษตรกรอื่นๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งปัจจุบันมีหมอดินอาสาครอบคลุมทั่วประเทศ 80,000 กว่าราย

“สำหรับหลักสูตรการฝึกอบรมหมอดินอาสานั้น เป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้แผนที่ข้อมูลกลุ่มชุดดิน ข้อมูลแผนที่ความเหมาะสมของดินกับพืชเศรษฐกิจ ข้อมูลแผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อให้รับรู้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน สามารถอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจได้ตลอดจนมีความสามารถที่จะเป็นวิทยากรบรรยายความรู้และสาธิตงานเกี่ยวกับด้านการพัฒนาที่ดิน

ประจำศูนย์เรียนรู้และจุดเรียนรู้ด้านการพัฒนาที่ดิน สร้างจิตสำนึกและปรับทัศนคติแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อประยุกต์ใช้เป็นหลักในการพึ่งตนเองของเกษตรกร โดยหมอดินอาสาที่ผ่านการฝึกอบรมจะได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการฝึกอบรมไปประยุกต์ใช้กับงานที่รับผิดชอบ สามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกรมพัฒนาที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผล สามารถช่วยเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ย การปรับปรุงบำรุงดิน การถ่ายทอดข่าวสารด้านการพัฒนาที่ดินและเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้ต่อไป” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

กรมพัฒนาที่ดิน จัดงานวันสถาปนาเนื่องในโอกาส ครบรอบ 54 ปี และจัดแสดงนิทรรศการ 54 ปี พัฒนาที่ดิน ขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน”เน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้การพัฒนาที่ดินด้านต่างๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดิน กำหนดจัดงานวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน เนื่องในโอกาสครบรอบ 54 ปี ระหว่างวันที่ 23-25 พฤษภาคม 2560 ณ กรมพัฒนาที่ดิน ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ภายใต้หัวข้อ “54 ปี พัฒนาที่ดิน ขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ประกาศให้ปี 2560 เป็น “ปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน” ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศไทยทั้งระบบตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค

โดยดำเนินการผ่านนโยบายที่สำคัญต่างๆ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ทันสมัยและหาชมจากที่อื่นๆ ได้ยาก ทั้งนี้ก็เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เผยแพร่ไปสู่สาธารณชนในวงกว้าง เผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรดิน การพัฒนาที่ดิน ที่เป็นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นเกษตร 4.0 เป็นการสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนหมอดินอาสา เกษตรกร ประชาชนทั่วไป ที่มาร่วมชมงานให้รับทราบเป็นทิศทางเดียวกัน

โดยไฮไลท์สำคัญของการจัดงาน คือ การจัดแสดงนิทรรศการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ (1) นิทรรศการแนวคิด “การยกกระดาษ A4” ของ รมว.กษ. (2) นิทรรศการ Agri-Map Online (3) นิทรรศการ Zoning by Agri-Map (4) นิทรรศการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (5) นิทรรศการเกษตรแปลงใหญ่ (6) นิทรรศการเกษตรทฤษฎีใหม่/เกษตรผสมผสาน (7) นิทรรศการจัดหาที่ดินทำกิน (ยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก.) (8) นิทรรศการระบบส่งน้ำ/กระจายน้ำ (9) นิทรรศการแผนผลิตข้าวครบวงจร (การปลูกพืชปุ๋ยสด ปอเทือง) (10) นิทรรศการธนาคารสินค้าเกษตร (ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์) (11) นิทรรศการ Smart Office/Smart farmer (12) นิทรรศการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร นอกจากนี้ยังมีการจัดประชุมคัดเลือกผลงานวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ปี ๒๕๖๐ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับงาน Back Office” เพื่อสร้าง Smart Officer การฝึกอบรมประชาชนทั่วไป หลักสูตร “ผลิตภัณฑ์ จุลินทรีย พด. เพื่อปรับปรุงดิน เพิ่มธาตุอาหาร ฮอร์โมนพืช และรักษาสิ่งแวดล้อม” การประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2560 สมาคมอนุรักษ์ดินและน้ำแห่งประเทศไทย ห้องประชุม 801 ชั้น 8 รวมทั้งให้เกษตรกรได้ออกร้านจัดจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์ สินค้าเกษตรอินทรีย์คุณภาพดีเกรดพรีเมี่ยม ในราคาถูกกว่าท้องตลาด

จึงขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ นักเรียน นิสิต นักศึกษา พี่น้องเกษตรกร และประชาชนทั่วไป เข้ามาร่วมชมงานในครั้งนี้โดยพร้อมเพียงกัน ระหว่างวันที่ 23-25 พฤษภาคม 2560 ณ กรมพัฒนาที่ดิน ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ติดต่อสอบถามรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม โทร. 02-579-8515

เรื่องการต้มข้าวโพดขาย เป็นความสนใจของผู้เขียนมาเนิ่นนาน เพราะมองว่าเป็นอาชีพที่ไม่ยุ่งยากและชอบรับประทาน เจอที่ไหนก็มักจะอุดหนุน พูดคุยกับพ่อค้าแม่ขายอยู่ตลอด อยู่มาวันหนึ่งได้ไปเจอข้าวโพดเจ้าหนึ่งที่มาต้มขายในงานวันเส้นทางเศรษฐีเทคโนโลยีชาวบ้านที่ห้างเดอะมอลล์ บางกะปิ จัดแจงถ่ายรูปอย่างดีว่าจะมาลงให้ผู้อ่านรับทราบทั่วกัน แต่ไปๆมาๆก็ไม่ได้ลง

จนเมื่อวันก่อน (18 พ.ค.60) ได้รับเชิญจาก บริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด ผู้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดชื่อดัง บอกว่าจะพาไปดูแม่ค้าต้มข้าวโพดขายและพาไปดูแปลงปลูกข้าวโพดที่จังหวัดชลบุรีก็ตอบรับทันที

ไปถึงที่บ้านแม่ค้าขายข้าวโพดก็เห็นผู้คนกว่า 10คน กำลังนั่งปอกข้าวโพดขมวดเปลือกทำเป็นจุกเป็นคู่ๆเรียงไว้ในเข่ง ทราบว่าเจ้าของบ้านผู้เป็นแม่ค้าขายข้าวโพดชื่อคุณชดาภา วรอมราคุณ หรือ “คุณโบว์” และคุณสมชาย วรนาม ผู้เป็นสามีที่ช่วยกันทำมาหากิน “ดูหน้าตาละม้ายคล้ายกับแม่ค้าที่ไปต้มขายที่ห้างเดอะมอลล์เมื่อปลายปี” คิดอยู่ในใจสักครู่ก็ถามไปว่าใช่หรือไม่ ปรากฏว่าใช่จริงๆ การพูดคุยจึงได้รสชาติขึ้นมาทันที

คุณโบว์ เล่าว่าประกอบอาชีพค้าขายข้าวโพดมานานประมาณ 10ปีแล้ว หลักๆคือส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดและเมื่อปลูกได้ผลผลิตก็รับซื้อ (รายละเอียดธุรกิจตรงนี้จะนำมาเล่าอีกตอนหนึ่ง)

ผลผลิตที่รับซื้อมานั้น วันหนึ่งๆประมาณ 3 ตัน (3,000 กิโลกรัม) หลักๆก็จะขายต่อให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่ซื้อข้าวโพดฟักสดเพื่อไปต้มขาย แต่อีกส่วนหนึ่งก็นำมาต้มขายเองที่หน้าห้างแปซิฟิคศรีราชาทุกวันพฤหัสและวันจันทร์ และตลาดอื่นๆอีก 2 ตลาด โดยวันที่ผมได้ไปดูนั้นก็คือที่หน้าห้าง โดยจะเริ่มต้มขายตั้งแต่บ่ายๆจนประมาณ 2-3 ทุ่มก็ขายหมด

ที่ร้านขายข้าวโพดต้มของคุณโบว์ ซึ่งได้เกณฑ์พ่อแม่พี่น้องมาช่วยกันทำมาหากินพบว่าร้านโดดเด่นพอสมควร ติดป้ายข้าวโพดของบริษัทแปซิฟิคและแขวนข้าวโพดโชว์ไว้ตรงราวเหล็กที่ทำเหมือนม่านหน้าร้าน มีหม้อต้มข้าวโพดขนาดใหญ่ 4 หม้อ วางเรียงกัน ซึ่งก็มีลูกค้ามาอุดหนุนกันไม่ขาดสาย

“ข้าวโพดต้มรับประทานได้ทุกเพศทุกวัยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะคนญี่ปุ่นที่มาทำงานอยู่ย่านศรีราชา-ชลบุรีชอบมาก” คุณโบว์ บอกให้ฟัง

มีเคล็ดลับในการต้มข้าวโพดให้อร่อยอย่างไร? “ก็ไม่มีเคล็ดลับอะไรมาก ขอเพียงให้เป็นข้าวโพดที่สด เก็บได้ระยะเวลาที่ต้องการ(ต้องไม่แก่มาก) เรียกว่าเก็บใหม่ๆจากแปลงปลูกก็มาถึงหม้อต้ม และข้าวโพดที่มาต้มขายธรรมชาติของมันมีความเหนียวนุ่มอร่อยอยู่ในตัว แถมฟักสวยงามเป็นที่ต้องใจ และเวลาต้มจะมีกลิ่นหอมเชิญชวน ซึ่งจะมีอยู่ 3 ชนิด คือฟักเหลืองเรียกว่าข้าวโพดหวาน ฟักที่มีสามสี (เหลือง ม่วง ขาว)เรียกว่าข้าวเหนียวสามสี และสีขาวล้วนเรียกว่าข้าวโพดข้าวเหนียว”

การต้มข้าวโพด “วิธีการต้มนั้นเราจะต้องต้มในน้ำเดือด คือเอาน้ำใส่หม้อต้มจนเดือดไม่ต้องใส่เกลือและอะไรทั้งนั้น จากนั้นให้ใส่ข้าวโพดลงไปวางเรียงตามความยาวของฟักให้เต็มหม้อและน้ำในหม้อต้องท่วม ต้มไปนานประมาณ 10 นาทีก็สุกดี แต่ถ้าเป็นข้าวโพดข้าวเหนียวต้องใช้เวลาประมาณ 15 นาที เพราะสุกยากกว่า”

ข้าวโพดที่ต้มขายจะต้องอุ่นให้ร้อนอยู่เสมอ “พอข้าวโพดสุกก็หยิบขึ้นมาวางในกระด้ง เพื่อให้สะเด็ดน้ำ ซึ่งจะต้องวางเหมือนอุ่นอยู่ด้านบนหม้อ(ตามภาพ) และในหม้อก็จะต้มชุดใหม่ไปเรื่อยๆ”

เวลาที่ลูกค้าสั่ง…จะถามว่าแช่น้ำเกลือหรือไม่ “บางคนไม่ชอบเค็มเราก็เลยแยกน้ำเกลือไว้ต่างหาก” ถ้าลูกค้าต้องการก็จะไปแช่น้ำเกลือแป๊บหนึ่ง ซึ่งในน้ำเกลือนั้นมีวิธีทำง่ายๆคือใช้น้ำต้มสุกใส่เกลือลงไปให้ละลายดี พร้อมกับใส่ใบเตยลงไปประมาณ 10ใบ (ตามภาพ)

ได้ถามคุณโบว์ว่าในการไม่ใส่เกลือลงไปเวลาต้มจะช่วยไม่ให้ข้าวโพดเหี่ยวหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่าอาจจะมีผลอยู่บ้าง และทราบอีกว่าเวลาต้มเสร็จแล้วที่มาวางในกระด้งบนหม้อต้มต้องพลิกกลับไปมาบ้าง ไม่งั้นถ้าวางไว้นานๆจะทำให้ข้าวโพดเหี่ยวได้ (ความเต่งตึงของเมล็ดข้าวโพดสำคัญมาก)

สงสัยว่าทำไมข้าวโพดที่นำมาต้มขายจะต้องขมวดเป็นจุก ไม่ปอกทั้งหมดแล้วต้มเหมือนร้านทั่วไป…ได้รับคำตอบว่านอกจากจะทำให้หยิบจับสะดวกแล้ว สิ่งสำคัญคือจะโชว์ให้ลูกค้าเห็นว่าใบยังสดเขียวสดอยู่ (เป็นข้าวโพดที่สดจริงๆ) ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของร้านนี้

มาถึงคำถามที่ทุกคนอยากรู้…ถามคุณโบว์ว่า “ขายได้วันละกี่ฟัก” ก็ได้รับคำตอบถ้าคิดเป็นฟักก็วันละหลายร้อยฟัก แต่จะคิดเป็นกิโลกรัมคือวันละ 500-700 กิโลกรัม (ข้าวโพดหวานสีเหลืองเฉลี่ยประมาณ 2 ฟักต่อกิโลกรัม/ข้าวโพดข้าวเหนียวประมาณ 3 ฟักต่อกิโลกรัม)

สำหรับราคาขายข้าวโพดต้มจะขายคู่ละ 20,25,30 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของฟัก รวมแล้ววันหนึ่งๆจะขายได้เฉลี่ย 15,000 บาท (ต้นทุนข้าวโพดจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 8-10 บาท (1 กิโลกรัม มี 2-3 ฟัก ก็ลองคำนวณดู) และเมื่อหักค่าแรง ค่าสถานที่แล้วก็ถือว่ายังมีกำไรที่ดีทีเดียว)

“สิ่งที่ได้ไม่ใช่กำไรจากขายข้าวโพดต้มเพียงอย่างเดียว แต่ที่เราภูมิใจก็คือว่าช่วยสร้างอาชีพให้กับญาติพี่น้องตลอดจนเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเกษตรกรร่วม 100 ครอบครัว ที่เราเข้าไปส่งเสริมให้ปลูกและรับซื้อผลผลิต ทุกคนดีใจมากค่ะ”

หากว่าใครจะมาขายข้าวโพดต้ม www.career-evolution.net คุณโบว์บอกว่าเป็นอาชีพที่ทำไม่ยาก ลงทุนไม่สูง หลักๆมีแค่หม้อต้ม เตาแก๊ส ฯลฯ แต่จะต้องมีทำเลที่เหมาะสม มีคนเยอะพอสมควร และไม่ต้องใช้ถึง 4 หม้อต้มแบบตนเอง แค่หม้อเดียวก็ได้แล้ว หรือจะใช้กะละมังต้มก็ได้ (หม้อต้มของคุณโบว์ เป็นสแตนเลสอย่างดี ราคาสั่งทำใบละ 4,000 บาท)

ลงพื้นที่วิเคราะห์ต้นทุนปลูกสับปะรด ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 ลงพื้นที่อุทัยธานี เก็บข้อมูลอัตราค่าจ้างแรงงานและราคาปัจจัยการผลิตสับปะรดโรงงาน เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของเกษตรกร เผย เกษตรกรมีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เฉลี่ย 833 กก./ไร่ ปุ๋ยเคมี เฉลี่ย 40.5 กก./ไร่ แนะเกษตรกร ดึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผสานเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อลดต้นทุนการผลิต เน้นผลผลิตที่มีคุณภาพ ตลาดรองรับ

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 จังหวัดนครสวรรค์ (สศท.12) ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลอัตราค่าจ้างแรงงานและราคาปัจจัยการผลิตสับปะรดโรงงาน เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตให้เป็นปัจจุบันและสอดคล้องกับพฤติกรรมของเกษตรกรระดับจังหวัด

จากการสำรวจกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดจังหวัดอุทัยธานีเกี่ยวกับการใช้แรงงานและอัตราค่าจ้างแรงงาน พบว่า ค่าจ้างแรงงานในการใส่ปุ๋ย เฉลี่ย 76.59 บาท/ไร่ ความสามารถในการใส่ปุ๋ย 6.81 ไร่/คน/วัน ค่าจ้างในการฉีดยาป้องกันกำจัดวัชพืช เฉลี่ย 160 บาท/ไร่ ความสามารถในการฉีดยาป้องกัน 12.17 ไร่/คน/วัน
อัตราค่าจ้างแรงงานในการป้องกันกำจัดโรค แมลง และสารอื่นๆ เฉลี่ย 106.67 บาท/ไร่ ความสามารถ 15 ไร่/คน/วัน อัตราค่าจ้างแรงงานในการแคะจุก เฉลี่ย 311 บาท/ไร่ ความสามารถ 0.64 ไร่/คน/วัน อัตราค่าจ้างแรงงานในการหยอดแก๊ส เฉลี่ย 300 บาท/ไร่ ความสามารถ 1.17 ไร่/คน/วัน ส่วนอัตราค่าจ้างในการคลุมหัวปิดผล เฉลี่ย 277 บาท/ไร่ ความสามารถ 0.9 ไร่/คน/วัน

สำหรับการใช้ปัจจัยการผลิตต่อไร่ พบว่า มีปริมาณการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เฉลี่ย 833 กก./ไร่ ปุ๋ยเคมี เฉลี่ย 40.5 กก./ไร่ สารกำจัดวัชพืช ได้แก่ ยาคุม เฉลี่ย 1.64 ลิตร/ไร่ และ ยาฆ่าหญ้า เฉลี่ย 0.80 ลิตร/ไร่ สารกำจัดศัตรูพืช เฉลี่ย 0.5 ลิตร/ไร่ สารเคมีอื่นๆ ได้แก่ ฮอร์โมน สารเร่งดอก อาหารเสริม เฉลี่ย 2.94 ลิตร/ไร่

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผลผลิตต่อไร่สับปะรดของเกษตรกรเพิ่มขึ้น นอกจากสภาพดินฟ้า อากาศที่เหมาะสมแล้ว ยังมีปัจจัยที่สำคัญอีกอย่าง คือ การดูแลรักษา ซึ่งเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด ควรนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเทคโนโลยี นวัตกรรม องค์ความรู้ใหม่ๆ เข้ามาเป็นแนวทางในการปลูกสับปะรด เพื่อให้ได้สินค้าดีมีคุณภาพ เน้นการทำการเกษตรแบบปราณีต ช่วยลดต้นทุน และมีตลาดรองรับ โดยเกษตรกรและท่านที่สนใจข้อมูลในพื้นที่ สามารถขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมและคำแนะนำได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “เกษตรก้าวไกล” ได้ประกาศรับสมัครผู้ร่วมงาน คือ ผู้สื่อข่าวประจำ หรือเรียกว่าผู้สื่อข่าว 4.0 (Smart Reporter) รับจำนวน 5 คน และผู้สื่อข่าวพิเศษ หรือ “เกษตรกรข่าว” (farmers reporter) รับจำนวนไม่จำกัด-ทั่วประเทศ ยิ่งทุกจังหวัดยิ่งดี และถ้าได้ทุกอำเภอก็ยิ่งดีใหญ่…ดังรายละเอียดที่ได้นำเสนอไปแล้ว (อ่านได้ที่ https://goo.gl/yx71Xm)

ณ วันนี้ (9/5/2560) ได้มีผู้สนใจสมัครแล้ว แต่ยังไม่มากพอและบางท่านก็อาจจะยังไม่ทราบข่าว จึงถือโอกาสนี้ป่าวประกาศอีกครั้ง…

โดยเฉพาะคือ ผู้สื่อข่าวพิเศษ หรือเกษตรกรข่าว (farmers reporter) อยากย้ำเป็นพิเศษ เพราะว่าเป็นสิ่งใหม่ หลายท่านอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน…หมายถึงผู้สื่อข่าวเกษตรที่เป็นเกษตรกรโดยตรงหรือทำงานเกี่ยวข้องกับการเกษตร มีหน้าที่สัมภาษณ์ข่าว(หาข่าว) เขียนข่าว ส่งข่าว นอกจากนี้ยังรายงานข่าว (Live) และถ่ายทำคลิปข่าว รวมไปถึงการเป็นตัวแทนจัดกิจกรรมหรือประสานงานในพื้นที่

คุณสมบัติเบื้องต้นที่เรากำหนดไว้นั้น ไม่ได้จำกัดการศึกษาและอายุก็ไม่จำกัด แต่จะต้องมีความรักและภาคภูมิใจในอาชีพการเกษตร (รู้เรื่องการเกษตรเป็นอย่างดี)

นอกจากนี้ จะต้องสามารถถ่ายภาพ เขียนข่าวอย่างง่ายได้ และส่งข่าวผ่านโทรศัพท์มือถือหรือเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ได้…ส่วนคุณสมบัติที่ว่าสามารถ LIVE หรือรายงานสดผ่าน FACEBOOK และถ่ายทำคลิปข่าว ข้อนี้ระยะแรกอาจไม่คุ้นชิน ค่อยๆฝึกฝนกันทีหลังได้

โดยสรุปก็คือว่า “ใครที่มีเกษตรอยู่ในหัวใจ” ก็สามารถเป็นเกษตรกรข่าวได้ และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ “จิตใจอาสา” จะต้องมีอย่างเปี่ยมล้นด้วย

ทำไมต้องมีจิตใจอาสา? ก็เพราะว่าตำแหน่งงานนี้ไม่ได้มีผลตอบแทนมากนัก เพราะฉะนั้นการทำงานที่มองเห็นว่า “เกษตรคือประเทศไทย” จึงยิ่งใหญ่กว่ามาก จึงขอให้ทุกท่านมาช่วยกันถ่ายทอดเรื่องราวดีๆทางการเกษตรมาสู่โลกดิจิทัล ผ่านทางเว็บไซต์ “เกษตรก้าวไกล” และเว็บไซต์เกษตรน้องใหม่ ที่จะเปิดตัวในเร็ววันนี้ รวมทั้งช่องทางดิจิทัลใหม่ๆ

ผมขอยกตัวอย่างท่านที่ได้สมัครมาเป็นเกษตรกรข่าว จาก 4 ภาค จำนวน 4+1 ท่าน ดังนี้

ท่านแรก คือ คุณฤทัยรัตน์ สุวรรณเจริญ หรือชื่อเสียงเรียงนามที่รู้จักกันดีว่า “มะกอ กุ้งก้ามแดง จังหวัดแพร่” จบการศึกษาปริญญาตรี ด้านบริหารธุรกิจ ปริญญาโท ด้านรัฐศาสตร์ เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่หัวใจพอเพียง ทำเกษตรผสมผสานทั้งปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะกุ้งก้ามแดง มีความมุ่งมั่นว่า…

“ดิฉัน อยากเห็นภาพเกษตรกร มีรอยยิ้ม มีความสุข มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และ มีความรู้ด้านเทคโนโลยี อยากเห็นคนรุ่นใหม่ รักการเกษตร ช่วยกันพัฒนา เพราะเกษตรกรส่วนมากทำเกษตรแล้วยากจน ดิฉันจึงอยากเป็นส่วนหนึ่ง นำเสนอเรื่องราวการเกษตร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร”

และคุณมะกอ ยังได้เชิญชวนทุกท่านให้มาสมัครเป็นเกษตรกรข่าวด้วย “สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ ที่มีหัวใจรักการเกษตร และพร้อมแบ่งปันข่าวสารในวงการเกษตร มาร่วมทีมนักข่าว (เกษตรกรข่าว) ด้วยกัน…มะกอพร้อมแล้วที่จะมารายงานข่าวเกษตร farmers reporter ของเว็บไซต์เกษตรก้าวไกลดอทคอมค่ะ”

ท่านที่สอง คือ คุณบุญมี ดวงสีดา บ้านอยู่ ต.ศรีสะอาด อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ อายุ 36 ปี จบการศึกษา ปริญญาตรี บริหารธุรกิจ ปัจจุบันเป็น พนักงานบริษัทมีหน้าที่คือวิ่งดูร้านค้าในภาคอีสาน ได้เห็นเรื่องราวทางการเกษตรมากมาย จึงพร้อมที่จะทำหน้าที่รายงานข่าวอย่างเต็มที่

“ผมอยากเห็นเกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากได้ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สามารถใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มกำลังการผลิต ลดค่าใช้จ่ายเรื่องแรงงาน และสามารถรวมกลุ่มเพื่อการผลิตรวมถึง แปรรูป จำหน่าย กำหนดราคาเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งกลไกราคาจากรัฐ” นี่คือความมุ่งมั่นของคุณบุญมี

ผมขอแถมท่านที่สองบวกหนึ่ง เพราะว่าพี่น้องภาคอีสานสมัครเข้ามามากกว่าภาคอื่นใด และอีกประการหนึ่งท่านนี้ เรื่องราวของเขาปรากฏเป็นข่าวอยู่ในเกษตรก้าวไกล และเป็นข่าวยอดนิยมอันดับ 1 มาหลายเดือนแล้ว ในฐานะคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่นำ “ศาสตร์พระราชา” มาใช้จนประสบความสำเร็จ นั่นก็คือ คุณจักรกรินทร์ ต้นตระกูลโฆษณา หรือ “คุณเอ็ม” จาก อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ จบปริญญาตรี ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายไอที ของบริษัทแห่งหนึ่ง

คุณเอ็ม บอกว่าสนใจที่จะทำหน้าที่ “เกษตรกรข่าว” เป็นอย่างยิ่ง และสิ่งที่มุ่งหวังต่อภาคเกษตร มีอยู่ 3 เรื่อง

อยากให้คนรุ่นใหม่หันมาเอาศึกษาและลองลงมือทำด้านการเกษตรซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้เราสามารถอยู่รอดและพึ่งพาตนเองได้
อยากให้ภาคเกษตรหันมารวมกลุ่มกันเพื่อช่วยเหลือเรื่องตลาด ซึ่งอยากจะหลุดพ้นจากระบบพ่อค้าคนกลางและเราสามารถกำหนดราคาพืชผลเราได้และเพราะเกษตรกรจะได้อยู่ได้ด้วย
อยากให้เกษตรกรน้อมนำเอาหลักคำสอนของพ่อหลวง ร.๙ เรื่องเกษตรพอเพียงมาปรับใช้ในการก้าวเดินในชีวิตประจำวัน โดยผลิตผลทางเกษตรต่างๆให้มีคุณภาพและรักษาสมดุลทางธรรมชาติให้ได้มากที่สุด

ท่านที่สาม คือ คุณอาธร สิทธิสาร บ้านอยู่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จบการศึกษาปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ ปริญญาโท คณะศึกษาศาสตร์ ประสบการณ์ทำงานด้านสื่อสารองค์กร งานด้านข่าว การผลิตสื่อการเรียนการสอน ฯลฯ

เหตุผลที่สมัครก็เพราะมีประสบการณ์ตรงด้านงานข่าวและมองว่า การเกษตรของประเทศไทยเป็นวิถีที่เป็นเอกลักษณ์ มีเสน่ห์ เป็นมุมการทำงานการใช้ชีวิตที่มีความสุขแบบพอเพียง และในภาคของเกษตรอุตสาหกรรม ไทยเราก็มีศักยภาพและมีผลผลิตทางการเกษตรส่งออกทั่วโลก

“การเกษตรไทยคือรากเหง้า ที่เป็นจุดแข็งที่ทำให้คนทั่วโลกรู้จักความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นการทำการเกษตรแบบงานอดิเรก ทำแบบพอเพียง ทำแบบเอาจริงเอาจังสร้างรายได้แบบยั่งยืน ล้วนเป็นงานที่มีความสุข เป็นงานที่สร้างผลิตผลพืช ผัก ผลไม้ และอาหารต่างๆ หล่อเลี้ยงชีวิต ได้ทำงานอยู่กับธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้คือภูมิปัญญาที่มีคุณค่า ภูมิใจในเกษตรกรไทย…วิถีแห่งธรรมชาติและสร้างไทยให้เป็นหนึ่งในครัวโลก”

“จากประสบการณ์ที่ผ่านมาคิดว่าน่าจะนำมาใช้ประโยชน์ต่องานข่าวเกษตร จึงขอสมัครเป็นเกษตรกรข่าวค่ะ” คุณอาทร ย้ำจากใจ ท่านที่สี่ คุณวิลาวรรณ คงเรือง อายุ39ปี บ้านอยู่ ต.ควนชะลิก อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช การศึกษาปริญญาตรี สาขาการจัดการทั่วไป มีอาชีพเป็นเกษตรกรเต็มตัว

ความมุ่งหวังต่อภาคเกษตร…อยากตามรอยพ่อแบบเศรษฐกิจพอเพียง เริ่มจากบ้านของเราเองก่อน ตอนนี้ทำปุ๋ยหมักขาย เลี้ยงไสเดือน ปลูกผักสวนครัวไว้กินเองที่เหลือขาย เพาะต้นไม้ขาย ทดลองเลี้ยงกุ้งก้ามแดงในกระชังบก ฯลฯ

“อยากจะนำความรู้ที่มีอยู่มาเผยแพร่ชาวบ้านเพื่อเป็นแนวทางในการทำเกษตร” คุณวิลาวรรณ ย้ำด้วยใจ

ทั้ง 4+1 ท่านนี้ ผมขออนุญาตนำมาเป็นตัวแทนของเกษตรกรข่าวเพื่อเป็นแนวทางให้กับท่านอื่นๆที่กำลังจะสมัคร สิ่งที่เราอยากได้คือเกษตรกรตัวจริง เสียงจริง ไม่จำเป็นว่าต้องจบการศึกษาระดับปริญญา และรวมไปถึงท่านที่ทำงานในภาครัฐหรือภาคเอกชนแต่มีจิตใจฝักใฝ่เกษตรก็สมัครได้หมด

ขอพูดถึงลักษณะการทำงานว่า ไม่มีอะไรยุ่งยากเลย เขียนข่าวไม่ได้หรือไม่เคยเขียนมาก่อนก็ไม่เป็นปัญหา เพราะว่าเราจะมีแบบฟอร์มในการเขียนข่าวเบื้องต้นให้ และจะมีการแนะนำผ่านออนไลน์ โดยหลังจากนี้เป็นต้นไปก็จะได้สื่อสารไปยังท่านที่ได้สมัครไว้แล้ว

ผมขอให้ท่านที่สนใจรีบสมัครเข้ามา…ให้เขียนประวัติสั้นๆ (ขอให้สั้นที่สุด-แต่ต้องเข้าใจได้) ว่าบ้านอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ อายุกี่ปี ความตั้งใจที่จะทำงานข่าวเกษตร และความมุ่งหวังต่อภาคเกษตร(อยากเห็นอะไร) พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชน และรูปถ่าย 1 ภาพ ส่งมาที่อีเมล์ lungpornku2@gmail.com หรือ id line 081 3090599 หรือโทร. 081 3090599 (ลุงพร), 086 3185789 (ศุภชัย)…อย่ามัวโอเอ้ลังเลใจ รีบตัดสินใจ มาเป็นเกษตรกรข่าวด้วยกันนะครับ

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปี 2560 พระยาแรกนาได้เสี่ยงทายหยิบผ้านุ่งแต่งกาย หยิบได้ผ้า 5 คืบ และการเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่งที่ตั้งเลี้ยงพระโค ผลเสี่ยงทาย พระโคกินข้าว ข้าวโพด และหญ้า

เมื่อวันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม 2560 เวลาประมาณ 08.30 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา โดยรถยนต์พระที่นั่ง มายังพลับพลาที่ประทับ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปีพุทธศักราช 2560

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์ ซึ่งประกอบพระราชพิธีวันแรกที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม 2560 และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ โดยประกอบพระราชพิธี ในวันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม 2560 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีการซึ่งกระทำขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลและส่งเสริม บำรุงขวัญเกษตรกร เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก กำหนดจัดขึ้นในเดือนหกของทุกปี อันถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นฤดูกาลแห่งการทำนา

การจัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้ ฤกษ์การไถหว่านอยู่ในระหว่างช่วงเวลา 08.19 – 08.59 น. ผู้ทำหน้าที่ เป็นพระยาแรกนา คือ นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวนันทินี ทองคงเหย้า นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร และนางสาวฉมาพันธ์ สุพรมอินทร์ นักวิชาการตรวจสอบบัญชีปฏิบัติการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวนันทวัน สุวรรณสถิตย์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กรมชลประทาน นางสาวพรพิมล ศิริการ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร ส่วนพระโคแรกนาขวัญ ได้แก่ พระโคเพิ่มและพระโคพูล

สำหรับผลการพยากรณ์ถึงความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารของประเทศ ซึ่งในปี พ.ศ.2560 นี้ นายสัตวแพทย์ธนิตย์ เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่ถวายรายงานการพยากรณ์ เสี่ยงทายผ้านุ่งของพระยาแรกนา และพระโคกินเลี้ยง โดยพระยาแรกนาได้เสี่ยงทายหยิบผ้านุ่งแต่งกาย หยิบได้ผ้า 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ดี

ขณะที่การเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่งที่ตั้งเลี้ยงพระโค ผลเสี่ยงทาย พระโคกินข้าว ข้าวโพด และหญ้า ซึ่งผลเสี่ยงทายกล่าวว่าถ้าพระโคกินข้าวหรือข้าวโพด พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดี และถ้าพระโคกินหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหารผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ดี

ในโอกาสวันพืชมงคล ปี 2560 นอกจากจะมีพิธีแรกนาขวัญ https://goo.gl/37pXuD กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้จัดให้มีพิธีมอบโล่แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2560 เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้แก่

เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2560 จำนวน 16 สาขาอาชีพ คือ
1) อาชีพทำนา ได้แก่ นายภาณุสิทธ์ มั่นคง จังหวัดเพชรบูรณ์
2) อาชีพทำสวน ได้แก่ นายพันศักดิ์ จิตรรัตน์ จังหวัดกระบี่
3) อาชีพทำไร่ ได้แก่ นายวีนัด สำราญวงศ์ จังหวัดบุรีรัมย์
4) อาชีพไร่นาสวนผสม ได้แก่ จ่าสิบโทสุทิน ทองเอ็ม จังหวัดสุโขทัย
5) อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ได้แก่ นางสาวบัวไข เติมศิลป์ จังหวัดชัยภูมิ
6) อาชีพเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ นางสาววาสนา กุญชรรัตน์ จังหวัดราชบุรี
7) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ได้แก่ นายกรเกียรติ พรมจวง จังหวัดกำแพงเพชร
8) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย ได้แก่ นายสุทธิ มะหะเถา จังหวัดชลบุรี
9) อาชีพเพาะเลี้ยงปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำ ได้แก่ นางสาวนภาภรณ์ จิวะสุรัตน์ จังหวัดปทุมธานี
10) อาชีพปลูกสวนป่า ได้แก่ นางพิกุล กิตติพล จังหวัดระยอง
11) สาขาบัญชีฟาร์ม ได้แก่ นางสุดใจ ชมพูมี จังหวัดพิษณุโลก
12) สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้แก่ นายสมหมาย ธรรมกิจ จังหวัดตรัง
13) สาขาการใช้วิชาการเกษตรดีที่เหมาะสม ได้แก่ นายมงคล ธรดลธนสาร จังหวัดมหาสารคาม
14) ที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกร ได้แก่ นายเสมอ หาริวร จังหวัดอุบลราชธานี
15) สมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกร ได้แก่ นายชาศร สาริโพธิ์ จังหวัดอุทัยธานี และ
16) สาขาเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ นางสมหมาย หนูแดง จังหวัดลพบุรี

สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2560 จำนวน 13 กลุ่ม คือ
1) กลุ่มเกษตรกรทำนา ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำนานาสนุ่น จังหวัดเพชรบูรณ์
2) กลุ่มเกษตรกรทำสวน ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอก จังหวัดภูเก็ต
3) กลุ่มเกษตรกรทำไร่ ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำไร่วังชะพลู จังหวัดกำแพงเพชร
4) กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อบ้านสี่เหลี่ยมเจริญ จังหวัดบุรีรัมย์
5) กลุ่มเกษตรกรทำประมง หรือกลุ่มเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้แก่ กลุ่มประมงเรือเล็กเก้ายอด จังหวัดระยอง
6) กลุ่มเกษตรกรแปรรูปสัตว์น้ำ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารจากปลาบ้านด่านใหม่ จ.อุบลราชธานี
7) กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรท่าศาลา จังหวัดจันทบุรี
8) กลุ่มยุวเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มยุวเกษตรกรโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 3 เต่างอยพัฒนาศึกษา จ.สกลนคร 9) กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านสะเดาซ้าย จังหวัดนครสวรรค์
10) สถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทาน ได้แก่ กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานบ้านดอนรัก จังหวัดปัตตานี 11) ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวหอมมะลิ ได้แก่ ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนบ้านจารย์ จ.สุรินทร์
12) ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวอื่น ๆ ได้แก่ ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ตำบลแวงใหญ่ จ.ขอนแก่น และ
13) วิสาหกิจชุมชน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนชีววิถีตำบลน้ำเกี๋ยน จังหวัดน่าน

สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2560 จำนวน 7 สหกรณ์ คือ
1) สหกรณ์การเกษตร ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด จังหวัดตรัง
2) สหกรณ์โคนม ได้แก่ สหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด จังหวัดนครราชสีมา
3) สหกรณ์นิคม ได้แก่ สหกรณ์นิคมเนินมะปราง จำกัด จังหวัดพิษณุโลก
4) สหกรณ์ผู้ผลิตยางพารา ได้แก่ สหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร
5) สหกรณ์ออมทรัพย์ ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขนครราชสีมา จำกัด จังหวัดนครราชสีมา
6) สหกรณ์ร้านค้า ได้แก่ ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด จังหวัดพัทลุง และ
7) สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ได้แก่ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนบ้านป่าชิง จำกัด จังหวัดสงขลา

ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี 2560 จำนวน 4 สาขา คือ
1) สาขาปราชญ์เกษตรผู้ทรงภูมิปัญญาและมีคุณูปการต่อภาคการเกษตรไทย ได้แก่ นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล
2) สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ นายยวง เขียวนิล
3) สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น ได้แก่ นายจำนงค์ บุญเลิศ และ
4) สาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย ได้แก่ นายอุทัย บุญดำ

ความคาดหวังที่รัฐบาลพยายามทำให้ประเทศไทยก้าวพ้นกับดักความยากจน หรือก้าวข้ามประเทศที่กำลังพัฒนาไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยให้ประชาชนมีรายได้ต่อหัวอยู่ที่ 12,000 บาท/คน/เดือน ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนจากต่างประเทศ และเน้นแรงงานที่ใช้ทักษะขั้นสูง คือเทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องบิน รถ หรือ ยานพาหนะไฟฟ้า โดรน อากาศยานไร้คนขับ เป็นต้น และความพยายามของท่านรองนายกฯ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในการดึงนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยให้สอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เพื่อมุ่งเน้นอุตสาหกรรมแบบไฮ-เทคโนโลยี

ในช่วงแรกดูมีความหวังค่อนข้างมากที่จะได้กลุ่มของอาลีบาบา กรุ๊ป โดยแจ๊ค หม่า เจ้าพ่อตลาดออนไลน์และอภิมหาเศรษฐีที่รวยเป็นอันดับ 1 ของจีน ซึ่งตอนนี้มีขนาดธุรกิจที่เรียกว่ามาแรงแซงทางโค้งจากหลายค่าย ทั้งจากอีเบย์ และอะเมซอนของทางฝั่งยุโรป อเมริกาแบบเหนือการคาดเดาของเซียนการตลาดเกือบค่อนโลกทีเดียว แต่ดูเหมือนว่าไทยเราจะต้องเหนื่อยอีกพอสมควร เพราะแจ๊ค หม่า ตัดสินใจไปลงทุนเมกะโปรเจคที่มาเลเซีย ทำให้สีสันแห่งไทยแลนด์ 4.0 ดูหมองไปพอสมควร เนื่องจากข้อเสนอที่ดีกว่าในหลายด้านของประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะนโยบาย DFTZ หรือ Digital Free Trade Zone ที่แปลเป็นไทยว่าเขตการค้าเสรีดิจิทัล รวมถึงความเสถียรมั่นคงทางด้านการเมือง และความเป็นประชาธิปไตย แจ๊ค หม่าจึงตัดสินใจตั้งศูนย์กระจายสินค้าประจำภูมิภาคอาเซียนที่มาเลเซีย พร้อมผลักดันมาเลเซียให้เป็น “ศูนย์กลาง E-Commerce” ประจำภูมิภาคอาเซียน

อย่างไรก็ตามนโยบายรัฐบาลคือ เน้นเทคโนโลยีที่เป็นโลกอนาคต ดังนั้นต่อไปรัฐบาลอาจจะลดการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยสายพันธุ์แท้ที่ทำธุรกิจแบบเดิมๆ เทคโนโลยี และแรงงานทักษะต่ำ เช่น สิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ โรงงานที่ใช้แรงงานพื้นฐานเป็นหลัก เพราะรัฐบาลต้องการให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ออกไปด้านนอกสู่ประเทศข้างเคียง ให้ไปลงทุนนอกบ้าน และใช้แรงงานราคาถูกจากเพื่อนบ้าน โดยไม่เน้นให้แรงงานในกลุ่มประเทศเหล่านั้นเข้ามาในบ้าน ดังที่จะเห็นว่าการเปิดโควตาแรงงานต่างด้าวนั้นมีจำกัด และทำได้ยากขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการที่จะไปลงทุนต่างประเทศจะได้รับการสนับสนุน ผู้ประกอบกอบการที่ใช้แรงงานราคาถูกดูเหมือนจะถูกลอยแพ

แล้วพวกเราชาวไทยในภาคการเกษตรจะไปในทิศทางไหน??? ต้องบอกว่าการแปรรูป และการเพิ่มมูลค่าสินค้านั้นคือทางออก รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์การบรรจุ หีบห่อ การมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม ง่ายต่อการขนส่งทางไปรษณีย์ เพราะต่อไปการตลาดออนไลน์ก็ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็ได้อานิสงส์จากมาเลเซีย ที่อาลีบาบาเข้ามาเปิดศูนย์กลางการค้าอีคอมเมิร์ซเอาไว้ การทำผลไม้อบแห้ง การทำมะพร้าวน้ำหอมกระป๋อง หรือมะพร้าวเจียพร้อมดื่ม การทำทุเรียนอบ กล้วยตาก กล้วยอบ ข้าวอินทรีย์ ข้าวซ้อมมือ ข้าวหอม น้ำนมข้าว น้ำสำรอง น้ำบัวบก เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เครื่องเทศ เครื่องแกงสำเร็จรูป สบู่สปา ยาสีฟัน ฯลฯ สินค้าเหล่านี้คิดว่าจะไปได้ดีในอนาคตอย่างแน่นอน

สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยหรือต้องการคำปรึกษา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยตรงที่ 02 986 1680 -2

บทความโดย นายมนตรี บุญจรัส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยกรีน อะโกร จำกัด (ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ) กรมวิชาการเกษตร แจ้งบริษัทส่งออกทุเรียนแจงเหตุผู้บริโภคอ้างพบทุเรียนอ่อนในญี่ปุ่น เผยพบเป็นทุเรียนแก่แต่ยังไม่สุก ชี้ต้องสร้างการรับรู้วิธีสังเกตทุเรียนสุก แก่ พร้อมรับประทาน แก่ผู้นำเข้าและผู้บริโภคแดนปลาดิบ

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยกรณีมีผู้ใช้เฟสบุ๊กโพสต์ภาพทุเรียนส่งออกจากไทยไปประเทศญี่ปุ่นพบทุเรียนอ่อนจำนวนมากจนห้างที่นำไปขายโดนลูกค้าตำหนิและขอคืนเงินนั้น กองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร ได้ตรวจสอบรหัสของผู้ส่งออกตามที่ปรากฏเป็นข่าวพบว่าเป็นสินค้าของบริษัทรายหนึ่งจึงได้ทำหนังสือแจ้งเตือนเพื่อให้บริษัทที่ส่งออกทุเรียนล็อตดังกล่าวปรับปรุงระบบการผลิตและการควบคุมคุณภาพให้เป็นไปตามประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจดทะเบียน เป็นผู้ส่งผลทุเรียนสดออกไปนอกราชอาณาจักร พ.ศ.2556 โดยควบคุมคุณภาพของผลทุเรียนสดตามที่กำหนดในประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง มาตรฐานทุเรียนของประเทศไทย พ.ศ.2545

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการปฏิเสธสินค้าในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรจากประเทศไทยทั้งหมดในภาพรวม และมีผลต่อการพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเป็นผู้ส่งออกทุเรียนสดไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ขอให้บริษัทพิจารณาแก้ไขปรับปรุงระบบการผลิตทุเรียนสดให้ได้คุณภาพตามข้อกำหนด พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าวกลับมาให้กรมวิชาการเกษตรทราบด้วย

“กรณีที่ได้รับแจ้งจากผู้ซื้อทุเรียนสดจากห้างสรรพสินค้าในญี่ปุ่น พบว่าเป็นทุเรียนแก่ที่ยังดิบอยู่ ต้องรอให้สุกก่อนโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 3-5 วันจึงจะรับประทานได้ ซึ่งต้องมีการสร้างการรับรู้วิธีการสังเกตลักษณะความสุกแก่ของทุเรียนให้แก่ผู้ประกอบการนำเข้าทุเรียนจากประเทศไทยและผู้บริโภคในประเทศญี่ปุ่น โดยวิธีการสังเกตที่ง่ายสุดคือหากทุเรียนสุกพร้อมที่จะรับประทานจะเริ่มมีกลิ่นออกมาจากผลของทุเรียน อย่างไรก็ตามเพื่อรักษาภาพลักษณ์การส่งออกผลไม้ของไทยซึ่งไม่เฉพาะเพียงแค่ทุเรียน ขอให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเพิ่มความระมัดระวังในการคัดคุณภาพของสินค้าและปฏิบัติตามเงื่อนไขการนำเข้าของประเทศคู่ค้าอย่างเคร่งครัดด้วย” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวต่อว่าการส่งออกทุเรียนผลสดไปนอกราชอาณาจักรผู้ส่งออกต้องยื่นคำขอและจดทะเบียนผู้ส่งออกกับกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร เพื่อขอรับใบรับรองสุขอนามัยพืชแนบไปกับสินค้าก่อนส่งออก โดยเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช กรมวิชาการเกษตร จะทำการตรวจสอบศัตรูพืชทุเรียนที่โรงคัดบรรจุของผู้ประกอบการส่งออกที่ได้รับการรับรอง GMP ซึ่งเป็นสถานที่รับผลทุเรียนสดและคัดผลทุเรียน ทั้งนี้ในปี 2559 ประเทศไทยส่งออกทุเรียนผลสดไปญี่ปุ่นปริมาณ 89,415 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวม 8,139,166 บาท ปี 2560 (เมษายน- พฤษภาคม) ปริมาณ 26,765 กิโลกรัม รวมมูลค่า 3,690,301 บาท

วันนี้ ผมขออนุญาต “เกษตรกรข่าว” (โครงการเกษตรกรข่าว https://goo.gl/t3Fm8U) ตามที่ผมรับปากว่าจะเขียนแนะนำเปิดตัว เพื่อให้ต่อเนื่องจากข้อเขียนในตอนที่แล้ว มาเขียนเรื่องเทคนิคการเขียนข่าวเว็บไซต์ เดิมข้อเขียนนี้ ผมตั้งใจจะส่งให้เฉพาะ “เกษตรกรข่าว” ที่ได้สมัครเข้ามาแล้ว เพื่อให้ท่านเหล่านั้นได้รีบเขียนข่าวส่งมายัง “เกษตรก้าวไกล” แต่คิดไปคิดมาควรจะเผยแพร่สู่สาธารณะไปพร้อมๆกัน เพื่อให้เกิดผู้สื่อข่าวเกษตรในวงกว้าง และเมื่อไรที่ข่าวเกษตรมีความหลากหลายและแพร่หลาย ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศไทยที่เป็นประเทศเกษตร…

ว่าแล้วก็เข้าเรื่อง “เขียนข่าว” กันเลยครับ
“ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร” (4 W+1H) คือหลักการเขียนข่าวที่เรียนกันในตำราและที่ปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งนั้นเป็นหลักที่ใช้ได้ดีในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ แต่มาวันนี้เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามา “เปลี่ยนโลก” เสมือนหนึ่งเป็นผู้กุมชะตาชีวิตของมวลมนุษย์ ข่าวสารทุกอย่างส่งผ่าน “โลกออนไลน์” อย่างรวดเร็ว ที่เคยอยากรู้ว่า “ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร” มันอาจจะใช่กับผู้ที่มีเวลามากๆ แต่วันนี้ทุกคนมีเวลาจำกัด “อยากรู้ อยากเห็น” อยากได้ข้อมูลบางอย่างหรืออยากอ่านเฉพาะเรื่องที่ตัวเองสนใจ พอได้เรื่องที่ต้องการก็ไปต่อ…

“พฤติกรรมส่วนใหญ่ของผู้อ่านเมื่อเข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ GClub V2 ก็จะกวาดสายตาหาข้อมูลที่อยู่บนเว็บไซต์หรือบทความหน้านั้นเพื่อให้รู้เสียก่อนว่าตรงกับความต้องการหรือไม่” นี่คือความจริงของคนไทยทุกวันนี้ (พฤติกรรมนี้ได้เคยมีงานวิจัยของต่างประเทศว่าคนส่วนใหญ่มักกวาดสายตาอ่านเป็นรูปตัว F)

ผลผลิตน้อย “ลิ้นจี่แม่กลอง” ราคาพุ่ง กก.ละ 200 บ ดูก่อนซื้อ!!

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 ระบุ ปีนี้ ลิ้นจี่แม่กลองสมุทรสงครามผลผลิตน้อย มีการสั่งจองล่วงหน้า ดันราคาพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท เตือนผู้บริโภค ระวังผู้ไม่หวังดี นำลิ้นจี่จากแหล่งอื่นไม่มีคุณภาพมาแอบอ้าง ว่าเป็นลิ้นจี่แม่กลองเพื่อหวังกำไร

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จังหวัดสมุทรสงคราม ถือเป็นแหล่งผลผลิตลิ้นจี่ที่สำคัญในภาคกลาง มีพื้นที่ปลูกลิ้นจี่ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.อัมพวา และ อ.บางคนที ส่วนใหญ่เป็นลิ้นจี่พันธุ์ค่อมลำเจียก ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียง และเป็นราชินีผลไม้ของจังหวัดที่คนทั่วไปเรียกว่า “ลิ้นจี่แม่กลอง”

จุดเด่นของลิ้นจี่แม่กลอง เมื่อสุกเต็มที่จะมีสีแดงเข้ม เปลือกแข็ง ตุ่มค่อนข้างแหลม เปลือกด้านในจะมีสีชมพู มีกลิ่นหอม หวาน เนื้อแห้งร่อนไม่ติดเมล็ด เนื้อสีขาวหรือขาวนวล เมล็ดเล็ก บ่าของผลกว้างสวยเป็นรูปหัวใจ รสชาติเข้มจัด หวานนำเปรี้ยวตามเล็กน้อย ซึ่งตามปกติลิ้นจี่สมุทรสงครามจะให้ผลผลิตปีละ 1 ครั้ง ในช่วงเดือนมีนาคม ถึง เมษายน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เนื่องจากลิ้นจี่เป็นพืชที่ต้องการอากาศหนาวเย็น บางครั้งให้ผลผลิตปีเว้นปี หรือบางครั้งอาจทิ้งระยะห่างนานถึง 3 ปี

จากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) พบว่า เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการติดดอก จึงทำให้ลิ้นจี่ติดดอกน้อยและให้ผลผลิตที่ไม่สมบูรณ์ ต่อเนื่องมา 2 ปี โดยในปีนี้ พบว่า ยังมีปัญหาฝนหลงฤดูในช่วงที่ต้นกำลังติดดอก จึงทำให้ปริมาณผลผลิตลิ้นจี่แม่กลองออกสู่ตลาดน้อยเพียง 200 กิโลกรัม ปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการ ราคาจึงสูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท

อย่างไรก็ตาม อยากให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการเลือกซื้อ เนื่องจากมีผู้ไม่หวังดี นำลิ้นจี่จากแหล่งอื่นคุณภาพไม่ดีมาแอบอ้างว่าเป็นลิ้นจี่แม่กลองเพื่อหวังกำไร โดยนำมาขายตามแหล่งต่างๆ ในช่วงนี้ ซึ่งท่านที่สนใจต้องการทราบสถานการณ์การผลิตของลิ้นจี่แม่กลองจังหวัดสมุทรสงครามเพิ่มเติม สามารถขอข้อมูลได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 ถอดบทเรียนกรณีศึกษากลุ่มวิสาหกิจชุมชนชาวสวนมะพร้าวอำเภอเกาะพะงัน ตามโครงการศึกษาแนวทางพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในระดับพื้นที่ เผยเกษตรกรจำนวนมากให้ความสนใจการทำเกษตรอินทรีย์โดยกลุ่มชาวสวนมะพร้าวเกาะพะงัน กำหนดเป้าหมายขยายพื้นที่มะพร้าวอินทรีย์ในเกาะพะงันให้ได้ 1,500 ไร่ ภายในปี 2564 และได้เข้าร่วมโครงการเกษตรแปลงใหญ่เพื่อร่วมกันบริหารจัดการผลผลิตมะพร้าวเกาะพะงันแบบครบวงจรแล้ว

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศ เนื่องจากเกษตรอินทรีย์เป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน และยังเป็นการสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมทั้งการเพิ่มพื้นที่การผลิตและผลิตภัณฑ์ด้านเกษตรอินทรีย์

ในการนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) ได้จัดทำโครงการศึกษาแนวทางพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในระดับพื้นที่ โดยศึกษาทบทวนสถานการณ์ แนวคิดทัศนคติในการทำเกษตรอินทรีย์ ศักยภาพการผลิตการตลาด ปัญหาอุปสรรค พร้อมทั้งถอดบทเรียนจากเกษตรกรต้นแบบและผู้ประกอบการ เพื่อจัดทำแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้เหมาะสมตามภูมินิเวศน์และภูมิสังคม โดยปัจจุบันพื้นที่เกษตรอินทรีย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากภาครัฐยังมีไม่มากนัก เมื่อเทียบกับทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สวนมะพร้าว(ที่นำมาทำกะทิ) และสวนผลไม้แบบผสมผสาน เช่น มังคุด ลองกอง เงาะ ทุเรียน เป็นต้น รวมประมาณ 430 ไร่

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการรับรองมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์แบบกลุ่มจากหน่วยงานรัฐ มีเพียงกลุ่มชาวสวนมะพร้าวเกาะพะงันที่เคยได้รับการรับรองการเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee System- PGS) ที่สมาชิกกลุ่มผู้ผลิตและชุมชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบกันเอง โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ มูลนิธิสายใยแผ่นดินร่วมกับกลุ่มเกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบนเกาะพะงัน เนื่องจากเกษตรกรและผู้ประกอบการบนเกาะ มีแผนที่จะขายผลผลิตอินทรีย์เฉพาะในท้องถิ่น โดยเฉพาะมะพร้าวของเกาะพะงันซึ่งมีลักษณะพิเศษคือ ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI)

ด้านนายธรณิศร กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) เปิดเผยว่า จากการถอดบทเรียนกรณีศึกษากลุ่มวิสาหกิจชุมชนชาวสวนมะพร้าวอำเภอเกาะพะงัน มีสมาชิกชาวสวนมะพร้าว 34 ราย พื้นที่มะพร้าวอินทรีย์รวม 167 ไร่ กิจกรรมที่กลุ่มดำเนินการ คือ การเพาะปลูกมะพร้าวเพื่อขายผลสด แปรรูปเป็นมะพร้าวแห้ง และน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นนำไปจำหน่ายในตลาดและสถานที่ท่องเที่ยวภายในเกาะ ซึ่งผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ยังประสบปัญหาด้านการผลิตในเรื่องของศัตรูพืช และปัญหาราคาผลผลิตมะพร้าวอินทรีย์ที่ไม่ได้แตกต่างจากราคามะพร้าวทั่วไป รวมทั้งการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้ามีปริมาณน้อย ขาดการส่งเสริมด้านการตลาดชุมชนเพื่อเป็นศูนย์กลางในการจัดจำหน่าย

หน้าแรก
กษัตริย์เกษตร
ข่าวพืช
ข่าวสัตว์
ข่าวนวัตกรรม/เทคโนโลยี
เกษตรอคาเดมี
บทความ
วีดีโอ
หมวดอื่นๆ
หน้าแรก บทความ รายงานพิเศษ “เกษตรกรเกาะพะงัน” ตั้งเป้าขยายพื้นที่มะพร้าวอินทรีย์ 1,500 ไร่ ในปี 64
บทความรายงานพิเศษ
“เกษตรกรเกาะพะงัน” ตั้งเป้าขยายพื้นที่มะพร้าวอินทรีย์ 1,500 ไร่ ในปี 64
โดย torzkrub -เมษายน 26, 2017
แบ่งปันบนเฟสบุ๊ค ทวีตบนทวิตเตอร์

ชุมชนชาวสวนมะพร้าวอำเภอเกาะพะงัน ร่วมถ่ายรูป

Facebook
Twitter

Line
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 ถอดบทเรียนกรณีศึกษากลุ่มวิสาหกิจชุมชนชาวสวนมะพร้าวอำเภอเกาะพะงัน ตามโครงการศึกษาแนวทางพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในระดับพื้นที่ เผยเกษตรกรจำนวนมากให้ความสนใจการทำเกษตรอินทรีย์โดยกลุ่มชาวสวนมะพร้าวเกาะพะงัน กำหนดเป้าหมายขยายพื้นที่มะพร้าวอินทรีย์ในเกาะพะงันให้ได้ 1,500 ไร่ ภายในปี 2564 และได้เข้าร่วมโครงการเกษตรแปลงใหญ่เพื่อร่วมกันบริหารจัดการผลผลิตมะพร้าวเกาะพะงันแบบครบวงจรแล้ว

ผลิตภัณฑ์มะพร้าวเกษตรอินทรีย์
ผลิตภัณฑ์มะพร้าวเกษตรอินทรีย์
นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศ เนื่องจากเกษตรอินทรีย์เป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน และยังเป็นการสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมทั้งการเพิ่มพื้นที่การผลิตและผลิตภัณฑ์ด้านเกษตรอินทรีย์

ผลผลิตมะพร้าวอินทรีย์เกาะพะงัน
ผลผลิตมะพร้าวอินทรีย์เกาะพะงัน
ในการนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) ได้จัดทำโครงการศึกษาแนวทางพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในระดับพื้นที่ โดยศึกษาทบทวนสถานการณ์ แนวคิดทัศนคติในการทำเกษตรอินทรีย์ ศักยภาพการผลิตการตลาด ปัญหาอุปสรรค พร้อมทั้งถอดบทเรียนจากเกษตรกรต้นแบบและผู้ประกอบการ เพื่อจัดทำแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้เหมาะสมตามภูมินิเวศน์และภูมิสังคม โดยปัจจุบันพื้นที่เกษตรอินทรีย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากภาครัฐยังมีไม่มากนัก เมื่อเทียบกับทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สวนมะพร้าว(ที่นำมาทำกะทิ) และสวนผลไม้แบบผสมผสาน เช่น มังคุด ลองกอง เงาะ ทุเรียน เป็นต้น รวมประมาณ 430 ไร่

เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวเกาะพะงัน
เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวเกาะพะงัน
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการรับรองมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์แบบกลุ่มจากหน่วยงานรัฐ มีเพียงกลุ่มชาวสวนมะพร้าวเกาะพะงันที่เคยได้รับการรับรองการเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee System- PGS) ที่สมาชิกกลุ่มผู้ผลิตและชุมชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบกันเอง โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ มูลนิธิสายใยแผ่นดินร่วมกับกลุ่มเกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบนเกาะพะงัน เนื่องจากเกษตรกรและผู้ประกอบการบนเกาะ มีแผนที่จะขายผลผลิตอินทรีย์เฉพาะในท้องถิ่น โดยเฉพาะมะพร้าวของเกาะพะงันซึ่งมีลักษณะพิเศษคือ ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI)
ด้านนายธรณิศร กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) เปิดเผยว่า จากการถอดบทเรียนกรณีศึกษากลุ่มวิสาหกิจชุมชนชาวสวนมะพร้าวอำเภอเกาะพะงัน มีสมาชิกชาวสวนมะพร้าว 34 ราย พื้นที่มะพร้าวอินทรีย์รวม 167 ไร่ กิจกรรมที่กลุ่มดำเนินการ คือ การเพาะปลูกมะพร้าวเพื่อขายผลสด แปรรูปเป็นมะพร้าวแห้ง และน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นนำไปจำหน่ายในตลาดและสถานที่ท่องเที่ยวภายในเกาะ ซึ่งผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ยังประสบปัญหาด้านการผลิตในเรื่องของศัตรูพืช และปัญหาราคาผลผลิตมะพร้าวอินทรีย์ที่ไม่ได้แตกต่างจากราคามะพร้าวทั่วไป รวมทั้งการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้ามีปริมาณน้อย ขาดการส่งเสริมด้านการตลาดชุมชนเพื่อเป็นศูนย์กลางในการจัดจำหน่าย

ผลิตภัณฑ์มะพร้าวเกษตรอินทรีย์
ผลิตภัณฑ์มะพร้าวเกษตรอินทรีย์
ทั้งนี้ ยังมีเกษตรกรอีกจำนวนมากที่ให้ความสนใจการทำเกษตรอินทรีย์และอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนลดการใช้สารเคมี โดยกลุ่มชาวสวนมะพร้าวเกาะพะงันได้กำหนดเป้าหมายขยายพื้นที่มะพร้าวอินทรีย์ในเกาะพะงันให้ได้ 1,500 ไร่ ภายในปี 2564 อีกทั้งในปีงบประมาณ 2560 ยังได้เข้าร่วมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อร่วมกันบริหารจัดการผลผลิตมะพร้าวเกาะพะงันแบบครบวงจรอีกด้วย ซึ่งหลังจากนี้ สศท.8 จะได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมให้ข้อคิดเห็นเพื่อจัดทำแนวทางพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของพื้นที่ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นต่อไป ท่านที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ แนะนำเทคนิคการเลี้ยงสัตว์ในฤดูร้อน เพื่อให้เกษตรกรได้ปรับวิธีการเลี้ยงและเสริมเทคนิคให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ ให้สัตว์อยู่สุขสบายช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายของฝูงสัตว์จากภาวะอากาศร้อนจัด

น.สพ.นรินทร์ ร่มลำดวน รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ศูนย์วินิจฉัยโรคสัตว์บก ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อน โดยกรมอุตุภาวะคาดการณ์ว่าฤดูร้อนของปีนี้สภาพอากาศจะร้อนจัดบางพื้นที่อุณหภูมิจะสูงถึง 39-41 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออก ดังนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์จึงต้องเตรียมการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว

ด้วยการดูแลสภาพความเป็นอยู่ของสัตว์ให้เหมาะสม สำหรับการเลี้ยงสุกรต้องมีการสำรองน้ำกิน-น้ำใช้ ให้เพียงพอ สำหรับฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ที่เลี้ยงในระบบอีแวปจะต้องใช้น้ำทั้งกินและใช้เฉลี่ยวันละ 130 ลิตรต่อตัว ส่วนฟาร์มสุกรขุนกินและใช้น้ำเฉลี่ยวันละ 40 ลิตรต่อตัว อากาศที่ร้อนจัดจะส่งผลต่อสุกรทำให้หายใจหอบแรง กินอาหารลดลง หากอากาศร้อนต่อเนื่องหลายวันในแม่อุ้มท้องแก่อาจเกิดการแท้งได้ ในช่วงที่อากาศร้อนจัดอาจต้องขังน้ำในรางอาหารของแม่สุกร หรือเพิ่มรางน้ำให้สุกรขุนได้กินอย่างเพียงพอและสะดวกต่อการกิน ส่วนโรงเรือนที่มีส้วมน้ำด้านท้ายคอกควรขังน้ำให้พอดี ระมัดระวังอย่าให้ขาดน้ำ

ส่วนในไก่เนื้อและไก่ไข่ปกติจะต้องกินน้ำอย่างน้อย 2 เท่าของปริมาณอาหารที่กินในแต่ละวัน และหากไก่ขาดน้ำเกินร้อยละ 20 ไก่จะกินอาหารลดลง เกิดภาวะเครียด อัตราการเจริญเติบโตต่ำ ผลผลิตลด ภูมิคุ้มกันโรคลด ทำให้ไก่มีโอกาสติดเชื้อโรคได้ง่าย โดยไก่ที่ได้รับน้ำไม่เพียงพอจะสังเกตได้จากอาการที่ไก่แสดงออก เช่นอาการซึม แข้งไก่มีลักษณะแห้งจากสภาพแห้งน้ำ ถ้าไก่สูญเสียน้ำไปกว่า 1 ใน 10 ส่วนของน้ำที่มีอยู่ในร่างกายจะทำให้ไก่ตายได้

นอกจากนี้เกษตรกรต้องใส่ใจกับคุณภาพน้ำ โดยทั่วไปน้ำที่ดีควรเป็นน้ำบาดาล หากจำเป็นต้องใช้น้ำผิวดินควรปรับคุณภาพน้ำก่อน แต่ถ้าไม่สามารถเจาะบ่อบาดาลหรือใช้น้ำผิวดินได้ แนะนำให้ซื้อน้ำจากแหล่งที่เชื่อถือได้น้ำผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อโรคที่ดี อาทิเช่น ประปาหมู่บ้าน คุณภาพน้ำที่ดีสามารถสังเกตได้จากลักษณะภายนอกคือ สีใส ไม่ขุ่น รสชาติไม่เค็ม หากน้ำมีความขุ่นควรใช้สารส้มแกว่งในน้ำเพื่อให้ความขุ่นตกตะกอนก่อน ใช้สารส้ม 1 กรัมต่อน้ำ 100 ลิตร และใช้คลอรีนฆ่าเชื้อโรคที่ความเข้มข้น 3 – 5 ppm. (คลอรีน 3-5 ลิตร ต่อน้ำ 1 ล้านลิตร)

จะช่วยป้องกันอาการท้องเสียในสัตว์ได้ ควบคู่กับการป้องกันโรคและสัตว์พาหะ เช่น นก หนู แมลง ยุง เน้นการเปลี่ยนรองเท้าก่อนเข้าโรงเรือนเลี้ยงสัตว์แต่ละหลัง เกษตรกรไม่ควรไปเยี่ยมฟาร์มของคนอื่น และไม่นำซากสัตว์ตายมาบริโภค
“แม้ทุกวันนี้เกษตรกรส่วนใหญ่จะหันมาใช้โรงเรือนอีแวปก็ตาม แต่ในช่วงที่อากาศร้อนจัดมีผลต่อการปรับอากาศของระบบทำความเย็น เกษตรกรต้องหมั่นตรวจอย่าให้มีรอยรั่วที่อากาศร้อนจากภายนอกจะผ่านเข้ามาได้ สามารถเพิ่มการสเปรย์น้ำในโรงเรือนเพื่อลดอุณหภูมิลง แต่ต้องระวังอย่าให้พื้นแฉะและมีกลิ่นก๊าซแอมโมเนีย ที่จะทำให้สัตว์ยิ่งเครียดมากขึ้น ควรผสมวิตามินละลายน้ำให้สัตว์กิน 3-5 วันติดต่อกัน เพื่อลดความเครียด” น.สพ.นรินทร์ กล่าว

ด้าน นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สำนักพัฒนาธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ แนะนำวิธีการเลี้ยงปลาในฤดูร้อนเพื่อลดความเสียหายให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำว่า ก่อนอื่นต้องพิจารณา เลี้ยงปลาไม่ให้หนาแน่นจนเกินไป อาจต้องลดอัตราการปล่อยลงจากปกติประมาณ 30% เพื่อให้ปลาอยู่สบายขึ้น เพราะอากาศที่ร้อนจะทำให้การละลายน้ำได้ของอ๊อกซิเจนลดลง

และปรับสภาพแวดล้อมต่างๆให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของปลา เช่น การทำร่มเงาด้วยสแลนบังแดด ด้วยการคลุมสแลนเพื่อลดความเข้มของแสงที่จะตกลงไปถึงกระชังปลาหรือบ่อเลี้ยงโดยตรง โดยใช้สแลน 60-70% กางคลุมเหนือกระชังหรือบ่อเลี้ยง จะช่วยควบคุมทั้งอุณหภูมิน้ำและลดความเครียดจากแสงมากเกินไป ที่จะกระทบต่อปลาทำให้กินอาหารลดลง โตช้า และป่วยได้

ส่วนการเลี้ยงปลาในบ่อต้องมีการควบคุมคุณภาพน้ำ ปรับสภาพให้น้ำลึกไม่ต่ำกว่า 1.8 เมตร วัดค่าความขุ่นใสให้ได้ 40-50 ซม. และต้องวัดค่า DO บ่อยครั้งขึ้น เพราะน้ำที่อุณหภูมิสูงขึ้นออกซิเจนที่ละลายในน้ำจะลดลง เปิดเครื่องตีน้ำในช่วงกลางวัดด้วย ส่วนการเลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำที่มักพบปัญหาปริมาณของน้ำลดลงมาก ควรลงเลี้ยงปลาให้บางลงสัก30% ถ้าเป็นไปได้ต้ควรย้ายกระชังลงไปในบริเวณน้ำลึกขึ้น

รวมทั้งต้องมีระบบป้องกันโดยการทำความสะอาดกระชังบ่อยครั้งขึ้นเนื่องจากฤดูร้อนพาราไซต์และแบคทีเรียจะเติบโตรวดเร็ว และควรกำจัดวัชพืชน้ำและสาหร่ายไม่ให้เกาะกระชัง ช่วยลดการกีดขวางการไหลของน้ำผ่านกระชังที่จะทำให้ออกซิเจนในกระชังต่ำลง หากมีการเปลี่ยนแปลงสภาพน้ำให้ผสมวิตามินซีในอาหารให้ปลากินติดต่อกัน3-5วัน ควรหมั่นสังเกตการกินอาหารของปลาอย่าให้เหลือเกินกว่า 5 นาที เปลี่ยนมาให้อาหารในช่วงที่อากาศไม่ร้อนจัด อาจแบ่งการให้อาหารเป็น 5–6 มื้อต่อวัน เพื่อกระตุ้นการกิน

“เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทั้งปลากระชังในแม่น้ำและการเลี้ยงในบ่อ ควรติดตั้งเครื่องตีน้ำเพื่อช่วยเติมอากาศในน้ำโดยเฉพาะช่วงที่อากาศร้อนจัดในเวลากลางวัน ควรเปิดตลอดเวลาเพื่อให้น้ำมีการผสมกัน ไม่เกิดการแบ่งชั้นของน้ำ และช่วยให้อุณหภูมิน้ำไม่สูงจนเกินไป และต้องหมั่นตรวจสุขภาพปลาด้วยการสุ่มตรวจพาราไซต์ทุกๆสัปดาห์ และใช้แบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ให้เหมาะสม โดยวัดจากค่าแอมโมเนียรวมที่ละลายน้ำไม่ควรเกิน 0.5 PPM” นายอดิศร์ กล่าวทิ้งท้าย./

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่าตามที่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ (เอฟเอโอ : FAO) ได้จัดตั้งกลุ่มความร่วมมือด้านดิน หรือ Global Soil Partnership (GSP) ขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการทรัพยากรดิน เพื่อความมั่นคงทางอาหารสร้างความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

โดยภายใต้การดำเนินงานของ GSP ได้แบ่งสาขาการดำเนินงานออกเป็น 5 สาขา ได้แก่ 1. สาขาการจัดการทรัพยากรดิน /2. สาขาการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับความสำคัญของทรัพยากรดิน /3. สาขาการวิจัยเรื่องทรัพยากรดิน /4. สาขาการจัดการข้อมูลและฐานข้อมูลทรัพยากรดิน / และ5. สาขาการสร้างความสอดคล้องของข้อมูล วิธีการ และมาตรฐานการจัดการทรัพยากรดิน โดยได้แบ่งกลุ่มความร่วมมือด้านดินเป็นระดับภูมิภาค รวม 8 ภูมิภาค สำหรับประเทศไทยและสมาชิกอีก 24 ประเทศจัดอยู่ในกลุ่มความร่วมมือด้านดินของภูมิภาคเอเชีย (Asian Soil Partnership : ASP)

นายสุรเดช กล่าวเสริมว่า เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2559 ระหว่างการประชุม ASP Workshop “Towards a Regional Implementation Plan for Asia” ที่กรุงเทพฯ ประเทศสมาชิกกลุ่มความร่วมมือด้านดินของภูมิภาคเอเชีย ได้ให้การรับรองแผนปฏิบัติการของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีกิจกรรมการจัดทำแผนที่คาร์บอนในดินของภูมิภาคเอเซียเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักภายใต้สาขาที่ 4 ที่ได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินการโดยเร่งด่วน เนื่องจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสถานการณ์ระดับโลกที่หลายประเทศกำลังเผชิญและรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ดังกล่าว

ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการปล่อยก๊าชเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ และดินเป็นปัจจัยหลักที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนจากบรรยากาศที่สำคัญ ทั้งนี้การเพิ่มปริมาณการสะสมของคาร์บอนในดินไม่เพียงแต่จะลดการปลดปล่อยก๊าชเรือนกระจกแต่ยังเป็นการเพิ่มกำลังในการผลิตทางการเกษตร โดยคาร์บอนมีส่วนสำคัญในการปรับปรุงคุณภาพดินและคุณภาพสิ่งแวดล้อมซึ่งที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดทำแผนที่คาร์บอนในดินของเอเซียขึ้น ระหว่างวันที่ 24-29 เมษายน 2560 ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ทางดินได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์รวมทั้งรวบรวมสถานภาพของข้อมูลคาร์บอนในดินของประเทศสมาชิกนำมาจัดทำให้อยู่ในรูปแบบและมาตรฐานเดียวกันเพื่อจะใช้เป็นฐานข้อมูลในการจัดทำแผนที่คาร์บอนในดินของภูมิภาคเอเชียและของโลกต่อไป

ซึ่งข้อมูลคาร์บอนในดินดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการประเมินการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทรัพยากรดินในแต่ละภูมิภาคของโลกโดยในส่วนของประเทศไทยจะได้นำประโยชน์จากการจัดทำข้อมูลสถานภาพคาร์บอนในดินของประเทศรวมทั้งข้อมูลของประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียมาปรับใช้เพื่อการวางแผนและกำหนดนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่ดินเสื่อมโทรมเนื่องจากการดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรซึ่งจะช่วยส่งเสริมการสะสมคาร์บอนในดิน และฟื้นฟูคุณภาพดินทำให้ประเทศไทยได้แสดงศักยภาพในการเป็นผู้นำของภูมิภาคเอเชียในการกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือด้านการจัดการทรัพยากรดิน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

นโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรเน้นให้มีศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรในชุมชน จึงมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอละ 1 ศูนย์ รวม 882 ศูนย์ทั่วประเทศโดยมีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้เพื่อเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตการบริหารจัดการและการตลาดแก่เกษตรกร รวมทั้งการให้บริการทางการเกษตรในด้านต่างๆ รวมทั้งแจกจ่ายปัจจัยการผลิต ที่จำเป็นเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในพื้นที่และเป็นกลไกในการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเพื่อต่อยอดการเกษตรในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอละ 1 ศูนย์ โดยคัดเลือกจากพื้นที่เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรของตนเองและเป็นบุคคลที่สามารถถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ ให้เกษตรกรอื่นเข้าใจได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้า

ในพื้นที่ของเกษตรกรที่ได้รับคัดเลือกเพื่อเป็นจุดศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการเกษตรในระดับชุมชน เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย แลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคโนโลยี และเทคนิคต่างๆ โดยใช้องค์ความรู้ของเกษตรกรร่วมกับองค์ความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดจากหน่วยงานด้านวิชาการต่างๆ เป็นแหล่งให้บริการด้านการเกษตร ข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรที่ทันสมัยจากทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรที่จะเข้ามาสนับสนุนตามความต้องการของเกษตรกรและชุมชน รวมทั้งเป็นเวทีพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเกษตรกร ซึ่งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการพัฒนาที่ดินของหมอดินอาสากรมพัฒนาที่ดินเองในจำนวนหลายศูนย์ที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศก็ได้รับคัดเลือกเป็นศูนย์ ศพก.

โดยปี 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายที่จะพัฒนา ศพก. ให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาการเกษตรภาคประชาชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นกลไกในการขับเคลื่อนแปลงใหญ่อย่างสมบูรณ์ โดยใช้เครือข่าย ศพก. ขับเคลื่อนและเชื่อมโยงนโยบายให้เห็นผลในเชิงปฏิบัติ เสมือนว่า ศพก. เป็นโรงเรียนชุมชนและเกษตรแปลงใหญ่เป็นผลจากการเรียนรู้ของชุมชน

รวมถึงเน้นการให้องค์ความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินเพื่อให้เกษตรกรนำองค์ความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติในพื้นที่ทำการเกษตรของตน กล่าวคือเกษตรแปลงใหญ่ นอกจากนี้กรมพัฒนาที่ดินก็ได้ให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิตต่างๆ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการทำการเกษตรของเกษตรกร ปี 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งเป้าว่าจะมีเกษตรกรรวมตัวกันเป็นเกษตรแปลงใหญ่ จำนวน 1,000 แปลง และแปลงเตรียมความพร้อมอีก 512 แปลง

โดยกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นเจ้าภาพในการกำหนดพื้นที่แปลงใหญ่เป้าหมายให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดร่วมกับกรมการข้าว กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กรมประมง กรมปศุสัตว์ และกรมชลประทานซึ่งหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนการดำเนินงานในภารกิจที่เกี่ยวข้องทั้งนี้กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนงานด้านการพัฒนาที่ดิน ฟื้นฟูและปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น

“อย่างไรก็ตาม การศึกษาหาความรู้และประสบการณ์จากจุดเรียนรู้หรือแปลงสาธิตในพื้นที่ ศพก. ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกษตรกรผู้ขับเคลื่อนศูนย์นี้ได้ลงมือปฏิบัติจริงทำให้เห็นจริงโดยเป็นตัวอย่างการทำจริงในพื้นที่อำเภอที่เกษตรกรอาศัยอยู่ทำให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะนำประสบการณ์และความรู้ที่ได้นั้นนำกลับไปปฏิบัติหรือต่อยอดในพื้นที่ของตนเองได้ อีกทั้งใน ศพก.

นั้นยังมีองค์ความรู้ด้านการเกษตรต่างๆ ทั้งพืช สัตว์ และประมงที่จะเพิ่มโอกาสและทางเลือกในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมและที่สำคัญกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังมุ่งเน้นในเรื่องนโยบาย Zoning by Agri-Map ซึ่งจะมีแผนที่ความเหมาะสมการผลิตพืชเศรษฐกิจในอำเภอนั้นๆ และแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) เป็นฐานข้อมูลให้เกษตรกรทราบว่าในพื้นที่การเกษตรของตนเองนั้นอยู่ในพื้นที่ความเหมาะสม S1 S2 S3 หรือ N เพื่อที่จะวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และรวมถึงปัจจัยแวดล้อมที่จะส่งผลกระทบต่อการผลิตและการตลาดด้วย อีกทั้ง ศพก.

นี้เป็นเสมือนแหล่งเรียนรู้และพบปะกับเพื่อนบ้านได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กันรวมถึงนักวิชาการจากหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมบูรณาการกันลงมาให้ความรู้กับเกษตรกรอีกด้วย” นายสุรเดช กล่าว

เกษตรกรในชุมชนที่เข้ามาใช้บริการ ที่ ศพก. จะได้รับความรู้ด้านวิชาการต่างๆจากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงสามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิต ลดความเสี่ยงในการบริหารจัดการ และให้เกิดความเข้มแข็งโดยเกษตรกรในพื้นที่สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรและปรับเปลี่ยนระบบการผลิตให้เหมาะสมกับพื้นที่ สภาพการผลิตของตนเองและความต้องการของตลาด ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตมีคุณภาพ และปริมาณมากขึ้นส่งผลให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับพิษภัยอันตรายจากการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ,คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสต เห็นว่าเป็นสารเคมีที่มีอันตรายร้ายแรงต่อเกษตรกร และผู้บริโภค รวมถึงประชาชนทั่วไป
โดยพาราควอตมีฤทธิ์กัดผิวผนังและเนื้อเยื่อส่งผลทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย สามารถก่อให้เกิดพิษเฉียบพลันถึงขั้นไตวาย ตับวาย ปอดวาย และเสียชีวิต โดยยังไม่มียาถอนพิษ ขณะนี้มี 47 ประเทศทั่วโลกยกเลิกการใช้แล้ว

ส่วนคลอร์ไพริฟอส ซึ่งใช้ในการกำจัดแมลงศัตรูพืช รวมถึงการใช้ในบ้านเรือนเพื่อกำจัดมด ปลวก เห็บ แมลงสาบ จะก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้ วิงเวียนอ่อนเพลีย กล้ามเนื้อหดตัว แน่นหน้าอก อาเจียน ท้องเสีย จนถึงขั้นหมดสติและหยุดหายใจ รวมทั้งมีผลทำให้เกิดความผิดปกติด้านการพัฒนาสมอง ทำให้ไอคิวเด็กลดลง สมาธิสั้น หลายประเทศห้ามใช้ในบ้านเรือน ผักและผลไม้

สำหรับไกลโฟเสต จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อดีเอ็นเออันเป็นสาเหตุของการกลายพันธุ์ เป็นอันตรายต่อเซลสืบพันธุ์และการพัฒนาของตัวอ่อน สถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ องค์การอนามัยโลก ระบุเป็นสารที่น่าจะก่อให้เกิดมะเร็ง นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ความหลากหลายของสัตว์และสมดุลในธรรมชาติสูญเสียไป
สำหรับเมืองไทยล่าสุดคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง

ในคราวการประชุม ครั้งที่ 4/2560 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ณ กระทรวงสาธารณสุข ที่ได้มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกการใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2562 และให้จำกัดการใช้ไกลโฟเสตอย่างเข้มงวด สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ประชุมพิจารณาหารือเรื่องดังกล่าวในการประชุมครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2560 และมีมติขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งพิจารณาศึกษาหาสารทดแทนและยกเลิกการผลิต นำเข้า และการใช้สารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิด โดยเร็ว

“ ในฐานะที่มีประสบการณ์ทำฟาร์มเลี้ยงแพะแกะมากว่า 15 ปี เห็นผู้เข้ามาในวงจรอาชีพการเลี้ยงแพะแกะเป็นจำนวนมาก มีทั้งที่ประสบความสำเร็จ และไม่ประสบความสำเร็จก็มาก ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันอย่างต่อเนื่อง จึงอยากให้ข้อแนะนำเบื้องต้นำหรับผู้สนใจว่าต้องมีการศึกษาเรียนรู้ให้ถ่องแท้ เพราะจะให้เกิดความสำเร็จสามารถเดินบนเส้นทางอาชีพนี้ได้อย่างยั่งยืนนั้น

ต้องเข้าใจทั้งการบริการจัดการฟาร์ม การให้อาหาร การป้องกันกันโรค และการตลาด สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญอยากให้ศึกษาก่อน อย่าเลี้ยงเพราะเขาเล่าว่า” ลุงเป้ง หรือ คุณเชาวรัตน์ อ่าโพธิ์ เกษตรกรเจ้าของแหล่งเรียนรู้ปศุสัตว์แพะแกะคุณสุขฟาร์ม อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพเลี้ยงสัตว์ ประจำปี พ.ศ.2552 ผู้ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในเซียนเลี้ยงแพะแกะระดับแถวหน้าของเมืองไทย

ความสำเร็จในอาชีพของลุงเป้งที่สามารถผลตอบแทนเรียกว่า เลขเจ็ดหลักในแต่ละปี มาด้วยการบริหารจัดการฟาร์มที่ดี มีการวางแผนการตลาด มารถผลิตแพะแกะออกสู่ตลาดได้ตรงกับความต้องการ และที่สำคัญเน้นการผลิตมที่มุ่งคุณภาพ จึงทำให้แพะแกะคุณภาพที่ผลิตได้ทั้งของตัวเองและเครือข่ายเพื่อนเกษตรกรในวันนี้ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดที่ยังต้องออีกมหาศาล ซึ่งไม่เฉพาะตลาดในประเทศเท่านั้นแต่ยังรวมถึงในตลาดของประเทศเพื่อนบ้านที่เดินทางมาเยี่ยมชมการเลี้ยงแพะแกะที่คุณสุขฟาร์มอย่างต่อเนื่องและยื่นความจำนงต้องการแพะแกะคุณภาพให้ส่งไปยังฟาร์มในประเทศของตน

“ที่ผ่านมา มีทั้งเวียดนาม ลาว เขมร ติดต่อเข้ามอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นตลาดใหม่ที่กำลังตื่นตัวกับการเลี้ยงแพะแกะ จึงทำให้มีความต้องการแพะแกะคุณภาพ ทั้งเพื่อนำไปทำพันธุ์และเพื่อบริโภค ขอให้มีของเท่านั้น เขารับซื้อหมด”

ลุงเป้งสะท้อนความต้องการของตลาดในประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังให้ความสนใจเป็นอย่างมากและต่อเนื่องมาในช่วงระยะ 2–3 ปีมานี้ ดังนั้นหากรวมปริมาณความต้องการทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศแล้ว คาดว่าปริมาณแพะแกะที่ผลิตได้ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ แต่ทั้งนี้ต้องอยู่บนหลักสำคัญที่ว่า ต้องเป็นแพะแกะคุณภาพและปลอดโรค

เรื่องของการตลาด ลุงเป้งแนะนำว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงต้องวิเคราะห์ก่อนว่าจะเลี้ยงแพะเพื่อขายในช่วงไหนที่ตลาดมีความต้องการสูงที่สุด โดยวงจรการเลี้ยงนั้น ต้องคำนวณว่า ช่วงเลี้ยงเพื่อผสมพันธุ์ ใช้เวลา 2 เดือน และตั้งท้องอีก 5 เดือน จากนั้นคลอดลูกออกมาให้กินนมอีก 3 เดือน จึงหย่านม แยกตัวผู้ไปเป็นแพะขุน ซึ่งต้องเลี้ยงอีกประมาณ 3-4 เดือน จึงเข้าตลาดได้ ส่วนแม่พันธุ์เลี้ยงต่ออีก 8 เดือน จะผสมพันธุ์ได้

“ช่วงที่ตลาดมีความต้องการแพะมาก จะอยู่ในช่วงเทศกาลต่างๆ ของศาสนาอิสลาม เช่น เดือนเมษายน พฤศจิกายน และธันวาคม โดยจากราคาขายปกติที่อยู่ประมาณ กิโลกรัมละ 55-60 บาท จะขึ้นมาเป็นกิโลกรัมละ 80-120 บาท ทีเดียว และที่สำคัญผลผลิตออกมาเท่าไรก็ไม่เพียงพอ” คุณลุงเป้ง กล่าว และว่า “แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำตลาดคือ ต้องมีความร่วมมือทางการตลาดร่วมกันในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยง เพื่อให้สามารถตัดปัญหาพ่อค้าคนกลางออกไป และผู้เลี้ยงสามารถติดต่อกับผู้ซื้อได้โดยตรง ซึ่งจุดนี้จะทำให้มีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น”

“แต่สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เกษตรกรสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จนั้นคือ การพัฒนารูปแบบการเลี้ยง ที่จะต้องก้าวไปสู่การเลี้ยงแบบฟาร์มปลอดโรค การที่เกษตรกรสามารถได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ว่า เป็นฟาร์มปลอดโรคจะทำให้สามารถส่งแพะ-แกะ ไปจำหน่ายในตลาดได้ง่ายมากขึ้น”
ดังนั้นหากมองถึงการพัฒนาในอาชีพการเลี้ยงแพะแกะแล้ว การเลี้ยงปล่อยทุ่งดังเช่นในอดีตคงต้องเป็นสิ่งที่มองข้าม เพราะรูปแบบการเลี้ยงต้องอยู่ในลักษณะฟาร์มมาตรฐานและปลอดโรค ที่เน้นการผลิตแพะแกะคุณภาพเพื่อจำหน่ายทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออกและปลอดโรค

“แต่ดีที่สุด ศึกษาและเรียนรู้ให้ถ่องแท้ก่อนดีกว่า” ลุงเป้งตอกย้ำเป็นประโยคสุดท้าย
ดังนั้น เพื่อตอบคำถามดังกล่าว ลุงเป้ง คุณเชาวรัตน์ จึงร่วมกับ สวนจรัญ 41 ศูนย์กลางด้านเกษตรกลางเมืองกรุงเทพมหานคร กำหนดการจัดอบรมใน หัวข้อ “ แพะแกะ ลงทุนทำฟาร์มอย่างไร? จึงสร้างเงินและยั่งยืน” เพื่อให้คำตอบของการก้าวไปสู่ความสำเร็จในอาชีพการเลี้ยงแพะแกะที่สามารถสร้างรายได้ระดับเงินล้านให้ได้ เพียงแต่ต้องเข้าใจและรู้ลึกถึงแนวทางการจัดการฟาร์ม สายพันธุ์ และการตลาด โดยกำหนดจัดในวันเสาร์ ที่ 6 พฤษภาคม 2560 ณ สวนจรัญ 41 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 41 แยก 11 ถนนจรัญสนิทวงศ์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานครค่าอบรมท่านละ 2,000 บาท โดยโอนเงินธนาคาร กรุงเทพ จำกัด ( มหาชน ) สาขาตะนาม ในนาม ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ เลขที่บัญชี 1110608872

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 ถอดบทเรียนเกษตรกรทำอินทรีย์ ยกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ตำบลท่ากระเสริม และ กลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตผักอินทรีย์ ตำบลเมืองเก่าพัฒนา จังหวัดขอนแก่น เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ มั่นใจ การรวมกลุ่ม มุ่งมั่น และพัฒนาร่วมกัน จะก้าวไปสู่ความสำเร็จให้การทำเกษตรอินทรีย์แน่นอน

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) ได้ถอดบทเรียนเกษตรกรจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ โดยลงพื้นที่ติดตามเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตพืชผักและผลไม้ที่ประสบความสำเร็จ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

ประกอบด้วย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ตำบลท่ากระเสริม อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น และ กลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตผักอินทรีย์ ตำบลเมืองเก่าพัฒนา อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น2 กลุ่มเกษตรกรเมืองขอนแก่น ต้นแบบความสำเร็จเกษตรอินทรีย์
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ท่ากระเสริม มีนายสมควร พันธัง เป็นประธานกลุ่ม ปัจจุบันมีสมาชิก 35 ราย เน้นแนวคิดการได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยไร้สารเคมี

ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี ส่งผลต่อการมีรายได้และความมั่นคงยั่งยืนของอาหาร อากาศ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งการทำเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เพียงแค่การทำเกษตรไม่ใช้สารเคมีเท่านั้น แต่การทำเกษตรอินทรีย์ต้องใช้ความอดทน ความมุ่งมั่น ใส่ใจในทุกๆ ขั้นตอน ซึ่งในระยะแรกแม้มีอุปสรรคก็ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้และนวัตกรรม เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ผลผลิตดียิ่งขึ้น โดยปัจจุบัน มีการจัดตั้งกรรมการดูแลเรื่องตลาด โดยมุ่งเจาะตลาดระดับกลางและตลาดสูงเป็นหลัก รวมทั้งโรงพยาบาลประจำอำเภอด้วย

สำหรับกลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตผักอินทรีย์เมืองเก่าพัฒนา โดยนายประดิษฐ์ ศิริธรรมจักร ปัจจุบันมีสมาชิก 20 ราย มีแนวคิดคือ การทำเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องใช้ความพยายามและความมุ่งมั่นตั้งใจ การบริหารจัดการเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยน ตามหลักการทฤษฎีใหม่ โดยสามารถลงมือทำพร้อมกันได้หลายอย่าง

วางแผนสิ่งไหนควรลงมือทำก่อนหรือทำหลัง ศึกษาค้นคว้าและถามผู้รู้จะทำให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยลง การจำหน่ายผลผลิต จะจำหน่ายภายในชุมชน และพ่อค้าคนกลาง ไม่มีการผูกขาดขายให้เพียงคนใดคนหนึ่ง แต่จะขายผลผลิตให้กับทุกคนที่ต้องการ และหากมีผู้ต้องการซื้อมากแต่ผลผลิตไม่เพียงพอ จะทำการแบ่งให้ได้เท่าๆ กัน

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ทั้ง 2 กลุ่ม GClub V2 นับเป็นอีกตัวอย่างของผู้ที่จะประสบความสำเร็จด้านการผลิตและการตลาดเกษตรอินทรีย์ สามารถเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรที่สนใจปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ได้ ท่านที่สนใจต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น

“เราจะดูอย่างไรว่ามะพร้าวอ่อนลูกไหนเนื้อกี่ชั้น” เหมือนรู้ว่าเรา

ว่าแล้วคุณประยูรก็ขยับเท้าเข้ามาอีก 2 ก้าว มายืนอยู่ที่ตรงอ่างยักษ์ที่เหมือนว่ากำลังอาบน้ำให้มะพร้าว พออาบผ่านอ่างที่ 1 ก็มาอาบอ่างที่ 2 และอ่างสุดท้าย อ่างที่ 3

“อ่างที่ 3 นี้ เราจะให้คนที่มีความชำนาญเป็นคนคัดว่ามะพร้าวอ่อนลูกไหนควรส่งไปขายต่อที่สเปน…” คุณประยูร พูดพลาง พนักงานผู้หญิงที่นั่งคัดเลือกส่งยิ้มมาให้ เหมือนยอมรับในทีว่าทีว่าที่พูดนั้น “ถูกต้องแล้วค่ะ”

“ให้ดูว่าลูกไหนลอยน้ำในระดับใด…ถ้าลอยขึ้นสูงแสดงว่าเนื้อ 2 ชั้น – 2 ชั้นครึ่ง (ถ้าลอยตุ๊บป่อง แสดงว่ามะพร้าวห้าว…แต่จะไม่เจอในที่นี้) แต่ถ้าเกือบจมครึ่งลูกแสดงว่าเป็นมะพร้าวอ่อนปกติ ให้ส่งขายในประเทศใกล้ๆ หรือประเทศที่ขนส่งไปไม่เกิน 3 สัปดาห์ (ถ้าจมมิดแสดงว่าอ่อนมากๆยังใช้ไม่ได้…แต่จะไม่เจอในที่นี้)” นี่คือเคล็ดลับที่เป็นภูมิปัญญาไทย

(วิธีเลือกดูมะพร้าวว่าอ่อนหรือแก่ ยังมีหลายวิธี เช่น นับจากทะลายบนลงล่าง ดูจากวงสีขาวรอบขั้ว ใช้นิ้วดีดหรือเขย่าฟังเสียง ฯลฯ…หาอ่านได้จากเว็บทั่วไป)

เคล็ดลับวิธีการเลือกมะพร้าวน้ำหอมแบบลอยน้ำนี้ คุณประยูร บอกว่าได้จากวิถีชีวิตการทำสวนมะพร้าวของคนบ้านแพ้ว และดำเนินสะดวกที่จะทำการยกร่องสวนให้มีร่องน้ำที่เรือพอรดน้ำได้และให้พอลำเรียงมะพร้าวอ่อนที่ตัดจากต้นมาขึ้นบก และเวลาตัดก็ต้องใช้ไม้ค้ำช่วยให้มะพร้าวตกในร่องน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้ช้ำ

ระหว่างนำมะพร้าวล่องน้ำมานี่เอง ที่ทำให้สังเกตได้ว่ามะพร้าวบางลูกหรือบางทะลายลอยน้ำได้ไม่เท่ากัน จึงนำมาสู่การสังเกตเวลาปอกเปลือกหรือผ่ามะพร้าวเพื่อนำเนื้อมะพร้าวมารับประทาน นานวันเข้าก็ทำให้รู้ว่าระดับน้ำหนักหรือระดับการลอยน้ำของลูกมะพร้าวที่มีความแตกต่างกัน ทำให้เนื้อเนื้อมะพร้าวหนาบางไม่เท่ากัน (อย่างมีนัยสำคัญ)

ผมดูขั้นตอนการแต่งตัวให้มะพร้าว ตั้งแต่การอาบน้ำให้มะพร้าว การเลือกมะพร้าวอ่อนว่าลูกไหนเหมาะที่จะส่งไปยังสเปน ดูไปจนบรรจุใส่ถุงไนล่อนสีเขียว ถุงละ 8 ลูก และดูห้องเย็นเก็บมะพร้าวที่พร้อมส่งออกไปยังสเปน

“ผมต้องเก็บมะพร้าวไว้ที่ห้องนี้ และรอให้ได้ปริมาณมากพอ…วันหนึ่งๆคนงานของเราก็ผลิตได้หลายหมื่นลูก แต่ว่าตู้หนึ่งๆผมต้องบรรจุให้ได้ 18,000 ลูก พอได้ครบก็ขนเข้าตู้ทีหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าเดือนนั้นๆมีออร์เดอร์กี่ตู้ พอครบจำนวนก็ขนส่งไปที่ท่าเรือเพื่อส่งไปสเปนต่อไป”

ก่อนที่จะขึ้น Ford Ranger ติดตามคุณประยูร ไปเข้าสวนเพื่อดูการปลูกมะพร้าวน้ำหอม ชมพู่ทับทิมจันทร์ และฝรั่งลูกผสมแป้นสีทองกับกิมจู ก็กระเซ้าเล่นๆว่า เคยรู้หรือไม่ว่ามะพร้าวที่เราส่งไปขายนี้พอไปถึงมือผู้บริโภคลูกละเท่าไร

“ลูกละ 200 บาทขึ้นไป” คุณประยูร พูดจบ เราร้องโห้โอ!!! ผมคิดอยู่ในใจคงมีขั้นตอนการขนส่งและผ่านมือพ่อค้าคนกลางหลายราย จากราคามะพร้าวตามออร์เดอร์เฉลี่ยลูกละ 30 บาท ก็กลายเป็น 200 บาท…ก็คงจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ ราคาคงเป็นหลัก 100-200 บาท เอาแค่ราคามะพร้าวน้ำหอมที่ห้องอาหารครัวการบินไทยที่สนามบินเชียงใหม่ วันก่อนเครื่องบินดีเลย์ระหว่างนั่งรอก็ลองสั่งมะพร้าวน้ำหอมมารับประทาน 1 ลูก

“ดูในบิล ตกลูกละ 160 บาท” แล้วนี่ส่งไปถึงยุโรป ส่งไปยังสเปน 5 สัปดาห์กว่าจะถึง ราคาลูกละ 200 กว่าบาทก็สมเหตุสมผลแล้วละครับ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายกฤษณพงศ์ กีรติกร เป็นนายกสภา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 15 ราย ประกอบด้วย นายกฤษฎา บุณยสมิต นายเจริญศักดิ์ โรจนฤทธิ์พิเชษฐ์ พลโทชุมพล เปี่ยมสมบูรณ์ นายดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ นายปิยะวัติ บุญหลง นายพีรเดช ทองอำไพ นายพีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร นายยุคล ลิ้มแหลมทอง นายลักษณ์ วจนานวัช พลเอก วุฒินันท์ ลีลายุทธ นายสมพร อิศวิลานนท์ นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ นายโสภณ ภูเก้าล้วน นายอมเรศ ภูมิรัตน ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2560 เป็นต้นไป ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 18 เมษายน 2560

สำหรับประวัติ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร (นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) มีดังนี้
ประวัติ
ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร (11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2489) นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ประธานกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา อดีตที่ปรึกษาโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) กรรมการกฤษฎีกา กรรมการในคณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

การศึกษา
ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ระดับปริญญาตรี B.Sc.First Class Hons. Electrical Engineering (เกียรตินิยมอันดับ 1) ในปี พ.ศ. 2511 และปริญญาเอกด้านวัสดุวิศวกรรมไฟฟ้า แขนงวิศวกรรมไมโครเวฟ จากมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร นอกจากนี้ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ยังสำเร็จการศึกษาหลังปริญญาเอก ได้รับประกาศนียบัตรหลังปริญญาเอก Cert. Alternative Energy จาก มหาวิทยาลัยฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2553 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้มอบปริญญาวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ให้แก่ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกรอีกด้วย

การทำงาน
ดร.กฤษณพงศ์ เริ่มรับราชการที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และได้เลื่อนตำแหน่งก้าวหน้าเรื่อยมา อาทิ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า ประธานสายวิชาเทคโนโลยีวัสดุ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณบดีคณะพลังงานและวัสดุ รักษาการคณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ และตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นอกจากนี้ยังได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่นๆ นอกเหนือจากในมหาวิทยาลัยอีกหลายตำแหน่ง เช่น รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (พ.ศ. 2529 – 2541) ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และนายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรรมการบริหารสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร

ประสบการณ์ทำงาน
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2557)

เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา
อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี : รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์, รักษาการคณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ, คณบดีคณะพลังงานและวัสดุ, คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์, ประธานสายวิชาเทคโนโลยีวัสดุ,หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า
รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์, รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
กรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ประธานกรรมการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
ประธานคณะทำงานด้านการศึกษา คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ (คปร.)

รางวัลที่เคยได้รับ
รางวัลผู้นำวิทยาศาสตร์พลังงานทางเลือกดีเด่นแห่งชาติ สาขาเทคโนโลยี Solar PV
รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย ประจำปี 2540
ASEAN Science and Technology Meritorious Award (1996)
Gold Medal (1969)
George Young Bursary (1966), Grey, Law and Watt Scholarship (1971) of the University of Glasgow
Royal Prize, awarded by HM the King for being the first in the National Examination of Secondary School Students (Science Program) (1965)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
พ.ศ. 2557 – เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นสูงสุด มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)
พ.ศ. 2555 – เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสูงสุด มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)
พ.ศ. 2534 – เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นตติยจุลจอมเกล้า (ต.จ.) สืบตระกูล นายเกรียง กีรติกร
พ.ศ. 2534 – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้น 4 (ภ.ป.ร. 4)
งานวิจัย
งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรังสีดวงอาทิตย์, ระบบแสงอาทิตย์เทียม, ระบบโซล่าเซลล์, ผิวเลือกรังสี, เซนเซอร์ชีวภาพและเคมี, ผิวเคลือบกันการผุกร่อน
งานวิจัยด้านการศึกษานโยบาย
– อุดมศึกษา, เทคโนโลยีสารสนเทศ, พลังงาน, กำลังคนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, การศึกษาวิทยาศาสตร์ สำหรับผู้มีความสามารถพิเศษและผู้ด้อยโอกาส, เทคโนโลยีและภูมิปัญญา
– ตีพิมพ์บทความวิจัย บทความและรายงานทางวิชาการ ประมาณ 200 เรื่อง
– ควบคุมวิทยานิพนธ์นักศึกษาระดับปริญญาโทและเอกที่สำเร็จการศึกษาแล้ว ประมาณ 100 คน, ทำงานวิจัยและกำกับการวิจัยเชิงนโยบาย, การประเมินโครงการ/แผน, การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ/แผนระดับชาติและนานาชาติ ประมาณ 30 เรื่อง

เว็บไซต์ “เกษตรก้าวไกล” เดินหน้ามาได้ 2 ปีแล้ว…วันเวลาที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้ว่า “สื่อดิจิทัล” มาแรงแซงสื่ออื่นๆอย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ย่อมทำให้มีผู้เล่นใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย แข่งกันทั้งคุณภาพและความรวดเร็ว…เชื่อว่าผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์ เพราะจะมีคนเสิร์ฟข่าวไปให้ถึงมือ ขึ้นอยู่กับว่าผู้บริโภคจะเลือกอาหารข่าวจากใคร

“เกษตรก้าวไกล” มิอาจนิ่งนอนใจ….ขอทำหน้าที่หาข่าว ปรุงข่าว และเสิร์ฟข่าว…แต่เราจะทำหน้าที่ได้ดีหรือไม่ ทำได้แค่ไหน ก็อยู่ที่เพื่อนร่วมทางของเรา ที่มองเห็นเหมือนกับเรา พร้อมที่จะเดินหน้าไปด้วยกันหรือไม่?

“เกษตรคือประเทศไทย ทำอย่างไรให้การเกษตรของเราเจริญ…เกษตรกรต้องก้าวไกล เกษตรไทยต้องเป็นที่ 1” นี่คือจุดหมายปลายทางของเรา

ผมขออนุญาตน้อมนำพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 “กษัตริย์เกษตร” มาแสดง ความว่า

“เศรษฐกิจของเราขึ้นอยู่กับการเกษตรมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว รายได้ของประเทศที่ได้มาใช้สร้างความเจริญด้านต่างๆ เป็นรายได้จากการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ จึงอาจกล่าวได้ว่าความเจริญของประเทศต้องอาศัยความเจริญของการเกษตรเป็นสำคัญ และงานทุกๆ ฝ่ายจะดำเนินก้าวหน้าไปได้ก็เพราะการเกษตรของเราเจริญ…” (คัดตัดตอนจากพระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตร ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๐๗)

จากพระบรมราโชวาทดังกล่าว จึงประจักษ์ชัดว่า ประเทศไทยของเราจะเจริญได้ก็ต่อเมื่อการเกษตรพัฒนาก้าวหน้า…เพราะเหตุนี้จึงบอกว่า “เกษตรคือประเทศไทย”

ผมขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมกันขับเคลื่อนภาคเกษตรประเทศไทย ด้วยการทำหน้าที่นำเสนอข่าวสารด้านการเกษตร หรือร่วมกันเป็นผู้สื่อข่าวเกษตร ซึ่งมีจะเปิดรับผู้สื่อข่าวเกษตร 2 ลักษณะ ดังนี้

ผู้สื่อข่าวประจำ (จำนวน 5 คน)
ทำหน้าที่สัมภาษณ์ข่าว(หาข่าว) เขียนข่าว อัฟข่าว โพสต์ข่าว รวมทั้งจัดกิจกรรมและอื่นๆ นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่รายงานข่าว (Live) ผ่านช่องทางดิจิทัลใหม่ๆ รวมทั้งถ่ายคลิปข่าว
รายได้ เริ่มต้น 13,000 บาท+ค่าพาหนะ 1,000 บาท (ที่เหลือจะเป็นรายได้จากค่าโฆษณา และกิจกรรมต่างๆ)
คุณสมบัติทั่วไป การศึกษาระดับปริญญาตรี อายุไม่เกิน 35 ปี (กรณีอายุเกินจะพิจารณาเฉพาะราย)
คุณสมบัติพิเศษ มีความรู้เรื่องการใช้เครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ (เป็นผู้สื่อข่าว 4.0-Smart Reporter)
ทำงานที่สำนักงาน ย่านสนามบินน้ำ จ.นนทบุรี
เปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันนี้-10 พฤษภาคม 2560
ผู้สื่อข่าวพิเศษ (เกษตรกรข่าว) จำนวน (ไม่จำกัด) ทั่วประเทศ
ทำหน้าที่สัมภาษณ์ข่าว(หาข่าว) เขียนข่าว ส่งข่าว เป็นตัวแทนจัดกิจกรรมหรือประสานงานในพื้นที่ รวมทั้งรายงานข่าว (Live) และจัดทำคลิปข่าว
รายได้ไม่จำกัด (ขึ้นอยู่กับคุณภาพข่าว) เริ่มต้น 100-300 บาท/ข่าว (ที่เหลือจะเป็นรายได้จากส่วนแบ่งค่าโฆษณาและกิจกรรมต่างๆ)
คุณสมบัติทั่วไป การศึกษาและอายุไม่จำกัด แต่จะต้องมีความรักและภาคภูมิใจในอาชีพการเกษตร (รู้เรื่องการเกษตรเป็นอย่างดี)
คุณสมบัติพิเศษ สามารถส่งข่าวผ่านโทรศัพท์มือถือหรือเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ได้ (เราขอเรียกว่า “เกษตรกรข่าว-farmers reporter”)
ทำงานที่ไหนก็ได้ ทำได้ไม่เลือกที่ “หัวไร่ปลายนา ทำได้หมด”
เปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันนี้-30 พฤษภาคม 2560 (สมัครก่อนทำงานก่อน)
นอกจากนี้ “เกษตรก้าวไกล” ได้กำหนดคุณลักษณะพิเศษของผู้สื่อข่าว(เกษตร 4.0) ต้องมี “ทักษะที่ดี 4+4” ดังนี้

จมูกไว หมายถึง ได้กลิ่นไว ได้ข่าวเร็ว “ความรู้สึกไว”
หูไว หมายถึง รู้เรื่องอะไรๆ ก่อนคนอื่นเสมอ “ใจตื่นเสมอ”
ตาไว หมายถึง เห็นอะไรได้รวดเร็ว “มองเห็นไว”
จิตใจอาสา หมายถึง จิตสำนึกเพื่อส่วนรวม “มีดีต้องโชว์กัน มีภูมิปัญญาต้องแบ่งปัน”
ส่วนอีก 4 ที่ต้องมี คือ “สุ จิ ปุ ลิ –ฟัง คิด ถาม เขียน” คือต้องไม่ลืมยึดหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ในงานข่าวได้เป็นอย่างดี

วิธีสมัคร…ผู้สื่อข่าวเกษตรก้าวไกล
ผู้สื่อข่าวประจำ (ผู้สื่อข่าว 4.0-Smart Reporter)
สำเนาบัตรประชาชน/ทะเบียนบ้าน/วุฒิการศึกษา/รวมทั้งผลงาน(ถ้ามี)
นำเอกสารหลักฐานการสมัครข้างต้นมาส่งในวันที่มาสัมภาษณ์
2. ผู้สื่อข่าวพิเศษ (เกษตรกรข่าว-farmers reporter)

สำเนาบัตรประชาชน
ประวัติส่วนตัวสั้นๆ (ให้เขียนแนะนำตนเอง/อาชีพที่กำลังทำอยู่/ความหวังต่อภาคเกษตรไทย)
ผู้สนใจสมัคร…ส่งเอกสารหลักฐานมาได้ที่อีเมล์ lungpornku2@gmail.com หรือ id line 081 3090599 หรือโทร. 081 3090599 (ลุงพร), 086 3185789 (ศุภชัย)

อนึ่ง การเป็น “ผู้สื่อข่าว” ยังต้องมีคุณสมบัติที่มากกว่านี้ แต่ในกรณีของ “เกษตรกรข่าว” เราต้องการเกษตรกรหรือผู้เกี่ยวข้องที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ “ไม่มีใครรู้ลึกรู้ดีในอาชีพเราเท่าตัวเรา” มาทำหน้าที่รายงานข่าว บางท่านอาจจะบอกว่าเขียนข่าวไม่เป็นหรือไม่เคยเขียนข่าวมาก่อน ตรงนี้ไม่ต้องกังวล เพราะว่าเราจะมีโค้ชสอนหรือแนะนำนิดๆหน่อยๆก็สามารถเขียนได้แล้ว

เรามั่นใจว่าทุกคนสามารถเป็นผู้สื่อข่าว(เกษตรกรข่าว)ได้…ขอแค่มี “ใจรัก-ใจพร้อม” ที่จะนำเสนอสิ่งดีงามของเกษตรประเทศไทย และเมื่อถึงวันนั้นการเกษตรของเราจะต้องเจริญอย่างแน่นอนครับ.

เมื่อวันที่ 15-17 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา กรุงเทพฯ ได้กลายเป็นศูนย์รวมการค้าและการเจรจาธุรกิจปศุสัตว์อย่างสมบูรณ์และยิ่งใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย ด้วยยอดคนชมงานสูงถึง 45,952 ราย จาก 130 ประเทศบริษัทชั้นนำกว่า 1,050 บริษัท ทั้งจากยุโรป, ตะวันออกกลาง, อเมริกา, แอฟริกา, ออสเตรเลีย และเอเชีย ส่งผลยอดเจรจาธุรกิจในช่วงการจัดงานสะพัดกว่า 15,000 ล้านบาท สะท้อนภาพรวมตลาดเศรษฐกิจปศุสัตว์ที่ขาขึ้นในภูมิภาคเอเชีย
ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์นับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้เข้าชมงานและผู้ประกอบการ

คุณ Wong Zhun Chea ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท เจ๊บเซ่น แอนด์ เจ๊สเซ่น อินกรีเดียนส์ จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านการจัดจำหน่ายส่วนผสมพิเศษสำหรับอาหารสัตว์ รายใหญ่ของเอเชีย กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชียเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักที่เราจะนำเสนอเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ สารอาหารและวัตถุเจือปนต่างๆ ภายในงานวิฟ เอเชีย 2017 เราได้พบกับคู่ค้าทั้งจากยุโรป สหรัฐ และลูกค้าใหม่ๆ มากมายในภูมิภาคเอเชีย ผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่นิยมในประเทศไทย จะมุ่งเน้นไปที่อาหารสัตว์ที่เหมาะสำหรับสัตว์ปีก, สุกร, สัตว์น้ำและสัตว์เคี้ยวเอื้อง

ซึ่งเป็นอาหารที่มีคุณภาพและใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดส่งออกทั่วโลก ภายในงานยังมีการนำเสนอสารอาหารต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมให้อาหารสัตว์เล็กมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ HP 300 ซึ่งเป็นโปรตีนคุณภาพสูงที่ย่อยสลายได้ง่าย FF organic acids กรดอินทรีย์เพื่อการควบคุมคุณภาพอาหาร, Life booster อาหารเสริมภูมิคุมกันในสัตว์น้ำ ร่วมถึงยารักษาโรคสัตว์ ทางบริษัทก็นำวัคซีนที่ป้องกันเชื้อไมโคพลาสมา มานำเสนอลูกค้าภายในงานด้วย นอกจากนั้นทางบริษัทยังส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมแบ่งปันความรู้ผ่านงานสัมมนาในงานวิฟ เอเชีย อีกด้วย”

คุณ Wong Zhun Chea ยังให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดปศุสัตว์ในภูมิภาคเอเชียอีกว่า “อาหารสัตว์เป็นสิ่งที่ทางเจ้าของฟาร์มและผู้ประกอบการธุรกิจการเลี้ยงสัตว์จำเป็นที่จะต้องลงทุนเพิ่มมากขึ้น คุณภาพของอาหารสัตว์จะเป็นนโยบายที่นานาประเทศต่างให้ความสำคัญมากขึ้น ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ ภาคการเกษตรจะเกิดการลงทุนโดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในธุรกิจเพิ่มมากขึ้น มีการนำนวัตกรรมด้านพันธุกรรมมาปรับใช้เพื่อส่งเสริมการขยายพันธุ์สัตว์ การให้ความสำคัญกับสุขภาพสัตว์ ตลอดจนการป้องกันโรคในระดับฟาร์มโดยใช้ยาปฏิชีวนะและการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ”

แม้วิฟ เอเชียจะจบลง แต่ผู้ที่สนใจที่จะชมเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านปศุสัตว์ในระยะเวลาอันใกล้นี้ สามารถติดตามข่าวสารการจัดงานปศุสัตว์ในภูมิภาคอื่นๆ ได้ที่ : www.viv.net ขอเชิญผู้ที่สนใจพบกับงานวิฟ รัสเซีย งานแสดงเทคโนโลยีด้านปศุสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ในภูมิภาคยุโรป กำหนดจัดวันที่ 23-25 พฤษภาคม 2560 ณ International Crocus Exhibition Center กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย สนใจเข้าร่วมงานติดต่อ 02-670-0900

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผยดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนมีนาคม 2560 เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2559 ร้อยละ 29.90 จากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 20.11 และดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.15 คาดเมษายน 2560 รายได้ของเกษตรกรยังขยายตัวเพิ่มขึ้น

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาพรวมราคาสินค้าเกษตรซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนมีนาคม 2560 พบว่า เพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.15 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (มีนาคม 2559) โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากเข้าสู่ช่วงต้นยางผลัดใบทำให้ผลผลิตยางออกสู่ตลอดน้อยลง

ปาล์มน้ำมัน ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากตลาดยังมีความต้องการต่อเนื่อง กุ้งขาวแวนนาไม ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลกระทบต่อเนื่องจากปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ มันสำปะหลัง ราคาลดลงเนื่องจากผู้นำเข้าจากประเทศจีนชะลอการรับซื้อ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาลดลงเนื่องจากปริมาณข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ออกสู่ท้องตลาดเพิ่มขึ้น ไข่ไก่ ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตไข่ไก่ออกสู่ตลาดมาก ขณะที่ความต้องการบริโภคยังคงลดลงจากสถานศึกษาต่างๆ ปิดภาคเรียน

หากเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ภาพรวมดัชนีราคาลดลง ร้อยละ 2.14 สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ยางพารา ราคาลดลงเนื่องจากผู้ซื้อหรือผู้ประกอบการในประเทศวิตกกังวลเกี่ยวกับกระแสข่าวการระบายยางในสต๊อคของภาครัฐส่งผลทำให้ราคายางมีการปรับตัวลดลง ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากผู้ประกอบการชะลอการรับซื้อเพื่อรอผลผลิตฤดูกาลใหม่ สินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ไก่เนื้อ ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากอยู่ในช่วงเทศกาลเช็งเม้ง ส่งผลให้ราคารับซื้อไก่เนื้อหน้าโรงงานชำแหละเพิ่มขึ้น สำหรับในเดือนเมษายน 2560 ดัชนีราคาสินค้าเกษตรคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2559 สินค้าสำคัญที่ราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา อ้อยโรงงาน ไก่เนื้อ และกุ้งขาวแวนนาไม

เลขาธิการ สศก. กล่าวต่อไปว่า ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนมีนาคม 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.11 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (มีนาคม 2559) สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือก อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สุกร และกุ้งขาวแวนนาไม สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน

หากเปรียบเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ดัชนีผลผลิตลดลง ร้อยละ 5.99 สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ มันสำปะหลัง ยางพารา ไก่เนื้อ และสุกร สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนในเดือนเมษายน 2560 ดัชนีผลผลิตคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2559 โดยสินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือก อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพาราและกุ้งขาวแวนนาไม
ทั้งนี้ ในส่วนของภาพรวมดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนมีนาคม 2560 เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2559 ร้อยละ 29.90 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตและดัชนีราคาสินค้าเกษตรปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนเดือนเมษายน 2560 คาดว่ารายได้ของเกษตรกรจะขยายตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2559 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตและดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน

กองงาน “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ ในพระองค์ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ ศูนย์การเรียนรู้ชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน สวนพออยู่พอกิน บ้านมายิ้ม สำนักพิมพ์นาคา พันเอกกฤตพันธุ์ รักใคร่ หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 34 กองบัญชาการกองทัพไทย และ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ขอเชิญชวนชุมชนและผู้สนใจทั่วประเทศ สมัครเข้าร่วมโครงการฯ เพื่อร่วมแรงร่วมใจกันสืบสานแนวพระราชดำริ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ให้ยั่งยืนอยู่คู่กับประเทศไทยตราบนานเท่านาน โดยคณะทำงานมอบให้ ครูประทีป มายิ้ม หัวหน้าปราชญ์เกษตรหนึ่งใจ ประจำ กองงาน “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือ เกษตรกร” เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกชุมชนและผู้สนใจทั่วประเทศ เพื่อเป็น “เกษตรกรพี่เลี้ยง” ของ “สถานีพี่เลี้ยง” โครงการ “เกษตรหนึ่งใจ ให้พี่เลี้ยง” ซึ่งต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนทุกข้อ (8 ข้อ) ดังนี้

1) ทำกิจการ การเกษตรแบบผสมผสานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งประกอบด้วย
1.1 พืช
1.2 สัตว์น้ำ/ประมง และ
1.3 สัตว์กลุ่มนอกเหนือสัตว์น้ำ
จะต้องมีครบทุกรายการ (1.1-1.3) โดยชนิดและจำนวนของทั้งสามรายการ ต้องมีความเหมาะสมกับพื้นที่ที่ระบุ และผลผลิตคือมูลสัตว์จากข้อ 1.3 จะต้องเพียงพอต่อการใช้ในพื้นที่ที่ระบุนั้น หากในอนาคตที่ข้อมูลทั้ง 3 รายการเปลี่ยนแปลง อาทิ ไม่มีสัตว์ข้อ 1.3 จะต้องแจ้งให้โครงการฯ ทราบทันที และจะถือว่าหมดสภาพการเข้าร่วมโครงการ โครงการฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการยกเลิกการเข้าร่วมโครงการฯ

2) เป็นบุคคลที่มีจิตอาสาเป็นสาธารณะ ยินดีถ่ายทอดการศึกษาเรียนรู้ โดยถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก
3) มีจุดประสงค์ในการเข้าร่วมโครงการฯ เพื่อทำประโยชน์แก่สังคม และจะไม่ใช้โครงการฯ หรือ มูลนิธิฯ ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ตนเองหรือกิจการของตนเอง ไม่ว่าทางสื่อใดและในกรณีใดๆ ทั้งสิ้น โดยเด็ดขาด
4) ยินดีเปิดสถานที่ให้เรียนรู้ โดยไม่เรียกเก็บค่าเข้ามาเรียนรู้จากผู้เข้าเยี่ยมชม และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ
5) ต้องรวบรวมผลผลิตส่วนเกินจากเกษตรกรที่ขอเข้าร่วมโครงการ ในราคาที่เป็นธรรมตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อนำไปบริหารจัดการตลาดต่อไปได้
6) ต้องมีพื้นที่สำหรับการเกษตรกรรมประมาณ 1 ไร่ ขึ้นไป และมีการใช้รายละเอียดจากข้อ 1 สำหรับบริหารจัดการภายในพื้นที่นั้นได้อย่างเพียงพอ ตามแนวพระราชดำริ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
7) มีศักยภาพในการเป็นพี่เลี้ยง สามารถถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรที่ขอเข้าร่วมโครงการฯ ได้เป็นอย่างดี
8) เป็นบุคคลที่มีคุณธรรม จริยธรรม อันได้รับการยอมรับจากสังคม ไม่มีประวัติส่วนตัวเสื่อมเสีย และ ไม่มีประวัติในทางหลอกลวงหรือฉ้อโกงประชาชน

โดยครูประทีป มายิ้ม ผู้ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าปราชญ์เกษตรคนแรกของโครงการเกษตรหนึ่งใจฯ ประจำ กองงาน “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือ เกษตรกร”ฯ กล่าวว่า จะดำเนินการคัดเลือกชุมชนและเกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมโครงการ จากพื้นที่ตัวอย่างจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยยึดหลักเกณฑ์ 8 ข้อตามข้างต้นอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ได้เครือข่ายพี่เลี้ยงเกษตรหนึ่งใจ ที่มีคุณค่าเป็นที่ยอมรับ และ สามารถช่วยกันขับเคลื่อนสืบสานแนวพระราชดำริ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อช่วยกันยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทย ให้มีรายได้และดำรงชีวิตอย่างพอเพียง

“ข้าพเจ้ารู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นล้นพ้น ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น “หัวหน้าปราชญ์เกษตร หนึ่งใจ” ประจำกองงาน “หนึ่งใจ ช่วยเหลือเกษตรกร” โดยมูลนิธิมิราเคิล ออฟ ไลฟ์ ในพระองค์ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี โดยการเปิดศูนย์ต้นแบบ มอบเสื้อ มอบป้ายต่างๆ กับเกษตรกร “หนึ่งใจ ให้พี่เลี้ยง” อันเป็นเครือข่ายนำร่องของโครงการ ซึ่งข้าพเจ้าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด”

รศ. ดร. จุรีย์รัตน์ ลีสมิทธิ์ รองผู้อำนวยการ กองงาน “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือ เกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ได้มีโอกาสมาเที่ยวชม สวนพออยู่พอกิน บ้านมายิ้ม จังหวัดชลบุรี เมื่อปีที่แล้วตามคำแนะนำของเกษตรกรเครือข่ายกองงานฯ ซึ่งต้องการวิทยากรอบรมเรื่องการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง คณะทำงานฯ จึงได้เดินทางลงพื้นที่มาพบกับครูประทีป มายิ้ม ซึ่งในการมาเชิญครูประทีปเป็นวิทยากรเรื่องกุ้งก้ามแดงในครั้งนั้น ทำให้มีโอกาสได้รู้จักและซึมซับการทำงาน การดำรงตนของครูประทีปและสมาชิกครอบครัวมายิ้ม

การมีจิตสาธารณะ ความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และความมุ่งมั่นต่อการสืบสานแนวพระราชดำริ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของครูประทีปและครอบครัวมายิ้ม ซึ่งกองงานฯ เล็งเห็นว่า หากมีบุคคลเช่นครูประทีปนี้มากขึ้น จะส่งผลให้เกิดการยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยได้อย่างยั่งยืน ดังนั้นกองงานฯ จึงได้เรียนเชิญ ครูประทีป มายิ้ม เป็นหัวหน้าปราชญ์เกษตรหนึ่งใจ เพื่อเป็นต้นแบบในการทำงานและการดำรงตน เป็นผู้กำกับดูแลภายใต้ระบบพี่เลี้ยง โดยมีศูนย์การเรียนรู้ชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน สวนพออยู่พอกิน บ้านมายิ้ม เป็นศูนย์ต้นแบบ

ทางด้านนายอภิชาติ ศรีสอาด กรรมการผู้จัดการ สำนักพิมพ์นาคา กล่าวว่า โครงการเกษตรหนึ่งใจ ให้พี่เลี้ยง ในครั้งนี้ จะทำให้เกิดการพัฒนาทางอาชีพและสภาพสังคม เกิดการสร้างชุมชนและการสร้างคนแบบพี่สอนน้อง เครือข่ายศูนย์เกษตรหนึ่งใจ ที่สามารถน้อมนำการถ่ายทอดแนวพระราชดำริ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างถูกต้อง เช่นเดียวกับ ศูนย์การเรียนรู้ชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน สวนพออยู่พอกิน บ้านมายิ้ม ซึ่งเป็นศูนย์ต้นแบบ

ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ www.colourofwords.com หัวหน้าปราชญ์เกษตรหนึ่งใจ facebook Pratheep Mayim โทรศัพท์ 081 664 5561, 089 748 4944 หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ รศ. ดร. จุรีย์รัตน์ ลีสมิทธิ์ (อาจารย์แมว) คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม 73140 โทรศัพท์ 083 559 8448 (หมายเลขเจ้าหน้าที่กองงานฯ) อีเมล์ molku@ku.ac.th ไลน์ ไอดี microku หรือ ajmaew

“เลี้ยงกุ้งก้ามแดงอย่าปั่นกระแส” สมาคมการค้ากุ้งก้ามแดง ด่วน!!!

เรื่อง ข้อกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์กุ้งก้ามแดงภายใต้การสร้างกลุ่มธุรกิจ
สมาคมการค้ากุ้งก้ามแดง ได้จัดตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือสังคม ในการสนับสนุนเชิงวิชาการ การสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งสำหรับการสนับสนุนเกษตรกรผู้สนใจเลี้ยงกุ้งก้ามแดงโดยทั่วไป โดยมุ่งเน้นการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงแบบยั่งยืน เพื่อให้เกิดการสร้างงานและรายได้แก่เกษตรกร และในปัจจุบันพบว่ามีกลุ่มผู้สนใจเลี้ยงกุ้งก้ามแดงจำนวนมาก

ได้ทำการรวมกลุ่มกันขึ้นในการช่วยเหลือและเป็นเครือข่ายสำหรับการแบ่งปันประสบการณ์ในการเลี้ยงและเพื่อร่วมกันในทางการค้าในอันที่จะนำมาสู่การมีตลาดกุ้งก้ามแดงที่ยั่งยืน แต่เนื่องจากกระแสการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดงในประเทศไทยในระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมา ค่อนข้างแรงและเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายภายในระยะเวลาอันสั้น จนทำให้เกิดข้อกังวลและข้อสังเกตถึงปัญหาที่อาจจะตามมาจากกระแสนิยมดังกล่าวนี้ ดังนั้น สมาคมการค้ากุ้งก้ามแดง ในฐานะเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีหน้าที่บริการสังคมและไม่หวังผลกำไรใดๆเกี่ยวกับกุ้งก้ามแดง จึงขอออกแถลงการณ์และเสนอแนะไปยังกลุ่มบุคคลทั่วไปที่สนใจเลี้ยงกุ้งก้ามแดง เพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร ดังนี้

สมาคมการค้ากุ้งก้ามแดง ขอสนับสนุนเกษตรกรและกลุ่มเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดงอื่นๆ ในการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง และสนับสนุนการขึ้นทะเบียนตามประกาศของกรมประมงหรือประกาศของทางราชการ เพื่อเป็นข้อมูลในอันที่จะนำมาสู่การสนับสนุนโดยภาครัฐต่อไป หรือ เพื่อให้เกษตรกรได้มีมาตรฐานในการเพาะเลี้ยง อันเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม และเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่มาตรฐานการส่งออกต่อไป
สมาคมการค้ากุ้งก้ามแดง ไม่มีนโยบายเก็บเงินค่าสมัครสมาชิกในราคาที่สูงเพื่อนำมาใช้ในการทำธุรกิจแสวงหากำไรและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับกลุ่มอื่นที่ได้ทำการเรียกเก็บเงินค่าสมัครสมาชิกในราคาสูง อันเป็นราคาที่อาจสร้างความยากลำบากให้แก่เกษตรกรในการสมัครสมาชิกและอาจก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงและความเสียหายที่จะเกิดกับเงินดังกล่าว

ขอเรียกร้องให้กลุ่มกุ้งก้ามแดงอื่นๆ เห็นใจเกษตรกรที่มีความสนใจในการรวมกลุ่ม โดยขอให้ท่านเรียกเก็บค่าสมัครสมาชิกและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในราคาไม่แพงและเท่าที่จำเป็นเพื่อเป็นการสนับสนุนการสร้างเครือข่ายที่กว้างขวางและมั่นคงให้แก่เกษตรกร

ขอให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดงพิจารณาและใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งก่อนตกลงทำสัญญาใดๆ เกี่ยวกับธุรกิจกุ้งก้ามแดง โดยให้พิจารณาถึงรายละเอียดและเงื่อนไข รวมทั้งความคุ้มค่า และความเสี่ยง ในการเข้าร่วมกับกลุ่มใดๆ อันจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง รวมทั้งกลไกราคาตลาดที่อาจถูกบิดเบือนหรือปั่นกระแสจากกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม รวมทั้งพิจารณาถึงโอกาสที่จะเป็นไปได้จริงของการทำตามวัตถุประสงค์หรือคำประกาศ คำมั่นสัญญาของแต่ละกลุ่ม ว่าหากไม่เป็นไปตามสัญญาแล้วเกษตรกรจะสามารถเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายได้หรือไม่ และเพียงใด

เปิดงานแล้ววันนี้ (15 มี.ค. 60)…เปิดพร้อมกันทีเดียว 3 งาน คือ งานฮอร์ติ เอเชีย 2017 งานอะกริเทคนิก้า เอเชีย 2017 และงานวิฟ เอเชีย 2017 ยิ่งใหญ่สมรอคอยและผู้คนก็มากันล้นหลามจริงๆ

ผมไม่ขอพูดถึงบรรยากาศการเปิดงาน…รวมทั้งจุดเด่นของงานว่ามีอะไรให้ชมบ้าง เพราะได้พูดผ่านช่องทางตรงนี้ไปบ้างแล้ว…แต่อยากจะพูดถึงในเรื่องเบาๆ นั่นก็คือ ดอกทิวลิปของชาวเนเธอร์แลนด์ที่ได้นำมาโชว์ในงานฮอร์ติ เอเชีย รวมทั้งดอกไม้ชนิดอื่นๆ ซึ่งสวยงามน่าชมมากๆ

อันว่าดอกทิวลิปหรือว่าไม้ดอกเป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญของเนเธอร์แลนด์ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ส่งออกหัวหรือหน่อดอกไม้รายใหญ่ที่สุดของโลก โดยเฉพาะหัวดอกทิวลิป ที่มีหลากหลายสายพันธุ์หลากหลายสี รวมทั้งไม้ดอกชนิดอื่นๆ เช่น ลิลลี่, แดฟโฟดิล, ไฮยาซินธ์, และแกลดิโอลัส

เบื้องหลังความสำเร็จของการส่งออกหัวดอกทิวลิปมาจากการวิจัยพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง ว่ากันว่าก่อนที่จะกลายมาเป็นดอกไม้ประจำชาติเนเธอร์แลนด์นั้น ดอกทิวลิปมีต้นกำเนิดที่ประเทศตุรกี เป็นดอกไม้ป่า ที่ขึ้นเองในธรรมชาติ สมัยโบราณเจ้าหน้าที่ตุรกีได้นำดอกทิวลิป มามอบให้กับทูตเวียนนา เพื่อไปปลูกยังประเทศออสเตรีย แต่มีคนสวนชาวเนเธอร์แลนด์นำกลับมาปลูก และเพาะพันธุ์ และผสมพันธุ์ใหม่จนเกิดเป็นหลากหลายสี และหลายพันธุ์ โดยรัฐบาลให้การสนับสนุน และในที่สุดก็ได้กลายเป็นสินค้าส่งออกทีสำคัญมาจนทุกวันนี้

ดอกทิวลิปที่นำมาโชว์ในงานครั้งนี้ มีหลากหลายสีสัน ซึ่งแต่ละสีได้ให้คุณค่าและความหมายที่ต่างกัน (อันนี้ฟังมาและมาค้นข้อมูลเพิ่มเติมอีกที) เช่น

ดอกทิวลิปสีแดง หมายถึง ความมั่นคงในความรัก ความจริงจังและจริงใจของผู้ให้ ความซื่อสัตย์และรักอย่างหมดหัวใจ
ดอกทิวลิปสีชมพู หมายถึง ความสดใส ความสุขสมหวัง ความรักที่ลึกซึ้ง และความคิดถึง
ดอกทิวลิปสีเหลือง หมายถึง เป็นสัญลักษณ์แห่งความผิดหวัง
ดอกทิวลิปสีขาว หมายถึง ฉันเสียสละทุกอย่างได้เพื่อคุณ รักที่ไม่หวังผลตอบแทน
ดอกทิวลิปสีม่วง หมายถึง ความซื่อสัตย์ ความมั่นคง
ดอกทิวลิปสีส้ม หมายถึง ความรักที่ปกปิดซ่อนเร้น ความรู้สึกว้าวุ่น และอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความอ่อนไหว ฯลฯ

นอกจากความหมายของดอกทิวลิปที่เจ้าหน้าที่ได้ให้ข้อมูล ยังได้รู้ถึงเรื่องการปลูกในหลากหลายรูปแบบ เช่น ปลูกลงดิน ปลูกในกระบะ ปลูกในกระถาง และยังมีปลูกในน้ำ โดยเฉพาะการปลูกในน้ำได้ปลูกในแจกันแก้วใสทำให้เห็นระบบราก ซึ่งเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่าเป็นการปลูกที่ง่ายที่สุด…น้ำที่เห็นนั้นเป็นน้ำเปล่าไม่ต้องผสมสารอะไรเลย แต่อย่าใส่น้ำให้มาก แค่ให้รากดูดถึง และคอยเติมน้ำเมื่อน้ำแห้ง…ไม่นานก็จะออกดอก โดยที่หัวของทิวลิปจะมีสารอาหารอยู่แล้ว

แต่การปลูกแบบในแจกันที่ใช้น้ำหล่อเลี้ยงนั้น เพื่อต้องการสื่อให้เห็นว่าเป็นดอกไม้ที่ปลูกง่าย นำมาประดับบนโต๊ะทำงานได้ แต่ก็ไม่ใช่วิธีแนะนำเพราะว่าพอออกดอกครั้งหนึ่งหัวอันนั้นก็จะหมดสภาพ ไม่สามารถขยายหรือแตกหน่อใหม่ได้

ที่พูดนี้ก็ไม่ได้เชียร์ให้ไปซื้อหัวดอกทิวลิปมาปลูก แต่จากข้อมูลที่ได้รับก็ทำให้เห็นว่า แค่ทิวลิปต้นเดียวที่ไม่ใช่ไม้ดอกที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศตนเอง ยังสามารถทำให้ไม้ดอกชนิดนี้มีมูลค่ามีราคาขึ้นมาก็เพราะงานวิจัยพัฒนา…บ้านเราได้ชื่อว่าเป็นประเทศเขตร้อนที่มีพันธุ์พืชพันธุ์ดอกไม้มากมาย เราจะพัฒนาตัวไหนให้อวดชาวโลกได้บ้าง

อนึ่ง งานฮอร์ติเอเชีย 2017 จัดที่ไบเทค บางนา มีให้ชมแค่ 3 วันคือถึงศุกร์ที่ 17 มีนาคม 2560 รวมทั้งงานอื่นๆ อีก 2 งานพลาดไม่ได้จริงๆครับ (ทราบมาว่างานฮอร์ติเอเชีย จัดครั้งต่อไปที่ประเทศจีน ซึ่งเมื่อบ่ายวันนี้ก็ได้มีการแถลงข่าวที่ประเทศไทยไปแล้วครับ)

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ร่วมทีมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ศัตรูมะพร้าวระบาดของรองนายกรัฐมนตรี ณ อำเภอสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี รับฟังปัญหา ข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตมะพร้าวในจังหวัดโดยตรง เร่งเฟ้นหามาตรการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรคและแมลงศัตรูมะพร้าว พร้อมบูรณาการร่วมแบบประชารัฐ เพื่อรณรงค์ป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวอย่างยั่งยืน

นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการร่วมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ศัตรูมะพร้าวระบาดของรองนายกรัฐมนตรี (พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง) ในพื้นที่อำเภอสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี วันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อรับฟังปัญหาข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตมะพร้าวในจังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยตรง ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มีดำริให้ส่งเสริมการผลิตในประเทศเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ และจะได้นำข้อมูลดังกล่าวนี้ไปประกอบการกำหนดแนวทางป้องกัน ปราบปรามและการพัฒนาการผลิตมะพร้าว

จากสถานการณ์การระบาดของศัตรูมะพร้าว คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช (มีพลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรับมนตรี เป็นประธาน และ สศก. เป็นฝ่ายเลขานุการ) ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาการผลิตมะพร้าว เพื่อส่งเสริมการผลิตมะพร้าว รวมทั้งหามาตรการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรคและแมลงศัตรูมะพร้าวอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร สร้างอาชีพและรายได้ไห้แก่เกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกษตรกรและภาคเอกชน ได้มีการบูรณาการทั้งด้านงบประมาณ และบุคลากรรูปแบบประชารัฐ ในการร่วมกันรณรงค์ในการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว

ปัจจุบันพื้นที่ปลูกมะพร้าวของประเทศมีแนวโน้มลดลง ทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดต้นมะพร้าว ร้อยละ 60 มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป เกษตรกรขาดการดูแลรักษา ตลอดจนเกิดปัญหาแมลงศัตรูมะพร้าวระบาด เช่น แมลงดำหนาม หนอนหัวดำ และด้วงแรด ทำให้ผลผลิตลดลง โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย ซึ่งปัญหาศัตรูมะพร้าวเข้าทำลายต้นมะพร้าว โดยเฉพาะแมลงดำหนามและหนอนหัวดำนั้น ไม่ใช่สายพันธุ์ท้องถิ่น มีการระบาดและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตมะพร้าวของไทย ทำให้ผลผลิตมะพร้าวของไทยลดลง และไม่สามารถสนองความต้องการของตลาดได้เพียงพอ จึงต้องมีการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศ ซึ่งมีคุณภาพไม่ทัดเทียมกับมะพร้าวไทยเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมะพร้าวและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เศรษฐกิจภาพรวมได้รับผลกระทบตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของระบบการระบาดศัตรูพืชที่สำคัญ กรมส่งเสริมการเกษตร ระหว่าง 22 – 28 กุมภาพันธ์ 2560 พบว่า มีการระบาดของศัตรูมะพร้าวในจังหวัดสุราษฎร์ธานีทั้งหมด 8,799 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 5.35 ของเนื้อที่ปลูกมะพร้าวในจังหวัด ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีมาตรการ 3 ด้าน คือ มาตรการกำจัดการระบาดในพื้นที่ ดำเนินการจัดการศัตรูมะพร้าวแบบผสมผสาน มาตรการควบคุม โดยเฝ้าระวังพื้นที่ที่มีเขตติดต่อกับพื้นที่ที่มีการระบาด และมาตรการถ่ายทอดความรู้ เช่น การจัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) การจัดทำแปลงเรียนรู้การจัดการศัตรูมะพร้าว ตลอดจนการรณรงค์ให้ความรู้ เป็นต้น

ทั้งนี้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีครัวเรือนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว จำนวน 144,748 ครัวเรือน มีพื้นที่ทำการเกษตร จำนวน 4,263,938 ไร่ มีพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล โดยมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวเป็นลำดับ 3 ของประเทศ รองจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร โดยในส่วนของพื้นที่ปลูกมะพร้าว มีจำนวน 164,349.83 ไร่ เกษตรกร 14,131 ครัวเรือน ปลูกมากที่อำเภอเกาะสมุย 66,132 ไร่ รองลงมาอำเภอเกาะพะงัน 63,759 ไร่ และอำเภอเมือง 17,487 ไร่ ซึ่งทั้ง 3 อำเภอดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีทัศนียภาพมะพร้าวเป็นองค์ประกอบในแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักของชาวไทยและต่างประเทศ

กรมพัฒนาที่ดิน ร่วมขับเคลื่อนโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ พร้อมเป็นที่ปรึกษาด้านการปรับปรุงบำรุงดินและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการพัฒนาที่ดินให้กับเกษตรกร

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการ “5ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเผยแพร่พระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยตลอดเป็นการเผยแพร่แนวพระราชดำริหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ไปสู่สาธารณชน โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจาก 882 อำเภอ รวม 70,000 ราย น้อมนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับใช้ในการพัฒนาพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสมให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่การเกษตร มุ่งหวังจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ อันเกิดจากการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชน

สร้างอาชีพอย่างเหมาะสมกับทรัพยากรและปัจจัยการผลิตที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับแนวทางการดำเนินงานเดือนมีนาคม 2560 จะเริ่มต้นจากเกษตรกรกลุ่มแรกที่มีความพร้อมมาก จำนวน 21,000 ราย โดยเริ่มขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนที่วางไว้แล้ว แบ่งการดำเนินงานเป็น 5 กิจกรรม ได้แก่ (1) จัดการพบปะ 5 ประสานในพื้นที่ ทั้งในระดับตำบล /อำเภอ และระดับอำเภอ/จังหวัด (2) ปรับแนวคิด เปลี่ยนวิธีทำ สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เกษตรกร (3) จัดทำแผนการผลิตและสนับสนุนปัจจัยการผลิต (4) เกษตรกรลงมือทำตามแผนการผลิตในแปลงตนเอง และ (5) การรายงานผลความก้าวหน้าพร้อมทั้งเตรียมการดำเนินการในระยะต่อไป

ในส่วนของกรมพัฒนาที่ดินได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยการให้คำแนะนำเป็นที่ปรึกษา ติดตามต่อเนื่อง ดำเนินการสาธิตการปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่ของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฏีใหม่ เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะสมในการเพาะปลูกพืช พร้อมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการพัฒนาที่ดินให้กับเกษตรกรเพื่อลดต้นทุนในการผลิต

สนับสนุนปัจจัยการผลิต การทำปุ๋ยหมักสูตรพระราชทานจากสารเร่ง พด.1 ให้เกษตรกรสามารถผลิตเองและใช้เองในพื้นที่การเกษตร การทำน้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 การทำสารขับไล่แมลงศัตรูพืชจากพด.7 พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ในการผลิต ได้แก่ ถังหมัก กากน้ำตาล รวมถึงการฝึกอบรมวิธีการทำน้ำหมักชีวภาพโดยใช้เศษวัสดุต่างๆ ในพื้นที่ การส่งเสริมการปรับปรุงพื้นที่ดินกรด ดินเปรี้ยว

โดยวัสดุปูนเพื่อการเกษตร (โดโลไมท์) ให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อช่วยปรับสภาพความเป็นกรดของดิน และให้เกิดความสมดุลของธาตุอาหารต่างๆ ในดิน ร่วมส่งเสริมให้เกษตรกรดำเนินกิจกรรมการผลิตที่ง่ายและหลากหลาย เน้นกิจกรรมที่เกิดการเกื้อกูลกันตามศักยภาพฐานะ ตลอดทั้งวางแผนการตลาด ติดตามเยี่ยมเยียน ให้กำลังใจ ประเมินผลความสำเร็จ เพื่อนำไปปรับแผนปฏิบัติงานให้เหมาะสมในเกษตรกรแต่ละราย ตลอดทั้งประเมินความยั่งยืน เพื่อปรับแนวปฏิบัติให้เกษตรกรสามารถขับเคลื่อนไปด้วยตนเองได้ในระยะยาวต่อไป โดยมุ่งมั่นที่จะบูรณาการดำเนินงานร่วมกับเกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ประสบผลสำเร็จและมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตอบรับนโยบาย THAILAND 4.0 โดยร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (NECTEC สวทช.) ใช้เทคโนโลยี What 2 Grow เพื่อพัฒนาระบบการจัดทำแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ (Agri-Map Online)

โดยให้บริการผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งนักบริหาร, เจ้าหน้าที่, เกษตรกร และผู้สนใจ สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการสินค้าเกษตรให้สอดคล้องตามสภาพพื้นที่ สถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้ง ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทำการวิเคราะห์พื้นที่ที่มีความเสี่ยง พบว่า พื้นที่ในเขตชลประทานไม่มีความเสี่ยงแต่พื้นที่นอกเขตชลประทานมีความเสี่ยง 34 จังหวัด 105 อำเภอ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ตอนกลางของประเทศ พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเกษตรกรสามารถนำ Agri-Map Online มาเป็นตัวช่วยในการวางแผนการผลิตสินค้าเกษตรในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ (Agri-Map Online) เป็นการบูรณาการข้อมูลพื้นฐานเชิงพื้นที่ด้านการเกษตรจากทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ข้อมูลทรัพยากรพื้นฐานการผลิต (ดิน น้ำ พืช) ข้อมูลด้านการตลาด ข้อมูลเกษตรกร และเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งข้อมูลต่างๆเหล่านี้จะมีการปรับปรุงแก้ไข และเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา (Adaptive Data) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่สามารถนำไปใช้แนะนำแก่เกษตรกรในการวางแผนด้านการผลิตสินค้าเกษตรภายในแต่ละจังหวัด ทำให้สามารถบริหารจัดการสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับสภาพความเหมาะสมของปัจจัยการผลิตและความต้องการของตลาดในพื้นที่ได้อย่างดี

นอกจากนี้ แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ ยังสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจให้ตรงตามศักยภาพของพื้นที่ (Zoning) เช่นการสร้างความเข้าใจในเรื่องของการพัฒนา เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินก่อนนำนาในรอบต่อไป พร้อมการปลูกพืช ตระกูลถั่วเพื่อสะสมอินทรียวัตถุไว้ในดิน ทำให้โครงสร้างของดินดีโปร่งร่วนซุย หลังจากนั้นจึงสามารถปลูกพืช เศรษฐกิจได้ตามความเหมาะสม ซึ่งเป็นทางหนึ่งในการช่วยลดต้นทุนในการผลิตทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถให้บริการข้อมูลเชิงพื้นที่ในรูปแบบของแผนที่ที่ทันสมัย มีข้อมูลที่ถูกต้อง ใช้งานได้สะดวก รวดเร็วผ่านระบบอินเตอร์เน็ต โดย Agri-Map Online จะเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาไปสู่การเป็น SMART OFFICER และ SMART FARMER ได้อย่างแน่นอน

ผมขึ้นต้นด้วยบทเพลงลูกทุ่งยอดฮิตในอดีต เพลงนี้ชื่อ “รักกับพี่ดีแน่” ขับร้องโดย ดำ แดนสุพรรณ นักร้องลูกทุ่งเสียงดีชาวอู่ทอง ซึ่งเป็นเพลงที่แต่งโดย กานท์ การุณวงศ์ เมื่อปี 2511 แต่ยังใช้ได้ดีกับเหตุการณ์ปัจจุบัน

ใช่ว่าอยู่ๆ ผมจะนึกถึงเพลงนี้ขึ้นมาได้ หากแต่นายสัตวแพทย์ธนิตย์ เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เป็นผู้เริ่มต้นขึ้นมาในระหว่างบรรยายเรื่อง นโยบายของกระทรวงเกษตรฯ เกี่ยวกับการขับเคลื่อนของคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎหมายด้านการเกษตรและระบบการตรวจสอบคุณภาพสินค้าเกษตรฯ…ให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงานตาม พระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ของกรมการข้าว ณ โรงแรมท็อปแลนด์ จังหวัดพิษณุโลก

คำว่า “พนักงานเจ้าหน้าที่ฯ” ข้างต้น เรียกให้เข้าใจง่ายๆก็คือ “สารวัตรข้าว” คำว่าสารวัตรข้าวมีบทบทหน้าที่เหมือนสารวัตรตำรวจหรือไม่ ให้ตามผมมาจะเล่าสู่กันฟังครับ

การบรรยายวันนี้ รองปลัดกระทรวงเกษตรไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรมาก เป็นกันเอง เรียบง่าย เน้นความรู้ความเข้าใจเป็นด้านหลัก

“ปี 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดให้เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร จึงมีความสอดคล้องต้องกันที่จะต้องควบคุมปัจจัยการผลิตและกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามเกณฑ์หรือมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเมล็ดพันธุ์ข้าวถือเป็นหนึ่งในปัจจัยการผลิตที่สำคัญ เราจะต้องสร้างความเชื่อมั่นในด้านมาตรฐาน คุณภาพ และความปลอดภัยของกระบวนการผลิตและการค้าเมล็ดพันธุ์ข้าวในตลาดเมล็ดพันธุ์ให้เกิดขึ้น” รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

หลังจากนั้น ได้นำ “สารวัตรข้าว” ตลอดจนสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจร้านผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวในทันที

แต่ช้าก่อน… “สารวัตรข้าว มีบทบาทหน้าที่และภารกิจอย่างไร” ทางคุณประสงค์ ทองพันธ์ ผู้อำนวยการกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ กรมการข้าว หรือ “ผู้อำนวยการสารวัตรข้าว” ซึ่งเป็นแม่งานใหญ่ในครั้งนี้ ได้อธิบายให้ฟังว่า ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติขึ้นโดยมีเจตนารมณ์ที่จะให้เกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดีอย่างทั่วถึง

“จำเป็นที่จะต้องมีพนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเมล็ดพันธุ์ข้าว ดำเนินการตรวจติดตาม ควบคุม กำกับ ดูแล และตรวจสอบสถานประกอบธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าว ทั้งสถานที่รวบรวมเมล็ดพันธุ์ควบคุมเพื่อการค้ากว่า 500 แห่ง และร้านขายเมล็ดพันธุ์ควบคุมกว่า 18,000 แห่ง ให้ดำเนินกิจการสอดคล้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืชฯ”

“สารวัตรข้าวมีบทบาทหน้าที่คล้ายตำรวจ แม้ไม่สามารถจับกุมได้ แต่สามารถส่งเรื่องดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดและฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติพันธุ์พืชฯ ตามกระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุดได้” ผู้อำนวยการสารวัตรข้าว กล่าว

จุดแรก ที่ลงพื้นที่ตรวจสอบคือ ที่บริษัท คูโบต้าทั่งทองพิจิตร จำกัด โดยจุดนี้ทาง นายสัตวแพทย์ธนิตย์ เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรนำทีมไปด้วยตนเอง จะว่าไปตรวจสอบก็ไม่เชิง แต่เป็นเหมือนโมเดลเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนเสียมากกว่า ว่าการตรวจสอบต้องมีขั้นตอนและวิธีปฏิบัติอย่างไรบ้าง

ไปถึงก็มี คุณบุญเลิศ ทั่งทอง และคุณนิกร ทั่งทอง ทายาทเจ้าของคูโบต้าทั่งทองเป็นผู้ให้การต้อนรับ ซึ่งได้เล่าให้ฟังว่าธุรกิจหลักของบริษัท คือเป็นตัวแทนจำหน่ายจักรกลเกษตรของสยามคูโบต้า ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ก็คือเกษตรกรชาวนา ต่อมาได้เห็นว่าการผลิตข้าวจำเป็นที่จะต้องมีเมล็ดพันธุ์ที่ดี

“เราต้องการให้ชาวนาเพิ่มผลผลิตด้วยการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดี เราจึงได้ขยายธุรกิจจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวขึ้นมารองรับ โดยมีเมล็ดพันธุ์ข้าวจำหน่ายทั้งหมด 10 สายพันธุ์”

เมล็ดพันธุ์ข้าวของที่นี้ใช้ชื่อแบรนด์ว่า “ช้างทองพันธุ์ดี” ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จมียอดขายเติบโตขึ้นทุกปี หลังจากที่คุณนิกร ได้นำเยี่ยมชมขั้นตอนการผลิตหรือการคัดสรรเมล็ดพันธุ์ข้าวว่ามีคุณภาพอย่างไร ใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยอย่างไร เสร็จสรรพก็ถึงคราวที่สารวัตรข้าวทำหน้าที่บ้าง

เริ่มจากการขอตรวจสอบใบอนุญาตค้าขายเมล็ดพันธุ์ข้าว ดูว่าหมดอายุหรือยัง ออกให้ถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งใบประกอบการค้าของกระทรวงพาณิชย์ และใบรับรองมาตรฐาน Q seed ซึ่งปรากฏว่ามีอย่างถูกต้องทุกประการ

จากนั้นสารวัตรข้าวได้ทำการเจาะสุ่มตัวอย่างเมล็ดพันธุ์ข้าวที่บรรจุอยู่ในกระสอบพร้อมจำหน่าย นำตัวอย่างมากระสอบละนิดหน่อย ทำการชั่งให้ได้ 500 กรัม และนำไปสีกับโรงสีขนาดเล็กที่เป็นหนึ่งในเครื่องมือตรวจสอบ เมื่อสีเสร็จก็นำมาแผ่กระจายเพื่อตรวจหาข้าวแดงหรือข้าววัชพืช ปรากฏว่าพบข้าวแดง 1 เมล็ด ซึ่งตามที่กฎหมายกำหนดนั้นเมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือก 500 กรัม จะมีข้าวแดงได้ไม่เกิน 10 เมล็ด หรือ 1 กิโลกรัม ไม่เกิน 20 เมล็ดนั่นเอง

“ร้านนี้ถือว่าเข้าเกณฑ์มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด” สารวัตรข้าวบอกถึงผลการตรวจสอบและบอกต่อว่า “แต่ยังไม่จบแค่นี้….เราจะต้องนำไปเข้าห้องแล็ปเพื่อตรวจสอบว่ามีเมล็ดข้าวพันธุ์อื่นปนหรือไม่ ซึ่งจะต้องไม่เกิน 20 เมล็ดของน้ำหนักเมล็ดข้าวเปลือก 500 กรัม รวมทั้งจะต้องไปตรวจสอบความงอก ซึ่งจะต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80”

ผ่านการตรวจสอบในจุดแรกไปด้วยความราบรื่น…ทั้งสารวัตรข้าว ทั้งสื่อมวลชน รวมทั้งเจ้าของร้านขายเมล็ดพันธุ์ข้าว ต่างเข้าใจตรงกันก็อำลาจาก จุดที่สอง เป็นที่อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ชื่อร้าน “วังเป็ดเกษตรยนต์” ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวตรา “ฟาร์มเมอร์ ไรซ์ โกลด์” เจ้าของชื่อคุณเชาว์ ยาประเสริฐ…พอไปถึงเจ้าของร้านตกใจเล็กน้อย เพราะคิดว่าตนเองทำอะไรผิดหรือไม่ เพราะจู่ๆก็มีเจ้าหน้าที่ใส่เสื้อสี้น้ำตาลมีโลโก้ “สารวัตรข้าว” ที่แขนขวามาแสดงตัว

สังเกตดูที่แขนเสื้อมีโลโก้ “สารวัตรข้าว”

“สวัสดีครับ กระผมนายประสงค์ ทองพันธ์ ขอนำทีมสารวัตรข้าวเข้าทำการตรวจสอบร้านค้าของท่าน พร้อมกับนำสื่อมวลชนมารายงานข่าวด้วยครับ” ผู้อำนวยการสารวัตรข้าว พูดพลางก็ชักบัตรแสดงตัว ทำเอาเจ้าของร้านค่อยใจชื้นขึ้นมาบ้าง เพราะว่าร้านนี้มาตรวจสอบโดยมิได้แจ้งล่วงหน้า ซึ่งเป็นเหมือนสถานการณ์จริง

เริ่มต้นการตรวจสอบจากการถามหาใบอนุญาต ซึ่งที่ร้านนี้ติดโชว์ไว้ข้างผนังห้อง (ต้องแสดงใบอนุญาตในที่เปิดเผย เห็นได้ง่ายภายในอาคาร) แต่ก็ขอให้นำลงมาดูว่าหมดอายุหรือยัง และไม่เพียงแต่ควบคุมให้เป็นไปตามข้อกำหนด แต่ยังได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการนำสัญลักษณ์ตัว Q seed มาติดไว้ให้ชัดเจนเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า พอผ่านขั้นตอนนี้ก็ขอสุ่มตัวอย่างเมล็ดพันธุ์ข้าวเหมือนกับจุดแรก ซึ่งก็ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน และขอเข้าไปดูสถานที่เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งวางเรียงรายพร้อมจำหน่ายนับพันกระสอบ โดยที่ข้างกระสอบก็มีการติดฉลากติดยี่ห้อ รวมทั้งรายละเอียดต่างๆอย่างชัดเจน (ฉลากภาษาไทย ที่ภาชนะบรรจุ ต้องมีข้อความต่างๆครบถ้วน)

“ที่นี่เราเข้มงวดเรื่องมาตรฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวตามเกณฑ์กำหนดทุกอย่าง ซึ่งก็มีสารวัตรข้าวมาตรวจสอบหลายครั้งแล้ว” เจ้าของร้านบอกกับสื่อมวลชน

จุดที่สาม เป็นร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งไม่ได้เป็นผู้ผลิต แต่เป็นตัวแทนจำหน่ายของหลายแบรนด์ เจ้าของร้านชื่อคุณนพรัตน์ มงคลไตรภพ เป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ โดยทำงานคู่กับคุณชาญ เพิ่มพล ซึ่งเป็นคุณพ่อ ได้เล่าให้ฟังว่า เปิดร้านขายเมล็ดพันธุ์ข้าวมาหลายปีแล้ว ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของสถานประกอบการค้าทุกประการ เช่น มีป้ายร้านค้า มีใบอนุญาตต่างๆ โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมายอมรับว่าเป็นธุรกิจที่ไปได้ดีมากๆ เพิ่งมาปีหลังๆที่ซบเซาลงบ้าง เพราะราคาข้าวตกต่ำ จึงทำให้เกษตรกรชาวนาทำเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกเอง

“แต่อย่างไรก็ดีผมก็คิดว่าชาวนาก็ต้องปลูกข้าวและการปลูกข้าวจะทำแบบเดิมๆไม่ได้ หากเข้าสู่ระบบการค้า จะต้องใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ ซึ่งก็หวังว่าอนาคตข้าวไทยจะกลับมาได้รับความนิยมเช่นเดิม” เจ้าของร้านที่เป็นคนหนุ่มให้ความเห็นกับผมก่อนที่จะขึ้นรถ

ระหว่างการเดินทางกลับ ผมได้รับคำอธิบายเพิ่มเติมจากคุณประสงค์ ทองพันธ์ ผู้อำนวยการ “สารวัตรข้าว” ซึ่งขอตัวมาขึ้นรถสื่อมวลชนในคันที่ผมนั่ง และมีคุณทรรศนะ ลาภรวย ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว นั่งอยู่ก่อนแล้ว ก็ทำให้ได้รับทราบว่า สารวัตรข้าวจะเป็นเจ้าหน้าที่ประจำตามศูนย์วิจัยข้าวจังหวัดต่างๆ ซึ่งมีจำนวน 3 คนต่อศูนย์ รวมทั้งหมดประมาณ 180 คน ซึ่งอาจจะมีจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย แต่ในการทำงานจะสนธิกำลังกัน โดยเฉพาะการตรวจสอบร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่ต่างๆทางร้านอาจคุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ในพื้นที่นั้นๆ จึงต้องใช้สารวัตรข้าวจากพื้นที่อื่นๆมาร่วมกันตรวจสอบ

“ภารกิจของเราชัดเจนมาก…หัวใจของเราคือเกษตรกรชาวนา เราต้องการให้เขาได้รับเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดี ถ้าการผลิตข้าวมีมาตรฐานตั้งแต่เริ่มต้นคือพันธุ์ข้าวดี ถูกต้องตามสายพันธุ์ ก็จะได้คุณภาพข้าวดี” ผู้อำนวยการสารวัตรข้าว กล่าวย้ำ

ในขณะที่คุณทรรศนะ ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่าคนไทยทำนามาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย เรามีการพัฒนาพันธุ์ข้าวเรื่อยมา โดยเฉพาะงานวิจัยพันธุ์ข้าวใหม่ๆของเราก้าวหน้ากว่าใครในภูมิภาคนี้ แต่ทำไมชาวนาของเราจึงยังยากจน ภารกิจหน้าที่ของเราจึงท้าทายและยิ่งใหญ่มาก

“ทำอย่างไรให้ชาวนาของเรารวย หรืออย่างน้อยๆก็ให้ลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้บ้าง” สิ้นเสียงนี้ทุกคนในรถพยักหน้า….ผมและเพื่อนๆสื่อมวลชนเกษตรฯ ที่วันนี้มาด้วยกันนับสิบชีวิตก็มีความคิดเห็นไม่ต่างกันเลยครับ

เช้าวันที่ 31 มีนาคม 2560 ณ ห้องแคทลียา โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ คับคั่งไปด้วยผู้คนในวงการเกษตร ตั้งแต่เกษตรกรไปจนถึงข้าราชการระดับสูง เพราะว่ามีเสวนาวิชาการ เรื่อง “การเกษตรไทย ต้องพึ่งพาสารเคมีกำจัดศัตรูพืช จริงหรือ?” โดยผู้จัดคือ สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย ได้ระดมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ประกอบด้วย ดร.ศุภชัย สุทธิเจริญ

เกษตรกรอิสระ ที่ปรึกษาด้านเกษตรอินทรีย์ ดร.ทรงศักดิ์ ศรีอนุชาติ นายกสมาคมพืชวิทยาแห่งประเทศไทย คุณพิศาล พงศาพิชฌ์ รองเลขาธิการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ คุณวัชรีภรณ์ พันธุภูมิพฤกษ์ นายกสมาคมอารักขาพืช ดร.สมบัติ ชิณะวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณวีระชัย ประทักษ์วิริยะ ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกสินค้าเกษตร คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้แทนเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) และมีคุณเขมสรณ์ หนูขาว จากไทยรัฐทีวี เป็นผู้ดำเนินรายการ

และแน่นอนที่สุดว่างานนี้ ได้เชิญ ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ในฐานะที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในเรื่องสารเคมีกำจัดศัตรูพืช มาเป็น 1 ในวิทยากรด้วย

ก่อนที่จะบอกเล่าบรรยากาศตามเรื่องที่ได้จั่วหัวไว้ ผมขอนำข้อมูลเบื้องต้นมารายงานก่อนว่า เวลานี้ประเทศไทยเรามีพื้นที่ทำการเกษตร 149 ล้านไร่ มีแรงงานในภาคเกษตร 17 ล้านคน แต่ละปีภาคเกษตรทำรายได้ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท (อ้างอิง/สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร) ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์ประมาณ 3 แสนไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 0.17% ในขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ 148.73 ไร่ มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูในการผลิตสินค้าเกษตร หรือคิดเป็นร้อยละ 99.83% ในแต่ละปีมีการนำเข้าสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชในปริมาณมาก เฉพาะในปี 2559 ตัวเลขอยู่ที่ 154,568 ตัน

สาเหตุหลักที่เกษตรกรเลือกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เพราะเห็นผลเร็ว พืชโตเร็ว ผลผลิตมากขึ้นและขนาดผลใหญ่ขึ้น อีกทั้งช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตรฯลฯ ในขณะที่การทำการเกษตรอินทรีย์ จะเห็นผลช้า ผลผลิตได้ไม่มากเท่าที่ควร และยังต้องตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูก เช่น ไม่ติดกับแปลงที่ใช้สารเคมีเป็นต้น

หลังจากที่ได้รับรู้ตัวเลขต่างๆและข้อมูลเบื้องต้นแล้ว ผมก็ขอวกมาที่บรรยากาศการเสวนา ซึ่งก็ได้เปิดฉากขึ้นจากการเปิดโอกาสให้วิทยากรแต่ละท่านได้พูดถึงบทบาทหน้าที่ว่าเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานในเรื่องพืชอาหารอย่างไร และจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือไม่…แต่ดูเหมือนว่าแต่ละท่านก็จะพูดไปตามบทบาทในงานของตนเองเสียมากกว่า ไม่ค่อยจะแตะเข้าเรื่องที่กำหนดไว้สักเท่าไหร่ มีบ้างก็ประปราย หาคำตอบยังไม่ได้…

ก็ไม่รู้ว่าหัวข้อที่ตั้งวันนี้ตั้งผิดหรือว่าวิทยากรพูดไม่ตรงประเด็น หรือว่าผู้ดำเนินรายการไม่กล้าซักก็ไม่รู้ได้…สุดท้ายเกษตรกรผู้ฟังชักทนไม่ไหว นั่นก็คือ คุณสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เกษตรกรดีเด่นสาขาไร่นาสวนผสม จ.สุพรรณบุรี บอกว่าเมื่อไรจะเข้าเรื่องสักที รอมานานแล้ว พร้อมกันนั้นได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นว่า สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีความจำเป็น “ถ้าไม่ให้ใช้จะมีตัวอื่นทดแทนไหมละ” และประโยคเด็ด “ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้าผมก็คิดว่ายังจำเป็นต้องใช้สารเคมี” เล่นเอาบนเวทีไปไม่ค่อยถูกเหมือนกัน

จนสุดท้ายการเสวนาบนเวทีได้จบลง แต่ช้าก่อน ยังต้องรอคอยอธิบดีกรมวิชาการเกษตรที่วันนี้ถือคติ “มาช้าดีกว่าไม่มา” เพราะท่านติดภารกิจกะทันหันทันด่วน จน ดร. จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย ได้ขึ้นมาทำหน้าที่บนเวทีต่อ และได้เชิญตัวแทนเกษตรกรมาขึ้นเวที ซักถามกันไปมาก็พอได้ข้อสรุปว่า สารเคมีศัตรูพืชยังมีความจำเป็นต่อการเกษตรประเทศไทย แต่คนที่จะยืนยันได้หนักแน่นไม่มีใครเท่าอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมาทันตอนท้ายพอดี

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรไม่พูดพร่ำทำเพลง บอกเลยว่า กรมวิชาการเกษตรได้ยึดมั่นในนโยบายของรมว.เกษตรฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ซึ่งได้กำหนดให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน ซึ่งนั่นหมายถึงว่าเน้นมาตรฐานสินค้าเกษตรที่จะต้องมีความปลอดภัยทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยเฉพาะในเรื่องสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นเรื่องหนึ่งที่จะต้องเข้มงวดให้มีการใช้อย่างถูกต้อง ในปริมาณที่เหมาะสม เช่น กำหนดให้ใช้ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตกี่วัน และใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์

“ก่อนที่จะมานี้ก็เป็นไข้หวัด 2-3 วัน ได้กินฟ้าทะลายโจร แต่มันไม่หาย สุดท้ายได้ไปหาหมอ ก็ให้ยามาเป็นยาเคมี ทานเข้าไปก็หาย แต่ก็ต้องทานตามหมอสั่งมื้อละกี่เม็ด…จึงบอกว่าสารเคมีจำกัดศัตรูพืชยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเกษตรประเทศไทยที่เน้นการผลิตอาหารเพื่อส่งขายชาวโลก แต่ก็ต้องใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม” (เป็นคำพูดที่อธิบายได้เห็นภาพมากๆ)

นอกจากนี้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวอีกว่า กรมวิชาการเกษตรจะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบติดตามไม่ให้เกิดผลเสียในระบบ ทั้งในตลาดตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ทั้งในตลาดสด รวมทั้งแปลงปลูกพืชของเกษตรกรที่ผ่านการรับรอง GAP (เกษตรดีที่เหมาะสม) จะต้องนำตัวอย่างพืชมาตรวจสอบเป็นระยะๆ

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การควบคุมสินค้าสารเคมี พวกรถเร่หรือรถขนส่งเคลื่อนย้ายต่างๆ จะสร้างเครือข่ายสารวัตรเกษตรดูแลในระดับพื้นที่อย่างเข้มข้นที่สุด

“เราต้องสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นว่าพื้นที่ทำการเกษตร 149 ล้านไร่ของเรา ต้องผลิตพืชเศรษฐกิจ หรือพืชอาหารชนิดต่างๆ ซึ่งประเทศเรามีความหลากหลายทางชีวภาพ เช่นเดียวกับโรคแมลงต่างๆที่เกิดขึ้นก็หลากหลายเช่นกัน แต่เราจะต้องควบคุมหรือใช้สารเคมีให้เกิดความสมดุล ให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร และเกิดความปลอดภัย” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวในที่สุด

ผมก็คงไม่ต้องสรุปอีกว่า การเกษตรของประเทศไทยยังต้องอาศัยหรือพึ่งพาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือไม่ เพราะว่าอธิบดีกรมวิชาการเกษตรตอบอย่างชัดเจน…ตรงไปตรงมาที่สุดแล้วครับ

ลุล่วงเข้าเดือนเมษายนปี 2560 ราคามะพร้าวน้ำหอมหล่นตกลงดังตุ๊บ! เหลือลูกละ 13-14 บาท ตามปกติของปีที่แล้วราคาในช่วงเดือนเดียวกันนี้รับซื้อลูกละ 20 กว่าบาท และตั้งแต่ต้นปีมานี้ ราคาก็ทำท่าดีมาตลอด คือ เฉลี่ยตกลูกละ 20 กว่าบาท และพุ่งขึ้นสูงสุดลูกละ 30บาทต้นๆ จนใครต่อใครบอกว่า “ปีนี้ได้เห็นราคาสูงสุดของปีที่แล้วตั้งแต่ต้นปี” ราคาที่ร่วงลงนี้เป็นเพราะจีนหยุดสั่งออร์เดอร์…ปัญหาเกิดจาก “ล้งจีน” ที่เคยปั่นราคาสูงจน “หัวปั่น” สุดท้ายสู้ไม่ไหว จึงปล่อยให้ราคาร่วงตกลงมาเฉยๆ

แต่ไม่มีปัญหาสำหรับคนที่เตรียมการดีและบังเอิญไม่ได้เน้นส่งออกมะพร้าวน้ำหอมกับจีน นั่นก็คือกลุ่ม “วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตผักและผลไม้ปลอดภัยสารพิษอำเภอดำเนินสะดวก” ที่มีคุณประยูร วิสุทธิไพศาล เป็นประธาน (เกษตรกรแห่งชาติดีเด่นประจำปี 2554 สาขาอาชีพพืชสวนแห่งราชบุรี) ได้มุ่งเน้นส่งออกมะพร้าวน้ำหอมให้กับประเทศในกลุ่มยุโรปเป็นด้านหลัก ซึ่งในวันที่ไปได้ไปเยือนกลุ่มแห่งนี้ก็พบว่ากำลังจัดเตรียมมะพร้าวน้ำหอมส่งออกไปยังประเทศสเปน

“เราต้องเลือกมะพร้าวอ่อนที่ค่อนไปทางแก่…เนื้อหนาเนื้อเต็มกว่าปกติ เพราะว่าต้องใช้เวลาขนส่ง 5 สัปดาห์กว่าจะส่งถึงมือลูกค้า จึงต้องเลือกมะพร้าวที่สามารถมีอายุเก็บไว้ได้นานกว่า” (มะพร้าวที่แก่กว่าจะเก็บได้นานกว่า) คุณประยูร บอกกับเรา พลางหยิบมะพร้าวขึ้นมา 1ลูก ส่งให้ลูกน้องไปทำการเปิดเปลือกเพื่อดูเนื้อข้างใน

“เนื้อมะพร้าวสีขาวจะต้องเต็มไปถึงหัว ถ้าเป็นมะพร้าวอ่อนปกติที่นิยมรับประทานทั่วไป เราเรียกว่าเนื้อ 1ชั้นครึ่ง แต่ถ้าเป็นมะพร้าวที่ส่งออกไปยังสเปนเราจะต้องเลือกที่เนื้อหน้า 2-2ชั้นครึ่ง”

“ถ้ามะพร้าวที่อ่อนเกินไปเนื้อจะบางสีใสๆ www.yourplanforthefuture.org เราเรียกมะพร้าวเนื้อ 1 ชั้น น้ำมะพร้าวจะออกเปรี้ยวและซ่า ไม่เป็นที่นิยม แต่ถ้ามะพร้าวอ่อนเนื้อ 1ชั้นครึ่ง เนื้อมะพร้าวจะอ่อนนิ่ม ด้านในขาวด้านนอกใสเป็นวุ้น น้ำมะพร้าวหวานหอมกำลังดี…เช่นเดียวกับมะพร้าวเนื้อ 2-2ชั้นครึ่ง น้ำหอมหวาน แต่เนื้อมะพร้าวจะหนาและแข็งไปสักนิด”

อย่างไรก็ตาม จากนโยบายดังกล่าวของกระทรวงเกษตรฯ

ที่ต้องการการปรับเปลี่ยนการผลิตพืชในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม (N) ให้แก่เกษตรกร เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตร โดยการดำเนินการจะสำเร็จได้จะต้องเกิดจากตัวเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรที่ต้องมีกำลังใจที่ดี มีความมุ่งมั่น เข้มแข็ง และเปิดใจยอมรับคำแนะนำในการที่จะเปลี่ยนแปลงจากการผลิตแบบเดิมๆ ไปเป็นการทำการเกษตรสมัยใหม่มากยิ่งขึ้น

มีการใช้นวัตกรรมองค์ความรู้ต่างๆ มาใช้ในการพัฒนาพื้นที่ให้มีความอุดมสมบูรณ์ ต้องหาโอกาสเข้าไปศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับงานวิจัยวิชาการจากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพทางการเกษตรทั่วประเทศ (ศพก. 882 ศูนย์) ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและชุมชน เพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดการเพิ่มผลผลิตในพื้นที่การเกษตรของตนเองและชุมชน ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ที่ท้าทายของเกษตรกรไทย

ในการก้าวข้ามสู่การทำเกษตรสมัยใหม่ในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้มีผลผลิตและรายได้ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดให้ทุกหน่วยงานช่วยกันสานต่อทำให้สำเร็จเห็นผลเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งขยายผลปฏิบัติสู่เกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแรงและเกิดความยั่งยืนมั่นคงอย่างแท้จริง

ก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารยอดนิยมของผู้บริโภค และพบว่าในเส้นก๋วยเตี๋ยวอาจมีสารที่เป็นอันตรายที่เกิดจากวัตถุกันเสีย หรือ สารกันบูด รวมถึงน้ำมันทาเส้นก๋วยเตี๋ยวที่มีสารโพลาร์เกินมาตรฐาน เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภคก๋วยเตี๋ยว โดยผู้ผลิตต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้วัตถุเจือปนในอาหารอย่างถูกต้อง รวมทั้งกระบวนการผลิต และความปลอดภัยของอาหาร

ขณะเดียวกันผู้บริโภคจำเป็นต้องทราบวิธีการเลือกซื้อเส้นก๋วยเตี๋ยวเพื่อความปลอดภัยในการนำมาทำ เป็นอาหารบริโภค ดังนั้น ศูนย์นวัตกรรมวิทยาการอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร และสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร จึงได้จัดเวทีเสวนาวิชาการ เรื่อง อาหารปลอดภัย : การผลิตก๋วยเตี๋ยวปลอดภัย“สบายใจเมื่อรับทาน”

ขึ้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 ณ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เพื่อเผยแพร่ แบ่งปัน แลกเปลี่ยนความรู้และประสบ การณ์ ด้านการผลิตก๋วยเตี๋ยวปลอดภัยให้กับ ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ผู้บริโภค คณาจารย์ นิสิต และผู้สนใจทั่วไป

รศ.ดร.เชษฐพงษ์ เมฆสัมพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมวิทยาการอาหาร และประธานการเสวนา กล่าวว่า เพื่อสร้างความเข้าใจ ลดความกังวลใจในการรับประทานอาหาร ส่งเสริมให้เกิดการความตระหนักและความเข้าใจให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภค ช่วยสนับสนุนกิจการ การผลิตอาหาร โดยเฉพาะในรายเล็กหรือขนาดกลาง โดยยกประเด็นเรื่องความปลอดภัยอาหารกับก๋วยเตี๋ยว

เป็นการสื่อสารเรื่องความเสี่ยง มีข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการมานำเสนอในเวทีการเสวนาซึ่งประกอบด้วย ข้อกำหนดในการใช้วัตถุเจือปนอาหารและแสดงฉลากที่ถูกต้องในผลิตภัณฑ์ก๋วยเตี๋ยว โดย น.ส.ดิษญา กิตติธนวิมล สำนักอาหาร สำนักงานคณะกรรมอาหารและยา การผลิตก๋วยเตี๋ยวอย่างถูกสุขลักษณะ เพื่อลดวัตถุกันเสีย โดย นางวิภา สุโรจนะเมธากุล ฝ่ายเคมีและกายภาพอาหาร

สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ การใช้วัตถุเจือปนอาหารในผลิตภัณฑ์ก๋วยเตี๋ยว : ปลอดภัยจริงหรือ? โดย ดร.กนิฐพร วังใน ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมี ผศ.ดร.วราภา มหากาญจนกุล รักษาการแทนผู้ช่วยรองอธิกาบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

ดร.กนิฐพร วังใน ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การใช้วัตถุเจือปนอาหารในผลิตภัณฑ์ก๋วยเตี๋ยว : ปลอดภัยจริงหรือ? ว่า ก๋วยเตี๋ยวเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความชื้นสูง มีความเป็นกรดต่ำใช้เวลาการผลิตค่อนข้างนาน ประกอบกับผลิตภัณฑ์ก๋วยเตี๋ยวส่วนใหญ่นิยมเก็บรักษาที่อุณหภูมิปกติ ไม่ได้แช่ตู้เย็น ทำให้มีอายุการเก็บสั้น มีโอกาสเสื่อมเสียจากจุลินทรีย์ได้ง่าย ด้วยเหตุนี้เพื่อยืดอายุการเก็บของเส้นก๋วยเตี๋ยว

ผู้ประกอบการโดยมากจึงมีความจำเป็นต้องใช้ “วัตถุเจือปนอาหาร (Food Additive)” หรือที่เรียกว่า “สารกันบูด” โดยที่นิยมใช้มากในผลิตภัณฑ์ก๋วยเตี๋ยว คือ กรดเบนโซอิก (benzoic acid) หรือ เกลือเบนโซเอต ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขมีข้อกำหนดให้สามารถใช้ในอาหารได้ไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ด้วยกรดเบนโซอิกมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพใช้งานง่าย ประกอบกับมีราคาถูก จึงเป็นวัตถุเจือปนอาหารที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหารกันอย่างแพร่หลาย

โดยปกติหากร่างกายได้รับกรดเบนโซอิก หรือ เกลือเบนโซเอต ในปริมาณน้อยก็จะสามารถขับออกไปได้หมด และจากงานวิจัยที่ผ่านมายังไม่มีรายงานว่ากรดเบนโซอิก หรือ เกลือเบนโซเอตมีฤทธิ์เป็นสารก่อมะเร็ง หรือพิษต่อสารพันธุกรรมแต่อย่างใด แต่ในกรณีที่ร่างกายได้รับในปริมาณที่สูงมาก หรือได้รับต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ๆ อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ โดยแสดงอาการ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของตับและไตลดลง โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการแพ้ ซึ่งคณะผู้เชี่ยวชาญของโคเด็กซ์ (JECFA) ได้กำหนดค่าปริมาณสูงสุดที่ยอมรับได้ต่อวัน (Acceptable daily intake) ของกรดเบนโซอิก และเกลือเบนโซเอต ไว้ที่ 5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน

กล่าวคือ หากมีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ไม่ควรได้รับเกิน 250 มิลลิกรัมต่อวัน ก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชามใส่เส้นก๋วยเตี๋ยวประมาณ 100 กรัม และผู้ผลิตเติมกรดเบนโซอิก หรือ เกลือเบนโซเอต ในปริมาณสูงสุดตามข้อกำหนด ผู้บริโภคจะได้รับกรดเบนโซอิก หรือ เกลือเบนโซเอต เข้าสู่ร่างกายในปริมาณ 100 มิลลิกรัม ซึ่งต่ำกว่าค่าความปลอดภัยเพียงแค่ 2.5 เท่า ซึ่งกรณีนี้ยังไม่ นับรวมกรดเบนโซอิก หรือ เกลือเบนโซเอต ที่เติมในอาหารชนิดอื่นด้วย

ทั้งนี้ ประสิทธิภาพการยับยั้งจุลินทรีย์ของกรดเบนโซอิก หรือ เกลือเบนโซเอต จะมีประสิทธิ ภาพดีที่สุดที่ช่วง พีเอช 2.5-4.0 ซึ่งอยู่ในรูปของกรดที่ไม่แตกตัว จึงเหมาะใช้กับผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นกรดสูง (พีเอชต่ำ) เช่น น้ำผลไม้ แยม เยลลี่ ผักดอง ผลไม้ดอง น้ำสลัด และฟรุตสลัด เป็นต้น แต่เส้นก๋วยเตี๋ยวโดยทั่วไปมีพีเอชประมาณ 6 ดังนั้น การใช้กรดเบนโซอิก หรือ เกลือเบนโซเอต เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เหมาะสมทำให้ต้องเติมในปริมาณมากเพื่อจะสามารถยับยั้งจุลินทรีย์ได้

จากรายงานการวิจัยพบว่าประสิทธิภาพการยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ในเส้นก๋วยเตี๋ยว ของเกลือเบนโซเอต ต่ำกว่า เกลือซอร์เบต (เกลือของกรดซอร์บิก) นอกจากนี้ยังพบว่าการใช้เกลือ เบนโซเอต ร่วมกับ เกลือซอร์เบต ในปริมาณ 400 และ 600 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ จะให้ ผลเสริมฤทธิ์กัน จึงสามารถยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ในเส้นก๋วยเตี๋ยวได้มีประสิทธิภาพดีกว่าการใช้วัตถุกันเสียเพียงชนิดเดียว

ในประเด็นนี้ ดร.กนิฐพร วังใน มีข้อแนะนำในการบริโภคก๋วยเตี๋ยวให้ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค ว่า ควรเลือกเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ผลิตใหม่ สี และกลิ่นปกติ ไม่เหม็นหืนไม่มีเชื้อรา หรือยีสต์ แหล่งผลิตใกล้เคียงที่จำหน่าย ระบุเลขหมาย สถานที่ผลิตอาหารที่บรรจุภัณฑ์ ปกติเส้นก๋วยเตี๋ยวควรจะมีอายุการเก็บประมาณ 2-3 วัน หากเก็บได้นานเป็นสัปดาห์เป็นไปได้ว่า เส้นก๋วยเตี๋ยวนั้น ๆ อาจจะใส่วัตถุเจือปนอาหารเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

ในส่วนของผู้ผลิตก๋วยเตี๋ยวทั้งรายใหญ่และรายย่อย ควรรักษาแหล่งการผลิตให้ถูกสุขลักษณะเป็นสำคัญ เพื่อลดการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ มีระบบการผลิตที่ดีถูกสุขลักษณะตามมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถเก็บไว้ได้นาน และหากมีความจำเป็นต้องใส่วัตถุกันเสียก็ควรใช้วัตถุเจือปนอาหารชนิดที่เหมาะสม และใช้ในปริมาณที่อนุญาตให้ใช้อย่างเคร่งครัด

จึงนับได้ว่าเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภคก๋วยเตี๋ยว ได้บริโภคก๋วยเตี๋ยวปลอดภัย กระบวนผลิตอาหารปลอดภัยตามข้อกำหนด หลักเกณฑ์ และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัตถุเจือปนในอาหารอย่างถูกต้อง เป็นไปตามข้อกำหนดในประกาศกระทรวงสาธารณสุขต่อไป

ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และผู้สนใจทั่วไป ขอรับคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์นวัตกรรมวิทยาการอาหาร หรือ (KU-FIRST) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

“ไก่สีหมอก”เป็นพันธุ์ผสมระหว่างไก่ดำที่มีลักษณะกระดูกดำและขนดำสนิทกับไก่ประดู่หางดำที่เป็นผลผลิตจากงานวิจัย สกว. มาผสมกัน คุณสมบัติเฉพาะ คือโตเร็ว และเนื้อมีรสชาติดี

รศ. ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายฯ เผยว่า เป้าหมายของการพัฒนาสายพันธุ์ในครั้งนี้นอกจากจะเป็นความท้าทายในเชิงวิชาการแล้วยังเป็นความท้าทายในการดึงคุณสมบัติเด่นของสายพันธุ์ไก่ประดู่หางดำมาใช้ประโยชน์ ที่ผ่านมาศูนย์ฯ ได้พัฒนาสายพันธุ์ลูกผสมจากไก่ประดู่หางดำไปแล้วหลายสายพันธุ์ ในครั้งนี้จึงสนใจที่จะพัฒนาลูกผสมร่วมกับไก่ดำหรือไก่กระดูกดำ

เนื่องจากเห็นว่าชาวจีนและชาวม้งนิยมนำไก่ดำมารับประทาน โดยมีความเชื่อว่ามีคุณสมบัติเป็นอายุวัฒนะซึ่งจากการวิจัยพบว่าไก่ดำมีสารเมลานินและสารคาร์โนซีน ที่ช่วยเรื่องชะลอความแก่และความชราภาพของเซลล์ มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่จุดด้อยของไก่ดำ คือ รสชาติเนื้อไม่ดี มีกลิ่นคาว และเจริญเติบโตช้า ทำให้มีต้นทุนในการเลี้ยงสูง โดยคณะผู้วิจัยได้แนวคิดในการผลักดันเป็นตัวสินค้าใหม่ภายใต้ชื่อพันธุ์ “ไก่สีหมอก” โดยจะมุ่งเน้นกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่สนใจสุขภาพ แต่ไม่ชื่นชอบรสชาติไก่ดำแบบเดิม

ด้าน รศ. ดร.บัญญัติ เหล่าไพบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายฯ กล่าวเสริมว่า ไก่สีหมอกเพศผู้ที่น้ำหนัก 1.3 กิโลกรัม ใช้เวลาเลี้ยง 67 วัน ซึ่งเร็วกว่าไก่ประดู่หางดำถึง 2 สัปดาห์ ถือเป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจของเกษตรกรในการนำไปประกอบอาชีพ เพราะใช้ต้นทุนน้อย รายได้ดี สามารถขายได้ในราคา 90-150 บาทต่อกิโลกรัม ผู้บริโภคให้การตอบรับที่ดี เพื่อเป็นอีกทางเลือกของผู้บริโภคต่อไป

นายสุชาติ สงวนพันธุ์ และทีมนักวิจัย มก. จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการผลิตสัตว์ปีก สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้วิจัยและผสมข้ามพันธุ์ ระหว่าง ไก่ตะเภาทอง กับ ไก่สามเหลือง (ซาอึ้ง) ไก่พื้นเมืองจีน จนได้สายพันธุ์ “ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์” ไก่อินทรีย์ปลอดสารพิษ มีรสชาติอร่อย เนื้อนุ่ม หวานหอม นำมาประกอบอาหารต่าง ๆ เช่น นึ่ง ต้ม ตุ๋น หรือนำไปทำข้าวมันไก่ และยังแปรรูปได้หลากหลายประเภท

เนื่องจากตลาดและผู้บริโภค ยังมีความต้องการบริโภคเนื้อไก่อย่างต่อเนื่อง และต้องการอาหารปลอดภัย ที่มีขบวนการ ผลิตแบบธรรมชาติ ไม่มีสารเคมีปนเปื้อน (Organic food) ปัจจัยดังกล่าวจึงเป็นที่ต้องการของตลาดและผู้บริโภคเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในปัจจุบันประชาชนทั่วไปหรือผู้บริโภคใส่ใจในเรื่องสุขภาพ และเน้นอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น จึงได้คิดค้นและพัฒนาสายพันธุ์ที่ที่เหมาะและสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค

ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์นอกจากทนต่อโรคร้ายได้แล้ว ยังได้ไก่ที่มีรูปร่างสมส่วน มีหงอนแบบจักร หงอนหินแบบไก่พื้นเมือง ขนสีเหลืองทอง แข้งสีเหลือง จะงอยปากเหลือง หนังเหลืองเรียบเนียน เนื้อนุ่มหวานเป็นเอกลักษณ์การเลี้ยงง่ายไม่ยุ่งยาก ระยะแรกเกิดต้องกกให้ความอบอุ่นประมาณ 1-2 สัปดาห์ ให้อาหารในปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อกระตุ้นให้ลูกไก่กินอาหารได้ดี

อายุประมาณ 15-20 วัน… ควรขยายพื้นให้ได้ขนาด 3×4 เมตร=12 ตารางเมตร ต่อการเลี้ยง 100 ตัว อายุได้ 3-4 สัปดาห์ เริ่มปล่อยออกนอกโรงเรือน และเมื่อไก่เริ่มจิกกินใบไม้ใบหญ้า สามารถนำหนวดข้าวโพดฝักอ่อน, ฝรั่ง, ชมพู่, ผักบุ้ง, แตงกวา, หยวกกล้วย, แหน, หญ้าขน ฯลฯ ที่อยู่ในท้องถิ่น มาสับผสมกับรำทำเป็นอาหารเสริมให้ไก่กิน เพื่อลดต้นทุนค่าอาหารและเพิ่มมูลค่าทรัพยากรในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วยใช้เวลาเลี้ยงแค่เพียง 3–4 เดือน ไก่จะมีน้ำหนักเฉลี่ยตัวละ 2.2 กก. ขายได้ กก.ละ 80–100 บาท…ในขณะที่ไก่พื้นบ้านต้องเลี้ยงนานถึง 6 เดือนกว่าจะขายได้

ในงาน “จิบน้ำชายามบ่ายกับท่านทูตฯเนเธอร์แลนด์ พร้อมเสวนาทิศทางตลาดภาคเกษตรในเอเชีย” ณ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อวัตถุประสงค์เชิญชวนไปร่วมงาน ฮอร์ติ เอเชีย 2017-งานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพืชพรรณ ผัก ผลไม้ ดอกไม้ และกล้วยไม้แห่งเอเชีย ซึ่งจะจัดขึ้น 15-17 มีนาคม 2560 นี้ ณ ไบเทค กรุงเทพฯ ได้มีตัวแทนจากหลายภาคส่วนมาร่วมเสวนา หนึ่งในนั้นคือ นางสุรภี กีรติยะอังกูร ที่ปรึกษากรมวิชาการเกษตร ซึ่งได้เปิดเผยว่ากรมวิชาการเกษตรได้นำกิจกรรมมาแสดงในงาน Horti Asia หลายด้าน ดังนี้

พระราชกรณียกิจของ รัชกาลที่ 9 ที่ทรงงานสถานีทดลองเกษตรหลวงขุนวาง จังหวัดเชียงใหม่
ในการพัฒนาด้านพืชสวน โดยเฉพาะกาแฟอาราบิกา และแมคคาเดเมีย ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างครบวงจรเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของภาคเหนือเป็นอย่างมาก
นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านพืชสวน ประกอบด้วย

– นวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตมันฝรั่งครบวงจร เริ่มตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ที่ทนทานต่อโรคใบไหม้ การผลิตหัวพันธุ์ปลอดโรคเพื่อลดการนำเข้า การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตครบวงจรเช่นการจัดการดิน ปุ๋ย น้ำ และวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว มีการดำเนินการรวมพลังประชารัฐระหว่างภาคราชการ เอกชน และเกษตรกร ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศและเป็นการพัฒนามันฝรั่งอย่างยั่งยืน

– นวัตกรรมการพัฒนาพันธุ์ด้านพืชสวนทั้งไม้ผลและผัก โดยมีพันธุ์พืชที่ผ่านการรับรองเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรในปี 2559 จำนวน 10 พันธุ์ ได้แก่ ทุเรียนพันธุ์จันทบุรี 7, 8 และ 9 ส้มสายน้ำผึ้งพันธุ์แพร่1. กระเจี๊ยบเขียวพันธุ์พิจิตร 1 สะตอพันธุ์ตรัง 1 มันฝรั่งพันธุ์เชียงใหม่ 70-1 และ 70-2 พริกขี้หนูผลเล็กพันธุ์กาญจนบุรี 1 และพริกขี้หนูผลใหญ่พันธุ์ศรีสะเกษ 1

– การเพิ่มมูลค่าและใช้ประโยชน์ทางเภสัชกรรมจากกล้วยไม้สกุล Dendrobium

– ต้นแบบการพัฒนาสินค้าเกษตร (ทุเรียน) form farm to table โดยมีการใช้เทคโนโลยี e-commerce มาช่วยในการกระจายผลผลิตจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง

– การวิจัยและพัฒนาเพิ่มศักยภาพสมุนไพรไทยด้านเทคโนโลยีการผลิตพืชสกุลขิง (ขิง ข่าและไพล) ) ซึ่งสมุนไพรกำลังได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค

“ดิฉันมั่นใจว่าองค์ความรู้ที่จะนำมาแสดงในงานครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรไทยได้พัฒนาและต่อยอดในอาชีพ รวมทั้งการพัฒนาเป็นธุรกิจต่อไป” ที่ปรึกษา กรมวิชาการเกษตร กล่าวในที่สุด

อนึ่ง ผู้ที่สนใจเข้าชมงาน สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อเข้าชมงานฟรี ที่ www.horti-asia.com โดยใช้รหัส HP2211 (ลงทะเบียนหน้างาน โดยไม่มีรหัสลงทะเบียน เสียค่าเข้าชมงาน 1,000 บาท)

นายรูวัน เบอร์คูโล ผู้จัดการโครงการวิฟทั่วโลก ให้สัมภาษณ์พอเศษถึงทิศทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม อุตสาหกรรมปศุสัตว์ โดยงานวิฟ เอเชีย 2017 ที่กำลังจะจัดในเดือนมีนาคมนี้ งานวิฟ เอเชียเป็นหนึ่งในโครงการ วิฟ ที่จัดต่อเนื่องในประเทศไทยมานานกว่า 20 ปี ด้วยแนวคิดจากการเลี้ยงสัตว์ไปสู่การแปรรูป เป็นอาหาร โดยจัดแสดงสุดยอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านปศุสัตว์และสัตว์น้ำ ภายในงานมีบูธจากบริษัทชั้นนำมาจัดแสดงกว่า 1,000 บริษัท จาก 53 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทุกปศุสัตว์ ทั้งหมู, เนื้อ, สัตว์ปีก, ไข่, สัตว์น้ำ, โคนม และปีแรกกับอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง นับเป็นศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญและนักธุรกิจ จากทั่วทุกมุมโลกไว้ในงานเดียว

การแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัยจากบริษัทชั้นนำ อาทิ โรเซลล์ ฟอร์ทิก้า แอนพาริโอ และอื่นๆ อีกมากมาย ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอุอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ความพิเศษในครั้งนี้ จะมีโปรแกรมต้อนรับชาวจีน พร้อมกระตุ้นให้นักลงทุนชาวจีนเข้าร่วมงาน นำผู้ประกอบการบริษัทชั้นนำชาวจีนเข้าเยี่ยมชมงาน และมีโปรแกรมทัวร์ชมฟาร์ม และโรงงานในประเทศไทย

อาจก่อให้เกิดการสร้างความร่วมมือ และส่งเสริมการลงทุนในไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมไทยมีความก้าวหน้าและทันสมัย นอกจากนี้ยังมีงานสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ทั้งก่อนงาน ระหว่างงานและหลังงานภายใต้หัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ สุดยอดเทคโนโลยีนมวัว การสัมมนาโซนธุรกิจสัตว์น้ำ เทคนิคการทำธุรกิจในอุตสาหกรรมด้านปศุสัตว์ เทคนิคเพิ่มคุณภาพสุกร และอื่นๆ อีกมากมาย

กลุ่มผลิตภัณฑ์และสินค้าของผู้ประกอบการ ได้แก่

เครื่องจักรที่เกี่ยวข้องกับการให้อาหารและเลี้ยงดูสัตว์
เครื่องจักรที่เกี่ยวข้องกับเมล็ดพันธุ์
เครื่องมืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสุขภาพสัตว์
นวัตกรรมการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ และการฝักตัวอ่อน
เครื่องจักรในกระบวนการผลิตของฟาร์ม
เครื่องจักรที่ใช้ในการประมวลผลและวิเคราะห์
บริษัทและหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาด้านพัฒนาธุรกิจปศุสัตว์
สื่อมวลชนทั้งไทยและนานาชาติ ในสายปศุสัตว์
การน้ำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์
เครื่องทำความเย็น
อุปกรณ์ทดสอบในห้องปฏิบัติการ
พลังงานชีวภาพ เป็นต้น
กิจกรรมพิเศษ / งานนิทรรศการข้างเคียง

พาวิลเลี่ยนสัตว์น้ำ
การประชุมเทคโนโลยีการผลิตนม
การประชุมสุขภาพและโภชนาการสัตว์เลี้ยง
กิจกรรม e-Novation Gallery
งานประชุม Pet Connect Asia ครั้งที่ 1

เทคโนโลยีที่มาจัดแสดงในงานนี้เน้นการเพิ่มการใช้เครื่องจักรมากขึ้น ลดการใช้กำลังคน เพิ่มความปลอดภัยในการดูแลฟาร์ม อาทิ แอพลิเคชั่นฟอร์ทิก้าที่ช่วยให้เฝ้าระวังและควบคุมโรงเลี้ยงสัตว์ได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วยระบบการสื่อสารของระบบแอพลิเคชั่นฟอร์ทิก้า ที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเฝ้าดูความปลอดภัยภายในโรงเรือน สามารถเชื่อมต่อแอพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ที่มีภาษาให้เลือกใช้งานถึง 19 ภาษา จุดเด่นของแอพลิเคชั่นฟอร์ทิก้าคือ ปลอดภัยและใช้งานง่าย และเทคโนโลยีจากโรเซลล์โชว์แนวคิดการลบคมปากไก่เป็นธรรมชาติ ในการแก้ปัญหาปากไก่ที่มีขนาดยาวและคม ทั้งนี้โรเซลล์ได้พบถาดรองอาหารไก่ โดยใช้วิธีการเกลาผ่านถาดอาหารที่ช่วยควบคุมไม่ให้ปากไก่มีขนาดยาวและคม ทุกครั้งที่ไก่กินอาหารก็จะเกลาปากไปในตัว โดยเครื่องเกลานี้ได้เข้าร่วมประกวด e-Novation Award ที่งงานวิฟ เอเชียอีกด้วย

e-Novation Award คือกิจกรรมสำหรับบริษัทที่จัดแสดงสินค้าผลิตวิดีโอสั้นๆ เพื่อนำเสนอนวัตกรรม หรือเทคโนโลยีใหม่ๆในการส่งเข้าประกวด ผ่านสื่อสังคมออนไลน์

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมชมงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านปศุสัตว์ สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อเข้าชมฟรีทางเว็บไซต์ www.vivasia.nl และสามารถเข้าชมงานแสดงเทคโนโลยี และนวัตกรรม ทางการเกษตรได้ในงาน อะกริเทคนิก้าเอเชีย 2017 และงานฮอร์ติ 2017 พร้อมกันได้ในสถานที่เดียวกัน ตั้งแต่วันที่ 15-17 มีนาคม 2560 ณ ไบเทคบางนา กรุงเทพฯ

ประเทศไทยนับเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของอุตสาหกรรมเกษตรกรรมที่ได้รับการจับตามองในระดับเอเชียและตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น จากสถานการณ์ภาคการเกษตรของไทยพบว่า ผลผลิตทางการเกษตรที่ทำรายได้หลักในประเทศไทย ได้แก่ น้ำตาล ข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา ซึ่งภาครัฐมีนโยบายที่จะพัฒนาภาคเกษตรให้ก้าวไกลด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตใหม่ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้สมดุลและยั่งยืน ในส่วนของภาคเอกชนในฐานะผู้จัดงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านเครื่องจักรกลการเกษตร หรือ “งานอะกริเทคนิก้า เอเชีย 2017” พร้อมตอบโจทย์ภาครัฐ ด้วยการนำเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรจากนานาประเทศเปิดตัวสู่ตลาดเอเชียภายในงานแสดงสินค้า ซึ่งจะจัดขึ้น 15-17 มีนาคม 2560 นี้ ณ ไบเทค บางนา ฮอล์ 106

นวัตกรรมเครื่องเก็บข้าวโพดความเร็วสูง

ภายในงานนิทรรศการผู้เข้าชมงานจะพบกับบริษัทชั้นนำกว่า 220 บริษัทจากนานาประเทศที่จะมานำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่คัดสรรมาเพื่อใช้ในการเกษตรเขตร้อนโดยเฉพาะ หนึ่งในไฮไลท์ของงานจะมีบริษัทจากต่างประเทศมาเปิดตัวสินค้าที่เพิ่งนำเข้ามาในตลาดเอเชียเป็นครั้งแรก อาทิ รถไถ PADDY – ตัวช่วยการแก้ปัญหาการเตรียมดินที่ดีที่สุดในนาข้าวที่ป้องกันตัวถังของแทรคเตอร์ไม่ให้จมถึงตัวเครื่อง

ตัวถังของรถไถมีความทนทานแข็งแรง มีน้ำหนักเบา ขับเคลื่อนด้วยกำลัง 40 แรงม้า ลักษณะพิเศษคือ สามารถป้องกันน้ำเข้าสู่ตัวถัง ใช้ระบบเกียร์เดียวรองรับกับหน้าดินที่ลื่น คงทนด้วยวัสดุใบมีดจากอิตาลี อีกบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับเครื่องหว่านเมล็ดข้าวที่สามารถช่วยให้หว่านเมล็ดข้าวได้แม่นยำมากขึ้น สามารถเปิดช่องหว่านเมล็ดพืช ช่องใส่น้ำเป็นร่องและช่องที่หว่านเมล็ดพืชสามารถทำงานได้พร้อมกัน

ต้นข้าวจะขึ้นตรงตามเมล็ดข้าวที่ได้หว่านไว้เพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ 8 เปอร์เซ็นต์ และ 6 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ เมื่อเทียบกับการหว่านและการดำนาด้วยมือ ซึ่งทั้งสองบริษัทจะขนนวัตกรรมดังกล่าวมาจัดแสดงภายในงานพร้อมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาและจัดหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับขนาดพื้นที่การเกษตรของท่านอย่างเจาะลึก

สัมมนาโดยผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากการชมเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ แล้ว ภายในงานยังมีงานสัมมนาในหัวข้อที่น่าสนใจจัดโดยผู้เชี่ยวชาญและบริษัทชั้นนำในวงการ อาทิ งานสัมมนาทางเทคนิคการจัดการ จัดโดยผู้เชี่ยวชาญจาก บริษัท คลาส ในหัวข้อเกี่ยวกับการผลิตและการจัดการอาหารสำหรับโค และ การจัดการกากอ้อยหลังแปรรูปเพื่อใช้ในพลังงานทดแทน เป็นต้น ซึ่งผู้เข้าฟังสัมมนาจะได้เสริมความรู้การทำการเกษตรด้วยนวัตกรรมอย่างชาญฉลาด ได้กลยุทธ์การเพิ่มผลผลิตที่มีมาตรฐานและใช้กำลังคนน้อยลง แลกเปลี่ยนและค้นพบวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ เพื่อเปิดมิติการทำการเกษตรอย่างชาญฉลาดรวมกันกับผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก 3 วัน 3 งาน ครบ 3 อุตสาหกรรม

ความพิเศษของการจัดแสดงงาน อะกริเทคนิก้า เอเชีย 2017 จะถูกจัดขึ้นขนานพร้อมกับงาน วิฟ เอเชีย งานจัดแสดงสินค้าและสัมมนาปศุสัตว์และสัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย แปซิฟิค และงานฮอร์ติ เอเชีย งานแสดงสินค้าและสัมมนาด้านพืชพรรณ ผัก ผลไม้ และกล้วยไม้แห่งภูมิภาคเอเชีย ระหว่างวันที่ 15-17 มีนาคม 2560 ณ ไบเทค บางนา โดยผู้จัดงานฯ เชื่อว่า การร่วมมือในการจัดงานครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้แสดงสินค้าและผู้เข้าชมงาน และเพิ่มโอกาสการลงทุนทั้งด้านเกษตรและปศุสัตว์ในระดับเอเชีย ลงทะเบียนล่วงหน้าโดยใช้รหัส : AP1211

หลายวันก่อน สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ชวนสื่อมวลชนไปงาน “จิบน้ำชายามบ่ายกับท่านทูตฯ พร้อมเสวนาทิศทางตลาดภาคเกษตรในเอเซีย” ซึ่งวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ เพื่อที่จะเชิญชวนให้ไปเที่ยวชมงาน ฮอร์ติ เอเชีย 2017 งานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพืชพรรณ ผัก ผลไม้ ดอกไม้ และกล้วยไม้แห่งเอเชีย ซึ่งจะจัดขึ้น 15-17 มีนาคม 2560 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ ดังรายละเอียดของงานที่ “เกษตรก้าวไกล” ได้นำมาเสนอก่อนหน้านี้

วันนี้ ผมขอนำสาระสำคัญอย่างหนึ่งที่ ท่านฑูตพอล เม้งเฟล อุปทูตเนเธอร์แลนด์ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนท่านอัครราชทูตมาหลายเดือนแล้วมาเล่าสู่กันฟัง นั่นก็คือเรื่องที่ว่าประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่เล็กที่สุดประเทศหนึ่ง แต่ทำไมเศรษฐกิจของเขาจึงเติบโตมากๆ โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหารได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการผลิตพืชสวนและเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกไม้ดอกที่ใหญ่ที่สุดระดับโลก

ท่านฑูตพอล เม้งเฟล เล่าให้ฟังว่า ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีประชากร 17 ล้านคน บนพื้นที่ 41,543 ตารางกิโลเมตร ถือว่าเป็นประเทศที่เล็กมากๆ เมื่อเทียบกับประเทศไทย ซึ่งมีจุดแข็งที่ภาคเกษตรเหมือนกัน แต่ที่แตกต่างก็คือว่าเขาเล็กแต่ทำได้ใหญ่กว่า

“อุตสาหกรรมการเกษตรและพืชผักของเนเธอร์แลนด์มีความแตกต่างจากค่าเฉลี่ยทั่วโลก เนื่องจากเป็นผู้นำระดับโลก แทนที่จะมุ่งเน้นในด้านการผลิตปริมาณมาก…ไม้ดอกและกลุ่มเกษตรอาหารของเนเธอร์แลนด์จะเน้นการเพิ่มมูลค่าอย่างมีแบบแผนที่แข็งแรง เพื่อการส่งออกที่ได้รับความสนใจล้นหลามในสหภาพยุโรป”

กล่าวสำหรับในสหภาพยุโรป เนเธอร์แลนด์เป็นผู้ผลิตไม้ดอกที่ใหญ่ที่สุดลำดับที่ห้า และลำดับที่สิบสำหรับการส่งออกผลไม้ 85% ของการส่งออกพืชผลของประเทศที่ส่งออกไปสู่สมาชิกสหภาพยุโรป คือเยอรมนี ตลาดที่ใหญ่ที่สุดนับเป็น 38% ของการส่งออกของประเทศในสหภาพยุโรป

สำหรับสินค้าพืชผล เนเธอร์แลนด์เป็นผู้ส่งออกการเกษตรใหญ่เป็นอันดับสองรองจากประเทศอเมริกา ตามด้วย เยอรมนี บราซิล และฝรั่งเศส คิดเป็น 13% ของตลาดโลก

สินค้าเกษตรที่สำคัญก็คือไม้ดอก ได้ชื่อว่าเป็นผู้ส่งออกที่ใหญ่ที่สุด (ดอกไม้สำเร็จรูป, หน่อดอกไม้ ส่วนใหญ่เป็น ทิวลิป) และพืชเป็นๆ นับเป็น 50% ของตลาดโลก

โดยเฉพาะเป็นผู้ส่งออกหน่อดอกไม้รายใหญ่ที่สุด ด้วยการซื้อขายที่มากกว่า 75% หน่อส่วนใหญ่ที่ปลูกกันทั่วไปคือดอกทิวลิป โดยเฉพาะทางภาคเหนือของประเทศ นอกเหนือจากทิวลิป ยังมี ลิลลี่, แดฟโฟดิล, ไฮยาซินธ์, และแกลดิโอลัส

นอกจากไม้ดอกยังมีภาคเกษตรที่สำคัญคือพืชผัก เนเธอร์แลนด์มีส่วนแบ่งตลาด 14% ในการซื้อขายพืชผักของตลาดโลก ส่วนใหญ่คือหัวหอม มะเขือเทศ แตงกวา และพริกหยวก

และเมื่อมองถึงพืชผักที่สำคัญเป็นรายชนิด พบว่า เนเธอร์แลนด์เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่สุดสำหรับมันฝรั่งสดและเมล็ดมันฝรั่ง 15% ของที่ดินทำกินทั้งหมดจะใช้ไปกับการปลูกมันฝรั่ง 50% ของการผลิตในประเทศจะเป็นผลมันฝรั่งและแปรรูป 25% ถูกใช้สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตแป้งมัน และ 25% ผลิตเพื่อเมล็ดพันธุ์ 60% ของเมล็ดพันธุ์มันฝรั่งในโลกถูกจัดส่งจากเนเธอร์แลนด์

มะเขือเทศ เนเธอร์แลนด์เป็นผู้ส่งออกมะเขือเทศใหญ่เป็นอันดับสองรองจากเม็กซิโก ผลผลิตมะเขือเทศของเนเธอร์แลนด์ส่วนใหญ่ถูกปลูกในเรือนกระจก มากกว่า 900 ล้าน กก. และ 90% ของการผลิตถูกส่งออก

หัวหอม เป็นผักที่ถูกบริโภคเป็นจำนวนมากทั่วโลก 6% ของที่ดินทำกินในประเทศถูกใช้เพื่อปลูกหัวหอม ปากีสถานมีความต้องการที่สูงสำหรับหัวหอมจากเนเธอร์แลนด์ เนื่องจากน้ำที่น้อยกว่าในหัวหอม และนำไปทอดได้ดีกว่าหัวหอมที่มากจากประเทศอื่น

“เกษตรกรรมและไม้ดอกของเนเธอร์แลนด์ได้รับการยกย่องสำหรับนวัตกรรมที่มุ่งเน้นด้านการส่งออก ธุรกิจการเกษตรของประเทศประกอบด้วยบริษัทที่มากกว่า 120,000 บริษัท 1 ใน 10 ของลูกจ้างในประเทศทำงานด้านเกษตรกรรม” ท่านทูต พอล เม้งเฟล กล่าว

บทสรุป : ความสำเร็จภาคเกษตรเนเธอร์แลนด์
ตัวแปรความสำเร็จของอุตสาหกรรมเกษตรและไม้ดอกของเนเธอร์แลนด์ คือการร่วมมือกันที่แข็งแรงระหว่างอุตสาหกรรม รัฐบาล ภาคการศึกษา และสถาบันการวิจัย สถาบันเหล่านี้ให้ความสำคัญกับการร่วมมือและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆด้วยกัน

Greenport (ท่าเรือสีเขียว) ในปี 2004 กระทรวงสิ่งแวดล้อมประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้เสนอกลยุทธ์ในการใช้ที่ดินสู่แนวคิด Greenport ให้เป็นพื้นที่สำคัญทางภูมิศาสตร์พืชสวน เพื่อผลิต ซื้อขาย ไม้ดอกและเป็นจุดศูนย์กลางขนส่งที่สำคัญ สำหรับพื้นที่ท่าเรือนั้นมี 6 แห่งด้วยกัน เช่น ท่าเรือ เวสท์แลนด์-โอสท์แลนด์ เรือนกระจกพืชสวนนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเนเธอร์แลนด์

นวัตกรรมเทคโนโลยีสำหรับระบบการผลิตและระบบอัตโนมัติ การลดการใช้พลังงานและการใช้สอยพื้นที่อย่างจำกัด คือลักษณะของอุตสาหกรรมเรือนกระจกของเนเธอร์แลนด์ ภายใต้การแข่งขันนานาชาติและการเติบโตอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการแต่ละรายนั้นไม่แน่นอน ความท้าทายในตลาดคือ นวัตกรรมและการแข่งขันที่สูงขึ้นตลอดเวลา การเสริมสร้างความรู้และกระตุ้นผู้ประกอบการ, นวัตกรรม, ให้ความรู้แค่ประชากรได้รับการยอมรับจากภาคพืชสวนในเนเธอร์แลนด์
ชมนวัตกรรมเกษตรเนเธอร์แลนด์ งาน ฮอร์ติ เอเชีย 2017
ท่านฑูตพอล เม้งเฟล กล่าวในตอนท้ายว่า บริษัทเนเธอร์แลนด์ เกือบ 30 บริษัทในภาคพืชสวนจะทำการจัดแสดงในงานฮอร์ติ เอเชีย 2017 ที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 15-17 มีนาคมนี้

“พืชผลของเนเธอร์แลนด์มีบทบาทสำคัญในตลาดโลก และขณะนี้ประเทศต้องเผชิญหน้ากับปัญหาในการรักษาตำแหน่งนี้ไว้ ผู้ประกอบการของเราต้องแสดงจุดแข็งของนวัตกรรม ความกล้าหาญ การตัดสินใจ และความอุตสาหะ โดยรัฐบาลของเนเธอร์แลนด์สนับสนุนด้านการพัฒนานวัตกรรมสินค้าผ่านประโยชน์ทางภาษี ธุรกิจนวัตกรรมต่างๆสามารถช่วยพัฒนาหาแนวทางแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ เช่น ความปลอดภัยทางด้านอาหาร ปัญหาประชากรสูงอายุ และปัญหาโรคภัยที่มีผลถึงชีวิต โดยการพัฒนาสินค้าใหม่ๆนี้ พวกเขาสามารถเข้าถึงตลาดใหม่ๆ นวัตกรรมจะกระตุ้นการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจและเพิ่มจำนวนงาน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลได้สนับสนุนด้านการเงินให้แก่ผู้ประกอบการทางด้านนวัตกรรม เพื่อให้ธุรกิจได้สร้างนวัตกรรมสินค้าและบริการสู่ตลาดได้รวดเร็ว”

“งานฮอร์ติ เอเชีย 2017 เป็นงานเทรดโชว์ที่ดีที่สุดสำหรับนวัตกรรมด้านพืชผลและเกษตรกรรมที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมทั่วทวีปเอเชียจะได้พบปะและแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์กับชาวเนเธอร์แลนด์และผู้นำนวัตกรรมพืชสวนทั่วโลก…ผมมั่นใจว่าผู้เข้าชมงานจะได้รับผลประโยชน์มากครับ” ท่านทูต พอล เม้งเฟล กล่าวย้ำในที่สุด

หมายเหตุ-เกษตรก้าวไกล : www.steelexcel.com ท่ามกลางกระแสความนิยมในการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง ทำให้เกิดกลุ่มต่างๆมากมาย บางกลุ่มมีการเรียกเงินค่าสมาชิกที่สูง หรือทำในลักษณะเป็นแชร์ลูกโซ่ หรือไม่ก็ปั่นกระแสราคาสูงเกินความเป็นจริง ด้วยเหตุนี้สมาคมการค้ากุ้งก้ามแดง โดยนายประทีป มายิ้ม นายกสมาคม จึงได้ออกแถลงการณ์ เพราะเป็นห่วงเกษตรกรจะเข้าไปหลงกลพวกที่ไม่หวังดี ดังรายละเอียดต่อไปนี้